แผนลับจับรัก

ตอนที่ 19 : บทที่ 8 อดีตส่งผลถึงปัจจุบัน (70%)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 202
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 13 ครั้ง
    20 เม.ย. 63







ท่าทีกอร่อกอติกระหว่างธีรดาและพ่อเลี้ยงหนุ่มไม่ได้รอดพ้นจากสายตาของใครบางคนที่ยืนอยู่มุมหนึ่งของงานเลี้ยงเลยแม้แต่น้อย

ร่างสูงใหญ่ในชุดสูทสีดำสวมทับเชิ้ตสีเดียวจ้องมองภาพเหล่านั้นตาเขม็ง มือที่ถือแก้วเครื่องดื่มในมือกำแน่น พันตำรวจโทปฐพี อัครบวรเวช ไม่เคยรู้สึกหงุดหงิดใจมากเท่านี้มาก่อน เรื่องของพ่อเลี้ยงนพดลเทียวไล้เทียวขื่อขายขนมจีบให้กับธีรดานั้นเขาพอรู้มาบ้าง แต่ไม่เคยเห็นกับตาและได้เห็นปฏิกิริยาของธีรดาที่แสดงออกว่ามีความใส่ใจในตัวอีกฝ่ายอยู่เช่นกัน ซึ่งนั่นทำให้เขาหงุดหงิดใจจนมือที่ถือแก้วบรรจุน้ำสีอำพันสั่น แม้แต่คำถามของนักธุรกิจรายหนึ่งที่เช่าที่ดินของอัครบวรเวชเปิดกิจการมาหลายสิบปีก็ยังไม่เข้าหู จนอีกฝ่ายต้องถามย้ำ

“...คุณต้นเห็นว่ายังไงครับ”

“...”

“คุณต้นครับ”

“ครับ” ปฐพีละสายตากลับมามองที่คู่สนทนา สีหน้าค่อนข้ายเหรอหราจรอีกฝ่ายต้องถามย้ำกลับไปในคำถามเดิม

“ผมทราบมาว่าที่ดินแปลงที่อยู่ติดกันกำลังจะหมดสัญญาจากผู้เช่ารายเดิม ทางเราอยากติดต่อของเช่าเพิ่มทางคุณต้นเห็นว่ายังไงครับ”

ปฐพีผลิยิ้มอ่อนจาง ใบหน้าคมคายดูผ่อนคลายลงเมื่อต้องพยายามรักษาภาพลักษณ์ต่อคู่ค้า “เรื่องนี้ผมว่าเราอย่าเพิ่งรีบตัดสินใจเลยนะครับ ที่ดินแปลงนั้นสัญญายังเหลืออีกหลายปี ไม่แน่ว่าผู้เช่ารายเดิมอาจตัดสินใจขยายระยะเวลาในการเช่าก็ได้ ผมทราบนะครับว่าที่ดินแปลงนั้นจะทำให้ธุรกิจของคุณมั่นคงขึ้น แต่ผมก็ต้องรักษาสิทธิ์ผู้เช่ารายอื่นเช่นกัน คงไม่ว่ากันนะครับ”

ประโยคยืดยาวจบลงโดยใจความสำคัญของคำตอบคือการปฏิเสธอย่างตรงไปตรงมา แน่นอนว่าผู้ที่มีอำนาจย่อมมีสิทธิ์เลือกมากกว่าอยู่แล้ว ดังนั้นบทสนทนาต่อมาจึงถูกเปลี่ยนหัวข้อไปเรื่องอื่น ด้วยไม่อยากทำให้บรรยากาศในบทสนทนาย่ำแย่กว่าที่เป็นอยู่ โดยที่สายตาของผู้ฟังอย่างปฐพีนั้นหาได้จับจ้องอยู่ที่คู่สนทนาอย่างที่ควรเป็น ตรงกันข้ามมันเฝ้าแต่จะมองตรงไปยังทิศทางที่พอดีกับสายตา จุดหมายปลายทางนั้นมีร่างของหญิงสาวในชุดเดรงกำมะยี่สีน้ำเงินเข้มยืนอยู่เคียงคู่กับพ่อเลี้ยงหนุ่มที่ชื่อนพดล

หลายนาทีผ่านไปคู่สนทนาก็ขอตัวไปทักทายคู่ค้าท่านอื่น ทำให้ปฐพีได้มีเวลายืนอยู่ตามลำพัง และผู้ที่ติดตามชายหนุ่มมาในวันนี้อย่างจ่าสิบตำรวจวินัยก็รีบโฉบเข้ามายืนเคียง ตั้งแต่เห็นสายตาของผู้เป็นนาย จ่าวินัยก็รู้ได้ทันทีว่าอีกฝ่ายกำลังมีเรื่องขุ่นข้องหมองใจ

“ผมอยากได้ข้อมูลของไอ้พ่อเลี้ยงนั่นโดยเร็วที่สุด”

“คุณต้นอยากได้ข้อมูลในแง่ไหนครับ” จ่าวินัยย้อนถามเพื่อมุ่งประเด็นไปยังจุดที่ผู้เป็นนายต้องการมากที่สุด

“แง่ไหนก็ได้ ที่ทำให้มันไม่ต้องมายืนข้างๆ ยาหยีอีก”

กล่าวจบร่างสูงในชุดสูทสีเข้มก็ยกแก้วบรรจุน้ำสีอำพันสาดลงคอไปอึกใหญ่ ก่อนจะยื่นแก้วเปล่าให้อีกฝ่ายแล้วผละไปหาเป้าหมายของตนที่อยู่ไม่ไกลนัก

เป้าหมายของเขาไม่ใช่ธีรดา แต่เป็นเจ้าสัวธนพัฒน์ที่กำลังหัวเราะอยู่กับเพื่อนนักธุรกิจวัยไล่เลี่ยกันอีกสองสามคน

“อาป๊า สวัสดีครับ” เอ่ยทักทายออกไปพร้อมกับประนมมือขึ้นไหว้อย่างอ่อนน้อม โดยไม่ลืมเผื่อแพร่คำทักทายนั้นไปถึงผู้มากวัยที่ร่วมอยู่ในบทสนทนาท่านอื่นๆ

“อาต้น มานานหรือยัง”

“มาสักพักแล้วครับ ติดคุยกับคุณดำรงอยู่ทางโน้น” หมายถึงคู่สนทนาที่เพิ่งผละจากเมื่อครู่ ก่อนจะเอ่ยถามอย่างใส่ใจ “ไม่ได้เจอกันนาน อาป๊าสบายดีนะครับ”

“สบายดีๆ แล้วนี่มาคนเดียวหรือ ป๋าของลื้อล่ะ”

“คุณป๋าไม่ค่อยออกงานประภทนี้อาป๊าก็ทราบ วันนี้ผมมาคนเดียวครับ”

เมื่อบทสนทนาเริ่มเปลี่ยนไปเป็นเรื่องเฉพาะตัว เหล่าคู่สนทนาท่านอื่นจึงค่อยๆ เอ่ยขอตัวตามมารยาท จนกระทั่งเหลือเพียงชายหนุ่มและผู้มากวัยที่ยืนเคียงกัน

“แล้วป๋าของลื้อมีความคืบหน้าอะไรบ้างไหม” ท้ายประโยคนั้นลดระดับเสียงลงจนแทบจะกลายเป็นกระซิบ

ปฐพีอมยิ้มกริ่ม “ทางเราเจรจาเรียบร้อยแล้วครับ คุณป๋านัดเวลาเป็นวันเสาร์นี้ที่สนามกอล์ฟ และฝากมาบอกว่าให้อาป๊าชวนตี๋เล็กไปด้วย”

“อั๊วต้องลากมันไปอยู่แล้วลื้อไม่ต้องห่วง ฝากไปบอกป๋าของลื้อด้วยว่าเชื่อมืออาป๊าได้”

“ได้เลยครับ”

ปฐพีรับคำเมื่อผู้มากวัยยิ้มร่าให้กับข่าวที่แจ้ง ก่อนจะนิ่งค้างไปเล็กน้อยกับคำถามต่อมา “แล้วนี่ลื้อเห็นอาหมวยหรือยัง”

“เห็นแล้วครับ”

“วันนี้อั้วสั่งให้แต่งตัวสวยๆ เพื่อลื้อเลยนะ เข้าไปทักหรือยังล่ะ”

“โถ่ อาป๊าครับ เข้าไปก็ได้หัวแตกกลับมาสิครับ” ปฐพีโอดครวญ ใจเขาไปอยู่แทบเท้าเจ้าหล่อนตั้งแต่เห็นเดินเข้ามาในงานแล้วด้วยซ้ำ

“กลัวหรือไง” เจ้าสัวธนพัฒน์หัวเราะขำกับคำโอดของอีกฝ่าย

“ไม่กลัวก็แปลกแล้วครับ ดุอย่างกับเสือ”

“แล้วเมื่อไหร่จะทำให้เสือเชื่องสักที นี่อั๊วดูแลแทนลื้อมาเป็นสิบปีแล้วนะ ลำคาญจะแย่” ท้ายประโยคบ่นอุบอิบตามประสา ไม่ได้รู้สึกจริงอย่างที่ปากว่า แค่เย้าแหย่อย่างคนที่มีความสนิทชิดเชื้อเท่านั้น

“ฝากดูแลอีกไม่นานครับ ผมจะจัดการรวบหัวรวบหางกินกลางตลอดตัวไม่ให้เหลือเลยครับ” ยามกล่าวสายตาจ้องมองไปยังร่างระหงในชุดเดรงกำมะยี่สีน้ำเงินอยู่ไม่ห่าง

เจ้าสัวธนพัฒน์เห็นท่าทางเหล่านั้นแล้วแกล้งทำน้ำเสียงขึงขัง “นี่ๆ ลูกสาวอั๊วมีคนเดียว จะทำอะไรก็เกรงใจกันหน่อย”

“แล้วอาป๊าจะสนับสนุนผมไหมล่ะครับ” ปฐพีได้ที่อ้อนเอาใจ แน่นอนว่าผู้สูงวัยที่หมายมั่นปั้นมืออยากมาเป็นเขยย่อมต้องสนับสนุน

“แน่นอนสิ ถ้าไม่ใช่ลื้อ อั๊วไม่มีทางยกอาหมวยให้ใครหรอก ว่าแต่จะกินเมื่อไหร่อั๊วจะได้เปิดประตูไว้ให้”

“อาป๊าได้ใจผมไปเต็มๆ เลยครับ”

สิ้นคำ เสียงหัวเราะของสองหนุ่มต่างวัยก็ดังขึ้นอย่างพร้อมเพียง ปฐพีเอาใจผู้สูงวัยด้วยเครื่องดื่มที่อีกฝ่ายชื่นชอบ บทสนทนายังคงไหลลื่นไม่มีสะดุด ฝ่ายหนึ่งร้องฝ่ายหนึ่งรับ ใครที่มองมาก็รู้ได้ทันทีว่าทั้งสองนั้นเป็นคู่สนทนาที่ถูกคอและคงมีความสัมพันธ์ที่สนิทสนมกันพอสมควร

ท่าทีเอาอกเอาใจ สรรหาเครื่องดื่มมาบำรุงบำเรอผู้มากวัยตามแต่ที่เจ้าสัวธนพัฒน์จะออกปากสั่งนั้นทำให้ธีรดาซึ่งหันมาเห็นเข้าพอดีรู้สึกหงุดหงิดจนเผลอแสดงออกทางสีหน้า ยิ่งได้เห็นว่าผู้ที่บำรุงบำเรอบิดาของตนนั้นเป็นใครก็ยิ่งเพิ่มความหงุดหงิดขึ้นเป็นทบทวี

“คุณหยี เป็นอะไรหรือเปล่าครับ” นพดลเอ่ยถามเมื่อเห็นสีหน้าที่เปลี่ยนไปของอีกฝ่าย

ธีรดารีบปรับสีหน้าและหันมาส่งยิ้มหวาน “เปล่าค่ะ เมื่อครู่พ่อเลี้ยงพูดว่าอะไรนะคะ”

“เปล่าครับ” นพดลส่ายหน้า ลอบสังเกตตามทิศทางที่ธีรดากำลังมองแล้วก็เห็นว่าบิดาของหญิงสาวกำลังพูดคุยอย่างออกรสกับชายหนุ่มหน้าตาดี ท่าทางภูมิฐานคนหนึ่ง นึกสงสัยในท่าทีที่ธีรดาแสดงออกแต่ก็เก็บความคิดนั้นไว้ในใจ

ธีรดาเป็นผู้หญิงเก่ง สวย ฉลาด ที่สำคัญคือเป็นลูกสาวเพียงคนเดียวของเจ้าสัวธนพัฒน์ เจ้าของธุรกิจสิ่งทอที่มีทั้งโรงทอผ้า ย้อมผ้า ไปจนถึงโรงงานผลิตเสื้อผ้าสำเร็จรูปหลากหลายประเภทที่มีโรงงานตั้งอยู่ทั้งในไทยและต่างประเทศอีกหลายแห่ง วาณิชย์การทอถือว่าเป็นกลุ่มธุรกิจใหญ่ในสาขาอุตสาหกรรมสิ่งทอ ซึ่งสถานะโสดของหญิงสาวย่อมทำให้เหล่าภมรมากหน้าหลายตาสนใจ และหาวิธีเข้าใกล้หญิงสาวอย่างที่ชายหนุ่มในชุดสีดำทั้งเสื้อตัวนอกและเสื้อตัวในคนนั้นด้วย

“นี่ก็ดึกมากแล้ว หยีขอตัวก่อนนะคะ”

ธีรดาแสร้งยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดู แม้ว่าเวลานี้จะเข็มสั้นบนหน้าปัดจะเพิ่งเดินเข้าเลขเก้าไปได้ไม่นาน และไม่ได้ดึกเกินไปนักสำหรับงานเลี้ยงในคืนนี้ แต่เมื่อหญิงสาวเอ่ยปากย่อมไม่มีใครกล้าเอ่ยรั้ง ตอนแรกนพดลอาสาจะเดินออกไปส่ง แต่ธีรดาตอบปฏิเสธอย่างอ่อนโยนว่าเธอต้องกลับพร้อมบิดา และนั่นทำให้พ่อเลี้ยงหนุ่มต้องล่าถอย และเฝ้ามองตามหลังเมื่อหญิงสาวผละจากและเดินตรงไปยังทิศทางที่เธอเฝ้ามองอยู่ก่อนหน้า

“คุณอ้อพอจะทราบไหมครับว่าผู้ชายที่กำลังคุยอยู่กับเจ้าสัวธนพัฒน์เป็นใคร”

เตมิสาหันไปมองยังทิศทางที่พ่อเลี้ยงหนุ่มเอ่ยถึง เพ่งสายตาอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะร้องอ่อออกมาเบาๆ “ท่านรองต้นค่ะ”

“ครับ”

ประโยคนั้นไม่ใช่คำรับแต่เป็นคำถาม ซึ่งเตมิสาก็รีบขยายความในทันที

“ผู้ชายที่อยู่กับเจ้าสัว คือพันตำรวจโทปฐพีค่ะ เป็นรองผู้กำกับของ ป.ป.ส. ” เอ่ยถึงหน่วยงานกองกำกับการปฏิบัติการพิเศษ กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติดแล้วรีบว่าต่อเมื่อเห็นสีหน้าของพ่อเลี้ยงหนุ่มสงสัยว่านายตำรวจชั้นสัญญาบัตรเห็นใดจึงมาร่วมงานเลี้ยงที่มีแต่เหล่านักธุรกิจและไฮโซได้ “ครอบครัวของเขาปล่อยให้เช่าพวกอสังหาฯ น่ะค่ะ ก็เลยมีความเกี่ยวพันกับพวกนักธุรกิจหลายๆ คนอยู่บ้าง ที่ดินแปลงสวยๆ หลายคนอยากได้ก็ไม่มีทางได้หรอกนะคะ ครอบครัวนี้เขาเน้นให้เช่าระยะยาว เรียกว่าเป็นเสือนอนกินเลยล่ะค่ะ”

“เป็นตำรวจแต่มีที่ดินเยอะจังเลยนะครับ” น้ำเสียงคล้ายดูแคลนทำให้เตมิสารีบยกนิ้วขึ้นส่งสัญญาจุปาก

“ที่ดินของต้นตระกูลน่ะค่ะ คหบดีเก่า แต่ไม่เคยอวดร่ำอวดรวย ใช้ชีวิตติดดินมาก แถมยังรับราชการกันทั้งบ้านอีกต่างหาก พ่อเลี้ยงถามทำไมหรือคะ”

“เปล่าครับ เห็นเขาดูสนิทกับเจ้าสัว”

“เหมือนคุณแม่ของอ้อจะเคยเล่าให้ฟังว่าเจ้าสัวธนพัฒน์กับคุณพ่อของเขาเป็นเพื่อนสนิทกันน่ะค่ะ”

“ถ้าอย่างนั้นคุณหยีต้องรู้จักเขาน่ะสิครับ”

“ยิ่งกว่ารู้จักอีกค่ะ”

“ครับ” อีกครั้งที่ประโยคนี้ของนพดลหมายถึงประโยคคำถาม

เตมิสาอมยิ้มนิดๆ ก่อนจะเอนกายเข้าไปกระซิบให้ได้ยินเบาๆ แค่สองคน “ท่านรองต้นเป็นแฟนเก่าของคุณหยีค่ะ”








เขาเป็นแฟนเก่ากันค่ะ ได้ยินไหมคะพ่อเลี้ยง

ขอฝากนิยายเรื่องอื่นๆ ด้วยนะคะ บ้านสินิท-สิริน ร่วมโปร meb E-book Fair 2020 - สัปดาห์หนังสือที่บ้าน ลดทั้งร้านกว่า 30% นะยูว์ 

 

 
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 13 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

15 ความคิดเห็น