เปาชิงเทียน ตอน ตำนานศึกเทียนหมาง

ตอนที่ 28 : ตอนที่2 คืนสู่ยุทธภพ อีกครั้ง--เมื่อความจริงปรากฏ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 159
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    16 ก.ย. 57

File27 ตอนที่2 คืนสู่ยุทธภพ อีกครั้ง
 

 

 

เมื่อความจริงปรากฏ
 

 

          ทุกคนในห้องกวาดตามนิ้วของเปาเจิ่ง พร้อมตะลึงงัน สาวน้อยบอบบางราวกลีบดอกไม้มิอาจต้องน้ำค้างยืนอยู่ มู่หลาน

            เป็นไปไม่ได้ ต้าเปา จะเป็นมู่หลานไปได้ยังไง ผิดแล้ว ชุนเถาจับมือมู่หลานไว้แล้วกล่าวปลอบใจ มีเพียงกงซุนเชอฺที่หน้าซีดเผือด มองนางในดวงใจด้วยตาแดงกล่ำ

            นั่นสิ คนร้ายมิใช่ปลอมเป็นชายชุดดำกลับมาในคืนนั้นยังปะทะกับมู่หลานในห้องครัวเลย นางงามทั้งหมดต่างเห็นด้วย แต่ทว่า

            มีใครเห็นเขาอยู่กับคนร้ายบ้าง พวกเราแค่ได้ยินเสียงดังมาจากห้องครัว เมื่อพวกเราไปถึง คนร้ายชุดดำก็ไม่อยู่แล้ว

            ก็นั่นไง ท่านพูดแล้วว่าคนร้ายไม่อยู่แล้ว

            ข้าเข้าไปในห้องครัวก็รู้สึกแปลกๆ จากสภาพเป็นว่าคนร้ายบุกเข้าไปในห้องครัวปัดของกระจายแล้วหนีไปทางหน้าต่าง ควรที่จะมีรอยเท้าของเขาที่ขอบหน้าต่างนั้น แต่ไม่มี เป็นรอยเท้าจั่นเจารอยเดียว เพราะอะไร พื้นเต็มไปด้วยแป้งและน้ำ คนร้ายเหยียบถึงไม่ทิ้งรอยเท้าไว้

            เพราะอะไร

            เพราะคนร้ายไม่ได้หนีออกไปแต่แรก

            หาชุนเถาเงียบไปอึดใจ แต่...ยังไงก็เป็นไปไม่ได้ มู่หลานเป็นเพียงสาวน้อย อ่อนแอบอบบาง แถมยังเป็นใบ้ จะไปฆ่าใครได้

            ผิด ผิดแล้ว

            ก็นั่นน่ะสิ ท่านเองยังยอมรับแล้วสาวๆพากันโอบล้อมมู่หลานไว้พร้อมชี้หน้ามองเปาเจิ่งด้วยสายตาคาดโทษ

            แม่นางชุนเถากล่าวมาทั้งสามเรื่องต่างหากที่ผิด

            สามเรื่องไหนหรือ เสี่ยวหมานถามงุนงง

            เรื่องแรก นางบอกว่ามู่หลานอ่อนแอบอบบาง คนที่สามารถใช้นิ้วเกร็งหักคอของว่านจี๋เสียงและหวงเย่วได้จะอ่อนแอไปได้อย่างไร

            คนที่ใช้พลังนิ้วทำเช่นนั้นได้อาจเป็นคนร้าย แต่ก็ไม่สามารถบ่งชี้ได้ว่าเป็นมู่หลาน จั่นเจาป้อนให้พี่ชายพูดต่อ

            ไม่ผิด แต่ยังมีเบาะแสที่ข้าพบบริเวณที่ว่านจี๋เสียงถูกฆ่า เมื่อก่อนข้าไม่รู้ว่ามันคืออะไร แต่เมื่อคิดถึงมู่หลานทำให้รู้ว่ามันคือหลักฐานที่สำคัญ แม่นางเสี่ยวหมานยังจำวันปล่อยโคมได้หรือไม่ วันนั้นพวกเราซื้อกำไลข้อมือเป็นหินดำคนละวง

            จำได้ นี่ไง สาวหอบุหลันลอยลมต่างจำวันนั้นได้ดี ทั้งหมดเอากำไลออกมาอวด หินสีดำร้อยเป็นวงรัดอยู่ที่ท่อนแขนเรียวของพวกนางทุกคนยกเว้น

            มู่หลานของเจ้าเล่า เปาเจิ่งจ้องไปที่ตาของคนที่ตนกล่าวหา ชุนเถาพยายามหาดึงข้อมือมู่หลานมาแสดงให้กระจ่างแจ้ง แต่ไม่มี ข้อมือเรียวเล็กไม่มีกำไลอยู่ ทุกคนมองที่มู่หลานด้วยสายตามีคำถาม เจ้าตัวพยายามใบ้มือว่ามันหายไป ชุนเถาก็เชื่อตามนั้นอย่างไร้ข้อโต้แย้ง

            มู่หลานก็แค่ทำหายไปเท่านั้น อีแค่กำไลถูกๆอันเดียวจะไปอะไรกับมันนักหนาชุนเถาออกหน้าแทนมู่หลานอย่างไม่สนิทใจนัก เพราะทุกคนต่างรู้ดีว่ากำไรนั้นมีค่ามากเพียงใด

            ไร้ค่าอย่างนั้นหรือ คงใช่ แต่ในคดีนี้มันมีค่าควรเมือง เปาเจิ่งล้วงเข้าไปในเสื้อนิ้วคีบติดวัตถุกลมแบนสีดำมีรอยแตกครึ่งออกมา หมากเม็ดนี้อยู่ในหลอดลมของว่านจี๋เสียง แต่ที่แปลกคือมันกลับไม่ใช่หมาก แต่เป็นผลึกหินสีดำครึ่งเม็ดสาวๆต่างก้มลงพิจารณาสร้อยข้อมือตนกับวัตถุในมือเปาเจิ่ง

            วันนั้นพวกเราเดินผ่านหน้าห้องของไฉ่เตี๋ยได้ยินเสียงคนร้อง แต่แท้จริงแล้วนาทีนั้นว่านจี๋เสียงถูกมู่หลานฆ่าตายแล้ว พวกเราจึงจะเดินไปห้องของไฉเตี๋ย มู่หลานในห้องได้ยินเสียงจึงออกอุบายกลบเกลื่อนหินกำไลที่กะเทาะเมื่อการต่อสู้ขัดขื่น จึงยัดหมากทั้งหมดลงไปในปากของว่านจี๋เสียง เหมือนกับว่าคนร้ายนั้นคือผีไฉ่เตี๋ย พวกเราเชื่อว่ามู่หลานนั้นกลับมาหาเศษกำไลนั้นอีกครั้ง แต่หาไม่เจอ เพราะอย่างไรคงไม่คิดไม่ถึงว่ามันลงไปรวมอยู่กับหมากอื่นๆในคอหอยของว่านจี๋เสียง ฉะนั้นจะทำลายหลักฐานนี้ยังไงก็ไม่มีทางมู่หลานน้ำตารื่น มองไปที่เปาเจิ่งพร้อมส่ายหน้าเบาๆ

            ถ้าเกิด ถ้าเกิดว่ามันถูกคนร้ายเก็บไปแล้วเอามาใส่ความมู่หลานเล่า

            ใช่ๆ ตอนนั้นคนร้ายชุดดำหนีไปที่ห้องครัว พวกเราได้ยินเสียงของเขานี่ มันก็แสดงว่านอกจากมู่หลานแล้วคนร้ายก็อยู่ด้วย เสี่ยวหมานเข้ามาประชิดโต๊ะที่เปาเจิ่งนั่งอยู่ ขณะนี้คนไขคดีไม่อาจมองหน้ามู่หลานได้ต่อไปจึงกลับหลังหันไปมองผนังทองแทน

            นี่เป็นเหตุผลว่าเหตุใดเราอยู่ที่หลังเรือนครัวและวิ่งออกไปนอกตรอกตันแล้วกลับไม่เจอคนร้าย เพราะสิ่งที่แม่นางชุนเถากล่าวเรื่องที่สองก็ผิดเช่นกัน

            อ๋า

            มู่หลาน...มิได้เป็นใบ้

            ท่านบอกว่ามู่หลานพูด...พูดได้ เสี่ยวหมานมองแผ่นหลังของเปาเจิ่ง เห็นว่าผงกหัวเล็กน้อยได้แต่เงียบไป

            มู่หลานจะแกล้งเป็นใบ้ไปทำไม มันไม่จำเป็นเลย ชุนเถาถามเปาเจิ่งไม่กล้าหันไปมองมู่หลาน

            เพราะว่ามีเรื่องลำบากที่บอกใครไม่ได้ ต้องปิดบังฐานะตนเอง ว่านจี๋เสียงต้องตายเพราะล่วงรู้ความลับนี้

            เปาเจิ่ง เจ้าพูดมาล้วนมีหลักการ แต่เพียงความคิดของเจ้าฝ่ายเดียวมิใช่เรื่องต้องเป็นเช่นนั้นผางถงเอ่ยแทรกขึ้น

            ถูกต้อง แต่ถ้าเฉลยฐานะออกมา เรื่องทุกอย่างก็จะเป็นเช่นนั้นเอง คดีนี้มีปัญหามากมาย ข้อสงสัยยิบย่อยไปหมด แต่ขอเพียงล่วงรู้เบื้องลึก ก็จะเหมือนทำซาลาเปานั่นแหละ น้ำ แป้ง น้ำมันเมื่อรวมด้วยกัน ทุกอย่างก็จะกระจ่างเอง

            ฐานะที่แท้จริงของมู่หลาน นางคือใครเล่า จั่นเจาถาม

            นี่คือส่วนที่สำคัญที่สุด เป็นเสี่ยวหมานที่บอกข้า จริงๆแล้วว่านจี๋เสียงทิ้งหลักฐานเอาไว้ เมื่อวานที่ริมน้ำมู่หลานเอาหินมากองเป็นอักษรว่า เปา คนอื่นมองอ่านเห็นเป็นเพียงกองหิน มองไม่เห็นอักษร เช่นเดียวกับหมากบนกระดานหมาก พวกเราก็เห็นว่าว่านจี๋เสียงนั้นกำลังวางหมากเท่านั้น

            หรือว่าสิบสองหมากบนกระดาน คือ...กงซุนเชอฺอุทาน

            ถูกแล้วเป็นตัวอักษร ตัว หุย””

            เป็นไปไม่ได้ ทำไมถึงเป็นไปได้ กงซุนเชอฺถึงกับเหม่อลอยไร้สติไป จนแม่ทัพเหลียวต้องกระตุ้นให้ใครตอบ เสี่ยวหมานคิดได้ก่อนใครที่เหลือ

            หม่าหุยเฟิง

            หม่าหุยเฟิงคือใคร ผางถงเอ่ยถามพร้อมเหลือบมองเปาเจิ่ง

            ลูกชายของหม่าปิง

            ลูกชายของหม่าปิง เขามิใช่ถูกตัดสินประหารไปแล้วหรือไง

            หม่าหุยเฟิงยังไม่ตาย และนี่เป็นสิ่งที่แม่นางชุนเถากล่าวผิดเรื่องที่สาม นางบอกว่ามู่หลานอ่อนแอ เป็นใบ้ จริงๆแล้วมู่หลานไม่ได้อ่อนแอ ไม่ได้เป็นใบ้ ยิ่งไม่ใช่...ผู้หญิง เขาคือลูกชายของหม่าปิง หม่าหุยเฟิง ทุกคนยิ่งกว่าตกใจคือไม่เชื่อเรื่องนี้จะเป็นจริงไปได้ นางงามทั้งหลายต่างหน้าซีดและถอยร่นออกห่างมู่หลานไปนั่งที่โต๊ะเพื่อประคองตนเอง

            หม่าหุยเฟิงเมื่อสามปีก่อนนั้นถูกตัดสินประหารแล้ว ตามกฎหมายของต้าซ่งเมื่อนักโทษถูกประหารแล้วต้องตรวจสอบศพแล้วทำการฝังภายในสามวัน แล้วเหตุใดเจ้าจึงได้พูดได้ว่าแม่นางน้อยนางนี้คือเขากัน ผางถงจับประเด็นทางกฎหมายยกขึ้นมาถาม มีหลักฐานใดกัน

            เมื่อวานข้าได้ไปเปิดดูหลุมศพของไฉ่เตี๋ย แต่พบแต่ความวางเปล่า แต่เมื่อไปเปิดหลุมศพของหม่าหุยเฟิงและภรรยาของหม่าปิงดูพบสองโครงกระดูก

            แล้วสองป้ายวิญญาณมีสองโครงในหลุมมันผิดปกติที่ใดกัน เป็นแม่ทัพเหลียวเอ่ยถาม

            โครงกระดูกสองโครงนั้นถูกต้องแต่ลักษณะโครงกระดูกไม่ถูกต้อง โครงที่หนึ่ง สูงห้าฉื่อ สองชุ่น เพศหญิง กระดูกคอหักไปด้านหลัง

            งั้นก็เป็นมารดาของหม่าหุยเฟิงแล้ว ผางถงกล่าว เปาเจิ่งหันมามองยิ้มๆแล้วบรรยายต่อ

            ถูกแล้ว ศพที่สองนั้นสูงห้าฉื่อ กระดูกคอหักไปด้านหลัง

            งั้นก็เป็นหม่าหุยเฟิงไงเปาเจิ่งยังยิ้ม เมื่อตรวจอย่างละเอียด กระดูกเชิงกรานนั้นเป็นเช่นนี้ นิ้วชี้นิ้วกลางยื่นออกมาขนานกัน จากนั้นนิ้วโป้งนิ้วชี้แยกออกหงายขึ้น สุดท้ายคว่ำนิ้วลงแยกออกเป็นมุมป้าน

            ทำไมเป็นเช่นนี้ กงซุนเชอฺมองนิ้วนั้นเอ่ยด้วยสายตาเลื่อนลอย แต่สะดุ้งตอบเมื่อเสี่ยวหมานถามขึ้น ปกติแล้วกระดูกเชิงหรานชายจะแคบ เพศหญิงถึงเป็นเช่นนี้

            เพราะฉะนั้นหม่าหุยเฟิงก็เป็นหญิงละสิ

            เยียลู่เจียงจุนท่านผิดแล้ว หม่าหุยเฟิงหัวจดเท้าเป็นชายทั้งแท่ง

            ยังไม่ชัดเจนอีกหรือว่าที่นอนในหลุมนั้นไม่ใช่หม่าหุยเฟิง...ข้าเคยได้ยินแม่นางชุนเถากล่าวถึงลักษณะของไฉ่เตี๋ยเวลาผูกคอตายนั้น ตายอย่างน่ากลัวมาก ใช่ไหม

            ถูกแล้ว ใช่ หัวของนางแหงนขึ้น เหมือนจะร้องขอความเป็นธรรม น่ากลัวมาก

            จริงๆแล้วนางไม่ได้จะร้องขอความเป็นธรรมอะไร แต่เต็มอกเต็มใจที่จะตาย คนที่ผูกคอแขวนฆ่าตัวตายนั้น น้ำหนักจะกดลงล่าง เพราะฉะนั้นหัวจะเป็นเช่นนี้ เปาเจิ่งกดหัวตนเองลง แต่เมื่อถูกประหารจะกลับกันหัวจะถูกลากไปด้านหลังจนกระดูกคอหักเช่นนี้ เปาเจิ่งหงายศีรษะไปด้านหลัง เพราะฉะนั้น เมื่อไฉเตี๋ยฆ่าตัวตายหงายหัวไปด้านหลัง แสดงว่าก่อนถูกแขวนนางนั้นตายแล้ว คือถูกประหาร ภรรยาหม่าปิง หม่าหุยเฟิงและไฉ่เตี๋ย ตายสามคนมีโครงกระดูกสองโครง มีได้ความหมายเดียว คือหนึ่งในนั้นตายไปสองครั้ง

            เจ้าอย่าได้มาพูดพล่อย ใครจะตายได้สองครั้ง

            คนเป็นตายไม่ได้สองครั้ง แต่คนตายทำได้นี่ท่านเยียลู่เจียงจุน ที่แขวนคอที่ห้องนี้นั้นคือไฉ่เตี๋ยถูกต้อง และที่ถูกประหารนั้นไม่ใช่หม่าหุยเฟิงแต่เป็นไฉเตี๋ยเช่นเดียวกัน

            จะเป็นไปได้หรือเปาต้าเกอ สองคนหน้าตาไม่เหมือนกัน ทั้งยังหนึ่งชายหนึ่งเป็นหญิง

            เป็นไปได้ ตอนนั้นหม่าปิงมาที่หมู่บ้านชวงสีนั้นไม่ได้ติดต่อใครมากนัก รู้จักคนไม่มาก ดังนั้นคนที่รู้จักหม่าหุยเฟิงยิ่งน้อยกว่าน้อย สามปีก่อนหม่าหุยเฟิงอายุสิบสาม ไฉเตี๋ยสิบหกปี สองคนรูปร่างใกล้เคียงกัน ทุกคนยังจำเมื่อเราไปที่ริมแม่น้ำได้หรือไม่ ผ่อผ่อท่านนั้นพูดถึงหม่าหุยเฟิง

...ยังมีลูกชายพวกเขาเสี่ยวเฟิงก็งามมาก อย่าได้ดูถูกว่าอายุแค่สิบสามตัวเล็กนิดเดียวนะ ปากก็แดงฟันก็ขาว สวยจริงๆ....."

ว่านจี๋เสียงนั้นเป็นพัศดี ทั้งยังเป็นคนจัดการเรื่องศพของหม่าปิงและหม่าหุยเฟิงทั้งหมด ถ้าต้องการจะเล่นละครเปลี่ยนคน ขอแค่เพียงซื้อตัวของว่านจี๋เสียงก็ทำได้แล้ว ข้ายังจำได้ว่าแม่นางตงเหมยกล่าวถึงสามปีที่แล้งไฉ่เตี๋ยพยายามจะหาเงินไถ่ตนเอง แต่ต่อมากลับประกาศขายคืนแรกของนางด้วยเงินห้าร้อยตำลึงอย่างฉุกละหุก และเมื่อได้รับเงินนั้นจากหวางไฮ่ปาแล้ว กลับแขวนคอตาย เปาเจิ่งหันไปมองตงเหมยเมื่อนางรับคำจึงกล่าวต่อ ในขณะเดียวกันนั้นว่านจี๋เสียงกลับรวยอย่างผิดปกติคืนเดียวเสียพนันไปห้าร้อยตำลึง ยังไม่ชัดเจนหรือว่าเงินนั้นเป็นห้าร้อยตำลึงจากไฉเตี๋ย

            แล้วทำไมไฉเตี๋ยต้องทำเช่นนั้นด้วยละเปาต้าเกอ

            หญิงคนหนึ่งยอมสละชีวิตตนเองเพื่อแลกกับชีวิตของชายคนหนึ่งทุกคนเป็นเพราะเหตุใด

            ง่ายมาก เพราะหญิงนั้นรักชายคนนั้นมาก สำหรับผู้หญิงแล้วชีวิตของชายย่อมสำคัญกว่าชีวิตตนเอง เสี่ยวหมานตอบเบาๆ ทำให้ชุนเถาต้องแย้งมาบ้าง จะเป็นไปได้ยังไง ไฉเตี๋ยไม่เคยกล่าวถึงเลย ท่านรู้ได้อย่างไรกัน

            เปาเจิ่งไม่ตอบทันที เดินไปที่โต๊ะของไฉ่เตี๋ยเปิดเอาภาพเขียนขึ้นมาหลานแผ่น คุณชายกงซุนนั้นกล่าวเอาไว้ไม่ผิดเลย คนเราใช้ภาพเขียนใจ ใช้ใจเขียนภาพ ภาพในมือข้าพวกนี้ล้วนเป็นภาพที่ไฉเตี๋ยวาดไว้ในปีนั้น...ทุกท่านดูภาพหมึกดำนี้ แม่นางน้อยคนหนึ่งยืนคนเดียวที่ริมน้ำ เศร้าสร้อย หงอยเหงา แต่ต่อมาภาพยิ่งมีสีสวยงาม สะท้อนอารมณ์ของนางว่ายิ่งสดใสยิ่งมีความสุข ตรงกับเวลาที่หม่าหุยเฟิงย้ายมาที่หมู่บ้านชวงสีพอดี ข้าคิดว่าสองคนรู้จักกันที่ริมแม่น้ำ รู้ใจกัน และเริ่มรักกัน จนตัดสินใจฝากชีวิตไว้ในมืออีกฝ่าย เริ่มเก็บเงินเพื่อไถ่ตัวไฉเตี๋ย

            นี่ล้วนเป็นท่าคิดไปฝ่ายเดียว ไม่ได้ยืนยันอะไรเลย

            แม่นางตงเหมยท่านดูภาพนี้ก่อน ในภายคือหอหมอกฝนของเจียซิน กงซุนเชอฺเคยไปบอกว่าวาดได้เหมือนมาก ข้าคิดว่าแปลกมาก เพราะพวกแม่นางเคยเล่าว่าไฉเตี๋ยมาจากทางเหนือไม่เคยไปแถบเจียงหนาน(ใต้แม่น้ำหวงเหอ) แต่เหตุใดถึงรู้ภาพทิวทัศน์ของทางใต้ได้ ก็เพราะว่าเจียซินคือบ้านเกิดของหม่าหุยเฟิง เป็นหม่าหุยเฟิงที่เล่าเรื่องราวของบ้านเกิดให้ไฉ่เตี๋ยฟังทีละนิด ยังมีอีกภาพ แค่ดูก็รู้ความหมาย ผู้หญิงสอนชายคนหนึ่งดีดพิณ ไฉ่เตี๋ยสอนหม่าหุยเฟิงดีดพิณ ฉะนั้นในหอบุหลันลอยลมนี้นอกจากหวงเย่วแล้วมู่หลานก็สามารถดีดพิณได้ ยังสามารถสร้างเสียงพิณสังหารได้เช่นกัน

            จากที่เคยฝันหวานสามารถชั่วชีวิตอยู่ด้วยกัน ฝันร้ายกลับแทนที่ ข่าวหม่าปิงขโมยทองหนีไปทำให้หม่าหุยเฟิงและมารดาถูกจับเข้าคุกทรมาน ไฉ่เตี๋ยไปขอร้องว่านจี๋เสียง พัศดีหน้าเงินจึงเสนอข้อแลกเปลี่ยน ไฉ่เตี๋ยจึงบอกกับหวงเย่วว่าต้องการขายคืนแรกของนางเป็นเงินห้าร้อยตำลึง เป็นคืนก่อนประหารที่ไฉ่เตี๋ยแอบล่วงรู้ความลับของหวงเย่วและอีกสามคนเรื่องใส่ความหม่าปิงขโมยทอง นางรู้ว่าหม่าหุยเฟิงเคารพนับถือบิดายิ่งกว่าอะไร คืนนั้นทั้งคืนจึงใช้ภาพเขียนแสดงเรื่องราวทั้งหมด นางรู้ว่าหม่าหุยเฟิงต้องเข้าใจภาพที่นางเขียน เมื่อเปลี่ยนตัวเรียบร้อยแล้ว ไฉเตี๋ยถูกประหารแทน หม่าหุยเฟิงอุ้มไฉเตี๋ยกลับมาที่หอบุหลันลอยลมเพื่อจับนางแขวนคอเหมือนว่าฆ่าตัวตาย แต่เมื่อเข้ามาที่ห้องเห็นภาพวาดจึงเข้าใจเรื่องราวทั้งหมด เมื่อคนในหอจัดการฝังศพไฉเตี๋ยแล้ว หม่าหุยเฟิงขุดศพนางขึ้นมาเพื่อย้ายไปให้ทางการตรวจสอบ แล้วฝังไว้ที่เดียวกับมารดาของตนเอง หม่าหุยเฟิงไปเซ่นไหว้พวกนางบ่อยๆ จึงไม่แปลกที่ในสุสานร้างมีแต่หลุมศพพวกนางที่มีร่องรอยปัดกวาดจนสะอาดอยู่เสมอ จากนั้น...ก็เริ่มแล้ว การชำระแค้นของหม่าหุยเฟิง แม้จะสามปีผ่านไปแต่ก็ยังกลัวคนจำได้ โดยเฉพาะคนของทางการ จึงปลอมตัวเป็นหญิงเข้ามาในหอนี้ เดิมที่หน้าตาก็งามคล้ายหญิง รูปร่างก็เล็ก ใครก็ไม่สงสัย แต่ว่ารูปร่างปลอมได้แต่เสียงเล่า เพราะฉะนั้น จากนั้นมากเขาก็ปิดปากไม่พูด แกล้งเป็นใบ้ ใช่ไหมมู่หลาน...

            ไม่ใช่สินะ ต้องเป็น...หม่าหุยเฟิง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

38 ความคิดเห็น