เพื่อนที่ไม่น่าสงสาร [Mpreg]

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 3,626 Views

  • 14 Comments

  • 207 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    124

    Overall
    3,626

ตอนที่ 3 : ความในใจ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 775
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 41 ครั้ง
    6 ธ.ค. 61

:: [3] ::

ความในใจ

 

            ในที่สุดวันหยุดสุดสัปดาห์ก็มาถึง ครั้งนี้ไอร์เป็นคนมาหาต๋องถึงที่บ้าน นั่นเพราะถูกไอ้เพื่อนตัวดีรบเร้าให้มาติวหนังสือให้ เจ้าตัวยืนอยู่หน้าบ้านหลังใหญ่หรือจะเรียกว่าคฤหาสน์ก็เห็นจะได้ นั่นเพราะบ้านหลังนี้ใหญ่โตและหรูหรากว่าบ้านทั่วๆไป มือเรียวกดที่กริ่งหน้าบ้านไม่นานนักก็มียามเฝ้าประตูเดินมาหา

            “ผมมาหาต๋องครับลุง” ไอร์ยิ้มให้อย่างคุ้นเคย

            “อ้าวเพื่อนคุณต๋องนี่เอง เชิญครับๆ” เมื่อรู้ว่าแขกผู้มาเยือนเป็นเพื่อนของลูกชายเจ้าของบ้าน ลุงยามก็เปิดประตูให้ทันที

            “ขอบคุณครับลุง” เจ้าตัวยิ้มให้แล้วเดินสะพายกระเป๋าผ้าเข้าไปด้านใน

            ไอร์มาบ้านหลังนี้หลายต่อหลายครั้งจนทุกคนจำหน้าได้ดี โชคดีที่พ่อกับแม่ของต๋องไม่รังเกียจที่เขาเป็นแค่ลูกแม่ค้าขายข้าวแกง ท่านทั้งสองเอ็นดูเขาไม่ต่างจากลูกชายแท้ๆเลยทีเดียว

            เมื่อเดินมาถึงประตูหน้าบ้านก็พบไอ้เพื่อนตัวดีกำลังยืนยิ้มแฉ่งรออยู่ก่อนแล้ว ต๋องโบกไม้โบกมือให้ด้วยความดีใจ

            “ดีใจขนาดนั้นเลยเหรอวะที่เห็นกูมา...ทำตัวอย่างกับหมาเห็นเจ้านายซะอย่างนั้น” พูดแล้วไอร์ก็อดขำไม่ได้

            “อ่าวๆๆ มาถึงก็ปากหมาซะแล้วเดี๋ยวกูจับขังไว้ที่นี่ซะเลย” คนพูดทำหน้ายุ่งใส่ทันที

            “ลองขังกูดูดิรับรองมึงไม่ได้ผุดได้เกิดแน่ มึงก็รู้ว่าพ่อกับแม่มึงเชื่อกูมากกว่าลูกแท้ๆซะอีก”

            “อย่าเอาพ่อแม่กูมาอ้างกูไม่กลัวหรอก รีบเข้ามาเร็วๆกูอยากติวจะแย่แล้วเนี่ย”

            “คร้าบบไอ้คนขยัน”

            ไอร์เดินตามเพื่อนเข้าไปข้างใน สงครามน้ำลายยังไม่จบแค่นี้แน่ เขาไม่แน่ใจว่าวันนี้จะได้ติวสมใจอยากคุณชายต๋องรึเปล่า เกรงว่าจะต่อปากต่อคำกันจนไม่มีเวลาติวเสียมากกว่า

            เมื่อเดินขึ้นมาถึงห้องนอนของเพื่อนแล้วไอร์ก็วางกระเป๋าผ้าลงบนโซฟา ก่อนจะหย่อนก้นนั่งลงในท่าทีสบายๆ ส่วนเพื่อนรักก็ไปหยิบน้ำดื่มในตู้เย็นมาให้

            “อ่ะดื่มน้ำเย็นๆจะได้สดจื้นนนนน” คนที่ยื่นน้ำให้ลากเสียงยาวพร้อมกับทำหน้าตลกๆ แต่ทว่าเพื่อนรักกลับมองหน้านิ่งไม่ได้ตลกตามเลยแม้แต่น้อย “ไม่ขำเหรอวะ?

            “ขำบ้าขำบอมึงสิ มุขจืดๆ” ไอร์เบ้ปากใส่เพื่อน

            “แล้วทำยังไงมึงถึงจะขำอ่ะ” ไม่ว่าเปล่าต๋องรีบเดินเข้ามานั่งข้างๆเพื่อนทันที

            “ไม่รู้โว้ยรีบๆติวดีกว่ากูจะได้รีบกลับบ้าน เอาหนังสือมึงมา” ไอร์รีบตัดบทก่อนที่เพื่อนจะเล่นพิเรนอีก

            “ก่อนติวกูจะทำให้มึงขำให้ได้ ไม่งั้นก็ไม่มีการติวเกิดขึ้น” เจ้าของห้องไม่ยอมแพ้

            “โอ้ยย! ไอ้ต๋องกูปวดกบาลกับมึงจริงๆจะติวไม่ติว” ไอร์ตบเข้าที่หน้าผากตัวเองสองสามครั้ง เพราะปวดเศียรเวียนเกล้ากับความรั้นของเพื่อน หากไม่ติดว่าเคยสัญญาไว้เขาไม่มีทางยอมมาที่นี่แน่นอน มาหาที่บ้านทีไรต๋องก็อ้อนเอาแต่ใจอย่างกับเด็กทุกครั้ง

            “ติวสิวะแต่กูขอทำให้มึงอารมณ์ดีขึ้นมาก่อนไง” ต๋องมองหน้าเพื่อนอย่างเจ้าเล่ห์ สองมือก็คว้าหมับเข้าที่เอวคอดแล้วเอานิ้วจิ้มทันที

            “ฮ่าๆๆ ไอ้เหี้ยต๋องปล่อยกูดิวะ มันจั๊กจี้ ฮ่าๆๆ”

            “ขำยากมากนักใช่ไหม นี่แหนะๆ”

            ต๋องยังคงจี้ที่เอวของเพื่อนไม่ยอมหยุด จนไอร์ต้องดิ้นพล่านเพื่อหาทางให้หลุดพ้นจากมือหนานั่น ไม่นานนักเจ้าตัวก็ต้องนอนราบลงบนโซฟาโดยมีเพื่อนรักคร่อมตัวไว้ มือหนาไม่ยอมห่างจากเอวเลยแม้แต่น้อย พอรู้ตัวอีกทีใบหน้าทั้งสองก็เกือบจะสัมผัสกัน เป็นอีกครั้งที่ทั้งสองสบตากันโดยไม่ได้ตั้งใจ และเป็นอีกครั้งที่หัวใจของไอร์มันเต้นแรงมากกว่าปกติ

            “พะ..พอแล้ว รีบติวเถอะเสียเวลานานแล้ว” ไอร์หลบตาแล้วรีบลุกขึ้นนั่งในท่าปกติก่อนที่ใจมันจะเต้นแรงมากกว่านี้

            ส่วนต๋องก็ยอมฟังเพื่อนโดยง่าย อาจเป็นเพราะการจ้องตากันเมื่อสักครู่ ทำให้ความเขินอายมันเกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัว

            “วันนี้มึงจะติววิชาอะไรให้กูวะ”

            “เอาเคมีละกัน รีบๆไปหยิบหนังสือมาเลยให้ว่องๆ”

            “เออๆ รอแป๊บมึงนี่เวลาดุยิ่งกว่าหมาอีกนะ”

            “ถ้าไม่ดุแล้วจะเอามึงอยู่ได้ไงไอ้เพื่อนเลว”

            “ถึงเค้าจะเลวแต่เค้าก็รักตัวเองนะ” ต๋องยื่นมือมาบิดที่แก้มเพื่อนจนแดงไปหมด

            “กูเจ็บนะเว้ย” ไอร์ปัดมือหนาของเพื่อนออกโดยเร็ว

            ต๋องไปหยิบหนังสือวิชาเคมีมานั่งลงข้างๆ หลังจากนั้นไอร์ก็เริ่มติวให้เพื่อนทันที

            “วันนี้กูจะติวเรื่องพันธะเคมีให้ละกัน เห็นตอนเรียนในห้องมึงนั่งทำหน้างง”

            “มึงนี่ช่างสังเกตกูจริงๆ ไม่ใช่ตอนเรียนแอบมองกูทั้งคาบเลยนะเว้ย”

            “ใครจะบ้าไปแอบมองมึง หน้าตาก็ไม่ดี แถมยังปากหมาอีก”

            “เหรอออ!! ถ้างั้นมึงก็ไม่ต่างจากกูหรอกถึงคบกับกูได้..ใช่ป่ะ?” ต๋องยักคิ้วให้เพื่อนทันที

            “แล้วแต่มึงจะคิดละกันกูขี้เกียจคุยกับพวกหลงตัวเองแล้ว เปิดหนังสือขึ้นมาเร็ว!” หากไม่มีสติมากพอวันนี้คงไม่ได้ติวเป็นแน่ ต๋องคงจะชวนคุยนอกเรื่องอยู่เรื่อยๆ

            “พันธะเคมีประกอบไปด้วยพันธะหลักๆอยู่สามพันธะนั่นคือ พันธะโลหะ พันธะไออนิกและพันธะโควาเลนซ์ ซึ่งเกิดจากแรงยึดเหนี่ยวระหว่างอะตอม มึงเข้าใจป่ะ” ไอร์มองหน้าเพื่อนหลังจากพูดจบ

            “เข้าใจสิวะระดับนี้แล้ว ต่อๆๆ” ต๋องยักคิ้วให้เพื่อน

            “ให้มันจริง ไม่ใช่ว่าวันสอบนี่งงเป็นไก่ตาแตกนะเว้ย ถ้าไม่เข้าใจตรงไหนให้ถามเคป่ะ”

            “เคๆ”

เจ้าตัวนั่งค้ำคางมองหน้าเพื่อนรักอธิบายไปเรื่อยๆอย่างเพลินตา บางจังหวะก็แทรกคำถามกวนๆ เพื่อให้คนที่ติวนั้นดุให้ มันรู้สึกสนุกมากที่เห็นเพื่อนทำหน้างองุ้มใส่

 

            ในที่สุดการติวครั้งนี้ก็สิ้นสุดลงไปอย่างทุกลักทุเล ไอร์ปิดหนังสือลงก่อนจะเก็บเข้าไปในกระเป๋าผ้าของตัวเอง แล้วหันไปเอ่ยกับเพื่อนทันที

            “ถ้ามึงมีอะไรไม่เข้าใจก็เขียนเอาไว้ไปถามกูที่โรงเรียนละกัน วันนี้พอแค่นี้กูจะกลับบ้านละ”

            “เฮ้ยกินข้าวกับกูก่อนวันนี้พ่อกับแม่ไม่อยู่บ้านกูไม่มีเพื่อน” เจ้าของบ้านก้มหน้าเศร้า เป็นมุกเดิมๆที่เคยใช้แต่ไอร์ก็ไม่อาจปฏิเสธได้แม้แต่ครั้งเดียว

            “เฮ้อ..มุกเดิมๆ ตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จ” ไอร์ปรายตามองเพื่อนอย่างไม่สนใจ

            ต๋องเงยหน้าขึ้นมามองดูว่าเพื่อนจะใจอ่อนเหมือนทุกครั้งหรือเปล่า

            “มึงไม่สงสารกูบ้างเหรอวะ” อีกครั้งกับเสียงอ่อยๆที่ดังขึ้น ไอร์ถึงกับขำในใจ

ไอ้เพื่อนบ้าเล่นซะกูไปไม่เป็นเลยเนี่ย

            “โอเคๆกูจะกินข้าวกับมึงก่อนกลับก็ได้”

            “เย้!!! ป่ะลงไปข้างล่างกัน” ต๋องชูกำปั้นขึ้นด้วยความดีใจ ก่อนจะกอดคอเพื่อนเดินลงไปข้างล่างทันที

 

            บนโต๊ะอาหาร

            “กินเยอะๆจะได้โตเร็วๆ” ต๋องใช้ช้อนกลางตักผัดผักใส่จานให้เพื่อนรัก

            “ถึงตัวกูจะยังไม่โตเท่ามึงแต่สมองกูนำมึงไปหลายโยชน์แล้วเพื่อน”

            “ได้ทีข่มกูเลยนะมึง อย่าให้กูสอบได้ที่หนึ่งแซงมึงละกัน กูจะหัวเราะให้ฟันร่วงเลย”

            “คงไม่มีวันนั้นว่ะไอ้ต๋องเพราะกูจะเอาที่หนึ่งจนจบมอหก”

            “เออไอ้คนเก่งทำให้ได้ละกัน กูจะคอยเป็นกำลังใจให้มึง” เจ้าตัวยิ้มให้

            “เป็นกำลังใจให้ตัวเองเหอะ เอาให้ได้อ่ะวิศวะอย่าให้เสียถึงคนติวอย่างกู”

            “ถ้างั้นมึงก็ต้องมาติวให้กูบ่อยๆนะ” พูดจบก็หม่ำข้าวคำใหญ่เข้าปากแล้วเคี้ยวตุ้ยๆอย่างเอร็ดอร่อย

            “ไม่เว้ยเอาตามที่กูพอมีเวลา ไม่ใช่ตามใจมึงรู้ไว้ด้วย”

            “คร้าบบตามใจเพื่อน”

            “เคี้ยวข้าวให้หมดก่อนค่อยพูด เดี๋ยวได้กระเด็นใส่กูหรอก” ไอร์ดุให้เพื่อน

ต๋องกำลังจะตอบกลับแต่โดนเพื่อนรักชี้หน้าห้ามไว้ก่อน จึงพยายามเคี้ยวข้าวในปากให้หมดแล้วดื่มน้ำกลั้วคอลงจนหมด

            “หมดแล้วพูดได้ป่ะ”

            “กูเอามือปิดปากมึงไว้เหรอ”

            “ไอ้ห่ามึงนี่กวนตีนกูขึ้นทุกวันเลยนะ ที่กูจะบอกคือซอสติดปากเมิงงง คนอุตส่าหวังดี”

            “ออกหมดยัง” ไอร์พยายามเลียรอบๆริมฝีปาก

            “ยังไม่หมด มานี่เดี๋ยวกูเช็ดออกให้” ต๋องหยิบกระดาษทิชชู่บนโต๊ะไปเช็ดซอสพริกออกจากปากให้เพื่อนอย่างใส่ใจ

            ทำไมมึงชอบทำให้ใจกูสั่นอยู่เรื่อยเลยวะไอ้ต๋อง...

            “หมดยัง”

            “หมดแล้วคร้าบบ ทำไมมึงหน้าแดงเขินกูเหรอ” ต๋องทำหน้าล้อเลียนเพื่อนเมื่อเห็นแก้มที่เคยขาวเปลี่ยนเป็นสีแดงระเรื่อ

            “กะ...กูหน้าแดงเหรอวะไม่เห็นรู้สึกเลย” ไอร์พยายามทำสีหน้าให้ปกติที่สุด ทั้งที่ภายในใจมันสั่นไหวแปลกๆ

            “ไอ้สัสเวลามึงเขินก็น่ารักนะเนี่ย ดูเหมาะมือเหมาะตีนจริงๆ”

            “สรุปมึงจะชมหรือด่ากูวะเนี่ย กูอิ่มแล้วจะกลับล่ะ” ไอร์ลุกขึ้นจากโต๊ะอาหารแล้วสะพายกระเป๋าทันที

            “เดี๋ยวกูไปส่งที่บ้าน”

            “ไม่เป็นไรกูกลับได้ ขืนมึงไปด้วยไม่มีทางกลับมาง่ายแน่ๆ”

            “กูสัญญาว่าจะไปส่งแล้วก็กลับมาเลย ไม่อยู่รบกวนมึงกับแม่หรอกน่า” ต๋องพยักหน้าหงึกๆ เพื่อให้เพื่อนตอบรับ

            “โนเวย์มึงมันเจ้าเล่ห์ กูไม่มีทางไว้ใจมึง”

            “กูไปล่ะ” ไอร์โบกมือให้แล้วเดินออกไปที่ประตูหน้าบ้าน

            “เดี๋ยวๆๆกูไม่ไปส่งก็ได้แต่ให้คนขับรถไปส่งมึงนะ มึงมาติวให้กูทั้งทีจะให้นั่งรถเมล์กลับเองมันก็ไม่ใช่ป่ะวะ” ต๋องยื่นข้อเสนอใหม่ให้ อย่างน้อยให้คนขับรถไปส่งเพื่อนที่บ้านเขาก็ยังพออุ่นใจ

            “ถ้างั้นก็โอเค”

            “แล้วเจอกัน” ต๋องเอ่ย

            “เคกูไปล่ะ”

           

            เมื่อคนขับรถมาส่งถึงหน้าบ้าน ไอร์ก็เอ่ยขอบคุณแล้วเดินเข้าไปหาผู้เป็นแม่ วันนี้เป็นวันหยุดลูกค้าในร้านค่อนข้างจะเยอะ นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมเขาถึงต้องรีบเร่งกลับมาที่บ้าน

            “ติวหนังสือให้ต๋องเสร็จแล้วเหรอลูก”

            “ครับแม่ ติวเสร็จก็รีบกลับมาช่วยแม่ทันทีเลย”

            “ไม่ต้องเป็นห่วงแม่หรอกแค่นี้สบายมาก” ปิ่นแก้วยิ้มให้ลูกชาย

            “ถ้าไม่ห่วงแม่แล้วจะให้ห่วงใครล่ะครับ ก็เรามีกันแค่นี้นี่นา” พูดแล้วก็เข้าไปกอดผู้เป็นแม่แล้วหอมแก้มหนึ่งฟอด

            “จะไม่ให้รักได้ไงลูกคนนี้ขี้อ้อนซะเหลือเกิน” ปิ่นแล้วยิ้มให้ลูกชายแล้วลูบที่เรือนผมอย่างเบามือ

            “ผมจะตั้งใจเรียนในอนาคตแม่จะได้ไม่ลำบากครับ”

            “อย่ากดดันตัวเองมากนะลูก ไม่ว่าในอนาคตลูกจะเป็นยังไงก็ช่างขอแค่อยู่ข้างๆแม่อย่างนี้ แม่ก็มีความสุขที่สุดแล้ว”

            “ครับแม่ ช่วงที่ลูกค้ายังไม่มาเดี๋ยวผมไปล้างจานก่อนนะครับ”

            “จ้าลูกรัก”

            ไอร์ผละจากผู้เป็นแม่แล้วยกกาละมังที่เต็มไปด้วยจานที่ลูกค้าทานไว้ไปล้างในครัว หลังจากนั้นก็ออกมาช่วยแม่ขายข้าวแกงจนหมดแล้วช่วยเก็บร้านจนเสร็จไปอีกวัน

 

            ช่วงค่ำหลังจากทานข้าวเย็นและอาบน้ำเสร็จเรียบร้อยแล้ว ไอร์ก็นั่งทบทวนตำราเรียนอยู่บนเตียงนอนเหมือนเช่นทุกวัน แต่แปลกที่วันนี้ภาพของเพื่อนรักลอยมาในหัวอยู่เรื่อยๆ จนไม่มีสมาธิเลยแม้แต่น้อย สักพักเจ้าตัวก็ลุกขึ้นจากเตียง แล้วก้มลงไปหยิบกล่องไม้ใบขนาดกลางๆขึ้นมาวางไว้บนเตียง

            ไอร์นั่งทอดสายตาจ้องมองไปยังกล่องที่วางอยู่ข้างหน้า เขาเก็บของพวกนี้เข้าไปในกล่องโดยไม่รู้ว่าเหตุผลมันคืออะไรกันแน่ รู้เพียงแค่ว่ามันคือของที่มีคุณค่าทางจิตใจ ที่ไม่ควรให้ใครมาเห็นโดยเฉพาะเพื่อนรักที่ชื่อต๋อง

            กล่องถูกเปิดออกมาอย่างช้าๆ ในนั้นเต็มไปด้วยรูปถ่ายของเพื่อนรักทั้งภาพเดี๋ยวและภาพคู่ รวมถึงภาพที่แอบถ่ายเวลาที่ต๋องเผลอ ไม่เว้นแม้กระทั่งตั๋วหนังที่เคยไปดูด้วยกันมาทุกรอบ กุหลาบที่เคยได้มาในวันวาเลนไทน์ แม้ว่ามันจะแห้งกรอบจนไม่เหลือสภาพความสวยงามแต่เขาก็เก็บมันห่อใส่ถุงอย่างดี

            ไอร์พยายามถามตัวเองมาตลอดว่าเก็บของพวกนี้ไว้ทำไม ช่วงแรกๆก็ยังงงกับความรู้สึกเช่นนี้ แต่นานวันเข้าทุกอย่างมันเริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะเวลาที่ไอ้เพื่อนตัวดีเข้ามาใกล้ชิดจนตัวแทบจะติดกัน ใจที่มันสั่นไหวและเต้นรัว ความรู้สึกดีๆที่เคยมีมาตลอดมันเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆจนเขารู้แล้วว่ามันคือออะไร ความรู้สึกทั้งหมดมันคือ ความรัก เขาแอบหลงรักเพื่อนคนนี้ทั้งๆที่รู้ว่ามันอาจจะไม่สมหวัง แต่ก็มีความสุขทุกครั้งที่ได้เห็นหน้าและใกล้ชิดกัน...ได้แค่นี้มันก็ดีแล้ว

            ต๋องกูรักมึงเข้าให้แล้ว...ไอ้เพื่อนรัก

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 41 ครั้ง

0 ความคิดเห็น