[นิยายแปล] Nurturing the Hero to Avoid Death ผมไม่อยากตายขอเลี้ยงฮีโร่แทนแล้วกัน

ตอนที่ 27 : 23 ห้าปีผ่านไป

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3,745
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 620 ครั้ง
    26 มี.ค. 63

 

 

Nurturing the hero to avoid death | ผมไม่อยากตายขอเลี้ยงฮีโร่แทนแล้วกัน

23 ห้าปีผ่านไป

 

หลังจากวันปีใหม่ วันเวลาก็ไหลผ่านไปอย่างรวดเร็ว

 

ขณะที่เร่งทำงานไล่ตามเวลาให้ทัน พอรู้ตัวอีกทีーーก็เข้าเดือนสองเสียแล้วーー

 

พิธีจบการศึกษามาถึงอย่างรวดเร็ว

ตอนนี้ผมเรียบจบจากโรงเรียนในเมืองแล้ว

 

ความรู้สึกหลากหลายผสมปนเปกันไปหมด ใจหนึ่งก็รู้สึกว่าเวลาผ่านไปเร็ว อีกใจหนึ่งก็รู้สึกว่าเวลาช่างเดินไปอย่างเชื่องช้า

 

เมื่อเรียนจบก็เท่ากับว่าผมได้ปลดแอกตัวเองออกจากภารกิจในโรงเรียนที่ต้องสิ้นเปลืองทั้งแรงกายแรงใจ

สำเร็จแล้ววว!

อา ดีใจจริง ๆ

 

ระหว่างพิธีจบการศึกษา ภาพวันเวลาที่เจ็บปวดทั้งกายใจฉายซ้ำเข้ามาในหัวราวกับภาพบนโคมไฟกระดาษจนผมแทบหลั่งน้ำตาออกมา พยายามมามากเลย สุดยอดเลย เก่งมากตัวผม

เท่านี้เหตุการณ์ในโรงเรียนทั้งหมดก็ ออลเคลียร์!

 

หลังจากนี้อาการปวดท้องเรื้อรังกับการนอนไม่พอสะสมก็คงหายไปーーซะเมื่อไรล่ะ ผมยังมีเรื่องต้องทำและกังวลใจอีกเยอะ ยังเร็วไปที่จะปล่อยมือจากสมุนไพรแก้โรคกระเพาะกับยานอนหลับตอนนี้

 

 

แต่ไม่ว่ายังไง ผมก็หลุดพ้นจากเหตุการณ์ต่าง ๆ ในโรงเรียนーーและกลับสู่หมู่บ้านเรส ขณะนี้ーーผมเรียนรู้การจัดการงานควบเป็นผู้ช่วยภายใต้การดูแลของพ่อที่เป็นเจ้าผู้ถือครองที่ดิน

 

จนถึงตอนนี้ ผมผ่านเรื่องไม่คาดคิดและเข้าไปพัวพันกับเรื่องวุ่นวายต่าง ๆ มากมาย แม้จะสับสนมึนงงว่าควรทำยังไงต่อไป......แต่สุดท้ายจะดีจะชั่วแผนงานของผมก็ยังดำเนินมาได้ตามกำหนดเดิม หลังจากนี้ก็ได้แต่หวังว่าแผนงานจะเดินหน้าต่อไปได้อย่างราบรื่น

 

 

อีกด้านหนึ่ง ว่าที่ผู้กล้าในอนาคตーー

 

หลังจากจบการศึกษา เจ้านั่นก็ย้ายออกจากโบสถ์ไปอาศัยอยู่ที่บ้านคุณเชดเดอร์ตามที่พูดเอาไว้

 

และถึงจะช้าไปเสียหน่อย แต่พี่น้องสามสีก็ย้ายออกไปด้วย

 

เอ๊ะ?

ทำไม!? จริงดิ!?

 

นั่นคือความรู้สึกของผมในตอนนั้น

แม้จะตกใจแต่ความจริงก็คือความจริง ผมจึงทำได้เพียงยอมรับ

 

สุดท้าย ในวันที่อัลเฟรดย้ายออกจากโบสถ์ สามีภรรยาเชดเดอร์ก็หัวเราะให้กับเจ้าสามคนที่เอาแต่วิ่งไล่ตามมาไม่หยุดพร้อมน้ำหูน้ำตาไหล พวกเขาหยุดรถแล้วอุ้มทั้งสามพากลับไปที่ฟาร์มปศุสัตว์ด้วยกัน

 

เมื่อพระอาทิตย์ตก พอผมถามว่ากลับโบสถ์ด้วยกันไหม ทั้งสามก็งอแงและร้องว่าจะกลับไปพร้อมพี่อัล! ทำเอาทุกคนลำบากใจกันไปหมด แม้จะบอกว่าอัลเฟรดจะไม่กลับไปที่โบสถ์อีกแล้ว แต่ทั้งสามคนยังเด็กเกินกว่าที่จะเข้าใจ ท่าทางเด็ก ๆ คงคุ้นชินกับอัลเฟรดมาก

 

ผมมักเห็นทั้งสามเข้าไปพันแข้งพันขาอัลเฟรดและกรี๊ดกร๊าดกันอย่างสนุกสนานทุกครั้งที่เจ้านั่นไปตัดแต่งต้นไม้และซ่อมอาคารในโบสถ์ ส่วนเจ้าคนบ้าพลังนั่น ถึงจะมีเด็กสามคนเกาะแขนห้อยต่องแต่งแต่ก็ไม่สะทกสะท้าน เอาแต่ก้มหน้าก้มตาทำงานของตัวเองต่อไป บางครั้งผมยังเคยเห็นอัลเฟรดเอาขนมที่ได้รับไปให้พวกเด็ก ๆ ด้วย

อย่างกับคุณพ่อในช่วงวันหยุดไม่มีผิด

ไม่สิ เจ้านั่นอาจให้ความรู้สึกเหมือนเครื่องเล่นเดินได้ก็ได้ ไม่ก็เครื่องเล่นหวาดเสียวในสวนสนุก พวกเด็กเล็กคนอื่น ๆ ก็ชอบไปเลียนแบบเกาะแขนขาอัลเฟรดบ้างเหมือนกัน

เอาเถอะ เด็ก ๆ มักชอบเครื่องเล่นกันอยู่แล้ว ยิ่งได้ขนมด้วยแล้วยิ่งราวกับสวรรค์ก็ไม่ปาน

 

บางครั้งพอเห็นภาพนั้น ผมก็เกือบหลุดขำออกมา ทว่าผมสังหรณ์ใจว่าหากพูดออกไปคงถูกจู่โจมกลับมาแน่จึงได้แต่เก็บเงียบเอาไว้

 

 

ท้ายที่สุด ในระหว่างที่ฝากฝังทั้งสามคนไว้ที่ฟาร์มปศุสัตว์เพื่อรอให้สงบลงกว่านี้ เจ้าสามคนนั้นก็คุ้นเคยกับสามีภรรยาเชดเดอร์เสียแล้วーー

 

สามีภรรยาเชดเดอร์จึงーーーーรับทั้งสามไปเลี้ยงดูด้วยเสียเลย

 

เมื่อบอกเรื่องนี้กับมาเรีย เธอเพียงยิ้มและตอบกลับมาอย่างราบเรียบว่า แบบนี้ก็ไปกันสี่คนเลยสินะเจ้าคะ

 

ผมเกือบถามไปว่าปฏิกิริยาของเธอนิ่งเกินไปหรือเปล่า แต่ก็รีบตะครุบปากตัวเอง

 

วันก่อน ระหว่างกลับจากโบสถ์ ผมหาเวลาแวะไปดูพวกเด็ก ๆ พวกเขาวิ่งเล่นในสนามหญ้ากันอย่างสนุกสนาน สองสามีภรรยาเองก็หัวเราะอย่างมีความสุขกับท่าทางเจี๊ยวจ๊าวของเด็ก ๆ ......แบบนี้อาจจะดีกว่าก็ได้

ปล่อยให้เป็นแบบนี้

 

แค่ตอนจบดีก็ดีแล้ว

ปล่อยให้ทุกอย่างค่อย ๆ เป็นค่อย ๆ จะไปคัดค้านให้ได้อะไรขึ้นมา

ในเมื่อเส้นทางมันชัดเจนในตัวมันอยู่แล้ว

คุณตาของผมเคยพูดไว้ ผมเองก็คิดแบบนั้น

 

 

 

ด้วยเหตุนี้ สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าจึงมีเด็กออกไปถึงสี่คนในคราเดียว

 

แม้โบสถ์จะเงียบเหงาลงมากーーแต่ก็เป็นไปตามที่อัลเฟรดคาดการณ์ไว้ หลังจากนั้นไม่นานก็มีเด็กสี่คนถูกพามาที่โบสถ์

 

เหล่าเด็กจากต่างแดนーーผิวดำคล้ำ เส้นผมสีซีดและดวงตาสีเขียว

 

ส่วนจักรวรรดิทางตะวันตกและอาณาจักรทางใต้ จนถึงตอนนี้ก็ยังคงรบพุ่งกันอย่างไม่รู้จักเบื่อหน่าย

 

 

 

 

หลายวันต่อจากนั้น

อาวุธ อุปกรณ์เสริม และเสื้อผ้าของอัลเฟรดที่ซื้อมาจากในหมู่บ้านก็ส่งมาถึงคฤหาสน์

 

ที่เหลือก็แค่ให้อัลเฟรดลองใส่เพื่อดูว่ามีตรงไหนไม่พอดีหรือเปล่า

 

ผมบอกโรเวนดาลไว้ว่าถ้าคนจากฟาร์มคุณเชดเดอร์มาส่งนมในตอนเช้าให้เรียกผมด้วย ในที่สุดเมื่อพระอาทิตย์โผล่พ้นขอบฟ้าในยามเช้า โรเวนดาลก็มาตามผม

 

พอมาถึงห้องครัว ผมก็พบอัลเฟรดที่แบกถังนมใบใหญ่ไว้บนบ่าขณะค่อย ๆ เดินเข้ามา

 

หลังจากบอกอัลเฟรดว่าถ้ามีเวลาก็อยากให้มาลองชุดที่คฤหาสน์ ก็ได้ข้อสรุปว่าเขาจะมาที่บ้านตระกูลโอเวนในช่วงบ่ายวันถัดไป

 

อัลเฟรดบอกว่าแม้ช่วงเช้ากับช่วงเย็นงานที่ฟาร์มปศุสัตว์จะยุ่งมาก แต่ตอนกลางวันก็พอมีเวลาพักอยู่บ้าง ดังนั้น หากทำงานที่ต้องทำเสร็จเมื่อไรก็น่าจะขอคุณเชดเดอร์ออกมาได้

 

 

อัลเฟรดพูดถูก

ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม

 

ทุกเช้า อัลเฟรดจะมาที่คฤหาสน์ จึงยังพูดคุยกันได้แบบนี้ ผมเองก็มักแวะไปดูพวกเด็ก ๆ ที่ฟาร์มปศุสัตว์จึงได้เจออัลเฟรดที่นั่นด้วย

 

อะไรกัน......งั้นเหรอ

แบบนี้เองสินะ

ถ้าเป็นแบบนี้ก็ไม่เห็นมีเรื่องให้ต้องกังวลใจเลยนี่นา

 

จะคุยกันตอนไหนก็ได้ เจอหน้ากันเมื่อไรก็ได้

 

......ทำไมตอนนั้นผม ถึงต้องกังวลมากขนาดนั้นด้วย

แม้แต่ตัวเองยังไม่เข้าใจตัวเองเลย

ถึงจะยังไม่เข้าใจ แต่ทุกอย่างคลี่คลายก็ดีแล้วล่ะ

 

 

***

 

 

ดังนั้น ในบ่ายวันนี้

ผมจึงพาอัลเฟรดที่เดินทางมาถึงคฤหาสน์ขึ้นมาที่ห้องและให้โรเวนดาลช่วยลองชุดให้

 

หากมีตรงไหนไม่พอดีจะได้รีบแก้ไข ไม่ว่าในโลกไหน ถ้าจะคืนของก็ต้องรีบคืน ไม่อย่างนั้นร้านคงไม่ยอมคืนเงินให้แน่ ๆ

 

ผมเลือกเสื้อโค้ตที่ทำจากวัสดุแข็งแรงทนทานให้อัลเฟรด ดีไซน์เป็นเสื้อสไตล์ P โค้ตแขนยาวสีดำมาตรฐาน (Note : ทรงคล้ายเสื้อทหารในกองทัพ) ด้านหน้าติดกระดุมสีเงินสองแถว

 

ไหล่ขวาและด้านหลังปกเสื้อปักลายสีเงินรูปเมล็ดข้าวบาร์เลย์หนึ่งเม็ดและนกตัวกลมที่เกาะบนกิ่งไม้โดยมีใบไม้และผลไอวี่เป็นฉากหลัง

ตราประจำตระกูลโอเวน

 

เจ้านกตัวกลมและดวงตากลมโตนั้นเหมือน 'นกพิราบ' ในโลกเดิมของผมไม่มีผิดเพี้ยน ชื่อของมันคือーー'ปิซิลอน'

 

ปิซิลอนที่เป็นแม่ลายบนตราประจำตระกูลโอเวนให้ความรู้สึกสงบเหมือนท้องไร่ในหมู่บ้านนี้ ชวนให้ผ่อนคลายーーไม่สิ เป็นการออกแบบที่นุ่มนวลเป็นอย่างมาก

 

แม้พี่ชายและพ่อของเลียนจะเอาแต่บ่นว่าตราประจำตระกูลดูเหยาะแหยะ ไม่เหมาะสมและหาเรื่องเปลี่ยนอยู่ตลอดก็ตาม แต่ผมค่อนข้างชอบมันมากทีเดียว แม่ของเลียนเองตอนเห็นตราประจำตระกูลทีไรก็มักยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ ท่าทางคงถูกใจเช่นกัน

ของมันแน่อยู่แล้ว จะมีผู้หญิงสักกี่คนที่เกลียดเจ้านกตัวกลม ๆ ได้ลงคอ

แม่ของเลียน ถึงจะดูหยิ่งยโสตั้งแต่หัวจรดเท้า แต่ที่จริงแล้วเธอชอบพวกของน่ารัก ๆ มาก ในห้องนอนของเธอเต็มไปด้วยลูกไม้สีชมพู ชุดน้ำชาสุดโปรดก็เป็นลายกระต่ายกับดอกไม้ดอกเล็ก ๆ

 

นกพิราบ แค่ก ปิซิลอนน่ารักจะตายไป

ดวงตากลมดำนั่นดูไร้เดียงสา ทั้งเสียงร้องโปโปก็น่ารักมาก ๆ ที่จริงก็นกพิราบนั่นแหละ ส่วนชื่อก็ตรงตัวเข้าใจง่าย ในโลกนี้นกพิราบเป็นสัญลักษณ์ของความสงบสุขและนำพาความโชคดีเหมือนในโลกเดิมของผม สัตว์แห่งความโชคดี มีแต่เรื่องดี ๆ เต็มไปหมด

 

ด้านหลังของสายหนังเส้นใหญ่เป็นมีดสั้น ที่เอวเหน็บด้วยกระบี่ยาวและมีกระเป๋าหนังห้อยเอวที่บรรจุพวกยาฟื้นฟูและอุปกรณ์อื่น ๆ ที่แผ่นหลังเป็นดาบขนาดใหญ่ที่ต้องถือด้วยสองมือ รองเท้าและถุงมือต่างหุ้มด้วยโลหะ

 

โรเวนดาลสอนวิธีสวมอุปกรณ์ต่าง ๆ ให้อัลเฟรดขณะแต่งตัวให้ เขามองสำรวจอัลเฟรดตั้งแต่หัวจรดเท้าก่อนจะยกยิ้มสง่างามอย่างพึงพอใจและพยักหน้าหนึ่งที

 

"เหมาะมากขอรับท่านฟลัม รู้สึกมีตรงไหนเคลื่อนไหวไม่สะดวกหรืออึดอัดไหมขอรับ"

 

"......ไม่"

"งั้นหรือขอรับ เช่นนั้นก็ดีแล้ว"

 

ผมเดินวนรอบอัลเฟรดหนึ่งรอบและหยุดยืนข้างกายโรเวนดาล หลังจากมองตั้งแต่หัวจรดเท้าผมก็พยักหน้าออกมายกใหญ่

อืม

ดูดีเลยนี่นา แม้แต่ผมยังยอมรับเลย

 

 

ผู้คุ้มกันที่แข็งแกร่งแห่งตระกูลโอเวน (ประจำช่วงเสาร์อาทิตย์ วันธรรมดายังไม่ได้กำหนดเวลาแน่นอน) ได้ถือกำเนิด ณ ที่แห่งนี้แล้ว

 

 

ปฏิเสธไม่ได้ว่าในใจลึก ๆ ผมก็แอบคิดว่านี่ผมเอาว่าที่ผู้กล้ามาทำอะไรเนี่ย แต่การจะแก้ปัญหาอะไรสักอย่างจำเป็นต้องมีผู้เสียสละ อะไรที่ผู้กล้าทำได้ผมก็จะใช้เขาทำให้หมด แม้แต่ท่านเทพธิดาก็ไม่มีสิทธิบ่น

ให้ตายสิ นี่เธอไม่คิดจะติดต่อมาสักครั้งเลยหรือไง! ไม่รู้ด้วยแล้ว ผมจะไม่หวังพึ่งอะไรท่านเทพธิดาอีก ขอทำตามใจชอบเลยแล้วกัน

 

ผมจะพาคนทั้งหมู่บ้านรวมถึงตัวผมเอาชีวิตรอดให้ได้ให้ดู

 

เพื่อการนั้น ไม่ว่าจะใช้วิธีไหนผมก็ไม่เกี่ยง

 

 

"......ท่านฟลัม จากนี้ข้าขอฝากท่านเลียนด้วย"

 

โรเวนดาลมองอัลเฟรดก่อนจะโค้งให้เขา

 

"ข้าได้ยินว่าท่านฟลัมแข็งแกร่งมาก ถ้าได้คนอย่างท่านมาคุ้มกันท่านเลียน ข้าก็ไม่มีเรื่องให้ต้องกังวลใจอีกแล้ว ท่านเลียนไม่ค่อยใส่ใจเรื่องของตัวเอง......ข้าก็ทั้งเป็นห่วงแล้วเป็นห่วงอีก......นิสัยเยือกเย็นถึงแม้จะเป็นเรื่องดีแต่พอเผชิญหน้ากับอันตรายกลับจัดการอะไรไม่ค่อยได้ หากไม่มีคนคอยคุ้มกัน......ข้าก็อดกังวลใจไม่ได้ หัวใจข้าเจ็บอยู่บ่อย ๆ เลยขอรับ"

 

"อา......เรื่องนั้นข้ารู้ดี ทั้งที่พอเป็นเรื่องของคนอื่นกลับเป็นห่วงได้ถึงขนาดนั้นแท้ ๆ "

 

"ใช่แล้วขอรับ! อา ข้าดีใจที่ท่านเข้าใจ หลังจากนี้ก็ฝากดูแลท่านเลียนด้วย"

 

"เข้าใจแล้ว"

 

......พูดกันตามใจชอบโดยไม่เห็นหัวผมเลยนะ

 

"พวกเจ้าพูดเรื่องอะไรกัน ข้าปกป้องตัวเองได้อยู่แล้ว"

 

เพื่อการนั้น ที่ผ่านมาผมถึงได้ฝึกดาบและนั่งท่องการใช้เวทอย่างเอาเป็นเอาตายอยู่นี่ไง

 

ทั้งสองคนหันมามองผมเป็นตาเดียว

......พร้อมส่งสายตาเชิงตำหนิและทำใจเชื่อเรื่องที่ผมพูดเมื่อกี้ไม่ลง

 

พอถูกสายตาที่พร้อมบ่นผมทุกเมื่อจากสองคนนั้นจ้องมอง ผมก็เริ่มรู้สึกละอายใจก่อนหดตัวลีบลง

 

......อา

ใช่ครับ กระผมเจ็บตัวตลอด ขออภัยจริง ๆ ที่มักไปรบกวนทั้งสองท่าน กระผมจัดการกับอันตรายไม่ได้ครับ กระผมสำนึกผิดแล้ว

 

"......ฝ......ฝากด้วย"

 

ทั้งสองพยักหน้าพร้อมกัน

เอ๊ะ อะไร ทำไมเป็นสองต่อหนึ่ง ผมหัวเดียวกระเทียมลีบนะ

 

"ถ้าอย่างนั้น ข้าจะยกชามาให้นะขอรับ ข้าเตรียมไว้แล้ว กรุณารอสักครู่"

 

โรเวนดาลเผยยิ้มอย่างสง่างามและโค้งสี่สิบห้าองศาเป๊ะ ๆ ก่อนจะออกจากห้องไป

 

“จริงสิ อัลเฟรด เสื้อโค้ตตัวนั้นลงเวทคุ้มกันไว้แล้ว หากถูกจู่โจมด้วยใบมีดหรือพลังเวทจะช่วยสะท้อนกลับให้ จำไว้ว่าถ้าเกิดอะไรขึ้น เจ้าใช้มันเป็นโล่ได้”

 

แม้การร่ายเวทพิเศษจะมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง แต่หากคำนึงถึงระยะเวลาการใช้งานที่จะเพิ่มขึ้น เงินจำนวนแค่นั้นก็ไม่ได้มากมายอะไร

เมื่อถึงวันนั้น เสื้อตัวนี้อาจช่วยปกป้องอัลเฟรดได้ก็ได้

 

ผมยังให้ร่ายเวททำความสะอาดตัวเองไว้ด้วยจึงไม่จำเป็นต้องซัก

เวทมนตร์จำพวกที่ใช้ในชีวิตประจำวันนี่สะดวกดีจริง ๆ หนังสือ ‘สบายสุด ๆ! วิธีการใช้เวทมนตร์ที่จะทำให้ชีวิตของท่านง่ายขึ้น’ ที่ยืมมาจากห้องสมุดตราตรึงใจผมมาก สุดท้ายก็อดใจไม่ไหวจนต้องไปซื้อจากร้านหนังสือมาเก็บไว้เล่มหนึ่ง ปกติแล้วหนังสือเวทมนตร์จะราคาสูงมาก แต่แม้ว่าหนังสือเล่มนั้นจะแพงผิดจากชื่อเรื่องที่เน้นเจาะคนกลุ่มใหญ่ แต่ผมไม่เสียใจที่ซื้อมาเลยสักนิด

 

 

อัลเฟรดกอดอกแล้วใช้สายตามองผมอย่างเอือมระอา

 

“เจ้านี่นะ......ไม่ต้องทำถึงขนาดนี้ก็ได้......เจ้าคิดจะให้ข้าไปสู้กับอะไรกันแน่”

 

“เอ๋!? เอ่อ อ...เอาน่า หลาย ๆ อย่างนั่นแหละ หลาย ๆ อย่าง เดี๋ยวนี้อันตรายจะตายไป น...นั่นไง นั่นไงล่ะ ข้าเคย......ไปสังเกตการณ์นอกหมู่บ้าน ตอนนั้นบังเอิญเจอสัตว์อสูรด้วย ยังไงเตรียมพร้อมไว้ก่อนย่อมดีกว่า”

 

“มากเกินไปไม่ใช่หรือไง”

 

“น...หนวกหู! เอาเป็นว่าตอนทำงานก็สวมเจ้านั่นมาด้วย เข้าใจไหม!”

 

“เข้าใจแล้ว”

 

อัลเฟรดพยักหน้าแต่โดยดี

อืม เข้าใจก็ดีแล้ว

 

“แล้วก็ อีกเดี๋ยวท่านอาจารย์แกรนท่าจะมาถึงแล้ว”

 

“แกรนท่า?”

 

“ข้าบอกเจ้าไปแล้วไม่ใช่หรือ เขาคืออาจารย์ดาบของข้า หลังจากนี้ทุกอาทิตย์ประมาณครึ่งวัน ข้าจะฝึกวิชากับเขา เจ้าเองก็ต้องเข้าร่วมด้วย”

 

“ข้า?”

 

“ใช่ วันนี้เลยจะให้เจ้า......ทักทายท่านอาจารย์สักหน่อย”

 

ตอนที่ยังต้องไป ๆ มา ๆ โรงเรียนอยู่ ผมต้องเจียดเวลาอันล้ำค้ามาฝึกดาบทุกวันอังคารและวันพุธหลังกลับจากโรงเรียน พอมองย้อนกลับไปก็รู้สึกว่านี่ผมผ่านช่วงเวลาโหดหินขนาดนั้นมาได้ยังไงล่ะเนี่ย......

ตอนนี้ไหน ๆ ก็ไม่ได้ไปเรียนแล้ว ผมจึงตั้งใจจะฝึกปรือวิชาดาบอาทิตย์ละครึ่งวัน

แต่ค่าเรียนต้องจ่ายเต็มวัน!

 

ก่อนจะถึงวันเส้นตาย ผมจะปล่อยให้ร่างกายตัวเองทื่อไม่ได้ ต้องขัดเกลาฝีมืออยู่ตลอด นอกจากนี้หากเป็นไปได้ก็อยากให้ว่าที่ผู้กล้าได้พัฒนาวิชาการรบต่าง ๆ ด้วย

 

"ฝึกวิชา......? เพราะเรื่องนี้เจ้าถึงได้ถามข้าว่าพอมีเวลาว่างสักครึ่งวันในช่วงวันธรรมดาหรือเปล่าสินะ"

"ใช่ วันพุธช่วงกลางวันถึงเย็น เจ้าว่างหรือไม่"

"อา ถ้าวันไหนไม่ว่างข้าจะบอกเจ้า"

"อืม"

 

ผมขอร้องให้ท่านอาจารย์สอนวิชาควบคู่กับการใช้เวทมนตร์

 

อาจารย์แกรนท่าเป็นอดีตอัศวินที่สู้รบมาตลอดสิบห้าปีภายในป้อมปราการที่ตั้งอยู่ในพื้นที่อันตรายบนเทือกเขาแห้งแล้งที่ทอดยาวคล้ายกำแพงและมีต้นไม้แห้งรวมตัวกันอย่างหนาทึบーーใกล้ชายแดนทางตะวันตกเฉียงใต้

 

บรรดาสัตว์อสูรที่อาศัยอยู่บนเทือกเขารกร้างนั้นกระหายสงครามสมดั่งลักษณะภูมิประเทศ หรือก็คือบนเทือกเขานั้นเต็มไปด้วยสัตว์อสูรที่ดุร้าย กระหายเลือดและหิวโซ

ได้ยินว่าท่านอาจารย์ลงมาจากเขาพร้อมหัวของปีศาจมังกรสามหัวーーสัตว์อสูรที่ใหญ่กว่าคนถึงสามเท่าーーในขณะที่อัศวินคนอื่น ๆ ต่างล้มหมดสติ มีเพียงท่านอาจารย์เท่านั้นที่ยืนยันต่อสู้กับมังกรร้ายเพียงลำพัง สุดยอด นี่มันถอดแบบมาจากนิยาย 'การเดินทางของนักผจญภัยกอร์กอท' ชัด ๆ

 

ในโค้งสุดท้ายของการต่อสู้ที่มีชีวิตเป็นเดิมพัน ท่านอาจารย์เป็นฝ่ายพลิกล็อกเอาชนะมาได้ ทว่าแขนซ้ายตั้งแต่ข้อศอกลงมาถูกสัตว์อสูรกินーーหลังจากนั้น ท่านอาจารย์ได้รับเงินรางวัลมหาศาลเพื่อเป็นเกียรติยศที่ปกป้องป้อมปราการและพวกพ้องเอาไว้ได้ーーและเขาก็ปลดประจำการ

 

เพื่อหลีกหนีชีวิตวัยเกษียณที่เรื่อยเปื่อย เขาได้ผันตัวมาเป็นอาจารย์สอนดาบดั่งที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ ฝีมือดาบของท่านอาจารย์เป็นของจริงจึงมีผู้คนเดินทางมาขอรับการชี้แนะกันอย่างไม่ขาดสาย

ผมเองก็เป็นหนึ่งในคนเหล่านั้นเช่นกัน

 

"ーーอะ จริงสิ อัลเฟรด ข้าว่าจะบอกเจ้าไว้ก่อน ฝีมือดาบของท่านอาจารย์แกรนท่าร้ายกาจมากก็จริง......แต่นิสัยออกจะ ว่าไงดีล่ะ......โลกส่วนตัวสูง"

"โลกส่วนตัว"

"ใช่ ถ้าท่านอาจารย์ไม่ถูกใจอาจไม่ยอมสอนวิชาให้ก็ได้ ดังนั้นถ้าเขาบอกให้เจ้าประดาบกับเขา......ก็เอาจริงไปเลย"

"เอาจริง"

"อืม เอาจริงไปเลย อย่าออมมือ ถ้าคิดว่าอีกฝ่ายมีแขนแค่ข้างเดียวหรือคิดว่าคงไม่มีฝีมือเท่าไรเจ้าถูกฆ่าแน่ ท่านอาจารย์เป็นพวกเกลียดคนไม่จริงจังกับการต่อสู้น่ะ"

 

เพราะผมก็เคยปางตายมาแล้วไง!

ข้าหมายเอาชีวิตเจ้าแต่เจ้ากลับหย่อนยาน กล้าดีนี่......ท่านอาจารย์เผยยิ้มสยดสยองออกมา

 

"คนคนนั้น......ถ้าเจอเจ้าก็จะรู้เอง เขาเป็นพวกไม่ขาวก็ดำ ไม่ร้อนก็หนาว พวกที่ทำอะไรครึ่ง ๆ กลาง ๆ ไม่เด็ดขาดท่านอาจารย์จะเกลียดมาก เจ้าจำเรื่องนี้ใส่หัวไว้แล้วกัน"

 

อัลเฟรดทำสีหน้าซับซ้อนราวกับเข้าใจแต่ก็คล้ายไม่เข้าใจก่อนจะพยักหน้า

 

"ฝากด้วยล่ะ"

 

ผมตบที่อกอัลเฟรดเบา ๆ เพื่อกระตุ้นกำลังใจ

จากนี้ก็ขึ้นอยู่กับนายแล้วนะ

 

ปกเสื้อนอกของอัลเฟรดมีส่วนที่เปิดกว้างเกินไปเล็กน้อยผมจึงช่วยติดให้ใหม่

 

"ท่านอาจารย์ไม่ชอบคนเหยาะแหยะ แต่งตัวให้มันเรียบร้อยหน่อย ความประทับใจแรกเป็นสิ่งสำคัญนะ"

"หืーม"

"ไม่ใช่ หืーม! เจ้านี่นะ ตั้งใจฟังที่ข้าพูดหรือเปล่า ให้ตายสิ......ฝากด้วยนะ ตั้งใจหน่อย"

 

เส้นผมด้านหน้าอัลเฟรดกระดกขึ้น ผมใช้นิ้วและฝ่ามือจัดทรงให้เรียบเหมือนเดิม

 

ยังไงก็ต้องให้ท่านอาจารย์ประทับใจในตัวอัลเฟรดและยอมสอนวิชาให้ให้ได้

อูย ปวดท้อง

 

อัลเฟรดชำเลืองฝ่ามือผมสลับกับหน้าของผมและเผยยิ้มบาง ๆ อย่างดีใจ

 

ผมไม่รู้ว่าเขายิ้มน้อยยิ้มใหญ่ทำไมนักหนา มีเรื่องอะไรให้น่าดีใจด้วยเหรอ

ขณะที่กำลังคิดーーจู่ ๆ ฝ่ามือใหญ่ก็รวบข้อมือทั้งสองข้างของผมไว้

 

"อุหวา!? "

 

เมื่อเงยหน้าขึ้นเพื่อดูว่าเกิดอะไรขึ้น อัลเฟรดก็โน้มตัวลงมาใกล้โดยที่ยังมีรอยยิ้มประดับอยู่บนใบหน้าーーเขายื่นแก้มมาแตะที่แก้มซ้ายและขวาของผม

 

"อะ!? จ...เจ้...เจ้านี่นะ......! ทำบ้าอะไรเนี่ย! อ...'อวยพร' ให้ใช้ตอนออกเดินทางไม่ใช่หรือไง! "

"อ้าว งั้นหรอกหรือ"

"อ...เออน่ะสิ! เจ้าเคยตั้งใจฟังที่มาเรียพูーーอื้อ"

 

คราวนี้อัลเฟรดประทับริมฝีปากลงมา

 

เพราะถูกจู่โจมโดยทันตั้งตัว ผมจึงตกใจจนตัวแข็งทื่อ

 

อัลเฟรดกดจูบลงมาอีกรอบ ครั้งนี้เขายื่นหน้ามาใกล้กว่าเดิมและรุกล้ำมากขึ้น ริมฝีปากของผมถูกลิ้นและริมฝีปากของอัลเฟรดโลมเลีย จุตพิตที่ดูดดื่มทำให้อาการสั่วไหวแล่นมาที่แผ่นหลัง

 

"อือ...อึก......"

 

ผมก่นด่าร่างกายที่อ่อนระทวยของตัวเองก่อนจะคว้าเสื้ออัลเฟรดไว้เต็มแรงและอาศัยช่องว่างผละริมฝีปากออกมา

 

"......ฮา พ...พอเลย เจ้าบ้า! งี่เง่า! ม...มาแบบไม่ให้ตั้งตัวอยู่เรื่อย! "

 

ผมถลึงตาใส่อัลเฟรดแต่เจ้านั่นกลับยังคงรอยยิ้มสดใส ไม่มีสีหน้าสลดหรือสำนึกผิดแม้แต่น้อย

 

อย่าว่าแต่สำนึกผิดเลย อีกฝ่ายยื่นหน้ามาประชิดผมอีกครั้ง

 

ใครจะไปยอม ผมเบี่ยงหน้าไปด้านข้างสุดกำลัง แม้จะสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายความไม่พอใจของคนตรงหน้าแต่ผมก็เลือกจะทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ อยู่ ๆ มันเกิดอะไรขึ้นเนี่ย นี่ผมทำอะไรไปเหรอ!?

 

"ข้าบอกว่าพอไง! ด...เดี๋ยวโรเวนดาลก็มาแล้ว! ーーอ๊ะ"

 

ด้านล่างของใบหูสัมผัสได้ถึงความอ่อนนุ่มก่อนที่ร่างกายจะสั่นสะท้าน

อัลเฟรดจูบต้นคอของผม

เพราะถอนริมฝีปากออกไปแล้วเลยเผลอประมาทไปซะได้

 

อา ให้ตายเถอะ......!

ระยะนี้นอกจากจะไม่เกรงใจแล้วยังสัมผัสผมมากกว่าทุกที......หัวใจจะวาย

 

ที่สถานการณ์กลายเป็นแบบนี้ก็พอจะรู้สาเหตุอยู่หรอกนะ!

 

ในวันนั้นーー

อัลเฟรดบอกให้ผมอยู่ข้างกายเขาไปชั่วชีวิต......ตอนนั้นผมーーーーไม่ว่ายังไงก็ปฏิเสธไม่ออก

 

อย่าว่าแต่ปฏิเสธเลย ผมยังเผลอก...กอ...กอดอัลเฟรดไปด้วย พอคิดถึงเรื่องเมื่อตอนนั้นทีไร ผมก็อยากกุมขมับและดิ้นทุรนทุราย ทำตัวเองแท้ ๆ

 

อัลเฟรดต้องคิดว่าผมตอบตกลงไปแล้วแน่ ๆ ตอนนั้นมันเหมือนฉากขอแต่งงานมาก ๆ ถึงจะยังงง ๆ แต่สิ่งที่มั่นใจคือ......ผมทำเรื่องเลวร้ายลงไปแล้ว

นั่นก็เพราะ ในอนาคตต่อจากนี้ーーคนคนนั้น

 

 

ーーーー'นักบุญหญิง' จะปรากฏกายต่อหน้าอัลเฟรด

 

 

ผมจะไปชนะนางเอกเบอร์หนึ่งของเรื่องได้ยังไง รีบถอยตอนที่ยังถอยได้ดีกว่า ส่วนลึกข้างในผมร้องเตือนแบบนั้น ถึงยังไงอีกฝ่ายก็เป็นถึง......'เนื้อคู่แห่งโชคชะตา' ที่จะอยู่ข้างกายตัวเอกจวบจนวาระสุดท้ายของชีวิต

 

หากได้เจอเธอ ไม่มีทางที่อัลเฟรดจะไม่หวั่นไหว

 

ท้ายที่สุดก็คงเป็นไปตามเนื้อเรื่องเดิม สองคนนั้นต่างตกหลุมรักซึ่งกันและกัน

 

ทุกอย่าง......จะสมเหตุสมผลในตัวมัน ทั้งยังดีต่อตัวอัลเฟรดด้วย อยู่ ๆ มาชอบคู่ปรับอย่างผมที่มีบทบาทถึงเพียงปฐมบท ณ หมู่บ้านมันออกจะแปลกเกินไป ดังนั้น......

ผมไม่ควรหวังไปมากกว่านี้

ーーแต่ไม่ว่ายังไงผมก็เลิกคิดเรื่องนี้ไม่ได้

 

แม้อัลเฟรดจะบอกว่าแค่เปลี่ยนมันก็พอ......แต่ว่า

หัวใจคนเรานั้นซับซ้อน ผมจะไปดึงดันได้ยังไง

 

หากว่า หากว่าอัลเฟรดตกหลุมรักเธอ......แต่ต้องตัดใจเพราะผมーー

 

ผมคงให้อภัยตัวเองไม่ได้

 

ไม่จำเป็นต้องฝืนอยู่ด้วยกันก็ได้

หากผมรั้งเขาไว้ ผมอาจมีความสุขก็จริง แต่คงไม่ใช่สำหรับอัลเฟรด สุดท้าย สิ่งนั้นคงกลายเป็นดั่งฝันร้ายของเราทั้งคู่

ถ้าจะต้องเป็นแบบนั้น......ผมขออยู่คนเดียวดีกว่า

 

ฉันอยากให้นายพบแต่ความสุข ไม่อยากให้รู้สึกเจ็บปวด เพราะฉันเฝ้าดูนายมาตลอด เป็นเด็กที่คอยทะนุถนอมมาตลอด เป็นคนที่เหมือนทั้งน้องชายและลูกชายของฉัน

หากว่าผมต้องเห็นเขาทุกข์ใจด้วยเรื่องของผมเอง ผมจะทนได้ยังไง

 

แต่ว่าーー

ถ้าหาก

 

ถ้าหากเรื่องไม่เป็นไปตามในเกม หากว่าคนคนนั้นของอัลเฟรดไม่ใช่เธอ......แต่เขายังชอบผมเหมือนเดิมーー

ถ้าหากว่าอัลเฟรดเลือกผม

 

คงจะเป็นอนาคตที่มีแต่ความสุขราวกับฝันที่ไม่อาจเป็นจริง

 

อัลเฟรดบอกว่าจะอยู่กับผมตลอดไป

บอกว่าจะอยู่ด้วยกันจนกว่าร่างนี้จะแหลกสลาย

ตอนนั้น......เขาบอกว่า ชอบ

 

ーーผม......ดีใจจนแทบควบคุมตัวเองไม่ได้

 

เผลอคิดไปซะแล้ว

แม้แต่ตัวเองก็ยังไม่เข้าใจตัวเอง

กับเด็กที่เลี้ยงดูมาเหมือนลูก อายุน้อยกว่าทั้งยังเป็นผู้ชาย

 

ไม่รู้ว่าเป็นเพียงความรู้สึกเป็นเจ้าของหรือความรัก ทว่าผมไม่อาจลบความรู้สึกที่ไม่ชัดเจนนี้ออกจากใจได้

 

หลายครั้งที่ส่วนหนึ่งในใจผมทั้งตั้งคำถามและตำหนิตัวเองว่าผมชอบพวกพี่สาวสุดสวยไม่ใช่เหรอ ผมสับสนอะไรอยู่กันแน่

 

ผมจะทำลายเนื้อเรื่องเดิมเพื่อประโยชน์ของตัวเองได้จริง ๆ น่ะเหรอ ความคิดในหัวผมขึ้นสัณญาณเตือนมาแบบนั้น

แต่ーー

 

......ไม่ว่าจะทำยังไง จนแล้วจนรอดผมก็พูดปฏิเสธออกไปไม่ได้

 

ผมไม่มีความกล้าพอจะปฏิเสธความหวังดีที่อัลเฟรดมอบให้......อีกทั้ง ลึก ๆ ในใจแล้วผมกลับรับความหวังดีนั้นมาด้วยความเต็มใจ

 

ผมทำได้เพียงเยาะเย้ยตัวตนที่บ้าและงี่เง่าของตัวเองเท่านั้น

 

ผมมันน่าสมเพช ทำอะไรครึ่ง ๆ กลาง ๆ แค่จะเข้าใจความรู้สึกตัวเองยังทำไม่ได้ ปฏิเสธก็ไม่ได้ ยอมรับก็ไม่ได้ ทั้งขี้ขลาดเกินกว่าจะยอมแพ้ ขี้โกง เป็นจอมหลอกลวง บ้าและงี่เง่า ตัวผมมันน่าสมเพช ไม่กล้าตัดสินใจอะไรเลยสักอย่างーー

 

 

ทำได้เพียงรอคำพิพากษาーーーーในตอนสุดท้ายเท่านั้น

 

 

จู่ ๆ อัลเฟรดก็โน้มตัวลงมาแล้วหอมแก้ม ผมจึงเงยหน้าขึ้น

 

ดวงตาสีนภาคู่นั้นแฝงด้วยความลำบากใจเล็กน้อยขณะจ้องมองผม อัลเฟรดปล่อยมือที่กอบกุมข้อมือของผมไว้แล้วเปลี่ยนมาโอบรอบเอวผมแทน ฝ่ามือใหญ่ดึงผมเข้าไปไว้ในอ้อมกอดจนผมขยับตัวไม่ได้

 

“......เลียน”

 

อัลเฟรดเรียกชื่อผมด้วยน้ำเสียงตำหนิที่มักใช้กับพวกเด็ก ๆ

 

“......อะไร”

 

“เจ้านี่นะ......ทำไมชอบคิดอะไรคนเดียวอีกแล้ว”

“ค...! คิดอะไรคนเดียวนี่อะไร!”

 

“ถ้ามีเรื่องอยากพูดก็พูดออกมา พูดออกมาเถอะเลียน ไม่สิ พูดมันออกมาที ข้าอยากรู้ ว่าเจ้ากำลังคิดอะไรอยู่ーーอะไรที่ทำให้เจ้ากลัดกลุ้มและเจ็บปวดอยู่คนเดียว”

 

“อัลเฟรด......”

 

ผมสูดลมหายใจ

 

ความรู้สึกจุกในลำคอทำให้ผมฝืนกล้ำกลืนน้ำเสียงที่สั่นเทาของตัวเอง หาไม่แล้วผมคงร้องไห้ออกมาอย่างน่าสมเพชและเล่าทุกอย่างออกมา

ตอนนี้ยังไม่ได้

อัลเฟรดยังรู้เรื่องนี้ไม่ได้

 

เรื่องที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้......ไม่ว่าจะหมู่บ้านหรือโลกใบนี้ーーฉันเล่าเรื่องที่ฉันรู้อนาคตทุกอย่างของนายไม่ได้

 

แค่เจ้านี่เท่านั้นーーตัวเอกที่เป็นตัวหลักในการดำเนินเรื่อง อัลเฟรด

มีแต่เขาเท่านั้นที่จะรู้เรื่องนี้ไม่ได้

หากส่วนเล็ก ๆ นี้กลายเป็นเรื่องใหญ่ในอนาคตจนเนื้อเรื่องเปลี่ยนทิศทางต่างไปจากแบบที่ผมรู้ แบบนั้นคงไม่ดีแน่

สิ่งที่ผมทำมาทั้งหมดจะสูญเปล่า

แค่เรื่องนี้เท่านั้นーー

 

อัลเฟรดยิ้มให้ผมอย่างเจ็บปวด ฝ่ามือนั้นลูบหัวของผม

 

“......ช่างเถอะ ไม่ต้องฝืนหรอก ไม่จำเป็นต้องเล่าตอนนี้ สักวันหนึ่ง......ค่อยเล่าให้ข้าฟังก็ได้”

“อัล......”

“แต่ข้าตัดสินใจแล้ว”

“เอ๊ะ?”

 

อัลเฟรดมองลงมาที่ผมและเผยยิ้มสดใส

 

“ข้าเพิ่งคิดได้ว่าทำแบบนี้น่าจะเร็วกว่า ข้าจะไม่ทำร้ายใจตัวเองอีกแล้ว ก็เจ้าซื่อบื้อออกจะตาย”

 

“ซ...ซื่อ......ใครซื่อบื้อไม่ทราบ!? เสียมารยาท!”

 

“เพราะงั้น ถ้าไม่พูดให้ชัดเจนและเก็บเจ้าไว้ข้างกาย......ข้าคงสงบใจไม่ได้ เจ้าชอบหายไปในที่ที่ข้าไม่รู้จักตลอด ถ้าข้ามัวแต่ชักช้าอาจมีใครแย่งเจ้าไปก็ได้ หากเป็นเช่นนั้นข้าคงไปเอาเลือดหัวไอ้เวรพวกーーอา ข้าคงทนไม่ได้ ดังนั้นข้าจึงอยากบอกคนซื่อบื้ออย่างเจ้าให้ชัดเจนไปเลย”

 

“ฮะ?”

 

อัลเฟรดโน้มหน้าลงมาใกล้ผมจนจมูกแทบจะชนกัน เพราะใบหน้าใกล้กันเกินไปผมจึงไม่กล้าสบตาเขาและพยายามจะเบือนหน้าหนี ทว่าอัลเฟรดกลับเชิดคางผมขึ้นและบังคับให้ผมมองเขา

 

“อ...อัลーー”

 

“ข้าชอบเจ้ามาตลอดーーข้ารักเจ้า แค่เจ้าเท่านั้น เลียน”

 

“บ......!”

 

สายตาอัลเฟรดมองลึกมาที่ผม เขาพูดพร้อมเผยรอยยิ้มบาง ก่อนจะเปลี่ยนเป็นยิ้มกว้างอย่างดีใจ

 

“หน้า...แดงแล้วนะ”

 

“บ้......!? น...หนวกหู พ....พูด อ...อะไรของเจ้า”

 

ผมหวั่นไหวเสียจนได้แต่ยืนตัวแข็งทื่อ สุดท้ายก็ถูกอัลเฟรดประกบริมฝีปากมาอีกครั้ง

หนีไม่พ้นจนได้

 

ผมผลัดอกอัลเฟรดและพยายามเบือนหน้าหนีทว่าริมฝีปากอีกฝ่ายกลับกดจูบเข้ามาจนผมหนีไปไหนไม่ได้ คางถูกเชิดขึ้น อัลเฟรดบังคับปากผมให้เปิดออกแล้วส่งลิ้นรุกล้ำเข้ามาอย่างไม่เกรงใจ

ผมรีบร้อนใช้ลิ้นตัวเองดันกลับไป แต่กลับกลายเป็นลิ้นเกี่ยวตวัดกันจนทั่วร่างสั่นสะท้าน

 

ผมเผลอลืมตาขึ้นโดยไม่รู้ตัวก่อนจะสบตาเข้ากับดวงตาสีกรมท่าสั่นไหวที่กำลังจับจ้องผม

 

แววตานั้นเต็มไปด้วยแรงอารมณ์จนชวนให้สังหรณ์ใจไม่ดี มือที่โอบรอบเอวของผมร้อนผ่าว

ในขณะที่ผมกำหมัดแน่นเตรียมหยุดอัลเฟรดーー

 

 

ก็เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นสองที

 

“ท่านเลียน ท่านฟลัม ขออภัยขอรับ ท่านแกรนท่ามาถึงแล้วขอรับ”

 

“......!!!”

 

เมื่อได้ยินเสียงโรเวนดาลผมก็เด้งตัวขึ้นอย่างตกใจ

 

อีกฝ่ายเองก็คงรู้สึกตัวเช่นนั้น แรงที่โอบเอวผมไว้จึงคลายลงชั่วขณะ ผมรีบยื่นแขนออกไปคว้าหมับที่หูสองข้างของอัลเฟรด

 

จากนั้นーーผมออกแรงดึงหูของเขา

 

“เจ็บ”

 

อัลเฟรดครวญครางก่อนจะยอมผละหน้าออกในที่สุด

หูน่ะเป็นจุดอ่อนไหวที่ต่อให้แข็งแกร่งขนาดไหนก็ทนไม่ได้กันทั้งนั้นแหละ!

 

แม้แต่ผู้กล้าเองก็ยังแสดงสีหน้าเจ็บปวดที่ไม่ค่อยได้เห็นออกมา ดวงตานั้นรื้นน้ำตาเล็กน้อย

เพราะผมใส่แรงบิดหูไปเต็มที่จึงเกิดรอยเล็บแดงเป็นหย่อม ๆ สมน้ำหน้า!

 

ผมอาศัยจังหวะที่อัลเฟรดเจ็บจนต้องคลายมือออกผลักแขนซ้ายของเขาเต็มแรงและดิ้นออกจากอ้อมกอดนั้น อัลเฟรดรีบเอื้อมมือมาหมายจะคว้าผมไว้ แต่ผมก็ชิงกระโดดหลบไปด้านข้างเสียก่อน

 

ขณะที่วิ่งหลบและพุ่งตัวไปที่ประตู ผมก็ร้องตะโกนตอบโรเวนดาลที่น่าจะยืนอยู่ข้างนอก

 

“ข...เข้าใจแล้ว! ก...กำลังไป! จะไปเดี๋ยวนี้เลย! ขอเวลาสักครู่!”

“รับทราบขอรับ ข้าจะบอกเขาไปเช่นนั้น ข้ารอที่ประตูใหญ่นะขอรับ หากพร้อมแล้ว โปรดไปที่นั่นด้วย”

“อา! ข้ารู้แล้ว!”

 

ผมเอาหน้าแนบประตู เมื่อได้ยินเสียงรองเท้าหนังค่อย ๆ เดินจากไปด้วยฝีเท้าสม่ำเสมอผมก็พลอยโล่งใจ โชคดีที่โรเวนดาลไม่ได้เปิดประตูเข้ามา ผมยังไม่อยากเห็นหน้าเขาตอนนี้

 

แม่งเอ้ย......!

ต้องคอยระแวดระวังกันตลอดใช่ไหม!

หัวใจจะวาย!

ใครจะไปคิดว่าเจ้านั่นจะทำเรื่องหน้าไม่อายขนาดนี้!

 

ผมถอนหายใจและสูดหายใจเข้าเพื่อเตรียมความพร้อมและหันกลับไปถลึงตามใส่คนที่อยู่ข้างหลัง เจ้าของผมสีบลอนด์ยังคงนิ่วหน้าส่งเสียงโอดครวญอย่างเจ็บปวดพลางลูบหูที่บวมแดงของตัวเองป้อย ๆ

 

“ก...กรรมตามสนอง! เจ้าบ้า! วิตถาร! โรคจิต! เจ้าโง่! งี่เง่า! ค...คนอย่างเจ้าน่ะ คนอย่างเจ้าน่ะ ไปรองมือรองเท้าให้ท่านอาจารย์ซ่อมซะเถอะ! ท่านอาจารย์น่ะแข็งแกร่งมาก! อย่างเจ้าน่ะไม่คณามือหรอก! อย่าปอดแหกวิ่งหนีหางจุกตูดเสียล่ะ!”

 

“......เจ้าว่าอะไรนะ”

 

ท่าทางคงยอมไม่ได้สินะ อัลเฟรดตอบกลับผมมาเสียงต่ำ

ผมเชิดหน้ามองเขาด้วยสายตาอวดดีอย่างทุกที ทั้งยังจงใจพ่นลมหายใจออกมาดัง ๆ ด้วย

เมื่อเห็นเจ้าของเส้นผมสีบลอนด์ค่อย ๆ ย่างกรายเข้ามาใกล้ด้วยสีหน้าบึ้งตึง ผมก็รีบเปิดประตู พุ่งตัวออกไปที่ทางเดินแล้วหนีลงบันไดไป

 

“อะ! นี่ หยุดเลย! เลียน!”

 

แม้จะพูดแบบนั้น แต่ผมก็ไม่หันกลับไปมองและแสร้งทำเป็นไม่ได้ยิน

 

 

ผมไม่ได้หนีออกมาเพราะกลัวหรอกนะ

 

เออ ใช่ก็ได้!

 

 

 

 

เมื่อก้าวเท้าเข้ามาในห้องโถงใกล้ประตูใหญ่ของคฤหาสน์ โรเวนดาลที่ถือถาดเงินสังเกตเห็นผมจึงหันกลับมาโค้งให้อย่างสุภาพ

ข้าง ๆ ของห้องโถงมีม่านปักลายไอวี่คล้ายอ้อย ถัดไปด้านในเป็นโซฟาและโต๊ะเตี้ยสำหรับรับแขก

ที่โซฟานั้นมีชายผู้หนึ่งนั่งอยู่ เมื่อเห็นเส้นผมสีทรายที่ใกล้จะขาวนั้นจากด้านหลัง ผมก็รีบวิ่งเข้าไปพร้อมส่งเสียงทักทาย

 

“อาจารย์แกรนท่า! สวัสดีขอรับ! รบกวนท่านแล้ว!”

“ไง เจ้าหนูลี ข้ามาแล้ว”

 

ชายหนุ่มร่างสูงลุกขึ้นจากเก้าอี้ เขาหันกลับมาทักทายพร้อมยกแขนซ้ายโบกไม้โบกมือให้ผม

 

ดวงตาสีเม็ดทรายเช่นเดียวกับเส้นผมมองมาที่ผมขณะยิ้มให้ มุมปากขวานั้นยกสูงขึ้นอย่างเป็นมิตร

 

ผิวของเขาไหม้จนกลายเป็นสีโกโก้ ทั้งยังส่งกลิ่นอายเจิดจ้าลอยละล่องไปทั่วเหมือนคนเพิ่งกลับจากการเที่ยวเมืองร้อนช่วงวันหยุดยาวไม่มีผิด

 

ชุดที่สวมอยู่ก็ด้วย

ไหล่ขวาสะพายเป้สีเหลืองเรืองแสง เขาสวมเสื้อนอกตัวใหญ่แขนสั้นสกรีนลายดอกไม้กลีบใหญ่คล้ายดอกชบา ทั้งเสื้อยืดด้านในยังเป็นสีฟ้าสดใส

กางเกงเนื้อผ้าหยาบ ๆ ขาสั้นพอดีเข่า

โซ่คล้องคอสีเงินและทอง

รองเท้าบู้ทหนังครึ่งเข่าสีดำที่มักใช้ประจำ

ที่เอวมีฝักดาบสีส้มกับสีฟ้าพร้อมดาบยาวและดาบสั้นอย่างละเล่ม

ผมที่ยาวสลวยถึงกลางหลังถูกมัดรวบด้วยเชือกสีเขียว

ที่ศีรษะยังเสียบแว่นกันแดดสีดำราวกับเพิ่งไปพักร้อนที่ดินแดนทางใต้

 

สีสันฉูดฉาดผสมกันจนผมรู้สึกแสบตาขึ้นมาเล็กน้อย

 

แม้ภายนอกจะยังดูหนุ่มทว่าก็เป็นตาลุงที่จะอายุครบสี่สิบห้าปีนี้แล้ว

 

 

“ーーโอ๊ะ เจ้าหนูลี เด็กข้างหลังเจ้า......คือเขาหรือ”

 

ท่านอาจารย์เบนสายตาไปด้านหลังของผมก่อนจะเผยยิ้มมีเลิศนัย

 

เมื่อหันกลับไปมองตามสายตาของท่านอาจารย์ก็พบอัลเฟรดที่มายืนอยู่ด้านหลังผมตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้กำลังจ้องท่านอาจารย์เขม็ง

สายตาคู่นั้นบึ้งตึงกว่าทุกที ทั้งยังแผ่กลิ่นอายที่ชวนปวดแสบปวดร้อน แววตาคู่นั้นไม่มีท่าทีจะหลบตาไม่แต่น้อย กลับจ้องราวกับสัตว์ที่พร้อมจะจู่โจม

เอาเถอะ บางทีเจ้าเด็กนี่ก็เหมือนสัตว์ป่าอยู่แล้ว อาจรับรู้ถึงความอันตรายจากสัญชาตญาณก็ได้

 

“อา ขอรับ อัลเฟรด ฟลัมขอรับ ผู้คุ้มกันของตระกูลโอเวนที่ข้าจ้างมา แต่ทั้งข้าและเขาต่างก็ยังเยาว์วัยทั้งคู่จึงอยากให้ท่านอาจารย์ช่วยชี้แนะขอรับーー”

 

“หืーม......ได้ยินว่าเจ้าเพิ่งเอาชนะศิษย์รักของข้า......เจ้าหนูลีได้เป็นครั้งแรกหรือ”

 

เดี๋ยวเถอะ นี่ฟังที่ผมพูดบ้างไหมเนี่ย

 

ท่านอาจารย์เบนสายตาไปที่อัลเฟรด เขาลูบคางและยิ้มอย่างเย้ยหยัน

 

“......เข้าใจล่ะ เป็นแค่เด็กเมื่อวานซืนแต่ทำสีหน้าใช้ได้เลยนี่......ดี ไหนขอดูฝีมือของคนที่เอาชนะศิษย์ผู้น่ารักของข้าเสียหน่อยซิ ตามมา”

 

ท่านอาจารย์ชี้นิ้วไปยังอัลเฟรดก่อนจะก้าวเท้ามุ่งหน้าไปที่สวนด้านหลังคฤหาสน์

เดี๋ยว นี่ไม่ได้ฟังที่ผมพูดเลยจริง ๆ ใช่ไหม เจ้าคนบ้าสงคราม

 

“......เฮ้อ ช่วยไม่ได้......ไปกันเถอะ อัลเฟรーー”

 

“เจ้าหนูลี”

 

“ฮะ?”

 

“เจ้านั่น พูดว่า เจ้าหนูลี”

 

“อา......นั่นล่ะหรือ น่าอายใช่ไหมล่ะ......ข้าก็อยากให้เลิกเรียกแบบนั้นอยู่หรอก ข้าเรียนกับท่านอาจารย์มาตั้งแต่เด็กก็เลยถูกตั้งชื่อให้ คงตั้งใจจะล้อข้าเล่นนั่นแหละ ทั้งที่เคยบอกไปแล้วว่าให้เลิกเรียกแบบนั้น......แต่ก็ยังไม่ยอมอยู่ดี”

 

“......หืーม”

 

อัลเฟรดตอบมาเพียงแค่นั้นก่อนจะจ้องเขม็งไปด้านหน้าแล้วเดินเข้าไปในสวน

 

สายตาคู่นั้นให้ความรู้สึกกำลังข่มขวัญคู่ต่อสู้ทั้งยังเตรียมพร้อมที่จะจู่โจมอย่างน่าประหลาด

หรือเจ้านั่นจะได้กลิ่นอายความอันตรายจากตัวท่านอาจารย์

อะ หรือว่า......ประมาณว่าเสือสองตัวอยู่ถ้ำเดียวกันไม่ได้?

อืม ไม่รู้แล้ว

 

ผมถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยอ่อนและเดินตามเจ้าของผมสีเม็ดทรายกับสีบลอนด์ออกไป

 

 

 

แม้จะบอกว่าเป็นสวนแต่ก็เป็นถึงสวนในคฤหาสน์ของเจ้าผู้ถือครองที่ดินจึงกินพื้นที่บริเวณกว้าง ลึกเข้าไปในสวน พื้นดินส่วนหนึ่งมีหญ้าปกคลุมและต้นใหญ่สูงขนาดสามคนยืนรายล้อมอยู่โดยรอบ ต้นไม้หนาทึบบดบังทัศนียภาพเบื้องหน้า พวกคนคุ้มกันจึงมักใช้ที่นี่เป็นสถานที่ฝึกซ้อม

 

ท่านอาจารย์บอกให้อัลเฟรดเลือกอาวุธ เขาเลือกดาบเล่มใหญ่ขึ้นมาเล่มหนึ่ง เมื่อเห็นท่าทางของอัลเฟรดที่กวัดแกว่งดาบเล่มใหญ่ขนาดนั้นได้ด้วยมือเพียงข้างเดียวอย่างสบาย ๆ ท่านอาจารย์ก็เลิกคิ้วขึ้นมาข้างหนึ่ง

 

“......โฮ ใช้มือเพียงข้างเดียวก็ยกเจ้านั่นได้ พลังเยอะกว่าที่เห็นภาพนอกอีกนะ”

 

อัลเฟรดไม่ตอบแต่กลับมองท่านอาจารย์เขม็ง......ท่าทางยังคงระแวดระวังอยู่

 

ท่านอาจารย์ไม่ได้รู้สึกรู้สาต่อสายตาที่จ้องมาแม้แต่น้อย เขาหยิบดาบเบา ๆ คล้ายดาบสำหรับฝึกซ้อมขึ้นมาเล่มหนึ่งและแสยะยิ้มออกมา

 

ผมให้สัญญาณ เตรียมตัวー แบบที่อาจารย์หน้าตาง่วงซึมคนนั้นเคยทำ ก่อนที่การประลองจะเริ่มขึ้น

 

ขณะที่ยืนชมการต่อสู้ของทั้งสองคนจากที่ไกล ๆ ในใจก็ก่อเกิดความรู้สึกยินดีขึ้นมา คราแรกผมคิดว่าอัลเฟรดคงโดนซัดหมอบตั้งแต่ยกแรก แต่อัลเฟรดกลับต่อสู้กับท่านอาจารย์ได้อย่างสูสีทีเดียว

 

ห้ามดูถูกท่านอาจารย์ว่ามีแขนเพียงข้างเดียวเด็ดขาด คนคนนั้นแม้จะสูญเสียแขนไปข้างหนึ่งแต่ก็ยังแข็งแกร่งกว่าระดับหัวหน้าหน่วยองครักษ์หลายขุม ได้ยินว่าเมื่อวันก่อนผู้ช่วยจากหน่วยองครักษ์มาขอร้องท่านอาจารย์ให้ไปจัดการพ่อค้ามืดนอกเขตเมืองหลวง แม้จะมีจำนวนหนึ่งต่อร้อย แต่ท่านอาจารย์ก็อัดพวกนั้นจนน่วม ใช้เพียงแขนเดียวแต่สังหารคนหนึ่งร้อยคนได้

......คนคนนั้นจำเป็นต้องปลดเกษียณจริง ๆ น่ะเหรอ

เอาเถอะ เจ้าตัวก็ดูมีความสุขกับชีวิตเรื่อยเปื่อยที่ได้ออกเดินทางและตีรันฟันแทงไปทั่ว เท่านี้ก็ดีแล้วล่ะ

 

ทว่าท่านอาจารย์คนนั้นกลับกำลังขมวดคิ้วเป็นปมอย่างหาได้ยาก

เกิดอะไรขึ้น ทำให้คนคนนั้นตึงมือได้เชียวเหรอ......?

 

ท่านอาจารย์หลบวิถีดาบของอัลเฟรดและพยายามสะบัดดาบนั้นออกーーทว่ากลับทำไม่ได้

เขาเดาะลิ้นและกระโดดไปด้านหลังหลบเลี่ยงดาบของอัลเฟรด

 

โอ้

เจ้าอัลเฟรดไม่เบาเลยนี่นา

 

แต่ก็เป็นต่อได้เท่านี้แหละ

 

ท่านอาจารย์ใช้การเคลื่อนไหวว่องไวก่อกวนอัลเฟรดและพุ่งตรงไปที่แผ่นอกของอีกฝ่าย

เป็นท่าที่ผมใช้อยู่ประจำ

อัลเฟรดร่างกายสูงใหญ่การเคลื่อนไหวย่อมทื่ออยู่บ้าง โจมตีจากระดับอกจึงมีกำไรมากกว่า

 

อัลเฟรดถอยไปด้านหลัง เขาหลบหลีกการโจมตีและยกแขนขึ้นเพื่อเล็งเป้าหมาย

 

ชั่วขณะนั้นท่านอาจารย์งอตัวและกดดาบลงเล็กน้อย

 

การเคลื่อนไหวที่อยู่เหนือความคาดหมายทำให้อัลเฟรดเบิกตากว้าง

 

การเคลื่อนไหวนั้นพลิ้วไหว ท่านอาจารย์เตะเข้าที่สีข้างของอัลเฟรด เขาย่อตัวและเตะสกัดขาอัลเฟรด ท่านอาจารย์ไล่โจมตีอัลเฟรดโดยเล็งจุดอ่อนไหวที่ท้องทั้งยังถีบที่สันดาบของเขา หลังจากรวมพลังเวทไว้ที่ฝ่าเท้าก็ง้างเตะเข้าไปอีก

นั่นไม่ใช่วิชาดาบ หากแต่เป็นการต่อสู้ตัวต่อตัวด้วยพลังเวท

 

ถ้าขอให้ท่านอาจารย์สอนวิชาการต่อสู้ที่ใช้ได้จริง ท่านอาจารย์ก็จะสอนเทคนิคการต่อสู้ตัวต่อตัวควบคู่กับการใช้พลังเวท ถ้าพูดให้ดูดีหน่อยก็คือการเรียนรู้จดจำด้วยร่างกายตัวเอง หากพูดให้แย่ก็คือท่านอาจารย์กำลังสอนท่าแกรนท่าพิสดารให้อยู่

 

คนที่จะได้ฝึกเพลงดาบแกรนท่ามีเพียงผู้ที่มีคุณสมบัติพอเท่านั้น เพราะเป็นเพลงดาบที่มุ่งเอาชีวิตที่ใช้กันในสนามรบ การฝึกจึงเข้มงวดมากจนแทบจะเอาชีวิตไม่รอด ผมเองก็เกือบชะตาขาดมาแล้วเหมือนกัน

สำหรับวิชานี้นอกจากต้องเรียนศิลปะการต่อสู้แล้วยังต้องท่องจำคาถาเวทด้วย ผู้ที่ทนการฝึกได้จนถึงตอนนี้จึงมีไม่มาก ในบรรดาศิษย์ทั้งหมด หากรวมผมเข้าไปด้วยก็มีเพียงแค่แปดคน

 

อัลเฟรดถูกเตะปลิวไปด้านหลัง ร่างกายสูงใหญ่นั้นหงายหลังกระแทกพื้น

 

อืม

แม้จะเป็นว่าที่ผู้กล้าในอนาคตที่ฝีมือการต่อสู้ดีเยี่ยมจนคนธรรมดาไม่อาจเทียบก็ตาม แต่ตอนนี้ก็ยังเป็นเพียงเด็กอายุสิบเจ็ดที่ปากยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม ยังไงก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของตาแก่หนังเหี่ยวーーแค่ก ผู้ใหญ่อย่างท่านอาจารย์ที่มีประสบการณ์โชกโชนทั้งยังเป็นทหารผ่านศึกอยู่แล้ว

 

ท่านอาจารย์ตวัดดาบก่อนจะเก็บลงฝัก

การประลองสิ้นสุดลง

ผมถอนหายใจโดยไม่รู้ตัว

 

“สมกับเป็นท่านอาจารย์ขอรับーー”

“......เฮ้ย เจ้าหนูลี......นี่มันหมายความว่ายังไง”

 

ท่านอาจารย์สาวเท้ามาทางผม เขากอดอกวางท่าน่ากลัว คิ้วคู่นั้นขมวดเข้าหากันจนเป็นปม สายตามองลงมาที่ผม

เกิดอะไรขึ้น ทำไมอยู่ ๆ ท่านอาจารย์ก็อารมณ์ไม่ดีขึ้นมาล่ะ เอ๊ะ? ผมเหรอ? ทำไมอะ?

 

“เอ๊ะ? อะไรหรือขอรับ ท่านอาจารย์”

“ ‘เอ๊ะ? อะไรหรือขอรับ ท่านอาจารย์’ ซะที่ไหนเล่า! นี่เจ้า......เอาสิ่งที่ข้าสอนไปแอบสอนให้เจ้าเด็กนี่งั้นเรอะ”

 

 

ว้ากกกกกกก!!?

 

 

นี่ นี่หรือว่าดูออกขนาดนั้นเลยเหรอ!?

สมกับเป็นท่านอาจารย์!!

 

ไม่คิดว่าเรื่องที่ผมแอบสอนอัลเฟรดอ้อม ๆ จะมาความแตกในที่แบบนี้......!!

 

 

ผมยืดหลังตรงประสานมือกันพร้อมรวบรวมพลังกล้ามเนื้อบนใบหน้าก่อนจะเผยยิ้มศูนย์เยนเหมือนที่ทำอยู่ทุกที

ไม่ว่ายังไงก็ต้องแถกลบเกลื่อนไปให้ได้ ไม่อย่างนั้นผมซี้แหง

 

แม้จะเป็นผม แต่ก็สามารถปั้นหน้ายิ้มทำไม่รู้ไม่ชี้ว่า เรื่องอะไรหรือขอรับ ข้าไม่เห็นรู้เรื่อง ได้อย่างราบรื่น

ก็เพราะผมเก๊กมาตั้งห้าปีแล้วไง!

คนที่เคยถูกเพื่อนตราหน้าว่าการแสดงติดลบอย่างผม ตอนนี้ก็พอตลบตะแลงตอแหลได้แล้วนะ

 

“ข้าจะไปทำเรื่องแบบนั้นได้ยังไงขอรับ เอ่อ......จริงสิ ข้ากับเขาเป็นคู่ประลองกันมาตลอดจนเรียนจบ คงเรียนรู้เองตอนนั้นกระมังขอรับ”

 

ผมเสแสร้งด้นสดได้แบบน้ำไหลไฟแลบ

ผมแม่งเจ๋ง!

จะทำก็ทำได้นี่นา! อาการปวดท้องที่ผ่านมาไม่สูญเปล่าแล้ว

 

เป็นไง นายมองฉันอยู่หรือเปล่าโคอิจิโร่ ฉันแสดงได้อย่างองอาจนำหน้านายไปแล้วนะเจ้าบ้า

 

ท่านอาจารย์ใช้ดวงตาสีเม็ดทรายจ้องมองผมไม่วางตาและพ่นลมหายใจออกมา

 

“......ให้ตายสิ ปลิ้นปล้อนเสียจริง......ช่างเถอะ เจ้าสอนพื้นฐานให้เขาไปแล้วข้าจะไม่คิดค่าเรียนแล้วกัน”

“งั้นหรือขอรับ”

 

ท่าทางการชี้แนะของผมจะถูกต้อง โล่งอกไปทีที่ไม่ได้สอนผิด

พื้นฐานเป็นเรื่องสำคัญ หากจำไปผิด ๆ คงแก้ยาก

 

“ไม่ใช่ ‘งั้นหรือขอรับ’ ! สีหน้าเจ้ามันชัดเจนเลยว่า อา โล่งอกไปที~ ......นี่เจ้าวางแผนอะไรอยู่กันแน่”

 

“ว...วางแผน อ...เอ่อ......จ......จริงสิ! ยิ่งคู่ต่อสู้แข็งแกร่งก็ยิ่งดีไม่ใช่หรือขอรับ ถ้าฝีมือทัดเทียมกัน ข้าจะได้ลองใช้เพลงดาบที่เรียนมาด้วย อาจารย์แกรนท่าอุตส่าห์ชี้แนะเพลงดาบที่ยอดเยี่ยมขนาดนั้นให้ข้า หากไม่หมั่นฝึกซ้อมก็ทื่อหมดพอดี จะสูญเปล่าเอานะขอรับ”

 

แม้แต่ตัวเองยังคิดว่าเป็นการแถที่ชาญฉลาดมาก

ดีล่ะ สู้ ๆ ตัวผม นายทำได้แน่ ถ้าจะทำก็ทำได้ ค่อย ๆ แถไปแบบนี้แหละ

 

ท่านอาจารย์เบิกตาเล็กน้อยและยิ้มมุมปาก

 

“หืม......? เพราะงั้นเจ้าถึงสร้างคู่แข่งของตัวเองขึ้นมางั้นหรือ ทำเรื่องน่าสนใจเป็นเหมือนกันนี่ แต่สุดท้ายกลับมาแพ้เนี่ย เจ้าหนูนั่นไม่รู้จักบุญคุณเลยนะ”

 

แม้จะโดนเสียดสีแต่ผมก็ทำเพียงปั้นหน้ายิ้มต่อไป ถึงจะเป็นแบบนั้นก็ไม่เป็นไร เท่านี้ผมก็พอใจมากแล้ว ได้เลี้ยงดูเด็กคนหนึ่งให้แข็งแกร่งขึ้นจนไม่แพ้ศิษย์คนไหนแม้แต่ตัวผมจนเรียนจบจากโรงเรียนได้ เป้าหมายผมก็ถือว่าสำเร็จลุล่วงแล้ว

 

ท่านอาจารย์ที่ใช้สายตาจ้องมองผมราวกับกำลังคาดคั้นถอนหายใจออกมา

 

“ให้ตายสิ บางครั้งข้าก็ไม่เข้าใจเจ้าจริง ๆ ......ーーนี่เจ้าน่ะ ฟลัมใช่ไหม”

 

อัลเฟรดที่นั่งจุ่มปุ๊กอยู่ที่พื้นขมวดคิ้วเป็นปม เขาเงยหน้ามองท่านอาจารย์

เจ้านั่นน่ะ เห็นแบบนั้นแต่ก็เป็นพวกเกลียดความพ่ายแพ้ ท่าทางคงเจ็บใจไม่น้อย

 

“......เจ้าน่ะ เจ้าหนูลีเคี่ยวกรำพื้นฐานให้เจ้าแล้วแต่ยังมีจุดที่พัฒนาได้อีก การพุ่งเข้าหาคู่ต่อสู้ที่ถือดาบจริงไว้ในมืออย่างไม่หวั่นไหวทำให้ข้าถูกใจมาก เอาสิ ข้าจะสอนให้ อย่าโดดเรียนล่ะ ข้าสอนให้แต่พวกที่ตั้งใจเท่านั้น เข้าใจไหม”

 

“......อา”

“ตอบอะไร ขอความกรุณาด้วยขอรับ ไม่ใช่หรือไง”

“............ขอความกรุณาด้วย...ขอรับ”

 

อัลเฟรดที่คิ้วขมวดเป็นปมท่าทางไม่สบอารมณ์สุด ๆ กดเสียงต่ำตอบกลับไป ท่านอาจารย์ยิ้มอย่างลำพองพร้อมพยักหน้าอย่างพอใจ

 

ผมมองสองคนนั้นในใจก็พลันเบาใจลงได้ ดูเหมือนท่านอาจารย์จะยอมสอนวิชาให้อัลเฟรดแล้ว

โล่งอกไปที

ตอนแรกผมกังวลจนเผลอเหงื่อแตกพลั่ก ๆ

 

ท่าทางการพบกันครั้งแรกจะผ่านไปด้วยดี ผมโล่งใจในขณะมุ่งหน้าไปหาอัลเฟรดที่ยังคงนั่งจุมปุ๊กอยู่

 

ท่านอาจารย์ยิ่งเป็นพวกไม่รู้จักคำว่าออมมืออยู่ด้วย อัลเฟรดอาจบาดเจ็บจนยืนไม่ไหวก็ได้

 

“อัลเฟรด ไหวหรือเปล่า ลุกได้ไหม”

 

ผมพยุงแขนอัลเฟรดพลางชำเลืองมองหน้าเขา แม้คิ้วจะยังคงขมวดเข้าหากันทว่าสีหน้าก็ไม่ได้ย่ำแย่ ดวงตาสีฟ้าที่ช้อนตามองผมสั่นไหวและแฝงด้วยความเจ็บใจปนอับอายอยู่ในที

เมื่อเห็นสีหน้าแบบนั้นผมก็หลุดขำออกมา เจ็บใจน่าดูเลยนะ อุตส่าห์ไปได้ดีแล้วแท้ ๆ

 

“......ถึงตอนนี้ยังไม่ชนะ แต่ต่อไปหากเจ้าแข็งแกร่งขึ้น อาจเอาชนะเขาได้ก็ได้นะ”

 

ถ้าเป็นนายล่ะก็

ต้องชนะได้แน่

ก็นายเป็นว่าที่ผู้กล้าในอนาคตที่เกลียดความพ่ายแพ้เข้าไส้เลยนี่นา

 

“......งั้นหรือ”

“ใช่ เพราะงั้นถ้าอยากชนะล่ะก็ตั้งใจฝึกซ้อมเข้าล่ะ แล้วนายเจ็บตรงไหนหรือเปล่า”

“......ไม่”

“งั้นหรือ”

 

เกลียดความพ่ายแพ้จริง ๆ นั่นแหละ

เห็น ๆ อยู่ว่าบาดเจ็บ ยังไม่ยอมรับอีก

 

ที่แก้มขวาบริเวณใต้ตามีแผลฉีกที่เลือดกำลังไหลซิบ ๆ

 

หากขึ้นไปอีกหน่อยตาอาจได้รับความเสียหายไปด้วยก็ได้ คนคนนั้นไม่รู้จักออมมือเลยจริง ๆ อันตรายชะมัด

แม้โลกนี้จะเป็นโลกแฟนตาซีที่มียาฟื้นฟูสำหรับรักษาแผลเล็ก ๆ แต่เจ็บก็คือเจ็บ และถ้าเป็นบาดแผลลึก ต่อให้ใช้ยาฟื้นฟูก็ยังทิ้งรอยแผลเป็นอยู่ดี

 

ผมนำยาฟื้นฟูระดับกลางคล้ายเม็ดลูกกวาดสีฟ้าที่มักพกไว้ในกระเป๋าเสมอออกมาแล้วกำไว้จนแตก ผมใช้นิ้วช้อนครีมที่ส่องประกายระยิบระยับแล้วทาลงที่ใต้ตาให้อัลเฟรด

 

ผมไล่ปลายนิ้วเช็ดเบา ๆ ที่บริเวณบาดแผล

แผลของอัลเฟรดหายแล้ว ทั้งยังไม่ทิ้งร่องรอยเอาไว้ด้วย บาดแผลสมานกันอย่างสวยงาม

โล่งไปทีที่ได้ผล

ผมล้วงผ้าเช็ดหน้าออกมาเช็ดรอยเลือดที่แก้มให้พลางถอนหายใจ

 

“เจ็บตรงไหนอีกหรือเปล่า”

“ไม่......เหลือแค่รอยฟกช้ำแล้ว ปล่อยไว้เดี๋ยวก็หาย”

“ท้องล่ะ”

“สบายมาก”

“งั้นหรือ......ถ้างั้นก็ดี”

 

แม้จะรับการโจมตีต่อเนื่องและถูกซัดกระเด็นแต่ก็ดูเหมือนจะไม่เป็นอะไรมาก

เอาเถอะ ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะเสื้อโค้ตช่วยรับแรงกระแทกให้ แต่เดิมทีร่างกายของอัลเฟรดก็แข็งแรงกว่าคนทั่วไปอยู่แล้ว

 

 

“......อืม อย่างนี้นี่เอง”

 

ท่านอาจารย์มุ่งสายตามาทางนี้และพึมพำเสียงเบา

 

เมื่อผมเงยหน้ามองท่านอาจารย์ว่าเขารู้อะไร ท่านอาจารย์ก็มองหน้าผมสลับกับหน้าอัลเฟรด และก็กลับมามองผมอีกครั้งーーมุมปากขวายกสูงขึ้น

สังหรณ์ใจไม่ดีเลย

 

“เพราะเรื่องนี้เองหรือ เจ้าจึงอยากเคี่ยวกรำเขาเพื่อไม่ให้ถูกใครดูแคลนสินะ”

 

“ฮะ?”

 

“เพราะเรื่องนี้ใช่ไหมล่ะ”

 

“แล้วมันเรื่องอะไรหรือขอรับ”

 

“ก็เรื่องที่เจ้าเคี่ยวกรำเขาเพื่อให้พ่อของเจ้ายอมรับไง”

 

“ฮะ?”

 

“เจ้านั่นーーーーคนรักของเจ้าน่ะ”

 

 

“ห๊า!?”

 

เมื่อกี้พูดอะไรนะ

ไม่สิ ผมคงจะฟังผิด ช่วงนี้เหนื่อยจริง ๆ เลยนะ

 

“เอาเถอะ ดูจากภายนอกก็......มีความอดทนดี แม้จะบ้าพลังไปหน่อยแต่ก็ไม่ไขว้เขวไม่เลว แต่ถ้าเจ้าถลำลึกจนทำตัวโง่งมขึ้นมา......ข้าก็ไม่ยอมรับหรอกนะ”

“เอ๊ะ”

“เจ้าน่ะ......ยังอ่อนต่อโลกนัก......ทั้งที่ดูไม่ค่อยสนใจใครแท้ ๆ”

 

ท่านอาจารย์เก็บกระเป๋าสีเหลืองเรืองแสงที่โยนทิ้งไปก่อนหน้านี้ขึ้นมาพาดไหล่

 

“ถ้างั้น เริ่มพรุ่งนี้ตอนเที่ยง ไม่มีปัญหาใช่ไหม”

 

“เอ๋!? อะ ข...ขอรับ”

 

“รับทราบ เมื่อวานข้าไปตกปลากลางดึกจนไม่ได้นอน ขอนอนรอจนถึงมื้อเย็นเลยแล้วกัน ถ้าอย่างนั้น ไว้เจอกัน เจ้าหนูลีーーเฮ้ย ฟลัม อย่าสายล่ะ ถ้าสายก็เตรียมรับโทษได้เลย เจ้าจะจำไปจนตายแน่ แล้วก็ เจ้าหนูลีเป็นศิษย์คนสำคัญของข้า......ลองทำให้เจ้าหนูนี่ร้องไห้ดูสิ......ข้าไม่เอาเจ้าไว้แน่ จำใส่กะโหลกไว้ล่ะ”

 

เมื่อพูดจบ ท่านอาจารย์ก็กลับเข้าไปในคฤหาสน์อย่างรวดเร็ว

 

 

 

เอ๊ะ?

 

เดี๋ยวก่อนนะ

 

แบบว่ารู้สึกจะเข้าใจอะไรผิดมหันต์เลยหรือเปล่าครับ!?

 

จะว่าไปนี่ยอมรับคู่รักเพศเดียวกันแบบสบาย ๆ เลย จะดีจริง ๆ เหรอ!?

โลกนี้มันยังไงกันแน่!?

หรือว่าสำหรับที่นี่เรื่องแบบนั้นคือเรื่องปกติธรรมดาเหรอ!?

 

ว่าไปแล้วพวกนักเรียนชายที่โรงเรียนก็เคยให้จดหมายผมพร้อมใบหน้าแดงระเรื่อด้วยนี่นา! แต่เจ้าสามหน่อรีบแย่งไปก่อน ผมจึงยังไม่ทันอ่านเนื้อหาในจดหมาย แต่นั่นหรือว่าจะเป็นจดหมายรัーー

ไม่ ไม่ ไม่

ไม่มีทาง

ถึงผมจะเคยเห็นคู่รักเพศเดียวกันในโรงเรียนจริง ๆ ก็เถอะ!

เอ๊ะ? หรือว่าสำหรับโลกนี้จะไม่ใช่เรื่องแปลกจริง ๆ!?

 

เพราะเป็นโลกของท่านเทพธิดาจอมเฉื่อยแฉะ ส่วนนั้นมันเลยเฉื่อยแฉะไปด้วยหรือไง!?

 

 

“เลียน?”

 

ผมรีบหันไปตามเสียงเรียงและสบตาเข้ากับดวงตาสีฟ้าที่เงยหน้ามองผมอย่างไม่พอใจ

 

“......ม...ไม่ใช่นะ”

 

ค...คนรักอะไรนั่น

ไม่ใช่สักหน่อย

ไม่ใช่หรอก แต่ถึงจะไม่ใช่ก็เถอะ ผมยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าความสัมพันธ์ของเราเรียกว่าคนรักได้หรือเปล่า

แต่ยังไงผมก็คิดว่าไม่ใช่

เรื่องที่จะให้พ่อของเลียนยอมรับอะไรนั่นก็ด้วย ผมไม่ได้ตั้งใจขัดเกลาเขาเพื่อเรื่องนี้ ไม่ใช่นะ

 

 

อัลเฟรดเลิกคิ้วข้างหนึ่ง

 

“หืーม......”

 

“หืーม อะไรーーอุหวา”

 

อยู่ ๆ ข้อมือก็ถูกดึงลงไป ผมถลาไปนั่งบนตักอัลเฟรดก่อนจะถูกเขาสวมกอด

 

ระยะนี้ความต้องการของนายมันไม่มีที่สิ้นสุดเลยนะ เจ้าบ้า!? ผมคงต้องสั่งสอนเรื่องนี้ให้เขาสักยกสองยกแล้วล่ะ ผมทำแน่

 

 

อัลเฟรดจูบผมราวกับจะดูดกลืนลงไป ผมไม่เข้าใจตัวเองที่ไม่อาจขัดขืนสัมผัสนี้แม้แต่น้อย

 

ริมฝีปากนั้นงับลงมาอีกครั้ง เจ้าของเส้นผมสีบลอนด์เผยยิ้มอย่างดีใจ

ท่าทางอารมณ์ไม่ดีเมื่อครู่ก็หายไปแล้ว

 

ความเหนื่อยล้าพลันกลับมาอีกครั้งจนเรี่ยวแรงเหือดหายーーผมเงยหน้ามองใบหน้าที่ยิ้มอย่างมีความสุขและถอนหายใจอย่างไม่รู้ว่าควรจะทำยังไงต่อ

 

 

----------------------------------

สวัสดีค่ะ akitsuki ค่ะ

ขอชี้แจงเรื่องทัศนคติต่อ lgbt ของน้องนะคะ เผื่อหลายคนอาจไม่พอใจที่น้องมองว่าการรักเพศเดียวกันเป็นเรื่องไม่ปกติ

สังคมญี่ปุ่นยังไม่เปิดกว้างเรื่องนี้ค่ะ ดังนั้นความสัมพันธ์แบบรักร่วมเพศจึงยังเป็นความสัมพันธ์แบบแอบ ๆ ที่จะไม่ป่าวประกาศให้คนทั่วไปรู้ อย่างไรก็ตาม รักร่วมเพศเป็นเรื่องปกติที่ไม่จำเป็นต้องหลบ ๆ ซ่อน ๆ นะคะ เราทุกคนล้วนเป็นมนุษย์ที่มีความรักได้อย่างเท่าเทียมค่ะ เย้ เย้

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 620 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,643 ความคิดเห็น

  1. #1588 Kimoji_desika (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 15 มิถุนายน 2563 / 04:16
    คือ?? ญี่ปุ่นยังไม่เปิดรับการรักเพศเดียวกันเท่าไร ความสำพันธ์จึงเป็นเเบบเเอบๆ เเล้ว~~ มังงะ โดจิน BL นี้ไม่ได้มาจากญี่ปุ่นเหรอ?? เราเห็นเสียว่าอาจเป็นอันดับ 1 เลยก็ได้ เพราะที่ไทยก็ไม่ค่อยเห็น ~~~ ย้อยเเย้งว่ะ งงมากเเม่
    #1,588
    1
    • #1588-1 Mystery guy15(จากตอนที่ 27)
      13 สิงหาคม 2563 / 18:27
      จะว่ายังไงดีล่ะ ประเทศเขาไม่ได้เปิดรับเหมือนไทยขนาดนั้น ถึงจะมีสิ่งที่เรียกว่าBL วางขายแต่พวกเขาก็แค่ยอมรับมันในฐานะสิ่งบันเทิง ประเทศของเขาไม่ได้ออกมายอมรับความสัมพันธ์แบบนี้สักเท่าไหร่ แต่ล่ะคู่จึงอยู่ในขั้นที่เรียกว่าปกปิดมากกว่าเปิดเผย
      #1588-1
  2. #1541 สไนท์เปอร์ (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 14 พฤษภาคม 2563 / 21:42
    ทุกคนเขารู้กันหมดแล้ว มีแต่น้องเลียนนั่นแหละที่ไม่รู้ตัว ดูยังไงก็รักกัน555555555
    #1,541
    0
  3. #1540 สไนท์เปอร์ (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 14 พฤษภาคม 2563 / 21:41
    ทุกคนเขารู้กันหมดแล้ว มีแต่น้องเลียนนั่นแหละที่ไม่รู้ตัว ดูยังไงก็รักกัน555555555
    #1,540
    0
  4. #1247 kanyaest (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 23 เมษายน 2563 / 22:40
    นี่ว่าโลกนี้เทพธิดาก็คงสร้างให้มากึ่งๆBLนั่นแหละ555555 เพราะฉะนั้นเลียมควรเลิกกังวลเรื่องนางเอกในเกมส์ดั้งเดิมได้แล้ว
    #1,247
    0
  5. #1146 ปลาทูทอดกรอบ3วิ (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 15 เมษายน 2563 / 01:28
    หมั่นไส้อ่ะเห็นถึงความสองมาตราฐานของอาจารย์อย่างชัดเจนเลย
    #1,146
    0
  6. #1006 Shakia (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 6 เมษายน 2563 / 19:45
    '23 ห้าปีผ่านไป' ตาเบลออ่านเป็น '23 ปีผ่านไป'

    ลองจัดวางตำแหน่งใหม่ดีไหมคะ? เผื่อมีคนตาเบลอเหมือนเรา เขาจะได้อ่านง่ายๆหน่อย เช่น

    ตอนที่ 23

    ห้าปีผ่านไป

    ถ้าเรื่องมากไปก็ขอโทษด้วยนะคะ
    #1,006
    0
  7. #965 10326 (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 5 เมษายน 2563 / 18:03
    ฮื่ออออ เราไปอ่านเวอร์อิ้งมา เค้าแปลคำเรียกเจ้าหนูลี ของอาจารย์ว่า ลิลี แหละ เป็นดอกไม้ด้วย แล้วไปเสริชมา เค้าบอกว่าฉายาของดอกลิลีก้คือ "ดอกไม้ของเจ้าหญิง"

    แบบบฮื่ออออ น้องงงง จะเวอไหนก็น้อง ทำไมถึงได้น้องแบบนี้!!!!
    //กรีดร้องง
    #965
    3
    • #965-1 10326(จากตอนที่ 27)
      5 เมษายน 2563 / 18:06
      ลิลีที่เป็นลิลลี่อะนะ แบบมันน่ารักหงงหงฟงฟ
      #965-1
  8. #932 Silabun (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 2 เมษายน 2563 / 18:43
    อ้าววว เรานึกว่าญี่ปุ่นเปิดกว้างเรื่องเพศสุดๆเลย เพราะเห็นมีมังงะวายเยอะมากไหนจะโอโตเมะเกมอีก พึ่งรู้เลย
    #932
    2
    • #932-1 Silabun(จากตอนที่ 27)
      2 เมษายน 2563 / 18:43
      เอ้ยBLเกมน่ะ
      #932-1
    • #932-2 dream4try(จากตอนที่ 27)
      12 เมษายน 2563 / 19:32
      เราว่ามันคล้ายๆของเกาหลีกับจีนรึเปล่า แบบก็มีเรื่องคู่จิ้น นิยายวายอะไรยังงี้ แต่ในชีวตจริงเรื่องเพศที่สามหรือเรื่องคู่รักเพศเดียวกันแต่กลับไม่เปิดกว้างเท่าไหร่
      #932-2
  9. #869 hongyok025 (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 29 มีนาคม 2563 / 14:22
    มีการจัดเสื้อแต่งผมให้ด้วย น่ารักกก ทุกคนรักน้องอะชอบบบ จานอย่าหยอกมาก เดะน้องเขิน ดูอัลสิโกดสุดๆเลย ศิษย์รัก น่ารัก ของข้าอีก แถมมีชื่อเล่น อิพี่อัลนิไม่เก็บอาการเลย พอหลังจากนั้นละ ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ จานพูดถูกใจใช่ไหมล่า
    #869
    0
  10. #838 Ccpulse (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 28 มีนาคม 2563 / 03:05
    มีความภรรยาดูแลสามีก่อนออกไปทำงานด้วยยย มีทั้งจัดปกเสื้อจัดผมไปอี๊กกก ถ้าพระเอกดื้อนักหนูก็สั่งสอนไปซักยกสองยกตามที่คิดเลยจ้ะ หึหึ//
    #838
    0
  11. #833 eyeyafa (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 26 มีนาคม 2563 / 22:37
    เลียนเธอต้านทานอัลเฟรดไม่ไหวหรอก
    แพ้ทางสุดๆ!!!
    #833
    0
  12. #829 นังนี่มันคนหยาบคายยย (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 26 มีนาคม 2563 / 20:08
    กำลังจะเก็ทชื่อตอน เพราะเลื่อนไปอ่านคอมเม้นท์555555
    #829
    0
  13. #828 ....รอรัก.... (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 26 มีนาคม 2563 / 19:26
    ตัวเอกสปอยพระเอกมาก เจ็บเล็กๆ น้อยก็ใช้ยารักษาที่ราคาแพงๆ ให้แล้ว หมั้นไส้จริง
    ส่วนพระเอกนี้ก็เอะอะ จูบๆ นี้ล่าสุดยังอยู่ในสวนของบ้านไม่ใช่เหรอ แบบนี้คนงานในบ้าน หรือ ถ้าพี่ชายผู้เป็นซิสค่อนมาเห็นล่ะเป็นเรื่องแน่
    นี้ก็อ่านไปเขินไป เฮ้อ เหนื่อยจริงๆ
    #828
    0
  14. #812 เด็กน้อยผมสั้น (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 26 มีนาคม 2563 / 12:49
    น่ารักกก
    #812
    0
  15. #811 เก้าอี้น้อย (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 26 มีนาคม 2563 / 12:30
    ชอบการแปลจริงๆค่ะ นุ่มฟูมาก ฮือออ น่าร้ากกก
    #811
    0
  16. #809 rystika (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 26 มีนาคม 2563 / 11:25

    อาจารย์ทำดีย์ค่า ฟินมาก อัลเฟรดคะ น้องช้ำหมดแล้ว -.,-

    #809
    0
  17. #808 มิโกะ ซากุระ (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 26 มีนาคม 2563 / 11:00
    จูบหลายรอบมากเลยค่าาา
    #808
    0
  18. #807 เพียงหวังให้พานพบ (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 26 มีนาคม 2563 / 10:35
    ใช่ค่ะ ใช่ๆๆๆ ไม่ต้องแอบนะคะ หนูรักช×ช ค่ะ คุณผู้ชายทุกท่านนนนนนนนนน
    #807
    0
  19. #806 Mini_Kyungsoo (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 26 มีนาคม 2563 / 09:58
    เอะอะจูบๆตลอดเลยพี่อัลลลล

    แต่คนอ่านชอบไหม ชอบบบบบบบบบ
    #806
    0
  20. วันที่ 26 มีนาคม 2563 / 09:55
    อิ่มจัง โดนยัดอาหารหมาเรื่อยๆเลยค้าาา ชอบตอนนี้อ่ะ หวานกันดีจัง
    #805
    0
  21. #804 10326 (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 26 มีนาคม 2563 / 09:41
    ฮือออ ดีมาก อัลเฟรดดีมาก เลียน หนูควรเก็บไว้เองนะลูกกก
    แต่กลัวอีเว้นนางเอกจริง ต้องเกิดอะไรขึ้นแน่ๆอะ
    #804
    0
  22. #803 mumuninnin (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 26 มีนาคม 2563 / 08:53
    ไรท์สุดยอด แปลได้แบบ สีดเก้มาก รักนะคะ
    #803
    0
  23. #802 Amujan (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 26 มีนาคม 2563 / 08:48
    ถ้าจูบกันตลอดเวลาขนาดนี้ไม่เป็นคู่รักก็ไม่รู้จะเป็นอะไรแล้ว
    #802
    0
  24. #801 kontuayp (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 26 มีนาคม 2563 / 07:29
    สุดยอด ท่านคืออาจารย์ที่ดือมาก
    #801
    0
  25. #800 Zenyuu (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 26 มีนาคม 2563 / 07:23
    แง~ อยากให้หวานละมุนแบบนี้เรื่อยๆอ่ะ นางองนางเอกเอาไปเก็บหรือไม่ก็เป็นตัวประกอบเถอะ แปลดีอ่านลื่นมากจ้า
    #800
    0