(MAMAMOO - MoonSun) ปิศาจ

ตอนที่ 13 : ความฝัน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 388
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 7 ครั้ง
    31 ม.ค. 60

บทที่ 13 ความฝัน


เธอส่ายหน้าให้ยงซอนแล้วพูดกลับไป “เปล่าหรอก ชื่อฮวาซาน่ะ แล้วฉันก็มีอีกเรื่องที่คิดว่าควรจะบอกคุณ” ยงซอนขมวดคิ้วมองหน้าเธอแต่ก็ไม่ได้พูดอะไร เธอจึงพูดต่อออกไป “เรื่องความฝันของฉัน แล้วก็ของคุณไงล่ะ”

“ฉันคิดว่าความฝันทั้งที่คุณเห็นเมื่อคืนวาน แล้วก็เมื่อคืนนี้ มีสาเหตุมาจากฉันด้วยส่วนนึง” ยงซอนที่ทำหน้างงอยู่แล้วยิ่งส่งหน้างงหนักมาให้เธอเข้าไปอีก เธอจึงเล่าเรื่องราวตั้งแต่ต้น “ตั้งแต่เด็กแล้วที่ฉันฝันว่าฉันเป็นผู้หญิงผมสีฟ้าในชุดคลุมหัวคนหนึ่ง ผู้หญิงที่ทุกคนเรียกว่ายักษ์ ผู้หญิงที่ชื่ออันฮเยจิน แล้วก็ฝันเห็นเด็กหญิงผมสีน้ำตาลแดงที่ชื่อฮวีอินหลงเข้ามาในป่า แล้วทุกทีความฝันของฉันก็จบลงที่เงื่อนไขสามข้อที่ฮเยจินเสนอให้กับฮวีอิน ฉันรู้เพียงแค่ข้อแรกกับข้อสอง แต่ไม่ว่าจะพยายามหลับ หรือพยายามนึกยังไง ฉันก็ไม่รู้เงื่อนไขข้อสุดท้ายสักที จนกระทั่งฉันมาเจอคุณ... ยงซอน”

“เงื่อนไขข้อที่สาม ที่ถามว่าเข้ามาในป่าทำไมใช่ไหม” ยงซอนถาม

“ใช่ แล้วฮวีอินก็ตอบว่า เธอจะมาฆ่ายักษ์ คุณก็ฝันเห็นแบบเดียวกันใช่ไหม” เธอตอบกลับไปพร้อมสายตาคาดหวังในตัวอีกคน แล้วก็เป็นตามที่เธอคิดเมื่อยงซอนพยักหน้ากลับมาให้ เธอมองไปที่ตาสีน้ำตาลอ่อนของยงซอนที่เหมือนจะส่งคำถามแบบเดียวกันมาให้ คำถามที่ถามว่า... ทำไม

“เดี๋ยวๆๆ นี่พวกพี่ฝันถึงหนูกันจริงจังขนาดนั้นเลยหรอ แอบขนลุกนะเนี่ย หรืยยย~” เสียงฮวีอินแทรกขึ้นมาพร้อมท่าขนลุกขนพองแบบโอเวอร์แอคติ้ง

ท่าเวอร์ๆ นั่นของฮวีอินทำให้เธอผ่อนคลายไปได้ไม่น้อย ดึงให้เธอหลุดจากโลกในความฝันที่เธอเองก็ไม่รู้จะเอายังไงต่อไปกับมันเหมือนกัน “เอาล่ะ ยังไงวันนี้ฉันคงต้องกลับบ้านก่อน ส่วนชุดคุณนี่เดี๋ยววันนี้จะรีบกลับไปซักแล้วพรุ่งนี้ฉันจะเอามาคืน” เธอพูดพร้อมชี้ไปยังชุดที่ตัวเองสวมใส่อยู่ เออ พอพูดถึงชุดก็นึกขึ้นได้

เธอเดินไปยังมุมๆ หนึ่งของห้องนั่งเล่น แล้วหยิบชุดของฮวีอินที่เธอใส่เมื่อวานขึ้นมา ก่อนจะเดินไปหาฮวีอิน คลี่ชุดนั้นให้เจ้าของตัวจริงดู แล้วพูดออกมาด้วยเสียงสำนึกผิด “ฮวีอิน โทษทีนะ เสื้อที่เธอให้ฉันยืมเมื่อวานอะ ขาดหมดเลย”

ฮวีอินหยิบเสื้อตัวนั้นไป ก่อนจะหันหน้าไปพูดกับยงซอน “โห พี่ยงซอน เมื่อคืนพี่รุนแรงกับพี่บยอลจนถึงกับเสื้อขาดเลยหรอ”

“จะบ้าหรอ! มุนบยอลหกล้มต่างหาก ชุดเธอถึงได้ขาดแบบนี้ ฉันจะไปทำอะไรเขา” ยงซอนพูดแล้วก็ตีฮวีอินเบาๆ ไปทีโดยที่หน้าเจ้าตัวก็ขึ้นสีแดงเรื่อ แถมยังแอบลอบมองมาทางเธอเหมือนอยากจะพูดขอโทษแต่ก็ไม่มั่นใจอีกด้วย อ่า... ทำไมมีความสุขแปลกๆ เธอกัดปากพยายามเก็บอาการอยากยิ้มของตัวเองที่ไม่รู้เป็นเพราะอะไรที่อยู่ๆ หน้าเธอก็อยากจะยิ้มขึ้นมาซะดื้อๆ ก่อนจะหยิบชุดในมือฮวีอินมาถือไว้เองอีกครั้ง

“เดี๋ยวฉันเอาไปซักก่อน แล้วพรุ่งนี้จะเอามาคืนพร้อมชุดยงซอนนี่แหละ” เธอบอกฮวีอิน

“โห ขาดขนาดนี้ไม่ต้องเอามาคืนก็ได้ค่ะ” ฮวีอินเว้นช่วงคิด “เอ ถือว่าเป็นของขวัญรับพี่สะใภ้นะ หรือจะเป็นพี่เขยดี” ฮวีอินพูดแล้วก็ยิ้มแหย่ๆ ไปให้ยงซอน

เธอเห็นหน้ายงซอนที่เงยมองหน้ากวนๆ ของฮวีอินแล้วก็กลับก้มลงไปมองตักตัวเองไม่พูดไม่จา เธอจึงตัดสินใจเดินอ้อมไปด้านหลังคนที่ก้มหน้างุด แล้วเอี้ยวตัวเอาคางไปเกยไหล่ของคนที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ด้านหน้า จากนั้นก็ร่วมด้วยช่วยส่งเสียงแหย่ยงซอนอีกแรง “แหม น้องฮวีนจะให้ชุดๆ เดียวเป็นของขวัญต้อนรับพี่เขยอย่างนั้นน่ะหรอ ขอยิ่งใหญ่กว่านี้ได้ไหมคะ”

ฮวีอินไม่ตอบอะไร เพียงแต่ทำหน้าทำตาที่เธอเหมือนจะได้ยินเสียง โหวววววววว ลอยออกมาจากหน้าที่มีลักยิ้มนั่น แต่คนที่เธอเอาคางเกยอยู่เนี่ยสิ กลับหันมาตีเธออย่างกับรัวกลองไปชุดใหญ่จนเธอต้องเด้งตัวออกมาจากไหล่บางนั่น

“เธอพูดบ้าอะไรน่ะ! ฉันไปตกลงปลงใจอะไรกับเธอตั้งแต่เมื่อไหร่” ยงซอนพูดตวาดออกมาทั้งแก้มแดงๆ ที่มันช่างน่ารักอย่างบอกไม่ถูกในสายตาเธอ

“โอเคค่ะ ไม่ใช่ก็ไม่ใช่” เธอพูดยิ้มยียวนแล้วหยิกแก้มมุ่ยๆ นั้นไปทีนึง ซึ่งก็แน่นอนว่าได้มือของเจ้าของแก้มตีกลับมาอีกชุด

เมื่อทุกอย่างเริ่มสงบ เธอก็ควรจะกลับบ้านได้จริงๆ สักที “เอาล่ะ ฉันกลับก่อนนะ ไว้พรุ่งนี้จะมาหาใหม่ ฮวีอิน ฝากดูแลยงซอนด้วยล่ะ”

“หนูเนี่ยนะ” ฮวีอินชี้นิ้วไปที่ตัวเองแล้วทำตาโต “พี่อย่าลืมว่าหนูมีชีวิตเดียว ให้พี่ยงซอนดูแลหนูดีกว่าไหม” เจ้าเด็กนี่

เธอเดินไปดีดหน้าผากฮวีอินเบาๆ แล้วพูดบอก “อย่างน้อยเธอก็ได้กลิ่นไง เวลามีใครมาใกล้ยงซอน เธอก็จะรู้ว่าคนคนนั้นเป็นอะไร แล้วถ้ามีอะไรไม่ชอบมาพากลล่ะก็โทรหาฉันแล้วกัน”

ฮวีอินที่ยกมือถูๆ หน้าผากตัวเองอยู่ ยอมยู่หน้าผงกหัวตกลงแล้วพูด “แต่หนูยังไม่มีเบอร์พี่เลยหนิ” เออ จริงด้วย


หลังจากแลกเบอร์กับฮวีอินพร้อมทั้งล่ำลาทั้งสองคนนั้นเสร็จสรรพ เธอก็เดินออกมาจากห้องพักของยงซอนแล้วกดลิฟต์ไปยังชั้นหนึ่งเพื่อกลับบ้านอย่างใจคิด เมื่อมาถึงชั้นหนึ่งเธอก็ก้าวออกจากลิฟต์แล้วเดินดุ่มๆ ตรงไปยังประตูทางออกโดยไม่ได้สนใจอะไร แต่ยังไม่ทันก้าวพ้นขอบประตูกลับมีเสียงๆ หนึ่งดังขึ้นมาเรียกเธอเอาไว้

“มุนบยอล ขอคุยด้วยหน่อยสิ” เธอหันหน้าไปตามเสียงนั้น ซานดึล

“ไม่อะ พอดีฉันรีบ” เธอพูดปัดออกไป มือก็ยกขึ้นมาส่ายให้น้อยๆ ขาก็จะก้าวเดินต่อ แต่ก็ดันนึกอะไรขึ้นมาได้จึงชะงักขาคู่นั้นแล้วถามออกมา “ว่าแต่นายมาทำอะไรที่นี่”

“ก็มาหาคุณยงซอนน่ะสิ เธอเห็นคุณยงซอนไหม ฉันโทรไปก็ไม่รับ” ซานดึลถามด้วยน้ำเสียงเป็นกังวล

“นายกลับบ้านไปเถอะ ยงซอนสบายดี แต่ตอนนี้ไม่อยากให้ใครรบกวน” เธอพูดตอบออกไปหน้าตาย

“สบายดีแต่ไม่อยากให้ใครรบกวน หมายความว่ายังไง” ซานดึลถามด้วยน้ำเสียงที่คาดคั้นมากยิ่งขึ้น

“ก็สบายดีนั่นแหละ ตอนนี้อยู่กับฮวีอิน พอใจยัง” เธอพูดกวนอีกคนจบก็ตั้งท่าเดินออกไปทันที แต่แล้วซานดึลก็มาดึงแขนรั้งเธอเอาไว้

“มุนบยอล ตาเธอ…” ซานดึลเหมือนคนจะพูดแต่ก็คิดไม่ออกว่าจะพูดอะไร เธอไม่รอให้ซานดึลคิดคำพูดจนจบ ใช้มืออีกข้างปลดมือหนานั่นออกแล้วเดินจากไปทันที

เธอเดินมาหยุดอยู่ที่ป้ายรถเมล์ มองดูป้ายที่บอกว่าอีก 5 นาทีรถที่ตนต้องการขึ้นจะมาจอดเทียบ อีกห้านาที... จริงสิ เธอต่อสายหาฮวีอินที่เพิ่งได้เบอร์มาเมื่อสักครู่

(“ฮัลโหล พี่บยอล ลืมของหรอคะ”)

“เปล่า นี่เธอยังอยู่กับยงซอนรึเปล่า”

(“อ้าว จะคุยกับพี่ยงซอนแล้วโทรหาหนูทำไม พี่ยงซอนอยู่ข้างๆ เนี่ย แป๊ปนะคะ”)

“เดี๋ยวๆๆ ฉันจะคุยกับเธอนั่นแหละ” เธอรีบพูดขึ้นมาอย่างเร็ว กลัวว่าคู่สนทนาจะเปลี่ยนมือซะก่อน

(“เอ๊า แล้วถามหาพี่ยงซอนทำไม”)

“ก็อยากรู้เฉยๆ ว่าอยู่ด้วยกันรึเปล่า”

(“โอเคๆ พี่มีอะไรว่ามาสิ”)

“เธอรู้จักผู้ชายที่ชื่อซานดึลไหม”

(“ฮั่นแน่ จะปรึกษาเรื่องศัตรูหัวใจว่างั้น”)

“พูดอย่างนี้นี่หมายความว่าซานดึลจีบยงซอนอยู่อย่างงั้นหรอ”

(“อ้าว ก็แน่นอน คอยไปรับไปส่ง ชวนไปนู่นมานี่ พี่ยงซอนอยากทำอะไรก็ทำให้ตลอดๆ ถ้าไม่เรียกว่าจีบหนูก็ไม่รู้จะเรียกว่าอะไรละค่ะ”)

“เรื่องจีบไม่จีบนั่นเอาไว้ก่อน แต่ตอนนี้ฉันอยากรู้ว่าเธอได้กลิ่นอะไรจากซานดึลไหม”

(“พี่ซานดึลน่ะหรอ อืมมม ไม่หนิ เป็นมนุษย์ธรรมดาเนี่ยแหละค่ะ จะมีก็กลิ่นน้ำหอมพี่แกเนี่ยแหละ หนูไม่ชอบเอาซะเลย ได้กลิ่นทีไรจะจามทุกที”)

“โอเค ขอบใจมากฮวีอิน อย่าหนีไปเที่ยวไหนล่ะ ฝากยงซอนไว้ด้วยนะ ยัยนั่นยังไม่ค่อยรู้เรื่องอะไร”

(“รู้แล้วค่าาาา แหม เป็นห่วงเหลือเกิน”)

“เออๆ แค่นี้นะ บาย”

เมื่อได้เสียงลาจากอีกฝ่ายตอบกลับมาเธอก็วางสายลงทันที ก่อนจะมองไปในทิศทางที่รถเมล์ที่เธอเฝ้ารอจะมา ไม่นานเธอก็เห็นรถที่ต้องการแล่นมา เธอเดินไปโบกรถอย่างที่ทุกทีเคยทำ จากนั้นก็ขึ้นไปนั่งบนรถเมล์ที่เพิ่งจะหยุดนิ่งตรงหน้าเพื่อกลับบ้าน


เธอกลับมาถึงบ้านที่ว่างเปล่า เหลือบไปเห็นนาฬิกาบอกว่าเป็นเวลาเพียงสิบเอ็ดโมงกว่าๆ เท่านั้น พ่อของเธอก็คงออกไปทำงานตามปกตินั่นแหละ เปลี่ยนชุดดีกว่า จะได้รีบซัก คิดได้ดังนั้นเธอก็เดินขึ้นชั้นบนไปยังห้องนอนของตัวเอง แล้ววางกระเป๋าสตางค์กับโทรศัพท์ไว้บนโต๊ะเขียนหนังสือ จากนั้นก็หยิบเสื้อผ้าชุดใหม่แล้วเดินไปยังห้องน้ำ เอาชุดของฮวีอินใส่ไว้ในตะกร้าผ้าหน้าห้องน้ำที่ตอนนี้ไม่มีผ้าชิ้นใดอยู่เลย เธอเดินเข้าไปภายในห้องน้ำ ปลดชุดของยงซอนออกก่อนจะอาบน้ำในห้องน้ำที่คุ้นเคย

เธอที่อาบน้ำเสร็จแล้วก็ออกมายืนอยู่ตรงหน้ากระจกที่ขุ่นมัวไปด้วยไอน้ำอุ่น เธอยื่นมือเอานิ้วเรียวปาดไอน้ำที่เกาะกุมกระจกให้พร่ามัวนั้นออกแล้วจ้องมองไปที่ตาสีน้ำตาลเข้มของตัวเอง ตาฉัน…


“มุนบยอล! แกไปทำอะไรมาห๊ะ ทำไมผมแกเป็นสีเงิน แล้วตาแก… ทำไมตาแกเป็นสีแดง! แกไปทำอะไรมา ตอบฉันมาสิ!” เสียงของแม่ที่ทุกทีจะเรียกเธอว่าลูกด้วยความรัก แต่วันนี้กลับไม่ใช่ มีเพียงเสียงที่เรียกเธอด้วยความเกลียดชังที่เปล่งออกมาจากปากนั่น

“หนู… ฮึก… หนูไม่รู้” เธอไม่ได้โกหก เธอไม่รู้จริงๆ ว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเธอกันแน่

“นี่คุณ คุณเลิกตวาดลูกสักทีจะได้ไหม ตวาดไปก็ไม่มีอะไรดีขึ้นมาหรอก” เสียงพ่อของเธอพยายามกันแม่ให้ออกห่างจากตัวฉัน

“มุนบยอล หลานไปทำอะไรมา เล่าให้ยายฟังสิ” ยายของเธอถามมาอย่างอ่อนโยน

“หนู… หนูเข้าไปเอาลูกบอลในป่า-” เธอพูดพร้อมสะอื้นไห้ แต่ก็ต้องชะงักลงด้วยเสียงของแม่ที่ขัดขึ้นอีกรอบเสียก่อน

“แกเข้าไปในป่านั่นหรอ ฉันบอกแกกี่ครั้งกี่หนว่าไม่ให้เข้าไปไง”

“นี่คุณ! ผมบอกให้คุณเงียบไปเลยไง!” พ่อหันไปตวาดแม่ด้านหลังแล้วก็หันกลับมาพูดกับเธออย่างใจเย็น “เล่าต่อสิลูก ไม่ต้องสนใจแม่เขา”

“พอเข้าไปก็ได้ยินเสียงผู้หญิง ฮึกๆ เสียงผู้หญิงบอกว่าจะช่วยให้เก่งขึ้นถ้าทำสัญญาด้วย ฮึกๆ หนูเลยตกลง ฮึก แล้วพอออกมา ซานดึลก็วิ่งหนี ฮึกๆ แง~” เธอพูดไปพร้อมทั้งพยายามกลั้นน้ำตา แต่แล้วความทรงจำทั้งหมดก็มาพังทลายต่อมน้ำตาของเธอจนได้ เธอส่งเสียงร้องไห้ออกมาก้อนโต ทันใดนั้นของทุกสิ่งอย่างในห้องก็เริ่มเคลื่อนไหว แจกันอันใหญ่ที่หน้าประตูแตกกระจายเต็มพื้น ไม่ว่าจะโซฟา หรือโต๊ะนั่งเล่นต่างพร้อมเพรียงกันลอยขึ้นมากลางอากาศ พื้นบ้านที่เหยียบอยู่เริ่มเกิดแรงสั่นไหวขึ้นมาเบาๆ ก่อนจะเริ่มแรงขึ้นและแรงขึ้น เธอไม่รู้ว่าเธอทำได้ยังไง แต่เธอรู้ว่ามันเป็นเพราะเธอ และก่อนที่อะไรจะเลวร้ายไปกว่านี้ เธอก็ถูกดึงเข้าไปสู่อ้อมกอดอันอบอุ่นของคุณยาย

“ไม่ต้องร้อง มุนบยอล” คุณยายลูบหัวปลอบประโลม แล้วถามต่อ “แล้วหลานไปสัญญาอะไรกับเขา”

เธอเอี้ยวตัวมองไปที่หน้าของผู้เป็นแม่ที่อ้าปากตกใจอย่างสุดขีดผ่านม่านน้ำตาน้อยๆ ของเธอ ก่อนจะก้มหน้าลงซุกตัวกับผู้เป็นยายอีกครั้งด้วยความรู้สึกผิดแล้วบอกออกไปเสียงเบา “หนูไม่รู้”

“คุณแม่ครับ เอายังไงกันดี” เสียงร้อนรนของพ่อเอ่ยถามขึ้นมาทั้งที่ตาก็ยังมองไปยังข้าวของที่ลอยอยู่รอบตัวบ้าง แตกกระจายไปบ้าง

          “ยังไงก็คงต้องสะกดพลังปิศาจในตัวมุนบยอลไว้ก่อน”

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 7 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

62 ความคิดเห็น