เพื่อนที่ไม่น่าสงสาร [Mpreg]

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 3,618 Views

  • 14 Comments

  • 207 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    116

    Overall
    3,618

ตอนที่ 5 : ง้อ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 753
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 42 ครั้ง
    6 ธ.ค. 61

:: [5] ::

ง้อ

 

            ชามน้ำอุ่นถูกวางไว้ข้างเตียงนอน ผ้าขนหนูผืนเล็กจุ่มลงก่อนจะถูกบิดจนหมาด ต๋องจับแขนเพื่อนขึ้นมาเช็ดย้อนรูขุมขนแรงๆเพื่อระบายความร้อนออกจากผิวหนัง จากแขนก็เปลี่ยนเป็นใบหน้ารูปไข่ที่ดูซีดเซียว มือหนาจับผ้าเช็ดอย่างทะนุถนอมสัมพันธ์กับสายตาคมที่จ้องมองใบหน้าละมุนนั้นแล้วยิ้มออกมาอย่างไม่รู้ตัว

            “อืออ” เหมือนคนที่นอนซมอยู่เริ่มจะงอแงขึ้นมา เจ้าตัวส่ายศีรษะไปมาทำให้ต๋องถึงกับทำหน้ายุ่ง

            “อยู่นิ่งๆสิวะ” เสียงเข้มเอ่ยพร้อมกับใช้สองมือพยุงใบหน้าเพื่อนเอาไว้ “นี่มึงเป็นไข้หรือเมากันแน่วะ” เจ้าตัวบ่นขณะจ้องไปที่ใบหน้ารูปไข่ ริมฝีปากหยักได้รูป จะว่าสวยก็ไม่ใช่จะว่าหล่อก็ไม่เชิงซะทีเดียว

            ต๋องรู้สึกร้อนวูบวาบที่ใบหน้าเมื่อเจ้าเพื่อนรักเม้มปากสีชมพูนั่น ไปพร้อมๆกับการเอื้อมมือมาคล้องคอเขาไว้ เจ้าตัวทำอะไรไม่ถูกได้แต่อึ้งกับการกระทำของคนที่นอนอยู่บนเตียง มึงยั่วกูเองนะไอร์ คิดในใจก่อนจะโน้มใบหน้าคมเข้าไปจุมพิตที่ริมฝีปากบางอย่างช้าๆ

            “อืมมม” คนที่กำลังนอนซมเพราะพิษไข้อยู่นั้นส่งเสียงอู้อี้ในลำคอ มือเรียวก็รั้งต้นคอของเพื่อนเข้ามากอดเอาไว้แน่นไม่ยอมปล่อย รสจูบที่หอมหวานทำให้ต๋องถึงกับเคลิ้มและลืมตัวไปว่าไม่ควรปล่อยให้มีเหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้น

ต๋องพยายามบอกตัวเองซ้ำๆว่านี่คือเพื่อนรัก แต่ลิ้นสากกลับไม่ยอมหยุดมันถูกสอดเข้าไปซุกซนในโพรงปากของเพื่อนอย่างดูดดื่ม เสียงลมหายใจดังถี่ขึ้นเรื่อยๆ เขาไม่สามารถหยุดการกระทำนี้ได้ยิ่งพยายามคิดจะผละตัวออกมา มือหนายิ่งกระชับตัวเพื่อนเข้ามากอดไว้แน่น ไม่ต่างจากไอร์ที่แม้จะไม่ได้สติแต่ก็ตอบสนองได้เป็นอย่างดี

            “นี่กูทำบ้าอะไรลงไปวะเนี่ย!” ในที่สุดต๋องก็ตั้งสติได้แล้วรีบลุกขึ้นยืนมองเพื่อนรักอย่างเสียดาย มือหนาทั้งสองข้างยกขึ้นมากุมใบหน้าคมเอาไว้อย่างรู้สึกผิด ก่อนจะพยายามเช็ดตัวให้เพื่อนอีกครั้งจนเสร็จเรียบร้อยเพื่อที่จะได้ออกไปจากตรงนี้เสียที

            ต๋องหยิบยาพาราเซตามอลมาป้อนให้เพื่อนทานสองเม็ดก่อนจะห่มผ้าให้ หากคืนนี้เขาอยู่ที่นี่ต่อไปมีหวังได้สติแตกแน่นอน เจ้าตัวจึงหยิบเสื้อแจ็คเก็ตพาดบ่าแล้วมองไปยังเพื่อนรักที่นอนหลับปุ๋ยอยู่บนเตียง ก่อนจะเดินออกไปจากห้องทันที

 

            แสงแดดอ่อนๆในยามเช้าสาดส่องผ่านหน้าต่างเข้ามากระทบลงบนเตียง ทำให้คนที่นอนอยู่ค่อยๆลืมตาขึ้นมาอย่างช้าๆ แล้วมองไปรอบๆห้องด้วยความงัวเงีย ก่อนจะสะดุดตากับชามน้ำที่วางอยู่บนโต๊ะข้างเตียงนอนพร้อมกับผ้าขนหนูผืนเล็กที่วางแอ้งแม้งอยู่

            ไอร์จำได้ว่าเมื่อคืนเขานั่งรอเพื่อนอยู่บนรถ อยู่ๆทุกอย่างก็ดับวูบลงไปตื่นขึ้นมาอีกทีก็นอนอยู่บนเตียงซะแล้ว แถมเสื้อผ้ายังถูกเปลี่ยนอีกต่างหาก แล้วไอ้เพื่อนตัวดีล่ะหายไปไหน? ปกติหากเขาไม่สบายอย่างนี้มันจะอยู่ด้วยทั้งคืนไม่ยอมไปไหน ไอร์หันไปมองที่ราวแขวนเสื้อก็ไม่เห็นเสื้อแจ็คเก็ตตัวโปรดที่ต๋องชอบใส่ไปเที่ยว คิดแล้วก็รู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจขึ้นมาทันที

            กูไม่สบายมึงยังมีหน้าออกไปเที่ยวข้างนอกได้อีกเหรอวะ แถมยังไม่กลับมานอนที่ห้องอีกต่างหาก ไอร์คิดในใจ ตอนนี้ไม่มีอาการวิงเวียนศรีษะเหมือนเมื่อคืนแล้ว แถมอุณหภูมิร่างกายยังอยู่ในภาวะปกติดีอีกด้วย เจ้าตัวจึงค่อยๆพยุงตัวลุกขึ้นจากเตียง

            “ในเมื่อมึงไม่เป็นห่วงกู กูก็จะกลับบ้าน”

            ไอร์จึงรีบอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเตรียมตัวกลับไปหาแม่ที่บ้าน

 

            ลงจากรถเมล์หน้าปากซอยแล้วไอร์ก็นั่งวินมอเตอร์ไซต์ตรงมาที่บ้าน เขาเห็นแม่กำลังตักอาหารใส่ถุงให้กับลูกค้าอยู่จึงเดินเข้าไปหาทันที

            “หวัดดีครับแม่” ไอร์ยกมือไหว้แล้วเข้าไปสวมกอดจากด้านหลัง

            “มาก็อ้อนเลยนะเนี่ย” ปิ่นแก้วยิ้มกว้างเมื่อเห็นหน้าลูกชาย มือก็รัดถุงแกงให้กับลูกค้าไปด้วย

            “ใกล้จะจบรึยังล่ะเจ้าไอร์” ลูกค้าขาประจำเอ่ยถามขึ้น

            “อีกสองปีครับลุง” เจ้าตัวยิ้มให้

            “อีกหน่อยลุงคงจะไม่ได้กินข้าวแกงฝีมือแม่ปิ่นแล้วมั้ง ลูกชายเรียนจบหมอคงจะนั่งนับเงินสบายเลย”

            “ฉันไม่มีทางเลิกขายแน่นอนจ๊ะลุง ว่าแต่ลุงนั่นล่ะอย่าเพิ่งเบื่อฝีมือฉันก่อนละกัน”

            “ถ้าเอ็งยังขายลุงก็จะมาซื้อบ่อยๆไม่มีทางเบื่อแน่นอน”

            “พูดแล้วนะลุง”

            “จ๊ะ”

            หลังจากลูกค้าเดินออกจากร้านไปพร้อมกับถุงแกง ปิ่นแก้วก็หันมาคุยกับลูกชายต่อ

            “วันนี้ทำไมกลับมาได้ล่ะไม่มีเรียนเหรอลูก”

            “วันนี้ไม่มีเรียนครับผมจะมาอยู่กับแม่สักสองวันให้หายคิดถึงเลย” อย่างน้อยสองวันนี้อาจจะทำให้เขาลดระดับอารมณ์ฉุนเฉียวลงได้ ยิ่งนานวันอารมณ์ยิ่งเหมือนผู้หญิงเข้าไปทุกที ขี้งอนและหงุดหงิดง่ายโดยเฉพาะเวลาอยู่กับไอ้เพื่อนตัวดี เขากลัวเหลือเกินว่ามันจะจับผิดได้เข้าสักวันและตีตัวออกห่างก่อนที่จะถึงวันนั้น

            “แล้วต๋องล่ะลูกไม่มาด้วยเหรอ” ปกติหากลูกชายกลับมาเยี่ยมบ้านก็จะมีเพื่อนรักติดสอยห้อยตามกลับมาด้วยเกือบทุกครั้ง หล่อนจึงเอ่ยถามเหมือนเป็นเรื่องปกติไปแล้ว

            “มันคงกลับบ้านไปแล้วมั้งครับ” ไอร์ตอบแบบส่งๆไปเพราะเขาเองก็ไม่รู้ว่าตอนนี้ต๋องอยู่ที่ไหน

            “มีปัญหาอะไรกันรึเปล่าลูกปกติไอร์จะรู้ตลอดว่าต๋องอยู่ไหนไม่ใช่เดาเอาแบบนี้”

            “เปล่าครับแม่ผมกับมันสนิทกันมานานจนคิดว่าบางทีมันอาจจะนานเกินไป มันต้องมีชีวิตของมันบ้าง ส่วนผมก็อยากมีชีวิตส่วนตัวบ้างก็เท่านั้นเองครับ” เจ้าตัวยิ้มให้กับผู้เป็นแม่

            “ไม่มีอะไรก็ดีแล้วแม่จะได้ไม่ต้องเป็นห่วง เอากระเป๋าขึ้นไปเก็บบนห้องก่อน แล้วค่อยลงมากินข้าวเดี๋ยวแม่เตรียมไว้ให้”

            “คร้าบบแม่” ไอร์เดินสะพายกระเป๋าขึ้นไปที่ห้องนอนของตัวเอง

บ้านไม้สองชั้นที่ใช้กันแดดกันฝนมาตั้งแต่เด็กจนโตตอนนี้ก็เริ่มโทรมมากขึ้นทุกวัน หลังจากเรียนจบและมีงานทำแล้วเขาตั้งใจจะสร้างบ้านหลังใหม่ให้กับแม่ โดยไม่ลืมที่จะทำร้านขายข้าวแกงให้เหมือนเดิม

            ไอร์วางกระเป๋าไว้บนโต๊ะคอมแล้วนั่งลงบนเตียงนอนเล็กๆที่เคยเอนกายมาตั้งแต่ด็กจนโต ก่อนจะหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาดูว่ามีสายของเพื่อนโทรเข้ามาบ้างหรือเปล่า เมื่อมองหน้าจอแล้วก็ต้องผิดหวังเพราะทุกอย่างยังคงว่างเปล่าไม่มีความเปลี่ยนแปลงใดๆทั้งสิ้น

            “กูคงไม่สำคัญสำหรับมึงแล้วสินะไอ้ต๋อง” พูดจบเจ้าตัวก็ปิดเครื่องทันที

ในเมื่อไม่โทรมาก็ไม่ต้องคุยกันอีก เขาคิดอย่างนั้น ช่วงนี้ขออยู่ช่วยงานแม่เพื่อให้สบายใจขึ้นก่อนที่จะกลับไปเจอหน้าไอ้เพื่อนตัวดีอีกครั้ง

            “มาแล้วคร้าบบ” ไอร์ตะโกนเสียงดังขณะวิ่งลงมาจากข้างบน สวมเสื้อยืดกางเกงบอลเหมือนที่เคยใส่เป็นประจำ

            “แม่เตรียมกับข้าวไว้บนโต๊ะให้แล้วนะ” ปิ่นแก้วตะโกนบอกลูกชายขณะขายของอยู่หน้าร้าน ตอนเที่ยงๆอย่างนี้ลูกค้าค่อนข้างเยอะพอสมควร

            “เดี๋ยวผมช่วยแม่ขายก่อนค่อยกินละกัน” แทนที่จะนั่งลงที่โต๊ะสำรับ แต่ไอร์กลับเดินไปยืนข้างๆผู้เป็นแม่

            “ไม่เป็นไรแม่ขายคนเดียวไหวไปกินก่อนเถอะ” เธอบอกกับลูกชายด้วยความเป็นห่วง

            “ไม่เอาผมจะช่วยแม่ก่อน”

            “โอเคๆดื้อจริงๆเลยลูกชายคนนี้”

            ไอร์ช่วยแม่ตักแกงราดข้าวให้กับลูกค้าที่ทยอยมาในช่วงเที่ยง ส่วนมากจะเป็นคนหาเช้ากินค่ำและชนชั้นแรงงานซะส่วนมาก ปิ่นแก้วขายในราคาที่ไม่ค่อยแพงมากเหมือนที่อื่น เพราะต้องการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยนั่นเอง

            หลังจากลูกค้าทานข้าวเสร็จแล้วไอร์ก็ช่วยเก็บจานที่วางอยู่บนโต๊ะไปล้างอย่างขะมักเขม้น สมกับที่เคยช่วยทำมาตั้งแต่เด็กจนโต

            ผ่านช่วงเที่ยงไปแล้วลูกค้าเริ่มซาลงไปเรื่อยๆจนหมดในที่สุด ตอนนี้ก็ถึงเวลาที่เจ้าตัวจะต้องทานข้าวแล้ว ไอร์นั่งที่โต๊ะก่อนจะเปิดฝาชีออกมาเมื่อเห็นกับข้าวแล้วท้องก็ร้องขึ้นมาทันที

            “แม่กินข้าวคร้าบบ”

            “กินเลยลูกแม่ไม่ค่อยหิว”

            ได้ยินอย่างนั้นเจ้าตัวก็ไม่รอช้ารีบคดข้าวใส่จานแล้วนั่งทานอย่างเอร็ดอร่อย ไม่ถึงนาทีหลังจากนั้นก็มีแขกไม่ได้รับเชิญมานั่งลงตรงข้าม ไอร์เงยหน้าขึ้นมามองแล้วก็ต้องเชิดหน้าหนีทันที เพราะคนที่กำลังนั่งยิ้มแป้นอยู่ตรงหน้าคือเพื่อนรักนั่นเอง

            “กูกินด้วยนะไม่มีอะไรตกถึงท้องตั้งแต่เช้าแล้ว” ไม่พูดเปล่าต๋องรีบคดข้าวใส่จานดูก็รู้ว่ากำลังหิวโหยมาขนาดไหน

            “กูอิ่มล่ะ” พูดแล้วก็จะลุกขึ้นแต่โดนคนที่นั่งอยู่ดึงแขนเอาไว้ก่อน

            “อย่าทำอย่างนี้สิวะกินข้าวก่อนมีอะไรค่อยคุยกัน” เพื่อนรักจ้องตาพร้อมกับพยักหน้าให้

            “ไม่! กูไม่มีอะไรจะคุยกับมึงแล้ว” แม้จะยังปากแข็งแต่ก็ไม่ยอมเดินไปไหน

            “กินก่อนเร้ววว เดี๋ยวแม่มึงก็รู้หรอกว่ามึงกำลังงอนกู” ต๋องพยายามรบเร้าเพื่อน ราวกับว่าตัวเองไม่ได้มีความผิดเลยซะอย่างนั้น

            “กูไม่ได้งอนเว่ย” คนที่โดนกล่าวหาทำหน้าบึ้งใส่ทันที

            “ไม่ได้งอนก็นั่งลงกินต่อสิคร้าบบ” ต๋องพยักหน้าหงึกๆ

            “ก็ได้” ไอร์นั่งลงอย่างจำยอมแต่ก็ไม่ยอมพูดจากับเพื่อนแม้แต่คำเดียว เอาแต่ก้มหน้าทานข้าวอย่างเอาเป็นเอาตาย ส่วนไอ้เพื่อนตัวดีก็ทานไปยิ้มไปอย่างอารมณ์ดี

 

เย็นวันนั้นต๋องขอมาค้างที่บ้านด้วย และปิ่นแก้วก็อนุญาตตามเคย ส่วนไอร์น่ะเหรอกลับทำหน้าบึ้งตึงเพราะรู้ดีว่าไอ้เพื่อนรักต้องมานอนร่วมห้องด้วยอย่างแน่นอน

            “มึงนี่หน้าด้านจังอยู่ๆก็หอบผ้าหอบผ่อนมานอนบ้านกูทั้งที่ไม่ได้รับอนุญาต” คนที่พูดกำลังนั่งอยู่บนเตียงส่วนเพื่อนตัวดีนั่งยิ้มแฉ่งอยู่บนพื้น

            “ใครบอกว่ากูหน้าด้าน แม่มึงอนุญาตแล้วต่างหาก มึงเป็นเจ้าของบ้านรึไงวะ” ต๋องยักคิ้วให้อย่างเย้ยหยัน ปกติถ้าต๋องมานอนที่บ้านทั้งสองจะนอนพื้นด้วยกัน แต่ครั้งนี้เจ้าของห้องกลับขึ้นไปนอนบนเตียงปล่อยให้แขกนอนอยู่ที่พื้นเพียงลำพัง บ่งบอกว่าทั้งสองกำลังไม่ลงรอยกันอย่างชัดเจน

            “แต่ห้องนี้เป็นห้องกูนี่หว่า”

            “แล้วไงก็อยู่ในบ้านหลังนี้ไม่ใช่เหรอ หรือมึงจะเถียงกู”

            “กูไม่พูดกับมึงแล้วนอนดีกว่า” พูดแล้วก็นอนห่มผ้าหันหลังให้เพื่อน

            “มึงนี่ขี้งอนอย่างกับผู้หญิงจริงๆ ลุกมาคุยกับกูก่อนดิ”

            “ไม่!” พูดขณะนอนหันหลังให้

            “ถ้างั้นมึงก็ไม่ต้องนอนกูจะร้องเพลงทั้งคืนเลยคอยดู” ต๋องรู้ดีว่าเสียงตัวเองไม่บันเทิงหูสักเท่าไร ร้องเพลงแต่ละทีคนที่ได้ฟังแทบจะกระอักเลือด นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมเขาถึงเอาเรื่องร้องเพลงมาป็นข้ออ้าง

            “...........”

            “คืนที่ดาวเต็มฟ้าฉันจินตนาการถึงหน้าเธอ ละเมอไปไกลมองไม่เห็นดวงดาว จันทร์ที่เคยสดใสนั้นเป็นดั่งใจเธอหรือเปล่า หากมันเป็นจริง จะเก็บเอาจันทร์มาใส่ใจ.....”

            ไอร์นอนเอามือปิดหูไว้ด้วยความหงุดหงิด คนอะไรจะร้องเพลงได้เหี้ยขนาดนี้นะ โสตประสาทเขาเริ่มรับมันไม่ไหวแล้ว

            “หยุดร้องได้แล้วกูหนวกหู!” เจ้าตัวลุกขึ้นหันมาตวาดใส่เพื่อนเสียงดัง

            “จุ๊ๆๆ เบาๆดิวะเดี๋ยวแม่มึงก็ได้ยินเข้าหรอก” ต๋องเอานิ้วจุ๊ที่ปากไว้

            “มึงมีอะไรก็ว่ามากูง่วงแล้ว” หากไม่ยอมให้ไอ้เพื่อนตัวดีพูดในสิ่งที่มันอยากพูด คืนนี้เขาคงไม่ได้หลับได้นอนเป็นแน่

            “วันนี้ทำไมมึงมาไม่บอกกูแถมยังปิดเครื่องอีกต่างหาก รู้รึเปล่ากูเป็นห่วง” ต๋องเริ่มเข้าสู่โหมดจริงจังแล้ว

            “เรื่องของกูอย่าเสือก” พูดพร้อมกับเชิดหน้าใส่

            “เรื่องของมึงก็คือเรื่องของกู เราเป็นเพื่อนกันนะเว้ย”

            “แล้วมึงล่ะหายหัวไปไหน กูนอนไม่สบายอยู่ห้องถ้ากูตายขึ้นมาล่ะจะทำยังไง ไหนมึงบอกว่าเป็นห่วงกู” ไอร์จ้องหน้าเพื่อรอฟังคำแก้ตัวของเพื่อน

            “คือ...กูมีธุระ” เมื่อได้ยินคำถามก็ทำให้ต๋องนึกถึงเรื่องเมื่อคืน ที่เขาเผลอจูบเพื่อนโดยที่เจ้าตัวไม่รู้เรื่อง มันน่าละอายใจยิ่งนักเมื่อนึกถึงภาพนั้น

            “ธุระของมึงสำคัญกว่ากูงั้นเหรอวะ”

            “ไม่ใช่อย่างนั้นนะเว้ยมึงสำคัญที่สุดสำหรับกู แต่กูจำเป็นต้องไปจริงๆ”

            “แล้วมึงไปทำอะไรล่ะบอกกูได้รึเปล่า” ไอร์พยายามเค้นความจริงจากเพื่อน เขาอยากรู้ว่าธุระที่ต๋องทิ้งไปนั้นคืออะไรกันแน่ เดาว่าคงไม่พ้นการไปเที่ยวเตร่กับพวกเพื่อนวิศวะของมัน

            “คือ...กูไปกินเหล้ากับเพื่อนมา” ในที่สุดต๋องก็บอกความจริงแม้จะรู้ว่าเพื่อนคงโกรธไม่น้อย

            “นี่ไงธุระสำคัญของมึง กูเข้าใจแล้วนอนเถอะ” ไอร์นอนหันหลังให้แล้วหลับตาลง นี่ไอ้นั่นมันทิ้งเขาไว้ในห้องคนเดียวเพื่อไปกินเหล้ากับเพื่อนงั้นเหรอ มันน่าโมโหจริงๆอย่าหวังว่าจะญาติดีด้วยเป็นอันขาด

            “กูขอโทษนะอย่าโกรธกูเลย”

            เสียงเข้มเอ่ยข้างใบหูพร้อมกับเสียงลมหายใจที่เป่ารดแก้มขาวนวลอย่างแผ่วเบา นี่ไอ้เพื่อนตัวดีมันขึ้นมาบนเตียงตั้งแต่เมื่อไหร่ เขาไม่ได้ฝันไปใช่ไหมมันกำลังสวมกอดจากด้านหลัง

            มึงทำอย่างนี้...จะไม่ให้กูยกโทษให้ได้ไงวะ

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 42 ครั้ง

0 ความคิดเห็น