เพื่อนที่ไม่น่าสงสาร [Mpreg]

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 3,611 Views

  • 14 Comments

  • 206 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    109

    Overall
    3,611

ตอนที่ 8 : ความลับไม่มีในโลก

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1182
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 72 ครั้ง
    6 ธ.ค. 61

:: [8] ::

ความลับไม่มีในโลก

           

            สี่ปีต่อมา

            ไอร์ขับรถไปรับลูกสาวที่จากโรงเรียนก่อนจะมุ่งหน้ากลับมาที่บ้าน อันดา เด็กหญิงหน้าตาน่ารักวัยสี่ขวบ เจ้าตัวเล็กเป็นเด็กดีและฉลาดสมกับที่ไอร์เฝ้าฟูมฟักเลี้ยงดูมาอย่างดี

หลังจากเรียนจบและได้เป็นนายแพทย์สมใจ ไอร์ก็เก็บเงินสร้างบ้านหลังใหม่ให้กับแม่อย่างที่เคยตั้งใจไว้ โดยไม่ลืมที่จะทำร้านขายข้าวแกงไว้หน้าบ้านให้เหมือนเดิม

            ไม่นานหลังจากนั้นสองแม่ลูกก็มาถึงบ้าน

            “อันดาคิดถึงคุณยายจังเลยค่ะ” เมื่อลงจากรถแล้วอันดารีบวิ่งเข้าไปกอดก็ผู้เป็นยายที่กำลังยืนยิ้มรออยู่หน้าบ้าน

            “ปากหวานจริงๆหลานสาวคนนี้ห่างกันแค่ไม่กี่ชั่วโมงเอง” เธอหยิกแก้มหลานสาวเล่นด้วยความหมั่นเขี้ยว

            “น้องอันดาไม่ได้ปากหวานซะหน่อย” เด็กหญิงพูดขณะถูกผู้เป็นยายอุ้มไว้

            “เข้าไปเปลี่ยนชุดก่อนลูกแล้วค่อยออกมาหาคุณยาย” ไอร์พูดกับลูกสาว

            “ค่ะคุณแม่” ปิ่นแล้ววางหลานสาวลงที่พื้นแล้วเจ้าตัวเล็กก็วิ่งขึ้นไปเปลี่ยนชุดด้านบน

            “วันนี้ลูกค้าเยอะไหมครับแม่”

            “วันนี้มาหนาตาเลยล่ะ” ปิ่นแก้วบอกกับลูกชาย

            “ผมว่าจะหาคนมาช่วยแม่จะได้ไม่ต้องเหนื่อย” ใจจริงไอร์อยากให้แม่เลิกขายเสียมากกว่า แต่ก็พอจะเข้าใจว่าท่านคงไม่อยากอยู่บ้านเฉยๆเพราะเคยทำมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว

            “ไม่ต้องหรอกลูกแม่ยังไหว เปลืองเงินเปลืองทองเปล่าๆ ถ้าวันไหนแม่เหนื่อยมากก็แค่ไม่ขายเท่านั้นล่ะ ไม่ต้องเป็นห่วง” เธอยิ้มให้กับลูกชาย

            “ถ้าแม่เหนื่อยอย่าฝืนนะครับ ผมไม่อยากให้แม่ลำบากแล้ว”

            “ได้จ๊ะลูก”

            “เดี๋ยวผมขึ้นไปดูอันดาก่อนนะครับ” พูดแล้วก็เดินเข้าไปในบ้าน

            “ไอร์!” เธอทำท่าอึกอักเหมือนกำลังตัดสินใจอะไรบางอย่าง

            “มีอะไรครับแม่”

            “คือวันนี้...ต๋องมาหาแม่ที่บ้านน่ะลูก” ตอนนี้เวลาก็ล่วงเลยมาสี่ปีแล้ว หากเป็นไปได้หล่อนก็อยากให้ทั้งสองได้กลับมาพูดคุยกันเหมือนเดิม

            “อ้าวเหรอครับ...แล้วมันมาทำอะไรครับแม่” เมื่อได้ยินชื่อนี้อีกครั้งก็ทำให้ไอร์ถึงกับชะงักทันที นานแล้วสินะที่เขาไม่ได้ยินชื่อนี้

            “ต๋องฝากไอ้นี่เอาไว้ให้ลูก บอกว่ามีเรื่องจะคุยด้วยแต่อยู่ไม่นานก็กลับ” ปิ่นแก้วยื่นนามบัตรที่ต๋องฝากเอาไว้ให้ลูกชาย ไอร์รับมาแล้วก็ยัดใส่กระเป๋ากางเกงทันที

            “เดี๋ยวยังไงผมจะโทรหามันก็แล้วกันครับแม่”

            “ลูกโอเคใช่ไหม?

            “ครับแม่ผมทำใจได้นานแล้วแม่ไม่ต้องห่วง” เจ้าตัวยิ้มให้

            “ได้ยินอย่างนี้แม่ก็อุ่นใจ...แล้วเรื่องอันดาล่ะ”

            “เรื่องอันดาผมคงไม่มีทางให้มันรู้หรอกครับ มันจะเป็นความลับตลอดไป”

            “แต่ความลับมันไม่มีในโลกหรอกนะลูก”

            “รอให้ถึงวันนั้นก่อนละกันครับ แต่ผมคิดว่ามันคงไม่มีวันนั้นแน่นอน” เจ้าตัวพูดด้วยความมั่นใจ

            “แม่ว่าอันดาควรจะได้รู้ว่าพ่อของตัวเองเป็นใครนะ หรือไม่ก็ได้เห็นหน้าสักครั้งก็ยังดี”

            “ผมว่าไม่จำเป็นหรอกขอตัวนะครับแม่” ไอร์เดินออกมาด้วยความรู้สึกสับสน ยิ่งคนใกล้ตัวแนะนำเรื่องนี้ยิ่งทำให้ความมั่นอกมั่นใจลดน้อยลงไปเรื่อยๆ เขาจะรั้งตัวอันดาไว้ในอ้อมอกคนเดียวได้นานแค่ไหนนะ คิดแล้วก็รู้สึกหวั่นใจไม่น้อย

            เย็นวันนั้นหลังจากลูกสาวตัวน้อยนอนหลับไปแล้ว เจ้าตัวก็เดินออกมาที่ระเบียงก่อนจะมองไปที่ท้องฟ้าในยามค่ำคืนด้วยความรู้สึกเวิ้งว้าง ในมือทั้งสองข้างก็กำโทรศัพท์มือถือและนามบัตรใบนั้นเอาไว้ ไม่นานก็ยกมันขึ้นมาอ่านและก็รู้ทันทีว่าตอนนี้ต๋องมาช่วยงานที่บริษัทในตำแหน่งรองประธาน มือเรียวตัดสินใจกดเบอร์ที่ปรากฏอยู่ในนามบัตรก่อนจะโทรออก

            “ฮัลโล...” ทำไมหัวใจมันต้องเต้นแรงขนาดนี้ด้วยนะ เจ้าตัวได้แต่ถอนหายใจเฮือกใหญ่เพื่อไล่ความตื่นเต้นออกไป

            [“สวัสดีครับนั่นใครพูด”] เสียงที่คุ้นเคยตอบกลับมา อยู่ๆน้ำตามันก็ไหลลงมาโดยอัตโนมัติ เสียงทุ้มนั่นยังคงเหมือนเดิมเขาจำได้เป็นอย่างดี

            “นี่กูเอง” พยายามควบคุมเสียงไม่ให้สั่น

            [“ไอร์! นี่มึงจริงๆใช่ไหม”] น้ำเสียงตื่นเต้นดีใจนั่นทำให้ไอร์ถึงกับยิ้ม

            “อื้ม กูเองมึงมีอะไรรึเปล่า”

            [“มึงไม่คิดจะถามสารทุกข์สุขดิบกูบ้างเลยเหรอวะ”] เจ้าตัวพูดเหมือนน้อยใจ

            “โทษทีว่ะมึงสบายดีไหม”

            [“กูสบายดีแล้วมึงล่ะ”]

            “กูสบายดี...รีบพูดธุระของมึงมาเถอะกูง่วงแล้ว”

            [“พรุ่งนี้มึงว่างไหมกูมีเรื่องสำคัญจะคุยด้วย”]

            “กี่โมงล่ะพรุ่งนี้กูต้องไปตรวจคนไข้ที่โรงพยาบาล”

            [“อ้าวหมอไม่ได้หยุดเหรอวะพรุ่งนี้วันเสาร์นะเว้ย”]

            “เป็นหมอต้องทำงานตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงเห็นคนไข้ที่ไหนก็ต้องรักษาโว้ย” ตอนนี้ความสนิทและคุ้นเคยเริ่มหวนคืนกลับมาทีละน้อย

            [“กูดีใจแทนคนไข้ที่มีหมอดีๆอย่างมึง เอาเป็นว่ามึงว่างตอนไหนล่ะ”]

            “ช่วงบ่ายพอได้ มึงว่างรึเปล่าล่ะ”

            [“กูว่างทั้งวันอยู่แล้ว”]

            “ถ้างั้นเจอกันที่ร้าน XXX ละกัน

            [“กูไม่ยักรู้ว่ามึงชอบกินไอติมด้วย”]

            “บางทีกูอาจจะชอบกินตั้งแต่แรกแล้วก็ได้เพียงแต่มึงอาจจะไม่รู้ ถ้าไม่มีอะไรแล้วกูจะวางละนะ”

            [“แล้วเจอกันพรุ่งนี้นะเว้ย มึงอย่าเบี้ยวนัดกูล่ะ”]

            “เออกูไม่ลืมหรอก...บาย

            [“บาย”]

            ต๋องวางสายแล้วก็ยิ้มกริ่มด้วยความดีใจ ในที่สุดก็จะได้เจอกับเพื่อนที่เขารักมากที่สุดในชีวิตอีกครั้ง

            ไอร์ยืนมองพระจันทร์บนท้องฟ้าสักพักก่อนจะเดินเข้ามานอนกอดลูกสาวตัวเล็กบนเตียง พรุ่งนี้เขาจะพาอันดาไปด้วย อย่างน้อยถึงแม้จะไม่รู้ว่าเป็นพ่อลูกกัน แต่ได้เห็นหน้าแค่นี้มันก็น่าจะเพียงพอแล้ว

 

            วันรุ่งขึ้นไอร์ปลุกลูกสาวมาอาบน้ำแต่งตัวแต่เช้าเพราะจะพาไปที่โรงพยาบาลด้วย ตกช่วงบ่ายก็จะให้เจ้าตัวเล็กได้เจอหน้าพ่อเป็นครั้งแรกอีกด้วย

            “ลูกมั่นใจนะว่าจะให้เจอกันตอนนี้”

            “ครับแม่...ผมนึกถึงคำพูดของแม่แล้วก็เห็นด้วย อย่างน้อยให้พ่อกับลูกเจอหน้ากันก็ยังดี แต่ผมคงไม่บอกหรอกว่านี่คือลูกของมัน”

            “ขอให้ทุกอย่างผ่านไปได้ด้วยดีนะลูก”

            “ขอบคุณครับแม่”

            “มาแล้วค้า” เสียงเจื้อยแจ้วดังมาแต่ไกล ขณะที่เจ้าตัวเล็กกำลังเดินลงมาจากบันได

            “อย่าวิ่งอย่างนั้นสิเดี๋ยวก็ได้ล้มเอาหรอก” เมื่อได้ยินผู้เป็นแม่บอกอย่างนั้นอันดาก็หยุดวิ่งแล้วเดินมาปกติ

            “อันดาไปก่อนนะคะคุณยาย” อันดายกมือไหว้

            “อย่าดื้ออย่าซนล่ะเจ้าตัวเล็ก”

            “ค่ะน้องอันดาจะเชื่อฟังคุณแม่” ปิ่นแก้วนั่งลงแล้วหอมแก้มหลานสาวทั้งสองข้างสลับกัน ก่อนจะลุกขึ้นแล้วพาไปที่รถ

            “ผมไปทำงานก่อนนะครับแม่” ไอร์เองก็ยกมือไหว้ผู้เป็นแม่เช่นกัน เจ้าตัวทำแต่เรื่องดีๆเป็นตัวอย่างให้ลูกสาวดู เพราะเด็กมักจะเลียนแบบจากผู้ใหญ่และสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบตัว

 

            ช่วงเช้าผ่านไปอย่างรวดเร็วในที่สุดช่วงเวลาที่น่าตื่นเต้นสำหรับทั้งสองคนก็มาถึง ไอร์กำลังนั่งยิ้มน้อยยิ้มใหญ่มองดูลูกสาวตักไอศกรีมเข้าปากคำแล้วคำเล่าอย่างเอร็ดอร่อย ทั้งสองอยู่ในร้านไอศกรีมแห่งหนึ่งย่านธุรกิจใจกลางกรุงเทพมหานคร

“อันดาคะแม่มีเรื่องจะบอก”

“เรื่องอะไรคะคุณแม่”

            “ถ้าเพื่อนแม่มาถึงแล้ว ให้เรียกแม่ว่าพ่อนะเข้าใจไหมลูก” เขาไม่อยากให้เพื่อนสงสัย

            “ทำไมล่ะคะ” แต่ตอนนี้คนที่สงสัยกลับเป็นลูกสาวเสียเอง

            “ลูกไม่ต้องรู้หรอก เอาเป็นทำตามที่แม่บอกละกันนะ”

            “โอเคค่ะ” เจ้าตัวเล็กยกมือขึ้นเป็นสัญลักษณ์ว่าเข้าใจสิ่งที่ผู้เป็นแม่บอก

ไม่นานหลังจากนั้นคนคุ้นเคยที่ไม่ได้เจอกันเสียนานก็เดินยิ้มมาแต่ไกล

            “โทษทีว่ะพอดีติดรถมันติด” เมื่อเดินมาถึงเสียงเข้มก็เอ่ยขอโทษเพื่อนที่มาช้ากว่ายี่สิบนาที ช่วงเวลาสี่ปีที่ห่างกันทำให้ความสนิทสนมและคุ้นเคยในอดีตมันไม่แน่นแฟ้นเหมือนแต่ก่อน ทั้งสองยังอายๆไม่กล้าสบตากันดีนักได้แต่ยิ้มแห้งๆให้กัน

            “ไม่เป็นไรทำอย่างกับกูไม่เคยรอมึงอย่างงั้นล่ะ” ไอร์ยิ้มเหมือนที่เคยยิ้มให้ก่อนจะหันไปหาลูกสาว “น้องอันดาไหว้ลุงต๋องสิคะ” เขาบอกกับลูกสาวตัวเล็กที่กำลังสนใจไอศกรีมในถ้วยอยู่

            “สวัสดีค่ะลุงต๋อง” เจ้าตัวเล็กยกมือไหว้อย่างนอบน้อม สมกับที่ถูกเลี้ยงดูสั่งสอนมาเป็นอย่างดี

            “สวัสดีครับคนสวย หนูกี่ขวบแล้วครับ”

“น้องอันดาสี่ขวบแล้วค่ะ”

“น่ารักน่าชังเชียว” ต๋องมองลูกสาวของเพื่อนรักด้วยความเอ็นดู ทว่ากลับนึกสงสัยในใจว่าเพื่อนแต่งงานตั้งแต่ตอนไหนทำไมเขาไม่เคยรู้เรื่องมาก่อน และที่สำคัญมันไม่น่าเป็นไปได้ที่เพื่อนจะ...แต่งงานกับผู้หญิง “นี่มึงแต่งงานตอนไหนวะกูไม่เห็นรู้เรื่อง” เมื่อได้ยินคำถามเจ้าตัวถึงกับหน้าชาขึ้นมาทันที เขากลัวเหลือเกินว่าจะมีพิรุธจนอีกคนสงสัย

            “อย่าถามถึงเรื่องนี้เลยกูไม่อยากพูดถึงมันอีก รู้แค่ว่ากูมีลูกสาวที่น่ารักคนนี้ก็พอแล้ว” เขายิ้มให้เพื่อนก่อนจะถามต่อ “แล้วมึงล่ะแต่งงานมีลูกรึยัง” ไอร์มองหน้าเพื่อนเหมือนไม่ได้รู้สึกว่าเจ็บปวดแต่อย่างใด

            “นี่ล่ะที่กูนัดมึงมาวันนี้ กูจะเอาการ์ดงานแต่งมาให้มึง” แม้จะเป็นการแจ้งข่าวที่น่ายินดีให้กับเพื่อน แต่สายตาคมกลับไม่กล้ามองใบหน้าที่คุ้นเคยนั่น เพราะกลัวจะเห็นความเจ็บปวดของอีกคน เขาไม่แน่ใจว่าไอร์ยังคิดกับเขาแบบนั้นอยู่อีกหรือเปล่า แต่แต่งงานทั้งทีเขาก็อยากให้เพื่อนคนนี้ไปร่วมแสดงความยินดีด้วย เขาหยิบการ์ดออกมาจากกระเป๋าแล้วยื่นให้

            ไอร์พยายามบังคับมือไม่ให้สั่นแต่มันก็ทำไม่ได้อยู่ดี เขาเอื้อมมือที่สั่นเทาไปรับการ์ดสีชมพูใบนั้นมา ส่วนใบหน้าเรียวก็ยิ้มแห้งๆให้อย่างฝืนทน

            “ยินดีด้วยนะเพื่อน ในที่สุดมึงก็เจอคนที่ใช่ซะที แล้วผู้หญิงที่โชคดีคนนั้นเป็นใครกันวะ” เขาพยายามฝืนถามออกไปแม้ข้างในจะร้องไห้โฮอยู่ก็ตาม

            “เป็นคนที่พ่อกับแม่กูหามาให้ว่ะ” ต๋องตอบกลับอย่างไม่เต็มเสียง

            ระหว่างที่สถานการณ์กำลังตึงเครียดอยู่นั้น ลูกสาวตัวเล็กของไอร์ก็เอ่ยขึ้นมา...

            “คุณแม่คะน้องอันดาหิวน้ำ” เมื่อเอ่ยออกไปแล้วเด็กหญิงก็เอามือปิดปากตัวเองทันที เพราะเมื่อครู่อุตส่าห์สัญญากันเอาไว้ดิบดีแต่ก็เผลอจนได้

            ต๋องหันขวับไปมองหน้าเพื่อนรักด้วยความสงสัย เขาได้ยินไม่ผิดใช่ไหมที่เด็กคนนั้นเรียกไอร์ว่าแม่

            “ทำไมลูกถึงเรียกมึงว่าแม่!” เขาจ้องหน้ารอคำตอบอย่างไม่วางสายตา หวังว่าเด็กคนนี้คงจะไม่ใช่ลูกของเขาเหรอกนะ  แค่ครั้งเดียวในคืนนั้นมันจะเป็นไปได้เหรอ...ต๋องคิดในใจ แต่อายุของอันดากับช่วงเวลาการมีอะไรกันในครั้งนั้นมันก็ช่างน่าคิดเสียจริงๆ

            “เอ่อ....คือกูบอกให้ลูกเรียกเองล่ะ เพราะอันดาชอบบ่นถึงแม่ตลอดลูกจะได้ไม่รู้สึกคิดถึงแม่” ไอร์หลบตาและพยายามหาข้ออ้าง

            “แล้วแม่ของเด็กเป็นใคร”

            “มึงไม่รู้จักหรอกเลิกพูดถึงเรื่องนี้เถอะกูต้องขอตัวกลับก่อน” ไอร์เก็บการ์ดเชิญเข้ากระเป๋าก่อนจะหันไปหาลูกสาว “น้องอันดาเรารีบกลับไปหาคุณยายกันเถอะค่ะ”

            “ค่ะคุณแม่” ไอร์พยายามไม่มองหน้าเพื่อนเพราะกลัวอีกฝ่ายจับผิดได้

            “มึงรู้ไหมว่ากำลังมีพิรุธ” ต๋องสังเกตท่าทางของเพื่อนก็พอจะเดาออกว่ามีเรื่องที่ปิดบังอยู่ในใจ

            “กูเปล่า!” เจ้าตัวทำหน้ายุ่งใส่เพื่อนก่อนจะหันไปหาลูกสาวอีกครั้ง “อันดาลุกขึ้นเร็วลูก” ไอร์จูงมือลูกสาวจะเดินออกจากร้าน

            “กูรู้แล้วนะว่างานวิจัยที่มึงทำตอนปีสี่คืออะไร” ได้ยินอย่างนั้นไอร์ก็ชะงักทันที ต๋องรู้เรื่องนี้ได้ยังไงกันเพราะมันเป็นความลับที่มีคนรู้แค่เพียงไม่กี่คน

            “มะ...มึงรู้ได้ไงใครบอก”

            “มึงไม่ต้องรู้หรอกว่าใครเป็นคนบอก รู้แค่ว่ากูรู้เรื่องที่มึงทำทั้งหมดแล้ว”

            “กูไม่มีทางเชื่อมึงหรอกถ้ามึงไม่บอกว่ารู้จากใครกูก็ถือว่ามึงคิดเองเออเอง”

            “อาจารย์หมอสมิธเป็นคนบอกกูเอง” ในที่สุดต๋องก็จำใจเอ่ยชื่ออาจารย์หมอออกมา หลายวันก่อนเขาได้เจอกับอาจารย์หมอสมิธโดยบังเอิญขณะพาพ่อไปหาหมอที่โรงพยาบาล และเพิ่งได้รู้ว่าอาจารย์หมอเป็นเพื่อนร่วมรุ่นกับพ่อของตัวเองซะงั้น จริงๆแล้วอาจารย์หมอไม่เคยเห็นหน้าต๋องเลยสักครั้ง แต่ต๋องเคยเห็นหน้าอาจารย์หมอบ่อยๆตอนไปรับไปส่งไอร์ที่คณะแพทย์ จึงทักทายพร้อมกับถามข่าวคราวของไอร์ นั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้อาจารย์หมอต้องยอมเล่าเรื่องทุกอย่างให้ฟังเพราะรู้สึกสงสาร

            “มึงรู้จักอาจารย์หมอได้ไงกูไม่เคยแนะนำให้มึงรู้จักสักครั้ง” เมื่อได้ยินชื่ออาจารย์หมอก็ทำให้ไอร์ถึงกับใบหน้าซีดเซียว ไม่นึกเลยว่าความลับที่ปิดมาตลอดสี่ปีจะต้องถูกเปิดเผยในวันนี้

            “อาจารย์หมอเป็นเพื่อนพ่อกูเอง ท่านเล่าเรื่องมึงให้กูฟังแต่....ท่านไม่ได้บอกว่ามึงมีลูก”

            อันดามองหน้าผู้ใหญ่ทั้งสองคนสลับไปมาด้วยความสงสัย ต๋องเองก็มองไปที่เด็กหญิงอย่างไม่วางตาก่อนที่ไอร์จะจับตัวลูกสาวไปซ่อนไว้ข้างหลัง

            “กูไม่อยากพูดถึงเรื่องในอดีตอีกแล้ว ต่อไปนี้มึงกับกูไม่ต้องมาเจอกันอีก เดี๋ยวซองกูจะให้คนไปส่งที่บ้านให้ละกัน” พูดจบก็หันหลังเดินออกไปหน้าร้าน แต่ต๋องไม่ยอมแน่นอนวันนี้เขาต้องรู้ความจริงให้ได้ว่าอันดาเป็นลูกของตัวเองรึเปล่า เจ้าตัวเดินตามหลังไปแล้วจับที่ข้อมือเพื่อนเอาไว้

            “มึงบอกกูมาก่อนว่าอันดาเป็นลูกกูรึเปล่า”

            “มึงหยุดพูดเดี๋ยวนี้” ไอร์ชี้หน้าทันทีเพราะกลัวลูกสาวจะสับสน อันดาเป็นเด็กฉลาดต้องมีคำถามแน่นอนเมื่อกลับถึงบ้าน

            “ไม่! กูต้องรู้ให้ได้ว่าอันดาเป็นลูกกูรึเปล่า” ต๋องรีบคว้าตัวลูกสาวมาอุ้มไว้ทันที ด้วยความตกใจทำให้อันดาร้องไห้เสียงดัง ส่วนไอร์เองก็ตกใจไม่น้อยแล้วพยายามแย่งตัวลูกสาวกลับคืนมา

            “ไอ้ต๋องเอาลูกกูคืนมาดี๋ยวนี้นะ” เขาไม่น่าเอาลูกสาวมาด้วยเลย มันเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดที่สุดในชีวิต

            “คุณแม่ช่วยอันดาด้วย แงๆ” เด็กหญิงตัวน้อยพยายามดิ้นเพื่อมาหาแม่

            “ถ้ามึงยังไม่ปริปากกูจะพาอันดากลับบ้านด้วย”

            “เออ! อันดาเป็นลูกมึง แล้วไงวะมึงจะแต่งงานอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ ทำไมจะต้องมาวุ่นวายกับกูและลูกด้วยวะ ต่างคนต่างอยู่มันก็ดีแล้วไม่ใช่เหรอ ฮือๆ” เมื่อโดนกดดันอย่างหนักไอร์ก็ระเบิดอารมณ์ออกมาอย่างไม่มีกั๊ก

            “กูยอมทิ้งทุกอย่างได้เพื่อมึงกับลูก!

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 72 ครั้ง

1 ความคิดเห็น

  1. #10 ThanathornJun (@ThanathornJun) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 24 ธันวาคม 2561 / 13:18
    ชอบคำสุดท้ายอะ.. ทิ้งทุกอย่างได้ แต่ความสัมพัธ์ไม่มีอะไรชัดเจนเลย..
    #10
    0