[Fic B1A4] My Hyung Neighbor นี่ผมไงจะใครล่ะฮะพี่ [JinChan]

ตอนที่ 17 : Chapter 17 : Only learnt bad things

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 141
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    23 ก.พ. 60


Chapter 17 : Only learnt bad things




"ซานดึล วันนี้นายได้เอาเค้กมาตามแผนหรือเปล่า" พอถึงเวลาพักกลางวันบาโรก็รีบปรี่เข้ามานั่งข้างเพื่อนตัวเล็กเพราะวันนี้เก้าอี้ข้างซานดึลไม่มีใครนั่ง เนื่องจากกงชานไม่มาโรงเรียน

"เอามา"

"ง่อววว น้องเป็ดไม่ได้สมองปลาทองอีกแล้วสินะ ควรเปลี่ยนชื่อเป็นสมองอะโรวน่าดีมั้ยเนี่ย นายอยากเป็นปลาอะไรล่ะฉันให้นายเลือก" บาโรว่าพลางกระแซะคนผมน้ำตาลเล่น แต่คราวนี้ซานดึลกลับไม่ขำหรือว่าเขากลับ

“เป็นอะไรเนี่ยไอ้เป็ด เฮิร์ทตามไอ้กงชานไปอีกคนแล้วหรือไง หรือวันนี้ลืมเอาขนมหนอนมากินเลยเศร้า” บาโรเอานิ้วจิ้มแก้มป่องๆเล่น แต่มือบางกลับเอานิ้วเขาลงแล้วหยิบกล่องข้าวขึ้นมาอย่างไม่สนใจ

“เค้กอยู่ในกระเป๋าใบเล็กฉันนะ อยากจะเอาไปเซอร์ไพรส์กงชานที่บ้านก็หยิบไปได้เลย ฝากบอกกงชานด้วยว่าขอให้มีความสุขในวันเกิดมากๆ ขอให้มาโรงเรียนไวๆ” ร่างเล็กหยิบกล่องข้าวแล้วลุกขึ้นยืนหากแต่โดนมือหนาของบาโรรั้งเอาไว้ก่อน

“แล้วนี่นายจะไปไหน ไม่กินข้าวด้วยกันเหรอ”

“ฉันจะไปกินกับเพื่อน” ซานดึลหันมามองบาโรที่ขมวดคิ้วหนาอย่างไม่เข้าใจ

“เพื่อน? เพื่อนที่ไหน แล้วฉันที่นั่งหัวโด่อยู่ตรงนี้ไม่ใช่เพื่อนนายหรือไง” บาโรเริ่มเสียงขุ่น ซานดึลเป็นกับเขาอย่างนี้มาตั้งแต่เมื่อวานแล้ว ตอนไปทัศนศึกษาขากลับก็เอาแต่นั่งเงียบไม่พูดจาแต่ตอนนั้นบาโรก็คิดว่าคนตัวเล็กคงเหนื่อยก็เลยไม่ได้พูดอะไร

ก็เพราะว่านายยังคิดกับฉันแค่เพื่อนไงบาโรฉันถึงอยู่ใกล้นายไม่ได้แล้ว เพราะฉันไม่ได้คิดกับนายแค่นั้น อยู่กันไปก็อึดอัดทั้งนายและฉันเองเปล่าๆ

“เพื่อนฉันก็คือลูกพี่ลูกน้องนายที่เรียนอยู่อีกห้องหนึ่งไง อ๊ะ! ซอนอู โทษทีที่ให้รอ”

“ซอนอู” บาโรหันไปมองตามสายตาก็เห็นร่างสูงของญาติลูกพี่ลูกน้องที่กำลังเดินเข้ามาในห้องเรียนเขาอย่างไม่ขัดเขิน คนมาใหม่หน้าตาดีกำลังโดนสาวๆในห้องเขาจับตามองเพราะมีดีกรีเป็นถึงมือเบสของวงดนตรีโรงเรียน

“ไงบาโร ไม่ค่อยได้ทักกันเลยนะ” ซอนอูโบกมือให้บาโรพอเป็นพิธีก่อนที่มือจะเลื่อนไปจับหัวคนตัวเล็กผมสีน้ำตาลอย่างสนิทสนม

“อยู่กันคนละห้องนายรู้จักกับซานดึลด้วยเหรอ” บาโรถามเสียงกระด้างพลางมองมือที่ลูบหัวซานดึลอยู่ไม่วางตา เห็นอย่างนี้แล้วมันรู้สึกแปลกๆอย่างบอกไม่ถูก

“ซานดึลน่ารักอย่างนี้ก็ต้องมีคนรู้จักอยู่แล้ว ว่าแต่นายเหอะเพื่อนตาแป๋วๆหน้าตาน่ารักคนก่อนที่เดินด้วยกันเป็นประจำหายไปไหนล่ะ ไม่ยักเห็นตั้งแต่เมื่อวานแล้ว” ซอนอูจ้องกลับเมื่อเห็นสายตาของลูกพี่ลูกน้องที่ส่งมาไม่ค่อยเป็นมิตรเท่าไหร่ มือที่ลูบหัวอยู่ย้ายมาโอบไหล่คนตัวเล็กเพื่อทดสอบปฏิกริยาคนตรงหน้าทำให้บาโรต้องกลอกตาไปทางอื่นอย่างอดกลั้น

“กงชานไม่มาโรงเรียน พอดีว่ามีเรื่องนิดหน่อย” บาโรตอบสั้นๆ

“งั้นเหรอ นายก็ไม่มีเพื่อนกินข้าวล่ะสิ ไปกินด้วยกันได้นะ” ซอนอูชวนอย่างคนมีอัธยาศัยดีในขณะที่ซานดึลเอาแต่ก้มหน้า เพราะไม่อยากมองหน้าบาโรทำให้เขารู้สึกหวั่นไหวและเจ็บปวดไปพร้อมกัน

เขาตัดสินใจเลือกทางที่ดีที่สุดให้กับตัวเองแล้วทำอย่างนี้จะได้ลืมเรื่องบาโรได้ง่ายขึ้น

“นายไปกินเถอะ ฉันขออยู่กินกับเพื่อนที่ห้องดีกว่า เพราะยังไงก็เพื่อนกันทั้งนั้น” ประโยคหลังเหมือนคนผมดำจะหันมาจิกกัดซานดึลเป็นนัยๆก่อนที่ร่างสูงจะผุดลุกเลื่อนเก้าอี้เสียงดังอย่างไม่พอใจแล้วไปนั่งกินกับกลุ่มเพื่อนข้างๆ ซานดึลมองตามด้วยความรู้สึกปวดหนึบข้างในจนอยากจะร้องไห้แต่ก็พยายามข่มใจหันไปยิ้มกับซอนอูที่โอบไหล่อยู่

“ไปกันเถอะ นายคงหิวแย่แล้ว”

“นายนั่นแหละที่หิว กำกล่องข้าวในมือแน่นเชียวเป็ดน้อย” ซอนอูแซวเล่นๆพลางดึงมือซานดึลไปจับแล้วเดินออกนอกห้องไปด้วยกัน พอเห็นทั้งสองคนเดินไปไกลจนลับตาแล้วบาโรจึงค่อยหันกลับไปมองอีกครั้งอย่างขัดใจ

บ้าเอ๊ย! เพื่อนบ้านไหนเขาจับมือกันเดินวะ กลัวหลงทางหาห้องไม่ถูกหรือไง -*-

 ................................

“จินยอง เธอไม่ต้องมาแก้ตัวเรื่องคะแนนแล้วนะ มีคนจัดการให้เรียบร้อยแล้ว” อาจารย์คิมเดินมาบอกลูกศิษย์ยิ้มๆขณะที่อยู่ในช่วงเลิกเรียนพอดี

“เอ๋? คะแนนไปทัศนศึกษาน่ะเหรอครับ ผมไม่ต้องแก้แล้วเหรอ”

“อืม ขอให้หายไวๆนะ ไปล่ะพอดีอาจารย์มีนัดตอนเย็น” อาจารย์วัยสามสิบกว่ายกนาฬิกาขึ้นดูแล้วเดินผละออกไปอย่างเร่งรีบ ทิ้งให้ลูกศิษย์ผมแดงเกาหัวอย่างงงๆ มีคนแก้ให้แล้ว? ใครวะ? คงจะเป็นไอ้ดงอูล่ะมั้ง เห็นพักนี้มันวิ่งเต้นเรื่องนี้ให้เขาเป็นว่าเล่น ต่างจากกงชานที่เอาแต่หลบหน้าเขาทำนิสัยเป็นเด็กๆ นี่ก็ไม่ได้มาโรงเรียนตั้งสองวันแล้วคงตั้งใจจะหลบหน้าเขาเหมือนเคย

ทำผิดแล้วก็ยังไม่ยอมรับผิดอีกเด็กนิสัยไม่ดี เอาแต่วิ่งหนีปัญหาต้องคอยให้คนอื่นมาแก้ให้ คราวนี้อย่าหวังเลยว่าเขาจะเข้าไปง้อก่อน ให้ทบทวนความผิดของตัวเองแล้วยังจะมาทำเป็นหลบหน้าโกรธเขาอีก นิสัยอย่างนี้ต้องปล่อยให้อยู่คนเดียวซะให้เข็ด -*-

“จินยอง มายืนทำอะไรตรงนี้ เพื่อนๆไปรวมตัวกันหมดแล้วนะ” ชินวูเดินมาตามคนผมแดงที่นั่งยืนเหม่ออยู่หน้าโรงเรียน เออใช่! วันนี้เขามีนัดทำโปรเจ็คต์เวิร์คที่เมียงดงนี่หว่า

“โทษที พอดีมีเรื่องให้คิดเยอะไปหน่อยน่ะ ขอโทษที่ทำให้เป็นห่วงนะ” จินยองว่ายิ้มๆในขณะที่ดงอูเอามือผลักหัวเพื่อนสนิทด้วยความอ่อนใจ

“ไปแล้วก็อย่าเหม่อล่ะ ทำงานให้เต็มที่นะไอ้หัวแดง ^^

“ไอ้ดงอู เดี๋ยวนี้ลามปามใหญ่แล้วนะ” จินยองยกขาขึ้นเตะก้นไอ้หมีที่ยังล้อเรื่องสีผมเขาไม่เลิกพลางวิ่งไปรวมกลุ่มกับเพื่อนอย่างขำๆโดยลืมเรื่องที่จะถามในตอนแรกไปเสียสนิท

กลุ่มเพื่อนทำโปรเจ็คต์เวิร์คส่วนใหญ่ก็เป็นเพื่อนคณะกรรมการนักเรียนในสภาของชินวูทั้งนั้น พอไปถึงเมียงดงต่างก็แยกย้ายกันเป็นคู่ๆเพื่อไปสัมภาษณ์ชาวต่างชาติกันคนละซอยเพื่อความสะดวกและรวดเร็วในการเก็บข้อมูล ชินวูขอเลือกคู่กับจินยองเพราะรู้ว่าคนผมแดงไม่ได้สนิทกับใครเป็นพิเศษ ถ้าให้ไปกับเพื่อนคนใดคนหนึ่งในกลุ่มจะทำให้อึดอัดงานไม่เดินเปล่าๆ

“ปกตินายมาที่นี่บ่อยแค่ไหน” คนตัวสูงถามระหว่างที่เดินหาชาวต่างชาติเพื่อมาสัมภาษณ์

“ทุกวัน แต่ถ้าวันไหนขี้เกียจมากๆก็ไม่มา” จินยองตอบอย่างสบายๆ

“แล้ว..เมื่อวานได้มามั้ย?” คำถามของชินวูทำให้จินยองเงียบไป กงชานหายไปอย่างนี้ก็ไม่ใช่ว่าเขาจะไม่รู้สึกอะไร ที่เขาไม่ยอมไปง้อก่อนก็เพราะแค่อยากจะให้คนรุ่นน้องได้สำนึกตัวเองได้ก็เท่านั้น แต่คนผมดำก็ยังจะมาเล่นซ่อนหาเป็นเด็กๆเหมือนครั้งที่แล้วไม่มีผิดทำให้คนรุ่นพี่รู้สึกโมโหมากกว่าเดิม

แต่ครั้งนี้ต่างจากครั้งที่แล้วก็ตรงที่กงชานไม่แม้แต่จะมาเรียนหนังสือ จู่ๆก็หายไปดื้อๆตั้งแต่เมื่อวาน ชักจะเหลวไหลเข้าไปใหญ่แล้วไอ้ลูกหมานี่

“เอ่อฉันขอโทษ งั้นปลี่ยนคำถามใหม่ก็ได้” ชินวูรีบตบไหล่เพื่อนเบาๆเมื่อเห็นจินยองทำหน้าเครียด คนผมแดงพยักหน้าให้น้อยๆเป็นเชิงอนุญาต

“ทำไมนายสั่งคาปูชิโน่ไม่ใส่ฟองนมล่ะ ไม่งั้นมันจะเป็นคาปูชิโน่ได้ยังไง” ชินวูมองกาแฟที่อยู่ในมือเพื่อนพลางถามเรื่องที่อยู่ใกล้ตัวแทน แต่มันก็คงไม่พ้นประเด็นนี้อยู่ดี

“หรือนายไม่ชอบกินฟองนม กลัวอ้วนเหรอเราอ่ะ” ชินวูถามกระเซ้าแต่กลับได้หน้าเรียบเฉยของเพื่อนเป็นคำตอบ

“ชอบสิ แต่สั่งมาทีไรก็โดนลูกหมาแย่งกินหมด”

…?

“ลูกหมามันกินกาแฟไม่เป็นก็เลยเอาแต่กินครีมฟองนมบนหน้า ซื้อมาทีไรก็เหลือแต่กาแฟไว้ให้ฉันกินทุกที จนตอนนี้ฉันจะกินฟองนมไม่เป็นอยู่แล้ว” จินยองใช้หลอดคนแก้วกาแฟเย็นที่อยู่ในมือพลางยกขึ้นมาดูด ชินวูมองเพื่อนนิ่งๆแล้วก็เข้าใจว่าคนผมแดงกำลังพูดถึงใคร

"กงชานใช่มั้ย..." ตาเรียวรีหันมาสบตาเล็กในกรอบแว่นก่อนจะพยักหน้าแกนๆ

"ถามจริงนะ นายสนิทกับกงชานเพราะแค่อยู่หมู่บ้านเดียวกันเหรอ?"

"ก็...ไม่เชิง ฉันกับกงชานเคยเจอกันมาก่อนหน้านั้นแล้ว ไอ้ลูกหมาเป็นคนแรกทีฉันยอมง้างปากเข้าไปทักก่อนตอนที่ทำงานที่นี่ใหม่ๆ" คนผมแดงขี้เกียจจะอธิบายต่อเลยตอบแบบกว้างๆไป แต่นั่นก็สร้างความไม่พอใจให้คนที่รู้สึกว่าตัวเองเป็นคนนอกอย่างชินดงอูแล้ว

“แล้วทำไมเด็กนั่นต้องโกหกนายเรื่องคะแนนด้วย เอาเรื่องอนาคตนายมาล้อเล่นมันก็เกินไปนะ โกหกตลบแตลงด้วยเหตุผลไม่เข้าเรื่องแล้วยังจะไม่สำนึกกลับทำตัวให้นายหนักใจเพิ่มขึ้นอีก นิสัยเสียอย่างนี้ปล่อยไว้อย่างนั้นก็ดีแล้ว"

ชินวูพลั้งปากว่าเพื่อนน้องชายอย่างอดไม่ได้เพราะความไม่ชอบที่เป็นทุนเดิม พักหลังนี้จินยองต้องมาเครียดเรื่องคะแนนเรียนต่อแทบบ้าก็เพราะไอ้รุ่นน้องคนนี้เป็นต้นเหตุ

"ฉันรู้ว่านายโกรธแทนฉัน แต่นายก็ไม่มีสิทธิ์ไปว่ากงชานแบบนั้นนะ" จินยองหันกลับมาพูดเสียงนิ่งเสียจนชินวูยังตกใจ คนผมแดงก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทั้งที่โดนเด็กคนนี้โกหกทำหน้าตาใสซื่อหลอกลวงอยู่ให้เห็นชัดๆแล้วทำไมต้องปกป้องคนที่ทำร้ายตัวเองอยู่ได้...นายนี่มันไม่รู้จักจำจริงๆจองจินยอง

แต่ฉันทนเห็นนายโดนว่าจากคำพูดคนอื่นไม่ได้หรอก

"จินยอง แต่กงชานมันตั้งใจทำให้นายเสียคะแนนนะ ทำไมนายถึงยัง..."

"ฉันรู้ แต่กงชานทำลงไปเพราะหวงฉัน" คนผมแดงระเบิดคำพูดสุดท้ายออกมาอย่างลืมตัว ชินวูผงะไป

"นายก็เลยต้องปกป้องเด็กนั่นเพราะมันหวงนายน่ะเหรอ?"

"..."

"ฉันรู้ว่าไอ้ขี้อ้อนนั่นมันชอบนาย ทำทุกอย่างเพื่อให้ได้อยู่ใกล้นายสารพัด แล้วนายล่ะ...ใจอ่อนไปชอบมันหรือเปล่า"

"ฉันว่านายชักจะนอกเรื่องแล้วนะ ฉันจะชอบหรือไม่ชอบกงชานแล้วมันไปเกี่ยวอะไรกับนายด้วย"

"เกี่ยวสิ เพราะฉันก็ชอบนายเหมือนกันจินยอง"

"ชินวู" จินยองสะบัดไหล่ตัวเองให้หลุดจากมือหนาที่พันธนาการเขาอยู่แต่ชินดงอูก็ยกขึ้นมาจับไหล่ทั้งสองข้างไว้อีกครั้ง

"นายเองก็ไม่เคยแสดงออกชัดเจนว่าชอบมันไม่ใช่เหรอ เลิกเอาตัวเองเข้าไปยุ่งกับเด็กนิสัยเสียพรรค์นั้นได้แล้วจินยอง กงชานชิคมีแต่จะทำให้นายตกต่ำลง เด็กนั่นมันก็มีดีแต่อ้อนทำหน้าแบ๊วใส่นายไปวันๆ"

"ฉันบอกให้นายหยุดว่ากงชานไง! นายยังรู้จักไอ้ลูกหมาดีไม่พอก็อย่าเพิ่งมาพูดจาตัดสินแบบนี้ ถึงกงชานจะทำผิดจริงแต่ที่ฉันยังโกรธไม่ให้อภัยอยู่ก็เพราะเขายังสำนึกด้วยตัวเองไม่ได้ ไม่ใช่เพราะว่านายมาพูดจาตอกย้ำเติมเชื้อเพลิง"

ยิ่งพูดเสียงจินยองก็ยิ่งดังขึ้นจนคนรอบข้างที่เดินเที่ยวเริ่มหันมามองเด็กนักเรียนที่กำลังทะเลาะเสียงดังกันอยู่สองคนด้วยความสนใจ แต่นั่นก็ไม่ทำให้ชินวูรู้สึกชาได้เท่ากับคำพูดคนตรงหน้ากับท่าทางที่แสดงออกถึงความไม่พอใจอย่างชัดเจน

"จินยอง...ยิ่งนายพูดอย่างนี้ฉันว่ามันก็แสดงออกได้ชัดแล้วนะว่านายกำลังปกป้องไอ้เด็กแบ๊วนั่นอยู่" เสียงของชินวูอ่อนลงกว่าเดิมด้วยความผิดหวังพลางมองคนผมแดงที่กำลังกัดริมฝีปากตัวเองด้วยความรู้สึกที่ตีกันยุ่งอยู่ข้างใน

"ฉันซาบซึ้งแล้วก็ขอบคุณนายมากนะที่นายเป็นห่วงฉันมากขนาดนี้ เรื่องคะแนนที่นายช่วยแก้ให้ไว้ฉันจะตอบแทนให้วันหลัง แต่วันนี้เราอย่าพูดถึงเรื่องนี้กันต่อเลย มันทำให้ฉันยิ่งรู้สึกกดดัน..."

"เดี๋ยวๆ นายพูดถึงเรื่องอะไร ฉันไปทำอะไรให้นายซาบซึ้งนะ?" ชินวูขมวดคิ้วสงสัยพลางยกมือขึ้นเกาหัวที่ผูกจุกของตัวเอง

"ก็เรื่องที่นายช่วยจัดการแก้เรื่องคะแนนให้ฉันไง อาจารย์คิมเพิ่งเดินมาบอกวันนี้เองว่าฉันไม่ต้องไปแก้ตัวแล้ว" จินยองมองเพื่อนตัวเองแล้วก็เกิดความรู้สึกบางอย่างที่ตงิดขึ้นมา ชินวูยังคงทำหน้ามึนงงอยู่อย่างนั้น

"ไม่ใช่นายหรอกเหรอ?"

"เปล่า จนถึงตอนนี้ฉันยังยุ่งกับเรื่องงานวิชาการของโรงเรียนอยู่เลย แต่ฉันก็พยายามหาทางช่วยอยู่นะ" สายตาในกรอบแว่นหลบวูบอย่างรู้สึกผิดที่ไม่สามารถช่วยอะไรเพื่อนได้เลย แต่จินยองก็ไม่ได้สนใจคิดหยุมหยิมเกี่ยวกับเรื่องนั้นแล้ว

"ถ้างั้นใครที่ไปซ่อมแก้ตัวแทนฉัน" ปากสีส้มหยักพึมพำออกมา ภาวนาในใจว่าขออย่าให้เป็นอย่างที่เขาคิดเลย...ไม่งั้นเขาคงรู้สึกผิดไปตลอดชีวิตที่ดันคิดไม่ดีเรื่องที่กงชานหายตัวไปโดยไม่บอกไม่กล่าว

พูดือรอบเก~~ มูดืออิทเก ตัทตือฮาเก โกกานาจูชีโอ~

เสียงริงโทนหวานที่คนผมแดงใช้ตั้งอยู่ดังขึ้นมาพร้อมกับวอลเปเปอร์รูปหนุ่มน้อยผมดำที่สว่างวาบขึ้นมาบนหน้าจอโทรศัพท์ แม้ชินวูจะเห็นวอลเปเปอร์แว้บๆและได้ยินริงโทนไม่ชัดเจนนัก แต่เขาก็พอจะเดาออกว่าเสียงร้องใสๆนั่นเป็นของบุคคลที่เป็นต้นเหตุทำให้พวกเขาทะเลาะกัน และวอลเปเปอร์นั่นก็คงจะเป็นรูปคนอื่นไปไม่ได้นอกจากคนคนเดียวกับที่ร้องริงโทน

กงชานชิค...จินยองไม่มีทางรักฉันได้หรอก เขาเลือกนายมาตั้งแต่ต้นแล้ว แต่ฉันกลับทำเป็นตาบอดมองไม่เห็นเพื่อหลอกตัวเอง...น่าสมเพชชะมัดเลยชินดงอู

"ว่าไงบาโร" จินยองกดรับสายด้วยความรู้สึกประหลาดใจอยู่ไม่น้อยที่น้องชายของเพื่อนข้างๆถึงกับโทรมาหาเขาด้วยตัวเองเป็นครั้งแรกตั้งแต่ขอเบอร์ไป

(พี่จินยอง...ไอ้กงชานมันอยู่ที่ไหนพี่พอรู้มั้ย ตอนนี้มันอยู่กับพี่หรือเปล่า) เสียงของบาโรดูร้อนรน

"กงชานจะมาอยู่กับฉันได้ไงล่ะไอ้กระรอก ไอ้ลูกหมามันหลบหน้าฉันมาตั้งหลายวันแล้ว ตอนนี้ฉันก็ทำงานสำคัญอยู่ด้วย นายไม่ลองไปตามหาที่บ้านเอาล่ะ" จินยองพูดด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดเมื่อมีคนมาย้ำเรื่องที่กงชานหลบหน้าเขาหลายๆคนเข้า

(ผมก็อยู่หน้าบ้านมันนี่แหละ แต่เข้าไปข้างในแล้วไม่มีใครอยู่ซักคน กะจะเอาเค้กมาเซอร์ไพรส์มันซะหน่อย)

"เค้ก? เค้กอะไร?"

(นี่จนป่านนี้มันยังไม่บอกพี่อีกเหรอเนี่ยว่าวันนี้เป็นวันเกิดมัน)

"!!!" วันนี้เป็นวันเกิดกงชาน...ทำไมเขาถึงไม่เคยรู้เลยล่ะ ทำไมไอ้ลูกหมาถึงไม่ยอมบอกเขา

(อ๊า! เชื่อมันเลย นี่มันยอมนั่งเขียนรายงานดอกทิวลิปหนึ่งร้อยห้าสิบหน้าให้คนที่ไม่ใส่ใจอะไรเลยอย่างพี่ได้ยังไงเนี่ย! รุ่นพี่ดูแลเพื่อนผมประสาอะไรกันถึงปล่อยให้มันนั่งร้องไห้น้ำตาหยดใส่กระดาษรายงานตั้งสองวันโดยที่ไม่รู้เรื่องอะไรเลย) บาโรว่าด้วยความโมโหแทนเพื่อน

"กงชานเป็นคนแก้คะแนนให้ฉันเหรอ" สติของจินยองเริ่มหลุดลอย รายงานตั้งร้อยห้าสิบหน้า...แถมยังต้องเขียนมือทั้งหมดอีก ขนาดรายงานยี่สิบหน้าเบาะๆครั้งนั้นคนรุ่นน้องยังบ่นปวดมือแทบตาย แต่นี่กลับทำให้เขาโดยไม่บ่นเลยซักคำ

"แต่ก็ถูกแล้วนี่ ทำฉันถูกตัดคะแนนก็ต้องรับผิดชอบความผิดของตัวเองสิ ดันทำอะไรลงไปไม่คิดเพราะเหตุผลไร้สาระไม่เข้าเรื่องเอง" จินยองยังคงพูดเสียงแข็งเมื่อนึกถึงสิ่งที่รุ่นน้องทำกับตัวเอง

(สรุปคือรุ่นพี่ไม่รู้เรื่องอะไรเลยจริงๆสินะ...) น้ำเสียงบาโรจากปลายสายฟังดูเย้ยหยันพลางนึกสงสารเพื่อนสนิทตัวเองขึ้นมาจับใจ

(ความจริงผมก็ไม่อยากจะบอกเรื่องนี้หรอกเพราะกงชานเคยขอผมไว้ แต่พอเห็นมันอยู่กับคนแย่ๆอย่างพี่แล้วผมก็ทนไม่ได้จริงๆ..)

"...?"

(กงชานมันไม่เคยหวงพี่ด้วยเหตุผลไร้สาระหรอกนะ สิ่งเดียวที่มันหวังก็คืออยากจะใช้เวลาในวันทัศนศึกษามาชดเชยเวลาที่มันไม่มีทางจะได้จากพี่ในวันเกิด มันหวังดี...อยากให้พี่ได้ทำงานเต็มที่ในวันนั้นโดยไม่ต้องกังวลเรื่องมัน ก็เลยทำทุกทางเพื่อแค่ให้พี่ได้อยู่กับมันในวันนั้นเป็นของขวัญวันเกิดให้ตัวเองก็เท่านั้นเอง แต่ความหวังดีของมันก็ดันมาผิดพลาดเพราะความไม่รู้อยู่เรื่องเดียวนี่แหละ)

"...!"

(มันไม่รู้ว่าพี่มีสอบเก็บคะแนนทำใบงานบ้าบออะไรนั่นวันนั้นพอดี แต่พอมันรู้มันก็กังวลพยายามจะหาทางช่วยรุ่นพี่จนต้องมาระบายให้ผมฟัง แต่คนที่มันรักที่สุดกลับไม่เคยฟังหรือเชื่อใจมันเลย!)

"อะ..อะไรนะ"

ม่านน้ำตาหนาก่อตัวขึ้นจนเต็มเบ้าตาระหว่างที่ได้รู้ความจริงจากปากคนรุ่นน้อง เขาจำแววตาของกงชานวันนั้นได้ดี...แววตาของไอ้ลูกหมาดูอ้อนวอนขอให้เขาเชื่อ แต่เขาก็กลับปฏิเสธแล้วเดินจากไปโดยไม่ฟังอะไรเลย เสียงสะอื้นเบาๆที่ได้ยินในวันนั้นยังคงติดหูเขาอยู่จนถึงตอนนี้

(ความหวังดีของมันกลายเป็นความน่ารำคาญสำหรับรุ่นพี่ วันนั้นผมต้องปลอบมันอยู่นานกว่าจะหยุดร้องไห้ได้ แต่ถึงพี่จะพูดจาทำร้ายจิตใจมันแค่ไหนมันก็ยังอุตส่าห์ลงทุนไปอ้อนวอนอาจารย์ขอทำรายงานแทน มันอ้างว่าวันนั้นพี่มีนัดกับหมอกระทันหันเพราะป่วย ก็เลยทำให้มาสาย)

"ป่วยเหรอ?" จู่ๆจินยองก็เพิ่งนึกคำพูดแปลกๆของอาจารย์คิมที่เจอกันวันนี้ขึ้นมาได้

'อืม ขอให้หายไวๆนะ ไปล่ะ...พอดีวันนี้อาจารย์มีนัดตอนเย็น'

บ้าเอ๊ย! เพิ่งมานึกอะไรได้ตอนนี้วะ กงชาน...ฉันขอโทษ ขอโทษที่ไม่เคยรู้เรื่องหรือคิดจะเข้าใจอะไรนายเลย ที่ผ่านมาเขาเป็นฝ่ายผิดเองที่ไม่ยอมฟังเหตุผลที่คนรุ่นน้องต้องการจะพูด พูดจาไม่ดีใส่ไปตั้งมากมายจนตอนนี้กงชานคงไม่อยากเจอหน้าเขาอีกแล้ว...

(รุ่นพี่รู้ไหม...มันเชื่อใจรุ่นพี่มาก ถึงพี่จะไม่เคยแสดงออกกับมันชัดเจนว่าเป็นอะไรกัน ไม่เคยบอกรักจริงๆจังๆกับมันซักครั้งหรือไม่เคยขอคบมันเป็นแฟน แต่มันก็ไม่เคยน้อยใจที่พี่เป็นอย่างนี้ซักนิด ตรงกันข้าม...มันกลับแก้ตัวให้รุ่นพี่ทุกอย่าง มันเชื่อในตัวรุ่นพี่ว่ารุ่นพี่เองก็คงรู้สึกไม่ต่างไปจากมัน ทั้งๆที่ผมว่าพี่อาจจะรักมันไม่ถึงครึ่งหนึ่งเท่ากับที่มันรักรุ่นพี่ด้วยซ้ำ เพราะพี่ไม่เคยใส่ใจอะไรในตัวมันเลย ขนาดวันเกิดมันพี่เองก็ยังไม่รู้ มันทำอะไรให้ก็มองข้ามไม่เคยเห็นความหวังดีของมันซักอย่าง)

สีหน้าและสายตาของกงชานตอนที่เขาพูดคำว่ารำคาญออกมาจากปากตอนนั้นบ่งบอกได้อย่างดีว่าไอ้ลูกหมาของเขารู้สึกเสียใจมากแค่ไหน ที่ผ่านมาเขาไม่เคยให้ความชัดเจนกับกงชานเลยซักอย่างเพราะยังไม่พร้อมจะให้คนอื่นรู้เรื่องนี้ แต่กงชานก็ยังปฏิบัติกับเขาอย่างเปิดเผยจริงใจไม่ว่าจะเป็นต่อหน้าหรือลับหลัง อาจจะมีบ้างที่คนรุ่นน้องทำตัวขี้งอนขี้อ้อนไปบ้างตามประสาเด็ก แต่ทั้งหมดที่ทำและแสดงออกไปนั่นก็คือตัวตนที่แท้จริงของกงชาน...กงชานที่รักเขาไม่ว่าเขาจะเป็นยังไง

ชินวูมองหน้าที่มีน้ำตาไหลหยดนองของเพื่อนด้วยความตกใจ จินยองไม่เคยร้องไห้มาก่อนเพราะเป็นคนเก็บความรู้สึกเก่งเวลาอยู่ต่อหน้าเพื่อน แต่คราวนี้คนผมแดงกลับปล่อยอารมณ์ร้องไห้ในที่สาธารณะได้โดยไม่แคร์สายตาของคนอื่น มือยังคงกำโทรศัพท์ที่ถืออยู่แน่นทำให้ชินวูได้แต่เอ่ยถามเบาๆ

"จินยองเป็นอะไร" มือใหญ่พยายามจะหยิบโทรศัพท์ที่แนบหูเพื่อนอยู่มาดู "ใครโทรมาจินยอง ใครทำอะไรนาย"

โครงหน้าสลักของจินยองได้แต่ส่ายไปมาช้าๆพร้อมพูดคำเดิมซ้ำๆ

"กงชาน...ฮึก ขอโทษนะ"

(รุ่นพี่ไม่ต้องมาขอโทษมันต่อหน้าผมหรอก ไว้ไปคุยกับมันเองโน่น แต่มันจะอยู่ฟังพี่ขอโทษหรือเปล่านั่นก็อีกเรื่องหนึ่ง) เขาเพิ่งรู้ว่ายามที่คนบ้าๆบอๆอย่างชาบาโรได้ลองโมโหใครเข้าจริงๆจะกลายเป็นคนที่พูดจาเชือดเฉือนใจคนฟังได้มากขนาดนี้ เขาคงทำกงชานเสียใจมากสินะ...ขนาดเพื่อนของเจ้าตัวยังทนไม่ไหวจนถึงกับด่าเขาที่เป็นรุ่นพี่ได้เป็นชุดขนาดนี้

"บาโร กงชานอยู่ที่ไหน"

(ถ้าพี่จะตามไปว่ามันอีกรอบผมว่าอย่าเลย แค่นี้มันก็ช้ำจะตายอยู่แล้ว เพื่อนผม...ผมดูแลเองได้)

"เดี๋ยว...ฉันอยากจะขอ..."

(พี่เคยเจอมันที่ไหนมันก็น่าจะอยู่แถวๆนั้นแหละ ลูกหมาหลงทางมันคงไปไหนได้ไม่ไกลเจ้าของหรอก...)

จินยองรู้ดีว่าประโยคเมื่อกี้ไม่ใช่คำประชด...แต่มันเป็นการบอกใบ้ทาง!

"ขอบใจมากนะบาโร" จินยองรีบปาดน้ำตากดตัดสายแล้วออกตัววิ่งไปทันทีโดยไม่หยุดรอคิดอะไร แต่ชินดงอูกลับเหนี่ยวแขนเขาไว้ทำให้ร่างสูงโปร่งปลิวตามแรงดึงกลับมาที่เดิมอีกรอบ

"นายจะไปไหนจินยอง จะไปตามหาไอ้เด็กแบ๊วนิสัยเสียนั่นใช่มั้ย" ดวงตาในกรอบแว่นหนาดูเปลี่ยนไปไม่ใช่ประธานนักเรียนที่แสนดีอย่างที่ใครๆเคยเห็น

"นายก็รู้อยู่แล้วนี่ว่าฉันจะไปหาใคร ปล่อยฉันได้แล้ว" คนผมแดงมองท่อนแขนยาวที่รั้งเขาอยู่ด้วยสายตาเรียบนิ่ง

"ทำไม? ไอ้เด็กนั่นมันมีอะไรดีนายถึงต้องวิ่งโร่ไปตามหามันถึงที่ มีแต่หาเรื่องปวดกบาลให้พวกเราไม่เว้นวัน งานนายก็ยังทำไม่เสร็จนะจินยอง อย่าทำตัวไร้ความรับผิดชอบเหมือนมันได้มั้ย!"

"นายสิไร้ความรับผิดชอบ รู้ไหมว่านายไม่ต้องหาทางช่วยฉันเรื่องคะแนนแล้ว กงชานเป็นคนแก้ให้ฉันเองคนเดียวทั้งหมดโดยไม่ปริปากบอกอะไรซักคำ กงชานต้องขาดเรียนก็เพราะมัวแต่นั่งเขียนรายงานให้ฉัน ก็เลยต้องมาโดนคนมีความรับผิดชอบอย่างนายพูดจาเติมไฟใส่ร้ายป้ายสีอยู่อย่างนี้ไง!"

"นี่นาย..." ดวงตาของชินวูสั่นระริก "นายเห็นไอ้เด็กเวรนั่นสำคัญกว่างานงั้นเหรอ"

"แฟนฉันทั้งคนก็ต้องสำคัญมากกว่าอะไรทั้งหมดอยู่แล้ว" ชินวูถึงกับนิ่งอึ้งกับสีหน้าปกติของจินยองที่พูดประโยคเมื่อกี้ออกมาได้อย่างเต็มปากเต็มคำ ประธานนักเรียนถึงกับฟันกรอดด้วยความโมโห

"อ๋อ! มันเคยนอนกับนายมาแล้วสินะถึงได้ปกป้องกันดีขนาดนี้ เห็นไอ้เด็กนั่นไปที่บ้านนายทุกวันนี่ไปทำอะไรกันล่ะ คงจะอ้อนเสนอตัวให้นายใช้ได้เลยสิท่าถึงได้ติดใจจนเอามันมาเป็นแฟน"

พลั่ก!

หมัดของจินยองซัดเปรี้ยงเข้าที่ใบหน้าชินวูจนแว่นตากระเด็นออกจากหน้า ใบหน้าหล่อเหลาของประธานนักเรียนหันไปตามแรงที่ชกแล้วหันกลับมาพร้อมกับเลือดที่ไหลซิบออกจากมุมปากช้ำ จินยองยืนกำหมัดแววตาโกรธที่ไม่เคยมีใครเคยเห็นมาก่อนแล้วลั่นวาจาออกมา

"อย่ามาพูดจาดูถูกคนที่ฉันรักแบบนี้ชินดงอู!"

"ทำไม? มันเป็นเรื่องจริงเหรอจองจินยอง เด็กนั่นหวานหอมถูกใจนายมั้ยล่ะ" ชินวูยิ้มเยาะก่อนจะโดนกำปั้นอีกข้างสวนเข้าอีกข้างของใบหน้า ร่างโตของเพื่อนไม่ตอบโต้อะไรปล่อยให้คมผมแดงกระชากคอเสื้อนักเรียนขึ้นมารัวหมัดใส่ได้ไม่ยั้ง

"หยุดเอาความคิดสกปรกของนายมาใส่ตัวกงชานได้แล้ว! ฉันไม่จำเป็นต้องมานั่งสาธยายให้นายฟังว่าเรารักกันได้ยังไง แต่อย่าเอาเรื่องชั่วๆแบบนี้มาพูดให้กงชานต้องแปดเปื้อนอีก"

"!!!" รัก...งั้นเหรอ? เหมือนที่เขารักและหวังดีต่อจินยองมาตลอดใช่มั้ย?

แล้วทำไมตอนนี้ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับคนตรงหน้าถึงได้เดินมาถึงจุดนี้ได้ จากเพื่อนสนิทที่จินยองเคยไว้ใจ...กลายมาเป็นทะเลาะกันด้วยเรื่องที่มีจุดประกายเล็กๆเพียงจุดเดียว

มันไม่ใช่เพราะความรักโง่ๆของเขาหรอกเหรอ...

"ฉันยอมรับว่าฉันรู้...ว่านายชอบฉัน รู้มาตั้งนานแล้ว แต่ฉันก็ไม่เคยเห็นนายเป็นมากกว่าเพื่อนสนิทที่ดีที่สุดในชีวิตคนหนึ่ง เราเองก็น่าจะอยู่ด้วยกันด้วยมิตรภาพดีๆอย่างนี้ได้นี่ เรื่องของความรู้สึกยังไงมันก็บังคับกะเกณฑ์กันไม่ได้ เหมือนที่นายชอบฉันโดยไม่รู้เหตุผล ฉันกับกงชานเองก็เหมือนกัน"

"..."

"มีสติหน่อยชินวู อย่าให้ความเกลียดมาครอบงำนายอย่างนี้ นายเป็นคนดีคนหนึ่งนะ ฉันเชื่อว่าซักวันหนึ่งต้องมีคนทีเห็นคุณค่าและมีความรู้สึกที่บังคับกะเกณฑ์ไม่ได้แบบนี้ตรงกับนาย อย่างน้อยก็ฉันคนหนึ่งที่ยังมองนายเป็นเพื่อนที่ดีที่สุด" ดวงตาในกรอบแว่นเริ่มมีรอยวูบไหวสำนึกว่าพูดอะไรออกไปบ้าง ชินวูจ้องหน้าจินยองด้วยแววตาอ่อนลงพลางจับมือเพื่อนไว้ เสียงนุ่มเอ่ยระล่ำระลัก

"จินยอง...จินยองฉันขอโทษ"  มือของคนผมแดงผ่อนแรงที่จับปกเสื้อลงพลางมองคนที่สำนึกผิดอย่างโล่งใจที่อย่างน้อยเขาก็ไม่ต้องเสียเพื่อนรักไป

"นายไม่ต้องมาขอโทษฉันหรอก แค่หยุดมีอคติแล้วก็เลิกโกรธเกลียดกงชานก็พอ"

"ฮึก" ชินวูน้ำตาไหลออกมาที่เพื่อนยังไม่นึกเกลียดตัวเอง ตอนนี้เขาพอเข้าใจแล้ว จินยองกับกงชานรักกันมากเหมือนที่เขาเองก็รักจินยองเช่นกัน แต่จินยองก็แค่เลือกคนที่ตัวเองรู้สึกรัก...ซึ่งคนคนนั้นไม่มีวันเป็นเขา

กงชานชิคไม่ผิดหรอก เขาเองแหละที่ดันรู้สึกอิจฉาคนรุ่นน้องจนนึกพาลเกลียดไปเองโดยไม่ลืมหูลืมตามองความจริง จินยองอาศัยช่วงจังหวะนี้แกะมือหนาของเพื่อนออกพลางพูดกับเพื่อนเป็นประโยคสุดท้ายของวันนี้

"ส่งไฟล์งานทั้งหมดมาให้ฉัน แล้วเดี๋ยวฉันจะทำส่วนที่เหลือเอง" มือตบไหล่เพื่อนสนิทแล้วลุกขึ้นยืน พูดจบขายาวก็ออกแรงวิ่งไปตามถนนตรอกซอกซอยเดิมที่คุ้นเคยเป็นอย่างดีตลอดระยะเวลาเก้าปีอย่างรีบร้อน กงชาน...นายยังอยากเจอฉันอยู่ไหม ฉันอยากจะขอโทษนายนะเด็กดี นายอย่าเพิ่งหนีไปไหนนะ ช่วยอยู่เคียงข้างฉันเหมือนเดิมเถอะ

จินยองไม่สนว่าคนที่ผ่านไปมาจะมองว่าเขาบ้าหรือเพี้ยนแค่ไหนที่วิ่งฝ่าสายฝนที่กำลังเทกระหน่ำลงมาในตอนเย็นโดยไม่คิดจะหยิบร่มขึ้นมากาง ขายาวยังคงก้าววิ่งต่อไปเรื่อยๆ...ขอเพียงแค่ได้เห็นหน้าใสๆเปื้อนรอยยิ้มกับดวงตากลมโตช่างอ้อนของคนรุ่นน้องอยู่ในที่ที่เขากำลังจะไปก็พอ จินยองวิ่งลัดเลาะผ่านแยกที่เขาเคยเล่นดนตรีเปิดหมวกกับกงชานเป็นประจำ ผ่านร้านไอศกรีมที่กงชานเคยมานั่งรอเขาทำงานทุกเย็น มาถึงร้านซูชิที่กงชานเคยซื้อมาฝากบ่อยๆ ทุกสถานที่ที่วิ่งผ่านล้วนมีแต่ภาพคนผมดำที่มีแต่รอยยิ้มและความจริงใจให้เขาเสมอ ยิ่งตอกย้ำความเจ็บปวดและสร้างความรู้สึกผิดในหัวใจเขาให้มากขึ้น จนกระทั่งมาถึงสถานที่ในความทรงจำของพวกเขา...ร้านหนังสือวิเศษ...ที่ลับเฉพาะของพวกเขาสองคน

ดวงตาเรียวรีพยายามสอดส่ายสายตามองลอดผ่านแผ่นกระจกใสใบใหญ่ข้างร้านที่เต็มไปด้วยละอองเม็ดฝนที่เกาะพราว หากแต่ในร้านก็มืดเกินไปจนทำให้เขามองไม่เห็นอะไรข้างใน มือขาวจึงปัดผมที่เปียกลู่ใบหน้าของตัวเองให้เข้าทรงที่สุดพลางบิดน้ำฝนออกจากชุดนักเรียนเปียกๆเล็กน้อยพอเป็นพิธีแล้วถือวิสาสะเปิดประตูร้านเดินเข้าไปทั้งที่ร่างตัวเองก็ยังเปียกโชกไปด้วยน้ำฝนอย่างนั้น

"มาอ่านหนังสือเหมือนกันเหรอ" ชายท่าทางใจดีที่ดูน่าจะเป็นเจ้าของร้านขยับแว่นขึ้นเล็กน้อยระหว่างที่พิจารณาร่างเปียกปอนโทรมๆของเขา จินยองยกมือกอดตัวเองด้วยความหนาวก่อนจะเอ่ยถามออกไป

"ลุงครับ ลุงพอจะเห็น..."

"อ่านน่ะอ่านได้ แต่อย่าให้หนังสือลุงเปียกแบบไอ้หนุ่มนั่นก็แล้วกัน" ชายวัยกลางคนยิ้มส่งสายตาไปทางชั้นหนังสือนิทานที่เป็นซอกเล็กๆอยู่ตรงหัวมุม

"เด็กอะไร้...อ่านไปร้องไห้ไป สงสัยจะซึ้งอินกับนิทานจัด" ร่างผอมแห้งย้ายไปปัดกวาดตรงชั้นมุมหนังสืออื่นพลางส่ายหน้าไปมาอย่างปลงๆ จินยองรีบเดินตรงไปที่มุมหนังสือนิทานตรงนั้นทันทีเพราะพอจะเดาออกว่าเด็กคนที่ลุงว่านั้นหมายถึงใคร ยิ่งเดินเข้าไปใกล้เสียงสะอื้นก็ยิ่งดังชัดเจนขึ้นจนต้องรีบสาวเท้าให้ก้าวเดินเข้าไปถึงตรงมุมนั้นเร็วๆ และแล้วเขาก็เจอร่างบางที่นั่งคุดคู้เดียวดายร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่อย่างน่าสงสาร

"กงชาน"


แม้จะอยู่ในที่มืดแต่จินยองก็จำใบหน้าน่ารักนั้นได้ ดวงตากลมโตใสที่ฉ่ำไปด้วยม่านน้ำตาเหลือบขึ้นมองเขาอย่างหวาดๆ จมูกโด่งเล็กๆของคนรุ่นน้องแดงพอๆกับดวงตาในตอนนี้เนื่องจากน่าจะผ่านการร้องไห้อย่างหนักติดต่อกันมาหลายวัน ปากงุ้มสีชมพูใสดูซีดลงเพราะอากาศที่หนาวเย็นจากข้างนอกพลางพยายามจะขยับเอ่ยปากเรียกชื่อเขา

"พี่จินยอง" เสียงใสดูสั่นเทาเพราะแรงสะอื้น มือเล็กรีบวางหนังสือนิทานลงพื้นพลางพยายามกระเถิบถอยหนีแต่ก็ไปไหนไม่พ้นเพราะเป็นมุมอับ

"หาเจอแล้ว" คนผมแดงโถมตัวเข้าสวมกอดร่างบางที่กำลังดิ้นรนออกจากวงแขนเขา

"ไม่! ไม่เอา! ฮยองอย่าเข้ามานะ ผมไม่อยากทำให้ฮยองรำคาญ" คนผมดำดิ้นโยเยอยู่ในอ้อมกอดอุ่นของรุ่นพี่ทำให้จินยองต้องออกแรงกระชับหมาน้อยไม่ให้ดิ้นหลุด

"จะหลงทางหนีไปไหนอีก ฉันไม่ยอมให้นายหายไปไหนแล้ว อยู่กับฉันนะกงชาน" เสียงนุ่มกระซิบปลอบโยนที่ข้างใบหูเล็ก

"ฮยองรำคาญผมแล้ว...ปล่อยผมไปเถอะ อย่าทำกับผมอย่างนี้ ฮึก...ฮือ" ร่างที่เคยดูสูงเพรียวของรุ่นน้องดูบอบบางลงทันทีที่ทรุดลงสะอื้นฮักๆกับไหล่เขาอย่างน่าสงสาร น้ำตาอุ่นไหลรินหยดลงมาเลอะต้นคอเขาไม่หยุดจนจินยองต้องจับหน้าใสลงซบที่อกกว้างพลางใช้นิ้วเกลี่ยน้ำตาให้

"ลืมคำนั้นไปซะกงชาน ฉันขอโทษ...ฉันผิดเอง"

"ฮยองไม่อยากคุยกับผมแล้ว ผมมันน่ารังเกียจ เด็กขี้โกหก..นิสัยไม่ดี"

"นายเป็นเด็กดีที่สุดในโลก หยุดร้องได้แล้วคนเก่ง" ริมฝีปากอุ่นสีส้มซับลงที่เปลือกตาบางพร้อมดูดน้ำตาที่ไหลตามใบหน้าไปจนหมด คนรุ่นน้องช้อนตาใสแจ๋วขึ้นมามองระหว่างที่ยังสะอื้นเบาๆ

"ทะ..ทำอะไรน่ะ!" หน้าใสพยายามดันออกห่างแต่ครั้งนี้จินยองเป็นฝ่ายแรงเยอะกว่า ริมฝีปากหยักจึงกดเบาๆที่ปลายจมูกเขาอีกครั้ง

"เช็ดน้ำตาให้เด็กขี้แย"

"ก็แล้วทำไมต้องใช้ปากเช็ดด้วย มือก็มีไม่ใช่เหรอฮะ" กงชานยังคงไม่ละความพยายามที่จะเอาหน้าออกห่างจากดวงตาเรียวรีอ่อนโยนที่มักทำให้เขาหวั่นไหวอยู่เสมอ

"มือไม่ว่าง กอดเด็กขี้แยไม่ให้หนีอยู่"

"ก็ปล่อยผมสิ อย่ามากอดผม ไม่ต้องมานึกสงสารผมด้วย"

"กงชาน...ฉันไม่เคยคิดอย่างนั้นกับนายเลยนะ หยุดดิ้นได้แล้ว"

"ไม่หยุด ผมไม่ใช่เด็กดีของฮยองอยู่แล้ว ถ้ารำคาญไม่อยากพูดกับผมก็ไม่ต้องมาทำดีกับผม ปล่อยนะ!" มือเล็กของคนรุ่นน้องยิ่งอาละวาดหนักตีลงที่แผ่นหลังของเขาก่อนที่น้ำตาจะไหลพรากลงมาจากตาใสแจ๋วอีกรอบ จินยองจึงย้ายริมฝีปากไปแปะซับหยดน้ำลงที่แก้มนุ่มรัวๆ

"บอกว่าอย่าพูดคำนั้น ถ้านายร้องอีกฉันก็เช็ดอีกนะเอาสิ" รุ่นพี่เริ่มใช้วิธีการขู่ทำให้กงชานเริ่มผ่อนแรงที่ดิ้นลงทีละนิด แต่ยังไงก็ห้ามน้ำตาให้หยุดไหลไม่ได้อยู่ดี จินยองจึงย้ายฝั่งไปฝังริมฝีปากร้อนที่แก้มอีกข้าง

"อื้ออออ! ฮยอง อยะ..อย่า"

"บอกแล้วไง ถ้าไหลอีกก็เช็ดอีก" จินยองจ้องหน้าหวานพูดเสียงเอาจริงพลางกดซับน้ำตาที่คลอตรงเปลือกตาให้ คนรุ่นน้องส่งเสียงเอาแต่ใจเบาๆแต่ก็หลับตาปี๋ทำอะไรไม่ได้นอกจากดิ้นยุกยิกไปมา

"อยะ..อย่านะ...ปล่อย..ปล่อยผม" มือคนรุ่นน้องที่ผลักเขาออกแทบหมดเรี่ยวแรงระหว่างที่จินยองแตะสัมผัสละมุนคลอเคลียไปทั่วใบหน้าเพื่อลบรอยคราบน้ำตา

"น้ำตาใครหว่า...เค็มจัง" จินยองพยายามทำให้เด็กดื้อที่ไม่ยอมอยู่นิ่งในอ้อมแขนอารมณ์ดีขึ้น

"เค็มแล้วจะมาเช็ดให้ทำไมล่ะ! ออกไปไกลๆเลย ฮยองอยากจะทำอะไรก็ทำ ผมจะไม่สนใจฮยองแล้ว" ปากบางงุ้มลงพลางดิ้นอีกทำให้จินยองนึกอะไรออก

"นายจะไม่สนใจฉันจริงเหรอ”

“งั้นฉันหาอะไรหวานๆกินแทนน้ำตาเค็มๆดีกว่า กินอะไรดีล่ะ..ช่วยฉันคิดหน่อยเร็ว" ตาเรียวสวยเจ้าเล่ห์มองไล่ตั้งแต่หน้าผากแล้วไปหยุดที่กลีบปากบางนุ่มทำให้เด็กน้อยเริ่มคิดตามทัน

"อ๊ะ! อย่านะพี่จิน..." ริมฝีปากหยักสวยของรุ่นพี่บดคลึงปากอวบสีชมพูพลางเน้นจูบตรงที่เดิมลิ้มรสสัมผัสหวานที่ห่างหายไปนานให้หายคิดถึง ตักตวงลมหายใจของคนตรงหน้าซักพักจนได้ยินเสียงใสที่เริ่มหอบจึงปล่อยเพียงครู่แล้วประคองใบหน้าหวานให้เข้ามาใกล้ใหม่

"อ๊ะ....อื้อออ" จมูกโด่งไซ้เข้าหาจมูกเล็กจนแนบชิด ริมฝีปากอุ่นค่อยๆบดเบียดเข้าไปครอบครองเรียวปากหวานแล้วแตะสัมผัสละมุนช้าๆอย่างที่คนผมดำชอบ มือเล็กของกงชานแทบไร้เรี่ยวแรงต่อสู้ปล่อยให้คนรุ่นพี่กระทำได้ตามใจ เสียงนุ่มของจินยองกระซิบบอกบางประโยคขณะที่ประทับสัมผัสอย่างต่อเนื่อง

"อย่าหนีฉันไปไหนเลยนะ..."

จินยองบรรจงเม้มริมฝีปากบางที่หยุดดื้อดึงต่อต้านรสจูบของเขาแล้วค่อยๆประสานจังหวะกันได้อย่างลงตัวในที่สุด ร่างบางเองก็เลิกดิ้นขลุกขลักอยู่ในอ้อมกอดเขาแล้วเช่นกัน คนผมแดงจึงยกตัวเบาหวิวขึ้นมาไว้บนตักพลางไซ้จมูกเล็กเป็นการหยอกล้อส่งท้ายแล้วคลี่ยิ้มให้

"เชื่อฟังผู้ใหญ่อย่างนี้สิดี ^^" กงชานแอบหน้าแดงเมื่อเพิ่งรู้ตัวว่าเผลอพ่ายแพ้กับสัมผัสละมุนคุ้นเคยของจินยองไปจนราบคาบ แต่ถึงอย่างนั้นคนรุ่นน้องก็ยังไม่ยอมแพ้ง่ายๆ

"ฉวยโอกาสที่สุด! น้ำตาผมมันไม่ได้ไหลไปตรงนั้นซะหน่อย" เสียงใสเถียงพลางทำหน้าบึ้ง

"นี่มัวแต่เขินฉันจนเลอะเลือนเลยเหรอกงชาน" จินยองยกมือขึ้นลูบหัวเด็กน้อยขี้งอนที่สะบัดไปมาไม่ให้เขาจับง่ายๆ

"ฉันไม่ได้บอกว่าจะเช็ดน้ำตา...แต่จะหาของหวานกิน" หมาจิ้งจอกกระเถิบหน้าเข้ามาใกล้หมาน้อยอีกระดับทำให้กงชานไปไหนไม่ได้ยิ่งกว่าเดิม เพราะดันติดกับดักนั่งอยู่บนตักคนรุ่นพี่ซะแล้ว ร่างบางผมดำจึงเริ่มดิ้นดุ๊กดิ๊กอีกครั้ง

"กินเสร็จก็ออกไปได้แล้ว ลูกหมาอย่างผมมันก็มีค่าให้ฮยองเล่นได้แค่นี้แหละ" เสียงกงชานฟังดูสั่นๆเจือน้อยใจ

"นี่...นายเป็นเด็กขี้ประชดตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ยฮึ?" จินยองพยายามจะเอียงใบหน้ามองหน้ากงชานที่เอาแต่เบี่ยงตัวหลบเขาไปมาบนตัก

"ใช่ไง ผมมันขี้ประชด เห็นแก่ตัว ชอบโกหก เป็นเด็กนิสัยเสียอย่างนี้มาตั้งนานแล้วแหละ ที่ผ่านมาผมก็แค่แอ๊บแบ๊วทำตัวให้เป็นเด็กดีเพื่อที่จะหลอกฮยองให้หลงเชื่อจำไม่ได้หรือไง" จินยองโอบเอวเล็กบนตักให้กระชับยิ่งขึ้นเมื่อรู้สึกได้ว่ากงชานเริ่มจะงอแงอีกครั้ง คนผมดำเอาแต่สะบัดหน้าดิ้นไปมาไม่ยอมนั่งอยู่บนตักเขาดีๆ

"แต่ถ้านายแอ๊บจริงก็แอ๊บได้สมบทบาทมากเลยนะ เอาซะฉันตกหลุมรักนายจนโงหัวไม่ขึ้นมาตั้งเกือบสิบปีแน่ะ"

"...!"

ในที่สุดไอ้หมาน้อยของเขาก็หยุดดิ้นเพียงเพราะประโยคที่พูดตรงๆเมื่อกี้ จินยองยิ้มขำคนบนตักที่ยังทำหน้ามุ่ยพลางกดจมูกลงบนแก้มหอมๆที่ยังมีคราบน้ำตาหนึ่งทีกันคนรุ่นน้องเล่นตัวอีก

"ยอมรับมาซะเถอะว่านายเป็นเด็กดีจริงๆ...เด็กนิสัยเสียที่ไหนจะยอมเสียสละเวลาวันสำคัญของตัวเองให้ฉันทำโปรเจ็คต์เวิร์คบ้างล่ะ"

"ฮยองหาผมเจอได้ยังไง" คนผมดำยังคงพูดเสียงแข็งใส่เพราะยังไม่หายเสียใจซะทีเดียว

"ลูกหมาฉันหายไปตั้งสองวัน ฉันคิดถึงมันมากก็เลยลองตามเสียงไอ้นี่มา" จินยองยกข้อมือเล็กที่มีกำไลกระพรวนเขาติดตัวตลอดเวลาขี้นมาดู

"นายหนีฉันไปไหนไม่พ้นหรอก ยังไงวันนี้เราก็ต้องคุยกันให้รู้เรื่อง" มืออุ่นของรุ่นพี่ลูบสัมผัสตรงมือนุ่มเบาๆแต่กลับได้ยินเสียงโอดโอยของรุ่นน้องดังเล็ดรอดออกมาจากปาก

"ข้อมือเป็นอะไร" ตาเรียวสวยชำเลืองมองข้อมือบอบบางที่ดูบวมๆเล็กน้อย กงชานส่ายหน้าหวือปฏิเสธพลางดันตัวให้หลุดพ้นจากพันธนาการ

"ปล่อยผมนะฮยอง โอ๊ย!"

"เจ็บขนาดนี้ยังจะมาทำเก่งอยู่อีก" จินยองทำเสียงดุพลางยกข้อมือบวมตุ่ยขึ้นมาดูอย่างทะนุถนอม รุ่นน้องผมดำทำหน้าเหยเกใส่เพราะความเจ็บปวดที่แทบร้าวไปถึงกระดูกพลางซี้ดปากเบาๆยามที่จินยองจับมือเขายกขึ้น

"พี่จินยอง เจ็บ..." ไอ้ลูกหมาบอกเขาสั้นๆพลางกัดริมฝีปากกลั้นความเจ็บไว้ พอเห็นรอยดินสอแดงๆบนมือรุ่นน้องคนผมแดงก็พอจะเดาสาเหตุออก

"รายงานร้อยห้าสิบหน้านั่นใช่มั้ย" ลมอุ่นๆเป่าลงบนมือเล็กอย่างอ่อนโยน กงชานได้แต่พยักหน้ารับอย่างไม่มีทางเลือก

"บาโรเป็นคนบอกเหรอ ไอ้บ้านี่...ไว้ใจไม่ได้เลยนะไอ้เพื่อนเว..."

"พูดจาไม่น่ารักเลย" ริมฝีปากสีส้มกดลงบนเรียวปากสวยที่กำลังว่าเพื่อนฉอดๆอย่างลวกๆเพราะต้องการจะขอบคุณเรื่องรายงาน แต่กลับทำให้เสียงใสหันมาแหวใส่เขาแทน

"จูบผมทำไมอีกล่ะทีนี้"

"หลงตัวเองชะมัด ฉันแค่ทำโทษเด็กพูดไม่เพราะให้หยุดพูด" จินยองก้มหน้าซ่อนสีหน้าเขินอายเล็กน้อยของตัวเองพลางยักคิ้วกวนให้กงชานที่ทำหน้าตูมอยู่

"ฮยองก็เป็นอย่างนี้ทั้งปี" แล้วใบหน้าใสก็ส่ายไปมาอย่างปลงตก จะมีซักครั้งไหมนะที่จินยองยอมพูดตรงๆว่าจูบเขา

"แฮปปี้เบิร์ธเดย์นะไอ้ลูกหมา" จู่ๆคนผมสีไวน์ก็พูดขึ้นพลางสบสายตาหวานที่นั่งอยู่บนตักเขา กงชานเหลือบมองจินยองพลางจ้องหน้ารอฟังว่าฮยองจะพูดอะไรต่อ

"วันเกิดทั้งทีนายไม่คิดจะบอกให้ฉันรู้หน่อยหรือไง มานั่งหลบอ่านนิทานอยู่คนเดียวนี่คิดว่าติสท์มากมั้ง?" จินยองเอื้อมแขนยาวไปหยิบหนังสือนิทานขึ้นมาดูอย่างขำๆ

"เล่มเดิมซะด้วย ยังมีขายอยู่อีกเหรอเนี่ย" จินยองมองหน้าปกหนังสือแล้วก็หัวเราะ เขาจำได้ว่ามันเป็นนิทานเรื่องราชินีหิมะเล่มเดียวกับที่เขาเคยอ่านให้กงชานฟังตอนเด็กๆ

"รุ่นพี่มีนัดทำงานวันนี้นี่นา ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่ได้ล่ะฮะ" กงชานพยายามจะชะเง้อมองหารุ่นพี่คนอื่นนอกร้านแต่ก็ไม่พบใคร

"ฝนตกกระหน่ำขนาดนี้ใครอยู่ก็บ้าแล้ว ฉันกลับมาอยู่กับนายอย่างนี้ไม่ดีหรือไงฮึ?" จินยองลูบผมสีดำขลับนุ่มนิ่มเบาๆพลางซุกใบหน้าแตะจูบที่ซอกคอหอม

"ไม่ดี ผมไม่อยากเห็นหน้าฮยองแล้ว"

"ไม่อยากเห็นหน้าฉันแล้วมาที่นี่ทำไม" จินยองกระซิบถามยิ้มๆ

"ก็มาอ่านหนังสือเฉยๆ! ไม่ได้ตั้งใจมารำลึกความหลังอะไรทั้งนั้นแหละ -^-"

"อ้อออ แล้วบังเอิญก็มานั่งร้องไห้ที่เดิม อ่านหนังสือเล่มเดิมด้วยใช่หรือเปล่า" คนผมแดงขำไอ้หมาน้อยที่หันมาค้อนขวับใส่เขาอย่างคนเถียงไม่ออก

"นายก็รู้นี่นาว่าที่นี่เป็นร้านหนังสือวิเศษ ถ้าคนที่หลงทางไม่มีใครหาเจอเข้ามาอ่านหนังสือในนี้โดยไม่ดูเวลา อีกไม่นานพวกเขาก็จะถูกหาเจอ"

"ไม่รู้ ผมลืมมันไปหมดแล้ว ไม่ต้องเอาเรื่องเก่ามาเล่าให้ฟังหรอก" กงชานเชิดหน้าไปทางอื่นเพื่อหนีใบหน้าดูดีของคนรุ่นพี่ที่แนบเกยอยู่กับไหล่

"ลืมหมดแล้วจริงเร้อออ อุตส่าห์ให้นั่งตักอย่างนี้เพื่อฟื้นความทรงจำเลยนะเนี่ย ขาดอย่างเดียวนายต้องนั่งพิงแล้วเอาแก้มมาถูๆฉันอย่างนี้" จินยองทำให้ดูเป็นตัวอย่างพลางเหลือบมองคนข้างๆหยั่งเชิง

"กลัวว่ารุ่นพี่จะรำคาญผมอีกล่ะสิ อยู่ใกล้กันมากๆทุกวันอย่างนี้เดี๋ยวฮยองจะอึดอัดซะเปล่าๆ" เสียงหวานยังฟังดูเคืองๆอยู่แต่การกระทำกลับสวนทางอย่างสิ้นเชิง หลังบางค่อยๆพิงลงกับแผงอกอุ่นข้างหลังด้วยความลืมตัวทำให้จินยองแอบอมยิ้มออกมา

"ใครบอก ฉันไม่เคยอึดอัดเวลาอยู่ใกล้นายเลยนะ ไม่เคยรำคาญเลยซักครั้ง" จินยองก้มหน้าก้มตาพูดระหว่างที่กดคางลงกับไหล่บางของรุ่นน้องที่นั่งอยู่บนตัก

"แต่วันนั้นฮยองก็พูดออกมาแล้วนี่ฮะ ถ้าฮยองรำคาญที่ผมชอบอ้อนหรือหาเรื่องกอดจูบฮยองบ่อยๆผมก็จะไม่ทำอีกก็ได้"

"ไม่เอา ฉันชอบ..." จินยองรีบพูดพลางกระชับอ้อมแขนให้แน่นขึ้นตาม ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าเผลอพูดอะไรออกไปเต็มๆ

"รุ่นพี่ไม่ได้ง่วงนอนใช่มั้ย" คนผมดำหันมามองรุ่นพี่ที่ทำหน้าแดงอยู่ข้างๆแล้วก็เผลอยิ้มกับท่าทางที่หลุดออกมาเมื่อกี้

"ทำไมฉันต้องง่วงนอนด้วยล่ะ" จินยองขมวดคิ้วไม่เข้าใจเพราะยังไม่เคยรู้เรื่องวีรกรรมตัวเอง

"เปล่าหรอก" กงชานชิคขำพลางเก็บไว้ไม่บอกต่อไป "แต่ผมรู้สึกแย่มากเลยนะตอนนั้นที่ฮยองบอกว่าผมเสแสร้งน่ารำคาญ ฮยองตะโกนใส่ผม...บอกว่าไม่อยากพูดกับผมอีกแล้ว ผมเรียกฮยอง..กอดฮยอง แต่ฮยองก็ไม่หันกลับมา"

กงชานพูดเสียงสั่นเหมือนจะร้องไห้อีกครั้งทำให้จินยองนึกอยากจะต่อยหน้าตัวเองซักทีที่ตอนนั้นเผลอพูดอะไรไม่ดีออกมา...ทำให้ไอ้ลูกหมาของเขาต้องมานั่งเสียใจเพราะคำพูดแย่ๆพวกนั้น

"คือ...เอาเป็นว่านายลืมคำพูดพวกนั้นไปให้หมด ฉันแค่โมโหก็เลยปากพล่อยพูดอะไรบ้าๆออกไป" คนผมแดงแนบแก้มตัวเองลงกับใบหน้าน่ารักข้างๆ

"แต่สิ่งที่ฉันจะพูดต่อจากนี้มันคือความจริง...นายต้องจำเอาไว้ให้ดีแทนคำพูดแย่ๆพวกนั้นนะ..."

"..."

"กงชาน...สำหรับฉัน นายไม่ได้เป็นแค่ลูกหมาที่ฉันใส่กระพรวนกันหลงทางให้เพราะความสงสาร แล้วนายก็ไม่ใช่รุ่นน้องในโรงเรียนเดียวกันที่บังเอิญติดรถไปเรียนด้วยกันทุกเช้า นายไม่เคยเป็นเด็กข้างบ้านที่ฉันจำเป็นต้องมาป้อนข้าวทำการบ้านด้วยกัน ความจริงถ้านายเป็นแค่นั้นหรือถ้าฉันรำคาญนายจริงๆฉันก็แค่ปิดประตูล็อคบ้านไม่ให้นายเข้ามาก็ได้ แต่ฉันก็ไม่คิดจะทำ..."

"..."

"ฉันขอโทษ ที่ผ่านมาฉันทำตัวคลุมเครือจนนายสับสนหรือไม่แน่ใจในสถานะตัวเอง แต่ตอนนี้ฉันอยากจะบอกกับนายว่านายไม่ใช่แค่นั้น นายเป็นอะไรที่พิเศษมากที่เข้ามาอยู่ในชีวิตฉันถึงเก้าปี แล้วตอนนี้มันก็เริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อยๆจนฉันไม่อยากจะเก็บคำพูดพวกนี้ไว้ในใจคนเดียว" แขนแกร่งของรุ่นพี่กระชับร่างบางที่นั่งนิ่งหันหลังฟังอยู่บนตักพลางสูดลมหายใจเข้าลึก

"ถ้านายเป็นลูกหมา...นายก็จะเป็นลูกหมาที่ฉันอยากกอดจูบเล่นด้วยกันทั้งวัน ถ้านายเป็นรุ่นน้องในโรงเรียนนายก็จะเป็นรุ่นน้องคนเดียวที่ฉันอยากกินข้าวด้วยกันทุกวันทั้งที่รู้ว่าเดี๋ยวกลับบ้านไปก็ต้องกินด้วยกันอีก แต่ถ้านายเป็นน้องข้างบ้าน...นายก็คงเป็นน้องข้างบ้านที่แปลกมากเพราะฉันไม่อยากแค่ให้บ้านเราอยู่ติดกัน แต่ฉันอยากให้บ้านเราเป็นหลังเดียวกัน อยู่ด้วยกันทุกวันไปเรื่อยๆจนแก่" จินยองใช้ปลายจมูกแตะแก้มนวลข้างๆเบาๆทำให้รุ่นน้องผมดำหันมายิ้มให้กับคนขี้อายที่กำลังสารภาพความในใจอยู่

"ต่อสิฮะ" กงชานพูดเหมือนกำลังรอฟังนิทานเรื่องโปรดอยู่พลางขยับตัวให้อยู่ในท่าที่สบายบนตักมากขึ้น จินยองเอามือลูบผมสีดำสนิทที่ซุกไซ้อยู่กับต้นคอพลางพูดต่อไปตามใจคนน่ารักที่อยู่บนตัก

"ฉันชอบฝัน...อยากให้นายเป็นนาฬิกาปลุกวิเศษปลุกให้ฉันตื่นนอนอย่างมีความสุขทุกเช้า อยากทำกับข้าวให้นายชิมว่าอร่อยหรือยัง ชงคาปูชิโน่ใส่ฟองนมเยอะๆแบ่งกันกิน เก็บตักไว้ให้นายนอนหนุนคนเดียว อยากเห็นนายฉีกซองบิลค่าน้ำค่าไฟแล้วบ่นกับฉันว่าทำไมเดือนนี้เราใช้เยอะจังล่ะฮะฮยอง ย้ายต้นถั่วกับดอกกุหลาบมาปลูกที่หน้าต่างบานเดียวกัน ช่วยกันติดดาวในผนังห้องใหม่ให้เอ่อ...ลูกหมาตัวน้อยๆของเรา" จินยองพูดเสียงเบาลงเรื่อยๆจนกงชานแอบอมยิ้มคนเดียว จินยองเวลาที่ง้อเขามักจะมีความพยายามพูดอะไรที่ไม่เคยพูดเสมอ

"เวลาที่ฉันแต่งเพลงให้นาย...ฉันอยากได้ยินนายบอกว่าผมจำไม่ไหวแล้วนะฮะฮยอง นี่ฮยองแต่งให้ผมมากี่เพลงแล้วเนี่ย ฉันไม่อยากลองย้อมผมให้นายเพราะแค่นี้นายก็น่ารักจะตายอยู่แล้ว อยากใช้ริงโทนกับวอลเปเปอร์เดิมๆไปตลอดชีวิตจนนายบ่นว่าเมื่อไหร่เราจะเปลี่ยนกันซักที..." จินยองกับกงชานหัวเราะพร้อมกันกับความฝันที่วาดไว้

"ฟังดูดีนะฮะ"

“อยากฟังต่อมั้ย”

“ฮะฮยอง”

"ฤดูร้อนฉันก็อยากเป็นทุ่งหญ้าให้นายวิ่งเล่น ถ้าเป็นฤดูหนาวฉันก็อยากจะเป็นผ้าพันคอที่ให้ความอบอุ่นกับนายตลอดเวลา แต่ถ้าเมื่อไหร่ถึงฤดูฝนฉันก็จะกลายเป็นเสื้อกันฝนคอยปกป้องดูแลนายไม่ให้เม็ดฝนทำให้นายเป็นหวัด..."

"อ้าว ถ้าจะกันฝนทำไมฮยองไม่เป็นร่มล่ะ" เสียงหวานขัดขึ้นมาด้วยความสงสัย คนผมแดงยิ้มเจ้าเล่ห์ก่อนจะตอบคำถามหนูน้อยจำไมที่นั่งพิงหัวกับใบหน้าด้านข้างเขา

"ก็ถ้าเป็นร่มฉันคงไม่ได้กอดคลุมตัวนายใกล้ๆอย่างนี้ไง" จินยองสวมกอดร่างหอมๆพลางรั้งมาไว้ใกล้ตัวมากกว่าเดิมจนแนบชิดกัน ทำเอากงชานถึงกับหัวเราะด้วยความประหลาดใจที่อยู่ดีๆวันนี้คนรุ่นพี่ก็เหมือนจะลดความขี้อายไปได้ระดับหนึ่ง

"นิทานอะไรของฮยองเนี่ย ฟังไม่เห็นจะมีสาระเลย" ปากบางสีกุหลาบหันไปบ่นงุ้งงิ้งกับเจ้าของตักด้วยความเขิน

"ก็เห็นนั่งฟังเพลินก็คิดว่าชอบซะอีก เรื่องนี้ฉันเล่าได้แค่ครั้งเดียวนะ" คนผมแดงแหย่เล่นพลางกดคางลงกับหัวทุยเบาๆ

"ตั้งชื่อเรื่องหรือยัง"

"ชื่อ...หมาน้อยตาใสกับนายหมาจิ้งจอกสุดเท่"

"ฮ่ะๆ ไปกันใหญ่แล้วฮยอง จะหมดความโรแมนติกก็ตรงนี้แหละ" กงชานเผลอขำออกมาพลางตีที่ตักจินยองเบาๆ

"งั้นเปลี่ยนใหม่เป็นลูกหมาตัวร้ายกับนายผมไวน์แดง"

"ไม่เอาฮะ ทำไมผมต้องเป็นตัวร้ายด้วยล่ะ ผมออกจะเป็นเด็กดีซะขนาดนี้"

"ลูกหมาจอมยุ่งกับรักวุ่นๆในรั้วบ้าน"

"ผมเปล่ายุ่งนะ วันนั้นแค่ได้ยินเสียงกีตาร์ข้างบ้านเลยออกไปดูว่ามีใครย้ายมาหรือเปล่า" คนตาแป๋วเถียงคอเป็นเอ็น

"รักใสๆหัวใจหมาจิ้งจอก"

"ชื่อเรื่องมีแค่ฮยองคนเดียวนี่"

"รุ่นน้องวุ่นวายกับรุ่นพี่ผมสีไวน์เย็นชา"

"ฮยองไม่เย็นชา" แล้วริมฝีปากนุ่มของคนผมดำก็หันกลับมาสัมผัสเบาๆที่ปากหยักสีส้มเจ้าของตักพลางยิ้มร่าเหมือนเดิมเมื่อเห็นหน้ารุ่นพี่แดงระเรื่อเพราะโดนจูบไม่ได้ตั้งตัว

"ไม่มีคนเย็นชาที่ไหนยอมนั่งง้อผมได้เป็นชั่วโมงอย่างนี้หรอกฮะ ^^"

"หายโกรธแล้วเหรอ" จินยองใช้จมูกโด่งแซะแก้มหอมข้างๆพลางเหลือบมองทำหน้าเจ้าเล่ห์

"หายตั้งนานแล้ว แต่ก็ยังน้อยใจอยู่บ้างนิดหน่อยเลยปล่อยให้ฮยองพูดจนกว่าจะจบ รุ่นพี่จะได้...หวาาาาา~ ฮยองจะทำอะไร O_O!" ร่างบางของกงชานโดนช้อนขึ้นโดยลำแขนยาวของจินยองทำเอาไอ้หมาน้อยร้องเสียงหลง

"จะพาแฟนกลับไปเคลียร์ต่อที่บ้าน" จินยองกระดกคิ้วกวนอารมณ์ เอาคืนที่รุ่นน้องแกล้งให้เขาพูดอะไรน่าอายได้ตั้งนาน

"ฟะ..แฟน -///-" แล้วก็เป็นจริงตามคาดเพราะคนหน้าหนาอย่างชานชิคมักจะพ่ายแพ้กับคำง่ายๆพวกนี้ ซึ่งคนรุ่นพี่ก็รู้ดียิ่งกว่าใคร

"ขี้แกล้งดีนักนะ ปล่อยให้ฉันพูดอะไรไปได้ตั้งนาน" หมาน้อยเริ่มดิ้นขลุกขลักแต่จินยองก็ไม่ยอมปล่อยลงไปง่ายๆ

"ก็...ก็ฟังฮยองเล่านิทานแล้วมันสนุกดี ><"

"ได้ชานชิค สนุกงั้นก็กลับไปฟังต่อที่บ้านเราแล้วกัน"

"บ้านเรา? =///="

"รู้นะว่าหลังไหน"

"ดะ..เดี๋ยวฮยอง อ๋าาา~" กงชานร้องผวาทันทีที่รุ่นพี่แกล้งโยนร่างผอมเพรียวขึ้นไปเล็กน้อยพลางยิ้มตาหยีเลิกคิ้วให้

"กลัวตกก็จับฉันไว้ดีๆ"

จินยองยกร่างบางปลิวหวือเดินออกไปหน้าร้านพลางหันไปขอบคุณลุงเจ้าของร้านที่ยืนยิ้มยัดนิทานเรื่องราชินีหิมะใส่กระเป๋าเป้ให้เขาเป็นของแถม

"เอาไปเลยลุงยกให้ อยู่ไปก็ขายไม่ได้แล้ว เปื้อนน้ำตาไอ้หนูน้อยแฟนเอ็งหมด"

"ขอบคุณครับ" จินยองก้มหัวขอบคุณในขณะที่ยังต่อสู้กับร่างบางที่ดิ้นดุ๊กดิ๊กอยู่ในอ้อมแขน

"ฮยอง...ฝนมันยังตกอยู่เลยนะฮะ ปล่อยผมไปเถอะ นะๆพี่จองจินยองเปิดปลากระป๋องด้วยมือเปล่า" ดวงตาขี้อ้อนทำหน้าเว้าวอนสุดฤทธิ์พลางกระพริบตากลมใสใส่คนที่อุ้มอยู่

"ก็บอกแล้วไง...ฉันจะเป็นเสื้อกันฝนคลุมตัวให้นายเอง" คนผมแดงกระชับร่างรุ่นน้องให้อยู่ในท่าที่ถนัดมากขึ้น ก่อนจะก้มลงหอมหน้าผากไอ้หมาน้อยเบาๆแล้วเดินออกนอกร้านไป กงชานได้แต่ทำหน้าแดงก้มหน้างุดอยู่ในอ้อมอกอุ่นของฮยองเขินๆอย่างไม่มีทางเลือก

"อ้อ! นายเข้าใจผิดนะกงชาน" จินยองพูดขึ้นระหว่างที่เดินไปบนถนนในซอยเมียงดงสองคนโดยมีกงชานอยู่ในอ้อมแขน ไอ้หมาน้อยเงยหน้าขึ้นสบตาเขาพลางกระพริบปริบๆ

"เรื่องที่ฉันเล่าในร้านหนังสือเมื่อกี้น่ะมันไม่ใช่นิทาน"

"...?"

"เพราะฉันหวังว่ามันจะเกิดขึ้นจริงในอนาคตข้างหน้าของเรา"

"-///-"

บ้าจริง...วันนี้กงชานชิคเผลอหน้าแดงไปเป็นรอบที่ร้อยแล้วมั้งฮะฮยอง...><

*******************************************

PS. ไหนๆ ใครบอกว่าพี่จินยองซึนขี้เก๊กได้อย่างเดียว เปลี่ยนความคิดใหม่ตอนนี้ยังทันนะตัวเอง บอกแล้วว่าทนแต่งดราม่าได้ไม่นาน ยังยืนยันนะว่าฟิคเรื่องนี้คือจินชานตามเฮ้ดที่เขียนไว้ (มีใครเชื่อมั่ง -_-^) ถึงตอนแรกมันจะดูเป็นกงยองไปหน่อยก็ตาม ฮือออ แรกๆก็เป็นกงยองแล้วค่อยๆพัฒนามาเป็นจินชานเรื่อยๆ (พออ่านย้อนหลังแล้วเรารู้สึกอย่างนี้จริงๆ) คือที่ดูเป็นกงยองเพราะพี่จินยองดูเป็นเมะที่ขี้อายและปากแข็งไปหน่อย บวกกับในชีวิตจริงจินยองก็สูงน้อยกว่ากงชาน //หลบทีนเมนหลีดแป๊บ คำบรรยายมันเลยดูขัดๆกับความเป็นเมะใช่มั้ยล่ะ ส่วนก๊งเราตั้งใจเขียนให้เป็นเคะแบ๊วๆที่ดูอ้อล้อร่าเริงสดใส เลยกลายเป็นว่าคนอ่านนึกว่าเป็นกงยองซะงั้น เพราะจากที่ย้อนอ่านตอนแรกๆกงชานจะอ้อนก่อนรุกก่อนเสมอด้วยความที่จินยองเป็นคนแปลกๆซึนๆ (ต้องนึกสภาพผู้ชายขี้เก๊กแต่สุดท้ายก็แพ้ลูกอ้อนเด็กน้อยเข้าไว้นะ) ถ้าเขียนเรื่องนี้จบเมื่อไหร่เราจะกลับมารีไรท์ให้ดูเป็นจินชานมากขึ้นค่ะ

พาร์ทนี้เน้นแจกรูปประกอบเพราะรูปเหลือเยอะมากกกก ไม่รู้จะเอาไปทำอะไร -_- เราจะบอกว่าเพลงของบีวันที่ใช้เป็นชื่อตอนของฟิคเรื่องนี้เริ่มหมดแล้วแหละ หาชื่อเพลงเอามาแต่งแล้วเข้ากับเนื้อเรื่องในบทเริ่มยากขึ้นทุกที แต่ก็จะพยายามใช้คอนเซ็ปต์นี้จนตอนสุดท้าย สัญญา ^^ แม้ว่าเพลงจะเหลือไม่ถึงยี่สิบเพลงแล้วก็ตาม มีข้อเสนอแนะหรือข้อติชมก็เม้นกันได้นะ เราอ่านของทุกคอมเม้นแหละ อ่านแล้วก็นั่งยิ้มจนบางทีเพื่อนที่คณะก็แซวว่าเป็นไร 5555 อยู่ด้วยกันอย่างนี้ไปนานๆนะ จะเขียนตอนหวานๆให้อ่านอีกเรื่อยๆ สปอยว่าตอนหน้าของจินชานหวานมากจนบอกตัวเองว่านี่แต่งเองหมดนี่เลยเหรอวะ ส่วนบาดึลเราจะยังเลี้ยงด้วยมาม่าต่อไปไว้ถ่วงดุลกันจะได้ไม่เลี่ยน (สองมาตรฐาน 55) คนที่ชอบคู่ชิบนี้ก็อย่าเพิ่งนอยด์ไป จับตาดูสองคนนี้ไว้ดีๆ ไม่แน่อาจจะก้าวล้ำหวานข้ามขั้นจินชานไปเลยก็ได้น้าาา ;) ขอส่งท้ายด้วยรูปคู่หูหมาคู่ชิบหลักของเรื่อง 555 (จินตนาการว่ากำลังอยู่ในร้านหนังสือวิเศษแป๊บ)



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

83 ความคิดเห็น

  1. #59 น้ำตาลเทียม (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 23 ตุลาคม 2559 / 00:49
    จินยองตอนนี้นายสุดยอดดดดด หวานละมุมอบอุ่นหัวใจ ชานนี่รักนายมากจริงๆทุ่มเทมาก ต้องขอบคุณอีชยาด้วยนานๆทีตะเห็นทำตัวเข้าท่ากะเค้าบ้าง
    #59
    0
  2. #27 Funch (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 15 พฤศจิกายน 2558 / 00:06
    พาร์ทนี่นี้แหละไรท์เตอร์ ที่พี่จินยองดูเมะตัวจริง

    โอ้ยยยยย พูดบอกอะไรหมาน้อยไปแต่ละอย่าง เขิลแทนค่าาา

    ซาบซึ้งกับความรักของจินชาน อ่านไปยิ้มไปน้ำตาไหลไป ซึ้งจนน้ำตาไหล

    ชอบหมาน้อยพาร์ทนี้ พี่มาง้อแต่ก็ไม่ยอมใจอ่อนง่ายๆ ถึงจะแกล้งพี่เค้าก็เถอะ

    กลับบ้านไปโดนจีดหนักแน่ๆ ฮ่าๆๆๆ พี่จินยองโครตโรแมนติคอ่ะ เหมือนชีวิตจริงเลย

    อยากไปอยู่ในนิทานที่พี่จินยองเล่าให้กงฟังจัง อิจฉากงแปป ว้ากกกกกก

    อยากอ่านตอนต่อไปเร็วๆเลยอ่ะ น้องกงจะโดนอะไรน้าาาาา



    ไรท์เตอร์สู้ๆๆๆๆนะคะ ชอบทุกตอนเลยตั้งแต่ตอนแรกจนถึงตอนนี้

    คือเปิดเด็กดีมาเช็คฟิคทุกวัน คือติดจริงๆ ชอบอ่ะ

    ไรท์แต่งสนุก แล้วก็ชอบคอนเซ็ปที่เอาเพลงบีวันมาแต่งเป็นชื่อตอน คือครีเอทมากก

    สู้ๆๆๆๆนะคะ เป็นกำลังใจให้ค่าาา

    #27
    2
    • #27-1 miledeela(จากตอนที่ 17)
      15 พฤศจิกายน 2558 / 11:57
      ขอบคุณค่าาา ฟิคบีวันจินชานเป็นไรที่หายากมาก เราจะพยายามแต่งให้ดีที่สุดนะ ^^ แต่ที่รู้ๆตอนนี้มีแรงฮึดแต่งตอนต่อไปละ ขอบคุณที่ติชมกันนะคะ ฮึบ! //กำหมัดเงยหน้าขึ้นช้าๆ 55
      #27-1
    • #27-2 Funch (จากตอนที่ 17)
      16 พฤศจิกายน 2558 / 00:57
      จ้าาาาาา ส่วนใหญ่เราก็อ่านแต่กงยองอ่ะ พอมาเป็นจินชานก็เปลี่ยนแนวดี

      สนุกๆๆ ไรท์สู้ๆๆๆๆค่ะ ไรท์แต่งดีแล้ว เยี่ยมที่สุด
      #27-2
  3. #26 aranya7180 (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 13 พฤศจิกายน 2558 / 22:43
    อร๊ายยยยยยยยยย ฟินนน ทำไทพี่จินดูเหมือนเมะ -.,- 5555555 กงชานน่าสงสารอ่ะ ร้องไห้มาตั้งหลายวันนน แต่ก็น่ะะะ โดนพี่จินพูดว่า "แฟน" ที่เดียววว เขินเลยหรอออออ ง่อววววววว 55555 น่ารักกกช่ะ มาแต่งต่อเร็วๆน่ะค่ะะะ ไฟท์ติ้งงงงง -3-
    #26
    3
    • #26-2 aranya7180(จากตอนที่ 17)
      17 พฤศจิกายน 2558 / 21:41
      หว่าที่เราเข้าใจผิดนึกว่าพี่จินเป็นเคะน่ะเนี้ยยย 555555 แต่ไรท์แต่งได้ฟินมากกก มาต่อเรื่อยๆน่ะไรท์ ห้ามหายไปไหนน่ะไรท์ ไฟท์ติ้งงง
      #26-2
    • #26-3 miledeela(จากตอนที่ 17)
      17 พฤศจิกายน 2558 / 22:04
      จ้าาา ไม่หายไม่ดองข้ามปีแน่ สัญญาด้วยเกียรติเนตรนารีที่จบมาสี่ปีกว่า 55 ยังไงเราเริ่มฟิคเรื่องนี้มาแล้วก็ต้องทำให้มันจบสิเนอะ ขอบคุณมากน้าาา เห็นเม้นแทบทุกตอนเลย 555 ^^
      #26-3