เสน่ห์ลูกทุ่ง

ตอนที่ 12 : บทที่ ๑๒

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 11
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    20 ส.ค. 63

วันนี้ครูเทืองขึ้นร้องเพลงเปิดเวทีเหมือนเคย หลังร้องเพลงจบก็ได้ยินเสียงปรบมือชื่นชมดังสนั่นบริเวณนั้น น่าปลื้มใจแทนครูเทืองจริงๆที่แฟนเพลงยังเหนียวแน่นและรักทั้งครูและเพลงของครู หลังจากนั้นภู่วารินก็ขึ้นร้องเพลงเป็นลำดับต่อไปตามด้วยรุ่งรุจ ดังนั้นครูเทืองจึงเรียกเขามาสอนก่อนขึ้นเวที

“รุจ ตั้งใจให้ดีนะ...ครูรู้ว่าเราทำได้ อ้อ...มีสมาธิหน่อยนะ หลังๆนี่เหมือนว่าเราจะหลุดบ่อย”

“ครับครู ผมจะตั้งใจทำให้ดีที่สุด ถ้างั้นผมไปเตรียมตัวก่อนนะครับ”

รุ่งรุจจะขึ้นแสดงแล้ว คราวนี้เขาตั้งสติให้แน่วแน่ว่าเขาคือรุ่งรุจ งามศิลป์ นักร้องลูกทุ่งของวงดนตรีแห่งนี้ ไม่ใช่นายตำรวจที่กำลังตามหาเบาะแสของขบวนการค้ามนุษย์ และตอนนี้เขามีหน้าที่ร้องเพลงออกมาให้ดีที่สุด

ทันทีที่รุ่งรุจก้าวขึ้นไปอยู่หน้าเวทีเขาก็รู้สึกได้ถึงความพร่ามัวของสายตา นี่เขาไม่ได้ตาลายไปเองใช่ไหม...เพราะสิ่งที่เขาเห็นตรงหน้าคือผู้คนเรือนพันออแน่นกันอยู่หน้าเวทีการแสดง เสียงปรบมือต้อนรับกึกก้องให้กับนักร้องหน้าใหม่ สายลมพัดหวิวๆเหมือนกับจะทำให้เขาล้มทั้งยืนแต่ชายหนุ่มก็ยังฝืนยิ้มและทักทายผู้ชมผู้ฟังที่อยู่ด้านหน้า

“รุจเขาดูเกร็งๆนะคะครู คงจะตื่น...วันนี้คนเยอะเสียด้วย”

“เอ...ไหวไหมน่ะ เนตรคอยดูไว้นะ ถ้าไม่ไหวก็รีบส่งสัญญาณบอกพิธีกร เขาจะได้เปลี่ยนคิวให้เนตรขึ้นแทน”

“ดูไปอีกสักหน่อยเถอะค่ะครู รินว่าเขาน่าจะรับมือไหว” ทุกสายตาจากหลังเวทีจับจ้องมาที่รุ่งรุจ เหล่าแดนเซอร์มาเตรียมตัวแล้วพร้อมกับดนตรีที่เริ่มบรรเลง งานนี้หมวยไม่ได้มาด้วยยังเหลือก็แต่ลูกหมูที่ส่งสายตาให้กำลังใจอยู่ห่างๆ

แม้เพลงที่ร้องในวันนี้จะต่างกับชีวิตจริงของรุ่งรุจลิบลับ แต่เขาก็ต้องทำความเข้าใจเพื่อให้เข้าถึงอารมณ์เพลงไม่ว่าจะอารมณ์น้อยใจหรือกระทั่งถ้อยคำตัดพ้อคนรัก ว่าที่จริงแล้วเธอไปติดใจใครคนอื่นในเมืองหลวงถึงได้หายหน้าไปหลายปีไม่ส่งข่าว ไม่คิดถึงคนทางบ้านหรือแม้กระทั่งคนรักที่เป็นเพียงชาวไร่ขับรถไถไปวันๆ แต่เขาก็ยังตั้งตารอคอยการกลับมาของคนรักเสมอ

การแสดงจบลงเมื่อดึกมากแล้ว คนงานกำลังช่วยกันเก็บของขึ้นรถส่วนนักร้องและแดนเซอร์กลับไปก่อน แต่รุ่งรุจอาสาจะกลับไปพร้อมกับน้อยและเต่าเพราะเขาอยากประวิงเวลาอยู่ที่นี่อีกสักหน่อย เผื่อว่าทางตำรวจในท้องที่จะเจอเบาะแสบุคคลต้องสงสัยคนนั้นที่เขาเชื่อว่าต้องเป็นเก๋แน่นอน ชายหนุ่มเดินเตร็ดเตร่อยู่แถวเวทีเพื่อช่วยยกของ ตั้งแต่ร้องเพลงเสร็จเขาก็ไม่เห็นผู้หญิงคนนั้นอีกเลย ไม่รู้ว่าเดินหายไปทางไหนกันแน่

“จะไปไหนหรือจ๊ะน้อง ให้พี่ไปส่งไหม”

“หรือจะไปเที่ยวต่อกับพวกพี่ดีจ๊ะ”

รุ่งรุจเดินตามเสียงสนทนานั้นจนเห็นวัยรุ่นกลุ่มหนึ่งกำลังยืนล้อมหน้าล้อมหลังผู้หญิงคนนั้นท่าทางไม่น่าไว้ใจ ผู้หญิงคนนั้นดูอิดโรยแต่ก็มีแรงพอที่จะผลักไสปฏิเสธคนพวกนั้น

“จะไปดีๆไหมห๊ะ หรือจะให้ต้องใช้กำลัง” วัยรุ่นหนึ่งในนั้นที่ดูจะใจร้อนที่สุดโพล่งขึ้น รุ่งรุจถึงได้ปราดเข้าไปห้าม

“เห้ย...น้อง นี่มันอะไรกัน ผู้หญิงเขาไม่อยากไปจะไปบังคับเขาได้ยังไง”

“พี่เกี่ยวไรด้วยอ่ะ เสือกไม่เข้าเรื่อง” ชายหนุ่มฉุนกึกแต่พยายามข่มอารมณ์ไว้

“เอาน่า...พูดกันดีๆดีกว่า น้องใช้กำลังฉุดผู้หญิงไปทั้งๆที่เขาไม่เต็มใจคงไม่ดีมั้ง พี่ว่า..ถ้าเรื่องถึงตำรวจขึ้นมามันจะยุ่งกันใหญ่นะ” วัยรุ่นพวกนั้นมองหน้ากันไปมาเพราะรุ่งรุจดูท่าทางเอาจริงและเริ่มมีหลายคนแถวนั้นหันมาสนใจ วัยรุ่นกลุ่มนั้นถึงได้ถอยออกไป

หญิงสาวคนนั้นเกาะเอวอยู่ด้านหลังของรุ่งรุจและพยายามจะซ่อนตัวให้พ้นจากคนพวกนั้น เนื้อตัวของเธอสกปรกและสั่นเทา ผิวกายซีดขาวแถมยังมีแผลเล็กๆเต็มตัว

“ไม่มีอะไรแล้วล่ะ พวกนั้นไปกันหมดแล้ว” เธอมองไปรอบตัวด้วยความหวาดระแวงแต่ก็ยังไม่ยอมพูดอะไรแม้แต่คำเดียว

“โดนใครทำร้ายมาหรือเปล่า ให้พี่พาไปหาตำรวจไหม” หญิงสาวหยุดชะงักแล้วเงยหน้ามองรุ่งรุจ ตรงนั้นค่อนข้างมืดจึงมองหน้าไม่ชัดนัก ผู้กองหนุ่มพยายามเพ่งมองใบหน้าขาวซีดนั้นผ่านรอยหมองคล้ำและผมเผ้ารุงรัง “เก๋...” เขาอุทานในใจ

“เฮ้ย...รุจ มีอะไรหรือเปล่าวะ พี่รัชให้มาตามน่ะ” เต่าเดินเข้ามาเรียก “นั่นใครน่ะ”

ทันทีที่ได้ยินเสียงเต่าเก๋ก็กอดรุ่งรุจแน่นแถมตัวสั่นมากขึ้นเหมือนว่ากำลังกลัวอย่างมาก ผู้กองหนุ่มต้องทำอะไรบางอย่าง ถ้าเขาพาเก๋กลับไปที่วง ทุกคนในวงต้องรู้แน่ว่ามีคนเจอเก๋แล้วและแน่นอนว่าคนบงการก็ต้องรู้ด้วย มันต้องตามมาทำร้ายเก๋แน่นอน

“น้องเขาโดนทำมิดีมิร้ายน่ะ ผมมาเห็นก็เลยช่วยไว้ทัน เต่ากลับไปบอกพี่รัชให้ทีนะว่าผมจะพาน้องเขาไปหาตำรวจ เสร็จเรื่องแล้วผมจะกลับเอง”

“เอาอย่างนั้นรึ เออๆ งั้นก็ได้ เดี๋ยวข้าไปบอกพี่รัชให้ แล้ว...เอ็งจัดการคนเดียวได้แน่นะ”

“ได้สิ เต่ารีบไปบอกพี่รัชเถอะ” เต่ากลับไปที่เวทีแล้ว รุ่งรุจถึงได้โทรหาตำรวจท้องที่เพื่อประสานขอความช่วยเหลือ

เก๋ถูกนำตัวเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลในพื้นที่ อาการของเธอเหมือนกับผู้หญิงคนก่อนหน้าไม่ผิด มีร่องรอยการถูกทำร้ายและติดยาอย่างหนักแต่เก๋นั้นดูอิดโรยกว่ามาก เธอคงดิ้นรนอยู่แถวนั้นนานพอสมควร ตำรวจในท้องที่เคยแจ้งมาครั้งหนึ่งว่าชาวบ้านแถวนั้นช่วยเหลือผู้หญิงไว้ได้อีกคนหนึ่ง แต่สุดท้ายก็หนีไปอีกและยังไม่เจอตัวนับแต่ตอนนั้น

“เขาดูหวาดระแวงมากเลยนะครับ เหมือนว่าเขาจำผมไม่ได้เลย” รุ่งรุจคุยเบาๆกับหมอเจ้าของไข้

“คงเพราะยาเสพติดน่ะครับ มันคงมีฤทธิ์หลอนประสาทและเขาคงได้รับมันในประมาณมากพอควร”

“แล้วอย่างนี้น้องเขาจะมีทางรักษาหายไหมครับ” ผู้กองหนุ่มมองเก๋ที่หลับสนิทอยู่บนเตียงคนไข้

“ต้องขึ้นอยู่กับว่าฤทธิ์ของยาทำลายสมองไปมากน้อยแค่ไหน จะกลับมาเป็นปกติเหมือนเดิมไหม ก็ต้องลองรักษาดูครับ”

ผู้กองรุ่งรุจตัดสินใจพาตัวเก๋เข้ามารักษาในกรุงเทพ อยู่ที่นั่นคงไม่ปลอดภัยและเขาก็อยากจะดูแลเธอให้ดีที่สุด สาวน้อยเสี่ยงชีวิตเข้าไปในแหล่งข่าวสำคัญแต่แล้วต้องโดนทำร้ายเหมือนตกนรกทั้งเป็น มันไม่เป็นธรรมกับเธอเลยสักนิด แม้ตอนนี้เก๋จะยังจำอะไรไม่ได้และยังมีอาการหวาดระแวงอยู่ตลอดเวลา แต่รุ่งรุจเชื่อมั่นว่าวันหนึ่งข้างหน้าเก๋จะได้กลับมาใช้ชีวิตปกติสุขเหมือนเดิม

“ผมไม่นึกเลยว่าเก๋จะต้องมาเจออะไรแบบนี้” ดาบบัญชาเอ่ยพลางลูบผมของเก๋ที่ยังนอนหลับสนิทอยู่ในโรงพยาบาลที่กรุงเทพ

“ความผิดของผมเอง ผมประเมินพวกนั้นพลาดแล้วปล่อยให้เก๋ทำงานนี้ ผม...” รุ่งรุจกำมือแน่น งานนี้เขาปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้เลย

“อย่าโทษตัวเองอย่างนั้นสิครับผู้กอง ตอนนี้เรื่องมันเกิดเลยเถิดจนขนาดนี้แล้ว เราคงต้องหาทางแก้ไขกันก่อนนะครับ”

“จริงของดาบครับ แต่ตอนนี้คงต้องให้เก๋รักษาตัวในโรงพยาบาลนี่ไปก่อนจนกว่าอาการจะดีขึ้น ไม่แน่ถึงตอนนั้นเก๋อาจจะจำอะไรขึ้นมาได้บ้าง”

ดาบบัญชากับรุ่งรุจกลับมาที่โรงพยาบาลตามเดิม เพราะอีกปัญหาหนึ่งที่จะต้องแก้ก็คือเมื่อดาบบัญชาออกจากโรงพยาบาลแล้วจะทำอย่างไรกันต่อไปดี เรื่องที่จะให้รุ่งรุจกลับไปอยู่บ้านน้อยและเต่านั่นคงลืมไปได้เพราะงานสืบสวนของเขายังต้องทำต่อไปอีกมาก งานนี้เขาคงต้องลุยด้วยตัวเองจะให้ใครมาเสี่ยงอีกคงไม่ได้แล้ว ขณะที่ทั้งสองกำลังเดินเพื่อกลับไปที่ห้องพักคนไข้ พลันสายตาของรุ่งรุจก็สังเกตเห็นใครคนหนึ่งกำลังคุยกับหมอเจ้าของไข้ดาบบัญชา

“ผู้กองครับ นั่น...คุณพีช” ดาบบัญชาที่หันมาเห็นพร้อมๆกันกระซิบ

“เดี๋ยวดาบวิ่งเข้าห้องไปเปลี่ยนชุดคนไข้นอนรอไว้นะครับ ผมจะถ่วงทางนี้ไว้ก่อน” ดาบบัญชากึ่งเดินกึ่งวิ่งกลับไปที่ห้อง ใจก็ได้แต่คิดว่าการโกหกนี่มันลำบากแท้ๆ ไม่รู้ว่าคุณพีชได้เข้าไปในห้องคนไข้หรือยัง หรือว่าเธอเข้าไปแล้วไม่เจอใครถึงได้ออกมาถามหากับหมอและพยาบาล

“อ้าว...คุณพีช บังเอิญจังเลยนะครับ เจอกันพอดี มาทำธุระแถวนี้อีกหรือครับถึงได้แวะมาเยี่ยมพ่อผม” ชายหนุ่มทักทายเสียงใสเหมือนว่าเป็นช่างบังเอิญเหลือเกินที่เจอเธอทั้งที่เขายืนดักรออยู่ตรงนี้ตั้งนาน

“นายนั่นเอง ฉันนึกว่านายเฝ้าพ่ออยู่ในห้องซะอีก ออกไปไหนมารึ”

“อ๋อ...ผม เอ่อ...ออกไปเดินเล่นมาน่ะครับ อยู่แต่ในห้องสี่เหลี่ยมมันน่าเบื่อ” คุณพีชขมวดคิ้วท่าทางไม่พอใจอะไรบางอย่างจนทำให้รุ่งรุจรู้สึกผิด

“นายนี่ไม่ไหวเลยนะ พ่อป่วยอยู่แท้ๆยังมีกะใจออกไปเดินเล่น นี่ดีนะที่คุณหมอบอกว่าอาการของพ่อนายดีขึ้นมาก จนออกจากโรงพยาบาลได้แล้ว”

รุ่งรุจยิ้มแห้งๆ อยากจะรู้จริงว่าคุณพีชมาทำธุระอะไรแถวนี้บ่อยหนักหนาถึงได้แวะมาเยี่ยมดาบบัญชาอยู่ได้ แต่จะว่าเธอก็ใช่ที่เพราะนี่แสดงให้เห็นว่าคุณพีชมีน้ำใจเผื่อแผ่ให้กับคนในวงมากแค่ไหน แล้วคนอย่างนี้น่ะหรือที่จะเข้าไปมีส่วนร่วมกับขบวนการค้ามนุษย์

“พ่อนายออกจากโรงพยาบาลแล้วนายจะเอายังไงต่อ คงกลับไปอยู่กับน้อยเหมือนเดิมสินะ”

“คือ...ผมยังไม่ได้คุยกับหมอเลยครับว่า พ่อต้องมาตรวจอะไรอีกหรือเปล่า ผมอาจจะต้อง...คิดก่อนน่ะครับ” รุ่งรุจประวิงเวลาเพราะตอนนี้เขาไม่มีคำตอบให้คุณพีช ที่จริงก็คือเขาไม่รู้จะแถไปข้างไหนแล้ว

“นั่นสิ เมื่อกี้ฉันก็ลืมถามหมอไปเสียสนิท ถ้านายมีอะไรให้ฉันช่วยก็บอกแล้วกันนะ” พูดจบคุณพีชก็เปิดประตูห้องเข้าไปทักทายเสียงใสกับคนไข้ที่นอนยิ้มแต้อยู่บนเตียง รุ่งรุจอยากหัวชนประตูสักสิบรอบเผื่อว่าจะหาวิธีแก้ปมโกหกที่มันเพิ่มขึ้นเรื่อยๆจนมัดเขาแน่นแทบดิ้นไม่หลุด

ผู้กองหนุ่มตัดสินใจแล้วว่าจะไม่กลับไปอยู่กับน้อยและเต่าอีก วิธีแก้ปัญหาคือการบอกคุณพีชว่าดาบบัญชาต้องเข้ารับการรักษาโดยเคร่งครัดจากแพทย์ ทำให้เขาและพ่อปลอมๆต้องเช่าบ้านเพื่อได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง

“ต้องถึงขนาดนั้นเชียวรึ ก็วันนั้นหมอบอกว่าไม่เป็นไรแล้วนี่” คุณพีชซักไซ้ตามปกติ

“ใช่ครับ แต่เมื่อวานหมอตรวจเพิ่ม แล้วก็บอกว่า...พ่อต้องกินยาแล้วก็ไปหาหมอเป็นระยะ จะไปๆมาๆก็คงลำบากเพราะบ้านผมอยู่อุบล ถนนก็ยังเข้าไม่ถึง” รุ่งรุจเล่าเสียงเครือ หวังเหลือเกินว่าคุณพีชจะเชื่อ

“อย่างนั้นหรอกหรือ งั้นนายก็ลำบากแย่สิ จะเอาเงินที่ไหนมาเช่าบ้านอยู่กับพ่อ”

“เงินเก็บผมก็พอมีครับ คงประทังไปได้” คุณพีชอดสงสารชายหนุ่มผู้อาภัพตรงหน้านี้ไม่ได้ เธอจึงยื่นเงินก้อนหนึ่งให้

“เอาเงินนี่ไปก่อนก็แล้วกัน แต่งวดนี้ฉันให้ยืมนะ มีเมื่อไหร่ค่อยคืนฉันก็ได้” รุ่งรุจยื่นมือมารับเงินด้วยความรู้สึกผิดเต็มประตู ถ้าคุณพีชรู้เรื่องทุกอย่างคงโกรธเขาน่าดู แต่ไม่ทันที่จะหยิบเงินก้อนนั้นคุณพีชก็ชักมันกลับทันทีจนเขาชะงัก

“เดี๋ยวนะ เมื่อกี้นายบอกว่าบ้านของนายอยู่ที่ไหน” รุ่งรุจกลืนน้ำลายลงคออย่างยากเย็นแล้วนิ่งไปพักหนึ่งก่อนจะตอบ

“อะ...อุบล ครับ”

“แต่ในทะเบียนบ้านของนายบอกว่า บ้านนายอยู่สิงห์บุรีนี่”

“อ๋อ...นั่น เอิ่ม...ที่อุบลนั่นบ้านของพ่อผมไงครับ” คุณพีชหลิ่วตามองแบบเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งทำให้รุ่งรุจหายใจไม่ทั่วท้อง เกิดเธอสงสัยขึ้นมาแล้วถามนั่นนี่ต่อไปอีกจะทำอย่างไร

“งั้นรึ...ก็แล้วไป ฉันก็ถามไปอย่างนั้นเอง” คุณพีชยื่นเงินจำนวนนั้นให้รุ่งรุจไป ชายหนุ่มได้แต่โล่งใจเมื่อคุณพีชเชื่อเรื่องที่เขาพูด

“อ้อ..ฉันถามอะไรหน่อยสิ แล้วแม่ของนายอยู่ยังไงล่ะถ้าพ่อของนายมารักษาตัวเสียที่นี่ จะว่าไปนายไม่เคยพูดถึงแม่เลยนะ” รุ่งรุจที่กำลังพับเงินเข้ากระเป๋าถึงกับชะงัก เขารวบรวมความคิดอยู่พักหนึ่งว่าจะตอบคุณพีชไปอย่างไรเพราะตอนนี้แม่ของเขากำลังเข้าคอร์สปฏิบัติธรรมอยู่ที่จังหวัดทางภาคเหนือ เอาเรื่องแม่ที่อยู่ในศีลในธรรมมาโกหกนี่มันจะบาปไหม

"แม่ของผมหรือครับ ตอนนี้คงอยู่อย่างสบายใจในที่สงบๆสักแห่งแหละครับ” เขาไม่อยากโกหกอีกเรื่องให้วุ่นวายไปมากกว่านี้ แต่ถ้าจะให้บอกว่าไปปฏิบัติธรรมอยู่ก็จะไม่แนบเนียนเท่าที่ควร สู้บอกกึ่งๆอย่างนี้ไปเสียดีกว่า คุณพีชได้ฟังก็นิ่งไปทำให้รุ่งรุจใจชื้นขึ้นมาเพราะนั่นหมายถึงเธอเชื่อที่เขาพูด

“ฉันเสียใจกับนายด้วยนะ ตอนนี้...นายเหลือพ่อคนเดียวแล้ว นายก็ต้องดูแลพ่อดีๆ” 

น้ำเสียงของคุณพีชบ่งบอกว่าเธอสงสารจับใจ รุ่งรุจอึ้งไปนิดหนึ่งถึงได้เข้าใจว่าคุณพีชคงคิดว่าแม่ของเขาตายไปแล้วถึงได้ไปอยู่ในที่สงบๆ ถ้าแม่ของเขารู้คงโกรธน่าดูแต่ตอนนี้คงต้องให้คุณพีชเข้าใจอย่างนี้ไปก่อน จะว่ากันจริงๆแล้วงวดนี้เขาไม่ผิดแต่เพราะคุณพีชเข้าใจผิดเองต่างหาก

ผู้กองหนุ่มเช่าบ้านหลังเล็กๆแล้วพาดาบบัญชาเข้ามาอยู่ด้วยกัน ดาบบัญชาคงไม่มีปัญหาเท่าไหร่เพราะตัวคนเดียวภรรยาก็ตายจากไปตั้งนานแล้วส่วนลูกเต้าก็ไม่มี เช่าบ้านอยู่ต่างหากแบบนี้ก็ดีเหมือนกันเพราะเก๋รักษาตัวหายดีเมื่อไหร่จะได้มีที่พัก อีกอย่างเก๋คงต้องบำบัดอาการติดยาอีกนานกว่าจะหายเป็นปกติ บ้านที่รุ่งรุจเช่าไว้ทั้งเก่าและคับแคบจนเพื่อนตำรวจด้วยกันอดออกปากไม่ได้ว่านี่บ้านหรือรังหนู บ้านหลังนี้เขาแจ้งให้ทั้งตำรวจท้องที่ทราบเพื่อให้มาดูแลความปลอดภัยให้เก๋ในฐานะพยานคนสำคัญ ต่อไปนี้เขาจะไม่ปล่อยให้ใครมาทำร้ายเก๋ได้อีกแล้ว

วันที่ดาบบัญชาออกจากโรงพยาบาล แม้ผู้กองหนุ่มพยายามจะปิดเป็นความลับแล้วแต่คุณพีชก็รู้เข้าจนได้ เขาไม่อยากให้เธอรู้ว่าเขาไปเช่าบ้านอยู่ที่ไหน แต่ก็นั่นแหละ..จะรอดสายตาคนอย่างคุณพีชไปได้อย่างไร เธอจัดแจงเป็นธุระพาไปส่งถึงบ้านหลังนั้น ทันทีที่ลงจากรถคุณพีชก็กุลีกุจอช่วยพาดาบบัญชาเข้าบ้านแล้วทิ้งเงินไว้อีกก้อนหนึ่งให้รุ่งรุจซื้อกินซื้ออยู่

“น่าเห็นใจคุณพีชนะครับผู้กอง ถ้าเขารู้ว่าเราโกหก เขาคงเสียใจน่าดู”

“จะทำยังไงได้ล่ะครับ เราโกหกก็เพราะจำเป็นกับการทำหน้าที่ของเรา ผมว่าถ้าวันหนึ่งเขารู้เขาคงจะเข้าใจ” รุ่งรุจได้แต่มองตามรถของคุณพีชที่ขับออกไปจนลับตาเพราะอดสงสารเธอไม่ได้เหมือนกัน

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1 ความคิดเห็น