ตอนที่ 2 : ความฝัน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 878
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 55 ครั้ง
    6 ธ.ค. 61

:: [2] ::

ความฝัน

 

            ถึงแม้ต๋องและไอร์จะมีความชอบเหมือนกันในหลายๆอย่างแต่สิ่งที่แตกต่างกันนั่นคือกีฬา ต๋องเป็นคนที่ชอบเล่นกีฬาฟุตบอลเป็นชีวิตจิตใจ ส่วนไอร์ไม่ชอบเล่นกีฬาเลยแม้แต่ประเภทเดียว วันไหนที่เพื่อนไปเล่นฟุตบอลในช่วงเที่ยงที่โรงยิม ไอร์ก็จะนั่งทบทวนตำราเรียนรอในห้องอยู่คนเดียวเป็นประจำ นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมไอร์จึงมีผลการเรียนเป็นอันดับหนึ่งของห้อง

            “ทำไมผู้ชายถึงท้องไม่ได้เหมือนผู้หญิงนะ” ตอนนี้ไอร์กำลังนั่งอ่านวิชาชีววิทยาเรื่องระบบสืบพันธุ์ นั่งอ่านได้สักพักก็เกิดความสงสัยว่าทำไม ผู้ชายถึงไม่สามารถตั้งท้องได้เหมือนผู้หญิง ทั้งๆที่ก็เป็นมนุษย์เหมือนกัน “มดลูกกับรังไข่งั้นเหรอ ถ้าผู้ชายมีก็สามารถตั้งท้องได้สินะ” เจ้าตัวทำท่าคิดพร้อมกับขมวดคิ้ว นั่นคือความคิดของเด็กชั้นมอปลาย ที่อยากจะเปลี่ยนแปลงความเป็นจริงที่ถูกธรรมชาติสร้างขึ้นมา

            “เหี้ย!” อยู่ๆเจ้าตัวก็ต้องร้องเสียงหลงออกมา เมื่อมีมือปริศนามากอดรัดที่เอวคอดเอาไว้ ตอนนี้ต๋องแทรกตัวเข้ามานั่งซ้อนหลังบนเก้าอี้ โดยใส่กางเกงนักเรียนเพียงตัวเดียวส่วนเสื้อพาดที่บ่าเอาไว้ รูปร่างกำยำที่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อแน่นขึ้นรูปชัดเจน เนื้อตัวที่ชุ่มไปด้วยเม็ดเหงื่อแนบสัมผัสที่แผ่นหลังของไอร์ ทำให้เสื้อนักเรียนซึมซับเหงื่อเหล่านั้นไปด้วย

            “ทำไมตัวมึงห๊อมหอมวะ” ใบหน้าคมยื่นเข้ามาสูดกลิ่นที่ซอกคอขาวอย่างถือวิสาสะ เจ้าตัวสวนกลับด้วยการฟาดไปที่กลางกระหม่อมเพื่อนเต็มแรง

            “เพราะตัวมึงเหม็นไงไอ่สาดออกไป๊”

            “ไอ้ไอร์นี่มึงกล้าเล่นหัวกูเหรอวะ เดี๋ยวมึงโดนกูแน่” ไม่พูดพล่ำทำเพลงต๋องเอานิ้วมือไปจิ้มที่เอวเพื่อนทันที ไอร์อยู่ไม่สุขเริ่มดิ้นพล่านจนเก้าอี้โคลนเคลน

            “ฮ่าๆๆ ไอ้ต๋องกูจั๊กจี้หยุดสิวะ ฮ่าๆ”

            “ไม่จนกว่ามึงจะขอโทษกูก่อนที่มึงบังอาจมาตบหัวกู” เจ้าตัวไม่ยอมปล่อยให้เพื่อนเป็นอิสระ มือหนึ่งก็กอดที่เอวไว้ส่วนอีกมือก็จี้เอวไปเรื่อยๆ

            “มึงเป็นเพื่อนกูจะต้องขอโทษทำไมวะ ทีมึงทำกูไว้เยอะกว่านี้ยังไม่บังคับให้มึงมาขอโทษกูเลย”

            “แต่มึงเป็นเพื่อนที่อยู่ในโอวาทกูไงวะ กูสั่งอะไรมึงต้องทำ”

            “ไม่โว้ย ปล่อยกูเดี๋ยวนี้กูเหม็นเหงื่อมึงจะแย่แล้วเนี่ย” เหงื่อเกือบทุกเม็ดของต๋องถูกซับไปด้วยเสื้อนักเรียนของไอร์จนเกือบหมดแล้ว

            “เหม็นเหรอ ได้! งั้นกูจะให้มึงเหม็นกว่านี้อีก” ต๋องรีบดันศีรษะเพื่อนเข้ามาดมที่รักแร้ของตัวเองทันที

            “อี๋!!! ไอ้เหี้ยต๋อง” ไอร์พยายามกลั้นหายใจเอาไว้ พร้อมกับหลับตาปี๋ ส่วนไอ้เพื่อนตัวดีก็หัวเราะชอบใจอย่างอารมณ์ดี

            ถุย!

            เมื่อทำอะไรไม่ได้แล้วไอร์ก็ถ่มน้ำลายใส่รักแร้เพื่อนทันที มีหรือที่ต๋องจะไม่ยอมปล่อยเขาให้เป็นอิสระ

            “ฮ่าๆๆ เป็นไงล่ะอยากแกล้งกูดีนัก” ไอร์รีบลุกขึ้นจากเก้าอี้แล้วยืนหัวเราะเยาะเพื่อนเสียงดังท่วมห้อง

            “อี๋...ไอ้สกปรก มึงกล้าถ่มน้ำลายใส่จั๊กแร้กูได้ไงวะ” ต๋องง้างแขนไว้ไม่กล้าหุบลงมา สีหน้าบิดเบี้ยวรังเกียจน้ำลายที่เปื้อนอยู่ที่ง่ามแขนซะเต็มประดา

            “หายกันกับที่มึงมาทำให้เสื้อนักเรียนกูเหม็นเหงื่อมึงไปด้วย รีบๆไปล้างตัวเร็วเดี๋ยวอาจารย์ก็เข้ามาสอนแล้วเนี่ย” ไอร์ปัดมือไล่เพื่อนขณะที่ใบหน้ายังเปื้อนยิ้มไม่ยอมหยุด

            “ฝากไว้ก่อนเถอะมึง” ต๋องชี้หน้าเพื่อนก่อนจะรีบวิ่งแจ้นออกไปล้างตัวที่ห้องน้ำ

            “รีบกลับมาเอาคืนนะโว้ย” ไอร์ตะโกนตามหลังเพื่อนไป ก่อนจะอมยิ้มอยู่คนเดียว

            ทำไมเวลามึงถึงเนื้อถึงตัวกูหัวใจมันต้องสั่นแปลกๆด้วยวะ....

 

            เวลา 15.30 น.

            “รีบเก็บกระเป๋าเร็วเดี๋ยววันนี้กูพาไปเที่ยว” ต๋องยืนยิ้มแฉ่งรอเพื่อนอยู่ก่อนแล้ว

            “กูไปไม่ได้วันนี้ก็ต้องไปช่วยแม่ขายของ” เจ้าตัวรีบปฏิเสธไป

            “ไม่ต้องห่วงก็โทรขออนุญาตแม่มึงตั้งแต่ตอนเที่ยงแล้ว” ต๋องยักคิ้วให้เพื่อน

            “ไอ้เพื่อนเลวทำอะไรไม่ไปรึกษากูเลย ถึงยังไงกูก็ไม่ไปอยู่ดีโว้ย” เมื่อเก็บสัมภาระเสร็จแล้วไอร์ก็รีบลุกขึ้นยืนสะพายกระเป๋าทันที

            “อย่าดื้อได้ไหมวะ วันนี้กูตั้งใจจะพามึงไปเปิดหูเปิดตาซะหน่อย ไปกับกูเถอะนะขอร้องล่ะ” ต๋องทำท่าทางงอแงอย่างกับเด็กซะเต็มประดา

            “ถ้ากูยังยืนยันจะไม่ไปล่ะ” ปรายตามองเพื่อนเพราะรู้ว่าตัวเองกำลังเป็นต่อ

            “ถ้ามึงไม่ไปกับกู...” ต๋องเอ่ยเสียงเข้มก่อนจะเดินเข้ามาหา “ก็จะจับมึงทำเมียตรงนี้ล่ะ หึๆ”

            “มะ...มึงไม่กล้าหรอกอย่ามาขู่กูซะให้ยาก” ไอร์มั่นใจว่ายังไงเพื่อนก็ไม่มีทางทำเรื่องอย่างนั้นแน่ เขายืนยิ้มระรื่นเหมือนไม่ได้ใส่ใจอะไร

            “มึงคิดว่าคนอย่างกูจะไม่กล้าจับมึงกดอย่างนั้นเหรอวะ ยิ่งตัวเล็กๆอยู่ด้วยอย่างนี้ถนัดมือนักล่ะ” ต๋องแสยะยิ้มจนไอร์เริ่มกลัวขึ้นมาแต่เจ้าตัวก็ยังทำใจดีสู้เสือต่อไป

            “เอาซี้มึงจะได้รู้ว่ากูก็ไม่ใช่เล่นๆ”

            “อย่างนั้นเหรอวะ” พูดจบก็กอดตัวเพื่อนแล้วปล้ำลงที่พื้น

            “ไอ้เหี้ยต๋องมึงบ้าไปแล้วเหรอวะ เสื้อกูเลอะไปหมดแล้วเนี่ย” ไอร์เริ่มโวยวายเสียงดัง แต่หลังจากนั้นก็ต้องเงียบปากเอาไว้เพราะตอนนี้ใบหน้าคม โน้มลงมาอยู่ใกล้แค่เพียงนิดเดียวเท่านั้น

            “กูจะให้โอกาสมึงอีกครั้ง มึงจะยอมไปกับกูไหม?” เจ้าตัวเริ่มพูดเสียงต่ำเหมือนพยายามต้อนให้อีกฝ่ายจนมุม

            “ถ้ากูตอบว่าไม่ล่ะ มึงก็รู้ว่าแม่กูไม่มีคนช่วยขายของ”

            “ก็แค่วันเดียวเองกูขอแม่มึงให้แล้วด้วย อย่าให้กูต้องจับมึงกดจริงๆนะไอ้ไอร์ ตามใจกูสักวันเถอะน่า”

            “มึงไม่กล้าหรอกโว้ยกูเป็นผู้ชายอกสามศอกเหมือนมึงทุกอย่าง แถมจู๋ใหญ่กว่ามึงด้วย มึงจะกล้าเอากูได้ลงคอก็ให้มันรู้ไป” เจ้าตัวยิ้มเยาะเพราะคิดว่ายังไงเพื่อนก็ไม่มีทางทำเรื่องอย่างว่าแน่นอน

            “ไอ้อ่อนมึงรู้จักกูน้อยไปซะแล้ว ไหนว่าใหญ่กว่ากูขอดูหน่อยสิ” ต๋องรีบถอดเข็มขัดเพื่อนอย่างรวดเร็ว จนมือน้อยๆนั่นรีบมาจับตะขอกางเกงเอาไว้ด้วยความหวงแหน

            “พอแล้วๆ กูยอมไปกับมึงแล้ว” ในที่สุดไอร์ก็ทนความร้ายกาจของเพื่อนไม่ไหว

            “ก็แค่นั้นทำเป็นเล่นตัวอย่างกับผู้หญิงไอ้ห่า” ต๋องรีบลุกขึ้นแล้วปัดมือไล่ฝุ่นทันที ก่อนจะยืนมือมาให้คนที่นั่งอยู่จับเพื่อดึงให้ลุกขึ้นตาม

            “มึงนี่มันเจ้าเล่ห์จริงๆ”

            “กูนึกว่ามึงรู้ตั้งนานแล้วซะอีก” ต๋องยิ้มให้เพื่อนแล้วกอดคอเดินลงไปข้างล่าง

 

            เมื่อนั่งรถมาถึงที่หมายแล้วทั้งสองก็เดินตรงมาที่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาทันที บรรยากาศช่วงเย็นๆมีผู้คนจำนวนมากมานั่งรับลมกันอย่างหนาตา ม้านั่งริมตลิ่งแทบไม่มีที่ว่าง ทั้งสองจึงยืนพิงราวกั้นแล้วชมทิวทัศน์สวยๆของวัดอรุณราชวรารามหรือวัดแจ้งฝั่งตรงข้าม

            “ทำไมมึงพากูมาที่นี่วะ” ไอร์หันไปมองหน้าเพื่อนที่ยังคงจ้องมองไปข้างหน้าอย่างสบายใจ

            “มึงเป็นเพื่อนที่กูรักที่สุดในฃีวิต กูถึงกล้าบอกกับมึงได้ทุกเรื่อง รู้รึเปล่าวันนี้เมื่อหลายปีมาแล้ว พ่อกับแม่เคยพากูมานั่งเล่นที่นี่วันนั้นกูมีความสุขมากที่สุดในชีวิต โดยที่ไม่รู้เลยว่ามันจะเป็นวันสุดท้ายที่พวกกูจะได้มาเที่ยวกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตากัน มึงยังคงไม่รู้ว่าที่จริงแล้วพ่อกับแม่กูมีครอบครัวใหม่ตั้งนานแล้ว แต่ที่อยู่ด้วยกันก็เพราะหน้าตาทางสังคมและเพื่อตัวกูด้วย” เจ้าของเสียงมีใบหน้าเศร้าสร้อยเมื่อนึกถึงครอบครัวที่แตกแยก บางครั้งก็รู้สึกเหมือนเป็นตัวถ่วงในชีวิตของพ่อกับแม่ เพราะหากไม่มีเขาสักคนทั้งสองคนก็คงใช้ชีวิตกับครอบครัวใหม่ได้อย่างเต็มที่

            “อย่าทำหน้าเศร้าสิวะ มึงยังมีกูอยู่ข้างๆ ยิ้มสิวะยิ้มๆ”  ไอร์เอื้อมมือไปจับที่มุมปากของเพื่อนยกขึ้น แล้วก็ยิ้มตาม

            “ถ้าชีวิตกูไม่มีมึงอยู่ข้างๆกูจะอยู่ได้รึเปล่าวะ” ต๋องหันมาถามเพื่อน

            “อยู่ได้สิวะแต่มันจะไม่มีวันนั้น ทำไมมึงถึงคิดแบบนั้นล่ะ”

            “ในอนาคตพวกเราก็ต้องมีชีวิตของใครของมัน มึงจะอยู่กับกูได้ตลอดไปจริงๆเหรอวะ” ต๋องถามเพื่อนด้วยความไม่แน่ใจ เขารู้สึกว่าไอร์คือส่วนหนึ่งของชีวิตไปแล้ว มันเกินคำว่าเพื่อนแต่เขาก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไร แต่รู้ว่าขาดไอ้เพื่อนตัวดีคนนี้ไม่ได้

            “กูไม่มีทางออกไปจากชีวิตมึง ยกเว้นว่ามึงจะเป็นคนบอกกูไปจากชีวิตมึงเอง” ไอร์ให้สัญญากับเพื่อน

            “กูจะทำอย่างนั้นทำไมวะในเมื่อชีวิตกูขาดมึงไม่ได้ขนาดนี้ไอ้ไอร์”

            “ถ้าถึงขนาดนั้นมึงมาเป็นเมียกูเลยไหมวะ ฮ่าๆๆ” ไอร์พยายามสร้างบรรยากาศให้ดูสนุกสนานขึ้นมา

            “มึงนั่นล่ะที่ต้องมาเป็นเมียกู ตัวแค่นี้กูจับกดได้สบายๆ อย่าทำเป็นเก่งๆ” ต๋องชี้หน้าเพื่อน

            “อย่าทำเป็นเก่งไปไอ้ต๋องมึงเคยได้ยินจิ๋วแต่แจ๋วไหมวะ”

            “เคยได้ยินแต่มันใช้ไม่ได้สำหรับมึงโว้ย” ต๋องยื่นหน้าหล่อเข้ามาใกล้ๆจนทั้งสองเผลอจ้องตากันอยู่ครู่หนึ่ง ต๋องค่อยๆโน้มใบหน้าเข้ามาใกล้เรื่อยๆ แต่ไอร์กลับตั้งสติได้ทันก่อนจะผละใบหน้าออกไปมองที่แม่น้ำเจ้าพระยาแทน

            “วันนี้วิวฝั่งโน้นสวยจังเลยนะมึงว่าไหม”

            “อืม..สวยมากเอาไว้วันหลังกูจะพามึงมาอีกดีไหมวะ” ต๋องเอ่ย

            “ไม่เอา...กูต้องเป็นคนพามึงมาสิวะ วันนี้ในทุกๆปีเดี๋ยวพ่อจะพาลูกมาเองนะครับคนดี” ไอร์ตบที่ท้ายทอยของเพื่อนเบาๆ

            “ได้ครับพ่อ ถุ๊ย! มึงชักจะมากเกินไปแล้วนะไอ้ไอร์” ต๋องเบิ๊ดกะโหลกเพื่อนคืนซะเต็มแรง จนศีรษะโน้มไปข้างหน้าตามแรงมือ

            “เป็นลูกมาตบหัวพ่อได้ไงวะ ไอ้ลูกทรพี” ไอร์ทำหน้าเหยเกด้วยความเจ็บ

            “เดี๋ยวกูจะเป็นลูกคนแรกในโลกที่เอาพ่อทำเมียลองไหมล่ะ” พูดจบก็เดินเข้ามาประชิดจนใบหน้าหล่อทั้งสองห่างกันแค่เพียงนิดเดียว

            ไอร์ทำท่าอึกอักเพราะรู้สึกเขินอายอย่างบอกไม่ถูก

ไอ้เพื่อนเลวทำไมมึงชอบทำให้หัวใจกูสั่นอยู่เรื่อยเลยวะ...

            “ทำไมมึงถึงชอบพูดว่าจะจับกูทำเมียบ่อยจังวะ กูยั่วสวาทมึงขนาดนั้นเลยเหรอไอ้ต๋อง” ไอร์ถามออกไปตรงๆ

            “ก็มึงยั่วเยกูไง”

            “ตรงไหนวะ” เจ้าตัวเองก็ยังไม่รู้ว่าเขาไปทำอะไรให้ไอ้เพื่อนตัวดีพิศวาสขนาดนั้น

            “ทุกตรง! เวลากูพูดอย่างนี้แล้วหน้ามึงตลกอ่ะ ฮ่าๆๆ”

            “ตลกพ่องมึงดิ” ปากไวเท่าความคิด ไอร์รีบด่าเพื่อนกลับทันที

            “เอ๊ะ! ไอ้นี่ด่าพ่อกูอีกแล้ว มึงโดนดีแน่” พูดแล้วก็เอานิ้วชี้ไปจิ้มที่เอวเพื่อน เพราะรู้ว่าไอ้เพื่อนตัวดีคนนี้มันบ้าจี้มากขนาดไหน

            “ฮ่าๆๆ โอ๊ยๆ กูยอมแล้วๆๆ ขอโทษครับคุณชายต๋อง” หลังจากโดนรุกหนักไม่เลิก ไอร์ก็ยกมือไหว้เพื่อนปรกๆ หากไม่ยอมศิโรราบมีหวังได้ขาดใจตายตรงนี้แน่นอน

            “ถ้าขืนมึงยังปากดีอยู่อีกคราวนี้กูจัดมึงจริงๆแน่” ต๋องชี้หน้าเพื่อนทีเล่นทีจริง

            “คร้าบๆๆ ผมจะไม่ทำผิดซ้ำสองแล้วครับเจ้านาย” ไอร์ก้มหัวให้รัวๆ

            “ดีมาก เชื่อป๋าแล้วทุกอย่างจะดีเอง มายืนใกล้ๆป๋าดิ๊” เจ้าตัวกวักมือเรียก ไอร์เห็นอย่างนั้นก็เดินเข้าไปเอาใจเพื่อนโดยการยืนข้างๆ จนทั้งสองร่างแทบไม่มีช่องว่างระหว่างกัน

            “มีอะไรครับป๋า” ไอร์เอียงศีรษะไปซบไหล่เพื่อนพยายามอ้อนเต็มที่

            “อนาคตมึงอยากเป็นอะไรวะ” อยู่ๆต๋องก็ถามถึงอนาคตอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ไอร์ผงกศีรษะขึ้นแล้วมองหน้าเพื่อนทันที

            “อนาคตหรอ...กูอยากเป็นหมอกูจะได้ดูแลแม่กูได้”

            “เก่งๆอย่างมึงจะเลือกเรียนอะไรก็ได้ทั้งนั้น”

            “แล้วมึงล่ะอยากเป็นอะไร” ไอร์ถามกลับ

            “พ่อกับแม่กูอยากให้เรียนบริหารแล้วมาช่วยกิจการที่บ้าน แต่กูคงไม่เอาด้วยเพราะกูอยากเป็นวิศวกร จะสาขาไหนก็ได้กูชอบ แต่ไม่รู้จะสอบติดรึเปล่าน่ะสิกูเรียนไม่เก่งเหมือนมึงนี่นา”

            “เหลือเวลาอีกตั้งหลายปีกูจะช่วยติวให้มึงเอง ขอแค่มึงตั้งใจซะอย่างความสำเร็จจะไปไหนเสียไอ้เพื่อนรัก” มือน้อยๆยกขึ้นไปกอดคอเพื่อนรักเอาไว้อย่างเก้ๆกังๆเพราะสวนสูงที่ต่างกันมาก

            “กูขอบใจมึงมากนะเว้ย แต่มึงช่วยเอามือลงจากคอกูได้ป่ะ” ต๋องหันมายิ้มให้เพื่อน

            “ทำไมวะ” ไอร์มองหน้าเพื่อนแล้วกะพริบตาปริบๆ

            “กูรำคาญน่ะสิ ตัวก็เตี้ยเสือกกระแดะอยากมากอดคอกู” ต๋องยกมือเพื่อนลงมาไว้ที่ข้างลำตัว ก่อนจะเอื้อมมือหนาไปกอดคอเพื่อนแทน “ต่อไปนี้กูจะเป็นคนกอดคอมึงเอง...เข้าใจ๊”

            “คร้าบบคุณชายต๋อง”

            “กลับกันเถอะเดี๋ยวแม่มึงจะรอนานจริงๆแล้วกูไม่ได้โทรขออนุญาตท่านไว้หรอก ฮ่าๆๆ” เมื่อหลอกเพื่อนออกมาได้แล้วต๋องก็บอกความจริงออกไป

            “ไอ้เหี้ยต๋องมึงทำอย่างนี้ได้ไงวะ ไอ้เพื่อนเลวกูจะไม่เชื่ออะไรมึงอีกแล้ว” เมื่อรู้ว่าเพื่อนโกหกไอร์ก็หน้าบึ้งขึ้นมาทันที ก่อนจะเดินดุ่มๆออกมาจากตรงนั้นเพื่อขึ้นรถ

            “โอ๋ๆๆอย่างอนนะครับคนดีของป๋า เดี๋ยวป๋าไปช่วยนะครับวันนี้”

            “ป๋าแม่มึงดิกูอุตส่าห์ไว้ใจ” เจ้าตัวไม่ยอมอ่อนลง

            “เค้าขอโทษน้า อย่าโกรธเค้าเลย ฮ่าๆๆ ขึ้นรถเร็วเดี๋ยวแม่ก็ด่าเอาหรอก” ต๋องหยุดขำไม่ได้ก่อนจะดันตัวเพื่อนขึ้นรถไป

            บางครั้งคำว่าเพื่อนมันอาจจะน้อยเกินไป หากในอนาคตใจของใครคนหนึ่งมันเปลี่ยนแปลง

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 55 ครั้ง

1 ความคิดเห็น

  1. #1 คนผ่านมา (@ras21) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 6 ธันวาคม 2561 / 16:25
    อย่าย้อนอดีตเยอะเค้ากลัวดราม่า มันผ่านไปแล้ววววว แงงงงงงง ไอร์~ คิดถึงน้องอันดาแล้วววววววว
    #1
    0