(MAMAMOO - MoonSun) ปิศาจ

ตอนที่ 30 : ลักพาตัว

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 362
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    8 ก.พ. 60

บทที่ 30 ลักพาตัว


เธอเอื้อมมือไปหยิบโทรศัพท์ยงซอนขึ้นมาดู ก่อนจะยกโทรศัพท์ขึ้นแล้วเอี้ยวตัวไปทางห้องครัวที่ยงซอนยืนอยู่ “ฮวีอิน”

ยงซอนที่คงล้างจานเสร็จก็หันตัวกลับมาหาเธอพร้อมมองหรี่ตาลง “ไหนบอกว่ายกแขนมันใช้กล้ามเนื้อหลังไง” ยงซอนเดินเข้ามาหาเธอตาก็ยังคงหรี่มองแต่เพิ่มการเอียงหัวขึ้นมาด้วย “หรือว่าหายเจ็บหลังตั้งแต่แรกแล้ว”

“ฮวีอินโทรมาคุณ สนใจน้องนิดนึง” เธอรีบเปลี่ยนเรื่องอย่างฉับพลัน “งั้นฉันรับนะ” ไม่รอให้เจ้าของโทรศัพท์อนุญาตเธอก็กดรับสายทันที “ฮัลโหล ฮวีอิน”

(“ขอสายคุณคิมยงซอนครับ”) ผู้ชาย? ใคร? เธอเลื่อนโทรศัพท์ออกมาดูชื่อปลายสายอีกที แต่มันก็ขึ้นว่าเป็นเบอร์ของฮวีอินไม่ผิดแน่

“คุณเป็นใคร ทำไมมาใช้มือถือเครื่องนี้ได้” เธอถามออกไปอย่างระวังตัว ปลายสายเงียบไปพักหนึ่งก่อนเอ่ยถาม

(“อ่อ… หรือว่าคุณคือคุณมุนบยอลอี”) หมอนี่รู้จักฉันด้วยหรอเนี่ย

เธอยกโทรศัพท์ออกมามองอีกรอบ แต่ก็ยังพบว่าเป็นเบอร์ของฮวีอินไม่ผิดอีกแน่นอน ขณะกำลังมองอย่างใช้ความคิดอยู่นั้นก็ได้รับแรงสะกิด เธอหันไปมองต้นตอแรงนั้นก็ได้ปากยื่นและคิ้วย่นคำถามของยงซอนที่มองมาพร้อมชี้ไปยังโทรศัพท์ในมือเธอ เธอจึงตัดสินใจขยับตัวให้อีกคนนั่งลงข้างๆ แล้วกดเปิดลำโพง

“ฮวีอิน” ยงซอนยื่นหน้าเข้ามาใกล้โทรศัพท์แล้วกรอกเสียงลงไป

ตึงดึ๊ง

เสียงข้อความเข้าจากฮวีอินดังขึ้น เธอมองหน้ายงซอนเล็กน้อยก่อนจะตัดสินใจเปิดดู

(จองฮวีอิน: sent you a photo)

และรูปนั้นก็ทำให้ทั้งเธอและยงซอนต้องเหงื่อตกตาโตอ้าปากค้าง รูปของหญิงคนหนึ่งที่ถูกโซ่เส้นใหญ่ล่ามตรึงแขนทั้งสองข้างให้ยกขึ้นเหนือศีรษะ ปากถูกปิดเอาไว้ด้วยเทปกาว ส่วนตาก็ถูกผ้าพันเอาไว้ ถึงแม้จะไม่เห็นปากไม่เห็นตา แต่ดูจากชุดที่ใส่ ขนาดตัว ทรงผม รวมๆ แล้วก็คือฮวีอิน ข้างๆ กันนั้นก็มีหญิงอีกคนถูกโซ่รัดตรึงกับต้นไม้ใหญ่ ปากและตาก็ถูกปิดเอาไว้เหมือนกับฮวีอิน และดูจากรูปร่างแล้ว หญิงคนนั้นก็คงเป็นฮวาซาไม่ผิดแน่

(“เห็นรูปที่ผมส่งให้แล้วใช่ไหม”) เสียงนั้นดังขึ้นมาจากโทรศัพท์อีกรอบหนึ่งหลังจากหายไปนาน

“แกเป็นใคร ต้องการอะไร” ยงซอนถามอย่างกระวนกระวาย

(“จงมาที่ป่าต้องสาป”)

“ป่าต้องสาป? มันอยู่ไหนฉันไม่รู้จัก” ยงซอนรีบถามออกไป

(“ผมคิดว่าคุณมุนบยอลอีต้องรู้จัก... จริงไหมครับ”) สิ้นคำบอกจากอีกฝ่าย ยงซอนก็หันมามองหน้าเธอ ซึ่งเธอพยักหน้ากลับไปว่าตัวเองรู้จักจริงๆ

(“เงียบอย่างนี้ แสดงว่ารู้จัก จริงไหมครับ อ่อ… แล้วก็อย่าลืมล่ะ มากันแค่สองคนพอ อย่าพาคนอื่นมาให้ยุ่งยาก”)

สิ้นคำบอก สายนั้นก็ถูกตัดทิ้งไป เธอมองหน้ายงซอนก่อนเราสองคนจะพยักหน้าเหมือนเข้าใจกัน เธอเดินไปยังโต๊ะตัวเล็กใกล้ประตูห้องแล้วหยิบกุญแจรถของเธอที่วางทิ้งเอาไว้ขึ้นมา

“เดี๋ยวคุณ คุณบอกว่าหายตัวได้ไม่ใช่หรอ” ยงซอนพูดขึ้นมาอย่างรีบร้อน

เธอยืนนิ่งคิดกับคำพูดของยงซอนที่เพิ่งเอ่ยออกมา เมื่อคืนเราก็หายตัวมาได้จริงๆ งั้น… เธอเดินเข้าไปใกล้ยงซอนแล้วกอดร่างนั้นอย่างแนบแน่น

“คุณ! เล่นอะไรดูเวล่ำเวลาด้วย” ยงซอนประท้วงพร้อมพยายามดันตัวเธอออก แต่เธอก็ฝืนเอาไว้พร้อมตอบ

“ฉันจริงจังนะคุณ อยู่นิ่งๆ” เธอพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง และเมื่อยงซอนนิ่งลง เธอก็หลับตา พยายามทำเหมือนเมื่อคืนอีกครั้ง จินตนาการมุนบยอล แต่ไม่ว่าเธอจะลองเท่าไหร่ ก็เห็นเพียงสถานที่ที่อยู่ภายในรัศมีใกล้ๆ เท่านั้น พื้นที่ด้านนอกนั้นดำมืดจนเธอไม่สามารถจินตนาการเห็นอะไรได้ สงสัยจะไกลไป เธอลืมตาขึ้นมาและผละตัวออกจากยงซอน “ไม่ได้อะคุณ ขับรถไปละกัน” อีกคนที่มีหน้าตาผิดหวังอย่างชัดเจนแต่ก็คงทำอะไรไม่ได้นอกจากตามเธอมา


หลังจากอยู่บนท้องถนนมาพักใหญ่ เธอก็เลี้ยวรถเข้าไปเทียบหน้าประตูคฤหาสน์ทรงตะวันตกโบราณหลังมหึมาที่ดูจะขัดกับวัฒนธรรมของประเทศเกาหลีใต้ที่คฤหาสน์หลังนี้ตั้งอยู่โดยสิ้นเชิง เลี้ยวไปแค่ให้ตัวรถพอพ้นเขตถนนก็ดับเครื่องขวางทางมันไว้ดื้อๆ ซะอย่างนั้น ไม่คิดจะเอารถไปจอดยังที่จอดรถให้เป็นที่เป็นทาง เธอเดินลงมาจากรถ แต่แล้วกลับเห็นยงซอนไม่ยอมก้าวลงมาพร้อมกัน เธอจึงเดินอ้อมไปอีกฝั่งไปเปิดประตูให้

“ลงสิคุณ” เธอเร่ง ตาก็เห็นอีกคนมีท่าทีเหวอๆ งงๆ

ยงซอนลงมาจากรถแล้วชี้ไปยังรถคันเดิมพร้อมถาม “คุณจอดอย่างงี้ไม่เป็นไรหรอ แล้วนี่มันที่ไหน”

“เอาน่า เรื่องรถช่างมันเถอะ รีบไปหาฮวีอินกับฮวาซาดีกว่า” เธอพูดเร็วๆ มือก็เอื้อมไปจับยงซอนให้ก้าวเดินไปตามทางถนน “ป่าอยู่ใกล้ๆ นี่เอง แต่แถวนั้นไม่มีที่จอด” เธอเอ่ยออกมา แต่แล้วก็ฉุกคิดอะไรขึ้นมาได้ ใกล้ๆ หรอ เธอลองเข้าไปกอดยงซอนอีกครั้งซึ่งก็มีแรงสะดุ้งตกใจเล็กน้อยกลับมาให้ เธอหลับตาลงและลองจินตนาการอีกครั้ง…

และแล้วเธอก็เห็น… เห็นป่านั่น เธอลืมตาขึ้นมาพร้อมกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป และตอนนี้เธอก็ได้กลับมายืนอยู่หน้าป่าอีกครั้ง เธอผละตัวออกมาจากยงซอนที่ตอนนี้อ้าปากค้างเหมือนไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่เกิดขึ้น

“บอกแล้วว่าหายตัวได้” พูดจบเธอก็จับมือยงซอนเตรียมตัวจะเดินเข้าไปในป่า ส่วนยงซอนก็ทำเพียงพยักหน้าแล้วกระชับตอบมือของเธอ

“แล้วทำไมคุณไม่หายตัวไปหาฮวีอินกับฮวาซาเลยล่ะ”

“ก็ไม่รู้ว่ามีใครซุ่มดูสองคนนั้นอยู่รึเปล่าน่ะสิ” เธอคิดว่าเธอรู้ว่าฮวีอินกับฮวาซาอยู่ไหน แต่ไม่รู้ว่ามีใครจะมาคอยลอบทำร้ายรึเปล่า การที่ค่อยๆ เดินเข้าไปแล้วสังเกตท่าทางไปเรื่อยๆ ถือเป็นวิธีที่ปลอดภัยที่สุดในความคิดเธอ

“แต่ในฝัน… ฮเยจิน…” ยงซอนพูดตะกุกตะกักเหมือนยังประมวลคำพูดไม่เสร็จแต่เร่งรีบพูดออกมา ซึ่งเธอก็พอจะเข้าใจว่าอีกคนต้องการสื่อถึงอะไร

“ฉันไม่เห็นดวงจิตของอะไรเลย เห็นแต่สถานที่กับสภาพแวดล้อมเฉยๆ จะให้หายตัวสุ่มสี่สุ่มห้าก็เกรงว่าจะไม่เป็นผลดีเท่าไหร่ เราค่อยๆ เดินระวังตัวไปหาไปแบบนี้น่าจะดีกว่า” เธอตอบกลับไปพร้อมข้อเสนอแนะตามความคิดของเธอ

ขาทั้งสี่ข้างของเธอและยงซอนเหยียบย่ำเข้ามาในป่าได้พักหนึ่ง มือของเธอที่กุมยงซอนอยู่ก็กระตุกขึ้นจากแรงของอีกคน

“คุณ โขดหินนั่น” ยงซอนชี้ไปยังโขดหินที่อยู่ไม่ไกล “ป่านี้มัน…” ไม่ต้องรอให้ยงซอนพูดจนจบประโยคเธอก็สามารถเข้าใจความหมายของอีกคนได้

“ฉันคิดว่าฉันจำต้นไม้ในรูปได้” ใช่ เธอจำมันได้ ต้นไม้ใหญ่ที่ฮเยจินกับฮวีอินปีนขึ้นไปเพื่อดูวิวทิวทัศน์ของป่าในวันนั้น ถึงแม้ต้นไม้ในป่ามันจะดูแทบจะเหมือนกันไปหมด แถมสภาพโดยรอบก็เปลี่ยนไปจากในฝันของเธอตามกาลเวลาที่ผันเปลี่ยน แต่ก็ไม่รู้อะไรเหมือนกันที่ทำให้เธอมั่นอกมั่นใจนักหนาว่ามันจะต้องเป็นต้นเดียวกับที่เธอคิดแน่ๆ

และเมื่อย่ำเดินมาตามทางที่เดินเป็นประจำเพียงแค่ในความฝัน เธอก็สามารถมองเห็นต้นไม้ใหญ่ต้นนั้นอยู่ไกลๆ และมันก็เป็นไปตามคาด ที่ข้างๆ ต้นไม้ใหญ่นั้นมีร่างหนึ่งที่โดนโซ่คล้องดึงแขนขึ้นเหนือศีรษะ และอีกร่างหนึ่งที่โดนพันไว้กับต้นไม้ใหญ่นั้น เธอหยุดนั่งยองๆ ลงหลังพุ่มไม้ที่อยู่ด้านหน้า นิ่งอยู่กับที่แล้วก็สอดส่ายตามองไปรอบๆ อย่างระวังตัว แต่คนข้างๆ เนี่ยสิ กลับจะกระโจนเข้าใส่อย่างเดียวทำให้เธอต้องฉุดมือนั้นดึงกลับมาจนร่างนั้นแทบจะหงายหลัง

“โอ๊ย! คุณจะดึงฉันทำไม” ยงซอนโวยวาย

“ชู่ว เบาๆ สิคุณ” เธอยกนิ้วขึ้นมาทำท่าพร้อมส่งเสียงเบาๆ ให้อีกคนเงียบเสียงลง “อยู่ตรงนี้ก่อน อย่างเพิ่งรีบไป คุณลองมองดูรอบๆ ที่สองคนนั้นอยู่ คุณเห็นอะไรบ้างไหม”

ยงซอนยอมเงียบลงแล้วนั่งยองๆ ลงตามเธอ เธอเห็นตาของยงซอนเปลี่ยนเป็นสีเหลืองอมเขียวสุกสว่างภายใต้สภาพกึ่งทึบกึ่งสว่างของป่ายามโพล้เพล้ ไม่นานยงซอนก็เอ่ยบอก “ฉันเห็นคนห้าคน ตรงนู้นสอง” ยงซอนบุ้ยหน้าไปทางซ้าย “หลังต้นไม้นั่นอีกหนึ่ง” ยงซอนมองไปทางต้นไม้ที่ฮวีอินกับฮวาซาโดนตรึงอยู่ “แล้วก็ทางด้านขวานู่นอีกสอง” ยงซอนที่เพิ่งพูดจบอยู่ดีๆ ก็สะดุ้งหันไปมองข้างหลังสุดตัว

“อะไรคุณ” เธอหันไปมองบ้างแต่กลับเห็นเพียงความว่างเปล่า

“ป… เปล่า เมื่อกี้รู้สึกเหมือนมีอะไรอยู่ข้างหลัง” ยงซอนพูดออกมาเล่นเอาเธอเสียวสันหลังวาบขึ้นมาจนต้องลอบกลืนน้ำลายไปอึกใหญ่ ก็เพราะมันอาจจะมีจริงๆ ก็ได้น่ะสิ “แล้วเอาไงต่อล่ะคุณ” ยงซอนถามเธอขึ้นมาอีกรอบ

เออ เอาไงดีวะ พลังของฮเยจินก็ตื่นมาแล้ว น่าจะพอช่วยได้บ้าง “ไป เดินดุ่มๆ ไปทั้งอย่างนี้แหละคุณ” เธอพูดจบก็ลุกขึ้นเหยียดยืนเต็มความสูง

“เอ้า! แล้วทีแรกมาห้ามฉัน” ยงซอนเอ่ยอย่างหงุดหงิด

“ก็มันมีแค่ห้าคน น่าจะพอไหวอยู่ เดี๋ยวเราเดินออกไปแล้วหยุดอยู่ให้พวกนั้นเห็นก่อน พอห้าคนนั้นเดินออกมาเราก็หายตัวไปหาฮวีอินกับฮวาซา แล้วก็หายตัวออกมานอกป่าอีกที เท่านี้เรื่องก็จบ พรอบเบลมโซวฟ์”

“มันจะง่ายขนาดนั้นเลยหรอคุณ” ยงซอนท้วงออกมา

“แล้วคุณมีวิธีที่ดีกว่านี้ไหมล่ะ” เธอถาม

และเมื่อเห็นยงซอนส่ายหัวเธอก็ฉุดมือให้อีกคนลุกขึ้นมา เธอและยงซอนเดินก้าวไปยังต้นไม้ใหญ่นั้นอย่างช้าๆ คาดหวังให้ห้าคนที่ยงซอนบอกเดินออกมาจากที่ตั้ง ยิ่งก้าวเท้าเข้าไปเท่าไหร่ เธอก็รู้สึกถึงแรงบีบจากฝ่ามือน้อยๆ ของอีกคนมากเท่านั้น และเธอเองก็คงเผลอบีบมือนั้นแน่นขึ้นเหมือนกัน เดินมาจะได้ครึ่งทางแล้วแต่ก็ยังไม่เห็นวี่แววว่าคนทั้งห้าจะออกมา

“ไม่เห็นพวกนั้นจะเดินมาหาเราเลยอะ” ยงซอนเอียงคอกระซิบถาม

รู้แล้ว ก็เห็นเหมือนกันเนี่ย เธอแอบบ่นอุบในใจ “ฮวีอิน! ฮวาซา!” เธอตะโกนเรียกชื่อทั้งสองคนด้วยเสียงดังที่สุดเท่าที่ตัวเองจะทำได้

“ไหนคุณบอกให้เสียงเบาๆ ไง” ยงซอนหน้าตาตื่นมองมาทาง

“ก็มันคนละสถานการณ์กัน ตอนนี้ฉันอยากให้พวกนั้นรู้ว่าเรามา ไม่ได้อยากแอบ”

“อัอไออ่าเอ้าอา อี่องออน อี่ออนอี” เสียงฟังไม่เป็นภาษาของฮวีอินที่ดิ้นขลุกขลักๆ ดังขึ้นมา ส่วนฮวาซาก็ยังคงยืนนิ่งไม่ไหวติงอะไร

“เรามาตามที่บอกแล้วไง! คุณต้องการอะไร! บอกมาสิ!” เธอตะโกน

เล่นสงครามเงียบกันอยู่ได้ไม่นาน เธอก็เห็นคนห้าคนเดินออกมาจากตำแหน่งที่ยงซอนบอก มาแล้วๆ รอจนทั้งห้าคนนั้นใกล้เข้ามา เธอหันไปกอดยงซอนแล้วหลับตาลงทันที เพียงลืมตาขึ้น เธอและยงซอนก็มายืนอยู่ชิดต้นไม้ใหญ่นั้น เธอผละออกจากยงซอนไปปลดโซ่ที่พันธนาการฮวีอินเอาไว้ เพียงแค่มองไปยังโซ่ที่พันคล้องมือคู่นั้น โซ่ก็ถูกตัดขาดดั่งความคิด ยงซอนดึงเทปกาวปิดปากและผ้าคาดตาออกให้ฮวีอิน เมื่อฮวีอินถูกปลดปล่อยแล้วก็วิ่งมาหาฮวาซาทันที ฮวีอินพยายามดึงกุญแจที่คล้องโซ่นั้นออกแต่ก็ไม่สำเร็จ

“ฉันเอง” เธอดันฮวีอินออกเบาๆ แล้วจ้องไปที่โซ่นั้น และเหมือนเดิม โซ่ถูกตัดออกอย่างง่ายดายอย่างกับแตงกวาที่โดนมีดคมเฉือน

“พี่เก่งขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่” เสียงฮวีอินถามอย่างอึ้งๆ แต่มือก็สาละวนง่วนกับการแก้มัดผ้าปิดตาและแกะเทปปิดปากให้ฮวาซา

“ฉันเก่งก็ดีแล้วไม่ใช่หรือไง ไปกันเถอะ เดี๋ยวค่อยคุย” เธอบอกปัดไป “ทุกคนมานี่” เธอพยายามรวมทุกคนให้เกาะรวมกลุ่มกันไว้ เธอโอบแขนไปให้กว้างที่สุดเท่าที่จะทำได้หวังจะหายตัวไปจากตรงนี้ตามแผนที่ได้วางเอาไว้

เปรี้ยง!

เสียงสายฟ้าฟาดลงมาใกล้ตำแหน่งที่เธอยืนอยู่เพียงคืบเหมือนต้องการจะขู่ ถึงแม้มันจะไม่ได้ทำให้ใครบาดเจ็บ แต่มันก็ทำให้เธอเสียสมาธิไปได้ อยู่ดีๆ ฝูงคนก็วิ่งกรูมาจากทางที่เธอกับยงซอนจากมา เห้ยๆๆ ไหนบอกห้าคนไง นี่มันเป็นสิบ… ไม่สิ อาจถึงร้อยเลยก็เป็นได้

“ผลักมุนบยอลออกมา! มันหายตัวได้!” เสียงคำสั่งดังโพล่งขึ้นมา เธอมองไปทั่วว่าคำสั่งนั้นส่งถึงใครกัน แต่ก็ไม่เห็นจะมีใครวิ่งหรือเข้าใกล้พวกเธอเลยสักคน และแล้วเธอก็ได้ยินคำที่เธอไม่เข้าใจเอ่ยอยู่ใกล้หู เธอหันหน้ากลับไปมองตามเสียงนั้น ฮวาซา เธอ...


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

62 ความคิดเห็น

  1. #53 _YulSic_ (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2560 / 23:48
    สรุปฮวาซายังร้าย???
    #53
    0
  2. #52 fumake (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2560 / 20:38
    ฮวาซาาาา ทำไมทำงี้อ่าาาาาาา
    หนีออกมาให้ได้น้าาาQAQ
    #52
    0
  3. #51 wyve (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2560 / 12:29
    ฮวาซา ยังไม่ออกจากลัทธินั่นหรอ!
    ใช่ไหม แล้วทำไปเพื่ออะไรล่ะโอยขำแมว แมวนี่ขี้เถียงจริงๆนะ แมวทำให้เราตกเป็นทาสได้ทุกสถานการณ์55555
    #51
    0