[นิยายแปล] Nurturing the Hero to Avoid Death ผมไม่อยากตายขอเลี้ยงฮีโร่แทนแล้วกัน

ตอนที่ 26 : 22.5 ใบไม้ผลิที่วุ่นวาย (อัลเฟรด' part)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3,770
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 689 ครั้ง
    23 มี.ค. 63

 

 

Nurturing the hero to avoid death | ผมไม่อยากตายขอเลี้ยงฮีโร่แทนแล้วกัน

22.5 ใบไม้ผลิที่วุ่นวาย (อัลเฟรด’ s part)

 

ช่วงเวลาไม่กี่วันก่อนถึงวันสิ้นปีーー

 

ข้าทำงานที่ ‘ร้านเหล้าคานาล’ ตลอดทั้งวันทั้งคืนตั้งแต่เช้าจนเย็น

 

ช่วงสิ้นปีไปจนถึงปีใหม่ร้านเหล้าจะเปิดตลอดคืนจนกระทั่งพระอาทิตย์ขึ้น พวกชาวบ้านต่างมาจัดงานสังสรรค์ส่งท้ายปีกันอย่างไม่ขาดสาย ภายในร้านจึงเต็มไปด้วยผู้คนที่จัดปาร์ตี้ดื่มกิน

สำหรับ ‘ร้านเหล้าคานาล’ ที่ขายเหล้าและกับแกล้มในราคาถูก ช่วงเวลานี้จึงยุ่งจนอยากจะยืมมือแมวมาช่วย

 

หลังจากร้านปิดเมื่อฟ้าสาง ข้าจะมีเวลางีบหลับและพักผ่อนเล็กน้อยーーทว่าเมื่อหอนาฬิกาบอกเวลาสิบโมง ร้านก็จะเปิดอีกครั้ง

แม้จะเป็นการทำงานบนลู่วิ่งที่ต้องท้าทายทั้งแรงกายและแรงใจ แต่ช่วงเวลาที่ลูกค้าต่างหลั่งไหลมาจัดงานเลี้ยงกันอย่างเนืองแน่นก็ถือเป็นช่วงที่ร้านจะทำกำไรได้มากที่สุด

 

อีกอย่างหากปิดร้านตามเวลาปกติก็จะถูกพวกชาวบ้านก่นด่าอย่างไร้เหตุผลว่า “ปิดร้านทำไม! ตั้งใจทำมาหากินหรือเปล่า! ”

ถ้าสร้างความไม่พอใจให้ลูกค้าจนข่าวลือเสีย ๆ หาย ๆ แพร่กระจายออกไป ลูกค้าประจำก็จะตีตัวออกห่างและร้านนี้คงตกอยู่ในสถานการณ์วิกฤตจึงมีแต่ต้องเปิดร้านอย่างเสียไม่ได้

คุณนายเจ้าของร้านเคยบ่นอุบอิบพลางถอนหายใจ

 

สำหรับลูกจ้างอย่างข้า ช่วงที่เจ้าของร้านและคนอื่น ๆ ต่างกำลังหัวหมุนกันอยู่ย่อมไม่มีทางขอลาหยุดได้

 

ถ้าแค่ถูกมองด้วยสายตาเย็นชาก็ดีไป แต่น่ากลัวว่าจะถูกคุณเจ้าของร้านบอกว่าพรุ่งนี้ไม่ต้องมาอีกแล้ว ไม่สิ เขาพูดแน่ ทุกคนเป็นพวกใบหน้ายิ้มแย้มแต่ในใจถือมีดเหมือนคุณนายเจ้าของร้านนี่นา

 

 

ตรงกันข้ามกับข้า เลียนーーกำลังดื่มด่ำกับวันหยุดในช่วงสิ้นปี

 

ดูเหมือนเลียนจะมาเล่นกับพวกเด็ก ๆ ที่โบสถ์ นอนกลางวัน อ่านหนังสือ และดื่มชากับมาเรีย พวกเด็ก ๆ ยังเล่าให้ข้าฟังอย่างร่าเริงว่า ได้เล่นกับท่านเลียนเยอะมาก ๆ!

 

ข้าได้ยินว่าเมื่อหลายวันก่อนพวกเขาไปปิกนิกกันที่ด้านหลังของภูเขา พวกเด็ก ๆ พูดกับข้าอย่างเจื้อยแจ้วว่า ท่านเลียนกับท่านมาเรียทำแซนด์วิชให้มากมายและมีชาอร่อย ๆ เยอะแยะเลย~! พวกเขาเล่าว่าเลียนจูงมือพาพวกเขาไปเดินเล่น ทั้งกอดและให้หนุนตัก

เดี๋ยว เรื่องอะไรกัน น่าอิจーーอา ท่าทางน่าสนุกดีนี่

 

ข้าไม่ได้น้อยเนื้อต่ำใจสักนิด

ไม่ว่าจะเรื่องที่ข้าต้องทำงานพิเศษตลอดช่วงสิ้นปีจนไม่ได้ไปปิกนิกด้วย หรือเรื่องที่ข้าไม่เคยได้นอนหนุนตักเลียน ข้าไม่ได้เก็บมาคิดมากแม้แต่น้อย

ข้าบอกว่า ไม่ ไงล่ะ

 

 

วันต่อมา

เมื่อข้าออกจากโบสถ์ในตอนเช้าก็พบกับเลียนเข้าที่หน้าประตูใหญ่ เลียนพูดว่า พอดีเลย ก่อนจะหยิบบางสิ่งที่ห่อด้วยกระดาษออกมาจากกระเป๋าและส่งให้ข้า

 

เมื่อลองเปิดดูข้างในーーก็พบว่าเป็นแซนด์วิชไส้ถั่ว

 

เลียนพึมพำเสียงเบาด้วยแก้มสีแดงระเรื่อว่า ข้าเตรียมมื้อกลางวันมาเกินเลยแบ่งส่วนมาให้เจ้านิดหน่อย ถ้าหิวก็กินซะ

 

ข้าดีใจอย่างบอกไม่ถูกจึงดึงเลียนเข้าไปกอด ทว่าเป็นไปตามคาด เลียนโมโหจนหน้าแดงก่ำและเขกหัวข้า

 

 

 

เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว รู้ตัวอีกทีก็ถึงวันเสาร์สุดท้ายของปีแล้ว

 

ในวันนั้นข้ายังคงทำงานที่ ‘ร้านเหล้าคานาล’ ทั้งคืนจวบจนพระอาทิตย์ขึ้น

 

คุณนายเจ้าของร้านบอกข้าว่าแม้จะเป็นช่วงเทศกาลแต่ ‘งานหลักของนักเรียนคือการเรียน’ ดังนั้นอยู่แค่เที่ยงคืนก็พอ ทว่าขอแค่วันเสาร์สุดท้ายเท่านั้น ช่วยอยู่ถึงเช้าที!

 

ช่วงเวลาใกล้เที่ยงคืน ชายหนุ่มท่าทางเมามายสามคนเรียกให้พนักงานหญิงในร้านไปนั่งที่โต๊ะและสั่งให้รินเหล้าให้ ทั้งยังขึ้นไปร้องเพลงบนเวที พอลูกค้าคนอื่น ๆ เข้าไปห้ามก็เกิดเรื่องชกต่อยกัน คุณนายเจ้าของร้านจึงให้ข้าหิ้วสามคนนั้นออกจากร้าน

 

ข้ารู้สึกคุ้นหน้าทั้งสามคน พอนึก ๆ ดูก็พบว่าพวกเขาเป็นลูกชายของคนปลูกแอปเปิล ข้าว และองุ่นในหมู่บ้านเรส

 

ท่าทางทั้งสามคงมาเฉลิมฉลองวันสิ้นปีด้วยกัน

 

พวกนั้นส่งเสียงโวยวายและพยายามจะกลับเข้าไปในร้านอีก หลังจากพูดคุยกับคนในร้านข้าจึงตัดสินใจลากพวกเขากลับหมู่บ้าน

คุณเจ้าของร้านบอกให้ข้ากลับได้เลย หลังจากไปส่งพวกเด็กขี้เมาที่บ้านแล้วข้าจึงกลับไปที่โบสถ์

 

พวกนั้นสาดเหล้าใส่ข้าจนเปียกไปทั้งตัว ข้าจึงเข้าไปในโบสถ์ทั้งที่ตัวเปียกไม่ได้ สุดท้าย ข้าให้มาเรียนำชุดนอนมาให้และไปอาบน้ำ

ทำไมพวกนั้นต้องเทเหล้าราดหัวข้าอย่างสนุกมือด้วย ถึงจะเป็นเหล้าถูก ๆ แต่เหล้าก็คือเหล้า สิ้นเปลืองจริง ๆ กระดกลงคอไปเสียสิ

หลังจากชำระล้างร่างกาย ข้าก็กลับไปที่ห้อง ขณะที่กำลังมุ่งหน้าไปที่เตียงーー

 

 

ーーก็พบเลียนที่กำลังนอนอยู่

 

 

เลียนกำลังหลับปุ๋ยอยู่บนเตียงข้า

 

 

หัวใจของข้าหยุดเต้นไปชั่วขณะ

 

 

หมายความว่ายังไง

นี่ข้าเหนื่อยเกินไปจนเห็นภาพหลอนอย่างนั้นหรือ

หรือว่านี่คือความฝัน

 

ไม่สิ ข้าไม่ได้หลับ

สติข้ายังครบถ้วน

 

แม้จะยังไม่เข้าใจーーแต่ข้าหนาวเกินกว่าจะยืนอยู่ทั้งชุดนอนแบบนี้ สุดท้ายข้าก็พาตัวเองขึ้นไปบนเตียง

 

ข้าเอ่ยถามเลียนที่เพิ่งรู้สึกตัวและลืมตาขึ้น แต่เลียนยังดูสะลึมสะลือจึงไม่ได้ตอบคำถามของข้า

เลียนบอกว่าวันนี้เป็นวันของเขาจึงมาพักค้างคืนที่โบสถ์

ข้าไม่เข้าใจ

 

ไม่เข้าใจสักนิด แม้จะบ่นอุบอิบเพราะไอเย็นจากตอนที่ข้าพยายามจะขึ้นเตียง แต่เลียนกลับไม่มีท่าทีจะไล่ข้าแม้แต่น้อย

ทั้งยังーーเขยิบไปอีกฝั่งหนึ่งและเว้นที่ให้ข้าขึ้นไป

 

ข้าต้านทานความดีใจที่พอกพูนขึ้นมาไม่ได้จนหัวใจสั่นไหว

 

แบบนี้ดีจริง ๆ หรือ

 

ข้าบอกเจ้าไปชัดเจนแล้ว

เจ้าได้ฟังที่ข้าบอกหรือเปล่า

ข้าชอบเจ้า เจ้าได้ยินชัดหรือไม่

 

เจ้าแน่ใจแล้วหรือถึงเชิญชวนข้าขึ้นไปบนเตียงเช่นนี้ เจ้าเข้าใจความหมายของมันหรือเปล่า

 

ไม่สิ

 

หรือว่าーーเจ้า

 

ถึงจะเป็นเพียงการคาดเดา แต่......หรือว่าเจ้าจะไม่ได้เก็บมาคิดจริงจัง

เจ้าคงไม่ได้คิดว่าคำพูดในตอนนั้นของข้า

 

เป็นเพียงการล้อเล่นหรอกนะ

 

ไม่สิ แต่ตอนนั้นเลียนหน้าแดงและพูดเหมือนบอกให้ข้ารอ

เลียนไม่หนีข้า ทั้งยังให้ข้าจูบ ยอมให้ข้ากุมมือ

ข้าคิดเข้าข้างตัวเองได้หรือเปล่าเลียน ข้าหลงตัวเองได้หรือไม่

แม้ว่า......เจ้าจะยังไม่ให้คำตอบข้าก็ตาม

 

แต่ถึงอย่างนั้น ข้าขอคิดเข้าข้างตัวเองได้ไหม

 

ข้าไม่อยากรอถึงสองปี ข้าอยากทำให้เจ้าเป็นของข้า ได้ใช่ไหม ข้าไม่ได้เข้าใจผิดไปเอง

 

แต่พอข้ายื่นมือออกไปーーเลียนกลับโมโหใส่ข้า

 

คงยังไม่ได้สินะ

 

ทว่าเลียนไม่ได้มีท่าทีรังเกียจหากข้าจะนอนข้าง ๆ ทั้งยังเป็นฝ่ายเข้ามาเบียดข้าเสียเอง เลียนมีสีหน้าผ่อนคลายอยู่ภายในอ้อนแขนของข้าก่อนที่ลมหายใจจะเริ่มสม่ำเสมอ

 

ท่าทางของเลียนที่นอนหลับสบายอยู่ข้างกายข้าทำให้ข้าดีใจจนตัวลอยーーและไม่กล้าทรยศความเชื่อใจของเลียนจนยื่นมือไปสัมผัสได้อีก......ช่างเป็นค่ำคืนที่มีความสุขในหลาย ๆ ความหมาย

 

 

 

 

วันปีใหม่มาถึงอย่างรวดเร็ว

 

พอรู้ตัวอีกทีวันปีใหม่ก็ผ่านเลยมาสามวันแล้ว

 

ในวันนั้นข้าทำงานพิเศษที่ร้านเหล้าในช่วงกลางวันจนถึงฟ้าสาง เพราะเป็นวันเสาร์แรกของปี ผู้คนจึงยังคงมาดื่มฉลองกันอย่างเนืองแน่น

 

เป็นไปตามคาด วันนั้นในร้านเต็มไปด้วยผู้คนมากมาย ไม่สิ คับคั่งเลยก็ว่าได้

 

และในคืนนั้น ใกล้เวลาเที่ยงคืนーー

 

เกิดเรื่องชกต่อยกันระหว่างพวกขี้เมาจากเมืองข้าง ๆ และพวกขี้เมาจากในเมืองที่หน้าร้าน

 

คุณนายเจ้าของร้านบอกว่าข้าคงชินกับเรื่องชกต่อยแล้วจึงให้ข้าไปห้าม

 

อะไรกัน

 

ข้าไม่ได้มีเรื่องต่อยตีกับคนไปทั่ว แล้วก็ไม่ได้มีเรื่องทะเลาะจนเรียกว่าชินได้หรอกนะ ข้าคิดแบบนั้น

 

ถึงจะยังลังเล แต่เอาเป็นว่าไปห้ามก่อนแล้วกัน

 

คนจำนวนมากต่างเข้าตะลุมบอนกัน ที่เบ้าตาของทุกคนเต็มไปด้วยรอยช้ำ ข้าบอกไม่ได้ว่าฝ่ายไหนย่ำแย่กว่ากัน แต่ーーข้าต่อยทุกคนจนล้มกลิ้ง

 

เลียนเคยพูดตอนที่พวกเด็ก ๆ ทะเลาะกันว่าเวลาตีกัน ต่างฝ่ายต่างก็ผิดด้วยกันทั้งคู่ ข้าเองก็คิดแบบนั้น

 

สุดท้ายก็เหลือเพียงข้าที่ยังยืนอยู่ บริเวณหน้าร้านจึงเงียบสงบลงในที่สุด

 

ข้าห้ามเหตุทะเละวิวาทตามที่บอกแล้ว ทว่าคุณนายเจ้าของร้านกลับต่อว่าว่าข้าทำเกินเหตุและเขกหัวข้าหนึ่งที

 

นางบอกว่าข้าอยู่ต่อก็ดีแต่จะยิ่งวุ่นวายและเตือนให้ข้ารีบกลับก่อนที่หน่วยลาดตระเวนจะมาถึง

นี่ข้าทำอะไรผิดหรือ

แบบนี้ก็เหมือนว่าข้าเป็นคนร้ายเลยน่ะสิ ข้ามาระงับเหตุนะ

 

แม้วันนั้นข้ามีกะทำงานจนถึงเช้า แต่คุณนายเจ้าของร้านกลับเร่งให้ข้ารีบกลับก่อนจะถูกเจอตัว ข้าจึงกลับมาที่หมู่บ้าน

ข้าไม่ได้ทำอะไรผิดสักหน่อย

 

 

ข้าเดินเหม่อลอยกลับไปถึงโบสถ์เพียงลำพัง

ตอนที่ถูกขวดเหล้าขว้างใส่ ขวดเหล้านั่นแตกกระจายและเลอะไปทั้งตัว ข้าจึงเข้าโบสถ์ทั้งแบบนี้ไม่ได้ สุดท้ายข้าให้มาเรียนำชุดนอนมาให้และไปอาบน้ำ

หลังจากล้างตัวเรียบร้อย ข้าเดินกลับไปที่ห้อง ขณะที่คิดว่านอนเลยแล้วกันーー

 

 

ーーข้าก็พบเลียนที่นอนหลับอยู่บนเตียงของข้าอีกครั้ง

 

 

นี่มันสถานการณ์แบบไหนกัน

หรือว่าเลียนนอนรอข้า......?

 

ไม่สิ เป็นไปไม่ได้ ใจเย็น ๆ ก่อน เยือกเย็นไว้ตัวข้า

 

เลียนอาจได้ยินจากมาเรียและพวกเด็ก ๆ ว่าวันนี้ข้าจะค้างที่ร้านเหล้าจึงค้างที่นี่เพราะรู้ว่าห้องข้าไม่มีใครอยู่

เมื่อวันก่อน ตอนที่ข้าเจอเลียนก่อนจะออกไปทำงาน เลียนเคยบอกเหตุผลที่มาค้างเมื่อวันสิ้นปีแบบนั้น ทั้งยังหน้าแดงและโมโหกลับมาว่า ไหนบอกว่าตอนเจ้าไม่อยู่ ข้าใช้ห้องได้ตามใจชอบไง

 

ข้าหนาวจึงขึ้นไปบนเตียง แม้เลียนจะนิ่วหน้าทว่าก็ไม่ได้ไล่ข้าไป

 

ท่าทางเลียนยังคงสะลึมสะลือ เขาบอกว่าอุ่นและเขยิบเข้ามาใกล้ข้าก่อนจะฝังตัวที่แผ่นอกของข้า

 

บางทีก็เอาแก้มมาคลอเคลียเหมือนแมว บางทีสูดดมกลิ่นจากตัวข้าและเผยยิ้มบางออกมา ทั้งยังกำชุดนอนของข้าไม่ปล่อยーーน่ารักชะมัด ให้ตายสิ

 

พอข้าลูบหัว แก้มของเลียนจะขึ้นสีแดงระเรื่ออย่างพอใจ จะเรียกว่าน่ารักก็......ช่างดูเย้ายวน......ความรู้สึกสายหนึ่งแล่นขึ้นมาที่สะโพก

 

ข้ายื่นมือออกไปอย่างไม่อาจหักห้ามใจตัวเอง เป็นไปตามคาด เลียนลืมตาขึ้นมาก่อนจะหน้าแดงและโมโหยกใหญ่

 

ข้ารู้ดีว่าหากบังคับเลียน ข้าคงถูกเกลียดแน่ ข้าจึงต้องจำใจกดความรู้สึกที่เกือบจะพวยพุ่งออกมา

 

ดาวตกดวงนี้ ถ้าหายไปครั้งหนึ่งแล้ว......คงไม่กลับมาหาข้าอีก

 

ข้าทนไม่ได้ สู้กดความรู้สึกของตัวเองตอนนี้จะดีกว่า

 

ในคืนนั้น ข้าคล้ายกำลังเจอแบบทดสอบอันหฤโหด

 

 

นี่ข้ากำลังถูกทดสอบอะไรอยู่กันแน่

นี่มันคือการทดสอบแบบไหนกัน

 

 

หากเลียนยังนอนข้างกายข้าแบบนี้...ในช่วงเวลาที่ความอดทนของข้าใกล้ถึงขีดจำกัดーーโรงเรียนก็เปิดเสียก่อน

 

ตั้งแต่นั้นตารางเวลาของเลียนก็เปลี่ยนไป แม้ว่าเลียนจะมาที่โบสถ์แต่ก็ไม่ไปนอนบนเตียงของข้าอีก

 

......ข้าทั้งโล่งใจและเสียดายในเวลาเดียวกัน

 

 

***

 

หลังจากเปิดเรียน ชีวิตยามปกติก็ห้วนกลับมา

 

ทั้งที่คิดว่างานที่ยุ่งจนหัวหมุนเช่นนี้คงลดน้อยลง แต่ทำไมーーข้ายังคงยุ่งอยู่ดี

 

ช่วงนี้เป็นช่วงที่วัวในฟาร์มปศุสัตว์ของคุณเชดเดอร์ครบกำหนดตกลูก คุณเชดเดอร์จึงอยากให้ข้าและลูกจ้างชั่วคราวอีกสองคนเข้ามาช่วยงานในฟาร์มทุกครั้งที่มีเวลาว่างเท่าที่เป็นไปได้

 

เมื่อเห็นใต้ตาดำคล้ำของทั้งสองคนแล้วข้าก็ปฏิเสธไม่ลง

 

หากสองสามีภรรยาล้มป่วย ฟาร์มแห่งนี้คงต้องปิดตัวแน่

 

ด้วยเหตุนี้ งานพิเศษช่วงเสาร์อาทิตย์ของข้าจึงเพิ่มขึ้น วันจันทร์ตอนบ่ายที่ข้ามักใช้เวลาในหอสมุดก็เปลี่ยนไปช่วยงานคุณเชดเดอร์ที่ฟาร์มแทน

 

แต่การไม่ได้ไปหอสมุดก็ทำให้ข้าห่อเหี่ยวไม่น้อย

เล่มต่อของ ‘ซีรี่ส์นักสืบหมวดท็อปแฮต ภาคสี่’ น่าจะใกล้ออกแล้ว ข้าอยากไปยืมแล้วรีบกลับมาอ่าน ‘ซีรี่ส์การผจญภัยของนักผจญภัยกอร์กอท’ เล่มเจ็ดก็จะออกแล้วเช่นกัน ข้าอยากรู้ว่าตัวเอกจะเอาชนะจิ้งเหลนยักษ์สองขาได้หรือไม่และชนะด้วยวิธีใด

 

ไม่ว่ายังไงข้าก็ยังอยากไปหอสมุดอยู่ดี

ข้าคิดจะหาวันหยุดโดยลดวันทำงานก่อสร้างจากอาทิตย์ละสามวันหลังเลิกเรียนเป็นอาทิตย์ละสองวัน

 

แต่พอลองไปขอร้องกลับถูกหัวหน้าโมโหกลับมาว่า นี่แกคิดจะฆ่าพวกข้าหรือไง!

 

พวกเขาบอกว่าเพิ่งมีงานสร้างบ้านใหม่สองหลังและซ่อมแซมอีกสามหลังเข้ามาวันนี้ในเวลาไล่เลี่ยกัน ทั้งยังบอกว่าถ้าว่างอยู่ก็มาช่วยกันเดี๋ยวนี้ ก่อนจะลากข้าไปยังสถานที่ก่อสร้าง

 

หลังจากเห็นพวกรุ่นพี่และเพื่อนร่วมงานที่ทำงานกันมือเป็นระวิงด้วยสีหน้าจะตายแหล่มิตายแหล่ーーข้าก็พูดอะไรไม่ออกอีก

 

 

 

ช่วงเวลาทำงานแทบถวายหัวจนพระจันทร์เคลื่อนตัวมาอยู่กลางท้องฟ้าติดต่อกันทั้งวันทั้งคืนผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็วーー

ในที่สุดข้าก็มีเวลาพักเสียที

 

พอรู้ตัวอีกทีก็เข้ากลางเดือนของเดือนที่สองแล้ว

 

และพิธีจบการศึกษาของโรงเรียนก็มาถึง

 

 

 

ในวันจบการศึกษา วันนั้นอากาศแจ่มใสและท้องฟ้าปลอดโปร่ง

 

หลังจากการกล่าวยืดยาวและชวนหลับของผู้อำนวยการโรงเรียนจบลง พิธีจบการศึกษาก็สิ้นสุด เมื่อข้าออกมาจากหอประชุม

 

ก็พบผู้คนมากมายกำลังกระจุกตัวกันที่จุดจุดหนึ่ง

 

ท่ามกลางวงล้อมนั้นーーข้าเห็นเจ้าของเส้นผมสีเงินที่ส่องสว่างเป็นประกาย เลียน

 

ทั้งศิษย์รุ่นน้องและศิษย์รุ่นเดียวกันต่างเข้ามารายล้อมและร้องห่มร้องไห้

 

ในบรรดานั้นมีเจ้าสามคนที่มักตามติดเลียนเสมออยู่ด้วย ใบหน้าพวกเขาเลอะไปด้วยน้ำตาและน้ำมูก ทั้งศิษย์ร่วมรุ่นและรุ่นน้องต่างถามว่าถึงจะเรียนจบแล้วแต่ขอไปหาได้ไหมขอรับ ไปเล่นด้วยได้ไหมขอรับ เลียนเพียงยิ้มและบอกว่ามาได้เสมอ

 

รอยยิ้มนั้นทั้งนุ่มนวลและสงบนิ่ง

 

ระยะนี้......ข้าไม่ค่อยเห็นใบหน้าฝืนยิ้มของเลียนเท่าไรนัก

 

เริ่มสงบใจลงแล้วอย่างนั้นหรือ ช่วงนี้เลียนเผยยิ้มนุ่มนวลได้อย่างเป็นธรรมชาติโดยไม่ต้องฝืนทำอีกแล้ว

 

เจ้าตัวจะรู้หรือเปล่าว่ามีข่าวลือหนาหูภายในหมู่นักเรียนว่าหากได้รับรอยยิ้มนางฟ้าที่ราวกับเยียวยาทุกสิ่งจะมีแต่โชคดี ดังนั้นพวกเขาจึงพยายามไปปรากฏตัวตรงหน้าเลียนเพื่อที่จะได้เห็นรอยยิ้มนั้น เพื่อที่จะรับความหวังดีนั้นーー

คงไม่รู้สินะ ท่าทางแบบนั้นแสดงว่ายังไม่รู้สึกตัวแม้แต่น้อย

เลียนน่ะ ถ้าเป็นเรื่องของตัวเองก็แทบจะไม่รู้เรื่องอะไรเลย โดยเฉพาะความหวังดีที่ผู้อื่นมอบให้ เลียนยิ่งไม่รู้สึกตัว

 

เจ้าสามคนกับพวกศิษย์คนอื่น ๆ ยืนรายล้อมเลียนและพูดคุยกันเจื้อยแจ้ว ใบหน้าของพวกนั้นขึ้นสี เลียนเผยรอยยิ้ม

 

......ข้ารู้สึกไม่ชอบใจ ข้าอยากจะไปยืนข้างกายเลียนและไล่เจ้าพวกนั้นออกไปเสียให้หมดเดี๋ยวนี้

 

ข้าเห็นศิษย์ระดับต้นส่งสัญญาณก่อนที่ทุกคนจะพร้อมใจกันปรบมือ เลียนแสดงสีหน้าลำบากใจเล็กน้อยด้วยแก้มสีแดงระเรื่อ

 

พอข้าคิดจะเข้าไปลากเจ้าพวกที่กล้าปรบมือนานจนทำให้เลียนลำบากใจออกมาーーกลับมีศิษย์หลายคนต่างผลักกันเข้ามาหาข้าอย่างอลหม่านจนข้าขยับไปไหนไม่ได้

ศิษย์มากมายต่างเข้ามาพูดคุยกับข้า น่ารำคาญชะมัด

 

ขณะที่กำลังกระวนกระวายเพราะคนเบียดเสียดเข้ามาจนข้าขยับตัวไม่ได้ ข้าหันสายตาไปที่เลียนก่อนจะพบว่าเลียนก็กำลังมองข้าอยู่เช่นกัน

 

เมื่อสบสายตากันーーคิ้วของเลียนกับขมวดเป็นปม ดวงตาสีน้ำแข็งอ่อนนั้นมองข้าอย่างไม่สบอารมณ์นัก

 

ทำไมกัน

 

แต่อยู่ที่นี่ต่อไปก็คุยกันไม่ได้อยู่ดี

ข้าจึงตัดสินใจออกจากงาน

 

ถึงยังไงต่อจากนี้ข้าก็นัดพบเลียนที่หอสมุดไว้แล้ว ถัดจากพิธีจบการศึกษาเป็นวันเสาร์อาทิตย์พอดี หากว่างจากงานที่ฟาร์มข้าจะไปทำงานให้เลียน

 

ได้ยินว่าเลียนจึงจะซื้ออาวุธต่าง ๆ ให้ข้าเพราะข้าต้องทำหน้าคุ้มกัน เขาบอกว่าพาข้าไปเลือกเองน่าจะดีกว่า ยิ่งเร็วเท่าไรยิ่งดี ข้ากับเลียนจึงนัดพบกันบ่ายวันนี้

โชคดีที่วันนี้ข้าไม่มีงานพิเศษและจะไปหอสมุดอยู่พอดี

 

ข้าโบกมือเบา ๆ ให้เลียนเป็นสัญญาณว่าข้าจะไปก่อน เลียนพยักหน้าทั้ง ๆ ที่คิ้วยังคงขมวดเป็นปม

 

 

 

ในขณะที่จะกลับ ศิษย์ร่วมรุ่นและรุ่นน้องผู้หญิงถามว่าหลังจากนี้ยังเจอกันได้อีกหรือไม่ ข้าปฏิเสธไป หากแห่กันมาที่ฟาร์มที่เป็นทั้งที่ทำงานและที่พักของข้าคงวุ่นวายน่าดู มันน่ารำคาญ

 

หญิงสาวที่ดูคล้ายจะเป็นตัวแทนของคนกลุ่มนั้นกล่าวทั้งน้ำตาว่า แม้ท่านจะอยู่กับท่านเลียน ความรู้สึกของพวกข้าก็ไม่มีวันเปลี่ยน แต่พวกข้าจะไม่เกะกะพวกท่านหรอกเจ้าค่ะ ข้าไม่ค่อยเข้าใจนางเท่าไรนัก

ข้าเกือบหลุดปากไปว่า ตอนนี้ก็เกะกะอยู่ไม่ใช่หรือไง ทว่าก็รีบกลืนคำพูดนั้นลงคอ

 

 

 

ขณะที่กำลังอ่านหนังสืออยู่ภายในหอสมุด เลียนก็มาถึง

 

ใบหน้านั้นยังคงมีความไม่พอใจหลงเหลืออยู่

 

“......โทษทีที่ให้รอ อัลเฟรด ไปกันเถอะ ชูลิโอ้ーーรถม้ารออยู่ข้างนอก”

 

เลียนขมวดคิ้วเป็นปมขณะกล่าวขอโทษ ข้าเลิกคิ้ว

 

“อา......เจ้าน่ะ”

“อะไร”

“เจ้าโกรธอะไรข้าหรือ”

“! ม...ไม่ได้โกรธ! ”

 

เลียนหน้าแดงขณะตอบกลับมา

โกรธเห็น ๆ เลยไม่ใช่หรือไง

 

“ข้าทำอะไรผิดหรือ”

 

แม้จะจำไม่ได้ ทว่าข้าอาจเผลอทำให้ไม่พอใจโดยไม่รู้ตัวก็ได้ ข้าจึงลองถามดู

 

“จะว่าทำก็ ม...ไม่ได้ทำหรอก! พ...เพราะเจ้าเอาแต่กระดิกหางดิ๊ก ๆ! น...น่าสมเพช ถูกเด็กผู้หญิงรายล้อมขนาดนั้น.......”

 

กระดิกหาง?

ข้าเปล่านะ

พูดให้ถูก ตอนนั้นข้าหงุดหงิดมาก ๆ ต่างหาก

 

กลับกันแล้ว

 

“......เจ้าเองก็ ยิ้มแย้มให้ทุกคนด้วยนี่”

 

ทั้งนุ่มนวลและเป็นธรรมชาติ รอยยิ้มที่ราวกับให้อภัยทุกสิ่ง ข้ายังไม่ค่อยได้เห็นรอยยิ้มนั้นเลยแท้ ๆ แต่เจ้าพวกนั้นกลับ...

 

เลียนเบิกตากว้างอย่างมึนงง

 

“ยิ้มนี่......ยิ้มมันผิดตรงไหน ปกติจะตาย”

 

“......อา......ก็ใช่อยู่หรอก”

 

ก็จริงที่ว่าไม่ผิดแต่ข้าไม่ชอบ ทว่าข้ากลับหาคำพูดมาอธิบายกับเลียนไม่ได้ พอพยายามจะคิด เลียนก็แสดงสีหน้าซับซ้อนและดูอับจนคำพูด

 

......จะว่าไป ตอนนี้เลียนไม่ได้โกรธข้าเหมือนเมื่อครู่แล้วนี่นา

 

“......เอ่อ......อืม ไปกันไหม”

“......อา”

 

เลียนถอนหายใจแผ่วเบาก่อนจะดึงแขนข้าให้ตามไป

 

 

 

ข้าถูกพามายังร้านขายอาวุธเป็นที่แรก

เจ้าของร้านที่พันผ้าบนศีรษะจนดูแหลมออกมาคล้ายฟองน้ำและไว้หนวดเคราจับมือข้าก่อนจะเลือกอาวุธที่แข็งแรงชนิดหนึ่งให้พร้อมแนะนำเรื่องต่าง ๆ ที่ข้าฟังไม่ค่อยเข้าใจนัก

 

หลังจากลองกวัดแกว่งดาบและตัดท่อนไม้ที่หุ้มด้วยฟางแล้วーーข้าก็เลือกดาบที่แข็งแรงที่สุดเล่มหนึ่ง

 

ดาบเล่มนั้นยาวถึงสองในสามส่วนจากความสูงของข้า ตัวดาบจึงมีน้ำหนักมาก ยาวขนาดนี้คงเอาไปใช้แทนคานรถม้าได้ ทั้งใบมีดก็หนาขนาดที่ใช้ตัดฝืนแทนขวานได้ ไม่ว่าอีกฝ่ายจะสวมเกราะหรือจะเป็นสัตว์อสูรที่มีงาก็ดูเหมือนจะสะบั้นขาดได้ไม่ยาก ตัวดาบที่ยาวไม่สามารถแนบข้างเอวได้ ข้าคงต้องแบกไว้ที่หลัง

 

“พ...พี่ชาย ในบรรดาดาบมือสอง ดาบนั่นหนักที่สุดเลยนะขอรับ ท่านแน่ใจแล้วหรือ”

 

“อ...อัลเฟรด ไม่หนักหรือ......?”

 

ข้าลองเหวี่ยงดูแล้ว ตัวดาบไม่ได้หนักขนาดนั้น ถือด้วยมือเดียวได้สบาย ๆ ด้ามดาบเองก็ใหญ่พอดีมือข้า ทำให้ควบคุมได้ง่าย

 

“ไม่เป็นไร เบา”

 

“บ......! ? จริงหรือนี่......พ...พี่ชายสุดยอดเลยขอรับ......ข้าเพิ่งเคยเห็นคนยกดาบนั้นได้ด้วยมือข้างเดียวเนี่ยแหละ......”

 

“ฮะฮะ เจ้านี่......บ้าพลังมากกว่าคนทั่วไปน่ะขอรับ”

 

เลียนบอกให้ข้าเลือกอาวุธสำรองกับมีดสั้นเพิ่มอีก ข้าจึงเลือกกระบี่ยาวบางเล่มหนึ่งกับมีดสั้นที่มีใบมีดหนาดูแข็งแรงทนทานอีกเล่มหนึ่ง

 

ข้าเลือกชุดเกราะ ถุงมือและรองเท้าหุ้มเกราะอีกเล็กน้อย จากนั้นพวกข้าก็ออกจากร้าน

 

เลียนบอกว่าอุปกรณ์ที่ซื้อมาต้องนำไปร่ายเวทป้องกันและประทับตราของตระกูลโอเวน หากทุกอย่างเสร็จสิ้นและส่งมาถึงที่คฤหาสน์เมื่อไรจะบอกข้าให้รู้อีกที เลียนพูดด้วยท่าทางที่ดูเหนื่อยล้าแต่ก็แฝงด้วยความตื่นเต้น

 

ไปที่ร้านขายอุปกรณ์เวทมนตร์แห่งเดียวในหมู่บ้าน ข้าเลือกซื้อ ‘ชนวนพลังเวท’ เพื่อช่วยให้ร่ายเวทได้ง่ายขึ้น

 

พนักงานในร้านทุกคนล้วนสวมผ้าคลุมสีดำสนิทและสวมฮู้ดปิดบังใบหน้าจนแยกไม่ออกว่าเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย

รูปลักษณ์เช่นนี้ーーทำให้ข้าห้วนนึกถึงหญิงสาวชุดดำผู้นั้นจึงพาลรู้สึกถึงความชั่วร้ายบางอย่างและ.....รู้สึกที่ไม่ดีเท่าไรนัก

 

ภายในร้านมีอุปกรณ์สำหรับช่วยร่ายเวททั้งแบบวงแหวนและปลอกแขนที่ร่ายเวทที่ช่วยให้ใช้พลังได้เสถียรมากขึ้น หากใช้สิ่งนี้ร่วมกับ ‘ชนวนพลังเวท’ จะช่วยให้รวบรวมพลังเวทได้ง่ายและไม่ต้องท่องคาถายืดยาว หากเป็นอุปกรณ์ระดับสูงจะสามารถร่ายพลังเวทพร้อม ๆ กับเคลื่อนที่ไปด้วยได้ เพียงแต่ราคานั้นก็แพงจนตาแทบถลน

 

อุปกรณ์ชนิดนี้มีด้วยกับหกธาตุคือไฟ ลม น้ำ หิมะ ดิน ไม้ โดยหนึ่งชิ้นจะมีธาตุเพียงหนึ่งธาตุเท่านั้น

 

แม้จะมีอุปกรณ์ที่มีธาตุทั้งหกธาตุในหนึ่งชิ้น ทว่าราคาก็สูงขนาดที่ต้องใช้เงินทั้งชีวิตมาซื้อ ข้าดูไม่ออกว่าเป็นการขายเกินจริงหรือสมราคากันแน่

 

อย่างไรก็ตาม อุปกรณ์พวกนั้นเป็นอุปกรณ์ที่เกินความจำเป็นสำหรับชาวบ้านธรรมดา หากไม่มีพลังเวทซื้อไปก็ทำอะไรไม่ได้ ทั้งราคาต่อหนึ่งชิ้นยังสูงเท่าเงินเดือนสามเดือน ผู้ที่ซื้อจึงมีเพียงนักเดินทาง คนที่ต้องใช้เวทในการต่อสู้เหมือนข้า หรือผู้ที่ทำงานงานด้านพลังเวทเท่านั้น

 

เลียนซื้อปลอกแขนธาตุไฟกับธาตุลมอย่างละชิ้น

 

พอข้าถามว่าจะดีหรือ เลียนก็บอกว่าจะมาขี้งกกับของจำเป็นไม่ได้ ถ้าเป็นของที่ใช้ได้นานถึงจะแพงแต่ก็เป็นของดี เราจะได้รับสิ่งที่เราจ่าย จำคำนี้ไว้ล่ะ

......บางครั้งเลียนมักพูดอะไรที่ดูคล้ายมาเรียและคุณนายเจ้าของร้าน

 

 

 

หลังจากนั้น ข้าไปที่ร้านเสื้อผ้า

เลียนบอกว่าชุดข้าอาจเลอะจากการทำงาน ทั้งยังอาจมีโอกาสที่ต้องแต่งเต็มยศด้วยจึงพาข้าไปซื้อเครื่องแบบเพิ่มอีกสองสามชุด

 

ชายหนุ่มสวมแว่นในชุดสูทสีแดงพร้อมด้วยเสื้อเชิ้ตลายน้ำวนสีฟ้าเดินออกมาจากร้าน เขาสวมรองเท้าสีวาววับ ย้อมผมสีทอง เพียงแค่มองข้าก็รู้สึกแสบตา

 

เขาเข้ามาวัดตัวข้าอย่างละเอียด แม้กระทั่งความยาวนิ้วเท้าและนิ้วมือ

ละเอียดเกินไปหรือเปล่า คิดจะเอาไปทำอะไรกันแน่

พอข้ามองเลียนอย่างต้องการคำอธิบาย เลียนเพียงตอบกลับมาว่าเขาเป็นช่างฝีมือดีที่สุดในเมือง ทน ๆ ไปแล้วกัน

 

ส่วนสูงของข้าเพิ่มขึ้นหลังจากตรวจสุขภาพเมื่อปีที่แล้วสามเซนติเมตร

 

พอได้ยินแบบนั้น เลียนก็หัวเสียขึ้นมาแล้วตะโกนใส่ข้าว่า เจ้าสูงเกินไปแล้ว เอามาให้ข้าบ้าง!

 

เลียนพูดว่า ข้าเองตอนวัดส่วนสูงเมื่อวันก่อนก็สูงมาตั้งห้ามิลลิเมตรเชียวนะ ทว่าพอข้าตอบกลับว่า ยินดีด้วยนะ เลียนกลับชกเข้าที่ท้องของข้า

ข้าไม่ได้ตั้งใจจะล้อเลียน อีกอย่าง มันช่วยไม่ได้นี่นา ที่ส่วนสูงของเจ้าไม่เพิ่มขึ้นมันไม่เกี่ยวกับข้าเสียหน่อย

 

ดูเหมือน ถ้าชุดตัดเสร็จเมื่อไรจะส่งไปที่คฤหาสน์ของเลียนทีหลัง

 

 

 

เมื่อออกจากร้านตัดเสื้อ พระอาทิตย์ก็ลับขอบฟ้าแล้ว

 

ขณะที่กำลังเดินไปยังรถม้าที่จอดอยู่ข้างร้าน จมูกก็ได้กลิ่นหอมน่ากินจากร้านแผงลอย เลียนเองก็ได้กลิ่นเช่นกันจึงพูดขึ้นมาว่าหิวจัง พวกเขาจึงแวะไปดูด้วยกัน

 

ร้านนั้นเป็นร้านแซนด์วิชอบร้อนทั่วไป มีไส้ให้เลือกใส่มากมายตามที่ชอบ ข้าเลือกใส่เนื้อย่าง แฮมชิ้นหนาและผัก เลียนเลือกถั่วที่ต้มจนหวานและธัญพืชราดด้วยน้ำผึ้ง

ข้าเกือบหลุดขำออกมา ทว่าพยายามกลั้นเอาไว้เต็มที่

เลียนชอบของหวานมากกว่าที่คิดเสียอีก ถ้าข้าพูดไปว่าข้าเดาไว้แล้วว่าเลียนจะสั่งแบบนี้เลียนคงโกรธข้าอีกแน่ ๆ ข้าเงียบไว้ดีกว่า

 

แม้จะเป็นเรื่องงานแต่เลียนก็ซื้อของมากมายให้ข้า ดังนั้นข้าจึงอาสาเลี้ยงแซนด์วิชคืน เลียนบอกว่าอยากเอาไปฝากชูลิโอ้ด้วย ข้าจึงสั่งแบบเดียวกับข้าเพิ่มอีกหนึ่งชุดแล้วถือกลับไป

 

เลียนมักจะ......ซื้อของเผื่อคนอื่นเสมอ

 

ไม่ว่ากับใคร ทั้งข้า มาเรีย พวกเด็ก ๆ หรือคนที่คฤหาสน์

 

 

พวกข้าซื้อน้ำอัดลมรสผลไม้กระป๋องเล็กสองกระป๋องและไปนั่งที่ม้านั่งที่ตั้งอยู่ด้านข้าง

 

“......ไม่ได้ซื้อของร้านข้างทางทานมานานแล้ว”

 

เลียนพึมพำอย่างแผ่วเบาด้วยสีหน้าราวกับคะนึงหาบางสิ่ง

 

“งั้นหรือ”

 

“อืม......ถ้ามาคนเดียว......มันทานลำบากนี่นา”

 

แม้ข้าจะคิดว่ามาคนเดียวก็ไม่เห็นเป็นไร แต่สำหรับเลียนอาจเป็นเรื่องน่าอายก็ได้

 

“อีกอย่าง ข้าไม่มีคนมาซื้อของที่นี่ด้วยกันหรอก......”

 

“งั้นหรือ แต่เจ้ามีเจ้าสามคนนั้นตามติดอยู่ตลอดเลยนี่”

 

“อืーม......เจ้าพวกนั้น......ไม่มาซื้อของ......ในที่แบบนี้หรอก”

 

อา......งั้นหรือ

ถึงจะเห็นแบบนั้น แต่เจ้าพวกนั้นก็เป็นลูกชนชั้นสูง คงไม่ชอบซื้อของถูก ๆ จากร้านข้างทางแบบชาวบ้านทั่วไป

 

“ถ้าอยากกินก็บอกข้า ข้าจะมากับเจ้าเอง”

“จ...จริงหรือ! ?”

 

พอข้าพยักหน้าเลียนก็โน้มตัวเข้ามาอย่างดีใจ

 

“อา”

“ง...งั้นหรือ......ข...ขอบคุณ......”

 

อาจเพราะเลียนรู้สึกอายที่เผลอโน้มตัวมาใกล้ข้า ใบหน้านั้นขึ้นสีแดงระเรื่อ เขายิ้มอย่างขัดเขิน

 

เป็นรอยยิ้มที่มีเพียงข้าที่รู้จัก รอยยิ้มที่พวกศิษย์คนอื่น ๆ ไม่เคยเห็น

มีแค่ข้าเท่านั้น

 

ข้าอยากสัมผัสเลียนอย่างไม่อาจสะกดกลั้นได้ สุดท้ายーーเมื่อข้าประทับริมฝีปากลงไป เลียนก็โมโหใส่ข้าว่า หากใครมาเห็นเจ้าจะทำยังไง

แม้จะคิดว่าเห็นแล้วยังไง เจ้าโกรธเกินไปแล้ว แต่ข้าก็เลือกที่จะเงียบไว้

 

ศิษย์หลายคนในโรงเรียนต่างจับจ้องมาที่เลียน ไม่ว่าจะผู้หญิงหรือพวกเวรพวกนั้น ข้าคิดว่านี่เป็นโอกาสดีที่จะทำให้เจ้าพวกนั้นยอมแพ้ไปซะ

 

เลียนมักมีเจ้าสามคนนั้นคอยเป็นปราการเหล็กป้องกันอยู่ตลอดจึงไม่ทันรู้สึกถึงสายตาที่จับจ้องมาจนกระทั่งเรียนจบจากโรงเรียนแห่งนั้น

 

 

 

 

หลังจากซื้อของเรียบร้อยพวกข้าก็เดินทางกลับหมู่บ้าน ขณะที่อยู่บนรถม้า พอข้าบอกไปว่าถ่ายพลังเวทลง ‘หินกักเก็บพลังเวท’ เม็ดใหญ่เสร็จยี่สิบห้าก้อน เลียนจึงแวะที่โบสถ์หลังจากส่งข้าเสียเลย

 

เมื่อกลับมาถึงโบสถ์ มาเรียกับพวกเด็ก ๆ กำลังเตรียมกินมื้อเย็นกันอยู่พอดี มาเรียยิ้มและถามเลียนว่า มีสตูถั่ว ทานหรือไม่เจ้าคะ เลียนก็ตอบอย่างดีใจในทันทีว่า ทานขอรับ

เจ้าชอบของหวานเสียจริงนะ

 

พอมาเรียพูดว่า จะเตรียมให้คนขับรถด้วยนะเจ้าคะ เลียนก็ตอบว่า จะไปเรียกเดี๋ยวนี้ขอรับ และหมุนตัวมุ่งหน้าไปทางประตูใหญ่ทันที

 

ข้ากับมาเรียสบตากันโดยไม่รู้ตัว

 

ーーปกติแล้ว พวกชนชั้นสูงจะไม่ร่วมโต๊ะกับคนขับรถ

 

คนขับรถก็คงรู้เรื่องนี้ดีจึงมักรีบกินในที่ที่เจ้านายไม่เห็น มาเรียเองก็คงตั้งใจว่าเดี๋ยวค่อยเรียกมาทีหลังหรือยกไปให้ข้างนอก

 

มาเรียที่สบตากับข้าผ่อนคลายสีหน้าーーและยกยิ้มน้อย ๆ ด้วยแก้มสีแอปเปิล

 

ชูลิโอ้ที่ถูกเรียกเข้ามามีท่าทีละล้าละลังและทำตัวไม่ถูกอยู่ในที พอเลียนชี้ให้นั่งลงข้าง ๆ เขาก็ทำสีหน้าคล้ายจะร้องไห้และยอมนั่งลงอย่างไม่อาจปฏิเสธ

 

ชูลิโอ้เกรงอกเกรงใจ ใบหน้าแดง และเหงื่อไหลพรากอย่างกับน้ำตก เขาหดตัวเล็กลงและนั่งแข็งทื่อ

 

ข้าเข้าใจเขา เรื่องนี้มันเกินคาดจริง ๆ

 

คนขับรถที่ต่ำต้อยยิ่งกว่าสาวใช้กลับได้มานั่งร่วมโต๊ะกับบุตรชายของเจ้าผู้ถือครองที่ดิน

ทั้งยังได้นั่งข้าง ๆ

 

ข้าควรบอกเลียนดีหรือเปล่า

 

ไม่สิ แต่ーー

 

ที่นี่คือโบสถ์ที่ทุกคนต่างเท่าเทียมกันภายใต้พระเมตตาของท่านเทพธิดา

 

เลียนเองก็หัวเราะอย่างมีความสุข

มาเรียก็คอยมองดูเลียนพร้อมรอยยิ้ม

 

ดังนั้นข้าーーเงียบเรื่องนี้ไว้จะดีกว่า

 

ชูลิโอ้ก็คงคิดเช่นเดียวกับข้า เขามองเลียนที่ยิ้มแย้มขณะเคี้ยวสตูตุ้ย ๆ และหันมาสบตาข้ากับมาเรียด้วยสีหน้าลำบากใจพร้อมยิ้มอย่างงุ่มง่ามーーพอข้าพยักหน้าให้ เขาก็ก้มหน้าก้มตากินโดยไม่พูดอะไรอีก

 

เลียนที่ตักสลัดกองพูนบนจานแบ่งใส่จานแยกให้ชูลิโอ้ชวนให้ข้าเผยยิ้มออกมา ขณะเดียวกันข้าก็แน่ใจขึ้นมาว่า......อา แบบนี้นี่เอง ข้าไม่อาจเอื้อนเอ่ยอะไรได้ ทว่าในใจกลับรู้สึกกังวล

 

เลียนเป็นบุตรชายของเจ้าผู้ถือครองที่ดิน แม้ยศถาจะสูงที่สุดในละแวกนี้ ทว่าเลียนกลับปฏิบัติตัวต่อทุกคนอย่างเท่าเทียม

 

ไม่ว่าจะมาเรีย พวกเด็ก ๆ ข้าーーแม้กระทั่งกับชูลิโอ้

 

แม้บางครั้งจะพยายามแสดงท่าทียโสอย่างชนชั้นสูง ทว่านั้นกลับคล้ายเป็นเพียงหน้ากากเท่านั้น

 

เลียนไม่ใส่ใจยศศักดิ์ของตัวเองแม้แต่น้อย เป็นคนที่อ่อนโยน อ่อนโยนเกินไปเสียด้วย

 

ที่ข้าแน่ใจเรื่องนี้เพราะーーーーบางครั้งเลียนมักลืมกฎของชนขั้นสูงราวกับไม่เคยรู้จักมันมาก่อน

เลียนอาจไม่รู้แม้กระทั่งว่า หากเรื่องนี้รู้ถึงหูพ่อของเลียนーーชูลิโอ้คงถูกลงโทษอย่างหนัก ไม่สิ ข้าคิดว่าเขาต้องไม่รู้แน่ เพราะนี่คือเลียน หากรู้อยู่ก่อนแล้วย่อมไม่มีทางเรียกชูลิโอ้เข้ามา

 

แต่ข้าไม่ได้คิดว่าเลียนทำผิดอะไร ข้าได้เห็นด้านอ่อนโยนของเลียน พอนึกถึงเลียนที่ปฏิบัติต่อผู้คนโดยไม่ถือเรื่องชาติกำเนิดก็ชวนให้ข้ายิ้มออกมาแล้ว

ขอเพียงพวกข้าเก็บเรื่องนี้ไว้ย่อมไม่เป็นปัญหา แต่หากดูท่าจะเกิดเรื่องไม่ดี ข้าค่อยเตือนเลียนทีหลังก็ได้

 

ทว่า ถ้าพูดถึงปัญหาในตอนนี้

ก็คือーー

 

เหมือนเช่นที่หญิงสาวในชุดดำผู้นั้นพูดーーーーชัดเจนแล้วว่าเลียนคือ ‘ดาวตก’ ที่ถูกส่งมาจากจักรวาลอื่นจริง ๆ

 

ดวงดาวจากจักรวาลอื่น

 

ดวงดาวที่ไร้การเวียนว่าย

 

ดาวดวงเล็กที่อ่อนโยน

 

ดาวดวงน้อยที่ถูกองค์เทพีเรียกตัวและส่งมายังจักรวาลนี้

 

หลายครั้งที่ท่าทางและคำพูดของเลียนเป็นเครื่องยืนยันคำพูดของนักทำนายผู้นั้น

 

ทุกครั้งที่เห็นท่าทางหรือฟังคำพูดเช่นนั้นของเลียน จิตใจของข้ามักจะว้าวุ่นและกระวนกระวาย ทั้งยังーーーーรู้สึกอยากโอบกอดเลียนเอาไว้ในอ้อมแขน

 

ーーซ่อนเอาไว้ ไม่ให้หนีไปที่ใดได้

 

 

 

เมื่อมื้ออาหารจบลง ชูลิโอ้ก็กลับไปที่รถม้า ส่วนเลียนเดินตามข้ามาที่ห้อง

 

เลียนนับหินใส่ลงในถุงพลางก้มหน้าถอนหายใจเบาบาง

 

“เป็นอะไรไป ไม่ครบหรือ”

 

“ป...เปล่า! ครบแล้ว ยี่สิบห้าก้อน ขอบคุณ”

 

เลียนกอดถุงใบนั้นอย่างทะนุถนอมและช้อนสายตาขึ้นมองข้า

 

ริมฝีปากเผยอขึ้นราวกับจะพูดอะไร ทว่ากลับเม้มปากและก้มหน้าลงอีกครั้ง พอข้านิ่งรอคำพูดของเลียน เลียนก็แสดงสีหน้าราวกับตัดสินใจได้ก่อนยอมจะเปิดปากพูด

 

“......เจ้า......จะย้ายออกเมื่อไร”

 

เรื่องนี้เองหรือ

 

“นั่นสินะ......ถ้าเก็บของเสร็จเมื่อไรーーไม่สิ ข้าไม่มีของมากมายอยู่แล้ว ข้าว่าจะย้ายไปอยู่กับคุณเชดเดอร์สุดสัปดาห์นี้”

 

“ง...งั้นหรือ”

 

ทำไมข้ารู้สึกว่าーーเลียนตอนนี้ไม่ยืดอกอย่างมั่นใจเช่นทุกที แต่กลับเผยบางส่วนที่อ่อนแอออกมา

 

ราวกับเด็กที่ถูกทิ้งและยืนกังวลทำอะไรไม่ถูก

 

หรือว่าーー

 

เจ้าเหงาอย่างนั้นหรือ

 

เพราะข้าจะไม่อยู่ที่นี่ーーที่โบสถ์อีกแล้ว

 

ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงข้าคงดีใจมาก แต่ข้าไม่ได้จะจากไปตลอด ดังนั้นーーข้าจึงพูดประโยคเดิมที่เคยพูดมาก่อนหน้านี้เพื่อให้เลียนสบายใจ

 

“เลียน ข้าเคยบอกเจ้าแล้วไงว่าแค่เปลี่ยนที่นอน ทุกอย่างยังเหมือนเดิม”

 

“ก...ก็จริง......ข้ารู้”

 

ข้ามองเลียนที่พยายามคิดหาคำพูดอย่างลนลาน ข้าถอนหายใจกับตัวเอง

 

อย่างนั้นเองหรือ

 

ในที่สุดข้าก็เข้าใจสิ่งที่เลียนต้องการจะสื่อ

 

พอเรียนจบแล้วーーก็คงไม่มีโอกาสได้พบหน้ากันทุกวันเช่นนี้อีก

 

แม้ข้าจะทำงานให้เลียนช่วงเสาร์อาทิตย์และวันที่มีเวลาว่าง ทั้งข้ายังเป็นห่วงเรื่องที่โบสถ์คงแวะมาดูบ่อย ๆ หากโอกาสเป็นใจก็อาจได้เจอกัน

 

ทว่าวันเวลาที่ได้พบกันอย่างที่ผ่านมาคงไม่มีอีกแล้ว

 

แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่ได้เจอกันอีก

ข้าจึงเสนอวิธีให้เลียน

 

“......ถ้าเจ้าอยากมาหาข้า ก็มาสิ เมื่อไรก็ได้ คุณเชดเดอร์บอกข้าว่ามีห้องเหลืออีกเยอะ หากเจ้าต้องการสักห้อง ลองขอร้องเขาต้องให้แน่”

 

“เอ๊ะ......? งั้นหรอกหรือ”

 

เพราะเป็นคุณเชดเดอร์ ต้องยินดีมอบให้แน่ พวกเขาเคยบอกข้าว่าไม่อยากปล่อยให้ห้องว่าง

 

“อา......ข้าเองก็ หากอยากเจอเจ้าก็จะไปหาเหมือนกัน เจ้าจ้างวานข้าแล้ว ข้าไปหาเจ้าคงไม่แปลกใช่หรือไม่”

 

เลียนเบิกตากว้างราวกับเพิ่งนึกถึงเรื่องนี้ ในที่สุดก็ยิ้มได้เสียที

 

“งั้นหรือ......นั่นสินะ”

 

“อืม อีกอย่าง ทุกเช้าครัวของคฤหาสน์จะรับนมจากฟาร์มคุณเชดเดอร์ใช่ไหมล่ะ”

 

“เอ๊ะ? งั้นหรือ”

 

“อา นี่เจ้าไม่รู้หรอกหรือ เพราะงั้นหลังจากนี้ข้าจะส่งนมกับคุณเชดเดอร์ ถ้าเจ้าตื่นเช้าย่อมได้เจอกันแน่”

 

“ง...งั้นหรือ......ทุกเช้า......จะมาที่คฤหาสน์หรือ”

 

ใบหน้าที่ขาวซีดด้วยความกังวลจนถึงเมื่อครู่ของเลียนค่อย ๆ สดใสขึ้นมาทีละน้อย

โล่งอกไปที

ใจเย็นลงได้หน่อยแล้วสินะ

 

 

ข้ากุมข้อมือเลียนขึ้นมาอย่างหลวม ๆ เลียนไม่มีท่าทีขัดขืน ข้าจึงดึงเขาเข้ามาในอ้อมกอด ทว่าเมื่อข้ากำลังจะโอบกอดเลียนกลับตกใจและถอยห่าง ข้าจึงรวบสะโพกเขาเข้ามาอย่างเบามือ

 

“หากว่ายืมห้องไม่ได้ล่ะก็......เจ้าใช้ห้องข้าเหมือนที่ผ่านมาก็ได้ อยากมาค้างเมื่อไรก็มาได้ตลอด”

 

ใบหน้าเลียนขึ้นสีแดง

 

“ม...ไม่เอาหรอก”

“ทำไม”

“ก็เพราะ......เจ้าอยู่ทีไร......ชอบทำเรื่องแปลก ๆ ทุกทีนี่นา”

“เรื่องแปลก ๆ?”

 

พอถามไปเลียนก็จ้องข้าเขม็งด้วยใบหน้าสีแดง เขาหลบตาก่อนจะก้มหน้างุดโดยไม่ยอมตอบคำถามข้า

 

ใบหน้าที่ขึ้นสีแดงจาง ๆ นั้นงดงามเสียจนーーーーชักชวนให้ข้าเข้าไปใกล้

 

อีกตัวตนของข้าบอกว่า......อย่าอดกลั้นไว้มากกว่านี้เลย ที่ผ่านมาข้ากดความรู้สึกนี้ไว้ตลอด ทั้งยังเพิ่งผ่านวันเวลาอันเหน็ดเหนื่อยมาหมาด ๆ

 

......ถ้าแค่นิดเดียว เลียนจะยอมให้ข้าหรือไม่

 

พอข้าซุกหน้าเข้าที่ซอกคอ เลียนก็ตกใจจนสะดุ้ง

ข้าได้กลิ่นหอมอ่อน ๆ จากผิวกายของเลียน

ข้าไม่อาจควบคุมความรู้สึกตัวเองได้จึงประทับริมฝีปากลงไป แม้ร่างกายจะสั่นเทา ทว่าเลียนก็ไม่ได้ลนลานและวิ่งหนีเหมือนทุกที

 

เลียนยืนนิ่งในอ้อมแขนของข้า

ข้าคิดเอาเองว่าเลียนคงยอมให้ข้าสัมผัสมากกว่านี้ ข้าประทับริมฝีปากลงที่แก้มของเขา

 

เลียนตกใจจึงเงยหน้าขึ้นมาทำให้ริมฝีปากเขาอยู่ใกล้กับข้ามาก สุดท้ายข้าก็จรดริมฝีปากลงไป

 

เลียนเปิดปากขึ้นราวกับต้องการจะพูด ข้าจึงใช้จังหวะนี้สอดลิ้นเข้าไปด้วย ร่างกายของเลียนสั่นเทิ้มก่อนที่ลิ้นจะเกี่ยวตวัดกัน

 

ข้าพยามยามเกี่ยวรัดลิ้นของเลียนจนอีกฝ่ายเริ่มทุบอกประท้วง ข้าจึงถอนริมฝีปากออก

 

“......ด...เดี๋ยวเถอะ! เจ้าชอบทำแบบนี้ไง”

เลียนห่อไหล่พลางถลึงตาใส่ข้าด้วยสีหน้าแดงก่ำ

 

“......ก็มัน ช่วยไม่ได้นี่นา”

“อ...อะไรที่ช่วยไม่ได้!”

“ข้าชอบเจ้า เลยอยากสัมผัส มันช่วยไม่ได้นี่”

“ช......”

 

เลียนหน้าขึ้นสี สองคิ้วขมวดเข้าหากันก่อนจะก้มหน้างุด

 

ข้าถอนหายใจในใจ

 

......เลียนไม่ได้เกลียดข้าจริง ๆ ด้วย

 

เหมือนกับคืนนั้น เลียนบอกให้ข้าอยู่กับเขาตลอดไป แม้จะจูบ กอด หรือบอกชอบเขา เลียนก็ไม่หนีข้าไปไหน ยังคงอยู่กับข้าเหมือนกับตอนนี้ พอต้องห่างกันก็มักจะมีท่าทางเดียวดายและกังวลใจ ถ้าข้าคิดเข้าข้างตัวเองว่าเลียนก็มีใจให้คงไม่ผิดใช่ไหม

แต่ว่าーー

 

เลียนยังคงไม่ให้คำตอบข้า

 

ทำไมกัน

ราวกับเลียน......กำลังกลัวอะไรบางอย่าง

บางอย่างที่ข้าไม่อาจรู้

 

หากข้าปกป้องเลียนจากสิ่งที่กังวลได้ล่ะก็ーーเลียนจะให้คำตอบข้าหรือเปล่า

 

“......เลียน เจ้ากลัวอะไรหรือ”

 

ร่างกายนั้นสั่นเทิ้มอย่างตื่นตระหนก มือขาวซีดที่สั่นเทานั้นกุมเสื้อของข้า

 

“......เจ้าพูดอะไร ข้าไม่ได้กลัว อะไรสักหน่อย”

 

“เช่นนั้น ทำไมเจ้ายังกังวลถึงขนาดนี้ ข้าจะไม่ทำเรื่องที่เจ้าไม่ชอบ ข้าจะดูแลเจ้าอย่างดี ข้าไม่มีทางทำให้เจ้าเสียใจ”

 

เลียนไม่ตอบข้า

 

“......หรือว่าเจ้าเกลียดข้า”

 

เลียนรีบร้อนเงยหน้าขึ้นและส่ายหน้าเป็นพัลวัน

 

“ข้าจะเกลียดเจ้าได้ยังไง!”

“งั้น เจ้าชอบข้าหรือ”

“นั่......”

 

แววตาของเลียนสั่นไหวราวกับจะร้องไห้

 

“......ก็เจ้า......”

“ข้า?”

“......เจ้าน่ะーー”

 

เลียนเงียบไปทั้งที่ยังพูดค้างไว้ แม้แววตานั้นยังคงสั่นไหวอย่างมัวหมอง แต่เลียนกลับแสร้งทำเหมือนเป็นปกติและฝืนยิ้มออกมาก่อนจะส่ายหน้า

 

“ーーอัลเฟรด ใจเย็น ๆ เจ้าคิดทบทวนอีกครั้งเถอะ ในอนาคตต้องมี......คนที่วิเศษ......ขนาดที่ข้าไม่อาจเทียบได้ ปรากฏตัวตรงหน้าเจ้าแน่”

 

เลียนไม่ให้คำตอบข้าแต่กลับพูดเรื่องนี้ขึ้นมาแทน

 

“เจ้าต้องหลงรักคนคนนั้น......ยิ่งกว่าข้า”

 

“......เจ้าพูดอะไร”

 

“ในอนาคตต้องมีคนที่ทำให้เจ้ามีความสุขーーปรากฏตัวออกมา ดังนั้นーーเลิกยุ่งกับข้า น่าจะดีกับเจ้ามากกว่าーー”

 

“เลียน!”

 

ข้าโกรธจนเผลอตะคอกกลับไป ร่างของเลียนสะดุ้ง

แต่ถึงยังไงข้าก็ปล่อยผ่านไม่ได้

 

“ทำไมชอบพูดอะไรตามใจตัวเอง”

“อัลเฟรด”

“ทำไมเจ้าต้องเอาเรื่องนี้มาพูด ใครจะไปรู้อนาคตกัน”

 

 

เหมือนกับーーーーที่หญิงสาวนักทำนายผู้นั้นพูด

 

เลียนจ้องมองข้าด้วยแววตาเจ็บปวด

 

“ก็เพราะ......ข้าน่ะ......ーー”

 

“......คิดว่าข้าจะชอบคนที่ข้าไม่เคยเห็นแม้กระทั่งหน้าน่ะหรือ อย่าพูดบ้า ๆ ข้าไม่มีทางเป็นแบบนั้น”

 

“อัล”

 

“เจ้าจะบอกว่าเชื่อใจข้าไม่ได้อย่างนั้นหรือ แม้แต่คำพูดของข้าก็เชื่อไม่ได้หรือ”

 

“ไม่ใช่นะ”

 

“แล้วมันเรื่องอะไรกันแน่”

 

เลียนหลบสายตา

 

“เลียน”

“......มันช่วยไม่ได้นี่นา”

 

น้ำเสียงเลียนกำลังสั่นเทา

 

“มันช่วยไม่ได้นี่นา! มันกำหนดไว้แล้ว เรื่องพวกนั้นมันถูกกำหนดไว้หมดแล้ว จะให้ข้าทำยังไงーー”

 

“อะไรที่ว่าถูกกำหนดไว้แล้ว ยังไม่มีอะไรแน่นอนไม่ใช่หรือ คนที่บอกว่าอนาคตเปลี่ยนได้คือเจ้าไม่ใช่หรือไง”

 

เลียนเงยหน้ามองข้า

ด้วยสีหน้าที่ใกล้จะร้องไห้เต็มที

 

“เจ้าเป็นคนบอกข้าเองไม่ใช่หรือไง”

 

“เปลี่ยน......ข้าควรจะเปลี่ยนหรือ......”

 

เลียนมีท่าทีหวาดกลัว แววตาสั่นไหวอย่างไร้ที่พึ่งพิง อะไรกันแน่ที่ทำให้เจ้ากังวลขนาดนี้

 

“เปลี่ยนสิ เปลี่ยนตามที่เจ้าต้องการ เรื่องในอนาคตยังไม่ถูกกำหนดนี่”

 

“ข้าควรจะทำอย่างนั้นหรือ......”

 

“เจ้าทำได้”

 

“จะเปลี่ยนได้จริง ๆ น่ะหรือ......”

 

“ถ้าคิดจะเปลี่ยนก็เปลี่ยนได้ เจ้าเป็นคนบอกข้าเอง”

 

เลียนนิ่งเงียบ แววตายังคงสั่นไหว

 

“อีกอย่าง เรื่องของข้า ตัวข้าย่อมรู้ดีที่สุด ข้าจะเป็นคนกำหนดเอง ไม่ใช่เจ้า ดังนั้น......เจ้าก็ต้องเป็นคนกำหนดอนาคตของตัวเอง เพราะเป็นเรื่องของเจ้าーーเจ้าจะทำยังไงล่ะ”

 

เลียนเบิกตากว้าง

 

“ข้า......?”

“เจ้าจะทำยังไง”

“ข้า......ข้าน่ะ......”

 

ดวงตาสีไอซ์บลูนั้นสั่นไหวยิ่งกว่าเก่า

 

เลียนเปิดปากพูด ทว่าก็เม้มปากลง และทำท่าจะพูดอีกーーและเม้มปากอีกครั้ง

ราวกับจะลองยื่นมือไปเปลี่ยนมัน ทว่ากลับคิดว่าเป็นไปไม่ได้และยอมแพ้

 

ข้าถอนหายใจ

 

เลียนมักให้สิ่งต่าง ๆ กับผู้คนเสมอ แต่กลับไม่เคยบีบคั้นใครเพื่อให้ได้สิ่งที่ตัวเองต้องการ แม้จะมีด้านที่ยอมยกทุกอย่างให้หากมีคนเดือดร้อน ทว่าเลียนกลับถ่อมตัวเกินกว่าจะแสดงความเอาแต่ใจของตัวเอง สุดท้ายก็มักยอมแพ้ง่าย ๆ

 

“เจ้าจะทำยังไง”

 

หากคนที่ไม่เคยต้องการอะไรเช่นเจ้า ต้องการข้าล่ะก็ ข้าคงตื้นตันจนทำตัวไม่ถูกแน่ーーไม่ว่าจะใช้วิธีใด ข้าย่อมตอบสนองเจ้า

 

“ข้า.......”

 

“เจ้ายังอยากอยู่ข้างกายข้าหรือเปล่า”

 

แม้จะไม่ตอบ ทว่ามือที่กำเสื้อของข้าก็ราวกับให้คำตอบในตัวมันแล้ว

 

เมื่อลอบมองใบหน้าของเลียน เลียนก็เงยหน้ามองข้าด้วยแววตาสั่นไหว

 

พอข้าโน้มตัวเข้าไปใกล้ เลียนก็หลับตาลง

ยามเมื่อริมฝีปากสัมผัสกัน เลียนไม่หนีข้า

 

นี่ถือเป็นคำตอบสำหรับคืนนั้นได้หรือเปล่า

ข้าอยากคิดเช่นนั้น

 

แต่ーーแม้จะล่วงเลยมาถึงตอนนี้ เลียนก็ยังไม่ให้คำตอบข้า

 

หรือเลียนมีเรื่องบางอย่างที่ทำให้ไม่อาจตอบรับความรู้สึกของข้าได้อย่างนั้นหรือ แม้จะอยากถามขนาดไหน ทว่าหากถามออกไปーーข้าสังหรณ์ใจว่าเลียนคงจากข้าไปเดี๋ยวนั้น จึงไม่อาจเอื้อนเอ่ยอะไรได้

 

แม้ข้าจะส่งลิ้นไปเกี่ยวตวัดกับเลียน แต่เลียนกลับเพียงแค่สะดุ้งอย่างตกใจเล็กน้อยและยืนนิ่งทั้งยังเข้ามาประชิดข้ามากขึ้น

 

“......นี่ เจ้าอยากให้ข้าทำยังไง”

 

เลียนค่อย ๆ ลืมตาขึ้นและเงยหน้ามองข้า ดวงตาสีไอซ์บลูคู่นั่นสั่นไหวอย่างลังเลและกังวล

 

“เลียน”

 

“............อยู่......กับข้า......”

 

เลียนตอบกลับอย่างแผ่วเบาจนคล้ายไม่ได้ยิน

 

เขาก้มหน้างุดและซบลงที่อกข้าーーน้ำเสียงขาดช่วงก่อนจะร้องไห้ออกมา

เลียนกอดข้า เหมือนกับตอนนั้น

 

“......ตกลง ข้าจะอยู่กับเจ้าตลอดไป......เลียน เจ้าชอบข้าหรือไม่”

 

ข้ากดความรู้สึกตัวเองและถามออกไปอีกครั้ง

 

แม้เลียนไม่ตอบกลับมาแต่ーー

 

เลียนมีสีหน้ามุ่งมั่น เขาเชิดคางขึ้นเล็กน้อยก่อนจะหลับตาที่ยังคงเปื้อนคราบน้ำตาและประทับริมฝีปากเข้ามา มือและแขนที่สั่นเทาโอบกอดแผ่นหลังของข้าอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ

 

การกระทำเรียบง่ายราวกับแทนคำตอบ

 

เลียนชอบข้า ข้าไม่ได้คิดไปเอง ข้าเชื่อเช่นนั้น

 

คำพูดของเลียนและคำพูดของหญิงสาวนักทำนายลอยเข้ามาในหัวของข้า

 

แม้ใจหนึ่งจะคิดว่าเป็นเพียงเรื่องไร้สาระที่เป็นไปไม่ได้ ทว่าอีกใจหนึ่งข้าก็เชื่อว่าเป็นเรื่องจริง

 

เจ้าเองก็ーーคงรู้เหมือนกันสินะ

 

เช่นเดียวกับนักทำนายผู้นั้น

 

 

ーーเรื่องที่กำลังจะเกิดขึ้น......อีกไม่นานต่อจากนี้

 

 

ข้าไม่รู้เลย และไม่มีหนทางที่จะรู้

 

แต่

 

หากเป็นจริงเช่นนั้นล่ะก็

หากสิ่งนั้นเป็นดั่งโซ่ตรวนที่พันธนาการเลียนไว้ล่ะก็

หากว่าข้าสามารถทำให้เลียนหลุดพ้นจากพันธนาการเหล่านั้น

 

เลียนจะーーให้คำตอบที่ชัดเจนแก่ข้าหรือเปล่า

 

ต่อให้ต้องรอจนถึงวันนั้น นานเท่าไรข้าก็จะรอ

จนกว่าถึงวันนั้นーー

 

“......เจ้าจะอยู่ข้างกายข้าตลอดไป?”

 

เลียนเบิกตากว้างและจ้องมองข้า

 

“ข้าจะอยู่กับเจ้าตลอดไป เจ้าก็ช่วยอยู่กับข้าตลอดไปที”

 

แววตาของเลียนสั่นไหว น้ำตาไหลรินออกมา

 

จากนั้นーーก็ขมวดคิ้วอย่างลำบากใจ ทว่าในส่วนเล็ก ๆ นั้น เลียนเผยยิ้มน้อย ๆ อย่างยินดี

 

 

“......ตราบเท่าที่เจ้าต้องการข้า”

 

 

คำตอบนั้นแผ่วเบาไม่เหมือนเลียนที่เปี่ยมด้วยความมั่นใจอย่างทุกที

 

แม้จะไม่ถึงขนาดต้องบอกให้เอาอย่างเจ้าสามคนที่มักอยู่กับเจ้า แต่อย่างน้อยก็ช่วยรู้ความปรารถนาของตัวเองเสียหน่อยก็ยังดี

 

“ตราบที่ข้าต้องการ......”

 

หมายความว่าเจ้าจะอยู่ข้างกายข้านานเท่าที่ข้าต้องการเจ้าอย่างนั้นหรือ

 

“......ถ้าอย่างนั้น ชั่วชีวิต”

“ฮ๊ะ? จ...เจ้านี่นะ......ช...ชั่วชีวิตมัน......”

“ช่วยอยู่ข้างกายข้า ไปชั่วชีวิตได้หรือไม่”

 

ข้าอยากให้เจ้าอยู่ใกล้ ๆ อยู่ข้างกายข้าไปชั่วชีวิต

 

คิดถึงแต่เรื่องของข้า อยู่รอบกายข้า เป็นดวงดาวของข้าเพียงผู้เดียว

 

“อยู่กับข้าตลอดไปーーจนกว่าร่างกายข้าจะแหลกสลาย”

 

ข้าจูบเลียนอีกครั้งและสวมกอดร่างที่เล็กและบอบบางกว่าข้าไว้ในอ้อมกอด

 

แม้เลียนไม่ตอบกลับมาแต่ーー

 

มือที่สั่นเทานั้นโอบกอดแผ่นหลังข้าอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ และกุมเสื้อของข้า

 

ข้าคิดว่านี่เป็นคำตอบได้หรือเปล่า

แม้จะคิดว่าได้ แม้จะคิดว่าไม่มีอะไรผิดพลาดแล้วก็ตาม

 

ข้าถอนหายใจอย่างแผ่วเบาและกอดร่างที่สั่นเทานั้นให้แน่นขึ้น

 

 

***

 

 

ในที่สุดวันเวลาที่ยุ่งประหนึ่งถูกพายุซัดก็ผ่านพ้นไปด้วยดี

 

ช่วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลอง การคลอดบุตร และการขึ้นบ้านใหม่เริ่มซาลง ข้าจึงถือโอกาสขอลาออกกับหัวหน้างานก่อสร้างและคุณเจ้าของร้าน

 

ทั้งสองฝ่ายต่างร้องไห้และเกลี้ยกล่อมให้ข้าทบทวนดูอีกครั้ง ทว่าไม่ว่ายังไงข้าก็ทำงานพิเศษต่อไม่ได้

 

หลังจากนี้ข้าจะทำงานที่ฟาร์มคุณเชดเดอร์และทำงานที่เลียนจ้างวาน คงแบ่งเวลาไปอย่างอื่นไม่ได้แล้ว

 

พอบอกว่านาน ๆ ทีจะแวะมา พวกเขาก็บอกข้าว่าหากว่างเมื่อไรก็กลับมาทำงานได้ตลอด ไม่ว่าจะงานที่ร้านเหล้าหรืองานก่อสร้างต่างก็เป็นงานที่ต้องใช้กำลังคน จึงมีปัญหาเรื่องคนไม่พออยู่เสมอ

เพราะพวกเขาขอร้องด้วยท่าทางน่าสงสาร ข้าจึงบอกไปเพียงว่าหากมีเวลาข้ามาทำงานให้อีก

 

มีเพียงคุณนายเจ้าของร้านเท่านั้นที่หัวเราะและตบหลังข้าดังป้าบพลางบอกว่า นาน ๆ ทีก็ชวนท่านเลียนมาดื่มที่นี่บ้างล่ะ ก่อนจะมองส่งข้า

 

 

 

 

วันอาทิตย์

 

ตั้งแต่วันนี้ข้าจะย้ายไปอยู่ที่ฟาร์มคุณเชดเดอร์

 

ข้าบอกคุณเชดเดอร์ว่าข้ายังต้องทำความสะอาดห้องและซ่อมผนังโบสถ์ต่อจากที่ค้างไว้ คุณเชดเดอร์จึงตัดสินใจให้ข้าย้ายออกวันอาทิตย์

 

ก่อนเที่ยงวันนั้น สามีภรรยาเชดเดอร์นำรถม้ามาช่วยข้าขนของถึงโบสถ์

เพราะยืมรถม้ามาแล้ว ข้าจึงบอกว่า ของแค่นี้ข้าจะขนไปเอง แต่พวกเขาบอกว่าว่างอยู่พอดีจึงยืนยันที่จะมาช่วย

 

แม้จะรู้สึกขอบคุณที่พวกเขาอุตส่าห์มา ทว่าสัมภาระข้าไม่เยอะขนาดที่ต้องให้ช่วยจริง ๆ มีเพียงเสื้อผ้าไม่กี่ชุดกับของใช้ต่าง ๆ ที่ได้รับจากเลียน มาเรีย พวกเด็ก ๆ ท่านอาจารย์ และคนรู้จักเท่านั้น

บางทีของที่ได้รับจากคนอื่นอาจเยอะกว่าเสื้อผ้าของข้าเสียด้วย อุปกรณ์ทำความสะอาดปกติแล้วข้าจะใช้ของโบสถ์

 

“......แค่นี้หรือ แน่ใจนะ?”

 

เลียนที่พับแขนเสื้อตั้งใจจะช่วยข้าขนของมองที่รถม้าและพึมพำอย่างตกใจ

 

“อา”

 

ข้านำเชือกเส้นใหญ่และผ้ามาผูกสัมภาระบนรถม้าเพื่อไม่ให้เคลื่อนตัวขณะมองที่ว่างที่เหลืออีกเยอะบนนั้น แม้แต่ข้าเองยังคิดเลยว่าน้อยเกินไปจริง ๆ รถม้ายังเหลือพื้นที่อีกมากกว่าครึ่ง

 

สามีภรรยาเชดเดอร์หลังจากคุยกับมาเรียแล้วก็กลับมาประจำที่บังเหียน

 

มาเรียมองข้าและยิ้มให้ด้วยแก้มสีแอปเปิล

 

“อัล โชคดีนะーーขออธิษฐานให้แสงสว่างขององค์เทพธิดาปกป้องและส่องสว่างหนทางของเจ้า”

 

“ขอบคุณ มาเรีย......ที่ดูแลมาตลอด”

“ฮุฮุ เช่นกันจ้ะอัล ขอบคุณนะ จะมาอีกเมื่อไรก็ได้”

“อา ไว้ข้าจะมาเยี่ยม”

“ขอบคุณ ข้าจะชงชาไว้รอเจ้ากลับมา”

 

พอข้าพยักหน้า มาเรียก็ยิ้มและมองข้าอย่างยินดี สองมือเล็ก ๆ นั้นโบกมือให้ข้า

 

เมื่อผูกเชือกที่สัมภาระเสร็จ ข้าก็เงยหน้าขึ้นและพบว่าเลียนยังคงยืนอยู่ข้างรถม้า

เลียนยืนนิ่งด้วยสีหน้าที่กลั้นน้ำตาเอาไว้

 

ให้ตายสิ

ทั้งที่บอกไปหลายครั้งแล้วว่าข้าเพียงแค่เปลี่ยนที่นอน

 

พอข้าเข้าไปใกล้ ดวงตาสีไอซ์บลูที่มักสงบนิ่งและงดงามอยู่เสมอกลับหมองลง เลียนเงยหน้ามองข้า สีหน้าซีดเซียวกว่าทุกที

 

หากเจ้าทำหน้าแบบนี้ ข้าก็เป็นห่วงจนทิ้งเจ้าไว้ไม่ได้น่ะสิ

 

“......เลียน”

“......อะไร”

“เจ้าน่ะ ถ้าพอมีเวลาว่างมาช่วยข้าหน่อยได้ไหม ท่าทางข้าคนเดียวคงถือของเข้าห้องไม่ไหว”

 

เลียนตะลึงงันและกะพริบตาปริบ ๆ

 

“มาหรือไม่”

“......ข้าไปได้หรือ......”

“แน่นอน”

 

เมื่อยื่นมือออกไป เลียนมองมือข้าสลับกับหน้าข้าーーและยื่นมือเข้ามาอย่างขัดเขิน

 

“......ถ้างั้น......ข้าก็ ป...ไปด้วยーー......แค่ก จะยอมไปด้วยก็ได้”

“งั้นหรือ”

 

ข้าเผลอหัวเราะให้กับท่าทางที่พยายามทำตัวให้ดูสูงส่งของเลียน

 

ข้าดึงเลียนเข้ามาในอ้อมกอดก่อนจะอุ้มขึ้นรถม้า

 

เลียนที่เท้าเพิ่งเตะพื้นรถม้าตกใจสุดขีดและทำตาโตราวกับไม่อาจโตไปมากกว่านี้ได้อีกแล้ว

 

“บ...บ้าพลังเหมือนเดิม......”

“เจ้าตัวเบานี่นา”

“ห๊า!? ฉ...ฉัน แค่ก ข...ข้าไม่ได้เบา! ปกติต่างหาก!”

 

“นายน้อย! หากจะเดินทางไปด้วยให้ข้าไปรับที่ฟาร์มปศุสัตว์ตอนเย็นดีหรือไม่ขอรับ”

 

มองไปที่ด้านข้างของมาเรีย ข้าได้ยินเสียงชูลิโอ้ที่เดี๋ยวนี้มักจะมารับส่งเลียนเป็นประจำดังขึ้น

 

“หรือไม่ーーคืนนี้จะพักที่ห้องของข้าก็ได้นะ”

 

เลียนหน้าแดงและถลึงตาใส่ข้าก่อนจะหันไปทางชูลิโอ้

 

 

“ตอนเย็น!”

 

 

......จะกลับหรือ

น่าเสียดาย

 

สามีภรรยาเชดเดอร์ที่อยู่บนบังเหียนหันกลับมาพร้อมรอยยิ้ม

 

“เตรียมพร้อมหรือยัง ไปกันเถอะーーอัล”

“อา”

 

รถม้าเริ่มเคลื่อนตัว ข้าหันกลับไปโบกมือให้มาเรียและพวกเด็ก ๆ ที่ยืนอยู่หน้าโบสถ์ มาเรียยิ้มและโบกมือตอบข้าด้วยแววตารื้นน้ำตา ส่วนพวกเด็ก ๆ ก็ร้องไห้กันระงมขณะโบกมือลาข้า

 

และสามพี่น้องดวงตาสีแดง เหลือง เขียวーーーーสูดน้ำมูกขณะร้องไห้ก่อนจะออกวิ่งไล่ตามมาอย่างเดือดดาล

 

เกิดอะไรขึ้น

 

“ว้ากกก! ตั่นเลียน! อย่านะー! ปี้อัลขโมยไปแล้วー!”

“อย่าน้าー! อย่าเอาไปー! คืนตั่นเลียนมาー! หัวขโมยー!”

“แงงงー! ฉับคนย้ายทีー! อย่านะー! เป็นขะโมยหยอー!”

 

ว่าใครเป็นหัวขโมยนะ

 

ว่าร้ายกันสุดโต่ง ทั้งยังเสียงดังอีก แล้วก็อย่ามาวิ่งกันกลางถนนแบบนี้

 

“อา ห...หัวขโมย......”

 

เจ้าของเส้นผมสีเงินที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ใช้มือข้างหนึ่งป้องปากและกลั้นขำจนไหล่สั่น

เกินไปแล้ว

เจ้าก็อย่าเอาแต่หัวเราะ มาช่วยข้าหน่วยสิ

 

 

หลังจากที่เจ้าสามคนวิ่งไล่ตามข้าอย่างเอาเป็นเอาตายพร้อมตะโกนว่าหัวขโมย มาเรียก็รีบร้อนวิ่งตามมา

 

เลียนที่อยู่ข้าง ๆ โบกมือให้อย่างสนุกสนานพลางหัวเราะชอบใจ

 

 

 

......เอาเถอะ

 

เลียนไม่มีสีหน้ากังวลเหมือนเมื่อกี้แล้ว แค่เจ้ายิ้มและหัวเราะได้แบบนี้ก็ดีแล้วล่ะ

 

ข้ายิ้มขณะมองเลียนที่หัวเราะอย่างสนุกสนานและเอนหลังพิงผนังรถม้า

 

------------------------------

ตอนอัลยาวจนมึน มีข้อผิดพลาดตรงไหนต้องขออภัยด้วยนะคะTT

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 689 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,644 ความคิดเห็น

  1. #1611 Bunny_wr (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 28 ตุลาคม 2563 / 23:37
    อัลเฟรดพระเอกในวันนี้รับบทหัวขโมยล่ะค่ะ กร๊ากกกกกกกกกก
    #1,611
    0
  2. #1550 -BeView- (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 22 พฤษภาคม 2563 / 11:14
    บาทหลวง : หน้าที่ข้าคงไม่จำเป็นแล้ว ก็เขาสาบานกันไปแล้ว ข้าก็ไม่มีเหตุจำเป็นต้องยืนอยู่ตรงนี้
    #1,550
    0
  3. #1246 kanyaest (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 23 เมษายน 2563 / 21:59

    ตอนไปซื้อของด้วยกันคือหวานมาก หวานแบบมกนำนดาำนก พอมาพูดในมุมมองอัลแล้วหวานขึ้นพันเท่า ตอนสารภาพรักกันก็ประหนึ่งฉากขอแต่งงาน
    #1,246
    0
  4. #1145 ปลาทูทอดกรอบ3วิ (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 15 เมษายน 2563 / 00:58
    อัลดูเก็บกดมากสงสารไฟท์โตะนะอัลสักวันจะเป็นของเรา

    ส่วนเลียนนี่อยากให้ทำได้อย่างมู่หลานจังกล้าคิดกล้าเปลี่ยนแปลงชีวิตให้มากขึ้น
    #1,145
    0
  5. #1019 Hiroyosha (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 8 เมษายน 2563 / 09:48
    อัดอั้นขนาดนี้ได้ที...ฟ้าเหลืองแหง๋
    #1,019
    0
  6. #1007 500 มิลลิกรัม (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 6 เมษายน 2563 / 21:00

    เป็นเอ็นดูสามพี่น้องไฟจราจรชั้นตลกกกกกกก
    #1,007
    0
  7. #962 Winterrin (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 5 เมษายน 2563 / 12:59
    จริงมาก อัลจริงๆคือตลกหน้าตายสุดๆ
    #962
    0
  8. #868 hongyok025 (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 29 มีนาคม 2563 / 12:53
    อัลนี้หลงหนักมากกก หลงแบบหลงอะ หลงน้องชะ รักน้องดีดี๊
    #868
    0
  9. #831 eyeyafa (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 26 มีนาคม 2563 / 20:27
    อัลนี่ก็มีมุมตลกๆเหมือนกันน่ะ เห็นพี่แกนิ่งๆแบบนี้ในใจนี่ไฟลุกไปไกลล่ะ55555
    #831
    0
  10. #810 เก้าอี้น้อย (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 26 มีนาคม 2563 / 12:04
    จะร้องไห้ตามท่านเลียน คงกังวลมากจริงๆ โอ๋ๆนะ ฮือออ
    #810
    0
  11. #787 Notty Kero (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 24 มีนาคม 2563 / 23:49
    อีเว้นที่น่ากลัวในอนาคตทั้งนักบุญหญิงและเรื่องหมู่บ้านหวีงว่าจะผ่านไปำด้ด้วยดี
    #787
    0
  12. #786 Sari-Sama (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 24 มีนาคม 2563 / 14:35

    รู้สึกชอบตอนของอัลเป็นพิเศษมันรู้สึกขำฟีลของคนหน้านิ่งมาก55555 ถึงหน้าจะนิ่งแต่ในใจนั้นว้าวุ่น😂

    ปล.ตอนที่อัลบอกชอบตอนช่วงนั้นเมื่อขอแต่งงานกันเลย กี๊สสสสส--------💕💕

    ปล.2 ขอบคุณที่แปลให้อ่านนะคะ ชอบมากเรื่องนี้ใช้ภาษาดีมากด้วยค่ะ อินี่แอบจิกหมอนไปด้วยเลย555555 ขอบคุณจริงๆค่ะที่เลือกแปลเรื่องนี้ สู้ๆนะคะ!
    #786
    0
  13. #785 Lalilulelo (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 24 มีนาคม 2563 / 11:36

    ลุ้นอีเวนท์เลียนตัวจริงตายที่หมู่บ้านกับอีเวนท์อัลเฟรดเจอนางเอกมาก 2 เหตุการณ์นี้ ถ้าเปลี่ยนแปลงไปเมื่อไหร่ เลียนน่าจะกล้าซื่อสัตย์กับใจตัวเองแล้วล่ะ ผู้แปลไฟท์ติ้ง!!
    #785
    0
  14. #784 1335213352 (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 24 มีนาคม 2563 / 01:25

    พอเห็นแบบนีัแล้วคิดว่าถ้าเกิดมีใครสักคนที่ต้องจากไปนี้คือน้ำตาแตกแน่.....ฮื้ออออ
    #784
    0
  15. #783 lywn (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 24 มีนาคม 2563 / 00:11
    น่ารักกก ดีต่อใจ

    //ตลกน้องไฟจราจร เอาตั่นเลียนคืนมา 55555
    #783
    0
  16. #782 l3oss_it (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 24 มีนาคม 2563 / 00:04
    https://www0.dek-d.com/assets/article/images/sticker/jj-big-09.png

    อบอุ่นหัวใจ
    #782
    0
  17. #779 JirajedPhakdeeto (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 23 มีนาคม 2563 / 23:35
    โอ้ย ปุ๊กปิ๊กปุ๊กปั๊ก ละมุนมาก ชอบมากๆ งานแปลก็ดี ดีจนจิกหมอนขาด ฮือแง ติดตามฟิคตลอดนะคะ สู้ๆค่ะ!
    #779
    0
  18. #778 $a$i (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 23 มีนาคม 2563 / 23:17
    ตอนนี้ยาวจริงจังมากค่ะ555 ยอมแล้วความอัล
    #778
    0
  19. #776 doubleua01 (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 23 มีนาคม 2563 / 23:04
    https://www0.dek-d.com/assets/article/images/sticker/jj-06.png อบอุ่นจังเลย~
    #776
    0
  20. #774 Mini_Kyungsoo (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 23 มีนาคม 2563 / 22:25

    แงงง แปลได้อบอุ่นมาก มันใจฟู มันคือดี! ขอบคุณที่แปลให้อ่านนะคะ
    #774
    0
  21. #773 ....รอรัก.... (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 23 มีนาคม 2563 / 20:03
    ยาวมาก ขอบคุณค่ะ ชอบพระเอกแนวนี้เรียบๆ เรื่อยๆ ไม่เยอะ ไม่ขี้หึงเกินไป มีเหตุผล ดูอยู่กีบสถานการณ์จริง งานดูยุ่งมากสุดๆ ถ้าเป็นเราคงเหนื่อยแย่ แต่ทำงานพิเศษซ้อนกันขนาดนี้น่าจะรวยมากแล้วล่ะ
    #773
    1
    • #773-1 l3oss_it(จากตอนที่ 26)
      24 มีนาคม 2563 / 00:05
      ชอบความคิดเห็นนี้ >_<
      #773-1
  22. #772 ยังดำเเล้วไงกรูสวย (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 23 มีนาคม 2563 / 18:44
    ใกล้จะจบภาคเเรกเเล้วมั้งงงง555สนุกมากค่ะอยากให้มีภาคต่อยาวๆ อัพต่อเร็วๆนะคะ
    เป็นกำลังใจให้ค่าาาา
    #772
    0
  23. #771 Sweet angel ❄ (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 23 มีนาคม 2563 / 18:22

    อบอุ่นมาก
    #771
    0
  24. #769 FaFa_Fangs (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 23 มีนาคม 2563 / 17:53
    ตอนนี้ยาวมากจริงๆ แต่ก็เหนภาพความคิดของอัลมากๆเลย 55555

    เอ็นดูสามพี่น้องไฟจราจร โดนโขมยเอียน 55555555555
    #769
    0
  25. #768 THEJUZO (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 23 มีนาคม 2563 / 17:35
    ฮืออออฟินม๊วกกกกกกก
    ว่าแต่ว่า......คุณท่านทั้งสองเมื่อไหร่จะได้กันเอ้ย!เมื่อไหร่จะได้คบกับซักที๊~
    เชียร์จนไม่รู้จะเชียร์ยังไงแล้วววว
    #768
    0