ดูหนังอย่าง "เซียน"

ตอนที่ 31 : ตอนที่2 อุปกรณ์ในระบบ Home Theater เข้าใจก่อนเล่น จะเล่นอย่างเข้าใจ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,727
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    1 พ.ย. 58

   เมื่อเราเลือกห้องและระบบไฟฟ้าระบบแสงสว่างภายในห้องเรียบร้อยเราติดตั้งและจัดวางวัสดุดูดซับหรือสะท้อนเสียงอย่างเข้าใจ HOME ของเราก็พร้อมที่จะเปลี่ยนเป็น THEATER กันแล้วความมันเต็มพิกัดภายใต้การควบคุมของเรา(หรือเปล่า)เฝ้ารอเราด้วยใจจดจ่อ 

     ผู้บริโภคจำนวนไม่น้อยมักเข้าใจผิดว่าชุด Home Theater คืออุปกรณ์ขยายเสียงเช่นที่เรียกกันว่า "แอมป์หรือพาวเวอร์ดูหนัง"รวมถึงลำโพงจำนวน5-6ตัวหน้าตาดีบ้างหน้าตาแปลกประหลาดบ้างเช่นที่เห็นกันในโบรชัวน์สินค้ายี่ห้อต่างๆที่จัดวางในห้างขายส่งหรือร้านขายอุปกรณ์ภาพและเสียงขนาดใหญ่ ความคิดเช่นนั้นเป็นความคิดที่ถูกต้องแต่ยังไม่ลงละเอียดมากนัก ในความเป็นจริงอุปกรณ์ในระบบ Home Theater มีมากมายหลายชนิดบางชนิดไปที่ไหนก็เจอบางชนิดหลายคนเจอแต่ไม่ทราบว่าเป็นอุปกรณ์ในระบบ Home Theater ด้วย ตรงกันข้ามกับอุปกรณ์บางชนิดเช่นที่เขาเข้าใจกันถูกต้องแล้ว เพื่อความชัดเจนและความสะดวกผู้เขียนจะแยก
เขียนถึงอุปกรณ์ในระบบ Home Theater ตามภาคการทำงานแล้วกันส่วนจะประกอบด้วยภาคการทำงานอะไรบ้างนั้นมาติดตามกัน

     1.ภาค ต้นสัญญาณหรือ SOURCE อุปกรณ์แท่นเดี่ยว(STAND ALONE)ที่จัดเป็นภาคการทำงานนี้ที่พบเห็นกันทั่วไปคือเครื่องเล่น DVD เครื่องเล่น BLU RAY DISK คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล( PC เฉพาะส่วนของเคส)รวมถึงโน้ตบุ๊ค แม้กระทั่งเครื่องเล่นยอดฮิตในยุคความคมชัดภาพสูงขึ้นทุกวันอย่าง HD PLAYER หรือ RECEIVER รับสัญญาณดาวเทียม อุปกรณ์เหล่านี้หากจัดเข้าชุด Home Theater จะเรียกว่า "ภาคต้นสัญญาณ" 

หน้าที่ อุปกรณ์ภาคต้นสัญญาณจะทำหน้าที่อ่านสัญญาณจาก SOFT WARE ที่เราป้อนให้แล้วถอดรหัสหรือส่งสัญญาณตามการตั้งค่าของเราให้อุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง สัญญาณจะเป็นอย่างไรนั้นจึงขึ้นอยู่กับการตั้งค่าและการต่อสายสัญญาณ ค่าที่เราใช้ค่าที่ตั้งมาจากโรงงาน(ไม่ได้ปรับเปลี่ยนทั้งที่ควรเปลี่ยน)คือสัญญาณภาพ ตรงกันข้ามกับสัญญาณเสียงเรานิยมตั้งค่ากันมากกว่า แต่ด้วยข้อจำกัดหลายประการนักเล่นส่วนใหญ่มักส่งต่อสัญญาณเสียงดิจิตอลเซอร์ราวด์ไปให้อุปกรณ์ภายนอกถอดรหัส ขณะที่เราจะให้ภาคต้นสัญญาณถอดรหัสสัญญาณเสียงเสตอริโอเท่านั้นเสียงเพลงจะได้เต็มไปด้วยความไพเราะขาดความผิดเพี้ยน 

     ภาคต้นสัญญาณที่ผู้เขียนแนะนำในปัจจุบัน(ต้นปี2557)คือ เครื่องเล่น 
BLU RAY DISK ระบบ 3D เนื่องจากราคาถูกลงมากคุณภาพน่าประทับใจเปิดโอกาสให้เราใช้ SOFTWARE ถูกกฎหมายช่วยกระจายรายได้สู่คนทำงานเบื้องหลัง 

2.ภาคถอดรหัสสัญญาณ หรือ DECEODER ประกอบด้วยภาคถอดรหัสสัญญาณภาพและสัญญาณเสียงซึ่งอาจรวมกันหรือแยกแท่นเครื่องกันก็ได้ เพราะผู้ผลิตอุปกรณ์เขาต้องการลดต้นทุนหรือเห็นว่าผู้บริโภคอย่ายุ่งยากเลยยิ่งปรับจะยิ่งออกอ่าวออกทะเลเมื่อเราไม่มีความรู้เรื่องสัญญาณภาพเครื่องมือวัดเราก็ไม่มีอย่างนักเล่นมืออาชีพ(ราคาหลักแสนบาท) ฉะนั้นการถอดรหัสสัญญาณภาพใช้ค่าที่เขาตั้งจากโรงงานไปแล้วกันโดยการถอดรหัสภาพดังกล่าวจะทำผ่านชิปบนเมนบอร์ดของอุปกรณ์ภาคต้นสัญญาณ จากนั้นเราก็ส่งผ่านสัญญาณดังกล่าวผ่านช่องต่อหลากหลายชนิดด้านหลังเครื่องตามการต่อสายสัญญาณของเรา โดยช่องต่อนั้นในระบบอนาล็อคประกอบด้วย

ช่องต่อ composite video (ช่องต่อขั้ว RCA สีเหลืองที่เราคุ้นตากันดี คุณภาพจะไม่ดี)

ช่องต่อ component video (ช่องต่อภาพสีเขียวฟ้าแดง ผู้เขียนขอผ่านช่องต่อที่ชื่อ S-Video เนื่องจากอยู่กึ่งกลางระหว่าดีสุดและแย่สุด)

     อุปกรณ์แสดงผลภาพเช่นทีวีและโปรเจคเตอร์ส่วนใหญ่มักให้ช่องต่อภาพทั้งสอง แม้ช่องต่อ component video จะเป็นช่องต่อชนิด RCA เช่นเดียวกับช่องต่อ composite แต่จะประกอบด้วย 3 ช่องต่อด้วยกันคือช่องต่อสีเขียว(Y) สีฟ้า(PB)และสีแดง(PR) ตามทฤษฎืแจ้งว่าช่องต่อ component video เป็นช่องต่อที่ให้ภาพดีกว่าสะอาดกว่าภาพสวยใสรายละเอียดภาพเยอะกว่าช่องต่อ composit/S-video พอสมควร เนื่องจากได้แยกสัญญาณความสว่างภาพและสัญญาณความต่างสีออกจากกันไม่เหมือนช่องต่อ composite videoที่รวมทุกอย่างไว้ในเส้นเดียวกัน (รายละเอียดก็เช่นเคยให้น้องกูเกิลเขาช่วยนะ) ทว่าใครสายตาไม่เจ๋งจริงแยกความแตกต่างภาพจากช่องต่อทั้ง
สามไม่ออก



จากภาพ สามช่องซ้ายแถวบนสุดคือช่องต่อ component video ถัดมาแถวเดียวกันเป็นช่องต่อ s-video ส่วนด้านล่างข่องต่อ s-video เป็นช่องต่อ composite video 

     อย่างไรก็ตามเนื่องจากสัญญาณทั้ง 3 รูปแบบดังกล่าวเป็นสัญญาณอนาล็อคเหมาะกับทีวีจอแก้ว

    แต่ยุคปัจจุบันทีวีจอแบนบางจำพวก PLASMA/LCD/LED TVแม้กระทั่ง PROJECTOR ราคาถูกลงมากและมีให้เห็นเต็มบ้านเต็มเมืองไปหมด ทีวีเหล่านี้เป็นรูปแบบดิจิตอลภาพจะถูกแปลงกลับไปกลับมาหากเรารับภาพจากช่องต่ออนาล็อคดังกล่าวส่งผลให้ภาพความเพี้ยนสูงด้วย กลุ่มผู้ผลิตจึงให้ช่องทางส่งผ่านสัญญาณติจิตอลแท้ๆชื่อ HDMI ให้เราใช้ ทั้งนี้ช่องต่อ HDMI เปิดตัวมาด้วยเวอร์ชั่น 1.0 ส่งภาพและเสียงแบบเสตอริโอในรูปแบบดิจิตอล จากนั้นก็พัฒนาเป็นเวอร์ชั่น 1.1 ส่งผ่านเสียงรอบทิศทางระบบ DOLBY DIGITAL,DTS รองรับสัญญาณจากแผ่น DVD AUDIO (แผ่นเพลงรูปแบบ DVD)

      ไม่กี่ปีถัดมาก็ออกเวอร์ชั่น 1.2 ส่งผ่านสัญญาณ SACD แบบดิจิตอล(แผ่นเพลงรายละเอียดสูงเช่นเดียวกับ DVD AUDIO ลิขสิทธิ์เฉพาะของอารยธรรมโซนี่) เรื่อยมาถึงเวอร์ชั่น 1.3 ส่งผ่านระบบเสียงรอบทิศทางแบบ HD ทั้งระบบ DOLBY DIGITAL PLUS,DOLBY DIGITALTRUE HD และ DTS HD 

     กระทั่งล่าสุดมาถึงเวอร์ชั่น 1.4 สนับสนุนภาพในระบบ 3D เป็นหลักรวมถึงระบบภาพรูปแบบ 4K (ความละเอียด 4096x2160 pixel ไม่รู้จะให้คมชัดจนเห็นเม็ดสิวหรือไง)กล่าวถึง HDMI แม้นเป็นช่องต่อ HDMI เหมือนกันแต่เลขเวอร์ชั่นก็สำคัญ อุปกรณ์ภาพเสียงรุ่นใหญ่และรุ่นใหม่มักให้HDMI เวอร์ชั่น 1.4 เป็นหลัก ตรงกันข้ามกับอุปกรณ์รุ่นเล็กในยุคเก่ามักไม่ให้มา


สาย HDMI

     ย้อนกลับมาเรื่องภาค DECODER กันต่อ ภาพจะถูกถอดรหัสโดยชิปภายในภาคต้นสัญญาณและปล่อยสัญญาณภาพผ่านช่องต่อดังที่กล่าวมา เราแทบหมดโอกาสส่งต่อสัญญาณภาพไปถอดรหัสโดยอุปกรณ์ภายนอก(ยกเว้นนำไปดัดแปลงหรือซื้อภาคต้นสัญญาณบางรุ่นบางยี่ห้อ) เสียงเป็นเช่นภาพหรือเปล่า?โดนบังคับให้ถอดรหัสโดยภาคต้นสัญญาณหรือไหม? ข่าวดีเราจะถอดก็ได้ไม่ถอดก็ได้ขึ้นกับความต้องการเราว่าจะนำสัญญาณรูปแบบใดไปใช้ อุปกรณ์ภาคต้นสัญญาณทุกตัวถอดรหัส
เสียงรูปแบบเสตอริโอได้แน่นอน เรานำสายสัญญาณสเตอริโอไปต่อตรงช่องต่อสีขาวแดงบนอุปกรณ์ภาคต้นสัญญาณจากนั้นต่อสายอีกด้านกับเครื่องขยายเสียง(หรือทีวี)เราก็พร้อมสำหรับการรับฟังเสียงในระบบเสตอริโอ เครื่องเล่น DVD ราคาประมาณหนึ่งพันบาทก็ถอดรหัสสัญญาณเสตอริโอได้

     แตกต่างกับระบบเสียงรอบทิศทาง อุปกรณ์ภาคต้นสัญญาณที่สามารถถอดรหัสเสียงรอบทิศทางได้ส่วนใหญ่ราคาเกินกว่า5,000 บาททำให้เหลือตัวเลือกน้อยเมื่อประกอบกับอุปกรณ์ราคาถูกคุณภาพไม่เป็นที่น่าพอใจด้วยแล้ว ภาคต้นสัญญาณที่ถอดรหัสเสียงรอบทิศทางได้จึงเหมาะกับคนที่งบประมาณค่อนข้างจำกัดแต่ต้องการอุปกรณ์ที่รองรับเท่านั้น ส่วนวิธีการสังเกตให้เราสังเกตช่องต่อ 5.1/7.1 CHด้านหลังเครื่อง(ดังภาพตรงส่วนที่เขียนว่า PRE OUT)หากมีให้เห็นแสดงว่าเครื่องเล่นตัวนั้นถอดรหัสเสียงรอบทิศทางได้ เพียงเราต่อสัญญาณจากช่องดังกล่าวเข้าภาคขยายก็สามารถรับฟังเสียงรอบทิศทางได้ทันที อย่างไรก็ตามนักเล่นส่วนใหญ่ไม่ใช้วิธีนี้เรานิยมส่งต่อสัญญาณดิจิตอลไปถอดรหัสกับ DECODER ภายนอกเพื่อให้ระบบอัดกำลังได้มากกว่า

      ช่องต่อดิจิตอลเสียงรอบทิศทางดังกล่าวประกอบด้วย 3 รูปแบบด้วยกัน หากเราต้องการใช้ต้องสำรวจภาคถอดรหัสเสียงเราก่อนว่ารองรับครบทุกรูปแบบหรือไม่?แต่ละรูปแบบให้มาอย่างละกี่ช่อง



จากภาพ แถวบนสุดนับจากพอร์ต LAN เรียงช่องต่อดิจิตอลจากซ้ายไปขวาคือช่องต่อ COXIAL, OPTICAL และ HDMI

รูปแบบช่องต่อสัญญาณเสียงดิจิตอล




รูปแบบที่ 1 OPTICAL หรือ TOSLINK เป็นรูปแบบการส่งสัญญาณเสียงดิจิตอลแบบแสงผู้ใช้ต้องใช้สายใยแก้วนำแสงเป็นสายเชื่อมต่อระหว่างอุปกรณ์ที่เรียกว่าสาย TOSLINK (ดังภาพ...)ว่ากันว่าเสียงรูปแบบนี้จะสดกว่ารูปแบบที่ 2 แต่สายสัญญาณค่อนข้างหาซื้อยากเราต้องใช้สายที่ผลิตมาเฉพาะใช้สายอื่นทดแทนไม่ได้



รูปแบบที่ 2 COAXIAL ส่งสัญญาณเสียงดิจิตอลรูปแบบสัญญาณไฟฟ้าผ่านสายที่ผลิตมาเฉพาะเช่นเดียวกันที่เรียกสาย COAXIAL ทว่าสาย COAXIAL จะหาซื้อง่ายกว่าแผนกเครื่องใช้ไฟฟ้าในห้างร้านขนาดใหญ่มักมีจำหน่าย หากเราไม่สะดวกหรือจำเป็นต้องใช้ก่อนเราสามารถใช้สาย RCA ธรรมดา(สายสัญญาณภาพเสียงทั่วไปนั่นล่ะ)ทดแทนสาย COAXIAL ได้โครงสร้างสายและหัวต่อลักษณะคล้ายกัน

รูปแบบที่ 3 HDMI ประกอบด้วยหลายรูปแบบตามเวอร์ชั่นของสาย(เช่นที่กล่าวไปก่อนหน้า)

     โดยสายสัญญาณรูปแบบที่ 1และ 2 นั้นสามารถนำสัญญาณเสียงดิจิตอลได้เฉพาะเสียงในระบบ DOLBY DIGITAL/DTS 5.1-6.1CH เท่านั้น ไม่สามารถนำสัญญาณเสียงดิจิตอลความละเอียดสูง 7.1HD เช่นระบบ DOLBY TRUE HD/DTS HD จากแผ่น BLU RAY DISK ได้เนื่องจากข้อจำกัดด้านแบนวิดท์ที่ต่ำเกินไป

     ภาค DECODER เสียงในอุปกรณ์ที่มีความยืดหยุ่นสูงจะให้ขั้วต่อทุกรูปแบบครบถ้วนและให้มาอย่างน้อย 2 ช่อง 

ทำไมเราต้องมองหาอุปกรณ์ DECODER ที่มีความยืดหยุ่นสูง?

   ทุกวันนี้อุปกรณ์ความบันเทิงในบ้านหรือที่เราพกติดตัวก้าวสู่รูปแบบดิจิตอลและระบบเสียงมักเป็นระบบรอบทิศทางเสียเป็นส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องเล่นแผ่นเล่นไฟล์เครื่องรับจานดาวเทียมรวมถึงเครื่องเล่นเกมส์ คอมพิวเตอร์แม้แต่โทรศัพท์มือถือโทรศัพท์สมาร์ทโฟนกระทั่ง TABLET OS ต่างๆล้วนส่งสัญญาณเป็นดิจิตอลทั้งหมด หากเราเลือกอุปกรณ์ที่มีภาค DECODER รุ่นที่รองรับแค่ช่องสัญญาณเดียวจะเกิดข้อจำกัดการเชื่อมต่อได้ง่ายเผื่อในอนาคตเราซื้ออุปกรณ์เหล่านั้นมาใช้จะได้ไม่ต้องมองหาภาค DECODER ใหม่

     เช่นเดียวกับภาคต้นสัญญาณในเครื่องเล่น DVD/BLU RAY DISK ภาค DECODER สามารถรวมเข้ากับอุปกรณ์อื่นได้ ขณะที่บางรุ่นบางรูปแบบก็เป็นแบบ STAND ALONE คือทำหน้าที่ถอดรหัสสัญญาณเสียงเพียงอย่างเดียว(ไม่มีภาคต้นสัญญาณ)

   ประมาณปี2540-2545 ซึ่ง
เป็นช่วงตั้งไข่ของระบบเสียงรอบทิศทาง 5.1 ch อุปกรณ์ DECODER แบบ STAND ALONE  ในตอนนั้นจะมีทั้งรุ่นที่ถอดเฉพาะสัญญาณเสียง AC-3 (ชื่อเรียกระบบ DOLBY DIGITAL ในยุคแรก)บางตัวก็ถอดรหัสระบบ DTS เพียงอย่างเดียว ใครต้องการเล่นทั้งสองระบบต้องต่อสายกันพะรุงพะรังไปหมดราคาอุปกรณ์แต่ละตัวก็ร่วมสองหมื่นบาททั้งสิ้นเปลืองและยุ่งยากเหลือเกินหากใครเล่น Home Theater ในยุคนั้น ทว่ายุคปัจจุบันชิปรุ่นใหม่เพียงตัวเดียวทำหน้าที่ถอดรหัสครบถ้วนจึงไม่เหลือที่ว่างให้ DECODER แบบแยกชิ้นสักเท่าไร ที่มีให้เห็นบ้างมักเป็นรุ่นราคาแพงสุดโต่งไม่ก็เป็นตัวราคาย่อมเยาว์จนแทบไม่เชื่อสายตาว่านี่คืออุปกรณ์ที่เคยราคาสูงร่วม 20,000 บาท

     เช่นอุปกรณ์จากจีนแผ่นดินใหญ่ซึ่งถอดรหัสได้ครบทั้งระบบ DOLBY DIGITAL และ DTS ดังภาพ(ด้อยก็เพียงให้ช่องต่อรูปแบบที่1และ2เท่านั้นและให้เพียงช่องต่อเดียว) ผู้เขียนใช้อุปกรณ์ตัวนี้โดยใช้ร่วมกับชุดลำโพงคอมพิวเตอร์ราคาประมาณ 6,000 บาท ตัว DECODER ราคาประมาณ 3,000 บาท รวมภาคถอดรหัสและภาคขยายสัญญาณผู้เขียนลงทุนไม่ถึง 10,000 บาทสุดประหยัดทีเดียว ขณะที่ในอดีตเงินจำนวนนี้ซื้อลำโพงวางหิ้งคุณภาพธรรมดาได้เพียงคู่เดียวเราจะเล่นได้แค่ระบบเสตอริโอยังก้าวไม่ถึงระบบเสียงรอบทิศทาง




     การเล่น Home Theater แบบแยกชิ้นเราจำเป็นต้องต่อสายสัญญาณดิจิตอลเสียงจากภาคต้นสัญญาณเข้าภาค DECODER (ผู้เขียนใช้รูปแบบ TOSLINK)และต่อสายจากภาค DECODER ไปยังภาคขยายสัญญาณเพื่อขยายสัญญาณไปขับลำโพง(เขียนถึงเป็นลำดับถัดไป) คิดง่ายๆว่าเราเล่นเพียงระบบ 5.1 ch เท่านั้นยังต้องใช้สายสัญญาณถึง 7 เส้น (ต่อเข้า 1 เส้นต่อออก 6 เส้น) ทั้งสิ้นเปลืองและยุ่งยาก ดังนั้นใครต้องการประหยัดค่าสายสัญญาณต่อแล้วสายไม่เกะกะสายตาแนะนำให้เล่นอุปกรณ์ภาคถัดไปรูปแบบที่ได้รวมภาค DECODER กับภาคขยายไว้ในตัวเดียวกันจะดีกว่าการต่อสายสัญญาณจะทำได้ง่ายและใช้สายสัญญาณเพียงเส้นเดียว(แนะนำให้ใช้สาย HDMI เท่านั้นจะได้ประสิทธิภาพของระบบสูงสุดทั้งภาพและเสียง)

     สัญญาณจากภาค Decoder จะเป็นสัญญาณ analog กำลังขับต่ำไม่เพียงพอที่จะผลักดันกรวยลำโพงให้ส่งเสียงเจื้อยแจ้วให้เราฟังจำเป็นต้องใช้ภาคการทำงานถัดไปช่วยขยายสัญญาณ   

     3.ภาคขยายสัญญาณ   



ภาคขยายสัญญาณนี้อันที่จริงแยกเป็นภาค PRE-AMPLIFIER กับ POWER-AMPLIFIER




     หน้าตาภาค PRE-AMPLIFIER  ปุ่มควบคุมจะเยอะแต่น้ำหนักเบา


        หน้าตาภาค POWER-AMPLIFIER มีเฉพาะปุ่มเปิดปิดส่วนน้ำหนักว่ากันตามขนาดและชนิดของหม้อแปลง

    นักเล่น AUDIO PHILE (เน้นฟังเพลงเป็นหลักและค่อนข้างซีเรียสในการฟังเสียงระบบเสตอริโอ)จะคุ้นเคยกับอุปกรณ์ทั้งสองชนิดดีทว่านักเล่น VIDEO PHILE เน้นดูหนังเช่นนักเล่นในปัจจุบันใครที่เปลี่ยนตนเองมาจากคอ AUDIO PHILE มาก่อนจะรู้จักส่วนนักเล่นรุ่นใหม่น่าจะไม่มีใครรู้จัก ภาค PRE-AMPLIFIER กับ POWER-AMPLIFIER แม้นทำหน้าที่ขยายสัญญาณเหมือนกันทว่าสัญญาณที่ได้แตกต่างกัน ภาค PRE-AMPLIFIER จะทำหน้าที่ขยายสัญญาณให้สัญญาณแรงขึ้นเล็กน้อยแต่สัญญาณจะไร้ความผิดเพี้ยนเพื่อส่งต่อให้ภาคการทำงานถัดไปซึ่งก็คือภาค POWER-AMPLIFIER ขยายสัญญาณให้แรงขึ้น โดยสัญญาณที่ภาค POWER-AMPLIFIER ขยายจะแรงเพียงพอที่จะขยับกรวยลำโพงให้อัดหรือขยายอากาศจนเกิดเป็นคลื่นเสียงมากระทบแก้วหูเราเกิดเป็นเสียงให้เราได้ยิน
 
     เมื่อภาคขยายสัญญาณทำหน้าที่ขยายสัญญาณเราจึงต้องต่อสายสัญญาณเพื่อนำสัญญาณมาให้ซึ่งสัญญาณที่ว่านั้นไม่ได้มาจากไหนมาจากภาคถอดรหัสนั่นเอง ใครเล่นแบบแยก Pre-Am กับ Power -Am(เรียกอย่างย่อ) ต้องใช้สายสัญญาณระหว่างกันอีก 6 เส้นรวมทั้งระบบเมื่อคิดเฉพาะสัญญาณเสียงจะใช้สายสัญญาณถึง 13 เส้น (จากภาคต้นสัญญาณเข้าภาคถอดรหัส 1 เส้นจากภาคถอดรหัสเข้า Pre-Am 6 เส้นและจาก Pre-Am เข้า Power-Am อีก 6 เส้นอันนี้คิดเฉพาะระบบ 5.1ch.) ราคาสายสัญญาณรุ่นพื้นฐานตกประมาณ 1,000 บาทต่อเส้นจะยุ่งยากและสิ้นเปลืองทีเดียวหากเราเล่นแบบแยกชิ้นแยกภาคการทำงาน นักเล่นที่จริงจังจะเล่นลักษณะนั้น เราดูหนังเพื่อความสนุกไม่จำเป็นต้องทำอย่างเขาน่าดีใจที่ในตลาดมีอุปกรณ์ที่รวมภาคขยายสัญญาณรวมถึงภาคถอดรหัสไว้ด้วยกันวางจำหน่าย

     หน้าตาอุปกรณ์เป็นดังภาพอุปกรณ์ชื่อ AV-RECEICER หรือบางคนบางร้านอาจเรียก RECEIVER SURROUND กระทั่งบางคนอาจเรียกง่ายๆ(ภาษาปาก)ว่า "แอมป์ดูหนัง"นี้จะช่วยลดความยุ่งยากและเงินลงทุนให้เรา




     ผู้เขียนจะเรียกอุปกรณ์นี้ว่า AV-RECEIVER คำว่า AV มาจากคำว่า AUDIO-VIDEO (ไม่ใช่ ADULT VIDEO นะ) อุปกรณ์ชนิดนี้เป็นอุปกรณ์ที่เน้นความบันเทิงทั้งภาพและเสียงไม่ใช่เสียงเพียงอย่างเดียว คำนี้เป็นการรวมคำว่า AV เข้ากับ RECEIVER โดย RECEIVER จะเป็นอุปกรณ์ซึ่งรวมภาค PRE-AMPLIFIER และ POWER-AMPLIFIER ไว้ด้วยกันแต่เพื่อความสะดวกยิ่งขึ้นจับฉายขึ้นจึงได้มีการรวมภาครับสัญญาณวิทยุไว้ด้วยจึงเปลี่ยนมาเรียก RECEIVER 

      อุปกรณ์ใดตัดภาครับวิทยุออกไปเหลือเฉพาะภาค PRE กับ POWER AMPLIFIER ในตัวเดียวกันเราจะเรียกอุปกรณ์นั้นว่า "Integrated AMPLIFIER" ซึ่งนักฟังเพลงแนว AUDIO PHILE นิยมใช้ (ผู้เขียนเริ่มเล่นเครื่องเสียงแบบแยกชิ้นด้วยการเป็นคอ AUDIO PHILE มาก่อนเล่นไประยะหนึ่งไม่ไหวฟังเพลงไม่มีความสุขคอยแต่จะจับผิดเสียงเมื่อระบบเสียงรอบทิศทางก้าวสู่ตลาดผู้ใช้ตามบ้านเลยเปลี่ยนแนวมาเล่น Home Theater มีความสุขมากกว่าหลายเท่า) 

     
PRE-AMPLIFIER, POWER-AMPLIFIER, RECEIVER, Integrated Amplifier ช่างเรื่องมากยุ่งยากชื่อจำลำบากเหลือเกินการเล่นเครื่องเสียงและ Home Theater ไม่ต้องไปซีเรียสครับนักเล่นเน้นฟังเพลงโน่นล่ะจึงจะใช้อุปกรณ์ดังกล่าวซึ่งปัจจุบันเหลือรุ่นให้เลือกน้อยยากที่จะเห็นในร้านค้าทั่วไปโลกยุคใหม่เราเน้นความสะดวกมากกว่า

     ผู้ผลิตเขาคิดเผื่อเราเขาจึงนำ RECEIVER มารวมกับภาคถอดรหัสสัญญาณเสียงรอบทิศทางและเพิ่มช่องสัญญาณขับลำโพงจากที่เคยให้เพียง 2 ช่องสัญญาณ(ระบบเสตอริโอ)เป็น 5 หรือ 7 ช่องสัญญาณจากนั้นก็เรียกอุปกรณ์ตัวนั้นว่า "AV-RECEIVER" ทดแทน RECEIVER ขณะที่บางคนถนัดเรียก RECEIVER SURROUND มากกว่า ใครใช้อุปกรณ์ตัวนี้หากต้องการฟังรายการวิทยุก็ต่อสายอากาศเข้ามาเสียเวลาปรับและตั้งช่องนิดหน่อยเสียงเพลงไพเราะจากรายการโปรดจะดังเต็มห้อง ใช้สาย HDMI หนึ่งเส้นต่อเข้าอุปกรณ์ตัวนี้และอีกหนึ่งเส้นต่อออกไปยังทีวีระบบเราก็พร้อมรองรับภาพและเสียงระบบดิจิตอล 

     เราใช้สัญญาณที่ส่งออกจากภาค POWER-AMPLIFIER เพื่อให้สัญญาณแรงพอที่จะไปกระตุ้นให้อุปกรณ์ตัวถัดไปทำงาน อุปกรณ์ชนิดนี้เป็นอุปกรณ์ที่เราคุ้นเคยกันดีไม่มีใครเรียกชื่อผิดหรือไม่รู้จัก

4.ลำโพง เชื่อว่าเรารู้จักลำโพงกันมาตั้งแต่เด็กทั้งลำโพงขนาดเล็กขนาดกลางแม้แต่ขนาดใหญ่เราเห็นลำโพงกันจนเจนตาทั้งลำโพงแบบพกพาแบบวางพื้นวางบนชั้นวางแม้แต่แขวนผนัง มองภายนอกเหมือนลำโพงเป็นเพียงกรวยเช่นที่เราเห็นแต่จริงๆแล้วลำโพงประกอบด้วยโครงสร้างหลักสามส่วนด้วยกันคือ "ตู้ลำโพง กรวยลำโพงและภาคตัดแบ่งความถี่"ให้กรวยลำโพงทำงานตามช่วงความถี่ที่ออกแบบไว้ แม้นทำหน้าที่อัดหรือขยายอากาศให้เกิดเป็นเสียงเหมือนกันแต่กรวยลำโพงจะถูกจัดแบ่งเป็นชนิดให้เสียงกลางกับเสียงทุ้มที่เรียก woofer และให้เสียงแหลมที่เรียก tweeter 

     โดยมากลำโพงจะเป็นชนิด PASSIVE เราไม่ต้องจ่ายไฟเลี้ยงวงจรก็สามารถทำงานได้ ยกเว้นลำโพงที่เรียกกันว่า SUB WOOFER ที่จะมีทั้งแบบ PASSIVE (หายากราคาแพงแต่คุณภาพสุดๆ)กับแบบ ACTIVE ต้องจ่ายไฟเลี้ยงวงจร(คือต้องเสียบปลั๊กไฟ)เราจะเลือกรูปแบบใดขึ้นอยู่กับความพอใจและกำลังทรัพย์ของเรา

     ลำโพงผลิตออกมาหลากหลายชื่อหลายรูปแบบทั้งชนิดตัวตู้เป็นพลาสติคหรือทำด้วยไม้เป็นรูปแบบวางพื้นวางชั้นวางหรือวางหิ้ง กรวยทำด้วยวัสดุอะไรขนาดเท่าไรภาคตัดแบ่งความถี่เต็มย่านแค่ไหน?ทำให้ลำโพงมีหลากหลายชนิดมากชวนให้เรางงตอนเลือกซื้อและเรียกชื่อ ลำโพงบางตัวเราเห็นเป็นลำโพงวางหิ้ง(วางบนชั้นวาง)เหมือนกันแต่บางคนเรียกลำโพงตู้เปิดขณะที่อีกตัวเขาเรียกตู้ปิดลำโพงบางคู่แม้นเป็นตู้เปิดเหมือนกันคนขายกลับเรียกลำโพงสองทางส่วนอีกคู่เขาเรียกลำโพงสามทางชื่อเรียกชวนงงไปหมด ไม่ต้องสนใจชื่อให้มากเราโฟกัสที่ขนาดและคุณภาพเสียงอย่างเดียว คุณผู้อ่านเชื่อหรือไม่ว่าลำโพงบางยี่ห้อขนาดเล็กเท่าฝ่ามือเท่านั้นแต่เสียงใหญ่เกินตัวและราคา "แน่นอก"มากใครต้องการยกออกมาจากร้านอาจต้องขายรถหรือจำนองบ้านไปซื้อหากซื้อชุดใหญ่

     ทว่าลำโพงรูปแบบใดเหมาะสมกับห้อง HOME THEATER ?

     เช่นที่ผู้เขียนเน้นย้ำมาตลอดว่าการก้องสะท้อนมีผลต่อการรับฟังเสียงเช่นเดียวกันไม่เฉพาะเสียงตรงจากลำโพงเท่านั้นที่มีผล ห้องเราขนาดเท่าไรก็ต้องพิจารณาขนาดลำโพงให้เหมาะสมกับขนาดห้องและตัวแปรหลักที่เรานำมาพิจารณาร่วมกันคือกำลังขับของภาคขยายนั่นเอง กำลังสูงสุดที่ลำโพงรับได้ต้องมากกว่าหรือเท่ากับค่ากำลังสูงสุดของภาค POWER-AMPLIFIER ในอุปกรณ์ขยายสัญญาณที่เราใช้ ทั้งนี้หากห้องขนาดไม่เกิน 20 ตารางเมตรเลือกกำลังขับ 100 watt (RMS)ก็เพียงพอ

     ห้องขนาดเล็กไม่ควรใช้ลำโพงขนาดใหญ่ทั้งสิ้นเปลืองเงินและพื้นที่จัดวางปรับแต่งเสียงลำบาก ลำโพงขนาดเท่าฝ่ามือหรือลำโพงวางหิ้งกรวยวูฟเฟอร์ขนาด 4-5นิ้วก็เพียงพอ ทั้งนี้ทั้งนั้นเพราะเสียงเบสต่ำลึกความยาวคลื่น( λ )ค่อนข้างยาว(แปรผกผันกับความถี่)จึงต้องการพื้นที่และกรวยลำโพงขนาดใหญ่สร้างคลื่นเสียงลำโพงปกติธรรมดากรวย WOOFER ขนาดมักไม่เกิน 6 นิ้ว ลงความถี่ต่ำได้เพียง 45-50 Hz ขณะที่เสียงเบสต่ำลึกหูมนุษย์เราได้ยินถึงระดับ 20 Hz

     เพื่อให้เราไม่ขาดหายเสียงเบสต่ำลึกที่หนังหลายเรื่องบันทึกไว้โดยเฉพาะหนังฟอร์มยักษ์ ชุด HOME THEATER จึงจำเป็นต้องใช้ลำโพงที่ชื่อ SUB WOOFER ประกอบ โดยลำโพง SUB WOOFER ต้องเลือกที่มีขนาดใหญ่และหนักพอสมควรขนาดกรวยลำโพงที่เหมาะสมสำหรับห้องขนาด 12-20 ตารางเมตรคือ 8-12 นิ้ว SUB WOOFER ขนาดเล็กเสียงจะลงต่ำที่ความถี่ประมาณ 40-35 Hz หนังหลายเรื่องบันทึกเสียงต่ำลึกลงไปถึง 25-15 Hz เสียงจึงไม่สะใจเท่าไรหากเราใช้ SUB WOOFER ขนาดเล็ก ลำโพง SUB WOOFER กรวยขนาด 12-15 นิ้วเท่านั้นจึงจะลงลึกถึง 15 Hz แม้นความถี่ดังกล่าวเราไม่ได้ยินแต่ผิวหนังรู้สึกได้เราจะรับรู้ถึงพลังเสียง


     เซียนหนังอย่างเราจึงต้องใช้ลำโพงอย่างน้อย 6 ตัวในระบบ Home Theater เป็นลำโพงทั่วไป 5 ตัวและ SUB WOOFER 1 ตัว นั่นเฉพาะการดูหนังจากแผ่น DVD แต่หากเราเคยชินกับภาพที่เรียกว่า HD เพราะยุคนี้อะไรๆก็ HD กันเหลือเกิน เรามีห้องดูหนังขนาดใหญ่เพียงพอเราเลือกใช้แผ่น BLU RAY เป็น SOFTWARE ก็ต้องเปลี่ยนระบบเป็นระบบ 7.1 ch เราต้องเพิ่มจำนวนลำโพงเป็นลำโพงขนาดทั่วไป 7 ตัวผสมกับ SUB WOOFER ขนาดกรวย 10-12 นิ้วอาจจะ1หรือ 2 ตัวก็สุดแล้วแต่กำลังทรัพย์ คิดเฉพาะราคาลำโพงเราน่าจะต้องจ่ายสองสามแสนบาทหากใช้ยี่ห้อดังในวงการเครื่องเสียงแยกชิ้น ส่วนยี่ห้อท้องตลาดราคาจะถูกลงมาแต่คุณภาพไม่เทียบเท่า

      จากการติดตามข่าวผู้เขียนทราบว่าผู้จำหน่ายลำโพงในบ้านเรามักจัดชุดราคาพิเศษอยู่เนืองๆ ก่อนตัดสินใจสืบค้นกันสักนิดซื้อยกชุดจะประหยัดกว่าแยกซื้อ  

     อันที่จริงผู้เขียนจะจบการเขียนเรื่องอุปกรณ์ในระบบ Home Theater ตรงเรื่อง "ลำโพง"นี่แหละเนื่องจากเห็นว่าส่วนใหญ่อุปกรณ์สำคัญอีกชนิดเป็นสิ่งที่เรามีประจำบ้านหรือจัดหาไว้แล้วจึงเลี่ยงที่จะเขียนถึง แต่เมื่อทบทวนอีกครั้งหากบางคนต้องการเปลี่ยนหรือต้องการสิ่งที่เหมาะสมกับชุดเครื่องเสียงไม่ใช่แค่ใช้สิ่งที่มีอยู่แล้วล่ะจึงเปลี่ยนมาเขียนถึงเรื่องการเลือกอุปกรณ์ถัดไปเป็นเรื่องปิดท้าย  

     เรียนย้ำว่าอุปกรณ์ชนิดนี้หากใครจะซื้อ Home Theater ใหม่ทั้งระบบแนะนำให้จัดงบประมาณครึ่งหนึ่งให้อุปกรณ์ตัวนี้สิ่งที่เราจะได้จากเขาจะมีผลต่อความรู้สึกเรามากกว่าเสียง เขานั่นเองจะทำให้ห้องเราเปรียบเสมือนโรงหนังโดยแท้จริง  

  5.อุปกรณ์แสดงผลภาพ



     ทำไมจึงเรียกอุปกรณ์แสดงผลภาพ?ไม่เรียกทีวี

     ผู้เขียนมั่นใจว่าส่วนใหญ่เรารู้จักอุปกรณ์แสดงผลภาพที่ชื่อ "ทีวี"เป็นอย่างดี ทว่าในวงการนักเล่นเครื่องเสียงและ Home Theater ไม่เฉพาะทีวีเท่านั้นเป็นอุปกรณ์แสดงผลภาพ อุปกรณ์ที่ชื่อ "Projector  และจอ Projector" เป็นอุปกรณ์แสดงผลภาพอีกทางเลือกที่เราสามารถซื้อมาใช้และแนะนำให้ใช้มากกว่าหากต้องการภาพขนาดใหญ่ใกล้เคียงโรงหนังมากที่สุด เช่นที่ผู้เขียนเน้นย้ำเสมอ "ภาพขนาดใหญ่มีผลต่อสมาธิและอรรถรสในการดูหนังของเรา" 

      ข้อพิสูจน์ง่ายแสนง่ายท่านเคยแปลกใจไหม?หนังก็หนังเรื่องเดียวกันแต่ทำไมดูที่โรงหนังกับดูที่บ้านความยิ่งใหญ่อลังการต่างกันลิบลับ หนังเรื่องที่จะยืนยันความสำคัญของจอภาพก็เช่นหนัง AVATAR หรือ THE HOBBIT ใครได้ดูหนังทั้งสองเรื่องในระบบ 3D บนจอ IMAX เทียบกับการดูกับทีวีที่บ้านความสนุกสนานตื่นตาประทับใจจะแตกต่างกันเกินครึ่ง นั่นทั้งที่ระบบเสียงในบ้านเหนือกว่าระบบเสียงในโรงหนังเสียด้วยซ้ำ อะไรเป็นสิ่งสร้างความแตกต่างก็ “ขนาดจอภาพ”นั่นเอง

     ขนาดจอภาพในห้อง Home Theater ที่ผู้เขียนแนะนำคือ 50 นิ้วขึ้นไปและเป็นไปได้ให้เผื่อการรองรับระบบ 3D ไว้ด้วยปัจจุบันราคาทีวีจอแบนบางจำพวก LCD/LED/PLASMA TV ถูกลงมากสวนทางกับประสิทธิภาพที่มีแต่จะสูงขึ้น ทุกปีฮอลลีวู้ดจะส่งหนังระบบ 3D ออกฉายหลายเรื่องเราไม่ทันดูโรงจะได้ดูที่บ้านได้อย่างมีอรรถรสภาพทั้งสวยงามและน่าตื่นตลึง ทีวีขนาด 32-47 ผู้เขียนมองว่าเล็กเกินไปขณะที่ใครใช้ทีวีขนาดใหญ่ก็จริงแต่ไม่รองรับระบบ 3D น่าเสียดายเมื่อหนัง 3D ผลิตออกมาให้ลิ้มลอง ส่วนเรื่องที่ไม่จำเป็นคือเรื่อง "ความเป็นสมาร์ททีวี"เท่าที่ผู้เขียนเห็นพฤติกรรมของคนซื้อมาใช้เขาจะได้ลองใช้ลองเล่นแค่ช่วงแรกจากนั้นมักเปิดปิดเพื่อดูหนังดูละครเท่านั้นในแต่ละวัน เราจะเล่นเกมส์หรือดูยูทูปใช้ Tablet หรือโทรศัพท์มือถือส่งภาพออกทีวีจะสะดวกกว่า ข้อสังเกตอีกประการการใช้รีโมทแทนมือหรือเม้าส์อย่างไรก็ไม่ทันใจเท่าการใช้มือหรือเม้าส์จริงๆ นำงบประมาณที่จะเพิ่มเป็นรุ่นสมาร์ททีวีเป็นเพิ่มขนาดจอในระบบ 3D ให้ใหญ่ที่สุดเท่าที่งบประมาณนั้นจะซื้อได้ดีกว่าเราใช้ฟังก์ชั่นได้เต็มที่คุ้มค่าการลงทุน


  
ขนาดภาพที่เราจะได้จาก Projector จอทีวีไม่ต้องมาเทียบ

      กระนั้นสำหรับท่านที่คิดจริงจังกับการดูหนังกับการสร้างห้อง HOME THEATER ส่วนตัว(ผู้เขียนเป็นหนึ่งในนั้น)แนะนำให้ใช้ Projector และจอภาพชั้นดีจะเป็นทางเลือกที่เหมาะสมและสะใจกว่า ห้องดูหนังเราจะไม่ต่างกับโรงหนังขนาดเล็ก 
Projector และจอภาพชั้นดีให้ภาพระดับ 70-120 นิ้วในราคาที่ถูกกว่าทีวีจอแบนบางหลายหมื่นบาท(หากท่านซื้อ LED ขนาดจอ 60 นิ้วราคาหลักแสนบาท)ด้อยก็เพียงแต่ในงบประมาณใกล้เคียงกันความคมชัดของภาพจาก Projector จะน้อยกว่าทีวีและยุ่งยากในการติดตั้งสักนิดการเปิดใช้งานก็ไม่รวดเร็วทันใจเท่า แต่เมื่อทุกอย่างลงตัวเราจะหลงรักและแทบไม่มองทีวีอีกเลยโดยเฉพาะยุคที่ฟรีทีวีหารายการชั้นดีรับชมยากเช่นทุกวันนี้นำเวลาเราดูหนังดีกว่า

    ขั้นต้นแนะนำให้จัดงบประมาณให้อุปกรณ์แสดงผลภาพที่ 30,000 บาทขึ้นไป(งบประมาณ 30,000 บาทไม่ต่ำหรือสูง ยุคโน้นทีวีจอแบนของผู้เขียนราคา 50,000 กว่าบาททั้งที่ขนาดจอเพียง 29 นิ้ว)เน้นจอขนาดใหญ่และเป็นระบบ 3D ไว้ก่อน ส่วนใหญ่เรามักลืมหรือไม่คิดว่าอุปกรณ์แสดงผลภาพเป็นส่วนสำคัญของระบบ Home Theater เรามักใช้ทีวีที่ใช้เป็นประจำเป็นอุปกรณ์แสดงผลภาพ ทำเช่นนั้นเบื้องต้นเป็นการประหยัดดีผู้เขียนไม่คัดค้านและเห็นด้วย ผู้เขียนใช้วิธีการนั้นเช่นเดียวกัน แต่หากเราต้องการยกโรงหนังมาไว้ในบ้านในอนาคตคงต้องเพิ่มขนาดจอเพื่อให้โรงหนังในบ้านเราไม่ต่างกับโรงหนังใกล้บ้าน จอภาพสำคัญทุ่มทุนสักนิดท่านจะติดใจ




ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

19 ความคิดเห็น