เสน่ห์ลูกทุ่ง

ตอนที่ 11 : บทที่ ๑๑

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 11
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    19 ส.ค. 63

รุ่งรุจขับรถพาภู่วารินมาที่ค่ายเพลง วันนี้ภู่วารินมีนัดอัดเสียงเพลงแรกเพื่อเปิดตัวนักร้องคนใหม่ของค่ายเพลงยักษ์ใหญ่ ตลอดทางภู่วารินชวนคุยนั่นนี่ไม่มีหยุดปาก เธอคงอารมณ์ดีจริงๆยิ่งพอถามถึงเรื่องรถคันใหม่ก็เหมือนจะทำให้หญิงสาวพอใจมากขึ้นไปอีก

“ฉันยังไม่ทันพูดอะไรเลยนะ คุณกลดก็ออกรถคันใหม่ให้ทันที สงสัยคงกลัวฉันจะโกรธ”

“คุณกลดนี่รวยจังเลยนะครับ รถรุ่นใหม่แบบนี้คงแพงน่าดู” ภู่วารินลูบคลำรถคันใหม่ด้วยความพอใจ

“แน่ล่ะสิ แล้วเขาก็ตามใจฉันที่สุดด้วย จะเอาคันไหนแบบไหน แพงเท่าไหร่เขาก็ซื้อให้ฉันได้ทั้งนั้น” รุ่งรุจได้แต่คิดในใจ อย่างนี้นี่เล่าภู่วารินถึงได้หวงเสียยิ่งกว่าอะไร

ชายหนุ่มขับรถพาภู่วารินมาถึงที่หมาย แต่เธอก็ยังใจดีพาเขาขึ้นไปบนตึกระฟ้ากลางใจเมืองเพื่อไปดูการอัดเสียงเพลงแรกของเธอ ทันทีที่ภู่วารินมาถึง...เธอไหว้ทุกคนที่นั่นอย่างนอบน้อมแล้วเดินเลยเข้าไปที่ห้องรับรอง ไม่นานนักก็ถึงเวลาที่เธอต้องเข้าไปอัดเสียงแถมยังอนุญาตให้รุ่งรุจเข้าไปฟังอีกด้วย

เพลงที่ภู่วารินจะร้องวันนี้เป็นเพลงลูกทุ่งอมตะที่นำมาร้องใหม่อีกครั้ง โปรดิวเซอร์คงประเมินแล้วว่าน้ำเสียงหวานปนเศร้าของภู่วารินน่าจะเหมาะกับเนื้อร้องและทำนองอย่างนี้ที่สุด เมื่อทุกอย่างพร้อมแล้วการอัดเสียงจึงเริ่มขึ้น ดนตรีเริ่มเพลงเป็นเสียงเครื่องดนตรีจากภาคอีสานที่ฟังแล้วกรีดลึกลงไปถึงก้นบึ้งหัวใจ รุ่งรุจฟังเพลงนั้นด้วยความรู้สึกจุกแน่นอยู่ในอก ทั้งที่เนื้อเพลงมันก็คล้ายกับเพลงเศร้าทั่วไป เว้นแต่ว่ามันเล่าเรื่องความทุกข์ยากของชาวนาที่โดนทั้งธรรมชาติและมนุษย์ด้วยกันกลั่นแกล้งจนลำบากสุดแสนแทบกระอักเลือดบนความจนที่ทั้งชีวิตไม่อาจหลีกหนีได้ รุ่งรุจเหลียวมองคนในห้องอัดก็รู้ได้ทันทีว่าทุกคนในนั้นรู้สึกแบบเดียวกับเขา ขนาดคนคุมเสียงยังแอบซับน้ำตาที่ซึมออกมาขณะที่ฟังภู่วารินร้องเพลง

หลังจากอัดเสียงเสร็จภู่วารินก็พารุ่งรุจไปกินข้าวเพื่อเป็นการขอบคุณที่มาเป็นเพื่อน ภู่วารินนั่งเงียบมาตลอดทางจนถึงร้านอาหารเล็กๆแห่งหนึ่ง เธอสั่งอาหารมาเต็มโต๊ะแล้วปล่อยให้รุ่งรุจกินอย่างเอร็ดอร่อยโดยที่เธอไม่แตะต้องเลยสักนิด

“คุณรินไม่กินหรือครับ”

“ฉันยังไม่หิว นายกินไปเถอะ” 

“คุณรินเป็นอะไรไปหรือเปล่าครับ เห็นเงียบไปตั้งแต่ออกมาจากค่ายเพลง” ภู่วารินยังนั่งนิ่งสายตาทอดยาวออกไปอย่างไรจุดหมาย

“นายรู้ไหม คนจนน่ะไม่มีทางได้กินอาหารดีๆแบบนี้หรอกนะ ฉันว่านายเองก็คงรู้” หญิงสาวเอ่ย

“คุณรินหมายความว่าไงหรือครับ ผมไม่เข้าใจ”

“ตอนเด็กๆ พ่อแม่พาฉันกับน้องร่อนเร่ไปทั่ว เช่าบ้านโทรมๆอยู่พอบังแดดฝน เวลาพ่อกับแม่ออกไปรับจ้าง ฉันก็จะดูแลน้อง...” คำพูดของภู่วารินจุกอยู่ที่คอหอยแต่เธอก็ยังฝืนเล่าต่อด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาเหมือนลอยมาจากที่แสนไกล

“วันนึงมีรถขายไอติมมาแถวบ้านที่เราอยู่ น้องได้ยินก็ร้องจะกิน แต่...ฉันไม่มีเงินสักบาท พอไม่ได้กินน้องก็ร้องไห้ ตอนนั้นฉันยังเด็กมากไม่รู้จะทำยังไง ฉันได้แต่...อุ้มน้องหนีออกไปจากตรงนั้น ฉันไม่โกรธน้องหรอกที่อยากกินไอติมทั้งที่เราไม่มีเงิน แต่ฉันโกรธตัวเองต่างหากที่ของแค่นั้นก็ซื้อให้น้องกินไม่ได้” น้ำตาของภู่วารินร่วงเผาะเมื่อเธอเล่าถึงชีวิตในอดีตที่แสนลำบาก

“บางวันบ้านเราไม่มีเงินสักบาท แม่ต้องไปเชื่อร้านค้าเพื่อซื้อปลากระป๋องกับข้าวสารมาหุงกิน เพิ่งมารู้ทีหลังนี้เองว่า...พ่อกับแม่กินแค่น้ำข้าวกับกับข้าวเหลือๆ เขาสองคนยอมอดให้เราพี่น้องได้กินอิ่ม”

“คุณริน เคยลำบากขนาดนั้นเลยหรือครับ” 

“อืม...ฉันยังจำได้ พ่อเป็นหนี้เขาแล้วไม่มีจ่าย เขาตามทวงเราถึงบ้าน แม่บอกว่าให้เราอยู่เงียบๆในห้องจนกว่าเขาจะไป แล้ว...เราก็ต้องย้ายหนีทั้งๆที่ฉันเพิ่งจะเข้าโรงเรียนได้ไม่กี่ปี”

“แต่ตอนนี้คุณรินก็สบายแล้วนะครับ อีกหน่อยก็จะเป็นนักร้องค่ายใหญ่ เงินทองเยอะแยะ” รุ่งรุจรู้สึกสงสารภู่วารินจับใจเพราะอย่างนี้นี่เองเธอถึงได้ดุเวลาที่เห็นเขาซ้อมร้องเพลงเหลาะแหละไม่เอาจริง ชีวิตเธอผ่านความลำบากมามากและไม่อยากให้ใครก็ตามกลับไปลำบากทั้งที่มีโอกาสอยู่ในมือ

“ชีวิตฉันถ้าไม่ได้ครู ป่านนี้จะเป็นยังไงก็ไม่รู้ ตอนนั้นฉันรับจ้างร้องเพลงตามงานไม่ก็ร้านอาหารพอได้เงินมาเลี้ยงปากท้อง แต่..มันไม่ค่อยพอเท่าไหร่ ต้องไปเสิร์ฟอาหาร ล้างจาน กระทั่งเป็นกรรมกรก่อสร้างฉันก็ทำมาแล้ว งานหนักแค่ไหนก็ต้องทน  โดนโกงบ้าง โดนลวนลามสารพัด วันนึงครูได้ยินฉันร้องเพลงที่งานเลี้ยง จะงานเลี้ยงใครฉันก็จำไม่ได้ ครูเลยชวนมาร้องเพลงในวง ฝึกร้องอยู่ตั้งนานกว่าจะได้ขึ้นเวที” หญิงสาวหยุดนิดหนึ่ง รุ่งรุจรู้สึกได้ถึงร่องรอยความสุขและความตื้นตันอยู่ในน้ำเสียง 

“ครูสนับสนุนฉันทุกอย่าง ที่ไหนมีประกวดร้องเพลงก็จะส่งฉันไป ครูบอกว่าเงินที่ได้จากการขึ้นร้องเพลงในวงไม่มากนัก เงินรางวัลคงมากกว่าจะได้มีเงินเก็บ จากนั้นมีเวทีประกวดที่ไหนเงินรางวัลมากน้อยฉันไปหมด ครูไม่ว่าสักคำ...ค่าสมัครครูก็ออกให้ทุกบาทแถมยังให้เงินค่ากินค่ารถติดตัวไปด้วย ส่วนแม่แข...เสื้อผ้าข้าวของเครื่องใช้อะไรที่ขาดก็หามาให้ครอบครัวของฉัน เงินค่าขนมแม่แขก็ให้ฉันทุกเดือนแต่ฉันไม่ได้ใช้หรอกเพราะตัวฉันก็กินอยู่ที่บ้านครู ฉันเก็บไว้ให้พ่อแม่แล้วก็น้อง” ภู่วารินยิ้มจางๆพลางเช็ดน้ำตา

“นายก็ต้องขยันซ้อม ครูจะได้ไม่ต้องเหนื่อยมาก อย่าขี้เกียจล่ะ..เข้าใจไหม” 

ตอนแรกเขารู้เพียงว่าภู่วารินเคารพครูเทืองมาก แต่เพิ่งรู้วันนี้เองว่าครูเทืองเป็นผู้ให้โอกาสหรือจะเรียกว่าให้ชีวิตใหม่กับเธอ ถึงว่าภู่วารินจะโกรธหนักหนาเมื่อรุ่งรุจทำอะไรก็ตามที่กระทบมาถึงตัวครูเทืองหรือกระทั่งทำเรื่องที่ครูเทืองจะต้องขุ่นข้องใจ รัชเคยเล่าให้ฟังว่าตอนนี้ภู่วารินสร้างบ้านให้ครอบครัวที่ต่างจังหวัด ส่วนตัวเธอซื้อคอนโดเล็กๆอยู่กับน้องจะได้ไม่ต้องรบกวนครูเทืองอีก น้องของภู่วารินกำลังเรียนมหาวิทยาลัยอีกไม่นานก็คงจบและนี่เป็นความภูมิใจสูงสุดของเธอ

รุ่งรุจมาซ้อมร้องเพลงตามที่นัดไว้กับครูเทืองพร้อมกับเนตรอัปสรและภู่วาริน ส่วนคุณพีชหายหน้าไปอีกแล้วเพราะธุระสำคัญ อยากรู้จริงว่าธุระสำคัญของเธอนั้นคืออะไร

“คงเป็นธุระของบริษัทนั่นแหละ เห็นว่ากำลังยุ่งคุณพีชก็เลยต้องออกไปทุกวัน” เนตรอัปสรเล่า

“อย่างนี้คุณพีชก็งานหนักเป็นสองเท่าเลยสิครับ แล้วบริษัทของคุณพีชอยู่แถวไหนหรือครับ”

“เนตรก็ไม่ค่อยแน่ใจนะเหมือนจะอยู่แถบชานๆเมือง คุณพีชบอกว่าค่าเช่าในเมืองมันแพง ก็เลยต้องเช่าตึกแถวนั้นไปก่อน”

ถ้าบริษัทของคุณพีชอยู่แถวนั้นและถ้าคุณพีชมีส่วนในกระบวนการค้ามนุษย์ด้วยแล้ว ไม่แน่ว่าผู้หญิงที่ถูกย้ายมาจากราชบุรีก็อาจจะอยู่ที่นั่นด้วย ขอแค่มีเบาะแสมากกว่านี้อีกหน่อยเขาน่าจะช่วยผู้หญิงพวกนั้นไว้ได้ เบาะแสนั้นจะได้มายากหรือง่ายก็ขึ้นอยู่กับภู่วารินแล้ว วันนี้ภู่วารินเดินเข้าๆออกๆเพื่อรับโทรศัพท์หลายหน จะเป็นเรื่องงานก็คงไม่ใช่เพราะแต่ละครั้งเสียงที่ลอดออกมาให้ได้ยินจะเป็นเสียงทะเลาะไม่ก็ถ้อยคำน้อยอกน้อยใจ แต่สุดท้ายเหมือนว่าเธอจะพอใจกับการสนทนานั้นทุกครั้งจนยิ้มออกมา

“วันนี้คุณรินท่าทางอารมณ์ดีอีกแล้วนะครับ”

“ใช่แล้วล่ะ เมื่อกี้นะคุณกลดเขาโทรมาหาฉันแล้วบ่นเรื่องที่นายขับรถให้เมื่อวาน ท่าทางหัวเสียน่าดู”

“จริงหรือครับ ผมไม่รู้นี่...อีกอย่างคุณรินก็เป็นคนชวนผมเอง” ภู่วารินหัวเราะคิก

“ถ้าไม่ให้นายขับรถ ฉันจะรู้หรือว่าเขาหึงฉันแค่ไหน” รุ่งรุจหน้าเหวอ ไม่นึกว่าเขาจะกลายเป็นเครื่องมือของภู่วารินใช้ยั่วให้นายกลดหึงหวง ทำแบบนี้ไปจะได้อะไร...ไม่เข้าใจผู้หญิงเลยจริงๆ

“นายไม่ต้องกลัว คุณกลดเขาเข้าใจแล้ว อีกอย่างเขาไม่ใช่คนคิดเล็กคิดน้อยอย่างนั้น แต่ฉันก็แปลกใจนะที่คุณกลดเขารู้เรื่องนี้เร็วกว่าที่ฉันคิด ไม่รู้ว่าใครแจ้นไปฟ้อง” ภู่วารินเหลือบมองเนตรอัปสรที่อยู่ใกล้ๆ รุ่งรุจรู้สึกได้ทันทีว่ามีอะไรบางอย่างกำลังปะทุขึ้นระหว่างผู้หญิงสองคนนี้ แต่ที่ภู่วารินไม่กล้าทำอะไรไปมากกว่านี้คงเพราะเกรงใจครูเทืองกับแม่แข คนอย่างภู่วารินเหนือกว่าเนตรอัปสรที่เป็นแค่นักร้องในวงเป็นไหนๆ ทำไมเธอต้องลดตัวลงไปมีเรื่องด้วย...แต่บางครั้งก็อดไม่ได้จริงๆ

หลังซ้อมเสร็จรุ่งรุจก็มานั่งคุยกับเต่าและน้อยอยู่แถวโรงครัว สองคนนั่นพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าคิดถึงรุ่งรุจและเมื่อไหร่จะกลับมานอนที่บ้านเหมือนเดิม ชายหนุ่มอยากจะบอกเหลือเกินว่าเขาไม่อยากจะกลับไปนอนที่บ้านเช่าอีกแล้วหลังจากที่ได้กลับไปนอนที่คอนโดบนเตียงนุ่มๆแอร์เย็นๆ

“อย่างนี้ก็ลำบากแย่เลยสิวะรุจ ไหนจะไปเฝ้าพ่อไหนจะต้องมาซ้อมร้องเพลง”

“ลำบากนิดหน่อยเองผมทนได้ ไม่ต้องเป็นห่วงหรอกพี่น้อย ว่าแต่...พวกพี่เป็นไงบ้าง”

“ก็งั้นๆแหละ ตั้งแต่เอ็งไม่อยู่ก็ไม่ค่อยได้กินของดีๆฟรีๆเท่าไหร่” เต่าประชดเสียงดังจนป้าจุ๊บออกมาค้อนเสียวงใหญ่ ก่อนกลับป้าจุ๊บไม่ลืมที่จะห่อของกับข้าวของกินให้รุ่งรุจติดตัวไปด้วย

“เยอะขนาดนี้เชียวหรือครับป้าจุ๊บ ผมคงกินไม่หมดหรอก”

“เอาไปเถอะ ดูสิคงไม่ค่อยมีเงินซื้ออะไรกินสินะถึงได้ดูซูบไปเป็นกอง” ป้าจุ๊บพูดด้วยความสงสารมือไม้ก็ลูบคลำเนื้อตัวและท่อนแขนของรุ่งรุจไปพลาง

อีกคนหนึ่งที่ไม่กล้าเขามาคุยกับรุ่งรุจก็คือลูกหมู แต่ไม่รู้หมวยเพื่อนซี้หายไปไหน ลูกหมูได้แต่ยืนลับๆล่อๆอยู่ที่ประตูใหญ่รอให้ชายหนุ่มเดินออกมา

“พี่รุจจะกลับแล้วหรือคะ”

“ครับ ลูกหมูจะกลับเลยหรือเปล่า ออกไปพร้อมพี่ไหม” สาวน้อยเอียงอายแล้วเดินตามไปโดยดี

“หมวยไปไหนเสียล่ะ วันนี้พี่ไม่เห็นเลย”

“มันกลับบ้านนอกน่ะ อีกสองสามวันก็คงกลับมา ทันไปงานที่ราชบุรีพอดี ว่าแต่...พี่รุจหายไปไหนคะ ช่วงนี้ลูกหมูไม่เห็นพี่รุจเลย”

“พ่อพี่ป่วยอยู่ที่โรงพยาบาลครับ พี่เลยต้องไปเฝ้า”

“อย่างนั้นหรือคะ เฮ้อ...ช่วงนี้ใครๆก็หายไปกันหมด ดูอย่างวันนี้สิมากันไม่กี่คน กับข้าวป้าจุ๊บเหลือเป็นกอง เหลือมากกว่าเมื่อวานอีก” รุ่งรุจทำหน้าฉงน ป้าจุ๊บเป็นแม่ครัวมานานไม่น่าจะคะเนปริมาณของพลาดจนทำเหลือเป็นก่ายเป็นกอง

“ป้าจุ๊บคงกะผิดล่ะมั้ง เสียดายเนอะ....เหลือก็ต้องทิ้งหมด”

“ทิ้งที่ไหนกันล่ะพี่รุจ คุณพีชบอกว่าให้เก็บใส่ตู้เย็นไว้ ลูกหมูก็นึกว่าคุณพีชงกขนาดจะต้องเอาของเก่ามาอุ่นเลี้ยงคนในวง แต่ที่ไหนได้วันรุ่งขึ้นก็ทำใหม่อีก ของเก่าไม่รู้เอาไปเก็บไว้ที่ไหน”

รุ่งรุจเดินมาส่งลูกหมูขึ้นรถเมล์เรียบร้อยถึงเดินกลับไปที่รถของเขาที่จอดซ่อนไว้แถวนั้น ในใจอดคิดไม่ได้ว่าของกินมากมายอย่างนั้นคุณพีชจะเอาไปไหนได้ ของกินจำนวนมากคนกินก็ต้องจำนวนมากเหมือนกัน เสียดายที่เขาไม่สามารถสะกดรอยตามเธอไปได้ เขาคงจะต้องประสานงานให้สายสืบคนอื่นทำหน้าที่นี้แทน

วงดนตรีลูกทุ่งงามศิลป์มาเปิดการแสดงที่อำเภอใกล้เขตชายแดนประเทศเพื่อนบ้านเขตจังหวัดราชบุรี งานนี้เป็นงานใหญ่อย่างที่คุณพีชบอกไว้เพราะมีทั้งงานออกร้านและผู้คนมากมายแน่นขนัด นั่นหมายความว่าคนดูการแสดงในวันนี้ก็ต้องมากขึ้นกว่าคราวที่แล้วหลายเท่าตัว แม้ว่าในใจของรุ่งรุจจะหวาดหวั่นแต่อย่างน้อยก็อุ่นใจหน่อยหนึ่งว่าเขาได้ผ่านการขึ้นเวทีร้องเพลงมาแล้วและได้ฝึกขับร้องมาจนชำนาญ งานนี้คงจะไม่เกิดอาการหน้ามืดเหมือนคราวที่แล้ว

รุ่งรุจตัดสินใจมาพร้อมกับคนงานคนอื่นที่มาติดตั้งเวทีตอนเช้า เขาอยากมาที่พื้นที่เสียก่อนเพราะตรงนี้เป็นเขตเดียวกันกับที่เขาเจอเก๋ในคืนนั้น แม้เวลาจะผ่านไปได้พักใหญ่ชายหนุ่มก็ยังมีความหวังอยู่ลึกๆว่าเก๋ยังอยู่ที่ไหนสักแห่งแถวๆนี้เว้นแต่ว่าเธอจะอยู่ในกลุ่มที่ย้ายเข้ากรุงเทพไป

“จะมาลำบากลำบนกับพวกข้าทำไมเนี่ยรุจ ร้อนเปล่าๆ” เต่าเดินเข้ามาคุยหลังจากที่ขนของลงจากรถ

“ไม่เห็นลำบากอะไรเลย ผมก็เคยทำแบบนี้มาก่อน อีกอย่างคนของเราน้อย มีอะไรช่วยได้ก็ช่วยกันไป”

“แล้วข้าจะไปกล้าใช้เอ็งได้ไงวะรุจ เกิดร่วงเวทีมาแข้งขาหักคุณพีชเอาข้าตาย” รัชแย้ง

“งั้นก็ให้รุจมันยกกล่องของพวกสาวๆนี่ไปก็แล้วกัน ถนอมๆมันไว้หน่อย” น้อยเสนอทำให้รุ่งรุจต้องย้ายมาช่วยยกกล่องเครื่องแต่งตัวเข้าไปด้านหลังเวทีแทน

เวลาสายๆอย่างนี้ยังมีผู้คนมาเดินในงานไม่มาก หลายคนแอบเมียงมองการตั้งเวทีการแสดงอย่างใคร่รู้เพราะไม่บ่อยนักที่จะมีวงลูกทุ่งชื่อดังมาแสดงถึงที่นี่ รุ่งรุจขนของอย่างขมักเขม่นจนใกล้เสร็จถึงได้มองผู้คนรอบๆตัวบ้าง และเขาก็เห็นใครคนหนึ่งเดินปะปนอยู่กับคนที่มางานตรงนั้น แต่เพียงแค่แวบเดียวคนนั้นก็หายไป แม้เขาจะเดินออกไปตามหาในทิศทางที่คิดว่าเห็นคนนั้นเดินไปแต่ก็ตามไม่ทันเสียแล้ว

“มีอะไรหรือวะรุจ”

“เหมือนเห็นคนรู้จักน่ะ แต่ไม่รู้เดินไปทางไหนแล้ว” ชายหนุ่มตอบพลางมองหาไปในฝูงชน

“คนออกเยอะแยะเอ็งจะเห็นรึ แล้วอีกอย่างเอ็งจะมีคนรู้จักอะไรแถวนี้วะ แล้วคนที่เอ็งว่านี่ผู้หญิงหรือผู้ชายล่ะ ข้าจะได้ช่วยหา” เต่าทำหน้างงแต่ก็ยังยืดตัวช่วยมองหาคนให้รุ่งรุจ

“ผู้หญิงตัวเล็ก ตัวผอมๆบางๆ สูงประมาณเต่านี่แหละ ผมประบ่าประมาณนี้ ผิวขาวหน่อย”

“บอกได้ละเอียดขนาดนี้ ผู้หญิงที่ว่านี่แฟนเอ็งหรือวะรุจ” เต่าจ้องเขม็งเพราะใครในวงก็ต่างรู้กันดีว่ารุ่งรุจไม่มีครอบครัวหรือแฟน แล้วอยู่ๆรุ่งรุจจะมามองหาผู้หญิงที่ระบุลักษณะได้อย่างแม่นยำแบบนี้ได้อย่างไร

“ก็....คนรู้จักไง แต่ช่างเถอะ อาจจะไม่ใช่ก็ได้ ไปกันเถอะ” รุ่งรุจลากเต่ากลับไปที่หลังเวที เขาค่อนข้างแน่ใจว่าคนที่เขาเห็นเมื่อกี้ต้องเป็นเก๋แน่นอน แต่ไม่รู้ว่าเดินหายไปทางไหนแล้ว ถ้าพวกนั้นมาเจอเข้าเธอคงไม่รอดแน่ๆดังนั้นเขาจะต้องถึงตัวเธอก่อน แต่ใจของเขาอยากจะเดินตามหาเธอด้วยตัวเองเต็มแก่ ติดตรงที่ว่าคนในวงอยู่กันมากและอีกไม่นานคุณพีชและคนอื่นๆก็คงตามมา ดังนั้นเขาจึงปลีกตัวออกมาโทรหาตำรวจท้องที่เพื่อขอความช่วยเหลือ

การแสดงดนตรีเริ่มขึ้นแล้วท่ามกลางผู้คนมากมายจนแน่นขนัด ผู้ชมคงตื่นตาตื่นใจกับการแสดงสดที่เต็มพร้อมทั้งแสงสีเสียงรวมทั้งเหล่าแดนเซอร์และนักร้อง รุ่งรุจที่เตรียมตัวอยู่หลังเวทียังอดไม่ได้ที่จะแอบส่องดูจำนวนคนที่อยู่หน้าเวที วันนี้ครูเทืองก็จะขึ้นร้องเพลงด้วยเหมือนเคย ไม่รู้ว่าติดใจจากคราวที่แล้วหรือว่านักร้องขาดเสียจนเจ้าของวงต้องขึ้นแสดงเองก็ไม่แน่ใจ ท่ามกลางความวุ่นวายหลังเวที...รุ่งรุจสังเกตเห็นเงาของใครคนหนึ่งกำลังเดินสะเปะสะปะอยู่ด้านนอก แต่เมื่อเขาชะโงกออกไปดูก็ไม่เห็นใครสักคน ชายหนุ่มก้มมองดูโทรศัพท์ในมือด้วยความกังวล ไม่รู้ว่าเขาหรือพวกมันจะเจอเก๋ก่อนกัน

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1 ความคิดเห็น