(MAMAMOO - MoonSun) ปิศาจ

ตอนที่ 31 : ทรยศ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 382
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 5 ครั้ง
    9 ก.พ. 60

บทที่ 31 ทรยศ


“ผลักมุนบยอลออกมา! มันหายตัวได้!” เสียงคำสั่งดังโพล่งขึ้นมา เธอมองไปทั่วว่าคำสั่งนั้นส่งถึงใครกัน แต่ก็ไม่เห็นจะมีใครวิ่งหรือเข้าใกล้พวกเธอเลยสักคน และแล้วเธอก็ได้ยินคำที่เธอไม่เข้าใจเอ่ยอยู่ใกล้หู เธอหันหน้ากลับไปมองตามเสียงนั้น ฮวาซา เธอ...

พลัก!

ตัวของเธอกระเด็นออกมาด้วยแรงเวทย์จากปากของคนที่ครั้งหนึ่งเคยให้อภัย คนทรยศ ตัวเธอที่กระเด็นออกมาแต่ยังสามารถประคองย่อตัวลงเอามือจิกพื้นบั่นทอนแรงผลักนั้นไว้ได้ จึงทำให้เธอเคลื่อนออกมาจากจุดเดิมเพียงสองสามเมตรเท่านั้นก่อนที่ตัวเธอจะหยุดนิ่งลง ระหว่างที่ร่างกายเคลื่อนไหวตามแรงที่ถูกยัดเยียดให้ ตาทั้งสองก็เหลือบมองจ้องไปทางด้านหน้า ฮวาซาที่ซ้อนหลังฮวีอินจับคนตัวเล็กมาล็อคคอไว้ ก่อนจะเห็นปากนั้นขมุบขมิบ ทันใดนั้นใบไม้ใบหนึ่งที่ไม่รู้ร่วงหล่นมาได้ยังไงก็สว่างวาบไปด้วยแสงสีฟ้าขาว ใบไม้นั้นแปรเปลี่ยนเป็นแท่งน้ำแข็งแหลมคมที่ไม่มีท่าทีที่จะละลายง่ายๆ ฮวาซาใช้มืออีกข้างที่ว่างจับแท่งน้ำแข็งนั้นไว้ได้อย่างพอดิบพอดีก่อนจะจ่อไปที่คอเล็กของคนด้านหน้า

“ฉันขอถามพี่อีกครั้ง พี่ยงซอน” ฮวาซาเอ่ย “พี่จะยอมมาเป็นพวกเดียวกับเราไหม”

“หึ นี่เธอยังเรียกฉันว่าพี่อีกหรอ” ยงซอนเอ่ยอย่างประชด

“ถ้าฉันขู่ด้วยชีวิตพี่ พี่คงจะยอมเสี่ยงตายเหมือนครั้งที่แล้ว แต่นี่ฮวีอิน... ฮวีอินที่มีเพียงชีวิตเดียว ฉันขอแนะนำให้พี่ทำตามที่ฉันบอกจะดีกว่า”

“มันจะมากไปแล้วนะ” เธอที่พูดขึ้นมาเสียงเบาเหมือนแค่ต้องการคุยกับตัวเอง สมองก็คิดอยากจะเดินไปกระชากตัวฮวาซาออกมาให้รู้แล้วรู้รอด

“มุนบยอล เจ้าจงช่วยอีกครึ่งชีวิตของข้า”

“จะให้ฉันช่วยมันฆ่าฮวีอินงั้นหรอ จะให้ฉันช่วยมันฆ่ายงซอนอย่างนั้นน่ะหรอ หรือจะให้ฉันช่วยมันฆ่ามนุษย์ทุกคนในโลกนี้กันล่ะ” เธอเอ่ยออกไปอย่างหัวเสียกับคำพูดของฮเยจินที่ก้องดังเข้ามาในหัว

“เจ้าจงช่วยอีกครึ่งชีวิตของข้า ขอโอกาสฮวาซาอีกสักครั้ง”

“ฉันเคยให้โอกาสไปแล้ว และตอนนี้ฮวาซาก็ทำลายมันไม่เหลือซาก" เคยมีคนบอกว่าทำผิดครั้งหนึ่งให้อภัยคือมีเมตตา ทำผิดครั้งต่อมายังให้อภัยอีกเขาเรียกว่าคนโง่ และเธอก็เห็นด้วยกับคำพูดนั้นเช่นกัน

“เจ้าจงทำตามสัญญา! มุนบยอล!” ครั้งนี้เสียงของฮเยจินไม่ได้อ้อนวอนเหมือนแต่ก่อน เสียงที่เธอสัมผัสได้ช่างเต็มไปด้วยอำนาจ แต่เธอดันไม่ได้รู้สึกกลัวมันเลยสักนิด เธอกลับรู้สึกอยากต่อต้านคำสั่งนั้นเสียมากกว่า อาจด้วยความเจ็บใจ ความแค้นที่มันสุมอยู่ในอก มือของเธอบีบกำแน่นและเธอก็เชื่อว่าหน้าของเธอก็คงแดงก่ำไปด้วยความโกรธเป็นแน่เมื่อรับรู้ได้ถึงความร้อนที่กระจายอยู่บนใบหน้า

“ไม่!” เธอตะโกนออกไปเพียงคำเดียว และเพียงกระพริบตา ตัวเธอก็มายืนอยู่ข้างฮวาซาเป็นที่เรียบร้อย เธอยกมือขึ้นเตรียมจะบีบคอคนตรงหน้า ความโมโหที่มีมันช่างมากมายเหลือเกิน มากจนไม่สนใจว่าของมีคมในมือของฮวาซาสามารถที่จะแทงทิ่มลงบนคอของฮวีอินได้ทุกเมื่อ มากจนไม่สนใจว่ายงซอนก็อาจโดนลอบทำร้ายจากที่ไหนสักแห่งก็เป็นได้ มากจนเธอไม่สนใจชีวิตของใครแม้แต่ชีวิตของตัวเอง และตอนนี้มือของเธอก็ตรงดิ่งแน่วแน่เอื้อมไปยังคอสีน้ำผึ้งอ่อนที่ห่างอยู่เพียงคืบ

แปะ

น้ำตา มือของเธอชะงักค้างลอยอยู่อย่างนั้น เธอรู้สึกเหมือนกับหยดน้ำสีใสแม้เพียงหยดเดียวที่ตกลงมากระทบมือของเธอนั้นสามารถช่วยดับความร้อนในตัวเธอไปจนหมดสิ้น ตาที่ตอนแรกจ้องมองไปที่ลำคอหวังจะบีบให้แหลกคามือก็มองสูงขึ้นมา เธอเห็นใบหน้าที่ตอนนี้เต็มไปด้วยน้ำตานั่นสั่นสะท้านไปหมด แววตาที่มองเห็นเพียงแค่จากด้านข้างนั้นก็ดูเศร้าหมองอย่างที่เธอไม่เคยเห็น ตาของเธอเลื่อนไปมองมือที่กุมแท่งน้ำแข็งนั้นไว้ มือนั้นช่างสั่นเทาเหมือนกับว่าแค่เธอเอื้อมมือไปแตะ แท่งน้ำแข็งในมือก็พร้อมจะร่วงหล่นมาได้ทุกเมื่อ ได้… ฉันจะลองเป็นคนโง่ดูสักครั้ง

เธอเบนทิศทางมือของตัวเองจากลำคอนั้นไปสัมผัสมือที่สั่นเทาของฮวาซาช้าๆ และแล้วฮวาซาก็ค่อยๆ เบนหน้ามาทางเธอ ฉันเห็นแล้ว ใบหน้าที่เต็มไปด้วยความรู้สึกบางอย่างที่เธอไม่สามารถอธิบายได้ มันอาจเป็นความเศร้า ความกลัว หรือความทรมานใดๆ ที่ในโลกนี้จะสามารถประเคนให้ได้ แต่ที่แน่ๆ มันไม่ใช่ความเหี้ยมโหด มันไม่ใช่แววตาของฆาตกร มันคือแววตาที่เหมือนจะเว้าวอนว่า… ช่วยฉันที

กรามของเธอขบกันแน่นก่อนจะเปล่งคำถามออกมาจากปาก “เธอบอกฉันสิฮวาซา! เธอบอกมาสิ ว่าเธอไม่อยากฆ่าใคร!” เธอพูดด้วยความหนักแน่นเสียงดังฟังชัด “เธอบอกฉันมาสิ ว่าเธออยากมีความสุข! เธอบอกฉันมา!”

แล้วนั่นก็เหมือนเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่ขาดผึ่งในตัวของฮวาซา ฮวาซาปล่อยฮวีอินแล้วหันมาเผชิญหน้ากับเธอ หน้านั้นยู่ยี่มากยิ่งขึ้นเหมือนพยายามกลัดกลั้นอะไรบางอย่าง ก่อนปากจะอ้ากว้างเปล่งเสียงตะโกนออกมาทั้งน้ำตา “ฉันไม่อยากฆ่าใคร!” ทันใดนั้นแท่งน้ำแข็งคมก็แตกสลายลงไปพร้อมกับเข่าทั้งสองข้างที่ทรุดลง มือทั้งสองยกขึ้นมาปิดหน้าที่น้ำตาไหลริน “ฉันอยากมีความสุข” เสียงที่เหมือนเสียงกระซิบเล็ดลอดออกมาจากมือคู่นั้นให้เธอได้ยิน

“นังลูกทรพี!” เธอหันไปตามเสียงตะโกนนั้น แต่แล้ว...

ตุ้บ!

เธอหันกลับมามองตามเสียงร่วงหล่นของบางสิ่งไม่ไกลจากตัวเธอ ยงซอน… เธออีกแล้ว ภาพที่เห็นคือยงซอนที่นอนร่วงอยู่แนบพื้น เลือดไหลออกมาจากตัวโดยที่เธอไม่เห็นด้วยซ้ำว่ารอยแผลมันอยู่ที่ไหน ข้างหลังนั้นก็มีฮวีอินที่กอดฮวาซาอยู่หลับตาแน่นปี๋ ส่วนฮวาซาก็เพียงก้มลงกอดตัวเองเหมือนคนไร้เรี่ยวแรง

ไฟแห่งความโกรธที่เพิ่งจะดับไปก็ถูกจุดติดขึ้นมาอีกครั้ง และมันก็ดูท่าว่าจะมากกว่าครั้งก่อนเสียด้วย หน้าที่ก้มมองฮวาซาอยู่ก็แหงนเบนไปทางคนที่ยังคงผายมือมาทางนี้จากการร่ายเวทย์เมื่อครู่…

ตายซะ สิ้นความคิด ร่างที่อยู่ห่างออกไปประมาณสิบเมตรก็ล้มตึงลงกับพื้น ผู้คนรายรอบต่างพากันแตกตื่นกับเรื่องกะทันหันเช่นนี้ แต่แล้วเธอก็รู้สึกถึงร่างกายที่เริ่มเบาหวิวขึ้นเรื่อยๆ ขาทั้งสองข้างของเธอก้าวเดินไปหาคนกลุ่มนั้นทั้งที่เธอไม่ได้สั่ง สองแขนของเธอผายออกทั้งที่เธอไม่ได้เป็นคนยก และเสียงก็ถูกเปล่งออกมาจากปากทั้งๆ ที่เธอไม่ได้ต้องการพูด เสียงที่เหมือนจะเป็นเสียงของเธอ แต่ก็มีเสียงของฮเยจินพ้องอยู่ในเนื้อเสียงนั้นด้วย

“ข้านี่แหละ ยักษ์ที่พวกเจ้าเทิดทูน จงอย่างนำบาปที่พวกเจ้าก่อมาโยนให้กับข้า จงอย่าใช้ชื่อของข้าเป็นข้ออ้างในการสร้างบาปของตัวเอง บาปที่พวกเจ้าได้สร้างขึ้น ร่างแหลกเหลวของมนุษย์ที่พวกเจ้าพร่ำถวายให้กับข้า ข้าไม่ต้องการ พวกเจ้าจงยุติมันซะ!” คำพูดสุดท้ายที่เหมือนจะเป็นคำสั่ง ทันใดนั้นลมแรงก็พัดกระโชกขึ้นมาอย่างไม่มีเค้า ต้นไม้เล็กใหญ่ต่างพัดปลิวเหมือนจะทลายลงมา

“อย่าไปเชื่อมัน!” เสียงหนึ่งตะโกนออกมาจากคนกลุ่มนั้น พร้อมกับวงแหวนเวทย์สีเขียวที่เห็นเด่นชัดในที่มืด

“ตายซะ!” คำสาปส่งที่ไม่จำเป็นต้องเอ่ยออกจากปากเลยก็ได้ แต่เหมือนคนพูดต้องการแสดงให้ทุกคนเห็นถึงความสามารถของตัวเอง

และทันทีที่พูดจบ ร่างของคนที่มีวงเวทย์สีเขียวลอยอยู่นั้นก็ร่วงลงไปกับพื้นเป็นรายทีสอง เสียกจ้อกแจ้กเริ่มดังขึ้นและดังขึ้นเรื่อยๆ บางคนก็วิ่งหนีเตลิดไปเป็นที่เรียบร้อย แต่บางคนก็ยังคงลังเลทำอะไรไม่ถูกยืนหลุกหลิกอยู่กับที่ บางคนก็ยังคงยืนมองซ้ายมองขวาสนทนากันเหมือนไม่รู้ว่าร่างกายควรทำเช่นไร แต่ก็มีบางคนที่ยังคงจ้องมองมายังเธออย่างระวังภัย เพียงกระพริบตาอีกครั้งร่างของเธอก็ได้ย้ายไปอยู่ต่อหน้าหนึ่งในผู้ที่จ้องมองมา สายตาที่มองกลับมายังเธอถูกแปรเปลี่ยนจากแววตาที่มั่นคงแน่นิ่งเป็นบางสิ่งที่เธอเคยเห็นและจำมันได้ดี… ความกลัว

“ข้าให้โอกาสเจ้า ไปซะ!” เสียงที่เหมือนจะพูดกับแค่บุคคลเดียว แต่กลับสะท้อนก้องไปทั่วทั้งป่า ร่างที่อยู่ต่อหน้าร่วงหล่นไปกองกับพื้นทันที แขนขาก็ตะเกียดตะกายถอยห่างร่นออกไป เสียงแห่งความวุ่นวายเดิมที่ว่าดังแล้ว ตอนนี้เพิ่มทวีวุ่นวายสับสนเหมือนผึ้งแตกรัง ทุกคนต่างวิ่งกระจัดกระจายไปคนละทิศละทางเหมือนต้องการพาร่างตัวเองให้ออกไปจากตรงนี้ ไปที่ไหนก็ได้ให้พ้นจากที่ตรงนี้

และไม่นานความเงียบก็เข้ามาอีกครั้ง ภาพตรงหน้าค่อยๆ เปลี่ยนจากพื้นดินและต้นไม้ เป็นท้องฟ้าและกิ่งใบของต้นไม้หลาก หลังของเธอสัมผัสได้ถึงเศษดินเศษหญ้าที่สูงๆ ต่ำๆ ไม่เสมอทิ่มแทงขึ้นมาที่หลัง เจ็บจัง เกิดความรู้สึกเจ็บๆ คันๆ อยากจะเอามือไปเกา แต่ก็ไม่อยากเขยื้อนตัวไปในเวลาเดียวกัน ตาของเธอยังคงมองไปยังท้องฟ้าที่โผล่พ้นมาจากกิ่งใบของต้นไม้ แต่แล้วภาพนั้นก็ถูกแทนที่ด้วยหน้าของใครคนหนึ่ง

“นอนมองอะไร” ยงซอนที่ยื่นหน้ามาบดบังทิวทัศน์ที่เธอมองอยู่เมื่อครู่เอ่ยถาม

“ดาวสวยดีนะ” เธออ้าปากพูดในสิ่งที่ตัวเองต้องการ จากนั้นใบหน้าของยงซอนที่ก้มลงมองเธอนั้นก็แหงนมองไปทางด้านบน

“อืม” ยงซอนเอ่ยอย่างแผ่วเบา

เธอยกมือขึ้นมาจิ้มไปที่แก้มของคนด้านบนนั้นเบาๆ ใบหน้านั้นหันมามองเธออีกครั้ง “แต่คุณสวยกว่า” พูดจบก็ส่งยิ้มไปให้เหมือนที่ทุกทีทำ

“ยังจะเล่นอีกนะ” ยงซอนตีเข้าไปที่แขนข้างที่ยกสูงของเธอเบาๆ อย่างไม่จริงจัง ใบหน้าสวยนั้นก็หลุดขำออกมาน้อยๆ “มีแรงเล่นอย่างนี้แสดงลุกไหวใช่ไหม” แล้วหน้านั้นก็หายจากสายตาเธอไปอีกครา “กลับกันเถอะคุณ”

“อ่า ฉุดฉันลุกขึ้นหน่อยสิคุณ” พูดออกมาพร้อมยื่นมือทั้งสองข้างชี้ขึ้นฟ้าอีกทั้งยังแกว่งมือนั้นเรียกร้องความสนใจ ไม่นานก็ได้รับสัมผัสจากมือทั้งสองข้าง พร้อมเห็นยงซอนยืนคร่อมเตรียมฉุดเธอให้ลุกขึ้นจากพื้น

ตุ้บ!

ไม่รู้ว่าตัวเธอหนักเกินไป หรือพื้นที่ยงซอนเหยียบอยู่มันไม่มั่นคง แทนที่เธอจะได้ลุกขึ้นยืน แต่กลับกลายเป็นยงซอนที่ร่วงลงมาด้วยกันแทน เธอจ้องมองไปยังใบหน้าที่ตอนนี้ห่างกับเพียงนิ้วมือกั้น แล้วความคิดหนึ่งก็แล่นแปล๊บเข้ามาในหัว

“ถ้าคุณยังยอมตายแทนคนอื่นแบบนี้ ต่อให้มีร้อยชีวิตก็ไม่พอ”

“ฉันก็เหลือแค่ชีวิตเดียวแล้วนี่ไง ไม่ยอมตายง่ายๆ แล้วแหละ” ยงซอนพูดติดขำ

“ชีวิตเดียวที่เหลืออยู่ของคุณ... ขอฉันเป็นคนดูแลมันได้ไหม” เธอจ้องลึกไปในตาที่สั่นไหวของคนตรงหน้า เวลารอบข้างที่ดูเหมือนจะเดินช้าลง ตาของเธอลดระดับไปสู่ปากงาม เสียงหัวใจกระหึ่มของเธอที่ไม่รู้ว่ามันเต้นแรงเป็นกลองรัวขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ เธอเผลอลอบกลืนน้ำลายด้วยความประหม่ากับคำตอบที่จะได้รับ ปากของคนด้านบนกำลังขยับเพื่อเปล่งเสียงบางอย่าง

“อะแฮ่ม!” คนตรงหน้าเธอสะดุ้งหันมองไปยังต้นตอของเสียงกระแอมไอทันที แล้วก็ลุกขึ้นจากตัวเธออย่างรวดเร็ว ส่วนเธอเองก็ไม่งอแงให้มากความ ลุกขึ้นยืนด้วยตัวเองพร้อมปัดฝุ่นผงที่ติดตามตัวออก เมื่อปัดทำความสะอาดเรียบร้อยหน้าก็เงยมองไปยังผู้มาใหม่

ฮวีอินยืนยิ้มแป้นอยู่ตรงหน้า ซึ่งดูจากท่าทางแล้ว เสียงกระแอมไอคงจะมาจากใครไม่ได้ยกเว้นเจ้าหมาน้อยตัวนี้เป็นแน่ ส่วนฮวาซาก็ยืนก้มหน้าก้มตาอยู่ข้างๆ เหมือนคนรู้สึกผิด เธอเดินเข้าไปยืนต่อหน้าฮวาซาแล้วยกมือขึ้นมาขยี้หัวนั้นอย่างเอ็นดู ฮวาซาเงยหน้าขึ้นมาด้วยสีหน้าเหมือนไม่คาดคิดว่าจะได้รับการกระทำนี้จากเธอ เธอยิ้มให้กับอาการนั้น จากนั้นก็เอามือทั้งสองข้างจับแก้มของคนตัวเล็กกว่าแล้วดึงมันออกกว้าง

“ยิ้มมมมสิ” เธอลากเสียงยาว “เธอบอกอยากมีความสุขไม่ใช่หรอ เลิกทำหน้าเศร้าได้แล้ว”

“เห้ๆๆ พี่บยอลอี ปล่อยนะ เดี๋ยวหน้าฮวาซาเหี่ยวกันพอดี” ฮวีอินตีเข้าไปที่มือของเธอที่จับดึงแก้มฮวาซาอยู่พร้อมเอ่ยประท้วงด้วยแก้มที่ป่องลม

“แหม… รู้สึกจะหวงจังเลยนะ” เธอเอ่ยแซว ซึ่งก็ได้หน้ายู่ๆ ของฮวีอินตอบกลับมา

“กลับกันเถอะ” เสียงยงซอนดังแทรกขึ้น ซึ่งเธอก็เห็นด้วยว่าพวกเราควรจะกลับกันได้แล้ว ถึงแม้จะไม่ได้ดูนาฬิกา แต่จากความมืดและเวลาที่ผ่านไป ตอนนี้ก็คงดึกน่าดู เธอยื่นมือไปให้ยงซอนจับหวังจะทำแบบตอนขามา เพียงแต่เพิ่มคนอีกสองคน แต่แล้วยงซอนกลับเดินก้าวออกห่างไปทางด้านหน้าของเจ้าตัวก่อนจะหันหน้ามาพูดกับเธอ “ตอนนี้อากาศดี ฉันอยากเดิน ... คุณบอกว่าไม่ไกลหนิ”

เธอเองก็ไม่ได้มีเหตุผลอะไรที่จะขัดความต้องการนั้น เธอวิ่งเร็วๆ ไปจับมือนั้นก่อนถาม “แล้วเดินนำนี่รู้หรอว่าไปทางไหน” ยงซอนทำปากแบะตอบกลับมา ซึ่งมันดูยังไงก็ช่างน่ารักน่าชังเสียเหลือเกิน น่ารักจนเธออดไม่ได้ที่จะโขกหัวเข้ากับอีกคนเบาๆ อย่างหยอกล้อ

เธอกับยงซอนเดินไปได้เพียงไม่กี่ก้าว เธอก็รู้สึกเหมือนขาดอะไรไปบางอย่าง เธอหันหน้ากลับไปมองทางเดิมก็เห็นฮวีอินกับฮวาซายืนนิ่งอยู่ที่เดิม “พวกเธอก็มาด้วยสิ คืนนี้นอนบ้านฉันไหม”

สิ้นคำฮวีอินก็ยิ้มกว้างพร้อมวิ่งจูงฮวาซามาทางเธอ จนมาหยุดอยู่ตรงหน้าเธอจนได้ “นึกว่าพี่จะไม่ชวนแล้ว กำลังคิดอยู่เลยว่าจะไปไหนดี”

“แล้วฉันจะไม่ชวนเธอได้ไง” พูดจบก็เดินนำออกจากป่า และเดินไปตามทางถนนที่ตอนนี้เงียบเชียบไม่มีคนแม้แต่คนเดียว แต่ก็ไม่ได้มืดสนิทจนถึงกับเปลี่ยวอะไรมากมาย

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 5 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

62 ความคิดเห็น

  1. #54 ORM3style (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2560 / 10:33
    ว้ายยยยย!!! หนูฮวันเอ้ยยยย ไม่ขัดพี่เค้าสิลูก5555555555
    #54
    0