ดูหนังอย่าง "เซียน"

ตอนที่ 30 : รู้จัก Home Theater ตอนที่1 องค์ประกอบและเรื่องของ "ห้องฟัง"ชั้นดี

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,637
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    7 พ.ค. 59



     ในที่สุดก็เดินทางมาถึงเรื่องสุดท้ายที่จะเขียนถึงในบทความชุดนี้กันเสียทีซึ่งไม่ใช่เรื่องใดเป็นเรื่อง Home Theater นั่นเอง

     เชื่อว่าเราแทบทุกคนได้ยินชื่อ Home Theater ก้นมานานยิ่งระยะหลังได้ยินกันบ่อยไปที่ไหนใครก็ต่างพูดถึง จริงๆแล้วคำว่า Home Theater หมายถึงอะไร? แปลโดยง่ายแปลแบบกำปั้นทุบดินก็คือ "โรงหนังในบ้าน" ยุคนี้ใครฐานะดีหน่อยหรือเงินเหลือใช้เหลือกินหน่อยเป็นต้องซื้อชุด Home Theater ไว้ประดับบ้านจะได้ไม่ต้องยุ่งยากเสียเวลาเดินทางฝ่าผู้คนฝ่ารถติดออกไปดูหนังดูในบ้านก็ไม่ต่างกับโรงหนังชุด Home Theater ราคาแพงบางชุดโรงหนังหลายแห่งยังต้องอาย ผู้เขียนกล่าวอย่างนี้แสดงว่าคนฐานะปานกลางเงินเดือนน้อยหรือแต่ละเดือนเงินเหลือเก็บแทบไม่มีไม่สามารถเป็นเจ้าของชุด Home Theater ได้ ผู้เขียนฐานะไม่ห่างจากสภาวะนั้นสักเท่าไรทว่าหากเราไม่ถึงกับอดมื้อกินมื้อหรือรายได้ต้องจัดไว้เรื่องกินอย่างเดียวรายได้แต่ละวันจะประทังท้องยังไม่พอ ทุกคนโดยเฉพาะคนวัยทำงานมีมีช่องทางสำหรับการเป็นเจ้าของชุด Home Theater เช่นเดียวกัน Home Theater ยุคใหม่ราคาสมเหตุสมผลการปรับแต่งก็ไม่ยุ่งยากเหมือนในอดีต

     ทั้งนี้ทั้งนั้นแม้นท่านเป็นเจ้าของชุด  Home Theater แล้วหรือแม้แต่กำลังจะซื้อหรืออยู่ระหว่างกำลังพิจารณาเลือกซื้อ 
Home Theater สักชุด อ่านบทความตอนนี้แล้วท่านจะตัดสินใจได้ง่ายขึ้นถูกต้องขึ้นด้วยความเข้าใจที่แท้จริง เราไม่จำเป็นต้องเออออตามพนักงานขายก็จะได้สินค้าชั้นดีกลับบ้านการปรับแต่งและจัดวางก็ทำถูกต้องแขกไปใครมาโชว์ได้เต็มที่

     เราจะเข้าใจเห็นใจไร้ซึ่งความอิจฉาคนที่คิดว่าตนใช้ชุดHome Theater สุดเจ๋งทั้งที่ซื้อมาเพราะเชื่อคำโฆษณาหรือโดนคนขายเป่าหู เราจะทราบว่าทำไมจึงตัดสินใจซื้อชุดนั้นชุดนี้ซื้อมาแล้วต้องทำอะไรต่อบ้างเราไม่ต้องมานั่งถามตนเองว่า "ตูซื้อชุดนี้มาทำไมฟ่ะ"อุปกรณ์แต่ละชิ้นแม้แต่ชื่อก็ยังไม่รู้จักครั้นจะต่อสายสัญญาณติดตั้งและจัดวางเครื่องวางลำโพงเราเริ่มเงอะงะ จะปรึกษาคนขายเขาก็ตอบแบบส่งๆเหมือนไม่รู้จริง(หลอก)ขายเราแล้วก็จบกัน เราเห็นว่าคนข้างบ้านเขาก็มีญาติเราเขาก็มีเราจึงต้องมีกับเขาบ้าง เราจะไม่เป็นเช่นนั้น

     อย่างไรก็ตามออกตัวไว้นิดหน่อยว่าเนื้อหาอาจค่อนไปทางวิชาการบ้างพยายามอดทนอ่านกันสักนิดนะครับ รับประกันว่าคุ้มค่ากับเวลาที่เสียไป


องค์ประกอบของ Home Theater

     Home Theater ประกอบด้วยอะไรบ้าง?ง่ายยิ่งกว่าไปร้านสะดวกซื้อก็ประกอบไปด้วยคำว่า Home กับ Theater นะสิ (แอบกวน...)

     Home ความหมายตามที่เราเข้าใจก็คือบ้าน ทว่าบ้านที่ว่านี้ไม่ใช่บ้านทั้งหลังแต่หมายถึงห้องหรือพื้นที่ภายในบ้านที่เราใช้จัดวางชุด Home Theater  ใครอาศัยห้องเช่าหรืออาคารชุดคอนโดที่มีเพียงห้องๆเดียวจึงสามารถเรียกห้องดังกล่าวว่า  Home ได้เช่นกัน ส่วน Theater ก็หมายถึง "โรงหนัง"เช่นที่เราเรียกกันมานานและรู้ความหมายดีว่าหมายถึงอะไรมีประโยชน์อย่างไร ใครซื้อทีวีและชุดเครื่องเสียงอย่างมีหลักการหาพื้นที่จัดวางเหมาะสมติดตั้งปรับแต่งอย่างรู้วิธีทีวีและชุดเครื่องเสียงเหล่านั้นก็จะทำให้ Home กับ Theater เข้ามารวมกันอยู่ในบ้านเรา

      ทว่าการใช้ทีวีหรือชุดเครื่องเสียงสเตอริโอดูหนังแล้วเปิดเสียงดังเข้าไว้นั้นเราไม่นับเป็น Home Theater เมื่อโรงหนังชั้นดีเขาจะไม่ทำเช่นนั้นเราจะทำตามโรงหนังชั้นดีเท่านั้นไม่ใช่โรงหนังชั้น D

     เมื่อคำว่า Home Theater ขึ้นต้นด้วยคำว่า Home ก่อน Theater เราจึงจะมาสนใจคำว่า Home เป็นลำดับแรกแล้วกันอะไรของ Home บ้างที่เราต้องสนใจเพื่อทำให้บ้านเราหรือห้องเรากลายเป็น Home Theater ที่แท้จริง สิ่งแรกที่เราจะต้องสนใจกันก่อนคือ "มิติห้อง"หรือขนาดห้อง แม้นเราไม่สามารถเลือกได้ตามอำเภอใจแต่เราก็ต้องเลือกหรือเปลี่ยนตำแหน่งจัดวางอุปกรณ์ตำแหน่งติดตั้งลำโพงหากมิติห้องเราเป็นมิติห้องต้องห้ามหรือไม่ใช่พื้นที่จัดวางที่ผนังห้องสมมาตรกัน

     มิติ ห้อง Home Theater ชั้นดีขนาดความกว้างความยาวและความสูงต้อง "ไม่เท่ากัน"ย้ำนะครับว่า ไม่เท่ากัน ไม่เพียงเท่านั้นขนาดความกว้างกับความยาว(ไม่รวมความสูง)ก็ต้องไม่เท่ากันด้วย

      ทำไมต้องไม่เท่ากันและจะเกิดอะไรขึ้นหากเท่ากัน?จะเกิดปัญหาเรื่อง "เสียงหลายความถี่เกิดการเสริมและหักล้างกันมากเกินไปในห้อง"หาจุดรับฟังที่ความถี่เสียงราบเรียบลำบาก" เราเปลี่ยนตำแหน่งนั่งหน่อยเดียวเสียงต่างกันยังฟ้ากับเหว ย้อนเนื้อหาเรื่องความถี่เสียงกันสักนิดอันนี้เหมือนหยิบวิชาฟิสิกส์มานั่งทบทวน ความถี่เสียงที่มนุษย์ได้ยินนั้นจะอยู่ในช่วง 20-20,000 Hz (20 kHz)ธรรมชาติของเสียงในท่อปิด(ห้องเปรียบเสมือนท่อปิด)จะเกิดสิ่งที่เรียกว่าความถี่สั่นค้าง(เรโซแนน)ของเสียงเสมอเมื่อมีจุดกำเนิดเสียงอยู่ภายในห้องซึ่งจุดกำเนิดเสียงที่ว่านั้นก็คือชุดเครื่องเสียงในห้อง

     นอกจากผู้ที่ทำหน้าที่ตัดต่อเสียงเราไม่ทราบหรอกว่าหนังที่เรากำลังรับชมนั้นบันทึกเสียงความถี่ใดบ้าง เริ่มต้นหนังอาจแค่พูดกันสองสามประโยคเสียงกลางถูกใช้ต่อเนื่องนาทีถัดมาตัวละครยิงกันสนั่นเสียงแหลมเด่นมาเชียวจากนั้นหนังก็ต่อด้วยเสียงระเบิดเสียงขับรถไล่ล่ากัน บางเรื่องระดมใส่เสียงเฮลิคอปเตอร์เสียงเครื่องบินไอพ่นเสียงหุ่นเหล็กปะทะหมัดกันบ้างก็เป็นยานบินต่างดาวยิงเลเซอร์ใส่กันช่วงเวลาไม่กี่นาทีเสียงแหลมเสียงเบสเสียงกลางผสมกันวุ่นวาย

     มิติห้องที่ไม่เท่ากันจะเกิดความถี่เรโซแนน(สั่นค้าง)ไม่กี่ความถี่และไม่เกิดซ้ำตำแหน่งเดิม ขณะที่มิติห้องเท่ากันจะเกิดหลายความถี่และจะเกิดซ้ำตำแหน่งเดิม เฉพาะอย่างยิ่งหากห้องนั้นความกว้างความยาวความสูงเท่ากันทั้งหมดเสียงตรงที่เกิดความถี่เรโซแนนจะฟังไม่จืดทีเดียวและเกิดไปทั่วทั้งห้อง เรานั่งตรงตำแหน่งความถี่หลายความถี่สั่นค้างความถี่นี้มาเสียงดังความถี่โน้นมาเสียงเบาหาความราบเรียบไม่เจอค้นหาตำแหน่งเสียงดีจริงหรือพอฟังได้ลำบาก แต่ละจุดในห้องล้วนมีแต่เป็นปัญหา

     เป็นที่ยอมรับกันว่ามิติห้องที่ดีนั้นต้องเป็นห้องสัดส่วนทองคำ (Golden Ratio)อะไรคือสัดส่วนทองคำรบกวนอ่านจากลิงค์ http://www.cinemasource.com/articles/room_modes/modes.html แล้วกันเรื่องของห้องฟังเนื้อหาค่อนข้างละเอียดและอ้างหลักวิชาการอย่างเดียว เกรงว่าอธิบายไปจะไม่ถูกต้อง(คนเขียนเองก็ห่างวิชาฟิสิกส์มานาน)อ่านจากแหล่งที่เขาคลุกคลีกับด้านนี้โดยตรงดีกว่า เราไม่จริงจังจริงหรือทุนสูงจริงสร้างห้องสัดส่วนทองคำลำบาก เช่นที่ทราบกันส่วนใหญ่เราซื้อ/เช่าบ้านหรือห้องสำเร็จกันมากกว่าเขาสร้างเสร็จเรียบร้อยเราจึงเข้าอยู่อาศัย ไปเปลี่ยนแบบมากทั้งสิ้นเปลืองและเสียเวลาว่ากันไปตามแบบเดิมนั่นละสะดวก เลือกจากห้องที่มีแม้ไม่สมบูรณ์แต่ยังพออนุโลม

     ขอเพียงห้องดังกล่าวเราเลือกห้องที่ความกว้างกับความยาวไม่เท่ากัน ห้ามใช้ห้องทรงลูกบาศก์เป็นห้อง Home Theater และจะเป็นการดียิ่งหากห้องดังกล่าวโครงสร้างแข็งแรงเป็นห้องปิดทึบไม่ได้เปิดโล่ง(เช่นห้องรับแขกทั้งหลาย)

ห้องใช้ฝ้าแขวน เป็นห้องHome Theater ได้ไหม? พอได้แต่กูรูไม่แนะนำ
ห้องผนังกระดานอัดหรือแผ่นยิบซั่ม(ไม่ก่ออิฐ)ล่ะ?ได้เช่นกันแต่กูรูก็ไม่แนะนำ
ห้องรับแขก พื้นที่เปิดโล่ง ดีกว่าแต่กูรูเขาก็ไม่แนะนำเช่นเดียวกัน

ถ้าอย่างนั้นห้องนอน พอได้
ห้องจัดสร้างและตกแต่งให้เป็นห้องดูหนังโดยเฉพาะ สุดยอดรู้สึกอิจฉาเลยเชียว

     ทำไมกูรูจึงแนะนำห้องปิดทึบ? พิจารณาโครงสร้างโรงหนังเป็นหลัก เช่นที่ผู้เขียนกล่าวไปโรงหนังที่ดีต้องสร้างห้องขึ้นมาเฉพาะต้องก่อสร้างให้ดีโครงสร้างแข็งแรงทนทานหากใช้ผนังกระดานอัดเจอเสียงเบสหนักๆผนังห้องกระพือเหมือนผนังกลองเราจะใช้บริการเขาหรือ?โรงหนังยิ่งผนังแข็งแรงทนทานเท่าไรยิ่งดีเท่านั้นป้องกันเสียงไม่ให้ไปรบกวนโรงหนังข้างเคียงเราเองก็เช่นเดียวกัน

     ประโยชน์ข้อต่อมาของห้องปิดทึบจะช่วยให้การรับฟังจะเกิดเสียงก้องเสียงสะท้อนมาเข้าหูเราอรรถรสในการฟังจะเพิ่มขึ้น เสียงในที่โล่งเราจะได้ยินเฉพาะเสียงตรงจากแหล่งกำเนิดอย่างเดียวเสียงจึงแห้งกว่าไม่สด นอกจากนั้นห้องปิดทึบยังช่วยให้การติดตั้งหรือจัดวางลำโพงง่ายและสะดวกขึ้นมองเรียบร้อยสามารถเดินสายตามผนังไม่ให้เกะกะสายตาต่างกับห้องเปิดโล่งที่อย่างไรการเดินสายก็ไม่สวยงามและย้ำไว้ตรงนี้เสียงลำโพงไร้สายให้คุณภาพเสียงด้อยกว่าลำโพงใช้สายเราเลือกห้องรับแขกเป็นห้องฟังแล้วใช้ชุดเครื่องเสียงที่คู่หลังเป็นลำโพง wireless ไม่ใช่ทางเลือกที่ดี 


     ในการติดตั้งระบบเราจำเป็นต้องเดินสายลำโพงไปยังลำโพงคู่หลังซึ่งจะใช้สายลำโพงเพียง 2 เส้นสำหรับระบบ 5.1 และเป็น 4 เส้นสำหรับระบบ 7.1 CH.นึกภาพก็ชวนสยองสายจะเกะกะแค่ไหนเราจะเผลอสะดุดสายหกล้มหรือไม่หากเดินผ่าน
 หลายคนซื้อชุด Home Theater เพื่อต้องการให้มุมดูหนังเป็นมุมโชว์แขกใครเห็นก็ต้องร้อง "ว้าว"น่าอิจฉาจังจะกลายเป็นเขาร้อง "ว้า"ทำไมสายรกจังเมื่อเราเดินสายไม่ดี ห้องรับแขกเหมาะกับการใช้เป็นพื้นที่ดูข่าวกับรายการฟรีทีวีมากกว่าต่างกับห้องปิดทึบที่เหมาะกับชุด Home Theater การจัดวางลำโพงก็ทำได้ง่าย

   

     จากภาพจะเห็นว่าเมื่อเราติดตั้งระบบ Home Theater  ในห้องปิดทึบเราจะเลือกตำแหน่งติดตั้งและจัดวางลำโพงได้สะดวกเกิดความสมมาตรของตำแหน่งลำโพงในแต่ละช่องสัญญาณ(ยกเว้นลำโพง CENTER กับ SUB WOOFER จะใช้เพียงตัวเดียว) ส่วนผนังจะช่วยให้เกิดเสียงสะท้อนทำให้เสียงน่าฟังขึ้นเราจะรู้สึกไม่ต่างกับการดูหนังในโรงหนังมากนัก

     ห้องฟังหรือสถานที่จัดวางที่เหมาะสมจึงเป็นสิ่งจำเป็นลำดับแรกในองค์ประกอบของระบบ 
Home Theater ไม่ใช่ชุดเครื่องเสียงหรือทีวีเช่นที่เข้าใจกัน 

     นอกจากนั้นเมื่อเราสร้างห้องที่มิติห้องดีเราก็ต้องให้ความสำคัญกับสีของผนังห้องด้วย เราทุกคนก็เคยไปดูหนังถามว่า "โรงหนังส่วนใหญ่นิยมใช้สีใดตกแต่งผนัง" หากสังเกตเขามักจะใช้สีดำหรือสีน้ำเงินหรือสีเทาหรือสีโทนเข้มทาผนังจุดประสงค์ก็เพื่อให้ "ผนังห้องไม่ดึงสมาธิเราออกจากจอภาพ"เราต้องการเลียนแบบเขาไม่ใช่หรือก็ต้องทำเช่นเขา ทว่าใครที่ไหนจะทาผนังบ้านสีดำ "จะบ้าหรือคุณคนไทยเขาถือกันเขาถือไม่เป็นสิริมงคล" คนไทยส่วนใหญ่นิยมทาผนังห้องด้วยสีขาวสีครีมสีน้ำตาลอ่อนหรือสีโทนสว่างมากกว่า หากเราทำใจไม่ได้เปลี่ยนเป็นสีโทนมืดสีอื่นเช่นสีเทาหรือสีน้ำเงินเข้มเหมาะกว่า ใครยากที่จะฝืนใจหรือทางบ้านรับไม่ได้จริงกับสีโทนเข้มเลือกเป็นสี
น้ำตาลจะดีกว่าสีโทนสว่างเหล่านั้น

    ขณะดูหนังสมาธิเราต้องจดจ่ออยู่กับจอเสียงจะช่วยให้เราเข้าใจหนังและลุ้นตามภาพมากขึ้น เราจะเศร้าซาบซึ้งสนุกสนานหรือรันทดไปกับหนังภาพมีบทบาทสำคัญไม่น้อยกว่าเสียง ฉะนั้นเราต้องคงสมาธิเราไว้กับจอโดยใช้สีโทนมืด (Earth Tone)ช่วยลบเลือนผนังออกจากความทรงจำ


     ไม่เพียงเท่านั้น วัสดุหรืออุปกรณ์ประดับห้องแม้แต่เฟอร์นิเจอร์ เราก็ต้องให้ความสำคัญกระจกนับเป็นวัสดุต้องห้ามในห้อง Home Theater ใครสร้างห้องกระจกแล้วเลือกติดผ้าม่านชนิดหนาครบทุกด้านช่วยลดเสียงสะท้อนไม่ใช่ความคิดที่ดีหากผ้าหนาเกินไปเสียงจะโดนดูดซับมากเกินทำให้เสียงขาดบรรยากาศ ใครปูพรมหนาทั่วห้องก็ไม่ใช่ทางเลือกที่ดีผลจะไม่ต่างกับการติดผ้าม่านหากพรมหนาเกินไป

     ห้อง Home Theater ต้องมีเสียงก้องสะท้อนบ้างขณะเดียวกันก็ต้องมีวัสดุดูดซับเสียงบ้าง เราไม่ควรตกแต่งห้องให้สะท้อนหรือดูดซับเสียงมากเกินไป เรื่องปริมาณการดูดหรือสะท้อนเสียงนี่เองเป็นศาสตร์ที่ต้องลองผิดลองถูกกันพอสมควร แต่เพื่อศิลปะเราต้องคิดถึงความสวยงามควบคู่กันทางที่สะดวกแนะนำให้จัดไว้อย่างละครึ่งและลองปรับลองแต่งหากรู้สึกเสียงโดนดูดหรือสะท้อนมากเกินไป ทั้งนี้ทั้งนั้นการเลือกเฟอร์นิเจอร์หรือเก้าอี้นั่งเราต้องไม่ลืมเรื่องวัสดุที่นำมาทำด้วยว่าเป็นวัสดุสะท้อนเสียงอย่างไม้อย่างเหล็กหรือเป็นวัสดุดูดซับเสียงอย่างเบาะหนังเบาะกำมะหยี่ เฟอร์นิเจอร์จะมีผลต่อเสียงเช่นกันต้องจัดสรรให้ลงตัวกับวัสดุอื่นในห้อง

     นักเล่นที่จริงจังเขาจะตีผนังห้องด้านในให้โครงสร้างเป็นคล้ายสิ่งที่เรียกกันว่า "ดิฟฟิวเซอร์" เพื่อช่วยสะท้อนเสียงโดยเขาจะติดวัสดุดูดซับเสียงที่ผลิตเป็นการเฉพาะควบคู่กันซึ่งจะเสียค่าใช้จ่ายไม่น้อย เราไม่จำเป็นต้องทำขนาดนั้นเพียงแต่ควบคุมชนิดวัสดุตกแต่งห้องให้ผสมกันอย่างลงตัวก็เพียงพอ


    เรื่องมิติห้องผ่านไปเรื่องสีผนังห้องและการตกแต่งห้องก็ผ่านไปแล้วเรื่องห้องยังไม่หมดเพียงเท่านั้นเหลืออีกหนึ่งเรื่องเด็ดที่เรามักลืมคิดถึงกันทั้งที่สำคัญยิ่งยวดคือเรื่องระบบไฟฟ้าภายในห้อง  เรามักจะลืมกันว่ากระแสไฟฟ้าก็เปรียบเสมือนอาหารของระบบหากเราป้อนอาหารไม่ดีแม้นระบบยังพอทำงานได้แต่ก็ทำไม่เต็มที่ไม่เต็มกำลัง เขาอาจหมดเรี่ยวแรงเมื่อให้อาหารน้อยหรือไม่มีคุณภาพขณะเดียวกันอาจสำลักออกอาการล้นจนพังได้เช่นกันเมื่อเยอะเกินไป เรื่องระบบไฟฟ้าหากเราไม่จริงจังมากระวังเรื่องความแน่นหนาของปลั๊กตัวเมียเป็นพอ เช่นใครใช้ปลั๋กพ่วงเต้าราคาถูกจากห้างจากร้านในตลาดเต้าเสียบหลวมตอนเสียบกระแสไฟวิ่งเข้าอุปกรณ์ปกติแต่ทันทีที่ปล่อยมือไฟไม่เข้าอุปกรณ์หรือเกิดเสียงดังปุ๊บ้างดังเพลี้ยะบ้างตอนเสียบไม่เป็นผลดีกับอุปกรณ์ เต้าเสียบอุปกรณ์ในห้อง Home Theater ต้องแน่นเพื่อให้กระแสไฟฟ้าผ่านสะดวกที่สุดอาจต้องลงทุนกันสักนิดแต่ดีในระยะยาว เปลี่ยนมาใช้ปลั้กที่เขาผลิตมาเฉพาะสำหรับระบบ Home Theater ก็ดีทั้งนี้ห้ามใช้ปลั๊กคอมพิวเตอร์เป็นหรือร่วมกับอุปกรณ์ 
Home Theater เด็ดขาดปลั๊กเหล่านี้คุณภาพต่ำ


     แต่หากใครจริงจังต้องเดินเมนไฟแยกต่างหากกับระบบไฟสำหรับอุปกรณ์อื่นของบ้านระบบกราวน์ก็ต้องติดตั้งอย่างถูกต้อง ระบบไฟชั้นดีจะเป็นขุมพลังให้ชุด Home Theater รองรับภาพเสียงในทุกระดับไม่ว่าจะเป็น SD ธรรมดาหรือ HD ที่เริ่มเป็นที่นิยมแม้แต่ 4K ที่กำลังคืบคลานเข้ามา  

       นักเล่นผู้จริงจังเขาจะซีเรียสเรื่องระบบจ่ายกระแสไฟฟ้าและระบบกราวด์(สายดิน)เขาต้องเดินสายไฟและสายกราวน์มาใหม่จากตู้เมนไฟเพื่อจ่ายกระแสไฟฟ้าให้ห้อง Home Theater โดยเฉพาะ การเสียบปลั๊กต้องมีการตรวจสอบเฟสไฟให้ถูกต้องกำลังอุปกรณ์จะได้ไม่ตกเขานิยมใช้ อุปกรณ์กรองและรักษาระดับไฟช่วยสร้างเสถียรภาพให้กระแสไฟ เต้าเสียบตัวเมียเขาก็เปลี่ยนเป็นเกรดโรงพยาบาลไม่ใช่เกรดตลาดนัดหรือซื้อจากร้านขายอุปกรณ์ก่อสร้าง เขาจะพยายามซื้ออุปกรณ์ภาพเสียงที่สายไฟเป็นชนิดถอดเปลี่ยนได้ไม่ใช่เป็นชนิดตายตัว เรียกว่าเฉพาะระบบไฟฟ้าเขาลงทุนหลักแสนบาทไม่ใช่เพียงไม่กี่ร้อยหรือหลักพันบาทเหมือนเรา

    นอกจากนั้นอีกเรื่องที่เราต้องให้ความสำคัญเช่นกันคือเรื่อง ปริมาณแสงสว่าง ในห้อง  ระบบ Home Theater ชั้นดีต้องละเอียดกันแทบทุกอย่างแต่หลายอย่างใส่ใจเพียงครั้งแรกครั้งเดียวก็เพียงพอครั้งต่อไปเราสนใจที่ตัวแผ่นหนังตัวอุปกรณ์แสดงผลภาพและระดับความดังเสียงเท่านั้น จริงจังสักนิดเราจะได้ภาพเสียงที่ขึงขังไม่ใช่สักแต่ดังอย่างเดียว

    ห้อง Home Theater ต้องการแสงสว่างเล็กน้อย ตรงนี้สำคัญมากหลายคนพลาดหรือไม่รู้ว่าตนเองเข้าใจผิดมาตลอด แสงสว่างจะช่วยลดอาการเมื่อยล้าสายตาเมื่อเรารับชมภาพในที่มืดนานๆอีกทั้งเป็นธรรมชาติของทีวีจอแบนบางทั้งหลาย(LCD/LED/PLASMA TV)ที่จะให้สีดำสนิทกว่าการปิดไฟจนมืด ภาพจะไม่เกิดสิ่งที่เรียกว่า "สีดำลอยหรือจอมองเป็นฝ้าขาว"ต่างกับการใช้ PROJECTOR ที่จะไม่เจอข้อจำกัดนี้เช่นที่โรงหนังยุคใหม่เริ่มหันมาใช้ เราต้องสร้างแหล่งกำเนิดแสงไว้ในห้องแต่จุดวางแหล่งกำเนิดแสงที่ว่านั้นต้องไม่เตะตาเราจะติดตั้งไว้เหนือศรีษะหรือวางไว้ด้านหลังทีวีหรือด้านหลังห้องก็พอทำได้ปริมาณแสงไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องมือวัดตรวจสอบง่ายๆว่า "แสงสว่างทำให้เรา(พอ)มองเห็นเส้นลายมือหรือไม่?" เช่นผู้เขียนจะใช้หลอดตะเกียบขนาดไม่กี่สิบวัตต์วางไว้หัวเตียงก็สะดวกดีปิดเปิดง่ายหลอดไฟดังกล่าวเป็นทั้งไฟดูหนังและอ่านหนังสือในตัวเดียวกัน


 สภาพแสงขณะรับชมในห้องผู้เขียน
 

     จากที่กล่าวมาทั้งหมดจะเห็นได้ว่าเฉพาะเรื่องห้องหรือ Home เพียงอย่างเดียวมีเรื่องให้เราต้องคิดต้องจัดเตรียมและแน่นอนต้องเสียเงินเยอะแยะหากต้องการห้องที่ดี

     ซึ่งเรื่องห้องหรือสถานที่จัดวางอุปกรณ์ Home Theaterนี่ละเป็นกับดักชิ้นใหญ่ที่ทำให้มือใหม่หรือคนไม่เข้าใจพื้นฐานHome Theater พลาดท่าเสียเงินให้พนักงานขายตามห้างหรือร้านขายเครื่องเสียงขนาดใหญ่มานักต่อนักแล้ว โดยทั่วไปพื้นที่วางชุด Home Theater เรามักใช้ห้องขนาดประมาณ 12-20 ตารางเมตร(3x4-4x5 เมตร)ใช่ไหม? ห้องขนาดปกติไม่ใหญ่โตมากลำโพงเท่าฝ่ามือหรือวางหิ้งธรรมดากับภาคขยายเสียงกำลังขับประมาณ 100 watt RMS เสียงดังเกินพอเราเร่งระดับเสียงที่ประมาณ 10 โมงเช้าเสียงจะดังจนต้องลุ้นว่าคนอาศัยห้องข้างๆหรือเพื่อนบ้านแม้แต่คนในบ้านจะมาด่าเราไหม? เมื่อเราใช้เครื่องเสียงคุณภาพดีกับห้องฟังขนาดปกติทั่วไปไม่จำเป็นต้องเปิดเสียงดังเสียงก็มาครบแยกแยะตำแหน่งชัดเจน 




ขนาดไม่ใช่สิ่งสำคัญขึ้นอยู่กับพลัง(กำลังวัตต์ที่รองรับ)คุณภาพของวัสดุและการออกแบบ 


     ตรงกันข้ามกับเครื่องเสียงราคาถูกด้อยคุณภาพเน้นแต่ปริมาณหรือหลอกล่อผู้ซื้อด้วยขนาดลำโพงที่ใหญ่ไว้ก่อน เครื่องเสียงประเภทนี้ต้องเปิดระดับเสียงเกือบเต็มที่เสียงจึงจะดี หากสังเกตเขาจะไม่เร่งเสียงถึงระดับสูงสุดเพราะลำโพงกับภาคขยายจะเก็บอาการเสียงแตกไม่อยู่ คนขายเขาเปิดเสียงดังได้เพราะพื้นที่เขาเปิดโล่งขนาดห้องหรือห้างว่ากันหลักร้อยสองร้อย ตารางเมตรไม่ใช่แค่หลักสิบตารางเมตรเหมือนห้องเรา เสียงที่เกิดขึ้นจะสลายไปในอากาศทันทีไม่เกิดเสียงก้องเสียงสะท้อนเขาเปิดเสียงดังเพื่อยั่วใจเราให้รู้สึกว่าเสียงดีเหลือเกินจนเราคิด "เครื่องเสียงราคาเท่านี้แต่เสียงดีเกินตัวไม่ซื้อไม่ได้แล้ว" ใครหลงซื้อมาลองเปิดระดับเสียงเดียวกับเขารับประกันว่าเสียงจะดังจนหูแทบแตกทนฟังได้ไม่กี่นาทีต้องลดระดับเสียงลงและเมื่อเสียงเบาลงเราก็จะทราบว่าเสียงดีเทียบกับตอนเปิดในร้านไม่ได้ จะทำอย่างไรดีอุปกรณ์ก็ไม่ได้เสียเอาไปคืนร้านก็ไม่ได้ต้องทนใช้กันไปเปิดใช้แต่ละครั้งสุดปวดใจ

     ผู้เขียนแนะนำคนรู้จักเสมอหากจะลองชุด Home Theater บนห้างหรือในร้านขนาดใหญ่ "ให้เปิดระดับเสียงที่ประมาณ 10 โมงเช้าก็เพียงพอห้ามเปิดเกิน เครื่องเสียงที่ดีเร่งเสียงระดับนั้นจะพอฟังออกว่าเสียงดีหรือไม่ดี

     ขนาดโครงสร้างการตกแต่งรวมถึงระบบไฟและแสงสว่างภายในห้องจึงมีความสำคัญกับระบบ Home Theater ไม่ต่างกับอุปกรณ์ ฉะนั้นก่อนเรากำเงินออกไปซื้ออุปกรณ์โปรดสรรหาหรือจัดงบประมาณเผื่อสิ่งเหล่านี้ไว้บ้างก็ดี ประตูความผิดหวังเราจะถูกปิดลุ้นเพียงการเลือกอุปกรณ์แสดงผลภาพและเครื่องเสียงชั้นดีเท่านั้น  

 
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

19 ความคิดเห็น