เปาชิงเทียน ตอน ตำนานศึกเทียนหมาง

ตอนที่ 26 : ตอนที่2 คืนสู่ยุทธภพ อีกครั้ง--ต้าซ่งคือแผ่นดินเกิด ข้าขออยู่เพื่อปกป้อง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 184
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    16 ก.ย. 57

File25 ตอนที่2 คืนสู่ยุทธภพ อีกครั้ง

 

ต้าซ่งคือแผ่นดินเกิด ข้าขออยู่เพื่อปกป้อง

 

                'หน้าผาสูงชัน ขอบเหวอเวจีอยู่เบื้องหน้า แต่ข้าก็ยังวิ่ง วิ่งเพื่อหนีสิ่งที่น่ากลัวกว่าไล่ตามมาด้านหลัง ข้าเป็นเพียงมนุษย์ต่ำต้อยหรือจะสู้สิ่งฟ้าประทาน สวรรค์กำหนดนั้น ผ้าขาวเนื้อหนาที่รัดตัวข้าเคยเพิ่มความอบอุ่น เวลานี้กลับถ่วงจนแทบจะล้มไป เหงื่อที่โชกกาย ขาที่ล้า ลมหายใจที่ร้อนแผ่ว ข้าอยากเผชิญหน้า แต่ว่าทำไม่ได้ หากเมื่อใจยังคงภักดี อยากว่าข้าทรยศ เชิญเถิด แต่ข้าก็มิอาจทรยศความถูกต้องในใจ...ขาข้ารั้งไว้ได้ ก้อนกรวดถูกปัดลงไปเบื้องล่าง ข้าหยุดหันไปเห็นเต็มสองตา ลอยผ่านราตรีมาใกล้ข้าแล้ว แผงคอราชสีห์ เขากวาง กรงเล็บเหยี่ยวและตาแดงเลือด เกล็ดปลามังกรเรืองแสงสีฟ้าจ้าจนไม่อาจลืมตายาวนาน หัวใจข้าเต้นถี่เร็ว ถึงเวลาที่ต้องตัดสินใจ ไม่สิข้าตัดสินใจมานานแล้ว ความรัก ความภักดี ไม่อาจเท่าเทียมความจริงและความถูกต้อง เพื่อซ่งเพื่อแม่และเพื่อสหาย ข้าตัดสินใจสละตัวเอง

            ร่างที่ลอยละลิ่วไปเบื้องล่าง ข้าร้องสุดเสียง แต่ก็ไม่อาจกลบเสียงคำรามจากขอบผา เสียงแห่งอำนาจที่แม้ต้องตาย ข้ายังภักดี....'

 

            เสี่ยวหมานสะดุ้งตื่นเมื่อคนเบื้องหน้าเหงื่อออกและตัวสั่น เมื่อเอามือปาดแก้มและขอบตาจึงเห็นภาพชัดอีกครั้ง

            "เป็นอะไรต้าเปา เจ้าฝันร้ายหรือมือบางซับเหงื่อให้คนสลบไสลแผ่วเบา แต่มิได้ใส่ใจน้ำตาที่ไหลลงมาอีกครั้งของตนเอง "อย่ากังวลไป รู้ว่าข้าคือใครมั้ย ข้าคือเสี่ยวหมาน ในหมู่บ้านชวงสี ดุที่สุด เลวที่สุด น่ากลัวที่สุด คือเสี่ยวหมาน ต้าเปาเจ้าวางใจ ไม่ว่าสุดขอบฟ้าขอบทะเลข้าจะอยู่ข้างกายเจ้า ไม่ให้ใครมารังแกเจ้าได้เด็ดขาด ฮึก ..."

            ในเวลาเช่นนี้มีกี่คนที่ไม่อาจข่มตาหลับได้ หรือบอกได้ว่าผู้ใดกล้าข่มตาหลับได้ หอบุหลันลอยลม ยังสว่างไสว จวนผู้ว่าก็เช่นกัน ผู้ประจำการใหญ่ที่สุดมีเพียงมือปราบจงเท่านั้น

            "ไต้เท้า" เมื่อมีคนเรียกว่าไต้เท้าย่อมต้องยินดี แต่ยามหน้าสิ่วหน้าขวาเช่นนี้ เฮ้อ

            "ข้าไม่ค้นพบใครที่น่าสงสัยเลยขอรับ" มือปราบที่ถูกส่งไปตามคนทำร้ายต้าเปาและเสี่ยวหมานกลับมารายงาน

            "จะหาเจอได้อย่างไรท่าน คนร้ายสูงต่ำอ้วนผอม แม้แต่จะเป็นคนเป็นผี เราไม่รู้อะไรสักอย่าง"

            "ฟ้าจะสางแล้ว ถ้าต้าเปาไม่ตื่นขึ้นมา หาหลักฐานใหม่ไม่ได้ ทหารเหลียวจะบุกเข้ามา  ...แล้ว" เออ เออ พวกเจ้าก็รายงานความจริงกันเข้าไป ใช่ว่าข้าจะไม่รู้ซะเมื่อไหร่ แต่มีบ้างมั้ยจะช่วยกันแก้ไขน่ะ เฮ่อ ไต้เท้าอันนะ ด่วนตายไปซะได้ ดูสิ ข้าหัวหน้ามือปราบเล็กๆเลยต้องมารับเคราะห์ ข้าอยากจะไปปลุกวิญญาณท่านมาถามให้

รู้แล้วรู้รอดว่าใครที่วางยาท่าน โอ้ย ใครก็ได้เอาหินมาทุบหัวข้าให้สลบที เอ๋หรือว่าต้าเปามันสลบไปเพราะเอาหินทุบหัวตัวเองเอาตัวรอดเนี่ย หนอย คิดวิธีได้ไม่บอกกันมั้ง

            ระหว่างมือปราบจงที่น่าสงสาร กำลังปลงสังเวชตัวเอง เบื้องหน้าจวนมีเงาดำสี่สายลอยเข้ามาเร็วกว่าแสง เพียงพริบตาห้องประชุมเล็กๆและมือปราบทั้งหมดถูกล้อมไว้ทันที มือปราบจงแทบจะเอาหัวขวิดเจ้าพวกที่ออกไปสำรวจหมู่บ้านเล็กๆ แล้วรายงานว่าไม่มีคนน่าสงสัย แล้วไอ้ตัวดำสี่ตัวมันมาจากไหนโว้ย ไม่ว่าในใจจะคร่ำครวญเช่นไร แต่มือปราบจงก็ไม่ได้แสดงออกมา เพียงลุกขึ้นด้วยมาดผู้นำกล่าวถาม

            "พวกท่านคือใคร"

            ชายชุดดำที่อยู่ใกล้ที่สุดยกป้ายคำสั่งจนเห็นชัดกันถ้วนทั่ว มือปราบจงหน้าบานยิ้มแก้มปริ

            หึหึ หมู่บ้านชวงสีรอดแล้ว

 

            ฟ้าสางแล้ว แต่ไร้เสียงเป็ดไก่ ไร้เสียงนกร้อง ทัพเหลียวตั้งแนวชายแดนเป็นระเบียบ ทหารระดับล่างควบม้าเร็วรายงานแม่ทัพเหลียวขณะนี้ เยียลู่จุ้นไฉ

            "เจียงจุน (แม่ทัพ) ไม่มีแม้เต่เงาของเปาเจิ่งขอรับ"

            "หึ" เยี่ยลู่จุ้นไฉยืดตัวตรง ข้าให้เวลาพวกท่านอีกครั้งและอีกครั้ง พวกท่านก็บิดพลิ้วอีกครั้งและอีกครั้ง และครั้งนี้เปิ่นเจี้ยง(คำพูดระดับแม่ทัพ แทนตัวเอง)ไม่อาจไว้หน้าท่านได้อีก" มือที่หุ้มด้วยเกราะชี้ไปที่หน้าบัณฑิต ผู้ทรงตัวบนม้าได้ยอดเยี่ยม กงซุนเชอฺสีหน้าไม่เปลี่ยน และก็มิได้โต้ตอบ เป็นเยียลู่จุ้นไฉที่ไม่สบอารมณ์ จึงเมินเสียแล้วกล่าวประกาศปลุกขวัญทหาร

            "พี่น้องของข้า ต้าซ่งคร่าชีวิตทูตต้าเหลียว สมควรไม่สมควรฆ่า"

            "สมควร สมควร" เสียงก้องเนินเขา

            "ซ่งมันสุนัขข้าคือแม่ทัพเหลียวต้าเหลียว สมควรไม่สมควรฆ่า"

            "สมควร สมควร"

            "ดี รองแม่ทัพซู่ว่าง"

            "ขอรับ"

            "บอกเจ้า จงนำทหารม้าสามพัน ก่อนอาทิตย์ตกดินล้อมหมู่บ้านชวงสีไว้ให้ได้ คนออกมาหนึ่งคนฆ่าหนึ่งคน สองคนออกมาฆ่าทั้งคู่ ถ้าหน้าทีทำไม่สำเร็จ หิ้วหัวเจ้ามาพบข้า"

            "รอคำสั่ง" เสียงตวาดคำรบหนึ่งแล้วชักม้าออกไป แม้กงซุนเชอฺยังมิอาจปรับสีหน้าสงบนิ่ง กังวลใจ

เป็นที่ยิ่ง

 

            หอบุหลันลอยลม จั่นเจาและสาวๆเก็บของกันเรียบร้อยแล้ว ทุกคนเดินมาห้องใต้บันได เสี่ยวหมานยังนั่งที่ตำแหน่งเดียวกับเมื่อคืน ต้าเปายังไม่ฟื้น

            "ทุกคนเอาเช่นนี้แล้วกัน ทหารเหลียวจะบุกเข้ามาทางประตูทิศเหนือ ให้ทุกคนช่วยกันพาต้าเปาหนีไปทางประตูใต้ ส่วนข้าจะหาทางช่วยกงซุนต้าเกอออกมา"

            "ดีๆ เสี่ยวหมานเราไปกันเถอะ"

            "พวกท่านไปเถอะ ข้าไม่ไปแล้ว" เสี่ยวหมานเสียระโหย

            "ทำไมล่ะ ทหารเหลียวสันดานเถื่อน หากไม่หนีไปก็ตายสถานเดียว" ตงเหมยเอ่ยอย่างร้อนรน

            "พวกเราแบกต้าเปา ยังไงก็ไม่สามารถหนีไปไกลได้ ยังมีเยี่ยลู่จุ้นไฉมุ่งหมายที่จะจับต้าเปาอยู่แล้ว เขาไม่มีทางจะหนีพ้น จะถ่วงทุกคนไว้ สู่ทิ้งเขาไว้ที่นี่ ให้โอกาสพวกเจี่ยเจียไว้ไม่ดีกว่าหรือ...”

            "แต่ว่า" เสี่ยวหมานกลับสวนขึ้นมา

            "ข้าว่า ถ้าต้าเปายังตื่นอยู่ เขาคงต้องการพวกพี่หนีไปได้ ต้าเปาบอกบ่อยๆว่า ได้พบกับทุกคนคือวาสนาของเขา คงไม่ต้องการจะเป็นตัวถ่วงทุกคนเป็นแน่ ขอเพียง ฮึก ของเพียงทุกคนมีชีวิตอยู่อย่างปลอดภัย ก็จะดีใจ"

            "แล้วเจ้า..."

            "ข้าอยู่ข้างต้าเปามาตลอดคอยยุแหย่ แกล้งเล่น ถ้าเขาตื่นขึนมาไม่พบข้าคงเหงา คงไม่ชิน ฮือ ถ้าพวกเรายังมีวาสนาต่อกัน ถ้าข้ากับต้าเปายังมีชีวิตอยู่รอด พวกเราค่อยพบกันใหม่"

            "..."

            "ถูกแล้ว ทุกคนไปเถิด ข้าจะอยู่ที่นี่" กลับเป็นชุนเถาที่วางกระเป๋าผ้าลง "ข้าจะไปไหนได้ หอบุหลันลอยลมคือบ้านของข้า ข้าไม่ไปแล้ว"

            "ชุนเถาเจี่ย งั้นข้าก็ไม่ไปแล้ว"

            "เซี่ยซางเจี่ย พวกท่านจะทำอะไร"

            "ข้าก็ไม่มีที่ไปแล้ว"

            "ฮือ ตงเหมยเจี่ย"

            "นี่ก็บ้านข้า ทุกคนก็คือครอบครัวของข้า ก็จะทิ้งไปได้อย่างไร"

            "ใช่แล้ว เสี่ยวหมานเจ้าจะเอาหน้าเสียสละอยู่คนเดียว ข้าไม่ให้โอกาสนั้นกับเจ้าหรอก เจ้าเด็กรับใช้ อย่าได้มีโอกาสจะไล่ข้าชิวจูไปได้เลย"

            "ขอบคุณทุกคน" สาวสาวเอามือที่ร้อยสร้อยสาบานจับไว้ด้วยกัน จั่นเจาเมื่อเห็นว่าทุกคนร่วมใจได้แล้ว จึงเอ่ยบ้างว่า "ถูกต้อง ที่นี่คือแดนซ่ง คือบ้านของเรา จะปล่อยให้ทหารเหลียวมารังแกได้อย่างไร ต้องให้พวกมันลิ้มรส ชาวซ่งใช่จะรังแกกันง่ายๆ" สายตาเป็นประกายของจั่นเจาบอกทุกคนว่า ได้เวลาสนุกแล้วทุกคน

 

            "เอ๋ ทำไมหมู่บ้านไม่มีคนอยู่ละเนี่ย" เสียงน่าหมั่นไส้จนน่าถีบตกม้าดังมากระทบหูกงซุนเชอฺ แต่ระยะห่างระหว่างม้ามากเกินไป เอ้ย เพราะโอกาสยังไม่มาถึง กงซุนเชอฺจึงไม่ได้ทำอย่างที่คิดทหารเหลียวมาแล้วพวกซ่งจะยืนรอต้อนรับหรือ ก็ต้องไปแอบกันหมดแล้วสิ ฮ่าๆ" ถามเองตอบเองเสร็จสรรพ

            "พวกเจ้าก็ไปเถิดนะตามตำแหน่งที่วางไว้ ส่วนข้าจะพาคุณชายกงซุนไปรับต้าเปาที่หอบุหลันลอยลม ไป ให้ทั้งสองได้เห็นว่าตัวเองไร้ประโยชน์เพียงไร ให้มามองชาวซ่งถูกฆ่าตายทีละคน ฮ่าๆๆๆ"

            ม้าควบมาถึงหอโคมเขียวอันเลื่องชื่อ ชายแดนแห้งแล้งแต่หอบุหลันลอยลมไม่เคยแห้งเหี่ยว ดอกไม้งามแย้มสี่ฤดู ชุนเถา(ดอกท้องามใบไม้ผลิ) เซี่ยซาง(หม่อนน้อยแดงโต้ลมร้อน)  ชิวจู๋(เบญจมาศเหลืองสว่างใบน้ำตาล) ตงเหมย(ดอกเหมยชมพูเกล็ดหิมะ) จะต้อนรับอคันตุกะจากแดนไกล แม้แขกผู้นั้นจะมาล้างผลาญดอกไม้งาม แต่ใช่ดอกไม้จะไม่มีหนามนี่

            ทหารคุ้มกันหกนายยืนล้อมประตูจับดาบชี้ต้อนรับท่านแม่ทัพ เยี่ยลู่จุ้นไฉ สบัดผ้าคลุมกำมะหยี่เผยให้เห็นเกราะเหล็กรัดร่างสันทัด รังสีฟาดฟันพุ่งเข้ากระแทกประตูหอกลางเปิดออก กงซุนเชอฺเพียงก้าวเท้าเยิบยาบตามเท่านั้น เมื่อหยุดที่กลางหอ จึงตวาดเสียงกัมปนาท

            "เปาเจิ่ง ออกมาเดี๋ยวนี้" แต่รังสีอมหิตต้องสะดุด เพราะเสียงดนตรีเย้ายวน และสำเนียงจริตอ่อนหวาน

            "โอ๊ะโอ ท่นชายเยียลู่ ไม่ได้พบกันซะนาน" ชุนเถารั้งมือพร้อมผ้าเช็ดหน้ามาปิดปาก ส่งสายตาหวานเยิ้มให้จนแม่ทัพเหลียวแอบกลืนน้ำลาย

            "ใช่ ท่านชายเยียลู่ พาพี่ๆทหารน้อยๆมาตั้งมากมาย กะจะฆ่าพวกเราให้ตายเลยใช่มั้ยเนี่ย ฮิๆ" เชี่ยซางกระเซ้าเย้า ระเบียงทั้งสองด้านถูกจับจองแล้วด้วยนางในตำนานของหอ เหลืออีกสองด้านชิวจู๋และตงเหมยก็เดินออกมาปรากฎโฉม

            "หิหิ ฆ่าก็ฆ่าสิ แต่ว่าอย่าให้มีดนะ ข้ากลัว ต้องฆ่าด้วยเหล้าเท่านั้น พวกเราดอกไม้งามไม่ใช่โคมไฟไร้น้ำมันหรอกนะ" ชุนเถาโบกตะเกียงไฟในมือ ส่วนเยียลู่จุ้นไฉที่คอบคุมสติได้ก็มองไปด้านบนระเบียงแล้วตวาด

            "พวกเจ้าไม่ต้องมาเล่นลิ้น มอบเปาเจิ่งออกมาซะ"

            "ว้าย ต้าเหรินสาวน้อยมากมายอยู่ในคลองตาท่านใจไม่เต้น ใจร้าย" สาวๆเห็นแม่ทัพเริ่มไม่นิ่งจึงยิ่งใส่ไฟ แต่กงซุนเชอฺได้กลิ่นอันตรายค่อยๆถอยช้าๆขึ้นไปบนพื้นระดับสูงกว่ากลางหอ

            "หรือว่าเจียงจุนเป็นพวกมีสองหาง ชอบผู้ชาย ว้ายๆ ฮ่าๆๆ" สาวๆหัวเราะร่วน เสียงหอนางโลมยิ่งสะกดจิตให้มึนเมา เจียงจุนได้แต่ทำกลบเกลื่อน "นางแพศยาทั้งหลายเก็บแรงแพศยาไว้เถอะ เห็นหรือเปล่าพี่น้องข้าพันๆหมื่น พอเลือดล้างชวงสีแล้ว เจ้าจะได้ลิ้มรสทีละคน เร็ว ทหารค้น"

            "เอาสิ หึ ข้าก็อยากจะรู้นักว่าวันนี้ใครที่จะหนีไม่พ้น อย่างมาก....ก็แค่ตายไปพร้อมๆกันซะ" ตงเหมยเสียงเย็นเยียบดังฤดูหนาวย่างกราย ตวาดให้สัญญาณ

            เพล้ง เพล้ง เพล้ง

            เสียงไหแตก พร้อมกลิ่นน้ำมันคลุ้งไปทั่ว ชุดเกราะของแท่ทัพก็ชุ่มน้ำมันเช่นกัน ตะเกียงไฟในมือของนางงามทั้งสี่จะสะบัดไปที่ลาน แต่แม่ทัพเหลียวก็คือพยัคฆ์จะหลงกลมุขตื้นๆนั้นเป็นไปไม่ได้ เหรียญสี่เหรียญถูกซัดไม่พร้อมกัน จุดหมายต่างกัน แต่ถึงพร้อมกัน

            ว้าย ข้อมือดอกไม้ต้องช้ำแล้ว ตะเกียงไฟตกไปบนพื้นระเบียงแทน

            "หึ นางร่านทั้งหลายอยากตายพร้อมกับข้า ได้ ทหารจัดการ" ทหารยังมิทันขานรับ แรงกดดันด้านข้างก็ทำให้เยี่ยลู้จุ้นไฉชักดาบออกมา เก้าอี้ไม้หนาลอยมาถึงหน้าจนทำให้ต้องก้าวไปด้านหลังถึงสองก้าวจึ่งอยู่ในรัศมีดาบเข้าฟันแยกเป็นสองซีก แต่มิทันที่จะได้พักหายใจ ประกายเงินก็แยงเข้าตา เสียงชิ้งกังวานใสจนต้องหยุดนิ่งฟัง กระจกตาแม่ทัพเหลียวฉายลำแสงสีเงินนั้นที่พุ่งเข้ามารวดเร็ว เยียลู่จุ้นไฉเอาดาบกันไว้ได้ก่อนจะปัดกระบี่ที่สองเพียงหวุดหวิด ได้แต่กระโดดหมุนตัวหนีถอยร่นไปพลางรับกระบี่ไปพลาง แม้ดาบที่ได้เปรียบด้านพลัง จะต้านกระบี่บางไว้ยังสั่นสะท้าน หมายความได้เพียงผู้ใช้ต้องไม่ธรรมดา เยียลู่จุ้นไฉหมดทางถอยตัดสินใจเอาเท้ายันเพิ่มแรงรับถ่ายทอดพลังผ่านขาไป จับดาบตั้งฉากกับพื้น กระบี่มาแนวราบรังสีฟาดฟันรุนแรงเมื่ออาวุธต้องกัน ดาบแทบหลุดจากมือเจ้าของ แม่ทัพเหลียวทำได้เพียงกลบเกลื่อนสะบัดแขนอย่างแยบยลเพื่อคลายกล้ามเนื้อเท่านั้น ดูเหมือนผู้ลอบจู่โจมจะไม่คิดเอาชีวิต รั้งมือเหวี่ยงกระบี่ไปด้านข้าง ทันใดม่านลูกปัดที่ห่างออกไปสองเมตรขาดกระจาย เสียงลูกปัดไม้กระทบพื้นที่นองไปด้วยน้ำมันกังวานใสดังเสียงดนตรี จอมยุทธ์สำเร็จถึงขั้นปราณกระบี่แล้ว

            จั่นเจายังจ้องหน้าผู้ที่สูงอายุกว่าตนหนึ่งรอบได้อย่าไม่กลัวเกรง ดาบรั้งไปด้านหลัง ท่าทางยโส ปากน่ารักแอบยิ้มเยาะแบบเด็กเล็ก ส่วนเยียลู่จุ้นไฉที่ดาบอยู่ด้านหน้าตาจ้องตอบหยั่งเชิง แท้ที่จริงแล้วเพื่อทอดเวลา มือจับดาบยังสั่นไม่เลิก

            "หึ จอมยุทธจั่น ฝีมือไม่เลวนี่ เอาแค่ข้าคนเดียวอาจสู้เจ้าไม่ได้ แต่เจ้ามองหลังข้า ข้ามีดีที่คนมาก เจ้าล่ะ มีแค่พวกนางแพศยา แต่ข้าว่าช่วยยุ่งพวกนางน่าจะทำได้ดีกว่า ฮ่าๆๆ"

            "ก็ไม่อะไรนี่ ตายไปมีท่านเป็นของส่งวิญญาณก็ดีไม่ใช่น้อยนะ"

            พรึบ พรึบ ฉึก

            เสียงคนเหินด้วยกำลังภายใน และใบมีดจักรปักเข้าที่เสากลางหอ จั่นเจาและเยี่ยลู่จุ้นไฉทำได้เพียงขมวดคิ้ว ยังไม่ได้เปลี่ยนท่าที

            เงาดำทอดมาจากหน้าประตู เดินผ่านด้วยท่าย่างราชสีห์ สาวๆถึงกับชะเง้อออกมาดูจากที่ซ่อน ชุดคลุมดำสลับกรมท่าคลิบดิ้นเงินทอง ลายปกเป็นเมฆขาวดิ้นกำมะหยี่ ไม่เหลียวมองกงซุนเชอฺ ที่จ้องเขาอย่างไม่เป็นมิตรระคนสงสัย ไม่ไยดีสายตาของจั่นเจาที่บอกชัดเจนว่า "ไม่ไว้ใจ" กลับมายืนหลังคนผมเปีย ก่อนเอ่ยด้วยเสียงนุ่มทุ้มทำเอาสาวๆหอนี้เกือบล้มเพราะความหวั่นไหว

            "เยียลู่เจียงจุน กระมั้ง" เจ้าของชื่อหันไปมอง ตัวเองยังเตี้ยกว่าคนถามครึ่งฉื่อ

            "ใคร"

            "วันนี้เป็นเข้าเช้าวันที่ห้า ข้ามทองหนาวน้ำเย็นเดินทางราบรื่นถึงแดนเหนือ ไม่น่าคิดว่าจะได้เจอผู้สูงศักดิ์ ที่นี่" ชายปริศนายิ้มน้อยๆยังไม่บอกชื่อตนเอง

            "เจ้าเป็นใคร รีบพูด"

            "ผางถง" กงซุนเชอฺย่างก้าวออกมาเอ่ยอย่างมีสำเนียงขอคำตอบของการมาปรากฏตัว

            "เฟยซิงเจียงจุน ผางถง" เยียลู่จุ้นไฉออกเสียงเครียด

            "เป็นข้าเอง" หน้าตาคมคาย คิ้วหนาหน้าผากกว้างจมูกปากล้วนบ่งบอกความสูงศักดิ์และอำนาจ แต่ความอ่อนเยาว์ทำให้ไม่กล้าขาดคิดว่าจะเป็นคนที่ได้ฉายา เฟยซิงเจียงจุน

            "เฟยซิงต้าเจียงจุนคือใครหรือ" ตงเหมยเอ่ยตามเบาๆ ชุนเถาหันไปมองทำเอียงอาย แต่คนตอบกลับเป็นเสี่ยวหมาน

            "เขาก็คือลูกชายของผางไท่ฉือ แม่ทัพใหญ่ชายแดน สามปีที่แล้วการเจรจาล้มเหลว ทหารเหลียวก็บุกเข้ามา เล่าลือกันว่าเขาเรียกใช้เพียงเจ็ดสองนายทหารกล้ายุทธ รบชนะทัพหน้าทหารเหลียวถึงหนึ่งพัน ผลก็คือทหารเหลียวหมดกำลังใจทำศึก”

            "จริงหรือ" ทำเอาสาวๆตื่นเต้น ใจเต้น แถมแก้มแดงด้วย แม้เสียงไม่ดังแต่คนวรยุทธสูงย่อมได้ยิน

            "แม่นางน้อยเจ้ากล่าวผิดแล้ว" ผางถงเปรยเบาๆ และก็ต้องยิ้มเมื่อได้รับการสนองแหวขึ้นมา

            "ผิดตรงไหนกัน"

            "ผิดก็ตรงที่ ที่แม่นางพูดมาไม่ใช่คำร่ำลือน่ะสิ” ตาเข้มหันมาจ้องเยียลู่จุ้นไฉให้ยอมรับความต่ำต้อย

            "แต่เป็นเรื่องจริง"

            อ๋า สายตาอย่างนั้น น้ำเสียงอย่างนั้น หน้าตาหุ่นน่ากินขนาดนี้ ฆ่ากันเลยดีกว่า  สาวๆเป็นลมไปแล้ว แล้วก็ตื่นเต้นดีใจด้วยที่มีโอกาสรอด

            "แปลก ผางถงเกลียดเปาต้าเกอเข้ากระดูกดำ หรือจะ..." จั่นเจาเอ่ยกับตัวเองเบาๆ

            "ผางถง เจ้าที่กล่าวมาหมายความว่าอย่างไร"

            "ก็ไม่ได้หมายความว่าอะไรพิเศษ ฮึๆ ข้าก่อนมาคำนวณชะตาเล็กน้อยเอกลักษณ์ทั้งแปด ต้องชะตาเอกลักษณ์ที่เจ็ด บนดินใต้น้ำ เรียกว่าเอกลักษณ์ 'รึชือ' แผ่นดินหลักทางเหนือจะมีศึกชิงทองคำ ข้าคือแม่ทัพใหญ่ชายแดนของต้าซ่ง เมื่อมีศึก จะปล่อยไว้ไม่ยุ่งได้อย่างไร"

            "ฮึ เจ้ามาแล้วอย่างไร จะทำอะไรได้เล่า ในมือข้ามีห้าพันทหารแกล้ว เจ้ามีซะกี่คนกัน"

            "เจ็ดสิบสองคน"

            "ฮ่าๆๆๆๆ พวกเจ้าฟังๆ เจ็ดสิบสองคน มากมายจังเลย พอเปล่านั่น" เสียงกวนประสาทดังขึ้นอีก เมื่อวางใจได้เปราะหนึ่ง

            "เพียงพอแน่นอน"

            "ได้ ข้ารู้ว่าใต้บัญชาเจ้ามีกองขี่เมฆบิน ทุกนายคือทหารกล้าถนัดการรบยิ่ง ทั้งยังเป็นทหารสนิทเจ้า สามารถหนึ่งต้านห้าสิบ แต่ไม่ว่าเจ้าจะเก่งอย่างไร เจ้าจะสู้ข้าได้หรือ"

            "ไม่ใช่หนึ่งต้านห้าสิบ เจ้าลืมแล้วหรือ เจ้าให้ทหารสามพันล้อมหมู่บ้านไว้แล้วนี่ นี่เป็นสิ่งที่ทหารเจ้าแพ้ไง" ผางถงเอ่ยยิ้มๆ

            "ในเมืองยังมีอีกสองพัน" เยียลู่จุ้นไฉไม่ได้สะดุดเลยว่าแม่ทัพซ่งรู้จำนวนที่ล้อมเมืองไว้ได้อย่างไร

            "อ้อ ทหารสองพันนายในหมู่บ้านนั่นน่ะหรือ....."

 

            ภายในหมู่บ้าน ไร้เงาหัวคนแล้ว ชาวบ้านที่นี่ไม่เคยตั้งหลักปักฐานแน่นหนา จะอพยพก็ทำโดยง่าย ทหารเหลียวชุดแดงเข้าตรวจทุกซอกทุกซอยทุกหลังคาเรือน แบ่งเป็นกองเล็กๆตามหน้าที่เพื่อความรวดเร็ว ไม่รู้ตัวเลยว่าเงาดำของมัจจุราชตามหลังไปติดๆ

            กองขี่เมฆบินไม่ใช่แค่ฉายาสวยหรู แต่เป็นกองเจ็ดสิบสองนายที่เท้ามิเคยติดพื้นยามทำศึก แปดทิศมุมเมืองมีเงาดำเข้าครอบคลุม หลังคาบ้านถูกแตะที่ปลายเท้า เมื่อเห็นมดตัวแดงๆก็ทำการง้างจักรเหล็กซัดผ่านแนวกลางแถวทหาร  แถวคู่ที่เรียงยาวมีเลือดอาบตามแนวที่กรงจักรบินผ่าน เกราะไม้ตามตัวไม่อาจป้องกันคมใบมีดได้ เพราะมันผ่านคอเท่านั้น ยี่สิบคนตายเพียงรอบของวงจักรสังหาร

 

            "......อีกสักครู่เจ้าก็จะได้รู้"

            "รายงาน" ทหารเหลียววิ่งเข้ามาถึงกลางหอ

            "พูด"

            "เจียงจุน ทหารเราถูกลอบโจมตี บาดเจ็บตายเป็นจำนวนมากขอรับ เมื่อไม่มีผู้นำ จึงถูกฆ่าตายนับไม่ถ้วน ขอรับ" เยียลู่จุ้นไฉหันหน้ามามองผางถงที่ยิ้มรับ

            "ท่านพ่ายเพราะสามข้อ หนึ่งทหารแบ่งสองส่วน กำลังจึงอ่อนลง สอง รบในเมืองที่แคบ ตรอกซอยมากคนเยอะต้องแพ้ สาม ท่านดูถูกศัตรูมากไป ปล่อยให้ศัตรูเข้าเมืองมาตั้งนานไม่รู้ตัวซักนิด หมากเดียวเดินผิดสามารถล้มได้พันกระดาน นับประสาอะไรกับที่ท่านผิดไปตั้งสามข้อ" เป็นอย่างที่ผางถงเอ่ย ธงแดงของเหลียวจมด้วยกองเลือดไปแล้ว ตอนนี้ด้านนอกมีแต่ทหารซ่งชุดดำ ถือธงขาวสะบัด เขียนไว้ว่า "ซ่ง" เลือดได้ล้างชวงสีจริงๆวันนี้

            "ฮ่าๆๆๆๆ" แต่เยียลู่จุ้นไฉยังยิ้มได้

            "หือ ยังมีเรื่องอะไรที่ยังทำให้ท่านมีความสุขอีกหรือ" ผางถงทัก

            "แน่นอนข้ายินดี เจ้ารู้มั้ยว่าชีวิตคนเรามีความสุขที่สุดเมื่อไหร่ ก็คือพบคนทหารพบทหารกล้า มือหมากพบคู่ปรับ กี่ปีมานี้ผางเจียงจุนชื่อเสียงขจรไปไกล ข้าอยากจะได้พบมานาน วันนี้มีโอกาส ข้าจะได้สู้จนได้ตายกันไปข้าง" เสียงแรกคล้ายรื่นเริง แต่แฝงความเครียดแค้น แม้ไม่ได้รับการยืนยัน สองพันนายในเมืองคงสิ้นแล้ว

            กงซุนเชอฺเอ่ยปากก่อน "ในเมื่อคู่ปรับที่เสมอยากต่อกร ท่านคงรู้ว่าจุดจบเป็นอย่างไร"

            "จุดจบมีอย่างเดียว สองฝั่งบาดเจ็บ หยกงดงามและก้อนหินถูกเผาพินาศลงพร้อมกัน" จั่นเจาต่อคำพูดของพี่รองจนจบ

            "หึ ทหารกล้ารบจนตัวตาย ม้าดีควบจนสละร่าง มันเป็นจุดจบสูงค่าของนักรบ ข้าไม่อยากอยู่บนโลกจนชราผมขาว เมื่อวันนี้ได้เจอหน้าเจ้า ไม่ได้รบซักสนามคงเสียดายไปตลอดชีวิต มา"

            "ได้ ในเมื่อเยียลู่เจียงจุนชื่นชมข้าขนาดนี้ ถ้าไม่สนอง คงเป็นการไม่ให้เกียรติ เชิญ"

            "ไม่ได้" บัญฑิตกล้าหาญเอ่ยทัดทานสองนักรบในใต้หล้าคงมีแต่กงซุนเชอฺเพียงผู้เดียวกระมัง "ถ้าวันนี้ซ่งเหลียวเริ่มรบ ทั้งสองดินแดนอย่าได้หวังจะสงบอักต่อไป ได้แต่พินาศทั้งคู่"

            "ก็ดีสิ จะได้เป็นต้าเหลียวรวบต้าซ่งไง จะมีวันนั้นแน่ มา" เยียลู่จุ้นไฉออกท่าแล้ว แต่ว่า

            "รอก่อน" ทั้งหมดหันไปที่ต้นเสียง

            "ไม่ได้เคยบอกไว้ว่า ถ้าหาหลักฐานได้ ทหารเหลียวจะล่าถอยหรอกหรือ"

            ที่ผ่านมาบรรยากาศอึดอัดเพียงใดใครไม่รู้ แต่จั่นเจาเพียงได้ยินเสียงเขาคนนั้นโลกนี้เหมือนสว่างจ้ายิ่งกว่าเช้าฤดูใบไม้ผลิ ที่ทุกคนยิ้มแย้มต้อนรับ เสี่ยวหมานถึงขนาดวิ่งออกมาจับแขนเขาไว้

            "ต้าเปาเจ้าฟื้นแล้ว"

            "ขอบคุณ แม่นางเสี่ยวหมาน"

            "แม่นาง เสี่ยวหมาน" นางได้แต่มองคนที่เคยเรียกนางว่าเสี่ยวหมานเจี่ยอย่างตะลึง

            "ต้าเปาต้าเกอ ท่านไม่เป็นไรแล้วแน่หรือ" จั่นเจามองพี่ชายตัวเองแบบกังวล

            "จั่นเจาโง่ ข้าคือเปาต้าเกอของเจ้า เรียกอะไรต้าเปาต้าเกอ" จั่นเจารับสัมผัสบนบ่าอย่างคุ้นเคยยิ้มปากกว้าง

            "เปาเจิ่ง"เสียงเรียกแบบไม่มั่นใจ "หรือว่าเจ้า..."

            "ถูกแล้ว ข้าจำได้ทุกอย่างแล้ว คนร้ายฟาดข้าไม้นั้น กลับฟาดจนข้าตื่นขึ้นมา..."

            "...ข้าก็คือเปาเจิ่ง ต้าซ่งหลูโจวเปาเจิ่ง"

 

 

 

            จบแล้วค่า ตอนนี้ กรี๊ดดดดดดดดดดด ผางถงสุดหล่อออกมาแล้ว หนูแทบสลบคาคอม เข้มไม่บันยะบันยังกันเลย ท่องไว้ลูกมันเป็นตัวร้าย แต่หล่ออะ คริๆๆๆ ต้าเปา เอ้ย เปาเจิ่ง ก็ฟื้นแล้ว ว้ายๆๆหนุ่มน่ารักโผล่มาเพียบเลย เว้นไอ้เจ้าเปียไปเฮอะนะ จะเฉลยคดีแรกแล้ว ใครเดาออกแล้วมั่งเนี่ย ว่าคนร้ายคือใครหนอ คนร้ายอยู่ในหอนั่นแหละค่ะ จั่นเจาแสดงฝีมือเรียบร้อย น่ารักมากเลยล่ะค่ะ นางเอกโผล่มาคนเดียว ตอนนี้มีให้จับผิดเยอะมากเลยนะ ระวังไว้ให้ดี ใครพฤติกรรม หรือพูดไม่ธรรมดา อาจมีผลต่อคดีถัดไป สปอยทำเพื่อเนี่ยเรา

เจอตอนหน้าค่ะ

ปล. เรื่องนี้ไม่วายนะ แต่จะจิ้นก็ได้อะ แบบว่าเปาเจิ่งกับผางถงอะไรเงี่ย นิดจิ้นไปเรียบร้อยแล้วอะ ศัตรูอะไรกันช่วยเหลือกันได้ อุ้ย หลุดค่ะ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

38 ความคิดเห็น