พระเจ้าส่งผมไปรบ (INTO THE BATTLEFIELD)

ตอนที่ 25 : เรื่องราวของโลกใบนี้

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,385
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 286 ครั้ง
    24 ธ.ค. 62

หลังจากเสร็จธุระที่ห้องพยาบาล ด้วยตอนนี้ก็ใกล้มืดแล้ว อิทธิจึงรีบวิ่งไปยังห้องสมุดของเมืองตามที่เมลิสสาบอก ก็เห็นตึกไม้สีขาว อิทธิเปิดประตูเข้าไปในตึกก็เป็นห้องโถงกว้าง ๆ มีชั้นหนังสือเรียงรายอยู่สองฟากฝั่ง และมีเคาร์เตอร์กับบรรณารักษ์เป็นผู้หญิงสูงวัยนั่งประจำเคาร์เตอร์ เธอเงยหน้าขึ้นมาเหลือบมองอิทธิเล็กน้อย อิทธิจึงเดินเข้าไปหาเธอ ก่อนจะสอบถาม

"ขอโทษนะครับ ผมจะหาหนังสือประวัติศาสตร์ต่าง ๆ ได้ที่ไหนครับ" บรรณษรักษ์ไม่แม้แต่จะตอบเขาเพียงยื่นแผ่นกระดาษเล็ก ๆ ให้ ซึ่งมันเขียนไว้ว่า  

"หมวดประวัติศาสตร์ ชั้นสอง ตู้ที่ 14" อิทธิรับมาแล้วขอบคุณบรรณษรักษ์ แต่เธอกลับก้มไปอ่านหนังสือของเธอต่อ ไม่สนใจอิทธิอีก เขาจึงได้แต่ไม่รู้จะทำไงต่อ เลยเดินไปที่ยันไดขึ้นไปยังชั้นสอง ซึ่งในห้องสมุดแห่งนี้ มีโต๊ะและเก้าอี้วางเรียงเป็นแถวอยู่ตรงกลางหลายตัว เป็นแถวยาว แต่กลับไม่มีคนอยู่เลยแม้สักคนเดียว ทำให้บรรยากาศมันวังเวงจนน่าขนลุก  

อิทธิขึ้นมาที่ชั้นสองแล้วมองหาตู้ที่ 14 ดีที่ตามชั้นหนังสือจะมีหมายเลขกำกับอยู่ อิทธอค่อย ๆ ไล่อ่านไปตามป้าย

"อ่า นั้นไง ตู้ 14 " ตู้หนังสือที่ 14 อยู่อีกฝั่งของเขา ด้วยเมื่อขึ้นบันไดมาที่ชั้นสองตรงกลางของห้องถูกทำให้มองเห็นไปยังชั้นล่างได้ ทำให้ทางเดินจะต้องเดินไปข้าง ๆ แทน อิทธิเลยรีบเดินไปยังตู้ที่สิบสี่ ซึ่งอยู่ในมุมของชั้น แสงที่ส่องมาถึงก็เพียงเล็กน้อย ทำให้มองอะไรไม่ค่อยชัด แต่เขาก็เห็นคนยืนอยู่ตรงนั้น ด้วยสวมผ้าคลุมสีดำทำให้เขามองเห็นได้ไม่ชัดนัก ดูน่ากลัวไม่น้อยในใจอิทธิก็คิดว่าเป็นคน แต่อีกใจก็คิดว่าจะเป็นอย่างอื่น  

"ผีในโลกแฟนตาซี ถ้าจะออกมาให้เห็นเป็นตัว ๆ แบบนี้ก็ไม่ใช่ว่าเป็นไปไม่ได้" อิทธิบ่นกับตัวเองแล้วค่อย ๆ เดินเข้าไปใกล้ แต่คนที่ยืนอยู่ตรงมุมก็ไม่ได้ขยับอะไร มีเพียงหนังสือที่ถืออยู่คอย ๆ พลิกหน้าไปอย่างช้า ๆ อิทธิค่อย ๆ เขยิบเข้าไป มองใกล้ ๆ ก็เห็นว่าเป็นคนแถมเป็นผู้หญิงที่มีผมสีขาว ผิวขาวซีด รวมถึงมือเล็กบางขาวซีดจนเห็นเส้นเลือดเด่นชัดออกมา แต่ด้วยความมืดทำให้มองเห็นน่าเธอไม่ชัด

'ไม่น่าใช่ผีแล้ว แต่เป็นแวมไพร์นะไม่แน่' เขาบ่นในใจ ก่อนจะเลิกสนใจเธอหันมาหาหนังสือที่เขาต้องการ เขาหยิบหนังสือออกมาหลายเล่ม จนได้มาเกือบสิบเล่มโดยไม่รู้เลยว่าเขาเหยิบเข้ามาใกล้หญิงสาว จนเธอหันมามองอิทธิ  

"เล่มนี้ถ้าจะดี 'ประวัติศาสตร์อาณาจักร โดย พาจิราเอเกียจ' เอาไปอีกสักเล่มแล้วกัน " อิทธิหยิบไปวางกองรวมกับหนังสืออื่น ๆ แล้วก็มีเสียงแหลมเล็กดังขึ้นข้าง ๆ อิทธิ  

"เจ้าเป็นนักเรียนที่สถาบันไหนกัน? ถึงได้หอบหิ้วหนังสือตั้งมากมาย" เมื่อได้ยิน อิทธิแทบสะดุ้งเมื่อเขายืนใกล้จนแทบจะติดกับผู้หญิงผิวขาวซีดคนนี้ อิทธิหันไปมองที่หญิงสาว เธอดูจะสูงวัยกว่าเขา เหมือนผู้หญิงยี่สิบปลาย ๆ สามสิบต้น ๆ แต่ก็เป็นคนสวยที่สุดที่เขาเคยเจอมาในโลกนี้เลย ด้วยรูปหน้า องค์ประกอบต่าง ๆ บนหน้าของเธอดูสมบูรณ์แบบ ด้วงตาที่กลมโต จมูกโด่งได้รูป ริมฝีปากที่รับเขากับใบหน้า ทำเอาอิทธินิ่งมองเธออยู่พักหนึ่ง ก่อนจะถูกเรียกสติด้วยถูกหญิงสาวเตะเข้าที่ต้นขา จนเขาร้อง

" โอ๊ย ขอโทษด้วยครับ พอดีผมลืมตัวไปหล่อย" อิทธิลูบขาของเขาที่ถูกเตะ แต่หญิงสาวก็ดูจะยังไม่พอใจกับท่าทางหยาบคายของอิทธิ  

"ข้าถามเจ้านะ ว่าเป็นหนังเรียนอย่างนั้นหรอ?" หญิงสาวพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่แฝงไปด้วยความไม่พอใจ  

"ห๊ะ อ่า...อ๋อ ครับ ๆ ช่าย ๆ ผมเป็นนักเรียนนะ เลยมาหาหนังสืออ่าน" อิทธิที่ไม่รู้จะตอบอย่างไรดีก็ไหลไปตามน้ำสวมรอบเป็นนักเรียนตามที่เธอว่าเสียเลย  

"ถ้าเป็นนักเรียนละก่อน อ่านแค่เล่มนี้ก็พอ เนื้อหาครบถ้วนและสมบูรณ์ที่สุด" หญิงสาวมองหาหนังสือที่ชั้นอยู่พักหนึ่งก่อนจะดึงหนังสือออกมาเล่มหนึ่งแล้วยื่นให้อิทธิ เขาจึงรับมา

"ประวัติศาสตร์ โดย นิกโค่" ถึงจะดูเป็นชื่อที่มักง่ายแต่ก็ดูตรงดี อิทธิจึงรับมาแล้วเอาหนังสือเล่มอื่น ๆ ไปเก็บตามเดิม แล้วก็ขอบคุณหญิงสาวผมขาวคนนั้นแล้วค่อย ๆ เดินลงมาจากชั้นบน โดยเขามักจะหันไปมองที่หญิงสาวอยู่เรื่อย ๆ จนกระทั้งลงมาถึงชั้นล่าง เขาจึงเลิกสนใจเธอ หาที่นั่งแล้วกลางหนังสือเปิดอ่าน อยู่คนเดียว เงียบ ๆ  

'ประวัติศาสตร์เริ่มตนขึ้นเมื่อเทพผู้สร้างที่พวกเราเรียกว่า เดอะวัน ได้ให้กำเนิดโลกใบนี้ขึ้นมา เดอะวันได้สร้างทะเล พื้นดินและภูเขา หลอมรวมกันจนเป็นทวีปที่เราเรียกมันว่า เดอะแลนด์ แต่แล้ววันหนึ่ง พระองค์ทรงไม่พอใจที่สิ่งมีชีวิตต่าง ๆ เริ่มฆ่ากันเอง พระองค์จึงทำให้เดอะแลนด์แยกออกเป็นสามส่วน โดยส่วนที่เราอยู่นั้นเรียกว่า เดอะมิดเวย์ ซึ่งเป็นส่วนตรงกลางของทวีปที่แยกออก เดอะมิดเวย์มีประวัติศาสตร์มาอย่างยาวนาน ว่ากันว่ามนุษย์กลุ่มแรกร่วมกันสร้างเมืองแห่งแรกขึ้น พวกเขาให้ชื่อมันว่าไททัส เมืองหลวงแห่งแรกของมนุษย์ ตั้งอยู่ใต้แม่น้ำสายยาวเซธที่ไหล่ผ่านทั้งเหนือใต้ ต่อมาก็มีการเกิดขึ้นของอาณาจักรมากมาย แต่เมื่อเมืองไททัส มีกษัตริย์องค์แรงปกครอง เขาไม่พึงพอใจอย่างมากที่เกิดเมืองอื่น ๆ ตามมาสงครามจึงเกิดขึ้นและเกิดมาตลอดหลายพันปี จนไททัสกลายเป็นจักรวรรดิ' อิทธิอ่านเรื่องราวของการกำเนิดโลกใบนี้ไปสักพักเขาก็รู้สึกว่าโลกที่เขาอยู่แตกต่างจากที่เขามามากทีเดียว แต่ก็มีบางเรื่องที่คล้ายกัน อิทธิอ่านไปเรื่อย ๆ จนจบเรื่องราวเกี่ยวกับทวีปและอาณาจักรแล้วเมื่อพลิกหน้าต่อไป หัวข้อก็ทำเอาอิทธิสะดุดใจขึ้นมา 'เวทมนตร์และเหล่าพ่อมดแม่มด'  

'เดอะแลนด์ไม่มีมีเวทมนตร์ตั้งแต่ต้น จนกระทั้งนักโบราณคดี 'ไอแซค ดีน ไซรัส' ได้ขุดค้นพบโบราณสถานโบราณ ซึ่งภายในไม่มีใครรู้ว่ามีอะไรอยู่ มีเพียงตัวไอแซคเท่านั้นที่เคยเข้าไปและไม่ออกมาอีกเลยตลอดกาล เราไม่อาจทราบได้ว่าเกิดสิ่งใดขึ้น แต่หลังจากที่เขาเข้าไป 1 ปีหลังจากนั้นโบราณสถานก็เกิดการถล่ม เหล่าลูกศิษย์และคนงานของเขาก็ช่วยกันขุดค้นซากที่เหลือของโบราณสถานและได้พบกับ ต้นไม้ใหญ่เติบโตอยู่ภายใน ไม่เคยมีใครเคยเห็นหรือเคยพบต้นไม้ลักษณะนี้มาก่อน มันเปร่งแสงระยิบระยับสว่าง พวกเขาจึงช่วยกันขุดมันขึ้นมาแล้วย้ายไปยัง'เซราฟิม'มหาวิหารอันศักดิ์สิทธิ์ โดยได้มีการทดลอง ทดสอบมันมากมายแต่ก็ไม่ได้ผลอะไร จนเมื่อมีหญิงสาวคนหนึ่งทดลงเด็ดใบของมันออกมาแล้วกินเข้าไป ใบไม้เปร่งแสงนั้นได้มอบทักษะความสามารถพิเศษให้กับเธอ ในตอนแรก ผู้คนเรียกมันว่าพรวิเศษ แต่เมื่อมีคนมากขึ้น มากขึ้นที่ได้รับพรวิเศษนี้ การต่อสู้แย่งชิงต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์แห่งเซราฟิมก็เริ่มขึ้น 800 ปีของการต่อสู้ มีคนมากมายเข้าร่วมกับทั้งสองฝั่ง โดยฝั่งหนึ่งต้องการปกปักษ์รักษาต้นไม้เอาไว้ในเซราฟิม ซึ่งนำโดย 'เอวา' ผู้พิทักษ์ และ 'มาทิลด้า' จอมเวทย์คนแรกของโลก  ทั้งคู่นำคนของตนเข้าห่ำหั่นกันนานถึง 800 ปี มีคนล้มตายมากมายเหลือคณานับ ด้วยเวทมนตร์ที่ทั้งคู่มีทำให้แผ่นดินทั่วเดอะมิดเวย์ลุกเป็นไฟ ไม่มีใครสามารถต่อต้านพวกเธอได้ จนกระทั้ง 'ดันเต้' ผู้เผาพลาญ ได้หยุดติการต่อสู้ด้วยการใช้เปลวไฟวิเศษเผาทำลายต้นไม้แห่งเซราฟิมจนลุกไหม้ มีเพียงเถ้าของมันที่หลงเหลืออยู่ ทั้งเอวาและมาทิลด้าต่างหมดเป้าหมายทั้งคู่จึงยุติสงครามกันไป ไม่มีใครรู้ชะตากรรมของดันเต้ต่อจากนั้น มีข่สวลือมากมายเกี่ยวกับเขาแต่ไม่มีใครรู้จริง ในส่วนของเอวา เธอได้ทำการเปลี่ยนมหาวิหารศักดิ์สิทธิ์เซราฟิมให้เป็นโรงเรียนจอมเวทย์เซเรฟิม ที่มุ่งมันสั่งสอนการควบคุมเวทย์มนตร์ให้แก่เด็ก ๆ ที่เกิดมาได้รับพรวิเศษ ซึ่งเป็นผลจากการที่ต้นไม้ถูกเผามันส่งละอองกระจายไปทั่วโลก ทำให้มีโอกาสที่ถึงแม้จะยากมากแต่ก็มีอยู่ที่เด็กจะเกิดมามีพรวิเศษติดตัวมา แต่ก็หาไม่ทรงพลังเช่นก่อนต้นไม่ถูกเผา โรงเรียนเซราฟิมจึงถูกจัดตั้งขึ้นด้วยความร่วมมือจากหลาย ๆ อาณาจักรด้วยหวังให้เด็ก ๆ ของพวกเขามาเป็นกำลังสำคัญให้อาณษจักรตน ตัวตนของเหล่าพ่อมดแม่มดในโลกนี้ เป็นอะไรที่ทรงอำนาจอย่างมาก ถึงจะเป็นเด็กที่เกิดหลังจากเผาไหม้ต้นไม้ ก็มีพลังอำนาจที่จะต่อกรกับกองทัพได้เลยทีเดียว แต่นานวันตัวตนของผู้ที่ได้รับพรวิเศษก็น้อยลงไปทุกที จนแทบไม่เกิดขึ้นอีก' อิทธิอดทึ่งไม่ได้กับเรื่องราวของพ่อมดแม่มดที่เขาอ่าน  

อิทธิตั้งใจอ่านจนลืมเวลาตอนนี้ในห้องสมุดจุดเทียนให้ความสว่างแทนแล้ว อิทธิจึงลุกขึ้นมาบิดขี้เกียจไปมา ด้วยนั่งอยู่ในท่าเดิมนาน ๆ ทำให้เขาปวดเมื่อย แต่ด้วยความสนใจใคร่รู้อิทธิจึงพลิกหน้าต่อไป ด้วยหัวข้อเรื่องใหม่ 'เผ่าพันธ์ที่แตกต่าง' ก็ทำเอาอิทธิสนใจขึ้นมาทันที ด้วยโลกที่เขาอยู่นี้เขาพบเพียงมนุษย์ด้วยกันแต่ยังไม่เห็นสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ตามที่เคย ดู เคยอ่านมา เขาจึงสนใจเป็นพิเศษ

'แต่เดิมมนุษย์ไม่ใช่เจ้าของโลกใบนี้มาแต่แรก มีเผ่าพันธุ์มากมายดำรงอยู่ก่อนมาแต่เดิม จนกระทั้งเวลาผ่านไป พวกเขาแตกแยกกัน เกิดการฆ่าฟันกันขึ้น เดอะวันทรงพิโรธได้ทำการแยกทวีปออกจากกัน และก็าร้างมนุษย์ขึ้นมาปกครอง พวกเขาต่างค่อย ๆ ล้มตายลงด้วยการถูกมนุษย์ไล่ล่า เป็นเวลานานหลายร้อยหลายพันปี จนพวกเขาสิ้นสูญไปจากทวีป แต่ภายหลังได้มีการค้นพบเศษซากอารยธรรมต่าง ๆ มากมาย ทั้งเผ่าพันธุ์ของผู้อยู่อาศัยในป่า ที่มีความชำนาญในเรื่องของพรวิเศษ ว่ากันว่าพวกเขาเป็นผู้ให้กำเนิดต้นไม้ศักดิ์สิทธิเซราฟิม มีบันทึกมากมายถึงพวกเขา ด้วยรูปลักษณะที่สวยงามและไม่มีวันแก่เฒ่า ทำให้พวกเขาคิดค้นสิ่งต่าง ๆ มากมายโดยเฉพาะเวทย์มนตร์โบราณที่ทรงอานุภาพมากมาย และยังมีเผ่าพันธุ์อื่น ๆ อีกเช่น เผ่าคนตัวเล็กที่มีรูปร่างเล็กกว่ามนุษย์เท่าตัว เผ่านกที่มีรูปร่างเหมือนมนุษย์ พวกเขามีปีกงอกมาจากที่หลังใช้บินไปไหนมาไหน...แต่โดยสรุปแล้วเผ่าพันธุ์อื่น ๆ ล้วยสูญพันธุ์ไปจนหมดสิ้นแล้ว เหลือเพียงเรา มนุษย์เท่านั้นที่ปกครองเดอะมิดเวย์' อิทธิอ่านหนังสือเล่มนั้นจนจบเล่มมีเรื่องราวมากมายที่เขาคิดว่าเป็นเพียงเรื่องราวในนิทาน แต่ที่นี้มันจริง เขาก็อดไม่ได้ที่จะตื่นเต้น  

อิทธิลุกขึ้น มองผ่านหน้าต่างไปด้านนอกท้องฟ้าก็มืดไปหมด เขาจึงรีบลุกขึ้น เดินกลับไปยังชั้นสองที่ตอนนี้มีเพียงแสงจากเปลวเทียนที่สว่างไสว ยิ่งทำให้บรรยากาศน่ากลัวกว่าเดิมเป็นเท่าตัว อิทธิจึงรีบเดินแล้วเอาหนังสือไปเก็บที่ชั้น หญิงสาวคนนั้นไม่อยู่แล้ว แต่ก็ทำเอาอิทธิแปลกใจเล็กน้อย เขาไม่ยักจะเห็นหญิงสาวเดินออกไปจากห้องสมุด ทั้ง ๆ ที่เขานั่งอยู่ที่โต๊ะซึ่งจะต้องเห็นคนเดินผ่านไปมาแน่ แต่นี้กับไม่เห็นดูท่าเขาจะตั้งใจอ่านมากไป จนลืมดูรอบ ๆ  

อิทธิรีบเก็บหนังสือเข้าที่ชั้นแล้วรีบกลับลงมา ด้านล่างผ่านหน้าเคาร์เตอร์ อิทธิต้องหันไปชำเลืองมองบรรณารักษ์แวบหนึ่ง ก่อนจะเดินไปที่ประตู แต่ก่อนที่จะเปิดมันออกก็มีเสียงของผู้หญิงที่แหบต่ำดังขึ้นที่ด้านหลัง ซึ่งน่าจะเป็นของบรรณารักษ์พูด

"ขอบคุณที่อ่านหนังสือจนจบ ที่นี้เปิดจนกว่าคุณจะพอใจ ครั้งหน้าเชิญมาอ่านหนังสืออีกนะคะ" เป็นคำพูดที่อิทธิไม่เข้าใจเลยว่าเธอหมายความว่าอย่างไร อีกทั้งบรรณารักษ์ก็ไม่ได้เงยหน้าหันมาพูดกับเขา ก็ยังคงอ่านหนังสือของเธอต่อไป อิทธิจึงรีบพูดขอบคุณแล้วออกจากห้องสมุดไป รีบกลับไปยังห้องของเขาโดยมีเพียงแสงจันทร์ที่นำทาง

ซึ่งพออิทธิออกจากร้านไปแล้ว บรรณารักษ์ก็เงยหน้าขึ้นมาแล้วพูดขึ้นลอย ๆ  

"หนุ่มน้อยคนนี้นะหรอ? มีคนอื่นอีกตั้งมากมาย ทำไมถึงเลือกเขาละ?" แล้วอยู่ ๆ ก็มีคนเดินออกมาหยุดยืนที่ด้านหลังของบรรณารักษ์ เป็นหญิงสาวที่อิทธิเจอบนชั้นสองนั้นเอง เธอหยุดยืนอยู่ด้านหลังบรรณารักษ์ไม่ตอบอะไรออกมา มีเพียงรอยยิ้มเล็กน้อย ทำให้บรรณารักษ์รู้สึกไม่ชอบใจกับท่าทางของเธอ บรรณารักษ์สูงวัยจึงพูดเชิงประชดออกมา

"ท่านมอบเส้นทางให้กับเขาแบบนี้ คนของเจ้าคงไม่ตามรังควานเขาเอาหรอกหรอ?" หญิงสาวผมขาวคนนั้นยิ้มเล็กน้อยก่อนพูดออกมาเบา ๆ  

"มันจะเป็นบททดสอบที่ดีสำหรับเขา"

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 286 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

230 ความคิดเห็น

  1. #54 Cmil (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 1 มกราคม 2563 / 23:20
    สนุกมากฮับ
    #54
    0
  2. #30 ยักษ์แดง (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 29 ธันวาคม 2562 / 04:21
    ตอนแรกเห็นติดเหรียญกะรอเวลา ไปๆมาๆเติมอ่านซะแล้ว55555.
    #30
    0
  3. #26 FallenXIII (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 25 ธันวาคม 2562 / 07:41
    มันไม่แจ้งเตือนตอนใหม่จริงๆแฮะ
    #26
    0