ตอนที่ 7 : ร้องไห้ครั้งสุดท้าย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 887
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 49 ครั้ง
    9 ธ.ค. 61

:: [7] ::

ร้องไห้ครั้งสุดท้าย

 

            เช้าวันใหม่ทั้งสองยังคงนอนกอดก่ายกันภายใต้ผ้าห่มผืนใหญ่ ไอร์รู้สึกตัวมาได้สักพักแล้วตอนนี้เจ้าตัวกำลังจ้องมองใบหน้าคมที่กำลังนอนหลับไหลอยู่ข้างๆ เขาจะจ้องมองใบหน้าคมนี้ให้นานที่สุด เพราะหากเพื่อนรักลืมตาขึ้นมานั่นหมายถึงความสัมพันธ์ของทั้งสองก็จะเปลี่ยนไปไม่มีทางกลับมาเป็นเหมือนเดิมแล้ว

            ช่วงเวลาแห่งความสุขของไอร์ได้หมดลงเมื่อต๋องเริ่มรู้สึกตัวแล้วค่อยๆลืมตาขึ้นมา ภาพที่เห็นอยู่ตรงหน้าทำเอาเจ้าตัวถึงกับสะดุ้งโหยงด้วยความตกใจ ก่อนจะผลักร่างเล็กของเพื่อนให้ออกห่างจากตัว

            “เชี่ยย!! 

            “มึงรังเกียจกูขนาดนั้นเลยเหรอวะ” ไอร์ทำหน้าเศร้าเมื่อเห็นปฏิกิริยาของอีกฝ่าย

            “คือ...กูไม่ได้รังเกียจมึงนะเว้ย แต่กูรับตัวเองไม่ได้ที่ต้องมามีอะไรกับเพื่อน ขอโทษนะไอร์ กูขอโทษจริงๆ ที่ทำกับมึงแบบนี้”

            “มึงไม่ต้องขอโทษอะไรทั้งนั้นเพราะกูไม่ได้เสียใจเลย” ไอร์ยิ้มให้เพื่อนก่อนจะลุกออกจากเตียงไปนอกห้อง แล้วเดินกลับเข้ามาพร้อมกับบางอย่างในมือ

            “นี่มึงไม่รู้สึกเสียใจบ้างเลยเหรอ กู...ทำร้ายมึงนะเว้ย”

            “กูต่างหากที่ต้องขอโทษมึง”

            “มึงพูดอะไรกูงงไปหมดแล้ว มึงบอกกูมาสิวะไอ้ไอร์ว่ามันเกิดเหี้ยอะไรขึ้นกันแน่!” ต๋องตวาดใส่เสียงดัง

            “นี่ไงสิ่งที่ทำให้มึงควบคุมสติไม่ได้ กูเอาไอ้ยานี้ใส่เหล้าให้มึงกินเองล่ะ” ไอร์ชูขวดยาปลุกเซ็กส์ให้เพื่อนดูแล้วโยนไปที่เตียง ต๋องหยิบมาดูแล้วก็เลือดขึ้นหน้าพร้อมกับขบฟันแน่นด้วยความโมโห นี่เขาโดนเพื่อนรักที่ไว้ใจมาตลอดวางยางั้นเหรอ มันทำไปเพื่ออะไรหรือว่ามันจะ...

            เพล้ง!

            ต๋องขว้างขวดยาปลุกเซ็กซ์ไปที่ผนังห้องจนแตกกระจุย คนที่ยืนใส่ผ้าขนหนูอยู่นั้นกลับยืนยิ้มทั้งน้ำตา เมื่อเห็นเพื่อนแสดงอาการเกรี้ยวกราดออกมา เขาตั้งใจจะทำให้ต๋องโกรธเกลียดเพื่อจะได้เดินออกจากชีวิตเพื่อนได้โดยง่าย

            “ไอ้ไอร์มึงแบบแบบนี้ทำไมวะ!

            “กูชอบมึงมาตั้งนานแล้วไอ้ต๋อง กูขอโทษแต่มึงไม่ต้องห่วงว่ากูจะไปบอกเรื่องนี้กับใคร กูจะไปตามทางของกู มึงก็ใช้ชีวิตแบบคนปกติของมึงต่อไป จากนี้ไปถือซะว่าไม่เคยรู้จักคนอย่างกูละกัน”

“กูไม่นึกเลยว่ามึงจะกล้าทำขนาดนี้ ถ้ามึงจะไปกูก็คงไม่ห้ามเพราะถ้าขืนอยู่ต่อกูคงไม่ไว้ใจคนอย่างมึงแล้ว” แม้จะพูดอย่างนั้นออกไปแต่ภายในใจก็รู้สึกเจ็บปวดไม่น้อย เขายอมรับว่ารักไอ้เพื่อนคนนี้มากแต่ในฐานะเพื่อนเท่านั้น ที่ผ่านมามันอาจจะเป็นความผิดของตัวเองด้วย ที่ทำตัวสนิทสนมเกินเลยคำว่าเพื่อนไปหลายครั้ง

            “ลาก่อนนะเว้ย ดูแลตัวเองดีๆล่ะ” ไอร์ยิ้มให้เพื่อนอย่างเนือยๆ พร้อมกับน้ำตา แล้วเดินออกไปจากห้อง

            “มึงไม่น่าทำอย่างนี้เลยไอร์ ฮึก ฮือๆ” ในที่สุดต๋องก็ห้ามน้ำตาตัวเองไว้ไม่ได้มันไหลลงมาอย่างหนักหน่วง นี่เป็นการร้องไห้ที่เจ็บปวดที่สุดในชีวิตตั้งแต่เกิดมาก็ว่าได้

 

            หลังจากช่วงเวลาแห่งความเจ็บปวดผ่านไปแล้ว ตอนนี้ไอร์เดินถือกระเป๋าออกมาจากห้องนอน ของใช้และเสื้อผ้าถูกเก็บออกมาจนหมด จะเหลือก็เพียงกล่องที่เคยเก็บความทรงจำดีๆเอาไว้ เขาวางมันไว้บนเตียงสื่อว่าได้ทิ้งทุกอย่างเอาไว้ที่นี่แล้ว

 เมื่อเดินออกมาก็เห็นเพื่อนรักนั่งดูทีวีอยู่บนโซฟา กำลังคิดว่าจะเอ่ยประโยคไหนเพื่อล่ำลาเป็นครั้งสุดท้ายดี หรือว่าควรจะเดินออกไปอย่างเงียบๆ เมื่อหาคำตอบได้แล้วก็เลือกที่จะเดินถือกระเป๋าออกไปโดยไม่เอ่ยคำลาแม้แต่คำเดียว

            “นี่มึงไม่คิดจะลากูเลยเหรอ” คนที่ทนไม่ไหวนั่นคือต๋อง เจ้าตัวนั่งหน้าบึ้งอยู่หน้าจอทีวีแต่ไม่ยอมหันไปมองหน้าเพื่อนแม้แต่เสี้ยวเดียว

            “กูไปก่อนนะ” ไอร์พูดสั้นๆพร้อมกับยิ้มน้อยๆให้เพื่อน แม้ว่ามันจะไม่ยอมหันมามองก็ตาม

            “อืม” พูดแค่นั้นแม้ในใจอยากจะพูดว่า ให้กูไปส่งมึงนะ ก็ตาม

            หลังจากเพื่อนรักออกไปจากห้องแล้ว ต๋องก็เปิดประตูเข้าไปในห้องที่มีเพียงความว่างเปล่า เห็นอย่างนี้ก็รู้สึกใจหายขึ้นมาทันที ก่อนจะสะดุดตากับกล่องที่วางอยู่บนเตียง เจ้าตัวเดินเข้าไปนั่งลงข้างๆแล้วเปิดกล่องขึ้นมา มื่อที่สั่นเทาค่อยๆเอื้อมไปหยิบรูปถ่ายที่เคยถ่ายคู่กันสมัยมัธยมขึ้นมาดู เขากอดคอเพื่อนรักเอาไว้แน่นแล้วยิ้มอย่างมีความสุข ต่อไปมันคงไม่มีภาพเหล่านี้เกิดขึ้นแล้วสินะ เพราะเขาไม่สามารถทำใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นได้ ไม่นานน้ำตาของลูกผู้ชายก็หยดแหมะลงบนภาพถ่าย

            ไอร์นั่งแท็กซี่มาที่หอพักแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ไม่ไกลจากคณะแพทย์มากนัก เมื่อถึงที่หมายเจ้าตัวก็จ่ายเงินแล้วขนของลงมาจากรถ หลังจากนั้นก็เดินไปที่สำนักงานหอพักเพื่อติดต่อขอรับกุญแจ หลายวันก่อนเจ้าตัวได้มาติดต่อจองห้องพักและชำระค่ามัดจำไว้เรียบร้อยแล้ว

            ห้องพักอยู่ชั้นสองซึ่งสามารถเดินขึ้นลงได้สะดวก มีขนาดไม่ใหญ่มาก โดยภายในห้องมีเพียงเตียงนอนและตู้เสื้อผ้าเก่าๆเท่านั้น ไอร์รีบทำความสะอาดห้องและจัดของเข้าตู้จนเสร็จเรียบร้อย ก่อนจะนั่งพักบนเตียงด้วยความเหนื่อยล้า ส่วนหนึ่งก็มาจากการที่อดหลับอดนอนมาจากเมื่อคืน และแน่นอนเจ้าตัวอดที่จะคิดถึงเจ้าเพื่อนรักไม่ได้ ป่านนี้จะทำอะไร อยู่ที่ไหน อยู่กับใครกันนะ คิดแล้วก็อดห่วงไม่ได้

 

            สองเดือนผ่านไป

            ตลอดระยะเวลาสองเดือนที่ผ่านมา ไอร์พยายามลุ้นว่าเจ้าตัวเล็กจะมาตอนไหน พยายามทานอาหารที่มีประโยน์และรักษาสภาพจิตใจไม่ไห้เกิดอาการเครียด และวันนี้ก็ได้รับข่าวดีเพราะตื่นเช้ามาก็รู้สึกเวียนศีรษะและอาเจียนอยู่ตลอดเวลา เขารู้ดีว่ามันเป็นสัญญาณบ่งบอกอาการของคนท้อง และการที่จะรู้ผลแน่ชัดที่สุดคือการมาตรวจที่โรงพยาบาล

            “อาจารย์หมอครับผลเป็นยังไงบ้าง” เจ้าตัวนั่งลุ้นตัวโก่งจนก้นแทบไม่ติดเก้าอี้ ขณะอยู่ในห้องตรวจกับอาจารย์หมอสมิธในโรงพยาบาลของมหาวิทยาลัย

            “ยินดีด้วยนะไอร์ เธอตั้งท้องได้สามสัปดาห์แล้ว” เมื่อได้ยินเจ้าตัวก็ยิ้มออกมาด้วยความดีใจจนน้ำตาซึม ไม่ต่างจากอาจารย์หมอที่รู้สึกปลื้มปริ่มกับความสำเร็จในครั้งนี้ด้วย

            “เธอโชคดีมากเพราะในอาสาสมัครยี่สิบคน ตั้งท้องเพียงแค่สามคนเท่านั้น ส่วนคนอื่นๆต้องเข้าสู่กระบวนการกำจัดมดลูกและรังไข่ทิ้งเพราะไม่สามารถเข้ากับเนื้อเยื่อร่างกายได้”

            “ต้องขอบคุณอาจารย์หมอมากๆนะครับ” ไอร์ยกมือไหว้อีกครั้ง

            “แล้วจะบอกพ่อของเด็กรึเปล่าล่ะ”

            “คือผมกับเพื่อนตอนนี้เราไม่ได้คุยกันแล้วครับ และคงจะไม่ได้เจอกันอีกตลอดชีวิต” เจ้าตัวพูดแล้วก็ทำหน้าเศร้า

            “มันร้ายแรงขนาดนั้นเลยเหรอไอร์ แล้วจะบอกลูกว่ายังไงล่ะเรื่องพ่อ”

            “ผมคิดว่าลูกคงเข้าใจแน่นอน ผมจะสอนแกให้เป็นคนดีและไม่ขาดความอบอุ่นเลยแม้แต่น้อย”

            “ถ้าไอร์คิดดีแล้วอาจารย์ก็ไม่ได้ว่าอะไร แต่ถ้าเป็นไปได้ถ้าลูกโตแล้วควรจะให้เขารู้ว่าพ่อของแกเป็นใครนะ” อาจารย์หมอแนะนำ

            “เรื่องนั้นเอาไว้ให้ถึงเวลาก่อนละกันครับ”

            “เดี๋ยวไปรับยาแล้วก็กลับบ้านได้นะ ส่วนเรื่องเรียนไม่ต้องห่วงเดี๋ยวอาจารย์จะเป็นคนรับรองให้เอง”

            “ขอบคุณอีกครั้งนะครับอาจารย์”

            ไอร์ยกมือไหว้แล้วออกไปรับยาที่ห้องจ่ายยา ก่อนจะกลับห้องไปเก็บกระเป๋าเตรียมตัวกลับบ้านไปบอกข่าวดีกับผู้เป็นแม่ เขาหวังว่าแม่จะเข้าใจในสิ่งที่ทำมาทั้งหมด แม้ลึกๆในใจจะรู้สึกผิดที่ไม่ได้บอกตั้งแต่แรกก็ตาม

 

            หลังจากนั่งวินมาถึงหน้าบ้านแล้วไอร์ก็น้ำตาร่วงทันที เขาเห็นแม่กำลังยืนยิ้มให้เหมือนทุกครั้ง ก่อนจะวิ่งเข้าไปกอดทันที ปิ่นแก้วเองก็ตกใจที่ลูกชายมาแปลกกว่าทุกครั้ง

            “ฮือๆๆ”

            “ไอร์เป็นอะไรไปลูกไม่ร้องนะ” เธอกอดลูกชายเอาไว้แน่นมือเรียวก็ลูบหลังเบาๆเพื่อปลอบใจ

            “ถ้าผมทำอะไรผิดไปแม่จะอภัยให้ผมได้ไหมครับ...ฮึก” ไอร์เงยหน้าขึ้นไปมองผู้เป็นแม่ด้วยดวงตาแดงก่ำจากการร้องไห้มาอย่างหนัก

            “เรามีกันแค่สองคนนะลูก แม่ไม่มีวันโกรธลูกชายของแม่เด็ดขาด ตั้งแต่เกิดมาไอร์ไม่เคยทำให้แม่ผิดหวังเลยสักครั้ง หากลูกตัดสินใจทำไปแล้วแม่ก็คิดว่าลูกคงคิดดีแล้วแน่นอน” เธอยิ้มให้ลูกชาย

            “คือ...ตอนนี้ผมกำลังท้องได้สามสัปดาห์แล้วครับแม่” เจ้าตัวพูดเสียงอ่อย

            “ท้อง! เป็นไปได้ยังไงลูก” แม้จะรับในสิ่งที่ลูกชายพูดมาได้ แต่เธอก็ยังสงสัยอยู่ดีเพราะมันเป็นเรื่องยากที่จะเชื่อ

            “ผมเข้าร่วมเป็นอาสาสมัครงานวิจัยกับอาจารย์หมอครับ เลยทำให้ผมสามารถตั้งท้องได้” ไอร์อธิบายให้ผู้เป็นแม่ฟัง

            “แล้วพ่อของเด็กล่ะลูก”

            “ไอ้ต๋องครับแม่”

            “ต๋องเนี่ยนะ!” เมื่อได้ยินลูกชายบอกปิ่นแก้วถึงกับตกใจอีกครั้ง

            “จริงๆแล้วผมแอบรักไอ้ต๋องมันมานานแล้วครับแม่ แต่ไม่กล้าบอกมันเพราะกลัวว่าความสัมพันธ์ของเราสองคนจะเปลี่ยนไป แต่ตอนนี้ผมไม่มีอะไรจะต้องปิดบังมันแล้ว ผมเลวเองครับแม่ผมวางยาเพื่อมีอะไรกับมัน เพราะผมอยากมีลูกกับมัน ฮือๆ” ยิ่งพูดน้ำตายิ่งไหลลงมาไม่ขาดสาย บ่งบอกว่าเจ้าตัวรู้สึดผิดกับเรื่องนี้มากเหลือเกิน

            “แล้วแบบนี้ต๋องไม่โกรธแย่เลยเหรอไอร์ แล้วตอนนี้ต๋องรู้รึเปล่าลูกกำลังท้อง” ปิ่นแก้วถาม

            “ตอนนี้ผมย้ายออกมาจากคอนโดมันแล้วครับแม่ ผมไม่มีทางให้มันรู้เรื่องลูกเด็ดขาด ตอนนี้มันมีแฟนแล้วผมอยากให้มันมีชีวิตเหมือนคนปกติทั่วไป”

            “ไม่เป็นไรนะลูก หลานคนเดียวแม่เลี้ยงได้ ดีซะอีกแม่จะได้ไม่เหงา” ปิ่นแก้วยิ้มให้ลูกชาย

            “ขอบคุณครับแม่ที่เข้าใจผม ผมสัญญาว่าจะไม่ทำให้แม่เสียใจอีก”

            “แม่ไม่เคยเสียใจสิ่งที่ไอร์ทำเลยสักครั้ง ถึงแม้ว่าครั้งนี้มันจะเป็นเรื่องใหญ่มาก แต่หากลูกตัดสินใจแล้วแม่ก็ยอมรับการตัดสินใจของลูก เราจะเลี้ยงเจ้าตัวเล็กไปด้วยกันนะ” เธอกอดลูกชายเอาไว้

            “ครับแม่” ในที่สุดเจ้าตัวก็ยิ้มได้

            ระหว่างนั้นไอร์ก็เห็นรถหรูกำลังขับมาแต่ไกล เขาจำได้ดีว่ามันคือรถของเพื่อนรัก

            “แม่ไอ้ต๋องมันกำลังมาครับ” ปิ่นแก้วมองไปยังถนนก็เห็นรถหรูที่คุ้นตากำลังวิ่งเข้ามา

            “ลูกอยากเจอเพื่อนไหมล่ะ”

            “ไม่ครับแม่ บอกว่าผมไม่อยู่นะครับ แล้วก็บอกมันด้วยว่าอย่ามาที่บ้านเราอีก ผมขอร้องนะครับแม่”

            “ได้เดี๋ยวแม่จัดการให้ลูกไปหลบก่อนเร็ว”

            ไอร์รีบวิ่งเข้าไปหลบหลังตู้แล้วแอบมองผ่านช่องเล็กๆ

            ต๋องขับรถมาด้วยความเร็วก่อนจะเบรคกะทันหันจนล้อเสียดสีกับพื้นถนนเกิดเสียงดัง หลังจากนั้นก็เดินลงมาจากรถในชุดนักศึกษา ใบหน้าคมที่เคยสดใสตอนนี้กลับดูหม่นหมองและเต็มไปด้วยหนวดเครา

            “สวัสดีครับแม่” ต๋องยกมือไหว้

            “สวัสดีจ๊ะต๋องมีอะไรรึเปล่าถึงได้มาหาแม่ที่นี่” ปิ่นแก้วพยายามพูดเหมือนกับว่าไอร์ไม่ได้อยู่ที่นี่ด้วย

            “ผมมาหาไอร์ครับแม่ ผมมีเรื่องจะพูดกับมัน”

            “ไอร์ไม่ได้กลับมาบ้านนานแล้วลูก นี่ไม่ได้อยู่ด้วยกันหรอกเหรอ”

            “แม่ไม่ได้โกหกผมนะครับ” เขามั่นใจว่าเห็นเพื่อนรักวิ่งเข้าไปในบ้านก่อนหน้านี้และตาไม่ฝาดแน่นอน

            “มะ...แม่ไม่ได้โกหกจริงๆลูก ไอร์โทรมาเล่าเรื่องทั้งหมดให้แม่ฟังแล้วนะ”

            “ผมขอโทษที่ทำร้ายไอร์นะครับแม่” เจ้าตัวก้มหน้าลงอย่างสำนึกผิด และรู้ว่าเพื่อนคงไม่อยากจะเจอหน้า จริงๆเขาควรจะโกรธแต่ตลอดระยะเวลาสองเดือนที่ผ่านมา มันเป็นช่วงเวลาที่เลวร้ายมากเมื่อไม่มีไอร์อยู่ในห้อง เขาอยากให้ทุกอย่างมันกลับมาเหมือนเดิม

            “ต๋องไม่ต้องขอโทษแม่หรอกลูก เพราะไอร์เองก็ใช่ว่าจะไม่มีความผิดเอาเป็นว่าต่อจากนี้ไป....” ปิ่นแก้วถอนหายใจเสียงดังเพราะไม่อยากจะพูดประโยคนี้เลย เพราะหล่อนเองก็รักต๋องเหมือนลูกชายคนหนึ่ง “ต๋องไม่ต้องมาที่บ้านหลังนี้อีกแล้วถือว่าแม่ขอนะ”

            “จะให้ผมทำอย่างนั้นได้ไงครับแม่ในเมื่อผมกับมันยังไม่ได้ปรับความเข้าใจกันเลย”

            “เรื่องบางเรื่องถึงจะพูดไปมันก็ไม่ได้มีอะไรดีขึ้นหรอกนะลูก บางครั้งการจากกันไปแบบนี้มันอาจจะมีผลดีกับเราทั้งสองคนก็ได้นะ”

            “ถ้าอย่างนั้นผมฝากบอกมันด้วยนะครับ” ต๋องรู้ว่าเพื่อนรักจะต้องแอบฟังอยู่ที่ไหนสักแห่งในบ้าน เจ้าตัวจึงพูดเสียงดังเพื่อให้อีกฝ่ายได้ยินถนัด “มันเป็นเพื่อนที่ผมรักที่สุดในชีวิตและจะไม่มีใครแทนที่มันได้ ถึงแม้จะมีเรื่องคืนนั้นเกิดขึ้น แต่ผมก็พร้อมที่จะกลับมาเป็นเหมือนเดิม ผมยังรอมันเสมอ ถ้าไม่มีคนที่ชื่อไอร์อยู่ข้างๆชีวิตผมก็ไม่มีความหมายอะไรเลย แค่นี้ล่ะครับที่ผมอยากจะบอกมัน” ต๋องพยายามกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่ให้ไหลลงมาต่อหน้าแม่ของเพื่อน

            “ถ้ามันไม่ไหวก็ร้องออกมาเถอะลูก เดี๋ยวแม่จะบอกไอร์ให้ก็แล้วกันนะ” เธอเห็นอย่างนั้นก็เจ็บปวดแทนทั้งสองคนไม่น้อย

            “ขอบคุณครับแม่ ถ้างั้นผมขอตัวกลับก่อนนะครับ” เจ้าตัวยกมือไหว้แล้วเดินคอตกปาดน้ำตากลับไปที่รถ ก่อนจะขับออกไปด้วยความเร็ว

            พอรถขับออกจากหน้าบ้านไปแล้วปิ่นแก้วก็หันกลับไปมองลูกชาย ที่กำลังเดินร้องไห้ออกมาหล่อนจึงรีบเดินเข้าไปสวมกอดทันที

            “ฮึก ฮือๆๆ แม่ครับ”

            “ร้องออกมาเลยลูกแล้วทุกอย่างมันจะดีขึ้นเอง”

            “วันนี้จะเป็นวันที่ผมร้องไห้วันสุดท้าย พรุ่งนี้ผมจะสู้เพื่อลูกครับแม่”

            “ดีแล้วลูกถ้าตัดสินใจแล้วก็ต้องทำให้ได้ เมื่อครู่เห็นสภาพต๋องแล้วใช่ไหม”

            “ครับ...เป็นอย่างนี้ก็ดีแล้วมันจะได้ไปมีชีวิตเหมือนคนปกติทั่วไป อีกไม่นานมันเองก็คงจะลืมผมได้เหมือนกัน”

            “คนเรารักกันทำไมจะต้องลืมกันด้วยล่ะ เราเองก็เหมือนกันควรจะจดจำสิ่งดีๆที่เคยทำร่วมกันมา ในอนาคตเมื่อเจอกันอีกครั้งไอร์เองก็จะรู้ว่าความรู้สึกดีๆมันไม่เคยจางหายไปจากชีวิตเราแน่นอน” เธอบอกกับลูกชาย

            “ผมจะจำคำพูดของแม่เอาไว้ครับ”

            นั่นเป็นครั้งสุดท้ายที่ไอร์เสียน้ำตาให้กับเพื่อนรักเหมือนอย่างที่เคยพูดไว้จริงๆ

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 49 ครั้ง

0 ความคิดเห็น