แผนลับจับรัก

ตอนที่ 7 : บทที่ 3 สัญญางานแต่ง (50%)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 303
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 10 ครั้ง
    9 เม.ย. 63





บทที่ สัญญางานแต่ง

บ้านอัครบวรเวชมีลักษณะเป็นตึกทรงยุโรปสีขาวมุกบนเนื้อที่กว่าห้าไร่ย่านชานเมือง โดยมีพลตำรวจเอกไพโรจน์ อัครบวรเวช ผู้บังคับการตำรวจนครบาลคนปัจจุบันเป็นเจ้าของ ลำพังเงินเดือนของนายตำรวจตงฉินเช่นท่านไม่อาจสร้างบ้านหลังใหญ่ได้ขนาดนี้ แต่เพราะทรัพย์สินของภรรยาผู้ล่วงลับที่เป็นทายาทเพียงคนเดียวของคหบดีทางภาคเหนือทำให้ท่านสามารถเลี้ยงลูกชายทั้งสองให้เจริญรอยตามตนเองและส่งเสียจนลูกสาวเพียงคนเดียวจนกระทั่งเรียนจบจากประเทศฝรั่งเศสในสาขาที่ชื่นชอบ

และอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าท่านก็จะเกษียณอายุราชการออกมาเลี้ยงหลานตามประสาคนสูงวัยที่ตรากตรำกับการทำงานวิ่งจับผู้ร้ายมาเกือบตลอดชีวิต แม้ว่าระยะหลังของอาชีพจะนั่งอยู่หลังโต๊ะทำงานตัวใหญ่และมีเอกสารให้ต้องจัดการแทนผู้ร้ายก็ตามแต่สิ่งหนึ่งที่สุภาพบุรุษจากแดนสามพรานอย่างพลตำรวจเอกไพโรจน์ไม่อาจจัดการได้นั่นก็คือเรื่องของลูกสาวคนเดียวอย่างปรางรวี อัครบวรเวช

ร่างสูงยังคงสง่าแม้วัยจะใกล้เกษียณเดินงุ่นง่านเข้ามาในห้องนั่งเล่นสีครีมสไตล์โมเดิร์นมองภาพของลูกชายทั้งสองแล้วก็ถอนหายใจเบาๆ พันตำรวจโทปฐพี อัครบวรเวช รองผู้กำกับแห่งกองบังคับการปราบปราม บุตรชายคนโตกำลังนั่งสอนการบ้านให้กับเอกลิขิตและโตมร หลานชายฝาแฝดวัยสิบสองขวบอยู่ที่มุมห้อง ซึ่งยามปกติจะมีพี่เลี้ยงที่คอยดูแลเด็กชายทั้งสอง แต่ในวันหยุดพ่อม่ายหนุ่มวัยสามสิบสี่มักดูแลลูกๆ ด้วยตัวเองมากกว่า เพื่อทดแทนความรักที่เขาเคยละเลย

บนโซฟาตัวยาวลูกชายคนรอง ร้อยเอกปฐวี อัครบวรเวชหรือผู้กองปลายจากรั้วจักรดาวก็กำลังนั่งเท้าคางดูรายการเกมโชว์ลิขสิทธิ์จากต่างประเทศที่หลายบริษัทชอบทำหวังเรียกเรตติ้งผู้ชม

แต่คนที่พลตำรวจเอกไพโรจน์อยากพบมากที่สุดกลับไม่ได้อยู่ภายในห้อง ท่านหันออกไปมองบริเวณชั้นสองของตัวบ้านและเอ่ยทำลายความเงียบขึ้น

“มีใครรู้บ้างว่ายายน้องหายไปไหน”

ปฐวีส่ายหน้าไปมาทันทีที่ประโยคคำถามของผู้เป็นบิดาจบลง แต่กระนั้นใบหน้าคมคายและดวงตาคมเข้มก็ยังคงมองรายการเกมโชว์ตรงหน้าตาไม่กะพริบตามเดิม ตรงกันข้ามกับปฐพีลูกชายคนโตที่เงยหน้าขึ้นมาตอบ

“ไม่เห็นตั้งแต่เช้าแล้วนะครับคุณป๋า เด็กๆ มีใครเห็นอาปรางหรือเปล่าครับ”

ท้ายประโยคหลังหันมาถามลูกชายทั้งสองที่พร้อมใจกันส่ายหน้าหวือและก้มหน้าลงสนใจการบ้านของตนต่อ ปฐพีก้มหน้าสั่งความให้ลูกชายตั้งใจทำการบ้าน ก่อนจะลุกเดินเข้ามาหาบิดา

“คุณป๋าถามหายายน้องมีอะไรหรือเปล่าครับ”

พลตำรวจเอกไพโรจน์ถอนหายใจเบาๆ ก่อนตอบ “ก็เรื่องนั้นนั่นล่ะ”

จบคำตอบที่ได้ใบหน้าคมคายของพ่อม่ายวัยสามสิบสี่ก็เปลี่ยนไป

“จะเริ่มแผนการวันนี้เลยหรือครับ” ถามเสียงตื่นเต้นจนคนที่สนใจเพียงรายการเกมโชว์อย่างปฐวีต้องหันมามองพี่ชายและบิดาอย่างสงสัย ขณะที่พลตำรวจเอกไพโรจน์พยักหน้ารีบเบาๆปฐพีจึงถามต่อด้วยระงับความรู้สึกสั่นระริกที่อยู่ภายในอย่างห้ามไม่อยู่

“แล้วทางนั้นเป็นอย่างไรบ้างครับ”

“ป๋ายังไม่รู้เหมือนกัน แต่อย่าเพิ่งถามอะไร ตอนนี้มาช่วยป๋าหายายน้องก่อน” ท่านว่าพลางส่ายสายตามองหาลูกสาวเพียงคนเดียวที่ชอบทำให้เป็นห่วงไม่เว้นแต่ละวัน สุดท้ายคงมีเพียงคนเดียวที่จะให้คำตอบท่านได้ดีที่สุด

“วินัย”

คนที่ท่านเรียกหาคือลูกน้องคนสนิทที่เป็นตำรวจนอกราชการและผันตัวเองมาเป็นหน่วยคุ้มกันส่วนตัวที่คอยดูแลความเป็นไปของคนในบ้านและคอยอารักขาประหนึ่งบอดีการ์ดไปอีกหนึ่งตำแหน่ง รอเพียงไม่นานร่างสูงใหญ่ของจ่าสิบตำรวจวินัย เอกราชก็ก้าวเข้ามาปรากฏกายตรงหน้าพร้อมค้อมศีรษะในท่าเตรียมพร้อมรับคำสั่ง พลตำรวจเอกไพโรจน์ไม่รอช้าที่จะสอบถามออกไปทันที

“วินัยยายน้องกลับมาแล้วใช่ไหม”

เพราะเห็นรถลูกสาวจอดอยู่ทำให้ท่านทราบว่า ยายน้อง ที่ทุกคนเรียกกันจนติดปากหรือ ปรางรวี อัครบวรเวชที่มีชื่อรองว่า มะปราง ลูกสาวเพียงคนเดียวได้กลับมาถึงบ้านแล้ว

“กลับมาแล้วครับ” จ่าวินัยค้อมศีรษะขณะตอบโดยไม่ขยายความอะไรต่อและเฝ้ารอฟังคำสั่งต่ออย่างเคย

“เมื่อเช้ายายน้องได้ลงมาทานข้าวหรือเปล่า แล้วนี่มีใครขึ้นไปดูหรือยัง”เพราะครอบครัวไม่ค่อยได้อยู่กันพร้อมหน้าทำให้หลายๆ ครั้งท่านต้องสอบถามความเป็นไปของลูกสาวจากคนนอกเช่นจ่าวินัยที่เป็นดั่งมือขวาคอยดูแลทุกเรื่องภายในบ้าน

หากแต่คำถามนั้นกลับทำให้ปฐวีที่นั่งฟังอยู่ไม่ไกลนักหลุดหัวเราะพรืดกับความขี้ห่วงและขี้หวง จนบางครั้งก็ตามใจเสียจนปรางรวีเสียเด็กที่ปัจจุบันคงต้องใช้คำว่าเสียผู้ใหญ่ เพราะน้องสาวเพียงคนเดียวอายุย่างเข้าเบญจเพสในปีนี้แล้วนั่นเอง

“วินัย เดี๋ยวให้ใครขึ้นไปเคาะที่ห้องยายน้องและก็โทรตามหมอด้วยเผื่อว่ายายน้องจะไม่...”

“เอ่อ...นายครับ” จ่าวินัยขัดผู้เป็นนายไว้ได้ทันก่อนที่ท่านจะร่ายสั่งความเกี่ยวกับลูกสาวสุดที่รักจนยาวเป็นหางว่าว “คุณน้องปรางเพิ่งกลับมาชั่วโมงที่แล้วนี่เองครับ”

คำบอกเล่าของลูกน้องคนสนิทราวกับค้อนปอนด์ทุบศีรษะผู้บังคับการตำรวจนครบาลให้มึนงงไปชั่วขณะ “ชั่วโมงที่แล้ว!

“ครับนาย”

“หมายความว่าเมื่อคืนยายน้องไม่ได้กลับมานอนบ้านอย่างนั้นเหรอ ไปไหน ไปกับใคร แล้วไปอยู่ที่ไหนมาทั้งคืน” คำถามชุดใหญ่ทำให้ท่าทีของคนอื่นๆ ที่ได้ยินเปลี่ยนแปลงไป เพราะปรางรวีเป็นดั่งเจ้าหญิงน้อยของบ้านกอปรกับช่วงนี้มีข่าวคราวความสัมพันธ์กับลูกชายรัฐมนตรีคนดังยิ่งทำให้ปฐพี และปฐวีนึกห่วงน้องสาวขึ้นมาจนต้องเดินเข้ามาร่วมฟังด้วย

“ตอนออกไปออกไปกับคุณธนาวินครับ”

ไม่ต้องอธิบายว่าธนาวินที่ว่านั้นหมายถึงใคร เพราะปรางรวีรู้จักอยู่แค่คนเดียวเท่านั้น คนที่ท่านที่ไม่อยากให้ลูกสาวเข้าไปเกี่ยวข้องมากที่สุด และยิ่งคำรายงายต่อมายิ่งทำให้ผู้ที่จัดการปัญหาได้ทุกเรื่องดั่งคำกล่าวที่ว่า ภายใต้ดวงอาทิตย์นี้ ไม่มีอะไรที่ตำรวจไทยทำไม่ได้ อย่างพลตำรวจเอกไพโรจน์รู้สึกกลัดกลุ้มเหลือกำลัง

“อยู่ที่ผับของคุณธเนศทั้งคืน พอผับปิดก็ไปต่อกันที่คอนโดมิเนียมของคุณธนาวิน แต่ทำอะไรกันบ้างนั้นผมไม่แน่ใจครับ”

จบคำรายงานพลตำรวจเอกไพโรจน์ก็ถึงกับต้องยกมือขึ้นนวดเมื่อตอนนี้เส้นเลือดต่างพากันเต้นตุบๆ จนแทบทรงตัวไม่อยู่ “ทำไมถึงทำตัวอย่างนี้นะยายน้อง รู้ทั้งรู้ว่าไอ้คนบ้านนั้นมันไม่ดีก็ยังจะไปยุ่งกับพวกมันอีก แบบนี้สงสัยต้องใช้มาตรการขั้นเด็ดขาด”

“มาตรการอะไรกันคะ น้องปรางก็แค่สนองนโยบายของคุณป๋า เมาไม่ขับกลับไม่ได้ ก็เลยค้างที่คอนโดของเพื่อนก็เท่านั้นเอง”

เสียงหวานดังขึ้นแทรกพร้อมเผยตัวหญิงสาวในชุดลำลองกางเกงขาสั้นสีขาวและเสื้อยืดสีชมพูหวานที่เพิ่งเดินลงมาจากชั้นบนและทันได้ยินคำรายงานของจ่าวินัยเข้าพอดี

“หรือคุณป๋าคิดที่จะทำอะไรคุณวินอีก”

ปรางรวีจ้องบิดาอย่างเอาเรื่องเมื่อระยะหลังมานี้เธอรู้สึกได้ถึงการคุกคามสิทธิเสรีภาพที่เคยได้รับ โดยเพราะการคบหากับเพื่อนต่างเพศอย่างธนาวินที่ทั้งบิดาและพี่ชายทั้งสองเคยเอ่ยปากให้เลิกคบเด็ดขาด แต่เพราะความจำเป็นบางอย่างทำให้เธอต้องฝืนคำสั่งเหล่านั้น เหนือสิ่งอื่นใดคือเธอคบหากับธนาวิน ไม่ใช่รัฐมนตรีวิศรุจผู้เป็นบิดาที่มีเรื่องอื้อฉาวเกี่ยวกับธุรกิจมืดคนนั้นเสียหน่อย

“ทำไมหนูพูดอย่างนี้ละ ป๋าเป็นห่วงหนูมากนะ”

“น้องปรางเพิ่งรู้นะคะว่าคุณป๋าห่วงน้องปรางด้วย นึกว่ามีแค่จ่าคนเดียวเสียอีก”ท้ายประโยคหันไปทางลูกน้องคนสนิทของบิดาที่ดูแลเธอมาตั้งแต่มารดาเสียชีวิตเมื่อยี่สิบปีก่อน “น้องปรางกลับมาแล้วค่ะจ่า”

“ครับคุณน้องปราง” อีกฝ่ายรับคำเบาๆ ขณะที่ผู้เป็นบิดาแท้ๆ อย่างพลตำรวจเอกไพโรจน์รู้สึกเหมือนถูกตีแสกหน้า

“หนูเป็นลูกสาวป๋านะ มีเรื่องอะไรป๋าก็ต้องห่วงหนูสิ แล้วเรื่องเพื่อน ป๋าบอกแล้วใช่ไหมว่า...”

“น้องปรางกับคุณวินเป็นแค่เพื่อนกันค่ะ” ปรางรวีขัดประโยคดังกล่าวเสียงขรึม “น้องปรางจะย้ำอีกครั้งนะคะ คุณป๋า พี่ต้น และพี่ปลายควรจะไว้ใจน้องปรางในการเลือกคบหาเพื่อนบ้าง คุณวินเขาไม่เหมือนพ่อของเขาค่ะ น้องปรางไว้ใจเขาและน้องปรางอย่างให้ทุกคนเคารพการตัดสินใจของน้องปรางด้วย”

กล่าวจบก็จ้องสบสายตาของคนฟังทีละคน ด้วยรู้ดีว่าอาการนิ่งเงียบของบิดาและพี่ชายไม่เคยมีใครยอมรับการตัดสินใจของเธอแม้แต่คนเดียว แต่เพื่อรักษาให้ครอบครัวยังคงเป็นครอบครัวอยู่ ปรางรวีจึงเลือกที่จะเดินหนีไปหาหลานๆ ที่นั่งทำการบ้านอยู่มุมห้องซึ่งกำลังมองมาทางนี้ด้วยสายตาใคร่รู้

ร่างระหงทรุดลงข้างๆ สองหนุ่มรุ่นเล็กของบ้านอัครบวรเวชพร้อมยื่นแก้มให้เอกลิขิตและโตมรได้หอมสลับกันอันเป็นธรรมเนียมของเธอและหลานๆ ด้วยเข้าใจความรู้สึกของการขาดแม่ตั้งแต่เด็กดีกว่าพี่ชายทั้งสองที่อายุห่างจากเธอหลายปี

ปฐพีและปฐวีขยับเข้าไปยืนเคียงบิดาทันทีที่น้องสาวผละจาก ดวงตาสามคู่จ้องมองไปที่ปรางรวีนิ่ง ด้วยรู้กันดีว่าปรางรวีนั้นบทจะดื้อก็ดื้อมากไม่แพ้ใคร

“ทำอย่างไรกันดีครับคุณป๋า ทิ้งไว้แบบนี้ยายน้องและนายธนาวินนั้นต้องเป็นมากกว่าเพื่อนแน่ๆ เลยครับ” ปฐวีว่าอย่างหนักใจเพราะชื่อเสียงในทางไม่ดีของครอบครัวจรัสดำรงกุลมีมากจนไม่อยากให้ปรางรวีเข้าไปเกี่ยวข้องนั่นเอง

“เราคงต้องใช้มาตรการขั้นเด็ดขาด”

“มาตรการอะไรกันครับ”ร้อยเอกหนุ่มแห่งรั้วจักรดาวถามด้วยความสงสัย เมื่อมองเลยไปที่พี่ชายก็พบว่าปฐพีพยักหน้ารับรู้เหมือนเข้าใจในสิ่งที่บิดาบอก เหมือนทั้งสองกำลังมีแผนการอะไรบางอย่าง แผนการที่มีชื่อว่า

“ตัดไฟตั้งแต่ต้นลม”




คุณป๋าคิดจะทำอะไรน้องปรางคะเนี่ย

โปรดติดตามตอนต่อไปนะคะยูว์




ขอฝากนิยายเรื่องอื่นๆ ด้วยนะคะ บ้านสินิท-สิริน ร่วมโปร meb E-book Fair 2020 - สัปดาห์หนังสือที่บ้าน ลดทั้งร้านกว่า 30% นะยูว์ 

 

 



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 10 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

15 ความคิดเห็น