เปาชิงเทียน ตอน ตำนานศึกเทียนหมาง

ตอนที่ 27 : ตอนที่2 คืนสู่ยุทธภพ อีกครั้ง--สิ่งที่ซ่อนอยู่ในทุกอณูปริศนา

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 175
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    16 ก.ย. 57

File26 ตอนที่2 คืนสู่ยุทธภพ อีกครั้ง
 



สิ่งที่ซ่อนอยู่ในทุกอณูปริศนา
 

         

            ...ข้าก็คือเปาเจิ่ง ต้าซ่งหลูโจวเปาเจิ่ง...

            "ได้ยินมาว่าเปาเจิ่งหายตัวไปสองปี ไม่นึกว่า..." สายตาของผางถงคือเหยียดหยาม "จะมาหลบในหอนางโลมทำงาน น่าสนใจจริงๆ" ไม่ได้กะเซ้าเย้าเล่นเป็นแน่

            ต้าเปาเพียงยิ้มรับ อย่างที่เคยรับมือมานาน "เปาเจิ่ง ข้าคงต้องขู่ไว้ก่อน ในสายตาพ่อข้า เจ้าคือเสี้ยนที่ตำเนื้อ ท่านอยากให้เจ้าตาย ข้าก็ไม่เว้นหรอกนะ ดังนั้น หลักฐานของเจ้า ไม่เพียงต้องทำให้เยียลู่เจียงจุนพอใจ ยังต้องทำให้ข้านับถือได้ด้วย มิเช่นนั้นถึงแม้เยียลู่เจียงจุนไม่เอาเรื่องเจ้า ข้าคงปล่อยเจ้าไว้ไม่ได้" สองตาสบนิ่ง เปาเจิ่งกำลังหยั่งเชิง ไม่ใช่จากคำพูดที่เรียบเย็นชา แต่ด้วยสายตาที่ส่งมา แล้วริมฝีปากก็ต้องแย้มกว้างเมื่อได้คำตอบในใจ

            "ท่านจะยืนข้างใครกันแน่" จั่นเจาถามเสียงเข้ม "จะรบหรือต้องการเจรจากัน"

            "เฮอะ วันนี้ดาวทองทะยานฟ้า แน่นอน ดาวทองเป็นดาวนำโชค แต่ทะยานฟ้านี่คือจากที่ต่ำไปที่สูง สุดท้ายจะดีจะร้าย คงต้องดูว่าพวกเราจะดำเนินการไปเช่นไร"

            "ผางถงเจ้า" เปาเจิ่งจับชายเสื้อของจั่นเจาที่ถลันออกออกมาได้ ก่อนที่มวยต่างรุ่นจะเกิดขึ้น

            "ได้ อยากรู้คำตอบ เชิญทุกท่านตามข้าไปนี่หนึ่ง"

            "ที่ไหน"

 

            ห้องของไฉเตี๋ยจัดวางไว้เหมือนสามปีก่อนไม่มีผิดเพี้ยน เจ้าของไม่อยู่แต่ของเหมือนมีชีวิต ทุกอย่างล้วนบอกเรื่องราวดังที่เจ้าของห้องเดิมต้องการทิ้งไว้ ที่เพิ่มขึ้นมาคือ โต๊ะกลางห้องบัดนี้มีห่อผ้าสีเหลืองตุ่นที่จั่นเจาหามาให้ตามคำสั่งของเปาเจิ่ง

            "ขอบคุณจั่นเจา" เปาเจิ่งขยำห่อผ้าแน่น ใบหน้าไม่รื่นเริง แม้ว่าเมื่อครู่จะแสดงท่าทางเป็นต่อต่อหน้าแม่ทัพใหญ่ทั้งสอง "ตอนนี้ก็ให้ข้าเป็นคนแกะหน้ากากของคนร้ายที่แท้จริงออกทีละชั้นๆ" ด้านหลังคือภาพสี่ภาพของไฉเตี๋ย ด้านหน้าคือโต๊ะที่วางของไว้ เลยไปมีสาวๆของหอบุหลันลอยลมนั่งอยู่ กงซุนเชอฺจั่นเจายืนข้างขวาตำแหน่งเจ้าบ้านชิดโต๊ะ และแน่นอนแขกผู้สูงศักดิ์ทั้งสองนั่งประจำที่เบื้องซ้ายและขวาของเปาเจิ่ง

            "ท่านพูดว่าคนร้ายตัวจริง หรือว่าคนร้ายจะไม่ใช่เถ้าแก่" ชุนเถาจับใจความได้เร็วสมเป็นยอดหญิงโคมเขียว และเปลี่ยนสรรพนามเรียก เพราะคนข้างหน้านางมิใช่ต้าเปาอีกต่อไป

            "จะว่าอย่างนั้นก็ได้ แต่ก็อาจไม่ได้"

            "เปาเจิ่งได้ก็คือได้ไม่ได้ก็คือไม่ได้ บอกมาเร็วคนร้ายจริงแล้วคือใคร อย่ามาล้อเล่น" เยียลู่จุ้นไฉดุดันใจร้อนสมเป็นแม่ทัพกำกระบี่ยันพื้นข่มขวัญ ส่วนอีกหนึ่งแม่ทัพยังเย็นๆนิ่งๆเล่นมีดเหล็กดำในมือ

            "เยียลู่เจียงจุนไม่ต้องรีบร้อน คดีการตายทั้งห้าล้วนเกี่ยวข้องกับหวงเย่วทั้งนั้น แต่หวงเย่วก็เป็นเหยื่อของคนร้ายเช่นกัน"

            "เป็นไปไม่ได้ ถ้าหวงเย่วไม่ใช่คนร้ายแล้ว งั้นอีกหลายเรื่องก็ไม่สามารถหาคำอธิบายได้" กงซุนเชอฺกล่าวตามเหตุที่ต้นสรุปได้ล่าสุด

            "อะไรบ้าง"

            "เรื่องแรก การตายเซียวจุนและอันกั๋วไท่เมื่อเกิดเหตุพวกเราล้วนได้ยินเสียงพิณ ในหอบุหลันลอยลมแห่งนี้ มีเพียงหวงเย่วที่เล่นพิณได้ เรื่องที่สองว่านจี๋เสียงที่ถูกหักคอจนตาย ดังนั้นเสียงที่เราได้ยินด้านนอกก็คือเสียงของคนร้าย เย็นวันนั้นในหอมีเพียงเจ้า ข้า และจั่นเจา ยังมีหวงเย่วที่เป็นชาย สุดท้ายหวงเย่วนั้นฆ่าตัวตายทิ้งจดหมายไว้แสดงหลักฐานทั้งหมดแล้ว" ประเด็นต่างๆถูกแจกแจงละเอียด

            "ดี งั้นข้าก็ขออธิบายตามประเด็นที่เอ่ยมาแล้วกัน ข้อแรกหวงเย่วไม่ได้ฆ่าตัวตาย แต่เป็น'เขา' ฆ่า"

            "หลักฐาน"

            "ก่อนหน้าที่เขาตายคืนหนึ่ง เขากลับมา ยังสวมชุดเดินทาง มือยังพกอาวุธลับที่เป็นเอกลักษณ์ แย่นตั้งเฟยเจี้ยน แต่เวลาที่เราพบศพนั้น แย่นตั้งเฟยเจี้ยนหายไปอย่างไร้ร่องรอย ทั้งยังเปลี่ยนชุดไปอีกด้วย ลองคิดดีดี ใครที่เวลาจะฆ่าตัวตายยังมีอารมณ์มาเปลี่ยนเสื้อผ้าอีก เรื่องที่สอง เสียงที่ได้ยินเมื่อว่านจี๋เสียงตาย อีกสักครู่ทุกคนจะได้กระจ่าง สุดท้ายเสียงพิณสังหาร จริงๆแล้วในหอแห่งนี้ สามารถเล่นพิณได้ไม่ได้มีเพียงหวงเย่วผู้เดียว"

            "หือ งั้นนอกจากเขาแล้วเป็นใคร" จั่นเจาน้อยถามขึ้น

            "ก็คุณชายกงซุนไง"

            "เดี๋ยว คุณชายกงซุนเล่นพิณได้ด้วยหรือ ทำไมพวกเราไม่เคยได้ยินเลย" เสี่ยวหมานผุดลุกจากเก้าอี้มาถามเลยทีเดียว

            เปาเจิ่งยิ้มเจ้าเล่ห์ "กงซุนเชอฺ พิณหมากกลอนภาพ ไม่มีสิ่งไหนไม่ชำนาญ ไม่เช่นนั้นจะถูกขานว่าเป็นที่หนึ่งยอดคนพรสวรรค์ได้อย่างไร"

            "เปาเจิ่ง อย่าแกล้งข้า" คนถูกแกล้งค้อนเล็กน้อย

            "คนร้ายแน่นอนว่าไม่ใช่ท่านพี่กงซุน" จั่นเจาเสริม

            "แน่นอนว่าไม่ใช่ ข้าแค่อยากจะบอกว่าในหอแห่งนี้ นอกจากหวงเย่วและกงซุนกงจื้อแล้ว ยังมีอีกคนที่เล่นได้ นั่นคือ ไฉเตี๋ย"

            "หา"

            "สุดท้ายก็ต้องเป็นวิญญาณของไฉเตี๋ยอาฆาต" ตงเหมยอุทาน

            "ใช่ๆๆๆ ศพยังแปลงไป ไม่น่าหลุมของนางถึงว่าง" เซี่ยซางผูกเรื่องอย่างรวดเร็ว

            "เฮ่อ วนมารอบใหญ่ๆ ไปไปมามามิใช่ยัดเยียดคนร้ายให้คนตาย เปาเจิ่งข้าว่าอย่าได้เรียกเจ้าว่าบุรุษที่ฉลาดที่สุดของต้าซ่งเลย เรียกว่าเป็นนักพรตที่เยี่ยมยุทธที่สุดของต้าซ่งจะดีกว่า" เยียลู่จุ้นไฉไม่สรุปประเด็นก็เปิดปากอย่างโง่ๆ

            "ขออภัยที่ท่านอาจต้องผิดหวัง ข้าจับผีไม่เป็น เป็นแต่จับคนร้าย ไฉเตี๋ยฆ่าคนเพราะนางรู้ความลับอย่างหนึ่งเข้า หรือก็คือความลับของหวงเย่ว และความลับนี้อยู่บนภาพข้างหลังทั้งสี่แล้ว" ต้าเปากวามือไปด้านหลัง

            "นั่นเป็นภาพที่ไฉเตี๋ยวาดก่อนตายนี่"

            "ถูกต้อง แม่นางชุน ทุกครั้งที่ข้ามองภาพพวกนี้ต้องรู้สึกผิดปกติอยู่บ้าง ค่อยพบว่าแท้จริงภาพซ่อนความลับเรื่องหนึ่งไว้ ฆาตรกรรมต่อเนื่องนี้ ทั้งหมดของทั้งหมดล้วนเริ่มจากเรื่องเมื่อสามปีที่แล้ว" เปาเจิ่งกล่าวจบแล้วกลาดตามอง สายตางุนงงต้องมองข้ามไป สะดุดแต่ที่บุรุษผู้เล่นมีดคงพบอะไรดีๆเข้าแล้ว

            "เรื่องอะไรอีกนี่ พวกเรามองมาสามปีไม่เห็นรู้เรื่องอะไรเลย" ชุนเถานับว่าถูกเปาเจิ่งพูดจนมึนงงยิ่งแล้ว

            "นั่นสิ กงซุนต้าเกอฉลาดขนาดนี้มองอะไรไม่ออก" จั่นเจาได้ดีแขวะคนข้างตัว ทำเอาได้สายตาดุ

            "กงซุนเชอฺมองไม่ออกมีสองเหตุผล"

            "อะไร" เจ้าตัวอยากรู้เป็นที่ยิ่ง

            "หนึ่งคือ ขวาง"

            "อะไรคือ ขวาง กัน" สาวๆเอียงคอนิดๆไปทางเดียวกันดูน่าเอ็นดูไม่น้อย แต่คนตอบกลับไม่ใช่เปาเจิ่ง

            "ขวาง ก็คือกงซุนเชอฺ มองถ่องแท้เกินไป" ผางถงได้รับความชื่นชมจากเปาเจิ่งไม่ปิดบัง มองจากสายตาแล้วและรอยยิ้มมุมปาก

            "ถ่องแท้เกินไป"

            "ผางไท่ฉือกล่าวไม่ผิด กงซุนเชอฺมองภาพได้ถ่องแท้เกินไป ที่เขาจดจ่อคือฝีมือและการจัดวางภาพของไฉ่เตี๋ย ละเลยสิ่งแสดงชั้นนอกสุดไป" กงซุนเชอฺหันไปมองอีกครั้ง

            "ข้าก็ยังไม่เข้าใจ"

            "เพราะว่านอกจาก ขวาง แล้วยังมองลำดับผิดอีกด้วย"

            "เอ๋ ผิดลำดับ ก็พิณหมากกลอนภาพ เรียงตามนี้มิผิดนี่" เสี่ยวหมานกวาดตามองภาพอีกครั้ง

            "ใช่ และเรื่องลำดับนี้เจ้าแม่นางเป็นคนบอกข้าเอง"

            "ข้าเนี่ยนะ" เปาเจิ่งพยักหน้าน้อยๆ นึกถึงเรื่องเมื่อวานที่เสี่ยวหมานช่วยเขาเก็บหน้าหนังสือ

           

            **  "เอ๊ะ ต้าเปาโง่"นางซึมไม่ได้นานจริงๆ "ทำไมมั่วอย่างนี้ หนังสือขาดกระจุย เวลาเก็บก็ต้องเก็บเรียงทีละหน้า เอ้านี่ ยื่นมือมา หนึ่ง สอง สาม สี่..." ต้าเปาเหมือนฟ้าผ่าลงมา ลุกขึ้นสุดตัว เสี่ยวหมานก็ตกใจลุกตาม **

 

            " 'หนึ่ง'วันพันลี้ ร้อย'สอง'เขาธาร เหมยฮวา'ซาน'น่ง(เล่น'สาม'ครั้ง) เข้าไม้แบ่ง'สี่' นี่ถึงเป็นลำดับภาพที่แท้จริง" ต้าเปายกภาพทั้งสี่ออกมาเรียงใหม่ ตามกลอนบนภาพที่ไฉ่เตี๋ยได้เขียนเอาไว้ ในกลอนชื่อภาพมีเลขกำกับอยู่ แต่ที่แล้วมาทุกคนไม่ได้สังเกตนึกว่าเรียงตามสร้อยคำที่มักเอ่ยว่า "พิณหมากกลอนภาพ" มนุษย์เราย่อมเห็นรูปก่อนพิจารณาตัวหนังสืออยู่แล้ว ความคุ้นเคยจึงทำให้ผิดพลาดไปได้ เมื่อเรียงเสร็จลำดับกลายเป็น ภาพ หมาก พิณ กลอน

 

            ต้าเปาเห็นทุกคนเงียบอยู่จึงอธิบายต่อไป "ภาพแรกคือภาพ 'หนึ่งวันพันลี้' ในภาพเหตุเกิดที่โรงพักม้า มีสี่คนกำลังถกกัน"

            "กำลังวาดภาพ" จั่นเจาโพลงขึ้น

            "ไม่ใช่ กงซุนเชอฺเคยกล่าวไว้

            'ภาพนี้แปลกจริงๆนั่นแหละ ภาพเขียนได้ดี แต่ชื่อภาพบอกว่าเป็นม้าเหลือง แต่คนในภาพกลับวาดม้าเหงื่อโลหิตซึ่งเป็นสีแดง ภาพวาดไม่ได้เข้ากับชื่อภาพเลย'

            ในกลอนเขียนไว้ว่าม้าเหลือง แต่ม้าในภาพกลับเป็นสีแดง นั่นเป็นเพราะ เขาต้องการจะฆ่าม้า ภาพต่อมา คนที่ถือหมากแดงกำลังจะกินตัวขุนของหมากดำได้อยู่แล้ว หมากดำกลับไม่สะดุ้งสะเทือนไปกินตัวทหารของหมากแดงแทน ส่วนคนที่ถือหมากดำรู้ว่าตัวเองมีโอกาสถูกกินตัวขุนก็ไม่สนใจปัดป้อง กลับเดินไปกินม้านั่น เพราะเขารู้ว่าหมากอะไรที่ฝ่ายตรงข้ามจะกิน" ต้าเปาชี้ไปที่รูปภาพหมากที่ถูกกินทั้งสอง สาวๆทั้งห้องก็ร้องออกมาพร้อมกัน แน่นอนยกเว้นมู่หลาน

            "เป็น ม้าทหาร หม่า(ม้า)ปิง(ทหาร)"

            "หม่าปิง"  กงซุนเชอฺต้องพึมพำหลายครั้ง คล้ายจะไขเรื่องราวของภาพต่อไปออกแล้ว

            แต่มีคนหนึ่งที่ยังไม่เข้าใจอะไรนัก "หม่าปิง ทำไมเขาถึงได้ฆ่าหม่าปิงได้ หม่าปิงไม่ใช่ขโมยทองหนีไปแล้วหรือ" ต้าเปากลับมาที่โต๊ะเอามือสองข้างท้าวเอาไว้

            "ที่จริงก่อนทองจะถูกขโมย หม่าปิงก็ถูกฆ่าแล้ว"

            "เจ้ารู้ได้อย่างไร อยู่ในเหตุการณ์หรือ นอกจากเจ้าจะลากเอาหม่าปิงออกมา"

            "ได้" เปาเจิ่งยิ้มซุกซน "ข้าจะเชิญหม่าปิงออกมาบอกทุกคน"

            "เมื่อครู่เจ้าไม่ได้บอกว่าหม่าปิงถูกฆ่าแล้วหรือ คนตายจะออกมาเป็นพยานได้อย่างไร"

            "หึ คนตายมีหลักฐานให้เราแน่ หลายครั้งที่ปากคำของคนตายจริงใจเชื่อถือได้กว่าคนเป็นนัก เพราะว่าคนตาย..โกหกไม่เป็น" มือซ้ายมือขวาตวัดห่อผ้าสีเหลืองบ่นโต๊ะ ทำให้สาวๆกรี๊ดห้องแตก หัวกะโหลกเจ้าเก่าวางอยู่ที่นั่น

            "นี่คือกะโหลกที่ขุดพบ ณ โรงพักม้า"

            เสี่ยวหมานเอามืออุดจมูกทั้งที่กะโหลกไม่ส่งกลิ่นแม่แต่น้อย อุปทานกันไปเอง เสียงที่ถามเปาเจิ่งจึงอู้อี้ยิ่ง "นี่ก็คือหม่าปิงหรอ รู้ได้ไง"

            "เพราะเมื่อวานข้าทดลองกับเจ้าแล้ว ผลที่ได้ออกมาเป็นเช่นนั้น ว่านี่คือหม่าปิง"

            "ทดลอง ที่ไหนกัน" เปาเจิ่งไม่ตอบแต่ทำมือ กรรไกร กระดาษ ค้อน เลยรับค้อนมาวงใหญ่ๆเมื่อนางน้อยนึกได้ว่าการทดลองทดสอบนั้นคืออะไร

            "ทุกคนดูที่นี่ กะโหลกบริเวณโหนกแก้มขวา มีรอยหนึ่งรอย หม่าปิงเคยทำผิดคือผู้ทรยศ เพราะฉุดคร่าสตรี... (เรื่องหม่าปิงถูกใส่ร้ายกลับไปอ่านตอนภาพวาดสื่อใจนะคะ)" กล่าวถึงตอนนี้ผู้เล่าก็ต้องกระตุกยิ้มเย้ยชีวิตนิดนึง ส่งสายตาเหล่ไปทางผางถงที่ตามองมีดของตนมากกว่าที่จะสนใจที่เขาเล่า "...จึงถูกสักที่ใบหน้าคำว่า "หยิน" (ลามก) บนใบหน้าเพื่อประจาน เหมือนกับรอยบนกระดูกนี่ ดังนั้นเวลาสักจะใช้เข็มแทงที่ใบหน้าทะลุเป็นรอยถึงกระดูก"

            "อี๋ สักแบบนี้ทารุณมากไปแล้ว" เซี่ยซางกล่าวพลางทำหน้ายู่

            "จริงๆแล้ว..." ต้าเปานั่งลงบ้าง "สักจะทำที่ผิวหน้าอย่างเดียวก็ได้ แต่ บังเอิญที่หม่าปิงล่วงเกินคือมิใช่ชนชั้นธรรมดาแต่เป็นผางไท่ชือ"พลางผายมือไปให้คนนั่งทางซ้ายมือ "ลองคิดดูผางไท่ชือหรือจะปล่อยคนทำผิดไปง่ายๆ"

            "อืม อ้อ ยังมีรอยรูเล็กที่บนหัวกะโหลกนั่นคือรอยอะไร" จั่นเจาพยายามนึกถึงตอนที่ชันสูตรศพกันยามแรก

            "โปรดมองที่เข็มนี่" เปาเจิ่งถือเข็มปลายแหลมยาวสองชุ่นขึ้นมา"นี่คือฮวงเย่วใช้แย่นตั้งเฟนเจี้ยนลอบทำร้ายจั่นเจา แต่พลาดไปปักที่ประตูไม้ ข้าคิดว่าตอนนั้นเป็นจังหวะที่หม่าปิงไม่ได้ระวังตัว หวงเย่วใช้แย่นตั้งเฟยเจี้ยนลอบสังหาร" กะโหลกขณะนี้มีเข็มหกเล่มปักจนครบรูพอดี

            "แล้วทำไมต้องฆ่าหม่าปิงด้วยเล่า" เปาเจิ่งไม่ตอบน้องเล็กทันที แต่ใช่พู่กันเขียนอะไรบางอย่างบนกระดาษแล้วลุกขึ้นหมุนตัวไปที่ภาพวาดที่สาม "ทุกคนดูที่ภาพนี้ ผู้หนึ่งกำลังดีดพิณ ด้านล่างเป็นเซ่อและผีพ่า ดูคำพวกนี้ เอาคำว่าเซ่อและผีผ่าตัดหัวด้านบนออก(อักษรจีนหนึ่งตัวแบ่งเป็นสองส่วนคือส่วนบอกประเภทและส่วนออกเสียงค่ะ เปาเจิ่งแยกเอาส่วนบอกประเภทที่อยู่ด้านบนของตัวอักษรออก เพราะในรูปภาพคนนั้นกำลังเล่นพิณและปล่อยผีพ่าและเซ่อเอาไว้ด้านล่าง เพราะฉะนั้นที่ผู้วาดภาพต้องการคือแยกส่วนบนล่างตัวอักษร) จะได้ส่วนบอกประเภท 'ตัวหวาง' ที่เขียนเหมือนกันแปดตัว เมื่อนำทั้งหมดมาเขียนใหม่จะได้..." เปาเจิ่งหยิบกระดาษอีกแผ่นมาเขียน

            "...คนคนนี้..." ชี้ไปที่ภาพคนดีดพิณ แล้วเขียน'ตัวเหริน'ที่แปลว่าคนลงไป

            "...อยู่บนแปดตัวของตัวหวาง..." ตวัดพู่กัน'เขียนตัวปา' ที่แปลว่าแปดแบบหงายขึ้นบน และลาก 'ตัวหวาง' ลงไป เส้นสายทั้งหมดสัมพันธ์กันด้วยภาพรูปเดียว ปรากฎคืออักษรหนึ่งตัวคือ 'ตัวจิน'

            "ทอง" สาวๆอ่านพร้อมกัน "แล้วทองอะไรล่ะ" เป็นเสี่ยวหมานที่สงสัย

            "ทองเจรจา" กงซุนเชอฺตอบเสียงเครียด "พวกเขาต้องการจะขโมยทองที่หม่าปิงอารักขาไว้ สองพันตำลึงทองทองคำ"

            "นั่นหมายถึงว่าหม่าปิงไม่ได้ขโมยทองไป แต่ถูกใส่ร้ายน่ะสิ ถูกโจรขโมยตัวจริงฆ่าตาย" จั่นเจาตกใจและละอายใจที่เคยว่าหม่าปิงไว้เสียหาย

            "ไม่ผิด"

            "แล้วมันเป็นใครกันทั้งสี่คนนั้น ข้าว่าภาพคนนั้นเนี่ยเหมือนเจ้าไม่น้อยนะ" เยียลู่จุ้นไฉเอ่ยถามมึนงงกับเรื่องราว แต่ไม่วายจิกกัด กงซุนเชอฺส่ายหัวเพราะความไม่รู้เรื่องของแม่ทัพเหลียว จั่นเจาส่ายหัวเพราะความระอาในคำพล่อย

            เป็นเปาเจิ่งที่ยังสุขุมตอบคำถาม "ไฉ่เตี๋ยไม่ได้วาดหน้าตาคนร้ายออกมา มิเช่นนั้นคงไม่อาจรักษาภาพไว้ได้จนปัจจุบัน และพวกเราคงไม่อาจค้นหาความจริงออกมาได้ แต่ไฉ่เตี๋ยก็เขียนไว้แล้วในกลอนของภาพแรก"

            "หืม ไหนล่ะ" เสี่ยวหมานเดินออกมาดูภาพใกล้พร้อมอ่านกลอน

                        "กั๋วชูอี่ไหลฮั่วอันหม่า

                        เฉินเมี้ยวตู๋ชวู่เจียงโตวหวาง

                        เจียงจุนเต๋อหมิงซานฉือไจ๋

                        เหรินเจียนโหย่วเจี้ยนเจินเฉิงหวง...เขียนไว้ตรงไหนล่ะ"

            เปาเจิ่งมองที่เสี่ยวหมานแล้วอ้อมโต๊ะมาด้านข้างนางและผางถง "ก็ 'กั๋ว' คืออันกั๋วไท่ 'หวาง' คือหวางไฮ่ปา 'จุน' คือเซียวจุน และ 'หวง'คือหวงเย่ว"

            "เปาเจิ่ง ที่เจ้าพูดมาล้วนเกี่ยวเนื่องมีเหตุผลดี ล้วนคาดคิดไม่ถึง" ผางถงสภาพเหมือนพยัคฆ์เกียจคร้านถามอย่างแนะแนวทาง

            "ใช่เรื่องที่คาดคิดไม่ถึง แต่มีเหตุมีผล พันจริงหมื่นแท้"

            "ดี งั้นเจ้าพูดว่าพวกเขาต้องหารฆ่าหม่าปิง ละโมบทองเจรจา มีหลักฐานอันใด ยังมีโรงราชการด้านนอกล้วนมีผู้ประจำการ จะขนทองสองพันตำลึงทองโดยมิให้คนรู้ พูดคงง่ายนัก เจ้าตอบสองปัญหานี้ไม่ได้ เรื่องที่เจ้าผูกไว้ก็เป็นได้แค่เรื่องคุยฟุ้ง ไร้สาระตับหนึ่งเท่านั้น" แม่ทัพซ่งเอามือเท้าคางรอแล้ว เปาเจิ่งมิอาจเฉลย

            "หลักฐานอยู่ที่ภาพที่สี่"

            "แหงะ ไม่มีที่มาที่ไป ดูไม่รู้เรื่องเลย" จั่นเจาน้อยหัวแทบระเบิดแล้ว ท่าทางน่ารักพี่ชายย่อมยิ้มก่อนเอ่ยให้คนมีฝีมือเฉลยเพราะผู้ที่ทำการนั้นได้ฝั่งตนหัวฟูเพราะคิดไม่ออกอยู่

            "ผางเจียงจุน ท่านเล่า"

            "เปาเจิ่ง เจ้ากำลังคิดจะลองทดสอบข้างั้นหรือ" ผางถงหยิบมีดขึ้นมา พร้อมใช้หางตามองคนที่ยืนด้านหน้า "ข้าเกลียดที่สุดคือคนที่บังอาจจะมาทดสอบข้านี่แหละ" เป็นมือซ้ายที่สะบัดมีดไปแล้ว ไม่มีผู้ใดมองตามทัน แต่ต้าเปานั้นได้ยินเสียงและสัมผัสลมแหวกเฉียดหูขวาชัดเจน แต่ไม่หลบ ต้องบอกว่าไม่มีโอกาสหลบ ถึงมีก็ไม่หลบ นี่เป็นเพียงการล้อเล่นอย่างมีจุดประสงค์ของสหายอาฆาตเก่าเท่านั้น มีดเข้าปะทะกำแพงด้านหลังภาพทั้งสี่ทะลุอิฐถึงครึ่งชุ่น ก่อนจะตกลงพื้น ทั้งหมดดำเนินการเพียงอึดใจ

            สาวๆคราแรกตกใจสิ้นสติ แต่เมื่อเห็นมีดตกลงพื้อต้องหัวร่อ เยียลู่จุ้นไฉต้องยิ้มเยาะ และคนปากดีที่เอ่ยขึ้นก่อนมิใช่ใคร เสี่ยวหมาน "เหอะ ยังกล้ากล่าวว่าตัวเองฝีมือล้ำเลิศ ที่ไหนได้เพียงมีดบินยังซัดไม่นิ่ง ขายหน้านัก"  จั่นเจาทำหน้าเคร่งไม่เอ่ยอันใดด้วยรู้กำลังมีดที่ซัดเมื่อครู่ดี เมื่อฝีมือมิใช่ปัญหา งั้นที่ไม่ปกติก็คงเป็น...

            แต่เป็นกงซุนเชอฺที่เอ่ยต่อมาด้วยคำตรงข้าม

            "เจียงจุนทั้งยอดฝีมือทั้งยอดปัญญาดังที่ล่ำลือ นับถือ" มิทันขาดคำ

            แกรก

            ผนังทั้งด้านแตกร้าวเป็นรอยลึก ประหนึ่งถูกทุบด้วยลูกตุ้มหนัก รอยอิฐปูดออกมาร่วงลงทั้งแผง แสงสีทองนวลอร่ามทำเอาสาวๆต้องยกมือป้อง ตามด้วยเสียงกรุ๊งกริ๊งเสนาะกระทบพื้นให้ได้ยิน แต่เมื่อสติมาความโลภเกิด แม่นางทั้งหมดเฮละโลไปอยู่หน้ากองทองแล้ว

            "นี่ก็คือหลักฐาน เป็นทองที่หลอมปีหมิงเต้าเอ้อร์เหนียน ซึ่งก็คือทองที่ทั้งสี่ขโมยไปสามปีก่อน"

            "แล้วท่านรู้ได้ยังไง" ตงเหมยที่มือถือทองสามก้อนถามอย่างสงสัย

            "ภาพนั้นกล่าวถึงคนๆหนึ่งเขียนกลอน ชื่อภาพ 'เข้าไม้แบ่งสี่' ถ้านัยภาพเขียนหมายถึงพรรณาฝีพู่กันมีแรงมหาศาล ส่วนนัยลึกคือ ทองอยู่ในกำแพง ผางเจียงจุนซัดหนึ่งครั้งมีดปักที่กำแพงได้แต่ร่วงหล่น ที่จริงรู้ก่อนแล้วว่าทองอยู่ซ่อนในกำแพง ดังนั้นมีดจึงปักไม่มั่นคง มิใช่ผางเจียงจุนมีกำลังไม่พอแต่อย่างใด แต่เพราะมีทองมีดจะแทงเข้าได้อย่างไร"

            "อืม บุรุษฉลาดสุดใต้หล้า ล่ำลือไม่ผิดไปจริงๆ เบาะแสของเจ้าคืออะไร" ผางถงผงกหัวรับคม

            "มาจากกระดาษสองแผ่นนี้"

            "หา" เสี่ยวหมานถลันออกมา "กระดาษสองแผ่นนี้มิใช่เก็บจากห้องของเถ้าแก่กับอันกั๋วไท่หรอกหรือ"

            "ไม่ผิด เมื่อข้ารู้ว่ากระดาษสองแผ่นนี้เคยห่อทองไว้ ก็คิดได้ถึงการเจรจาสามปีที่แล้ว ยังมีกระดูกโรงพักม้า และภาพของไฉ่เตี๋ยเมื่อเชื่อมกันได้ทุกอย่างก็กระจ่าง"

            "นี่คือของเรียกชื่อชีวิตของอันกั๋วไท่และหวงเย่วอีกด้วย"จั่นเจาที่กระจ่างมาเประหนึ่งเอ่ยต่อ

            "คนร้ายก็มองออกว่า"ไฉเตี๋ยต้องการสื่ออะไรในภาพ ดังนั้นจึงแอบแซะทองออกมาสองก้อน เย็นวันนั้นเมื่ออันกั๋วไท่พบทองบนเตียงของตนเอง ทราบทันทีว่าเรื่องรวมหัวกันเมื่อสามปีที่แล้วมีคนรู้แล้ว ผลก็คือเร่งเขียนจดหมายถึงหวางไฮ่ปา แต่เป็นตกหลุมคนร้ายที่เดาเรื่องราวได้ตลอด เกิดเป็นฆาตรกรรมในห้องปิดตาย" เงียบกันไปสักพัก ชุนเถาก็ถามถึงคนรักเก่านาง

            "แล้วเถ้าแก่เล่า"

            "จากการคาดเดาของข้า คืนนั้นเมื่อหวงเย่วพบทองที่ห้องก็จากไปดูที่ที่ซ่อนทองไว้ทันที ไม่ได้คาดเลยว่าคนร้ายได้อยู่นั่นรอเขาอยู่แล้ว จากนั้นก็ถูกจัดการที่นั่น คนร้ายได้พาร่างหวงเย่วไปที่ริมน้ำ ปลอมเขียนจดหมายลาตายไว้ และเพื่อไม่ให้พวกเราดูลายมือออก ยังพรมน้ำที่จดหมายจนอักษรเลือนลาง แล้วใส่ไว้ที่เสื้อหวงเย่ว แขวนเขาไปบนต้นไม้ กลายเป็นเหตุฆ่าตัวตาย..."

            แปะ แปะ แปะ

            "ดี เรื่องราวเล่าได้ดี แต่ว่าเจ้ายังไม่ได้ตอบคำถามที่สองของข้า"

            "สามารถตบตาคนของราชการขนทองได้มีเพียงคนเดียว"

            "ใครล่ะ" จั่นเจาถามอย่างตื่นเต้น

            "หวางไฮ่ปา"

            "จั่นเจาเคยบอกไว้"กงซุนเชอฺอธิบายแทน "เขาสามารถอยู่ในน้ำได้นานสิบห้านาทีโดยไม่ต้องหายใจ ข้าจำได้ว่าคืนหนึ่งหวงเย่วอารมณ์เสียใส่มู่หลาน

 

            'เพล้ง

            นี่เจ้าเอาชาที่มีโคลนอยู่ให้ข้ากินได้อย่างไร หาเถ้าแก่ตะโกนตะคอกใส่มู่หลานเสียงดังลั่น ทำเอาชุนเถาต้องเขามาไกล่เกลี่ย แล้วบทสนทนาของทั้งหมดก็เข้าหูกงซุนเชอฺและจั่นเจาที่ย่างเข้ามาในเรือนพอดี

            อะไรกันหา จะโมโหอะไรอีก มู่หลานเก็บกวาดซะ ส่วนท่านก็รู้นี่ว่า เรือนข้างๆกำลังปรับปรุงใหม่ บ่อก็เชื่อมติดกัน บ่อน้ำมีโคลนมันก็ถูกแล้วนี่...” '

 

            พวกเขาใช้ทางน้ำใต้ดินที่เชื่อมติดกัน ขนทองย้ายจากโรงพักม้าผ่านทางน้ำนั้นมาที่หอบุหลันลอยลม แต่ทางใต้ดินคดเคี้ยว ต้องหาคนที่เชี่ยวชาญทางน้ำยิ่งเป็นผู้รับผิดชอบ คนนั้นก็คือหวางไฮ่ปา เนื่องจากตอนนั้นหอบุหลันลอยลมกำลังสร้างเรือนใหม่ เพราะฉะนั้นจึงนำทองทั้งหมดซ่อนไว้ที่ผนังได้ รอเรื่องราวคลื่นลมสงบค่อยนำทองมาแบ่งกัน"

            "เดี๋ยวก่อน พวกท่านบอกว่าไฉ่เตี๋ยฆ่าคน แต่ แต่ นี่มันเรื่องเมื่อสามปีที่แล้วทั้งหมดมันไม่เกี่ยวกับไฉ่เตี๋ยเลยนี่" เสี่ยวหมานมองไปรอบๆหาคนหนุน คำถามนี้ทำเอาเปาเจิ่งหน้าซีดลง ปากเผยอเหมือนไม่อยากเอ่ยต่อ แต่เมื่อเรื่องราวมาถึงขั้นนี้แล้ว

            "คนร้าย ที่จริงเป็นตัวแทนของไฉ่เตี๋ย หรือเอาไฉ่เตี๋ยเป็นตัวแทน"

            "เมื่อครู่ท่านไม่ได้บอกว่าคนร้ายคือไฉเตี๋ยหรือ"

            "ให้ข้าเล่าเรื่องต่อไปแล้วกัน คนร้ายฉวยเอาแย่นตั้งเฟยเจี้ยนฆ่าหวางไฮ่ปา"

            "เป็นไปไม่ได้ ค่ำวันนั้นหวงเย่วกลับมาเพื่อหาป้ายหมิงหลีถัง ยังได้ปะมือกับจั่นเจา เจ้าบอกมาตลอดว่าคนร้ายอยู่ในหอบุหลันลอยลม แต่ว่าหลังจากนั้นพวกเราอยู่ด้วยกันทั้งหมดนี่ จะไปฆ่าหวางไฮ่ปาได้อย่างไร" กงซุนเชอฺแย้ง พร้อมครุ่นคิดเรื่อราวไป

            "นี่คือจุดที่คนร้ายใช้แผนที่ยอดเยี่ยมที่สุดเพื่อบอกว่าตัวเองไม่อยู่ในเหตุการณ์"

            "เดี๋ยวก่อนๆ ข้างงไปหมดแล้ว แล้วคนร้ายจะหนีไปได้อย่างไรเล่า"

            "เขาไม่ได้ออกไป"

            "งั้นเขาฆ่าเถ้าแก่ได้อย่างไร" ชุนเถาถามอย่างร้อนรน

            "ก่อนหน้านั้นก็ฆ่าตายแล้ว"

            "ท่าน ท่านจะบอกว่า เถ้าแก่ก่อนหน้านั้นก็ตายแล้วหรือ" เซี่ยซางและชิวจู๋เอือมมือมาปลอบเบาๆที่ไหล่ของชุนเถา

            "พวกเราคิดว่าคนร้ายชุดดำนั้นคือหวงเย่วเพราะว่าแย่นตั้งเฟยเจี้ยน แท้ที่จริงไม่เคยมีใครเคยเห็นหน้าซักคน"

            "ท่านกำลังจะบอกว่าชายชุดดำก็คือคนร้ายตัวจริง" จั่นเจาสรุป

            "ถูกต้อง คนร้ายปลอมตัวเป็นหวงเย่ว เพื่อจะมาเอาป้ายหมิงหลี่ถัง เรื่องจริงมิใช่เช่นนั้นกลับตรงกันข้าม เขามาเพื่อจะเอาป้ายหมิงหลี่ถังทิ้งไว้เพื่อให้เข้าใจว่าหวงเย่วเป็นคนของหมิงหลี่ถัง และเมื่อทุกคนคิดว่าเขาเป็นสายลับของซีเซี่ยหมิงหลีถังเขาฆ่าตัวตายมันจะดูสมเหตุสมผลที่สุด"

            "นั่นสิๆ ข้าอยู่กับเถ้าแก่มาตั้งนานเขาเป็นสายลับซี่เซี่ยไม่ได้หรอก ฮือๆ" สาวๆร้องชุนเถาเจี่ยๆเพื่อปลอบระงม

            "เป็นไปไม่ได้ พวกเราอยู่ด้วยกันทั้งหมดจะมีคนปลอมเป็นคนร้ายได้อย่างไร" กงซุนเชอฺคิดตามมาจนเจอกำแพงที่ไม่อยากข้ามไป

            "ยังมีคนหนึ่ง มีอีกคนที่ไม่เคยปรากฎตัวพร้อมชายชุดดำ"เปาเจิ่งหันมามองหน้ากงซุนเชอฺเพื่อจะบอกให้ยอมรับแล้วข้ามกำแพงนั้นไป

            "ไม่ ไม่จริง" เมื่อทั้งสองสบตากันเกิดช่องว่างขนาดใหญ่คลุมตัวพวกเขาไว้ เป็นเสี่ยวหมานที่โพลงขึ้นมาด้วยความอยากรู้

            "ใครเป็นคนฆ่าเถ้าแก่เล่า"

            "ข้าบอกไปแล้วเมื่อกี้ และหวงเย่วก็เฉลยให้เราแล้ว ที่จริงคำตอบนี้เจ้าเป็นคนบอกข้าเอง"

            "หา เป็นข้าอีกแล้ว" เสี่ยวหมานหน้างงได้ใจ

            "เมื่อวานเย็นเจ้าใช้หินมาวางเป็นอักษรอย่างหนึ่ง"

            "มีที่ไหนเล่า" เสี่ยวหมานพูดกัดฟันใบ้ให้เปาเจิ่งไม่พูดว่าเรียงเป็นตัวอะไร

            "เจ้าเรียงเป็นตัวอะไรน้า" เซี่ยซางเอ่ยล้อๆ

            "ไม่น้า ข้าไม่ได้เรียงเป็นตัวอะไรซะหน่อย แค่เอาหินมาแบ่งเป็นกองๆเท่านั้นแหละ"

            "นั่นแหละที่เอามาแบ่งเป็นกองๆ" เปาเจิ่งล้วงเข้าไปในเสื้อหยิบเอาเศษกระดาษออกมา "คนร้ายตอนที่นำหวงเย่วขึ้นไปแขวนคงคิดว่าเขาได้ตายแล้ว จึงได้เอาจดหมายนี้ใส่เข้าไปในเสื้อ แต่ว่าข้าคิด หวงเย่วคงยังมีลมหายใจเฮือกสุดท้ายอยู่ คอหอยถูกกดจนแตกละเอียดนานแล้ว เขารู้ว่ายังไงคงมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นาน ยังดิ้นรนเข้นกำลัง ฉีกกระดาษนี่เพื่อทิ้งให้เรารู้ตัวตนของคนร้าย" เปาเจิ่งเสียงค่อยลงเรื่อยๆ กงซุนเชอฺก็ตัวสั่นไม่หยุดก้มหน้านิ่ง ส่วนคนอื่นๆมองมาที่โต๊ะอย่างสนใจ เมื่อคนไขปริศนาเริ่มเอากระดาษทั้งหมดมาเรียงเป็นเค้าเดิม

            "หือนี่คือ"

            "หมายความว่าอย่างไรเปาต้าเกอ"

            "งั้นข้าว่าเช่นนี้ทุกคนนคงมองเข้าใจมากกว่าเดิม" เปาเจิ่งแยกกระดาษออกจากกันเล็กน้อยตามรอยขาด สี่เหลี่ยมผืนผ้าแบ่งตามแนวยาวสองส่วนเท่าๆกัน แบ่งตามแนวขวางอีก สองส่วน ส่วนใหญ่ทั้งสองถูกฉีกตามแนวทแยง โดยเริ่มจากจุดกึ่งกลางกระดาษ เมื่อแยกออกเสร็จ พื้นโต๊ะที่ปูสีน้ำเงินขับให้เห็นรอยแยกเป็นตัวอักษรหนึ่ง

            "เป็นตัว มู่"

            "มันหมายความว่าอย่างไรเล่า"

            "คนร้ายก็คือเขา"

            มือเปาเจิ่งชี้นิ้วออกไปข้างหน้า ทั้งห้องตะลึงงัน
 

 

            ตัดฉาบบบบบบบบ แฮะๆ เฮือกรู้แล้วว่าเขาทำไมไม่เอาตอนนี้ฉายทีวีเมืองไทยแปลยากโครต ยิ่งตอนเฉลยคดีเนี่ยสูบพลังชีวิตหนู แค่นี้ก่อนแล้วกัน มากกว่านี้อาจตายได้

            อ่านตอนซัดมีดมั้ยค่ะ กรี๊ดผางถงเท่ห์ได้อีก เข้มหล่อแมนแบบไร้เอฟเฟค ยังไม่เอารูปผางถงลงดีกว่า ให้จินตนาการเอาเอง

            ใครเป็นคนร้ายรู้แล้วเนอะ ลองเดาเล่นๆกันซิว่าเขาอยู่กับทุกคนตอนที่เข้ามาเอาป้ายหมิงหลี่ถังทิ้งไว้ แล้วเอาตัวรอดได้ไง กลับไปอ่านตอนแย่นตั้งเฟยเจี้ยนใหม่นะค่ะ อิอิ

            มีตรงไหนไม่เข้าใจสอบถามได้ค่ะ

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

38 ความคิดเห็น