[Fic B1A4] My Hyung Neighbor นี่ผมไงจะใครล่ะฮะพี่ [JinChan]

ตอนที่ 16 : Chapter 16 : Tried to walk

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 116
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    23 ก.พ. 60


Chapter 16 : Tried to walk




“ฮยอง” เสียสดใสคุ้นเคยที่กระซิบอยู่ข้างหูทำให้จินยองต้องหรี่ตาขึ้นมาขึ้นมาปรับม่านตาให้ชินกับแสงสว่างในยามเช้าอย่างยากลำบาก แสงแดดที่ส่องลอดผ่านผ้าม่านสีเหลืองสดเข้ามาในห้องทำให้เห็นภาพหนุ่มน้อยผมดำที่ในปากมีขนมปังทาแยมสตอเบอร์รี่คาบไว้ พอเห็นว่าเขาลืมตาได้คนที่บุกรุกเข้ามาถึงในห้องนอนเขาก็ยิ้มดีใจใหญ่

“ตื่นได้แล้วฮะ เช้าแล้ว” เตียงที่เขานอนอยู่ยุบลงไปเล็กน้อยเพราะร่างบางได้ทิ้งตัวลงบนฟูกนั่งกินขนมปังทาแยมอย่างสบายใจ

“จะนอนนนน” เสียงอู้อี้ตอบพลางยกหมอนขึ้นมาปิดหูแล้วฝังหน้าตัวเองลงกับเตียงต่อ

“อย่างู่งี่สิฮะ ไปโรงเรียนกันได้แล้ว ผมไม่อยากไปสายนะ” กงชานเขย่าจินยองให้รู้สึกตัว ปากเล็กยังคงเคี้ยวขนมปังกร้วมๆอย่างเอร็ดอร่อย

“นายไปก่อนเลย”

“ผมอยากไปกับฮยองนี่” เสียงหวานกระเง้ากระงอดพลางยื่นหน้าเข้ามาส่องตรงช่องหมอนเล็กๆที่คนตรงหน้าใช้ปิดบังหน้าตัวเองอยู่

“ง่วง” พูดด้วยคำเดิมสั้นๆ กงชานอมยิ้มอย่างขบขันเมื่อเห็นหน้ายู่ยี่มันเยิ้มจากสภาพของการตื่นนอนใหม่ๆ เปลือกตาเรียวมีเสน่ห์ยังคงปิดสนิทในขณะที่พูด ชุดนอนที่ใส่เป็นเสื้อยืดสีสดลายเท่ๆของผู้ชายกับกางเกงวอร์มขายาวที่ดูแล้วน่าจะซื้อมาได้ไม่นานเพราะตัวหลวมโครกจนเหมือนใส่กางเกงเอวต่ำ ผมสีไวน์แดงตอนนี้ดูยุ่งเหยิงชี้ไปคนละทิศคนละทางแต่ก็ทำให้คนรุ่นพี่ดูเท่ไปอีกแบบ

เขาไม่แปลกใจหรอกที่จินยองจะตื่นได้ยากเย็นขนาดนี้ ปีนรั้วเข้ามาปลุกถึงในบ้านทีไรก็เห็นสภาพเป็นแบบนี้ทุกทีจนเริ่มจะชินไปเองซะแล้ว พักหลังๆก็เลยพกอาหารเช้าเข้ามากินในห้องนี้ซะเลยเพราะกว่าจะไปถึงโรงเรียนก็คงกินไม่ทัน

แต่วันนี้ยังไงก็ขอแกล้งคนขี้เซาซะหน่อยเถอะเมื่อวานก็แกล้งกระโดดทับไปแล้ววันนี้จะเล่นอะไรกับฮยองดีน้าาา ^^

“พู่วววว~” สายลมอ่อนๆพัดมาโดนใบหูของจินยองทำให้รู้สึกจั๊กจี้จนต้องง้างเปลือกตาขึ้นมาดู

พู่วววว~ จะตื่นหรือไม่ตื่นดีน้าาาพี่จินยองรุ่นน้องผมดำถามในขณะที่กำลังตะแคงหน้าหวานเป่าลมเย็นๆใส่หูเขาอย่างสนุกสนาน จินยองสะบัดหน้าสองสามทีก่อนจะย่นคิ้วเข้าหากัน มือขาวก็หยิบหมอนอีกใบขึ้นมาบังหูตัวแล้วปิดตานอนหลับต่อ

ไม่ตื่นเหรอได้เลยฮะฮยอง

“ฟู่~” คราวนี้กงชานลองเปลี่ยนเป้าหมายเป็นเป่าใส่ที่อื่นแทน ผมสีไวน์แดงที่ปรกหน้าแหวกทางเป็นสองแฉกให้กับลมที่เข้ามาปะทะหน้าผาก คนรุ่นพี่ส่ายหน้าหลับตาปี๋พลางส่งเสียงอื้ออึงในลำคอเบาๆ

“อื้อออ ไปเล่นที่อื่น”

“ฮยองก็ตื่นมาเล่นกับผมสิ”

“ฉันง่วงงงง นายไม่เข้าใจหรือไง” คนผมแดงขยับผ้าห่มขึ้นมาคลุมตัว กงชานหันไปดูนาฬิกาที่บอกเวลาเจ็ดโมงกว่าแล้วก็หัวเราะ

“เมื่อคืนอยู่แต่งเพลงดึกเหรอฮะ” หลักฐานยังปรากฎให้เห็นบนที่นอน สมุดแต่งเพลงเล่มเดิมกับดินสอทู่ๆถูกวางไว้ระเกะระกะเต็มพื้นที่ บ่งบอกได้เป็นอย่างดีว่าทำไมคนรุ่นพี่ถึงได้ง่วงนักหนา

“อืมฮึ” คนขี้เซาพยักหน้ารับแต่ก็ยังไม่ยอมลืมตาขึ้นมาอยู่ดี รุ่นน้องผมดำกัดขนมปังกินอีกคำก่อนจะคิดอะไรสนุกๆได้ขึ้นมา

“ฮยองหิวมั้ย ผมเอาโยเกิร์ตมาให้ด้วยนะ” กงชานหยิบโยเกิร์ตในกระเป๋าเป้ตัวเองมาตั้งไว้ตรงหน้า ช่วยเรียกความสนใจให้จินยองปรือตาขึ้นมาดูได้เล็กน้อย

“โอ๊ะโอ~ ทำไงดีล่ะฮยอง อยู่ดีๆฝามันก็เปิดเอง โอ๊ะๆ ไม่นะ” กงชานทำตาโตน้ำเสียงตื่นเต้นพลางค่อยๆแง้มฉีกฝาโยเกิร์ตออกด้วยทีละน้อยยั่วคนตรงหน้า กลิ่นรสส้มหอมๆลอยมาเตะจมูกจินยองเต็มๆจนอดที่จะโผล่หน้าออกมาจากผ้าห่มไม่ได้

“ตายจริง ช้อนฉีกเองได้ด้วย!” กงชานฉีกซองช้อนสีส้มแล้วตักเนื้อโยเกิร์ตขึ้นมาให้เห็นซึ่งๆหน้า คนผมแดงมองตามตาละห้อยทั้งที่ตัวก็ยังนอนแช่อยู่บนที่นอนไม่ขยับเขยื้อน

“ช้อนคันนี้จะไปลงที่ไหนน้าาา" กงชานเหล่ตามองคนที่ยังม้วนตัวนอนในผ้าห่ม

"ลงที่คนนี้ดีกว่าเพราะอีกคนยังไม่ตื่นเลยนี่เนอะ” ว่าพลางชี้มาที่ตัวเองเสร็จสรรพพร้อมกับทำเสียงเล็กเสียงน้อยเหมือนเล่านิทานให้เด็กฟัง จินยองก็อยากจะยิ้มด้วยความขำอยู่หรอกถ้ากงชานไม่ตักโยเกิร์ตรสโปรดของเขาเข้าปากตัวเองตามที่บอกไปจริงๆ

“ไหนบอกว่าเอามาให้ฉันไง” น้ำเสียงสะลึมสะลือพยายามจะพูดให้รู้เรื่องแล้วค่อยๆกลิ้งตัวเข้ามาหารุ่นน้องด้วยความขี้เกียจ คนผมดำทำเป็นนั่งไขว่ห้างกินขนมปังทาแยมสลับกับโยเกิร์ตไม่รู้ไม่ชี้

“ฮยองอยากกินเหรอ” ดวงตากลมโตปรายตามองอย่างเหนือกว่า

“นั่นมันโยเกิร์ตของฉันนะ เอามา”

“ของฮยองที่ไหน ผมซื้อมาเอง” กงชานตักอีกคำเข้าปาก คราวนี้ตักคำโตกับเนื้อส้มสดๆเข้าไปด้วยทำเอาจินยองกลืนน้ำลายลงคอดังเอื๊อก

“นายบอกเองว่าซื้อมาให้ฉันเมื่อกี้” มือพยายามจะควานหากระปุกโยเกิร์ตสะเปะสะปะแต่ก็ไม่เจอเพราะหนังตายังลืมไม่ค่อยเต็มที่ซะทีเดียวเลยคลำโดนร่างกายของรุ่นน้องมั่วไปหมด กงชานมองดูคนตรงหน้าพลางหัวเราะขำคิกๆ

หมาจิ้งจอกผู้เป็นทาสโยเกิร์ตก็ต้องใช้วิธีล่อแบบนี้แหละ -.,-

“กงชานนนน นายอยู่ไหนน่ะ”

“ฮยองก็ลืมตาก่อนสิฮะ” ยิ่งเห็นก็ยิ่งตลก จะหาเขาทั้งทีก็ดันไม่ลืมตาอีก ร่างสูงโปร่งของคนผมแดงยังคงกลิ้งไปมาบนเตียงตามหาต้นเสียงของเขา แล้วอย่างนี้เมื่อไหร่จะหาเจอล่ะฮะพี่จินยอง

“ตาฉันลืมไม่ขึ้นอ่ะ ขอโยเกิร์ตฉันเถอะนะ” เสียงของรุ่นพี่เปลี่ยนเป็นอ้อนวอนแทน คนแผนสูงวางโยเกิร์ตลงบนโต๊ะใกล้ๆแล้วทิ้งตัวลงนอนข้างๆคนง่วงนอน

“ได้ฮะ”

จุ๊บ

รสหวานของแยมสตรอเบอร์รี่และกลิ่นส้มยังติดอยู่บนกลีบปากนุ่มบาง กงชานค่อยๆกดจูบให้ลึกลงกว่าเดิมเพื่อตักตวงลมหายใจของรุ่นพี่ตรงหน้า ริมฝีปากบางเผยอให้จินยองได้ลิ้มลองความหวานละมุนในช่องปากได้ง่ายขึ้น เปลือกตาบางของรุ่นพี่ค่อยๆปรือขึ้นพร้อมกับหน้าที่แดงก่ำเมื่อปากนุ่มละมุนกดย้ำตรงที่เดิมส่งต่อความหวานมาให้ รู้ตัวอีกทีริมฝีปากสวยคู่นั้นก็ผละออกจากเขาซะแล้ว

“อร่อยมั้ย” เสียงที่หวานไม่แพ้ริมฝีปากถามยิ้มๆ จินยองเพิ่งจะรู้ตัวว่าเขาเผลอจูบเด็กคนนี้ตอบอีกแล้ว ทั้งๆที่กงชานก็หลอกล่อเขาด้วยวิธีการต่างๆไม่ซ้ำกันทุกเช้า แต่เขาก็ไม่เคยหาหนทางเอาชนะเด็กเจ้าเล่ห์นี่ได้เลยซักครั้ง

“อืม” คนผมแดงตอบไปสั้นๆก่อนจะหันหน้าไปทางอื่น

ความจริงก็หายง่วงแล้วแหละ แต่ไม่อยากให้ไอ้หมาน้อยนี่เห็นหน้าเวลาเขาเขินเลยจริงๆ 

“อะไรอร่อยเหรอฮยอง” กงชานพลิกตัวกอดร่างโปร่งของรุ่นพี่ไว้หลวมๆ จมูกโด่งคลอเคลียอยู่แถวแก้มทำให้ใบหน้าแดงยิ่งร้อนฉ่าเข้าไปใหญ่

“ถามอะไรทะลึ่ง”

“อะไร? ผมแค่จะถามฮยองว่าระหว่างขนมปังแยมสตรอเบอร์รี่กับโยเกิร์ตรสส้มอันไหนอร่อยกว่ากัน ทะลึ่งตรงไหนฮะ?

“เอ๊ะ? หรือพี่คิดว่ามันมีช้อยส์ที่สาม ^^” คนหน้าใสพูดแหย่ทำให้รุ่นพี่กัดฟันกรอดด้วยความเจ็บใจที่โดนดักคอรู้ทันได้ตลอด

“ลุกไปได้แล้ว เดี๋ยวเสื้อนักเรียนนายก็ยับหรอก” เมื่อสติพอจะประกอบเข้ากันได้แล้วคนรุ่นพี่ก็หันมาจัดเนคไทพลางดึงเสื้อของรุ่นน้องที่นอนตะแคงอยู่ข้างๆให้เข้าที่ กงชานมองจินยองยิ้มๆที่เห็นรุ่นพี่เปลี่ยนเรื่องซะเฉยๆแต่ก็ปล่อยให้มืออุ่นจัดเครื่องแต่งกายของเขาต่อไป

“ตื่นแล้วเหรอฮะ”

“อืม ไม่ตื่นแล้วจะมาจัดเสื้อให้นายอย่างนี้เหรอ” คนรุ่นพี่ตอบยอกย้อน

“นาฬิกาปลุกวิเศษของผมนี่ใช้ได้ผลทุกวันจริงๆด้วย ^^

“เงียบเหอะน่า สายแล้วฉันก็ต้องตื่นสิ ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับ...อื้มมม” จินยองหยุดพูดไปเมื่อเรียวปากหอมหวานยื่นเข้ามาดูดดึงเบาๆอีกหน

“อรุณสวัสดิ์ฮะพี่จินยอง ^__^” กงชานยิ้มร่าแล้วลุกขึ้นนั่งหน้าตาเฉยราวกับเมื่อกี้ไม่มีอะไรเกิดขึ้น

“อีกแล้วนะไอ้บ๊อง” จินยองทำหน้าแดงอย่างหมั่นไส้พลางขว้างตุ๊กตาตัวเล็กๆไป แต่คนมือไวก็ดันรับได้ทันอีก

“ไหนบอกว่านาฬิกาปลุกผมใช้ไม่ได้ผลไง ตาสว่างเชียว”

“ตอนนี้กี่โมงแล้ว?

“จะเจ็ดโมงครึ่งแล้วฮะ พี่รีบไปอาบน้ำแต่งตัวเถอะ เดี๋ยวจะไปทัศนศึกษากันไม่ทัน” กงชานเดินเอื่อยๆไปเตรียมบีบยาสีฟันและจัดเครื่องทำความสะอาดร่างกายให้

“ห๊ะ! ทัศนศึกษาวันนี้!” เสียงดังโครมครามมาจากนอกห้องน้ำ ไม่ต้องเดาให้ยากก็รู้ว่ารุ่นพี่ผมแดงคงรีบเก็บที่นอนเตรียมข้าวของตัวเองลงกระเป๋าเป็นการใหญ่ กงชานส่ายหน้าพลางยิ้มอยู่คนเดียวด้วยความขำ

จินยองเป็นคนขยันทำทุกอย่างยกเว้นเรื่องตื่นนอนกับจัดกระเป๋าไปโรงเรียน

“พี่ฮะ ผมเตรียมไว้ให้หมดทุกอย่างแล้ว รีบเข้ามาล้างหน้าเถอะ” พูดจบประโยค เสียงฝีเท้าวิ่งตึกตักก็ดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆก่อนที่คนร่างโปร่งแต่แรงเยอะจะกระชากประตูห้องน้ำออกแล้วเอาตัวเองเข้ามาอยู่ข้างในอีกคน

“แล้วก็ไม่รู้จักบอกให้เร็วกว่านี้” จินยองพาดผ้าเช็ดตัวลงบนราวด้วยความเร่งรีบ มือทำท่าคล้ายจะถอดเสื้อนอนของตัวเองออก แต่ดันไปสะดุดกับรุ่นน้องผมดำที่ยิ้มหน้าแป้นแล้นอยู่ใกล้ๆ

“แล้วนายเข้ามาทำอะไรในนี้ชานชิค?

“ผมเหรอก็เข้ามาเตรียมยาสีฟันกับโฟมล้างหน้าให้รุ่นพี่ไง ^^

“เตรียมเสร็จก็ออกไปได้แล้ว ฉันจะอาบน้ำ” มือขาวที่จับชายเสื้อของตัวเองเลิกขึ้นอยู่ต้องลดลงอัตโนมัติ

“ไม่ให้ช่วยอะไรต่อเหรอ”

“ช่วยบ้าอะไรล่ะ! ฉันอาบน้ำเองเป็น นายออกไปได้แล้ว” จินยองดันคนขี้แกล้งออกไปข้างนอกก่อนจะปิดประตูใส่ หาเรื่องแกล้งเขาให้อายได้ทุกวันจริงๆเถอะเด็กคนนี้ ให้ตาย

“โหกล้ามพี่จินยองสวยเฟร่ออออ~

“เงียบได้มั้ย ><” เสียงเปิดน้ำจากฝักบัวดังขึ้นมาช่วยกลบเสียงหัวเราะของคนข้างนอกได้ระดับหนึ่ง ความจริงกงชานมองไม่เห็นหรอกว่าคนที่อยู่ข้างในเป็นยังไง แต่ที่รู้แน่ๆก็คือคนรุ่นพี่กำลังเขินที่ถูกเขาแซวอยู่ชัวร์แม้จะรู้ว่าเขาไม่เห็นอะไรจากตรงนี้เลยก็ตาม

“โอ้โห ผิวข๊าวขาวววว~

“กงชานชิค ออกไปนายเจอดีแน่!

"ฮะ ผมจะรอ ^___^" รุ่นน้องตอบอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาวพลางเดินไปจัดของในห้องให้เข้าที่เข้าทางตามเดิมเป็นการคั่นเวลารอรุ่นพี่อาบน้ำเสร็จ ต้นถั่วที่ปลูกไว้ตรงริมหน้าต่างยังคงได้รับการดูแลจากเจ้าของห้องเป็นอย่างดีทำให้กงชานอมยิ้มอย่างชอบใจ เพียงแค่จัดสมุดแต่งเพลงกับดินสอวางไว้บนโต๊ะแป๊บเดียวจินยองก็เดินออกมาจากห้องน้ำในสภาพชุดนักเรียนที่แต่งยังไม่ค่อยเรียบร้อยนัก ขายาวรีบก้าวไปยืนสำรวจเครื่องแต่งกายของตัวเองหน้ากระจกพลางยกหวีขึ้นมาสางผมลวกๆให้เข้าทรง

"เดินผ่านน้ำหรือเปล่าฮยอง ทำไมถึงอาบเสร็จไวจัง" กงชานทำจมูกฟุดฟิดแถวซอกคออย่างจับผิด

"สายขนาดนี้นายจะให้ฉันมัวแช่อ่างจากุซซี่ตีฟองสบู่เล่นอยู่หรือไง -_-;;" จินยองใช้นิ้วจิ้มจมูกซนให้ออกห่าง

"ทำไงได้...ผมปลุกพี่ตั้งนานแต่พี่ก็ไม่ตื่นเองนี่ฮะ"

"ทีหลังนายก็ทำให้ฉันตื่นไวๆกว่านี้หน่อยแล้วกัน นายจะได้ไม่ต้องมากินแค่ขนมปังทาแยมอย่างนี้อีก อิ่มหรือเปล่า?" จินยองมักจะเป็นห่วงคนตรงหน้าก่อนเสมอเพราะรู้ว่ากงชานต้องกินอะไรหนักๆเป็นข้าวเช้าถึงจะอิ่ม ลำพังแค่เขาไปโรงเรียนสายพวกคณะกรรมการนักเรียนก็ทำอะไรเขาไม่ได้อยู่แล้ว

เกิดมาเส้นใหญ่ก็ดีอย่างนี้แหละ...หึๆ

"ถ้าไม่อิ่มข้างล่างในครัวยังมีขนมปังอีกแถวเพิ่งซื้อมา โจ๊กที่แช่ไว้ในตู้เย็นนายจะเอามาอุ่นกินก่อนก็ได้ เดี๋ยวฉันตามลงไป" คนผมแดงหวีผมตัวเองอย่างเร่งรีบ กงชานยิ้มให้คนตรงหน้าอย่างรู้ทันความคิดก่อนที่มือบางนุ่มจะดึงหวีในมือรุ่นพี่ไปหวีให้เอง

"ไม่ล่ะฮะ ขอบคุณที่เป็นห่วงผมนะ" กงชานจัดแบ่งแสกผมสีไวน์แดงอย่างใจเย็นพลางยิ้มใสขอบคุณชนิดที่ทำให้จินยองแพ้ดวงตากลมคู่นี้ได้ง่ายๆ

"ไอ้ขี้ตู่ ใครเป็นห่วงนาย"

"สายตาพี่มันบอกผมหมดแหละฮะ แค่ผมมองตาฮยองก็เห็นไปยันไส้ติ่งแล้ว" กงชานขำกับความซึนของรุ่นพี่

"เหรอ แล้วนายรู้หรือเปล่าว่าตอนนี้ฉันกำลังคิดอะไรอยู่" ตาคมสวยเหลือบมองหน้ารุ่นน้องทั้งที่ยังเขินอยู่ไม่หาย เพราะความอยากเอาชนะดันมีมากกว่า กงชานละหวีลงจากศีรษะพลางยื่นหน้าเข้ามาสบตาก่อนจะกระพริบปริบๆคลี่ยิ้มให้

"รุ่นพี่กำลังคิดว่า....ทำไมนายถึงต้องทำหน้าตาน่ารักอย่างนี้ด้วยนะกงชาน"

"แหวะ ชมตัวเองนี่หว่า" รู้ได้ไงวะ? กงชานชิคไอ้เด็กต่างดาว 

"แล้วเมื่อกี้ฮยองก็แอบว่าผมในใจด้วยว่าผมเป็นเด็กต่างดาว ^^"

"ไอ้...ไอ้ลูกหมานี่! ลงไปรอข้างล่างเลยไป ชวนฉันคุยโน่นคุยนี่อยู่นั่นแหละ มิน่าถึงได้โดนพวกคณะกรรมการนักเรียนจ้องหักคะแนนมาสายแทบทุกวัน" จินยองรีบบอกปัดเรื่องกลบเกลื่อนพลางก้มหน้าสาละวนกับการร้อยเข็มขัดเข้าหูกางเกงต่อไป มือของกงชานวางหวีลงพลางหยิบเฮดโฟนประจำตัวของจินยองขึ้นมาคล้องคอให้เป็นเครื่องประดับชิ้นสุดท้าย ก่อนจะฉวยหอมที่แก้มคนขี้เก๊กไปหนึ่งที

"ลงไปเร็วๆนะฮะ อย่ามัวแต่เขินผมหน้ากระจกคนเดียวล่ะ" กงชานโบกมือบ๊ายบายแล้วก็เดินออกจากห้องนอนไปอย่างผู้ชนะ ทิ้งให้จินยองหน้าแดงพูดงึมงำกับกระจกอยู่คนเดียว

"เด็กบ๊อง" เด็กอะไรไม่รู้ขยันทำให้หัวใจเต้นแรงได้ทุกวัน บ้าจริงโว้ย!

 

"รถบัสของนักเรียนเกรดสิบสองออกไปแล้วเหรอครับ! =[ ]=;;" เสียงโวยวายของจินยองทำให้พวกรุ่นน้องเกรดสิบเอ็ดที่ขึ้นไปนั่งบนรถแล้วชะโงกหน้าออกมาดูด้วยความสนใจ ตอนนี้เขาและกงชานเพิ่งรีบซิ่งมอเตอร์ไซค์มาถึงโรงเรียนได้ไม่นาน แต่ข่าวร้ายก็คือรถบัสไปทัศนศึกษาของนักเรียนชั้นเกรดสิบสองได้เคลื่อนตัวออกจากสถานที่นัดพบไปนานแล้ว ทำให้จินยองตอนนี้อยู่ในสภาพหน้าเหวอยิ่งกว่าเดิม

"ใช่ เธอไม่รู้หรือไงว่าเขานัดนักเรียนเกรดสิบสองทั้งสายชั้นให้มารวมตัวกันก่อนเจ็ดโมง เห็นเขาว่าจะมีการแวะไปที่ทุ่งทิวลิปก่อนหรือยังไงนี่แหละ เธอควรจะใส่ใจให้มากกว่านี้นะ...จองจินยอง -_-*" อาจารย์ปาร์คเจ้าเก่าหัวหน้าสายชั้นเกรดสิบเอ็ดทำหน้าตึงเสียงเข้มใส่นักเรียนใหม่ผมแดงอย่างไม่ไว้หน้า

"แต่...ทำไมผมไม่ได้ยินเขานัดกันอย่างนี้กันเลยล่ะ อาจารย์แน่ใจนะครับว่าฟังไม่ผิด -0-;;" กงชานรีบดึงมือรุ่นพี่เป็นเชิงปรามๆเพราะรู้กิตติศัพท์อาจารย์ประจำชั้นของตัวเองดี ฮยองของเขาเป็นคนพูดตรงไปตรงมาอย่างนี้มีหวัง...

"นั่นก็คือสิ่งที่ฉันให้เธอพึงใส่ใจมากกว่านี้ไม่ใช่หรือไง! -*- ประธานนักเรียนได้ประสานงานกับสภานักเรียนโทรแจ้งติดต่อนักเรียนเกรดสิบสองทั้งหมดแล้ว เธอไม่ทราบข่าวอยู่คนเดียวก็ต้องพิจารณาตัวเองแล้วล่ะว่าสมควรไหมที่จะยอมรับความผิดตัวเอง ยังจะมาว่าอาจารย์ฟังผิดอีก!"

"ขอโทษฮะอาจารย์ ผมเป็นคนทำให้พี่จินยองมาสายเอง ให้พี่จินยองติดรถไปกับเราก็ได้นี่ฮะเพราะจุดหมายก็ต้องไปที่ไร่องุ่นเหมือนกันอยู่แล้ว" หมาน้อยรีบเอาตัวมาบังหน้าเจ้าของเอาไว้พลางยิ้มใสให้คนเป็นอาจารย์หวังให้ใจอ่อนลงบ้าง

"เธอก็เหมือนกันกงชานชิค อาจารย์ไม่ได้พูดถึงประเด็นที่มาสายหรือมาเร็ว แต่กำลังพูดถึงเรื่องที่รุ่นพี่เธอไร้ความรับผิดชอบในหน้าที่แล้วไม่รู้จักยอมรับความผิดของตัวเอง จะจบเกรดสิบสองอยู่แล้วยังไม่รู้จักทำตัวให้ดีอีก" สายตาเฮี้ยบเหลือบมองไปที่เส้นผมสีไวน์แดงแล้วก็ถอนหายใจออกมา ท่านผู้อำนวยการโรงเรียนนี้ก็นะ...เห็นว่าเป็นลูกเพื่อนเก่าแก่ก็โอ๋ใหญ่จนนักเรียนเคยตัว เดี๋ยวอีกหน่อยคงมีนักเรียนคนอื่นย้อมตามเพราะเห็นว่ามีคนทำได้แล้วไม่โดนทำโทษ คราวนี้โซลฮวาอะคาเดมี่ได้มีนักเรียนย้อมผมครบทุกเฉดสีแน่ คงสนุกดีพิลึก

"ขอโทษครับ" จินยองพูดเสียงเรียบ

"เอาเถอะ ไหนๆเธอก็จะจบเกรดสิบสองอยู่แล้ว...ขาดคะแนนไปทัศนศึกษามันก็คงไม่ดีนักหรอก" อาจารย์ปาร์คพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนลง จินยองและกงชานเงยหน้าขึ้นมามองอาจารย์

"อาจารย์หมายความว่า....?"

"รีบไปขึ้นรถซะ เดี๋ยวจะทำให้รถน้องเกรดสิบเอ็ดออกสายอีกคัน" อาจารย์ปาร์คมุนอาโบกมือไล่ หมาน้อยกับหมาจิ้งจอกหันมายิ้มให้กันก่อนจะเอ่ยคำขอบคุณด้วยความดีใจ

"ขอบคุณครับอาจารย์ ^^"

"เดี๋ยว...!" เสียงทักดังขึ้นอีกระหว่างที่ทั้งคู่กำลังจะวิ่งขึ้นบันไดรถไป

"กงชานชิค...ฉันว่ารุ่นพี่เธอคงไม่หลงทางไปไหนหรอกมั้ง" อาจารย์ปาร์คมุนอาลอบมองมือของรุ่นน้องที่จับมือของจินยองไว้แน่น จินยองมองตามแล้วรีบแกะมือของกงชานออกด้วยสีหน้านิ่งๆ  คนผมแดงก้มหัวให้ผู้เป็นอาจารย์ก่อนจะขึ้นรถไป กงชานมองมือของตัวเองที่โดนปลดออกอยู่ซักพักก่อนจะสะบัดไล่ความคิดงี่เง่าออกไปจากหัวให้เร็วที่สุด

เวลาอยู่ต่อหน้าคนอื่นจินยองมักจะทำตัวปกติเหมือนกับว่ากงชานเป็นแค่รุ่นน้องที่รู้จักคนหนึ่ง มีแค่บาโร ซานดึลกับชินวูเท่านั้นที่พอจะรู้ว่าทั้งคู่อยู่บ้านใกล้กันก็เลยสนิทกันมากหน่อยจนอาจจะกุ๊กกิ๊กกันบ้างไปตามประสา เลยไม่ต้องเก็บสงวนท่าทางอะไรให้มากมายยกเว้นเรื่องการกอดจูบที่ดูถึงเนื้อถึงตัวกันมากไป แต่ก็ไม่มีใครรู้ถึงความสัมพันธ์พิเศษที่ทั้งคู่มีให้กันมาถึงหลายเดือนอย่างแน่ชัดนัก แม้แต่ตัวกงชานเอง...

จินยองฮยองไม่เคยบอกว่าเขาเป็นอย่างอื่นที่มากกว่ารุ่นพี่รุ่นน้องในโรงเรียนเดียวกันหรือเพื่อนบ้านในหมู่บ้านที่เขาเพิ่งย้ายเข้ามา แต่กงชานก็พอเข้าใจถึงเหตุผลว่าจินยองคงไม่อยากให้เพื่อนของพ่อแม่รู้เรื่องนี้นัก เพราะฟังจากที่เคยเล่าพ่อแม่ของรุ่นพี่ก็เป็นถึงทูตระหว่างประเทศที่มีหน้ามีตาในสังคมพอสมควร รวมถึงในโรงเรียนก็อาจจะมีใครหลายคนที่รับไม่ได้กับเรื่องพวกนี้ กงชานก็เลยพยายามจะไม่ใส่ใจและคิดมากให้เป็นประเด็นกันเปล่าๆ เพราะจากการกระทำของจินยองที่แสดงออกเวลาที่อยู่กับเขาสองคนก็ทำให้เขารู้แล้วว่าฮยองรักและเป็นห่วงเขามากขนาดไหน

เพียงแต่รุ่นพี่แค่แสดงออกในที่นี้...ตอนนี้ไม่ได้เท่านั้นเอง

"กงชาน จะเดินไปไหนวะ มานั่งนี่เร็ว" บาโรตะโกนเรียกเพื่อนที่เดินใจลอยพลางตบเบาะข้างตัวดังปุๆให้คนผมดำเข้ามานั่ง ข้างๆบาโรมีซานดึลที่นั่งเคี้ยวขนมหน้าตามีความสุขตามแบบฉบับคนร่าเริงจนน่าอิจฉา ส่วนจินยองไปนั่งพิงชิดขอบเบาะโซฟาแล้วเอาเฮดโฟนใส่หูไปแล้วเรียบร้อย

"มาถึงกันนานแล้วหรือยัง?" กงชานเหลือบมองจินยองที่มองไปทางอื่นเหมือนไม่สนใจถึงการมาของเขาเลยซักนิดก่อนจะนั่งลงขนาบอีกข้างของบาโร

"นานไม่นานฉันก็จองที่ไพรเวทไว้ให้พวกเรานั่งเหยียดแข้งเหยียดขากันได้อย่างสบายใจแล้วกัน ถึงไอ้เป็ดนี่จะมัวแต่ร่ำลานกตั้งนานก็เหอะ"

"อ้าว ทำไมต้องมาแขวะฉันด้วยล่ะบับเบิ้ล!"

"ชื่อนายที่เรียกฉันมันชักจะห่างไกลจากความเป็นจริงมากขึ้นทุกวันแล้วนะ -_-^ ไอ้ลูกนกนั่นชื่อยาวกว่าฉันตั้งเยอะนายยังเรียกถูกเลย"

"ก็บาซานโรดึลมันไม่เคยสร้างปัญหาปวดหัวให้ฉันเหมือนอย่างนายนี่ นายก็หัดเอานิสัยลูกนกเป็นตัวอย่างซะบ้างสิกระรอก" ซานดึลฉีกซองขนมแล้วแลบลิ้นใส่ จากนั้นบาโรก็คงจะเถียงกลับไปตามประสาคู่กัดที่ชวนหาเรื่องทะเลาะได้อยู่ตลอดเวลา กงชานก็ไม่ได้ใส่ใจฟังนักเพราะมัวแต่มองจินยองที่หยิบเอามือถือตัวเองขึ้นมาเช็คอย่างหัวเสีย

"เผลอปิดเครื่องไปตอนไหนวะเนี่ย ไม่น่า...ไอ้หมีถึง..." จินยองสบถเบาๆทำให้กงชานไม่ค่อยได้ยินนัก แต่ก็พอเดาได้ว่ารุ่นพี่คงพูดเป็นทำนองว่าเพราะมือถือปิดชินวูก็เลยไม่ได้โทรมาตามตอนเช้าจนทำให้มาสายผิดเวลา

"แล้วรุ่นพี่จะตามไปที่ทุ่งทิวลิปยังไงล่ะครับ เห็นพี่ดงอูพูดว่าเขามีทำใบงานเก็บคะแนนที่โน่นด้วย" บาโรพักเถียงกับซานดึลแล้วหันมาถามแขกใหม่ของรถ

"คะแนนส่วนนั้นก็คงต้องหายไปล่ะมั้ง ช่างเหอะ! ยังเหลือเก็บคะแนนที่ฟาร์มโคนมกับไรองุ่นอีกตั้งสองที่" จินยองดูหน้าเครียดจนกงชานบีบมือตัวเองเบาๆ ตากลมโตหลุบต่ำลงไม่พูดแสดงความคิดเห็นอะไรทั้งสิ้น

"แต่ยังไงก็คะแนนนะฮะรุ่นพี่ ฝากรุ่นพี่ชินวูให้ช่วยทำไม่ดีกว่าเหรอฮะ" ซานดึลออกความเห็น

"ไม่อยากรบกวนมัน แค่งานในห้องกับงานที่สภามันก็ยุ่งจนหัวหมุนแล้ว ยังต้องมาตามใจเด็กเส้นใหญ่อย่างฉันอีก" จินยองเอาเฮดโฟนมาครอบหูไว้เหมือนเดิม บาโรกับซานดึลจึงปล่อยให้รุ่นพี่ได้จัดการกับปัญหาและอยู่กับตัวเองสักพัก ถ้าจินยองได้อยู่กับตัวเองอะไรๆอาจจะดีขึ้นกว่านี้

ไม่รู้ว่ารถแล่นผ่านไปนานแค่ไหนจนกงชานรู้สึกว่าเสียงของบาโรและซานดึลที่เถียงกันเรื่องกินขนมจะค่อยๆหายไปเรื่อยๆ เสียงเพื่อนๆที่นั่งเบาะธรรมดาอยู่บนชั้นสองของรถเองก็เริ่มจะลดลงจนกลายเป็นเงียบกริบ ความหน่วงที่หนังตาเพิ่มมากขึ้นจนถึงขั้นเกือบปรือลง แต่น่าแปลกที่กลับได้กลิ่นหอมๆและสัมผัสคุ้นเคยเข้ามานั่งใกล้ๆแล้วเอาหัวเขาซบไว้ที่แผ่นไหล่กว้างก่อนที่จะร่วงลงไปกองกับเบาะเสียก่อน

"ตื่นเช้าก็ง่วงอย่างนี้แหละ" คนผมแดงจัดศีรษะของรุ่นน้องให้เข้าที่ ดวงตาสีดำงัวเงียค่อยๆเหลือบขึ้นมองเจ้าของไหล่ที่มารองหัวเขาได้ทันท่วงที

"ฮยอง" สีหน้าของจินยองยังคงมีรอยเครียดจากเรื่องคะแนนอยู่จนกงชานไม่กล้าจะคุยอะไรมากกว่านี้

"ง่วงก็นอนไปเถอะไอ้ลูกหมา ทำเสียงเซ็กซี่อยู่ได้" จินยองมองคนข้างๆยิ้มๆ แต่ครั้งนี้เป็นรอยยิ้มฝืนที่แม้แต่คนง่วงนอนลืมตาไม่เต็มที่ยังดูออก

"ไม่กลัวคนอื่นมาเห็นเหรอฮะ?"

"ไอ้กระรอกกลายพันธุ์กับลูกเป็ดขี้เหร่เพื่อนนายมันหลับไปตั้งนานแล้ว" ตาเรียวตวัดมองบาโรกับซานดึลที่หลับเอาขาก่ายกันมั่วอยู่บนโซฟา "อาจารย์นายก็คงยังไม่ลงมาตอนนี้หรอก นักเรียนที่อยู่บนชั้นสองสภาพก็คงไม่ต่างอะไรไปจากพวกนี้เท่าไหร่" จินยองเอามือลูบหัวนุ่มนิ่มเบาๆ

"ผมก็ด้วย..." มือเล็กขยี้ตาตัวเองอย่างน่าเอ็นดู จินยองหัวเราะออกมา

"เห็นอยู่ หน้าแทบไถหน้าต่างแล้วถ้าฉันไม่มารับไว้"

"..."

"เป็นอะไร เห็นเงียบๆตั้งแต่ขึ้นรถมาแล้ว" จินยองเหลือบมองหน้าใสที่ซบลงกับไหล่ ดูเผินๆอาจจะเหมือนว่ากงชานกำลังหลับอยู่ แต่จินยองรู้ดีว่าไม่ใช่

"ผมขอโทษนะ" กงชานพูดเสียงแผ่วแข่งกับความเงียบที่ปกคลุมบนรถ

"เรื่อง?" จินยองย่นคิ้วเป็นเชิงคำถาม

"ฮยองยังเครียดกับเรื่องคะแนนอยู่หรือเปล่า" พอถามจบลมหายใจอุ่นๆก็ถูกปล่อยยาวออกมาพร้อมกับใบหน้าเสี้ยวข้างดูดีที่พยักแกนๆเป็นการยอมรับ

"อืม แล้วนายขอโทษฉันทำไม?"

"ก็..." เสียงใสหยุดนิ่งคิดพลางกัดริมฝีปากตัวอองแน่น ดวงตากลมโตมีแววสับสนว่าควรจะพูดออกไปดีหรือเปล่า...

เขาจะพูดได้ยังไง...ว่าเขาเองที่เป็นคนแอบปิดมือถือของจินยองตอนที่เข้าไปปลุกในห้อง

กงชานตั้งใจอยากให้จินยองมาสาย จินยองจะได้ไม่ต้องนั่งบนรถคู่กับชินวูสองคน เขาจงใจยั่วทำให้จินยองไม่ได้ยินเรื่องสำคัญที่ชินวูโทรมานัดตั้งแต่เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว ทำให้จินยองไม่รู้เรื่องที่ต้องมาถึงโรงเรียนก่อนเวลา เขาจงใจขัดขวางทุกอย่างเพื่อให้จินยองได้อยู่กับเขาในช่วงเวลาสั้นๆก่อนจะถึงวันเกิดของตัวเอง เพราะรู้ดีว่าวันนั้นคนรุ่นพี่ต้องทำงานสำคัญให้เสร็จ งานชิ้นนั้นมีผลต่อคะแนนของจินยองมากจนกงชานไม่อยากจะให้รุ่นพี่มาเสียเวลาทำสิ่งเล็กๆน้อยๆให้กับตัวเองจนเสียสมาธิในการทำงานวันนั้น ก็เลยอยากใช้เวลาเหล่านั้นชดเชยรวบยอดด้วยการไปเที่ยวด้วยกันวันนี้แทน แต่กลับกลายเป็นว่ายิ่งทำก็ยิ่งแย่ สิ่งที่เขาจงใจขัดขวางกลับมีผลต่อคะแนนเหมือนกันจนทำให้คนรุ่นพี่ต้องมานั่งเครียดอยู่อย่างนี้

ที่แท้ไอ้หมาน้อยก็เป็นคนที่อยู่เบื้องหลังทั้งหมด กงชานรู้เรื่องหมดทุกอย่าง...ยกเว้นก็แต่เรื่องคะแนนเก็บสำคัญที่จำเป็นต้องไปทัศนศึกษาที่ทุ่งทิวลิปนั่นแหละที่เป็นเหตุสุดวิสัยจริงๆ ถ้ารู้เขาก็คงจะไม่ทำให้จินยองเดือดร้อนแบบนี้

"ก็ถ้าผมปลุกฮยองให้ตื่นเร็วกว่านี้ฮยองก็จะได้ไม่โดนหักคะแนนแล้วก็ไม่โดนอาจารย์ปาร์คว่าอย่างนี้ไง" กงชานคิดไปคิดมาหลายตลบแล้วก็ตัดสินใจเก็บเรื่องนี้ไว้คนเดียว เพราะถ้าจินยองได้ฟังตอนนี้คงต้องโกรธเขามากแน่ๆ รอให้เขาจัดการแก้ไขปัญหาทุกอย่างได้ก่อนแล้วค่อยอธิบายให้ฟังทีเดียวดีกว่า

"มันไม่ใช่ความผิดของนายซะหน่อย ฉันตื่นสายเองจะมาโทษนายได้ยังไง นายก็ไม่ได้รู้เรื่องกำหนดการบ้าบออะไรนั่นสักหน่อยนี่จริงมั้ย" น้ำเสียงใจดีของฮยองกับสัมผัสละมุนที่ไล้วนอยู่บนหัวยิ่งทำให้คนผมดำรู้สึกผิดเป็นเท่าตัว จินยองยังไม่รู้เรื่องแย่ๆที่เขาทำก็เลยยังพูดดีกับเขาอยู่อย่างนี้ แล้วถ้าเขาบอกความจริงไป...

"แถมฉันยังสะเพร่าปิดมือถือตัวเองไปตั้งเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ไอ้หมีโทรมาตามฉันตั้งหลายสายก็เลยไม่ได้รับ"

"...ฮะ"

"จะว่าไปฉันมันก็ไม่มีความรับผิดชอบอย่างที่อาจารย์ปาร์คว่าจริงๆนั่นแหละ แค่งานของตัวเองยังทำให้ดีไม่ได้ก็ควรแล้วล่ะที่ต้องเสียคะแนนไป" จินยองแนบแก้มนุ่มลงกับหัวรุ่นน้องแล้วถอนหายใจยาวออกมาอีกครั้ง กงชานพยายามหลับตาซ่อนรอยไหววูบข้างในเพื่อไม่ให้น่าสงสัยแล้วซุกหน้าลงกับซอกคออุ่นเหมือนเป็นการปลอบใจ

"กลับไปแก้ไขอะไรตอนนี้ก็ไม่ทันแล้วล่ะ นายเองก็เลิกคิดมากแทนฉันได้แล้ว เข้าใจมั้ยไอ้หมาน้อยคนผมแดงดีดนิ้วใส่จมูกเล็กเป็นการตบท้ายพลางหยิบเฮดโฟนที่คล้องคออยู่ขึ้นมา

"ฟังเพลงกัน" มือขาวชูเฮดโฟนสีดำแดงขึ้นมาชวนพลางยิ้มชวน

พี่จินยองยังเครียดอยู่...ถึงได้ชวนฟังเพลงไม่ให้คิดมาก กงชานรู้วิธีแก้เครียดของคนรุ่นพี่ดี

"แต่ฮยองไม่ได้เอาหูฟังมาไม่ใช่เหรอ เฮดโฟนอันเดียวจะแบ่งกันฟังได้ยังไง?" กงชานชิคขมวดคิ้วด้วยความสงสัย

"หูฟังน่ะมันไม่เหมาะไว้ฟังกับนายหรอก" จินยองแนบหน้าด้านข้างเข้าไปชิดกับหน้ารุ่นน้องแล้วครอบเฮดโฟนเข้ากับหูขวาของกงชานและหูซ้ายของตัวเอง เฮดโฟนที่กงชานซื้อมาให้มีขนาดใหญ่อยู่พอควรจึงสามารถรับความกว้างของใบหน้าคนสองคนได้พอดี แต่ถ้าขยับหน้าออกห่างจากกันนิดหน่อยก็มีเสียวจะหักบ้างเหมือนกัน

"หน้าติดกันอย่างนี้นึกว่าแฝดสยาม จะพังมั้ยวะเนี่ย" จินยองพูดขำๆพลางประคองเฮดโฟนให้อยู่ในสภาพไม่เสี่ยงต่อการแตกหักมากที่สุด กงชานเห็นใบหน้าด้านข้างที่แนบอยู่เริ่มร้อนแดง คงเป็นเพราะเพิ่งลองทำอย่างนี้เป็นครั้งแรกก็เลยขัดเขินไปบ้าง จึงทำให้รุ่นน้องผมดำหัวเราะออกมาเบาๆให้กับคนหัดหวานมือใหม่อย่างฮยอง

"ถ้ากลัวของหมั้นหักก็ขยับหน้าเข้ามาอีกสิฮะ" กงชานพูดแหย่พลางตะแคงหน้าให้จมูกไล้แก้มแดงเฉียดๆไปหนึ่งที

"สกิลของฮยองน่ะยังต้องพัฒนาอีกเยอะ แต่ความคิดสร้างสรรค์อันนี้ก็ถือว่าใช้ได้แล้วนะ ^^" เสียงหวานกระซิบแผ่วข้างหูจงใจจะยั่วริมฝีปากสีส้มของจินยองให้พลิกหน้าหันมาแตะสัมผัสเบาๆกับแก้มไอ้หมาน้อยด้วยความหมั่นไส้

"ครับๆ อวดเสร็จก็ช่วยเลือกด้วยว่าจะฟังเพลงไหน เห็นเพื่อนหลับแล้วไม่รู้สึกง่วงตามบ้างหรือไง"

"พูดอย่างกับว่าได้ฟังเพลงแล้วฮยองจะหลับลงอย่างนั้นแหละ ระวังน้าาา เขินผมมากๆเดี๋ยวผมตามไปเจอในฝันไม่รู้ด้วย" กงชานว่ากวนๆพลางกดเลือกรายชื่อเพลงในเพลย์ลิสต์มาหนึ่งเพลงด้วยท่าทางสบายๆ

"ไม่เบื่อบ้างหรือไง ริงโทนก็ใช้เพลงนี้" จินยองตะแคงหน้าถามระหว่างที่ใบหน้าก็ยังแนบชิดกับแก้มใสอยู่เหมือนเดิม

"หมาจิ้งจอกอุตส่าห์แต่งให้ ผมจะเบื่อได้ไงล่ะ"

นิ้วหัวแม่มือกดคลิกเพลย์แล้วซบหน้าหวานลงกับหน้าจินยองตามเดิม เปลือกตาของทั้งคู่ค่อยๆปรือลงก่อนจะปิดสนิทด้วยความง่วงที่สั่งสมมาเป็นเวลานาน เสียงเพลง Sweet girl ยังคงเล่นวนอยู่ในเฮดโฟนไปเรื่อยๆจนกว่าจะถึงที่หมายที่รถจะขับพาไป วิวทิวทัศน์นอกรถจะเป็นยังไงกงชานก็ไม่สนใจแล้ว ขอแค่คนข้างๆที่เขาเห็นในตอนนี้คือจินยองฮยองก็พอ

เวลานี้ขอแค่นี้แหละนะฮยอง...ไม่ต้องเครียดนะฮะ ผมจะรับผิดชอบความผิดที่ตัวเองทำเอง

 

"และนี่ก็คืออีกหนึ่งสถานที่ที่เราภูมิใจนะคะ ไร่องุ่นคังวอนแห่งนี้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวติดโผอันดับที่ 14 ของประเทศที่มีนักท่องเที่ยวโหวตว่าอยากมาชมมากที่สุด เป็นเพราะความสวยงามของ...!@#$/^&*()"

เสียงไกด์ผู้หญิงที่ถูกจ้างมาทำหน้าที่บรรรยายพูดแนะนำสถานที่ตามสคริปต์อย่างคล่องแคล่ว จินยองแยกตัวไปรวมกลุ่มกับนักเรียนเกรดสิบสองที่ฟาร์มโคนมตั้งแต่มาถึง ส่วนซานดึลก็ถูกแบ่งไปอยู่อีกกลุ่มตามลำดับเลขที่เพื่อไปดูส่วนที่เป็นฟาร์มโคนมก่อนเช่นกัน โรงเรียนได้จัดตารางเอาไว้อย่างนี้เพื่อป้องกันการอัดแน่นไม่พอรองรับของสถานที่ กงชานเดินตามกลุ่มเพื่อนในห้องด้วยท่าทีเอื่อยๆไม่ได้สนใจจดอะไรมากนัก

ที่อาจารย์ปาร์คให้คัดรายงานครั้งก่อนก็แทบจะอ้วกออกมาเป็นคอลัมน์รีวิวท่องเที่ยวได้อยู่แล้ว ให้จดที่ไกด์บรรยายอีกรอบคงเอียนจนไม่อยากจะมาเที่ยวที่นี่ไปตลอดชีวิตแน่ -__-

"กงชาน" บาโรที่เดินอยู่รั้งท้ายสะกิดส่งเสียงเรียกเขาเบาๆ คนผมดำหันไปเลิกคิ้วใส่แทนคำถามว่ามีอะไรมั้ย

"แกยังจะจดเพิ่มอีกป่ะวะ" เพื่อนตาตี่ของเขาบุ้ยสายตาไปที่อาจารย์ปาร์คกับไกด์นำเที่ยวที่พูดไม่หยุดข้างหน้าแถว

"จดอีกก็บ้าละ นี่ยังปวดมือไม่หายเลยตั้งแต่วันศุกร์"

"งั้นก็ดี...ไปหาไอติมกินกัน" บาโรขยิบตาอย่างรู้กันสองคน

"เอาดิ" กงชานตอบรับ เพื่อนตัวแสบทั้งสองมองดูต้นทางนิ่งๆก่อนจะค่อยผละออกมาจากกลุ่มเพื่อนเดินหนีมายังร้านไอติมอีกฝั่งได้อย่างแนบเนียน ร้านไอติมที่บาโรว่าเป็นไอติมนมสดที่อยู่ทางฝั่งฟาร์มโคนมที่ซานดึลและรุ่นพี่เกรดสิบสองต้องไปเยี่ยมชมก่อนเป็นที่แรก เจ้าของฟาร์มนอกจากจะทำธุรกิจนมสดแล้วก็ยังทำผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับนมส่งออกขายจนกลายเป็นธุรกิจกำไรพันล้านอย่างทุกวันนี้ กงชานกับบาโรได้เรียนรู้ศึกษามาจากรายงานตัวเองอย่างละเอียดระหว่างที่ลอกเนื้อหามาส่งอาจารย์แล้ว ทำให้เขาทั้งคู่ไม่อยากจะใช้เวลาที่เหลือฟังไกด์พูดเนื้อหาเดิมๆแบบน้ำไหลไฟดับใส่อีก

"ไอติมนมช็อกโกแลตแท่งนึงครับ เอาอะไรกงชาน" บาโรหันมาถามคนผมดำหน้าตาน่ารักที่กำลังชะเง้อมองอะไรอยู่จนไม่ได้สนใจสั่งไอติม

"เมล่อนแล้วกัน" กงชานตอบส่งๆ

"งั้นเอาไอติมนมเมล่อนให้เพื่อนผมถ้วยหนึ่งด้วยครับพี่" บาโรสั่งให้เองเสร็จสรรพ เพราะจากประสบการณ์ที่เป็นเพื่อนกันมาถึงห้าปี...เวลากงชานกินไอติมแบบแท่งทีไรก็ต้องมีเรื่องให้หยดเลอะเสื้อได้ตลอด มือหนารับเงินทอนกับไอติมมาพลางยิ้มขอบคุณคนขาย แต่พอหันมาไอ้เพื่อนลูกหมาเขาก็ดันไม่ได้ยืนรออยู่ตรงที่เดิมแล้ว

"อ้าว ไปไหนแล้ววะ เผลอไม่ได้เลยนะไอ้นี่" บาโรบ่นเพื่อนสนิทตัวเองพลางหันซ้ายหันขวา จู่ๆก็คิดอะไรขึ้นได้เลยก้าวไปทางทุ่งหญ้าเลี้ยงแกะที่รุ่นพี่เกรดสิบสองใช้เป็นสถานที่หลักในการมาทัศนศึกษา พอเดินเรื่อยๆจนมาถึงทุ่งหญ้าสีเขียวเปิดกว้างสุดลูกหูลูกตาก็พบคนที่กำลังตามหากำลังยกกล้องที่เตรียมมาแอบถ่ายรูปใครบางคนอยู่

ใครบางคนที่แอบมาหลับพิงกองฟางอยู่คนเดียวในขณะที่รุ่นพี่คนอื่นๆกำลังเดินเที่ยวเล่นกันอย่างสนุกสนาน

"กะแล้วว่าแกต้องมาทำตัวอ้อล้อที่นี่ อ่ะ...เอาไอติมไป เดี๋ยวก็ละลายหมดหรอก" บาโรเดินเข้ามาตบหลังพลางส่งไอติมให้

"เบาๆ เดี๋ยวพี่จินยองตื่น" กงชานเล็งโฟกัสแล้วถ่ายอีกรูป ผีเสื้อที่บินวนเวียนอยู่บริเวณนั้นค่อยๆขยับปีกบินมาเกาะพักอยู่บนจมูกคนนอนหลับพอดีทำให้รูปที่ถ่ายออกมาดูสวยเป็นธรรมชาติมากกว่าเดิม

"จะเอาไปทำเป็นห้องแกลลอรี่นิทรรศการชานชิคเอ๊กซ์ฮิบิชั่นเลยมั้ยล่ะ -_-^" บาโรว่าประชดเมื่อเห็นท่าทางตั้งใจถ่ายของเพื่อนที่ดูอะเลิร์ทมากกว่าปกติ

"แกะให้ด้วย มือฉันไม่ว่าง" กงชานมองไอติมในมืออีกฝ่ายแล้วกดถ่ายรูปต่อไป บาโรจิ๊จ๊ะกับความเอาแต่ใจของเพื่อนแต่ก็ยอมแกะฝาถ้วยไอติมออกให้อยู่ดี พอเห็นบาโรยื่นไอติมมาให้อีกรอบคิ้วบางก็ขมวดมุ่นเข้าหากันอย่างขัดใจ

"ป้อนให้ด้วยดิวะ ไม่เห็นเหรอว่าฉันยุ่งอยู่" เสียงหวานที่ดูขัดกับคำพูดห้าวๆโดยสิ้นเชิงออกคำสั่งพลางกดชัตเตอร์รัวๆอย่างใจจดใจจ่อ

"เอ๊ะไอ้นี่ เพื่อนนะเว้ยไม่ใช่หม่ามี้สุดที่รักของแกถึงจะทำตามใจได้ทุกอย่างน่ะ -*-" บาโรเอามือกอดอกแต่ก็ตักไอติมส่งๆป้อนเพื่อนบังเกิดเกล้าที่กำลังวุ่นวายกับการถ่ายรูปรุ่นพี่ผมแดงไปอย่างไม่เต็มใจนัก

"ทีพี่จินยองยังป้อนให้ฉันทุกวันได้เลย นายเป็นเพื่อนฉันมาตั้งหลายปีให้ช่วยแค่นี้ทำเป็นบ่น" คนผมดำตาแป๋วทำปากงุ้ม แต่ท่าทางอย่างนี้กลับไม่เคยใช้ได้ผลกับบาโรเลยซักครั้งเดียว

"ก็นั่นมันพี่จินยองไง ใครเขาจะมาตามใจแกแบบรุ่นพี่ได้วะไอ้ชานชิค เอ้า! อ้าปาก" เสียงบาโรสั่งบ้างก่อนจะยัดไอติมคำโตให้เข้าไปในปากเพื่อนแบบขอไปที ปากเล็กเคี้ยวตุ้ยๆก่อนจะกลืนของหวานลงคอไปอย่างชื่นใจ

"อีกคำ"

"ไอ้...กะแล้วเชียวว่าต้องเป็นอย่างนี้ เรียกพี่จินยองให้ตื่นเลยดีมั้ยวะเนี่ย รุ่นพะ..." ปากของน้องชายประธานนักเรียนพะงาบๆไม่มีเสียงหลุดอออกมาเพราะกงชานรีบใช้มือปิดปากของคนจอมโวยวายได้ทันก่อนที่รุ่นพี่ผมแดงจะตื่น ทำให้บาโรยิ่งอยากแกล้งเพื่อนหมาน้อยเข้าไปกันใหญ่

"รุ่นพี่จินยอง มีลูกหมาโรคจิตแอบถ่ายพี่อยู่นะคร้าบบบ~" บาโรแกล้งทำเป็นเหมือนตะโกนเรียกเสียงกระซิบ กงชานขำคนขี้เล่นก่อนจะลดกล้องลงเพื่อวิ่งไล่เตะกระรอกปากสว่างให้เลิกล้อ แต่ยังไงก็ไม่ทันแชมป์นักวิ่งเก่าอย่างชาบาโรที่ยังไม่ยอมหยุดแซวง่ายๆอยู่ดี เห็นขาสั้นๆอย่างนี้แต่กระรอกก็วิ่งไวกว่าลูกหมาแล้วกันนะครับ ^___<

กงชานกับบาโรไม่ทันได้สังเกตหรอกว่ามีเพื่อนอีกคนในกลุ่มที่เฝ้ามองพวกเขาเล่นหยอกล้อกันอย่างสนุกสนานอยู่ห่างๆ อีซานดึลหยุดจดเนื้อหาตามไกด์อีกคนที่กำลังสาธิตวิธีรีดนมวัวพลางมองไปยังต้นเสียง จู่ๆก็รู้สึกเหมือนหัวใจเต้นช้าลงจนไม่มีแก่จิตแก่ใจจะทำอะไรทั้งสิ้นตั้งแต่เหลือบเห็นภาพบาโรที่กำลังป้อนไอติมให้กงชานในตอนแรก เสียงหัวเราะหยอกล้อตอนที่ทั้งคู่วิ่งไล่จับกันอาจจะไม่ได้ดังลั่นทุ่งหญ้าจนไปเข้าหูใครหลายคนให้ได้ยิน แต่มันดังก้องอยู่ข้างในหัวจนกรีดหัวใจดวงน้อยๆของคนผมน้ำตาลให้เป็นชิ้นๆ แววตาของบาโรดูมีความสุขเวลาที่ได้อยู่กับกงชาน ต่างจากเวลาอยู่กับเขาที่คนตัวโตเอาแต่หาเรื่องว่าโน่นว่านี่ทำเสียงเขียวใส่ตลอดเวลา เขามันก็แค่คนที่เข้ามาแทรกกลางระหว่างสองคนนี้ ทำให้บาโรไม่ได้นั่งกับคนที่ตัวเองแอบชอบ แถมกงชานก็ต้องคอยดูแลช่วยเหลือเขาตามคำสั่งอาจารย์ปาร์คอีก ก็สมแล้วล่ะที่บาโรจะเกลียดขี้หน้าและคอยหาเรื่องแกล้งเขาทุกวัน...อีจองฮวาน นายนี่มันส่วนเกินจริงๆ

คนผมน้ำตาลแก้มป่องตัดสินใจเดินหนีออกจากการบรรยายมานั่งหลบอยู่แถวหน้าโรงนาแทน มือเล็กใช้เปิดซิปกระเป๋าเป้หยิบขนมช็อกโกแลตออกมานั่งกินแก้อารมณ์หดหู่ โดนจับแยกกลุ่มให้มาเที่ยวคนละโซนอย่างนี้เพื่อนสนิทก็ไม่มีซักคน แถมยังต้องมาเจอกับภาพบาดตาบาดใจอีก ตอนแรกขามาที่นั่งบาโรก็สนุกดีอยู่หรอก แต่พอเจออย่างนี้เข้าไปเขาก็ไม่อยากจะเที่ยวต่อแล้วล่ะ เห็นแล้วก็รู้สึกปวดหนึบๆข้างในบอกไม่ถูก

ขนาดช็อกโกแลตของโปรดที่กินอยู่ตอนนี้ยังไม่อร่อยเลยคิดดูสิ... อยากจะหยิบเยลลี่หนอนออกมากินก็กลัวจะนึกถึงใครบางคนที่มีเรื่องราวผูกพันกับขนมชิ้นนี้ขึ้นมาอีก ทำไมฉันต้องเผลอใจมาชอบนายด้วยนะชาบาโร ไม่น่าเลยจริงๆ

"เยลลี่ที่อยู่ในกระเป๋านายยี่ห้ออะไรน่ะ?" เสียงไม่คุ้นทักขึ้นมาพร้อมกับเด็กผู้ชายร่างสูงที่นั่งแหมะลงข้างๆอย่างถือวิสาสะ ซานดึลมองพิจารณาผู้มาใหม่ด้วยความประหลาดใจไม่น้อยที่อยู่ดีๆก็มานั่งกับคนที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อนอย่างเขา

เด็กผู้ชายเกรดสิบเอ็ดรุ่นราวคราวเดียวกันแต่น่าจะอยู่คนละห้องกำลังใช้สายตาซุกซนจ้องมองขนมในกระเป๋าเขาด้วยความสนใจ ผมสีน้ำตาลไหม้เหลือบแดงดูสวยเป็นธรรมชาติยามเมื่อสะท้อนกับแสงอาทิตย์ตอนกลางวัน เด็กผู้ชายคนนั้นยิ้มให้เขาอีกครั้งจนเห็นลักยิ้มที่บุ๋มลงไปในแก้มทั้งสองข้างแล้วย้ำคำถามอีกรอบ

"ยี่ห้ออะไรแล้วต้องไปซื้อมาจากไหน ฉันอยากซื้อไปฝากน้องสาวที่บ้าน" ร่างสูงกว่าเล็กน้อยถามอย่างเป็นมิตร นิ้วยาวชี้ไปที่เยลลี่ประกอบไปด้วยเมื่อเห็นคู่สนทนาทำหน้ามึนงง

"เอ่อแถวบ้าน ถ้านายอยากกินห่อนี้ฉันจะยกให้ก็ได้" ซานดึลตอบอย่างมีน้ำใจ

"ใจดีจัง แล้วนายซื้อมาเองจะไม่กินหน่อยหรือไง ^^"  คนมาใหม่ยื่นหน้าใสดูดีเข้ามาใกล้พลางยักคิ้วใส่กวนๆทำเอาซานดึลผงะไปเล็กน้อย

"...ไม่ล่ะ ฉันจะไม่กินมันอีกแล้ว" คนตัวเล็กตอบเสียงเศร้าพอๆกับหน้าตา

"อ้าวทำไมล่ะ นายเองก็ชอบกินมันทุกวันไม่ต่ำกว่าวันละสองห่อไม่ใช่เหรอ?"

"เอ๋? นายรู้เรื่องฉันละเอียดขนาดนี้ได้ยังไง O_O!" ซานดึลหันกลับไปมองคนข้างๆที่กำลังนั่งยิ้มแฉ่งทำหน้าตาดีอยู่ นักเรียนแปลกหน้าเอียงคอส่ายหน้าไปมาอย่างยียวนอารมณ์ทำให้เผลอนึกถึงคนบางคนที่ชอบพูดจากวนประสาทเขาอยู่บ่อยๆ

เผลอนึกถึงคนที่เขาไม่เคยคิดถึงเราอีกแล้ว...

"ถ้าจะให้ฉันพูดนายก็ต้องบอกเหตุผลมาก่อนว่าทำไมนายถึงจะเลิกกินมันง่ายๆอย่างนี้ ตกลงมั้ยแก้มป่อง?" นายผมน้ำตาลแดงคนนั้นเอามือมาจิ้มแก้มเขาเล่นแล้วระบายยิ้มออกมาอย่างคนอารมณ์ดี ซานดึลไม่ได้ถอยหนีเพราะมัวแต่นิ่งอึ้งกับคำพูดเมื่อกี้อยู่

แม้แต่ฉายาที่ใช้เรียกเขาก็ยังเหมือน! อีตานี่เป็นนายชาบาโรฉบับเวอร์ชั่นผมน้ำตาลหรือเปล่าเนี่ย! -__-^

แต่จะว่าไปก็ไม่เหมือนกันหมดซะทีเดียว อย่างน้อยนายคนนี้ก็พูดจาเข้าหาเขาได้ดีกว่า อารมณ์ดียิ้มง่ายไม่เหมือนกระรอกอารมณ์บูดแบบอีตานั่น แถมยังใส่ใจความรู้สึกเขาตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอกัน ถ้าเป็นวันแรกที่เจอบาโรน่ะเหรอ...? ป่านนี้ได้กัดกันสนุกสนานลั่นชั้นเรียนจนต้องเดือดร้อนให้รุ่นพี่ชินวูมาช่วยเคลียร์ไปนานแล้ว แต่ถึงยังไงนายนั่นก็ยังขยันแกล้งพูดจากวนโอ๊ยเขาได้ทุกวันไม่ได้แคร์ความรู้สึกกันบ้างเลย

“ฉันฉันจะเลิกกินมันเพราะจะลดความอ้วน” ซานดึลพยายามหาข้ออ้างที่ดูสมเหตุสมผลมากที่สุด คนผมน้ำตาลเหลือบแดงยกยิ้มที่มุมปากก่อนจะหันมาประจันหน้าเขาตรงๆ

“ใสซื่อเหมือนหน้าตาจริงๆด้วย ^^

“อะ..อะไรนะ?

“ถ้านายจะลดน้ำหนักจริงทำไมยังกินช็อกโกแลตอยู่อีกล่ะ เยลลี่นั่นดูท่าทางจะน้ำตาลน้อยกว่าเยอะเลยนะ”

เอ่อ..คือ..” ฉลาด! แถมยังช่างสังเกตเป็นบ้า! =[]=

“โกหกไม่เก่งเลยนะอีจองฮวานห้องบี แต่เอาเถอะฉันจะถือว่านายบอกเหตุผลฉันมาแล้วก็ได้” ร่างสูงยกนิ้วโป้งเช็ดมุมปากที่เปรอะช็อกโกแลตให้แล้วยิ้มกว้างจนตาหยีอีกครั้ง

“สงสัยล่ะสิว่าฉันรู้เรื่องนายเยอะแยะขนาดนี้ได้ยังไง” ก็เออน่ะสิ! ไม่ใช่เยอะธรรมดา แต่เยอะมากจนน่าตกใจ -___-^

“จะว่าไปความจริงฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเริ่มรู้เรื่องนายตั้งแต่เมื่อไหร่”

“อ้าว นายขี้โกงนี่!” ซานดึลโวยวายหันไปรูดซิปกระเป๋าเป้แล้วเอามากอดไว้กับตัวเองแน่น กลัวคนข้างๆจะเล่นตุกติกหยิบขนมเขาไปหน้าตาเฉยทั้งที่ยังไม่ได้ตอบ ของอย่างนี้จะไว้ใจกันได้ยังไง

“ใจเย็นเป็ดน้อย ฉันไม่แย่งขนมนายไปหรอกน่าาา” ไหล่กว้างแกล้งกระแซะคนตัวเล็กหยอกๆพลางหัวเราะเสียงใสราวกับว่าการกระทำเขามันเป็นเรื่องน่าตลกมาก

“ฉันตั้งใจจะบอกว่าถึงฉันจะจำไม่ได้ว่าเริ่มรู้จักนายตอนไหน แต่ฉันก็เริ่มมองเห็นนายตั้งแต่ที่นายมาเป็นเวรร้องเพลงชาติตอนเช้าเมื่อเดือนก่อน นายรู้ตัวหรือเปล่าว่าเสียงนายเพราะมาก มากซะจนฉันอยากจะเดินออกจากแถวไปที่หน้าเสาธงซะตอนนั้น

“พูดเป็นเล่น! แค่ร้องเพลงชาติไม่กี่ท่อนนายจะรู้ได้ยังไงว่าเสียงฉันเพราะ” ซานดึลทำหน้าตาไม่เชื่อ แต่คนข้างๆเขากลับทำหน้าเหมือนหลุดเข้าไปอยู่ในโลกของความฝันไปแล้ว

“จริงๆนะ พอนายเริ่มร้องท่อนแรกฉันก็อยากรู้ทันทีเลยว่าใครเป็นคนร้อง จนสืบมาได้นี่แหละว่าเป็นนาย” ปากหยักสวยระบายยิ้มอีกครั้งขณะเล่า

“แล้วไงต่ออ่ะ นายก็เลยทำตัวเป็นสต๊อล์เกอร์ตามติดชีวิตฉันอย่างนั้นป่ะ”

“บ้า ก็ไม่ถึงกับขนาดนั้น” คนผมน้ำตาลไหม้ทำหน้าแดงๆพลางเกาหัวแก้เขิน

“คือก็สืบพอรู้มาบ้างว่านายชื่ออะไร เรียนอยู่ห้องไหน ชอบกินอะไรฉันเห็นนายกินเยลลี่นั่นทุกวันก็เลยเอามาปะติดปะต่อกันเองว่ามันเป็นของโปรดนาย”

“อันที่จริงก็ชอบนะ ชอบมากที่สุดเลยแหละ” ซานดึลเผลอนึกถึงตอนที่ใครอีกคนปัดขนมสุดโปรดของเขาลงพื้นตั้งแต่วันแรกที่เจอกัน "ชอบกินสีแดงกับสีเขียว เป็นรสโปรดของฉันเลยล่ะจะบอกให้ ถ้านายได้กินรับรองจะติดใจ"

"งั้นถ้าฉันลองกินแล้วเกิดติดใจขึ้นมาจริงๆนายจะรับผิดชอบยังไงดีล่ะซานดึล" คำถามของคนร่างสูงที่นั่งเหยียดขาบนม้านั่งข้างๆกันชวนคิดจนทำให้คนตัวเล็กถึงกับชะงักไป

"นายพูดอย่างนี้หมายความว่ายังไง?"

"อ๊าาาา~ พูดกับนายทำไมยากจัง" เขาเกาหัวก้มหน้าเขินอีกรอบทำให้ใบหน้าคมดูดีมากขึ้นไปอีก

"ฉันอยากรู้จักกับนายให้มากกว่านี้ อาจจะฟังดูแปลกๆนะเพราะเราเพิ่งเคยคุยกันครั้งแรก แต่ฉันเฝ้ามองนายมาได้สักพักแล้วล่ะซานดึล เวลาที่เห็นนายมีความสุขฉันก็อยากจะทำให้นายยิ้มแย้มร่าเริงอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ฉันไม่ชอบเห็นเวลานายเศร้าหรือหดหู่เพราะมันจะทำให้โลกทั้งใบของฉันเศร้ากลายเป็นสีเทาไปด้วย  นายเข้าใจความหมายของมันหรือเปล่า?"

เสียงนุ่มหันมาถามพลางจ้องลึกเข้าไปในดวงตาเล็กที่กระพริบปริบๆอย่างมึนงงเพราะตั้งตัวไม่ทัน

"ฉัน...ดูเหมือนจะแอบชอบนายเข้าแล้วล่ะ ^^"

!!! บางทีหมอนี่ก็ตรงไป ชอบเหรอ!? บ้าน่า...คนซื่อบื้อสมองปลาทองอย่างเขาจะมีคนมาชอบด้วยหรือไง ตานี่ต้องเป็นคนหน้าตาดีที่สติฟั่นเฟือนไปแล้วแน่เลยถึงได้มาชอบลูกเป็ดขี้เหร่อย่างเขาได้

ขนาดคนที่สนิทกันมาตั้งนาน เรียนก็เรียนอยู่ห้องเดียวกันยังไม่เคยคิดจะชอบเขาเลย

“ฉันแค่อยากจะบอกให้นายรู้ไว้เฉยๆ ยังไม่ต้องตอบอะไรตอนนี้ก็ได้” เหมือนว่าคนข้างๆเขาจะจับความรู้สึกสับสนภายในใจได้ดีเลยรีบพูดออกมา ร่างสูงโปร่งลุกขึ้นจากม้านั่งแล้วจับไหล่เขาไว้

“แต่เยลลี่เนี่ยฉันขอนะ”

…?

“เผื่อถ้าฉันลองกินแล้วติดใจขึ้นมาจริงๆ แล้วถ้าถึงวันนั้นนายเกิดอยากรับผิดชอบฉันก็บอกฉันทันทีเลยนะ ฉันจะรอนายอยู่ที่เดิม ^^” ไม่น่าเชื่อว่าพอเวลายิ้มเขินอายแล้วจะทำให้ผู้ชายแมนๆแบบนี้ดูดีขึ้นมาหลายสิบเท่า แต่ซานดึลก็ยังไม่ได้ตัดสินใจอะไรทั้งนั้น

“นายชื่ออะไรน่ะ?” ดวงตาใสซื่อเหลือบมองพร้อมถามก่อนที่คนที่ยืนอยู่จะเดินผละออกไปรวมกลุ่มกับเพื่อนห้องตัวเองซะก่อน

“ชาซอนอู เกรดสิบเอ็ดห้องเอ ความจริงฉันมีญาติลูกพี่ลูกน้องเป็นประธานนักเรียนแล้วก็มีน้องชายอยู่ห้องเดียวกับนายด้วยนะ” คนผมสีน้ำตาลไหม้คลี่ยิ้มอีกครั้ง แต่คราวนี้เสี้ยวใบหน้าของใครอีกคนกลับทาบซ้อนกันขึ้นมาจนคนตัวเล็กเผลอเรียกชื่อนั้นออกมาเบาๆ

“ชาบาโร

“อืม นั่นแหละ แต่เราไม่ค่อยสนิทกันเท่าไหร่ฉันก็เลยไม่เคยถามเรื่องนายจากเขา นายไม่ต้องเป็นห่วงว่าใครจะรู้หรอกนะซานดึล”

ก็ว่าอยู่ดูไปดูมาตอนแรกก็ว่าหน้าตานิสัยคล้ายกันแล้ว ติดตรงมีสีผมต่างกันแล้วก็ดูเป็นสุภาพบุรุษกว่าเท่านั้นแหละก็เลยทำให้มองข้ามข้อนี้ไป สรุปทั้งบ้านคงมีแต่อีตาบาโรสินะที่นิสัยแย่กว่าใครเพื่อน พี่ชินวูก็ไม่ยักจะเป็นคนขี้แกล้งแบบอีตานั่นซักกะนิด -__-;;

แต่เป็ดโง่ก็ดันหลงรักกระรอกขี้แกล้งนิสัยเสียตัวนั้นไปเองซะแล้ว บอกแล้วว่าอีจองฮวานน่ะยิ่งกว่าซุปเปอร์อภิมหาซื่อบื้อ คนอย่างนี้จะมีใครมาชอบนอกจากซอนอูที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขาในตอนนี้

“ครูเรียกห้องฉันให้ไปรวมกันแล้ว นายอย่าลืมเอากลับไปคิดล่ะเป็ดน้อย ตัดสินใจได้เมื่อไหร่อย่าลืมบอกฉันเป็นคนแรกล่ะ” ซอนอูบอกทิ้งท้ายก่อนจะวิ่งเหยาะๆไปรวมกับกลุ่มห้องตัวเอง ซานดึลทอดสายตาไปยังทุ่งหญ้าที่บาโรและกงชานเคยวิ่งไล่กันอยู่เมื่อกี้อีกครั้ง แต่ตอนนี้เพื่อนทั้งสองคนก็ไม่ได้อยู่ตรงที่นั้นอีกแล้ว

ในเมื่อมีคนที่เห็นคุณค่าฉันเดินเข้ามาในชีวิตอย่างนี้แล้ว นายบอกฉันสิกระรอกว่าฉันควรจะทำยังไงต่อไปดี?

 ......................

“ตกลงนายกับพี่จินยองนี่มันยังไงกันแน่” บาโรถามขณะที่กำลังเดินเที่ยวอยู่ในไร่องุ่นกับเพื่อนสนิทที่อ้าปากรอองุ่นหยอดลงมาจากมือเขาทีละลูกอย่างกับลูกนก

“ ไอ้ยังไงของนายนี่มันคืออะไร?

“ไอ้แบ๊วนี่! หมายถึงสถานะอ่ะ รุ่นน้อง เพื่อนบ้าน หรือแฟนล่ะวะ? -_-*” บาโรดันหัวกงชานด้วยความหมั่นไส้ที่ดันมาแอ๊บใสซื่อได้ไม่เข้าเรื่อง เพื่อนเขาได้แต่อมยิ้มน้อยๆก่อนจะพูดออกมาอย่างรู้ทัน

“นายไปเห็นอะไรมา” บาโรแค่นหัวเราะก่อนจะยักคิ้วอย่างผู้มีชัยเหนือกว่า

“ฉันไม่ได้หลับขี้เซาขนาดนั้นนะเว้ย คนหลับซบกันอยู่ข้างๆพูดจางุ้งงิ้งอ้อนกันไปอ้อนกันมาฉันก็ต้องรู้อยู่แล้ว ตกลงไปบ้านรุ่นพี่จินยองทุกวันนี่ไปอ้อล้ออ่อยเขามาใช่มั้ยบอกมา”

“นายยังจำเรื่องฮยองหมาจิ้งจอกในร้านหนังสือที่ฉันเคยเล่าให้ฟังตอนมอต้นได้มั้ย?” กงชานไม่ได้ตอบคำถาม ร่างโปร่งทั้งสองหยุดเดินแล้วหันมาคุยกันอย่างเป็นกิจจะลักษณะมากขึ้นกว่าเดิม

“ไอดอลเฟิร์สทเลิฟฝังใจของนายที่ให้กินน้ำตาตัวเองตอนสะอึกอ่ะนะ จำได้ดิ นายเล่นเป่าหูฉันเรื่องนี้ทุกวันจนจะเอามาเขียนเป็นนิยายขายได้อยู่แล้ว -_-;;

“นั่นแหละ จินยองฮยอง” ริมฝีปากสีกุหลาบของกงชานคลี่ยิ้มออกมาอีกครั้งยามเมื่อเล่าเรื่องที่ทำให้ตัวเองมีความสุข

“หา!? นายจะบอกฉันว่ารุ่นพี่จินยองคือคนคนเดียวกับฮยองในร้านหนังสือของนายในตอนนั้น! O_O^

“อืม”

“คนที่เล่านิทานให้นายฟัง ให้นั่งตักนุ่มๆ แล้วก็ปลอบนายด้วยเรื่องร้านหนังสือวิเศษอ่ะนะ!

“เออ”

“นายตามหาเขาตั้งนานเกือบสิบปี แต่อยู่ดีๆเขาก็ย้ายเข้ามาอยู่ข้างบ้านนาย เรียนโรงเรียนเดียวกันโดยที่ต่างคนต่างก็ไม่รู้ว่าใครคือใครน่ะเหรอ!

“ใช่ แต่ตอนนี้ทั้งพี่จินยองกับฉันเรารู้ตัวตนกันหมดแล้ว”

“โหอย่างเทพอ่ะ”

“เจ๋งไปเลยใช่มั้ยล่ะ ^^

“เทพนิยายน่ะสิ -_-^ เรื่องแบบนี้มันเกิดขึ้นจริงบนโลกได้ด้วยเหรอวะเนี่ย” บาโรยกมือขึ้นเสยผมสีดำของตัวเองด้วยความอัศจรรย์ใจ สีหน้าท่าทางของกงชานดูไม่เดือดร้อนอะไรเลยในเวลาที่เล่า ทำให้บาโรพอจะเดาสถานการณ์ย้อนหลังออก

“รู้มานานแล้วสิ?

“ก็สักพักหนึ่งแล้วล่ะ พี่จินยองรู้ก่อนฉันได้ไม่นานตอนที่ไปเล่นเปิดหมวกที่เมียงดงกันครั้งแรก"

"แล้ว...พี่เขาว่ายังไง" กงชานส่ายหน้าน้อยๆ

"พี่เขาก็ไม่ได้ว่ายังไง ถ้าฉันไม่มารู้ทีหลังพี่จินยองก็คงจะยังไม่บอกความจริงฉันหรอก"

"ดูข้างนอกว่าติสท์แล้ว ข้างในยังจะทำตัวติสท์กว่าอีกเหรอวะเนี่ย" บาโรกลั้วหัวเราะเมื่อนึกถึงผมสีไวน์แดงกับเรื่องประหลาดๆที่จินยองเคยทำตอนอยู่ในโรงเรียน

"ฮยองไม่ได้ติสท์นะ ก็อาจจะติสท์บ้างแต่ก็ไม่ถึงกับเพี้ยนอย่างที่นายเข้าใจ รุ่นพี่แค่แกล้งทำเพราะไม่อยากให้คนเข้าใกล้เยอะ" ท่าทางของกงชานที่รีบพูดแก้ตัวให้จินยองทำให้บาโรถึงกับหัวเราะออกมา

"ถึงกับรีบแก้ตัวให้เขาเชียวนะไอ้ชานชิคกี้ เห็นนายเป็นอย่างนี้ครั้งแรกแล้วไม่ชินเลยว่ะ อย่างกับลูกหมาทำท่าปกป้องเจ้าของ"

"พี่จินยองก็ชอบพูดอย่างนี้" กงชานก้มหน้าขำเมื่อนึกถึงสรรพนามที่คนรุ่นพี่ชอบใช้เรียกเขาเป็นประจำ บาโรย่นคิ้วเข้าหากันพลางหัวเราะด้วยความสงสัย

"คนอะไรวะเรียกแฟนตัวเองว่าลูกหมา รุ่นพี่นี่ก็แปลก"

"เปล่า...ฉันไม่ใช่แฟนพี่จินยอง" ประโยคนี้กงชานยิ้มออกมาอย่างขมขื่นนิดๆ ทำให้บาโรเงยหน้าขึ้นมามองเพื่อน

"เฮ้ย คนรักกันก็ต้องเป็นแฟนกันดิวะ ฉันก็เห็นพี่จินยองดูรักนายดีออก นี่ฉันคิดว่าพวกนายพัฒนาความสัมพันธ์ไปไกลกว่าคำว่าแฟนแล้วนะเนี่ย" ไกลกว่าแฟน? งั้นก็ต้องเป็น...

"ไอ้บาโร! ไอ้ทะลึ่ง! พีจินยองเขามีความเป็นสุภาพบุรุษพอนะ >///<*" คนหน้าตาน่ารักสวนหมัดใส่ไหล่หนาเขาทันทีที่คิดออก เห็นกงชานต้วเก้งก้างบอบบางอย่างนี้แต่จริงๆแล้วหมัดหนักเป็นบ้า

"นี่ไอ้ชานชิค ฉันจริงจังนะ" บาโรรวบหมัดเพื่อนที่ยังต่อยใส่เขาไม่ยั้งเพราะความเขิน

"อะ..อะไรของนาย ทำเสียงจริงจังทำไม" ดวงตากลมโตกระพริบปริบๆเมื่อเห็นท่าทีเอาจริงของเพื่อน

"พี่จินยองเคยบอกรักนายมั้ย?" กงชานนิ่งคิดอยู่นานเมื่อลองนึกย้อนเหตุการณ์ตั้งแต่ที่ได้เจอกับจินยองมาหลายเดือน บอกรักเหรอ


นายกลัวว่าฉันจะชอบชินวูมากกว่านายเหรอกงชาน

เรื่องแบบนี้ฮยองก็ต้องคิดเองบ้างสิฮะ

เด็กดีฉันรักนายที่สุดแล้ว


“ถ้าแบบตรงๆตอนที่รู้สึกตัวก็เคยอยู่ครั้งหนึ่งนะ” กงชานหันมาตอบบาโรที่กำลังนั่งเท้าคางรอฟังอยู่

“ครั้งเดียว? รู้จักกันมาตั้งหลายเดือนรุ่นพี่บอกรักนายแค่ครั้งเดียวเนี่ยนะ!

“ฮยองเป็นคนขี้อายน่ะ ชอบทำอะไรตรงข้ามกับความคิดตลอด” กงชานว่ายิ้มๆอย่างไม่ซีเรียส แต่บาโรก็ยังรู้สึกว่ามันทะแม่งๆอยู่ดี

“แล้วนายรู้ได้ยังไงว่ารุ่นพี่รักนายจริง เขาเคยบอกขอคบกับนายมั้ย?

“ไม่เคย” คนผมดำตาแป๋วตอบอย่างรวดเร็ว “ส่วนที่ว่าฉันรู้ได้ยังไงว่าพี่จินยองรักฉันจริงก็ดูจากการกระทำเอา”

“การกระทำที่เห็นกันอยู่เฉพาะแค่พวกนายสองคนน่ะเหรอ”

…!

คำพูดของบาโรจี้จุดของกงชานพอดีจนทำให้คนที่เคยพูดจาฉะฉานเถียงเก่งเป็นที่หนึ่งถึงกับเงียบพูดอะไรไม่ออก ใช่จินยองฮยองไม่เคยแสดงอาการที่ว่านี้ต่อหน้าคนอื่น ไม่เคยบอกรักจริงจังให้เขาได้ยินสักครั้ง แต่เขาก็ยังเชื่อใจคนรุ่นพี่มาโดยตลอดว่าความรู้สึกที่จินยองมีให้เขาคงจะเหมือนกับความรู้สึกของเขาที่มีให้จินยองเช่นกัน

“บางอย่างมันก็ต้องอาศัยมากกว่าการกระทำนะกงชาน ไม่งั้นนายจะรู้ได้ไงว่ารุ่นพี่เขารักนายที่เป็นนายอยู่ในตอนนี้ หรือเขาแค่รักเด็กที่เคยเจอในร้านหนังสือตอนนั้น” บาโรพูดเสียงขรึมด้วยแววตาเป็นกังวล เขารู้ว่าเพื่อนเขารักรุ่นพี่คนนี้มากจนยอมเชื่อใจทุกอย่าง คอยเอาอกเอาใจออดอ้อนสารพัดทั้งที่ไม่เคยทำกับคนอื่น แต่ยังไงเขาก็อยากจะให้กงชานได้ฉุกคิดอะไรบ้าง

“จินยองฮยองแค่ยังไม่พร้อมน่ะบาโร เขามีเหตุผลมากพอที่จะยังไม่ทำอะไรให้ชัดเจนในตอนนี้ แต่ฉันเชื่อว่าพี่จินยองเองก็รู้สึกไม่ได้ต่างไปจากฉัน เรื่องของเราตอนเด็กๆมันก็เป็นแค่จุดเริ่มต้นของความรู้สึกในปัจจุบัน ไม่ใช่ทั้งหมดของชีวิต”

พอเห็นกงชานเชื่อใจจินยองมากขนาดนี้แล้วบาโรก็เลยไม่อยากจะเซ้าซี้ต่อไป เห็นได้ชัดว่าเพื่อนเขารักฮยองข้างบ้านคนนี้มากจนรับได้หมดไม่ว่าตัวเองจะอยู่ในสถานะไหนก็ตาม คนผมดำตาตี่ได้แต่ถอนหายใจเนือยๆก่อนจะถามออกมา

“แล้วนายจะชวนรุ่นพี่ไปงานวันเกิดนายหรือเปล่า” กงชานนิ่งเงียบ มือเล็กบีบกันแน่นพร้อมเม้มริมฝีปากตัวเองอย่างคนคิดไม่ตก

“ไม่ล่ะ ฉันไม่ได้บอกรุ่นพี่เรื่องนี้”

“ทำไม ฉันว่าพี่จินยองควรจะรู้นะ นี่ก็ใกล้จะวันศุกร์แล้วด้วย” บาโรไม่เคยเห็นกงชานเป็นอย่างนี้มาก่อน ปกติมันต้องบอกจินยองฮยองแทบทุกเรื่องไม่ใช่เหรอแล้วนี่ทำไม…?

“ตอนแรกฉันก็ว่าจะชวนอยู่ แต่ไปได้ยินมาก่อนว่ารุ่นพี่มีนัดทำงานสำคัญวันนั้นพอดี ก็เลยไม่อยากจะบอกเรื่องนี้ให้ไปกวนใจ” กงชานหมอบหน้าใสลงกับเข่าที่ชันอยู่อย่างปลงๆ

“ไอ้บ้านี่! อย่ามาทำนิสัยนางเอกละครน้ำเน่าแถวนี้ได้ป่ะวะ พี่เขาไม่รู้สิแปลกรีบไปชวนรุ่นพี่จินยองเดี๋ยวนี้เลยไป” มือใหญ่ผลักตัวร่างบางข้างๆให้ลุกขึ้น แต่คนตาแป๋วกลับส่ายหน้า

“ไม่ล่ะ ฉันทำทุกอย่างพังหมดแล้ว ฉันกะว่าจะเอาเวลาในวันนี้มาชดเชยในวันศุกร์ แต่มันกลับทำให้เรื่องแย่ไปกว่าเดิม”

“พูดอย่างนี้หมายความว่ายังไง อย่าบอกนะว่านาย” บาโรหันไปมองหน้ากงชานที่กำลังเหงื่อตกน้ำตาซึมอยู่ข้างๆ

“ฉันไม่รู้จริงๆนะบาโร พี่จินยองต้องโดนหักคะแนนเพราะฉัน” เสียงกงชานเริ่มสั่น

“ใจเย็น ฉันรู้ว่านายไม่ได้ตั้งใจ นายแค่อยากหาเวลาอยู่กับพี่เขาก่อนถึงวันนั้น” บาโรตบไหล่เพื่อนพลางบีบเบาๆ แค่กงชานพูดแค่นี้เขาก็พอจะปะติดปะต่อเรื่องราวเมื่อเช้าได้แล้ว

“แต่ฉันแอบปิดมือถือเขา ตั้งใจไม่ให้เขาพูดโทรศัพท์กับพี่ชินวูเพราะไม่อยากให้เขานั่งด้วยกันบนรถ จงใจไปปลุกเขาตอนที่สายแล้วแถมยังถ่วงเวลาก่อนออกจากบ้านอีกตั้งนาน ทั้งหมดนี่มันเป็นฝีมือฉันเองนายได้ยินหรือเปล่าว่ามันเป็นฝีมือฉันเอง"

“ฉันได้ยินหมดแล้วกงชานชิค”

!!!

เสียงเรียบนิ่งที่ดังแทรกขึ้นมาจากด้านหลังทำให้บาโรและกงชานหันไปมองพร้อมกันด้วยความตกใจ ร่างโปร่งผมสีไวน์แดงของรุ่นพี่ที่หลบอยู่ตรงแปลงไร่องุ่นข้างๆกันค่อยๆก้าวเนิบๆเข้ามาหา ตาเรียวรียังดูมีเสน่ห์เช่นเคยแต่ครั้งนี้มันกลับฉายนิ่งไม่มีความรู้สึกอะไรจนน่ากลัว

“ฮยองเข้ามาตั้งแต่เมื่อไหร่ฮะ” หัวใจกงชานหล่นวูบเมื่อเห็นปากสีส้มของคนรุ่นพี่เม้มเป็นเส้นตรงพลางจ้องเขานิ่งเงียบอยู่อย่างนั้น สีหน้าของคนรุ่นพี่ดูเครียดยิ่งกว่าเมื่อเช้าเป็นหลายร้อยเท่า

“ก็เข้ามาได้ยินทันที่นายกำลังสารภาพความผิดกับเพื่อนแล้วกัน ไม่คิดว่าบอกความจริงผิดคนไปหน่อยเหรอ" จินยองพูดเสียงแข็งเรียบเฉยด้วยความโกรธที่กำลังค่อยๆก่อตัวทีละนิด

"ฮยอง ผมไม่ได้ตั้งใจนะ มันเป็น..."

"นายจะมาแก้ตัวอะไรตอนนี้ เห็นฉันโง่มากนักหรือไงถึงได้โกหกไม่บอกความจริงฉันน่ะ แค่ไม่อยากให้ชินวูมานั่งข้างฉันก็ถึงกับต้องทำถึงขนาดนี้เลยหรือไงห๊ะ!"

"มันไม่ใช่อย่างนั้นนะครับรุ่นพี่ วันศุ..."

"บาโร"

บาโรพยายามจะอธิบายให้แต่มือเล็กของเพื่อนกลับบีบเขาไว้เบาๆเป็นเชิงไม่ให้พูด คนผมดำตาตี่ก็เลยต้องปิดปากเงียบไปอย่างขัดใจ เพราะรู้ว่าจินยองมาไม่ทันได้ยินประโยคก่อนหน้านั้นเลยไม่รู้ว่าอีกสองวันจะเป็นวันเกิดกงชาน

"ฉันก็เคยบอกนายแล้วไงว่าระหว่างฉันกับชินวูมันไม่มีอะไรเลย ทำไมนายยังไม่เลิกนิสัยทำตัวงี่เง่าเป็นเด็กๆอย่างนี้อีกกงชาน คะแนนผลการเรียนฉันต้องมาแขวนอยู่กับเหตุผลไร้สาระของนายน่ะเหรอ ทำไมนายถึงได้เห็นแก่ตัวอย่างนี้" จินยองยังคงต่อว่าเขาไม่หยุด กงชานได้แต่ก้มหน้านิ่งพลางสบตาคนรุ่นพี่บ้างเป็นบางครั้ง

ไม่นะ...มันไม่ใช่แบบที่ฮยองคิดซักนิด แต่ผมแค่บอกฮยองเรื่องนี้ไม่ได้...พี่ต้องเชื่อใจผมนะพี่จินยอง

"เงียบทำไม ทำไมไม่อธิบายมา บอกสิว่านายไม่ได้โกหกฉันเรื่องเมื่อเช้า ทั้งหมดไม่ใช่ฝีมือนาย" จินยองเริ่มเสียงดังขึ้นเรื่อยๆด้วยความไม่พอใจที่เห็นรุ่นน้องเอาแต่ปิดปากเงียบ มันยิ่งตอกย้ำว่าคนที่เขาไว้ใจที่สุดกำลังหลอกลวงเขามาตลอดจริงๆ

"ผมขอโทษ แต่ผมโกหกฮยองเอง" คำตอบของกงชานทำให้จินยองรู้สึกผิดหวังยิ่งกว่าเดิม ดวงตาแป๋วของไอ้ลูกหมามองมาที่เขาเหมือนอยากจะขอความเห็นใจให้เขายกโทษให้

"แต่ผมไม่รู้เรื่องคะแนนเก็บอะไรนั่นนะฮยอง ถ้าผมรู้ผมจะไม่ทำแบบนี้" มือเล็กพยามยามจะเอื้อมมือมาจับเขาไว้แต่จินยองกลับสะบัดออก

"ฉันจะเชื่อใจนายได้แค่ไหนน่ะกงชาน"

"..."

"ถึงนายไม่รู้เรื่องคะแนนจริง แต่ไอ้การที่นายหวงฉันไม่เข้าเรื่องมันก็แสดงออกชัดเจนแล้วว่านายไม่ได้ไว้ใจฉันเลย คะแนนฉันต้องมาเสียไปเพราะความคิดไร้สาระของนายแบบนี้น่ะเหรอ"

เปล่านะ...แค่ผมอยากใช้เวลาอยู่กับคนที่ผมรักมันเป็นความคิดไร้สาระอย่างนั้นเหรอ แค่การที่ผมไม่อยากให้เขาต้องมาวุ่นวายกับเรื่องไม่เป็นเรื่องของผมวันนั้นมันทำให้ผมต้องเจ็บปวดอย่างนี้เลยเหรอฮะ

ผมเห็นว่าการที่ได้ใช้เวลาอยู่กับพี่จินยองเป็นของขวัญวันเกิดที่ดีที่สุดที่ผมพอจะให้ตัวเองได้...ผมทำอะไรผิดตรงไหนกัน...

"ฮยอง มันไม่ใช่อย่างที่ฮยองเข้าใจนะ" เสียงใสเริ่มสั่นเครือ

"แล้วฉันต้องเข้าใจแบบไหนล่ะถึงจะถูก" จินยองกอดอกมองเขานิ่ง

"มัน..." พอจะพูดจริงๆกงชานก็ดันไม่อยากจะพูด พูดไปตอนนี้จะยิ่งเหมือนเด็กเรียกร้องความสนใจซะเปล่าๆ พี่จินยองอาจจะนึกสมเพชหรือโกรธเขามากกว่าเดิม

"จินยอง เมื่อเช้านายหายไปไหนมา อาจารย์คิมให้มาตามตัวนายไปพบเรื่องคะแนนที่โดนหักไปน่ะ" เรื่องยิ่งแย่เข้าไปใหญ่เมื่อชินวูตามมาสมทบในวงร่วมอีกคน คำพูดเรื่องโดนหักคะแนนเมื่อเช้ายิ่งเติมเชื้อไฟความโกรธให้คนผมแดงมากขึ้นจนต้องพยายามสูดลมหายใจเข้าลึกๆเพื่อระงับอารมณ์ไว้

"ให้ฉันไปช่วยพูดกับอาจารย์ให้มั้ย คะแนนนี้สำคัญต่อการยื่นต่อมหาวิทยาลัยมากเลยนะ รีบไปคุยตอนนี้ฉันจะได้ช่วยแก้อีกแรงได้ทัน"

"ขอบใจมากชินวู เดี๋ยวฉันตามไป" จินยองหันไปขอบใจเพื่อนที่ยืนจับไหล่ของตัวเองอยู่พลางปรายตามองคนผมดำที่ยืนน้ำตาตลออยู่ตรงหน้าอีกที ริมฝีปากสีชมพูสั่นระริกพลางพยายามจะเอ่ยรั้งเขาเอาไว้

"ฮยอง เชื่อผมนะ..." มือบางจับมือเขาไว้แน่นพลางออกแรงรั้งกอดคนรุ่นพี่จากด้านหลังก่อนที่เขาจะเดินตามชินวูไป

"เลิกโกหกฉันซะทีกงชาน ไอ้หน้าแบ๊วใสซื่อของนายน่ะมันช่วยพูดความจริงไม่ได้หรอกนะ หยุดทำตัวอ้อนไร้เดียงสาเหมือนไม่รู้เรื่องอะไรได้แล้ว เห็นแล้วมันน่ารำคาญ!"

"!!! ระ..รุ่นพี่" น้ำตาใสไหลเอ่อออกมานองหน้าทันทีที่พูดจบประโยคพลางมองจินยองด้วยแววตาเสียใจ พี่จินยองไม่คิดจะฟังเขาเลยซักนิด แถมคำว่ารำคาญก็ยังทำร้ายบดขยี้ความรู้สึกเขาจนไม่มีชิ้นดีจนกลั้นม่านน้ำตาไว้ไม่ไหวอีกต่อไป

"อย่างน้อยชินวูก็ยังช่วยฉันในเรื่องความผิดที่นายก่อไว้ได้ ระหว่างนี้นายก็ไปหยุดคิดทบทวนตัวเองแล้วกันว่าทำอะไรไว้บ้าง คิดได้เมื่อไหร่เราค่อยมาพูดกัน ตอนนี้ฉันยังไม่อยากคุยกับนาย"

จินยองแกะมือนุ่มอ่อนแรงที่กอดเอวเขาอยู่ออกได้อย่างง่ายดาย ชั่วเสี้ยววินาทีที่หันไปเห็นใบหน้าเปื้อนน้ำตาของรุ่นน้องก็เกือบจะใจอ่อนด้วยความสงสาร แต่ด้วยความโกรธที่มีอยู่เป็นทุนเดิมจึงทำให้นึกไม่ได้ว่าตัวเองพูดอะไรออกไปบ้างแล้วตัดสินใจก้าวเดินต่อไปโดยไม่ได้หันหลังกลับมามอง

กงชานทรุดลงกับพื้นดินที่ใช้ทำแปลงไร่องุ่นอย่างหมดแรง ร่างบางสะอื้นหนักขึ้นเรื่อยๆจนต้องซบหน้าลงกอดเข่าตัวเอง บาโรมองเพื่อนด้วยความสงสารพลางดึงคนผมดำเข้ามากอดลูบหลังปลอบใจเท่าที่จะสามารถทำได้

“กงชาน” พออยู่ในอ้อมกอดเพื่อนสนิทคนผมดำก็ยิ่งปล่อยโฮออกมาพลางกอดรัดบาโรไว้แน่นเหมือนเป็นที่พึ่งสุดท้าย ชาบาโรได้แต่มองคนในอ้อมแขนด้วยความสงสารแต่ก็ไม่รู้จะช่วยยังไงดี

“พี่จินยองรำคาญฉันแล้ว ฮยองไม่อยากคุยกับฉันแล้ว” เสียงใสที่เคยร่าเริงสะอื้นพูดวนไปวนมาฟังไม่ได้ศัพท์

กงชาน ไม่เป็นไรนะ

“ฮยองไม่เชื่อผมเลย ไม่เข้าใจผมเลยซักนิด...ฮึก”

“รุ่นพี่แค่เข้าใจผิด นายใจเย็นก่อนนะ” บาโรมองแผ่นหลังที่สะอึกสะอื้นด้วยความเวทนา ตั้งแต่คบกันมากงชานเพิ่งเคยร้องไห้หนักอย่างนี้เป็นครั้งแรกจนเขาทำอะไรไม่ถูก

“จินยองฮยองรำคาญผมแล้ว ผมทำให้ฮยองรำคาญแล้ว” ประโยคท้ายๆเหมือนจะพูดกับตัวเองซะมากกว่าก่อนที่น้ำอุ่นๆจะไหลรินออกมาจากดวงตากลมใสแจ๋วอีกครั้ง บาโรได้แต่ถอนหายใจยาวอย่างเป็นกังวลก่อนจะปล่อยให้กงชานซบหน้าใสไว้กับบ่าของเขาอย่างนั้น มือหนาอุ่นยกขึ้นมาลูบหัวปลอบเพื่อนให้หยุดร้องอย่างจนใจ

“ร้องออกมาเลย” หน้าใสฝังอยู่กับลาดไหล่ของเขาก่อนจะปล่อยโฮออกมาเป็นเด็กๆ บาโรต้องคอยปลอบอยู่นานกว่าที่คนผมดำจะหยุดร้องไห้หนัก โดยที่ไม่รู้เลยว่าอีกฟากหนึ่งของไร่องุ่นมีใครอีกคนที่กำลังมองพวกเขาอยู่ด้วยแววตาที่เสียใจไม่แพ้กัน

ชัดเจนขนาดนี้คงไม่ต้องกลับไปคิดให้เสียเวลาหรอกนะอีซานดึล

***************************************

PS. อุ้ยเอาแล้วจุ้ย! เริ่มหน่วงแล้วฟิคฉัน 555 ก็กลัวเขียนหวานๆใสๆอย่างเดียวแล้วรี้ดจะเบื่อ จัดดราม่าให้นิดหนึ่งแล้วกันพอหอมปากหอมคอ -.,- ตอนเขียนแอบสงสารเมนตัวเองแต่ก็ทำใจแข็งเอาไว้ ฮึบ! มันต้องผ่านไปได้ด้วยดีนะก๊งนะ ^^ ก๊งต้องสตรอง! จะบอกว่าเราไม่ถนัดเขียนดราม่าหรอก นิยายเรื่องก่อนที่เขียนก็มีดราม่าโผล่มาตอนท้ายนิดหนึ่งแล้วก็ทำใจเขียนต่อไม่ได้เลยรีบๆจบให้มันแฮปปี้เอ็นดิ้ง (ให้มันได้อย่างนี้สิ -_-;;) สัญญาว่าจะไม่ดราม่าพร่ำเพรื่อ ถ้าบาน่าหรือรี้ดชอบฟิคหวานเราก็พร้อมจะเสิร์ฟให้ได้ทุกเมื่อเพราะดูแล้วท่าทางจะถนัดแนวนี้มากกว่า ฮ่าาาา TwT มีความสุขกับการอ่านตอนนี้และการรอตอนต่อไปด้วยนะคะ อันยองงง กิกิ



นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

83 ความคิดเห็น

  1. #58 น้ำตาลเทียม (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 22 ตุลาคม 2559 / 23:39
    โอยอยู่ๆก็ฟ้าถล่มดินทลายยยยย ดรามาเฉยย ตอนนี้หน่วงจังเลยไรท์
    #58
    0
  2. #25 ชบาน้อยย (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 9 พฤศจิกายน 2558 / 20:27
    ไรท์สู้ๆนะค๊าา เข้าอินจนร้องไห้เยย T ^ T
    #25
    0
  3. #24 cnkdo (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 8 พฤศจิกายน 2558 / 05:12
    เข้าใจผิดกันไปหมดแล้วทั้งดึลทั้งหมวย ฮืออ อยากร้องไห้จัง
    #24
    0
  4. #23 Funch (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 7 พฤศจิกายน 2558 / 21:53
    จะเอหวานๆอ่าไรท์เตอร์ ไม่เอาดราม่า ฮือๆๆๆ

    อ่านไปก็ปวดหัวใจไปพร้อมๆกับน้องก๊ง ก๊งต้องสตรองจริงๆ

    อ่านไปน้ำตาไหลไปหล่นฉากมาก พี่จินยองสตรองเกินไป

    แงๆ พี่จินยองพูดได้ปวดใจที่ซู้ด เจ็บแทนน้องเลยค่ะ

    ไรท์รีบกลับมาแต่งหวานๆเลยนะ แบบนี้มันทรมานหัวใจเกินไป

    ไรท์สู้ๆๆๆนะคะ รออ่านตอนต่อไปค่ะ สนุกมาก ชอบทุกตอนเลย
    #23
    0
  5. #22 aranya7180 (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 7 พฤศจิกายน 2558 / 17:21
    อะไรรรรอ่าาาาา เววว เวววววว ทำไมมต้องดราม่าาา พี่จินยองง แกเข้าใจชานชิคผิดน่ะ แล้ว-คำว่า "รำคาญ" หน่ะะะ มัน เจ็บ มากกกก
    ปล.ไรท์เจ๋งมากก เป็นฟิคเรื่องแรกที่ทำให้เราร้องไห้ ???
    #22
    0