เพื่อนที่ไม่น่าสงสาร [Mpreg]

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 3,617 Views

  • 14 Comments

  • 206 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    115

    Overall
    3,617

ตอนที่ 9 : กูรักมึงนะ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1310
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 72 ครั้ง
    6 ธ.ค. 61

:: [9] ::

กูรักมึงนะ

           

“มึงอย่าเอาทั้งชีวิตมาทิ้งเพราะกูกับลูกเลย กูไม่อยากให้ใครมาสงสารหรือเห็นใจอะไรทั้งนั้น เพราะเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นกูเป็นคนเลือกเอง มึงไม่ต้องมารับผิดชอบ กลับไปทำหน้าที่เจ้าบ่าวให้สมบูรณ์แบบเถอะนะ”

“กูเคยบอกแล้วไงว่าอยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีมึง ได้ยินอย่างนี้แล้วมึงยังจะคิดว่ากูสงสารมึงอีกเหรอวะ”

“แต่มึงก็ไม่ได้รักกูอยู่ดี กูไม่อยากทำร้ายจิตใจใครอีกแล้ว มึงก็เป็นซะอย่างนี้ไม่เคยเห็นใจใครเลย ถ้าว่าที่เจ้าสาวมึงมาได้ยินเข้าเธอจะเสียใจมากขนาดไหนมึงรู้รึเปล่า อย่าเห็นแก่ตัวต่อไปอีกเลยต๋อง มึงชอบผู้หญิงก็ไปใช้ชีวิตอย่างคนปกติซะเถอะ ส่วนลูกกูเลี้ยงได้กูสัญญาว่าจะไม่กีดกันมึงกับลูก มึงจะมาหาอันดาตอนไหนก็ได้ แต่ขอให้มึงกลับไปรับผิดชอบผู้หญิงคนนั้นเถอะนะ” พูดจบไอร์ก็คว้าตัวลูกสาวมากอดไว้แล้วเดินไปที่รถทันที

ส่วนต๋องได้แต่ยืนมองตามหลังลูกเมียตาละห้อย ยังถือว่าโชคดีที่วันนี้เขาได้รู้ความจริงก่อนที่อะไรมันจะสายไปเสียก่อน เขาจะกลับไปตั้งหลักเพื่อเคลียร์ปัญหาส่วนตัวให้เรียบร้อย หลังจากนั้นก็จะเดินหน้าตามง้อเพื่อให้ได้ลูกกับเมียกลับคืนมาให้ได้

กูจะตามหัวใจกูกลับคืนมาให้ได้ วันนี้กูรู้แล้วว่าที่ผ่านมาชีวิตไม่มีความสุขเพราะอะไร เพราะกูไม่กล้าบอกรักมึงอย่างที่ใจกูคิดไงล่ะไอร์ จากวันนี้ไปกูจะบอกรักมึงทุกวันเลยนะ

*-*-*-*-*-*-*

 

            “เกิดอะไรขึ้นลูกทำไมกลับมาในสภาพนี้” ไอร์อุ้มลูกสาวที่กำลังหลับเดินเข้ามาหาผู้เป็นแม่ด้วยดวงตาที่แดงก่ำ

            “ไอ้ต๋องมันรู้แล้วครับแม่ว่าอันดาเป็นลูกมัน”

            “รู้ได้ยังไง! ไหนไอร์ว่าจะไม่มีทางบอกเรื่องนี้” ปิ่นแก้วเอ่ยถามขณะปูที่นอนให้หลานสาว ก่อนที่ไอร์จะวางตัวอันดาลงอย่างเบามือไม่ให้เจ้าตัวเล็กตื่น

            “ผมพลาดเองที่พาอันดาไปด้วยครับ พอเห็นอันดามันก็สงสัยแล้วบังคับให้ผมพูดความจริงครับแม่” ไอร์มีสีหน้าเคร่งเครียดเมื่อพูดถึงเรื่องนี้ จากนี้ไปเขาต้องหาวิธีตั้งรับเพราะต๋องคงจะมาระรานไม่ยอมหยุดแน่นอน

            “อย่าคิดมากเลยลูกถือซะว่าทำเพื่ออันดาละกัน อย่างน้อยแกจะได้มีพ่อเหมือนคนอื่นเขาซะที”

            “ผมกลัวว่ามันจะยกเลิกงานแต่งน่ะสิครับ ถ้าเป็นอย่างนั้นผมคงรู้สึกผิดกับผู้หญิงคนนั้นมาก”

            “นี่ต๋องจะแต่งงานหรอกเหรอ?

            “ครับแม่ที่มันนัดผมไปก็เพราะจะมาแจกการ์ดให้ แต่หลังจากรู้ความจริงมันก็บอกว่ามันยอมทิ้งทุกอย่างเพื่อผมกับลูกได้ แต่ผมไม่อยากให้มันทำอย่างนั้นเพราะตอนนี้ทุกอย่างมันก็ดีอยู่แล้ว ถึงไม่มันผมกับลูกก็อยู่ได้” ถึงแม้ว่าจะรักต๋องมากแค่ไหนก็ตามแต่เขาคงไม่ยอมให้ใครต้องมาเจ็บปวดกับเรื่องนี้อีกแล้ว

            “แต่แม่ว่าถ้าต๋องตัดสินใจแล้วมันก็น่าจะเป็นผลดีกับผู้หญิงคนนั้นมากกว่านะ” ปิ่นแก้วบอกกับลูกชาย

            “ดียังไงครับแม่” ไอร์มองหน้าแม่ด้วยความสงสัย

            “แม่มั่นใจว่าต๋องรักลูก จำวันที่ต๋องมาบ้านเราได้ไหมแววตาของต๋องมันบอกว่ารักลูกมากเหลือเกิน แต่อาจจะสับสนว่ารักแบบเพื่อนหรือรักแบบคนรักกันแน่ จนมาถึงวันนี้ต๋องบอกว่าสามารถทิ้งทุกอย่างได้เพื่อลูก มันก็ชัดเจนแล้วนะ นั่นถ้าต๋องแต่งงานไปก็เหมือนเป็นการหลอกผู้หญิงคนนั้น การเป็นม่ายขันหมากมันคงจะดีกว่าการได้แต่งงานกับคนที่เขาไม่ได้รักนะลูก” ปิ่นแก้วพูดตามความรู้สึกที่ได้รู้ได้เห็นทุกอย่างมาตลอด

            “ผมไม่เชื่อว่ามันจะรักผมแบบคนรักได้ ผมเคยได้ยินกับหูมันพูดกับว่ามันชอบผู้หญิง” เจ้าตัวยังจำเหตุการณ์วันนั้นที่อยู่ในลิฟท์ได้ดี

            “ถ้างั้นก็ให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ละกัน แต่ลูกคงจะไม่ใจร้ายกีดกันพ่อกับลูกหรอกนะ”

            “ไม่หรอกครับผมเองก็อยากให้อันดามีความสุข แต่สำหรับตัวผมคงไม่มีทางยอมรับมันเป็นอย่างอื่นได้นอกจากเพื่อน เรื่องระหว่างเรามันเป็นไปไม่ได้แล้วครับแม่” แม้จะพูดออกไปอย่างนั้นแต่เจ้าตัวกลับถอนหายใจเสียงดัง เพราะมันขัดกับความรู้สึกภายในใจ

            “แม่ยังเคารพการตัดสินใจของไอร์เสมอ ไม่ว่าผลออกมามันจะเป็นยังไงแม่ก็ให้กำลังใจลูกเสมอนะ” ปิ่นแก้วสวมกอดลูกชายเพื่อให้กำลังใจ เธอภาวนาให้ไอร์ทำตามคำเรียกร้องของหัวใจมากกว่าสิ่งอื่นใด “ขอบคุณครับแม่” ไม่ว่าชีวิตจะผ่านเรื่องราวที่ทำให้ทุกข์ใจมากแค่ไหนก็ตาม แต่ผู้หญิงคนนี้ก็ไม่เคยที่จะอยู่ห่างเขาเลยสักครั้ง ไอร์จะเป็นแม่ที่ดีเหมือนกับที่แม่ของเขาทำให้ดูเป็นตัวอย่างตลอดมา

 

            หลังจากแยกกับลูกและเมียมาแล้วต๋องก็บึ่งรถกลับมาที่บ้าน เขาตั้งใจจะมาบอกความจริงทั้งหมดกับพ่อและแม่ เพื่อที่จะได้ขอยกเลิกงานแต่งที่จะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้ โชคดีที่วันนี้ทั้งสองคนอยู่บ้านอย่างพร้อมหน้าพร้อมตากัน มันเป็นช่วงเวลาที่เกิดขึ้นไม่ได้บ่อยมากนัก

            “พ่อครับ แม่ครับ” เมื่อเดินเข้ามาในบ้านเจ้าตัวก็ยกมือไหว้แล้วเดินไปนั่งที่โซฟา

            “มีอะไรรึเปล่าลูกดูท่าทางแปลกๆนะเรา” กานดาเอ่ยถามหลังจากจิบชาในถ้วยแล้ววางไว้บนโต๊ะกระจก

            “คือผมมีเรื่องจะบอกครับ” ก่อนเข้ามาข้างในเจ้าตัวทำใจมาบ้างแล้วหากจะโดนพ่อกับแม่ด่าก็ยอม แต่เขาไม่มีทางให้งานแต่งครั้งนี้เกิดขึ้นอย่างแน่นอน

            “งานแต่งมีปัญหาอะไรงั้นเหรอ” วีระพลเอ่ยกับลูกชายแต่สายตายังจ้องอยู่ที่หน้าจอแท็บเล็ต

            “ผมจะขอยกเลิกงานแต่งครับ”

            “ว่าไงนะ!” กานดาหันขวับไปมองหน้าลูกชายด้วยความตกใจ ไม่ต่างจากวีระพลที่วางแท็บเล็ตลงบนตักแล้วหันหน้ามามองทันที

            “แกจะทำให้พ่อกับแม่เสียหน้ารู้รึเปล่า” วีระพลว่าให้ลูกชายพร้อมกับมองหน้าด้วยความไม่พอใจ

            “ผมขอโทษที่ต้องทำอย่างนี้ เพราะผมต้องไปรับผิดชอบเมียกับลูกครับ”

            “เมียกับลูก! ทำไมแกไม่บอกเรื่องนี้ก่อนล่ะปล่อยให้เรื่องเลยเถิดมาถึงขนาดนี้ได้ยังไงกัน” กานดาเริ่มขึ้นเสียง

            “ผมเองก็เพิ่งจะทราบวันนี้ว่าผมมีลูกสาวอายุสี่ขวบแล้วครับ” เจ้าตัวรับสารภาพแต่โดยดี

            “สี่ขวบแล้ว! นี่แกไปไข่ทิ้งไว้ตั้งแต่เรียนมหาลัยเลยเหรอเนี่ย ผู้หญิงคนนั้นเป็นใครบอกแม่มา” กานดาไม่อยากจะเชื่อเลยว่าลูกชายจะมีพฤติกรรมอย่างนี้ แม้จะไม่ได้อยู่เลี้ยงดูเต็มเวลาเหมือนแม่คนอื่นๆแต่เธอก็รักและห่วงลูกชายมาก หากเป็นเรื่องจริงเธอก็พร้อมที่จะรับฟัง

            “ไอร์ครับ คนที่เป็นแม่ของลูกผมคือไอร์”

            “นี่แกล้อแม่เล่นใช่ไหม หนูไอร์จะมีลูกได้ยังไงกัน” กานดาหัวเราะขึ้นมาเพราะคิดว่าลูกชายแกล้งพูดตลกเล่นเท่านั้น

            “มันเกิดขึ้นแล้วครับแม่ ไอร์มีลูกได้จริงๆผมกับไอร์เรามีอะไรกันตอนปีสี่ก่อนจะเรียนจบแค่ไม่กี่เดือน”

            “ยังไงแกก็ต้องแต่งงานกับหนูเบลเพราะพ่อกับแม่อุตส่าห์ไปสู่ขอด้วยตัวเอง” วีระพลรับเรื่องดังกล่าวไม่ได้จึงไม่มีทางให้งานแต่งครั้งนี้ล่มแน่นอน

            “พ่อกับแม่ห่วงแต่หน้าตาทางสังคมไม่เคยห่วงผมเลย ผมกับน้องเบลเราไม่ได้รักกัน พ่อกับแม่ก็ยังบังคับพวกเราเพื่อสนองความต้องการของตัวเอง น้องเบลเองมีแฟนอยู่แล้วแต่ก็ต้องยอมเพราะโดนบังคับ ผลของการอยู่อย่างไม่ได้รักกันมันเป็นยังไงพ่อกับแม่ก็รู้ดีนี่ครับ ผมนี่ไงที่ต้องมารับผลกรรมที่พ่อกับแม่สร้างไว้ ครอบครัวแตกแยกพ่อไปทางแม่ไปทาง พ่อกับแม่ไม่เคยรู้เลยว่าผมต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวมาตลอด มันเจ็บปวดมากแค่ไหนรู้รึเปล่าครับ แล้วทีนี้จะมาหวังอะไรกับผมอีกงั้นเหรอ ให้ผมทำตามใจตัวเองบ้างสักครั้งเถอะนะ” เจ้าตัวระบายความในใจที่เก็บเอาไว้มาตลอดชีวิตให้พ่อกับแม่ฟัง น้ำตาของลูกผู้ชายไหลลงมาต่อหน้าผู้มีพระคุณทั้งสอง ต๋องนั่งก้มหน้าปล่อยให้น้ำตามันไหลลงพื้นอยู่อย่างนั้น

            ทั้งกานดาและวีระพลมองหน้ากันด้วยความรู้สึกผิด มันก็จริงต่างฝ่ายต่างไปมีครอบครัวใหม่ ทิ้งให้ลูกชายอยู่บ้านกับคนรับใช้จนกลายเป็นคนในครอบครัวไปแล้ว อีกทั้งเรื่องแต่งงานทั้งสองก็แสวงหาลูกสาวของเพื่อนนักธุรกิจที่บังเอิญเป็นรุ่นน้องที่มหาวิทาลัยของต๋องด้วย ทั้งๆที่รู้ว่าเด็กทั้งสองคนไม่ได้ชอบพอกัน แต่ก็ยังบังคับเพราะเห็นว่าเหมาะสมกันดี พอได้ยินอย่างนั้นกานดาก็เดินเข้าไปโอบกอดลูกชายเอาไว้ เธอเองก็ห้ามน้ำตาตัวเองไว้ไม่ได้ ยิ่งเห็นลูกชายร้องไห้อย่างนั้นก็ยิ่งทำให้รู้สึกผิดมากขึ้นไปอีก

            “แม่ขอโทษนะที่ไม่เคยใส่ใจลูกเลย แม่ขอโทษจริงๆ ฮึก ฮือๆ”

            วีระพลยืนเท้าสะเอวเงยหน้าขึ้นเพื่อกลั้นน้ำตาเอาไว้ หลังจากมองดูลูกกับเมียกอดกันอยู่อย่างนั้น

            “ผมรักไอร์ครับแม่ผมอยากมีลูกมีเมีย มีครอบครัวที่สมบูรณ์แบบเหมือนกับคนอื่นบ้าง ฮึก” เจ้าตัวพูดพร้อมกับสะอื้นออกมาเป็นระยะๆอย่างกับเด็กน้อย

            “แม่จะเป็นคนไปคุยกับทางโน้นให้เอง ไม่ต้องห่วงนะลูกแม่จะไม่ให้ลูกต้องฝืนใจทำอะไรอีกแล้ว”

            “ขอบคุณครับแม่ ผมรักแม่นะครับ” ต๋องยิ้มทั้งน้ำตาพร้อมกอดผู้เป็นแม่เอาไว้แน่น แม้ที่ผ่านมาเขาจะคิดว่าแม่ไม่เคยใส่ใจแต่ครั้งนี้ความคิดเหล่านั้นมันได้หายไปหมดแล้ว

            “เดี๋ยวพ่อจะไปกับแม่ด้วยละกัน” วีระพลเอ่ยเสียงเข้มแม้จะอยากกอดลูกชายมากเหลือเกิน นานแล้วสินะที่เขาไม่เคยมอบอ้อมกอดนี้ให้ลูกชายเลย คิดแค่ว่าให้เงินใช้อย่างเต็มที่มันอาจจะทดแทนกันได้ แต่นั่นเป็นความคิดที่ผิดเขาละเลยหน้าที่ความเป็นพ่อที่ดีมาตลอด

            “ขอบคุณคุณพ่อที่เข้าใจผมนะครับ” ต๋องแทบไม่เชื่อหูตัวเองเลย ผู้เป็นพ่อที่เคยห่วงหน้าตาทางสังคมมากกว่าสิ่งอื่นใด แต่ครั้งนี้กลับยอมบากหน้าไปยกเลิกงานแต่งให้ซะอย่างนั้น ถึงแม้ที่ผ่านมาครอบครัวจะไม่ได้สมบูรณ์แบบเหมือนใครๆ แต่วันนี้ต๋องก็ได้รู้แล้วว่าคนทั้งสองรักเขามากขนาดไหน

            “พรุ่งนี้พาไอร์กับลูกมาหาแม่ได้ไหม แม่อยากเห็นหน้าหลานจะแย่แล้ว”

            “คงยังไม่ได้ครับแม่เพราะตอนนี้ไอร์เค้ายังไม่ได้เปิดใจรับผมเหมือนแต่ก่อน แต่ไอร์ก็ไม่ได้กีดกันผมกับลูกหรอกนะครับแค่นี้ผมก็ดีใจแล้ว”

            “ลูกรักไอร์ไหมล่ะ”

            “รักสิครับ ตอนแรกผมก็คิดว่ารักมันแบบเพื่อน แต่ตอนนี้ผมรู้แล้วว่าผมรักมันมากกว่านั้น เพราะสี่ปีที่เราห่างกันไม่มีวันไหนที่ผมไม่คิดถึงมันเลย” ต๋องเปิดอกคุยกับแม่

            “ถ้ารักก็ไปง้อลูกสะใภ้แม่ให้ได้นะ แม่เชื่อว่าลูกทำได้” กานดาจับที่ต้นแขนทั้งสองข้างของลูกชายแล้วบีบเบาๆเพื่อให้กำลังใจ ใบหน้าสวยก็ยิ้มออกมาไม่ยอมหยุด

            “ผมจะทำให้ได้ครับแม่”

            “เร็วๆด้วยล่ะพ่ออยากเห็นแกพาลูกกับเมียมาไหว้อย่างพร้อมหน้าพร้อมตากัน” ทำหน้าเข้มแต่ก็ยอมเอ่ยให้กำลังใจลูกชายทางอ้อม

            “ครับพ่อ” ต๋องหันไปยิ้มให้ผู้เป็นพ่อ ก่อนจะเอ่ยประโยคที่อยากพูดมานานแล้ว “ผมขอกอดพ่อกับแม่พร้อมกันได้ไหมครับ”

            วีระพลไม่รอช้ารีบเดินมาหาลูกชาย แล้วทั้งสามคนก็ยืนกอดกันด้วยความเข้าใจ นี่เป็นครั้งแรกที่ต๋องรู้สึกได้ถึงความป็นครอบครัว มันอาจจะเป็นครั้งสุดท้ายหรือไม่ก็ตามแต่นี่คือความสุขที่สุดในชีวิตแล้ว หลังจากนี้เขาจะพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อให้ไอร์และลูกมาอยู่ข้างกายให้ได้

 

            หลังจากเคลียร์ปัญหาส่วนตัวกับพ่อแม่เรียบร้อยแล้ว เช้าวันต่อมาต๋องก็ไปที่ร้านดอกไม้ก่อนจะบึ่งรถมาที่บ้านของไอร์พร้อมกับดอกกุหลาบช่อใหญ่

            “สวัสดีครับแม่” วันนี้ต๋องแต่งตัวหล่อเป็นพิเศษ ครั้งนี้เจ้าตัวไม่ได้มาในฐานะเพื่อนของลูกชายแต่มาในฐานะลูกเขย เพราะตั้งใจจะมาทำคะแนนและเริ่มต้นจีบไอร์ใหม่อีกครั้ง

            “อ้าวมาตั้งแต่เช้าเชียวต๋อง” ปิ่นแก้วกำลังเตรียมเปิดร้านก็เห็นเพื่อนลูกชาย ไม่สิตอนนี้ต้องเรียกว่าพ่อของหลานเดินหล่อถือดอกกุหลาบช่อใหญ่เข้ามา

            “ผมมาหาไอร์ครับ”

            “ยังไม่ลงมาเลยคงแต่งตัวให้อันดาอยู่มั้งจ๊ะนั่งรอก่อนนะ”

            “ครับแม่แล้วมีอะไรให้ผมช่วยรึเปล่า” ต๋องวางช่อกุหลาบไว้บนโต๊ะแล้วก็เดินมาหาปิ่นแก้วเหมือนกับอยากเอาใจเพื่อทำคะแนน

            “ไม่มีจ๊ะ” ปิ่นแก้วยิ้มให้เหมือนจะรู้ว่าอีกฝ่ายพยายามเอาอกเอาใจ

            “ปกติแล้วไอร์กลับบ้านกี่โมงครับแม่” เจ้าตัวเริ่มตะล่อมถามเพื่อเก็บข้อมูล

            “เวลาไม่แน่นอนหรอกลูกเพราะบางทีคนไข้เยอะก็จะกลับเย็นหน่อย แต่วันไหนคนไข้น้อยก็จะไปรับอันดาที่โรงเรียนถึงบ้านก็เกือบห้าโมงเย็นจ๊ะ”

            “ขอบคุณครับแม่” ต๋องยิ้มน้อยยิ้มใหญ่เพราะมีแผนในหัวเรียบร้อยแล้ว

            “ทำไมต้องยิ้มขนาดนั้นด้วยล่ะลูก”

            “เปล่าครับแม่ไม่มีอะไร”

            “แม่รู้ทันหรอกน่า” ปิ่นแก้วมองหน้าอย่างรู้ทันก่อนจะยิ้มให้

            “แม่ไม่ว่าใช่ไหมครับที่ผมจะมาที่นี่บ่อยๆ”

            “แล้วว่าที่เจ้าสาวเราไม่ว่าเอาหรอกเหรอ?” หล่อนต้องถามเพื่อเตือนสติอีกครั้ง หากมันยังคาราคาซังก็ไม่อยากให้ต๋องมาที่นี่บ่อยมากนัก

            “เรื่องนั้นผมจัดการเรียบร้อยแล้วครับแม่ จริงๆแล้วเราโดนผู้ใหญ่บังคับให้แต่งงานกัน แต่ตอนนี้พ่อกับแม่ผมท่านไปคุยกับทางโน้นให้ยกเลิกงานแต่งแล้วครับ”

            “ต๋องคิดดีแล้วใช่ไหมลูกที่จะทำอย่างนี้”

            “ครับแม่ผมอยากจะดูแลไอร์กับลูกตลอดไปครับ”

            “ถ้าต๋องตั้งใจขนาดนี้แม่ก็เปิดไฟเขียวเต็มที่จ๊ะ”

            “ขอบคุณมากๆนะครับแม่” เมื่อได้ยินอย่างนั้นต๋องก็ยกมือไหว้ยกใหญ่ด้วยความดีใจ อย่างน้อยเขาก็ผ่านด่านแรกไปได้เรียบร้อยแล้ว

            “คุณยายค่ะอันดามาแล้ววว” เสียงเด็กหญิงตัวเล็กดังเจื้อยแจ้วมาแต่ไกล ทำให้ทั้งสองคนหันไปมองทันที

            “ลูกสาวพ่อมาแล้ว” ต๋องมองลูกสาวด้วยความเอ็นดูก่อนจะเดินเข้าไปหา เมื่อไอร์เห็นอย่างนั้นก็กันตัวลูกสาวไว้

            “มาทางไหนกลับไปทางนั้นเลยไอร์ชักสีหน้าใส่คนที่กำลังยืนยิ้มให้อยู่ตรงหน้า

            “คงไม่ได้หรอกเพราะวันนี้กูตั้งใจจะมาบอกว่า...กูรักมึงนะ” พูดพร้อมกับยื่นช่อกุหลาบให้ทันที

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 72 ครั้ง

1 ความคิดเห็น

  1. #3 คนผ่านมา (@ras21) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 6 ธันวาคม 2561 / 16:53
    ฮึกร้องไห้ตาม
    #3
    0