SEVENA เซวีน่า...มหานครแห่งมนตรา

ตอนที่ 96 : ผู้พิทักษ์พิธีกรรม

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 5,672
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 15 ครั้ง
    23 ก.ค. 49

SEVENA เซวีน่า...มหานครแห่งมนตรา
Author กัลฐิดา


-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------


ตอนใหม่ร้อนๆ มาแล้วจ้า ~~~~~


วันหยุดที่น่าดีใจที่สุด แต่กัลก็ดื่มด่ำกับความรู้สึกแบบนี้ไม่ได้นานหรอกค่ะ
เพราะว่า T_T ตารางสอบอีกสามวิชาออกมาแล้ว เศร้าจัง


แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมาอัพให้เพื่อนๆ อ่านกันค่ะ
เอ รู้สึกว่าช่วงนี้อัพไวไปหรือเปล่าหว่า??? เพื่อนๆ ว่าไงคะ????


ตอนนี้ขอจ่ายค่าตัวนิดเดียวของนายแมวนะคะ เพราะเริ่มไม่เงินทานข้าวแล้ว ^^"
ไปอ่านตอนใหม่กันดีกว่า เรื่องกำลังตื่นเต้นเลย


กัลฐิดา


ปล. แต่ดีกรีความหวานของนายสายลมก้ยังคงระดับไว้เท่าเดิมค้า~~~~~
ปล.อ. ยังมีอีกหลายฉากที่จะกริ๊ดค่ะ ของดีต้องรอนะคะ


บายค่ะ แล้วเจอกัน


-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------


ตอนที่ 91 ผู้พิทักษ์พิธีกรรม


-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------


การกางอาณาเขตมนตราโบราณในการทำพิธีกรรมนั้น สิ่งสำคัญที่สุดคือการรักษาสมดุล
ของเส้นสายพลังแต่ละสายที่อยู่ใกล้ๆ เรา


ดังนั้นหากจุดใดจุดหนึ่งอ่อนแรงลงพลังมนตราก็จะอ่อนลงทันที จุด 5 จุดที่อ่อนแรงลงอย่างเห็น
ได้ชัดก็คือ จุดสีแดงเพลิงของเฟมีลและสีเขียวสดของมอรีล


ทั้งสองจุดจึงโดนกลุ่มเงาดำรุมมากว่าจุดอื่น เฟมีลแข็งใจกางอาณาเขตต่อไปพลังของเฟมีล
ซึ่งฝึกเวทกับอัคคามานานกว่าสูงกว่ามอรีลอยู่แล้ว


ไม่นานเสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดของมอรีลก็ดังขึ้น จิตสำนึกของเฟมีลเริ่มสั่นกระตุกจนขาดผึ่ง
 ผมสีดำค่อยๆ ถูกย้อมให้กลายเป็นสีแดงเพลิง ดวงตาสาดประกายกล้าออกมา


ปีกเพลิงที่ใช้กางอาณาเขตสว่างจ้าจนเงาดำที่อยู่ใกล้ๆ เธอสลายทันทีที่แตะลำแสงนั้น
กระแสพลังที่ไหลทะลักออกมาทำให้อัคคาหันกลับมามองจุดกำเนิดพลังอย่างตื่นตะลึง
ร่างของจีเซลที่อยู่ใกล้เอ่ยว่า


"นายปลดผนึกวิหคไฟให้เฟมีลเหรอ" อัคคาส่ายหน้าตอบพลางปล่อยกระแสเพลิงไป
สลายเงาดำที่อยู่ข้างหลังจีเซลว่า


"เปล่า คิดว่าเฟมีลคงปลดผนึกออกเอง จากที่เห็นไม่น่าจะปลดได้หมด จีเซลรีบจัดการดีกว่า
 หากผนึกหลุดออกหมดคราวนี้ล่ะแย่แน่" จีเซลพยักหน้าตกลงร่างถลาออกไปจัดการกับร่างเงา
อีกเหลือไม่มากแล้ว


ข้างฝ่ายมอรีลที่กรีดร้องนั้น เด็กสาวพยายามกล้ำกลืนความเจ็บปวดไม่ปล่อยให้เส้นใย
อาณาเขตขาดหายไป ลำแสงสีเขียวไหลวนตามแผลที่ต้นแขน


เลือดเริ่มหยุดไหล เพราะความเจ็บปวดทำให้มอรีลนึกถึงคำของฟอรี่ที่คอยสอนเธอตลอดว่า...
ตั้งสติให้ดีทุกหนแห่งคือผืนป่า ผลผลิตแห่งป่าจะไม่ถอดทิ้งเจ้า


ดวงตาสีน้ำเงินของมอรีลเปล่งประกายเขียวเรือง เสียงใบไม้เสียดสีกันของป่าด้านหลัง
เหมือนเสียงร้องคร่ำครวญแห่งป่า


สายลมจากที่ใดพัดพาเอาใบไม้พารวมอยู่ ณ จุดที่มอรีลยืนอยู่ แสงสีเขียวมากมายเปล่ง
ออกมาจากใบไม้นั้นก่อนที่มันจะพุ่งทะลุผ่านร่างเงาทั้งๆ ที่มอรีลไม่ได้หันกลับไปมองด้วยซ้ำ


ร่างเล็กของหญิงสาวยืนอย่างสง่างามราวกับภูตแห่งป่าท่ามกลางพายุใบไม้ที่ไล่ตามร่างเงา
อย่างไม่ลดละ ดวงตาเขียวเรืองกระจ่างใสบวกกับความสามารถมองทะลุผ่านสรรพสิ่ง
จึงเห็นว่าทางด้านผู้รักษาอัญมณีคนอื่นก็กำลังจัดการกับร่างเงาเกือบหมดแล้ว


ดวงตาสีมรกตหันกลับมามองร่างของเวนากำลังถูกพันธนาการด้วยลำแสงฟ้าประกายระยิบ
ท่วงท่าร่ายรำที่เคลื่อนไปอย่างธรรมชาติลำแสงนั้นไหลวนไปรวมกลุ่มที่หน้าผาก


อัญมณีรูปหยดน้ำปรากฏขึ้นอย่างแช่มช้า มอรีลมองภาพนั้นก่อนจะกางพลังออกอีก...
เธอจะต้องปกป้องเพื่อนของเธอให้ได้


ร่างฉวัดเฉวียนของสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ทั้งห้า หยุดลงเมื่อเห็นว่าร่างเงาน้อยลงไม่ต้องให้ตนช่วย
แล้วจึงกลับมาประจำที่ทำหน้าที่การกางอาณาเขตต่อ


เพราะสิ่งนี้สำคัญที่สุด อัคคาในร่างนกไฟกลับมาประจำตำแหน่งมองดูเจ้านายตนที่ตอนนี้
เปล่งแสงสีแดงเพลิงออกตามลำตัว เจ้านกไฟมองประกายแสงนั้นอย่างตระหนก


ตายล่ะ หากปล่อยไว้อย่างนี้ลำแสงอัคคีต้องเผาผิวเฟมีลแน่ๆ ไม่ได้ต้องเรียกสติของเฟมีลกลับมา
 ไวเท่าความคิดปากแหลมเรียวอ้าออกพร้อมกับเปล่งเสียงประหลาดชนิดหนึ่งออกมา


เสียงที่ในที่นี้ไม่ใครได้ยินมีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่ได้ยิน คนเพียงคนเดียวที่เป็นเจ้าแห่งวิหคไฟทั้งมวล
ลำแสงที่เปล่งประกายสีแดงเพลิงค่อยๆ จางหายไป เส้นผมสีเพลิงเปลี่ยนเป็นสีดำอย่างช้าๆ
สติอันห่างไกลอของเฟมีลเรื่มกลับมาทีละน้อย


'เฟ...เฟมีล เฟมีล ได้ยินผมไหมครับ' เฟมีลกระพริบตาเล็กน้อยก่อนจะโพล่งออกมาว่า
"มอรีล!!!!"


'ไม่เป็นไรแล้วครับ ทุกอย่างใกล้จบแล้ว อย่าลดบาเรียลงนะครับ ตอนนี้ร่างเงายังอยู่ด้านนอก
มันเข้ามาไม่ได้แล้ว' เฟมีลพยายามให้เสียงหัวใจที่เต้นอยู่ตอนนนี้เบาลงเสียงกรีดร้องของมอรีล
ยังดังก้องอยู่ในหู


'อัคคา เขาใช่ไหม เขามาใช่ไหม' แม้แต่เสียงในจิตเฟมีลก็ยังสั่นเมื่อนึกถึงคนที่น่าจะอยู่
เบื้องหลังร่างเงานี้


'ไม่ครับ แค่มือเท้าของเขามา ผมจำได้ดี กอเรียล ดีกราส ร่างเงาในพายุ เขาต้องอยู่ไม่ไกลจากนี้แน่
แค่มาดูลาดเลาละมั้งครับ มาทดสอบผู้ถือครองอัญมณีว่าจะจัดการได้มากน้อยเพียงไหน'
เฟมีลจะพูดอะไรบางอย่างออกมาแต่ลำแสงสีฟ้าระยิบนั้นดึงความสนใจเธอออกไปก่อน


ลำแสงสายสุดท้ายที่ไหลวนเข้าไปรวมกับอัญมณีรูปหยดน้ำ มันกลายเป็นสายสังวาลที่
ครอบศีรษะสีทองนั้นไว้ ร่างของเวนาเคลี่อนไหวแผ่วพริ้วบนพื้นน้ำ


ใบหน้างามเงยหน้าขึ้นให้อัญมณีส่องกระทบเเสงจันทร์ ทันใดนั้นสิ่งมหัศจรรย์ก็เกิดขึ้น
ร่างที่มีมากเกินกว่าคำว่างดงามของภูตก็ ค่อยๆ คลี่ตัวออกมาเหนืออัญมณี


จุดแสงสีฟ้าสว่างวาบกระจายรัศมีออกจากปลายเท้าของเวนา จุดแสงกระจาย
ออกจนเต็มทะเลสาบ ร่างเงาทั้งหมดสลายตัวไปอย่างรวดเร็วยามกระทบแสงนั่น


ชั่วพริบตาแสงสีฟ้าวาบขึ้นจากพื้นน้ำพุ่งขึ้นไปบนฟ้าก่อนที่แสงนั้นจะหายไปเหลือเพียง
เกล็ดละอองสีฟ้าระยิบระยับยามต้องแสงจันทร์ร่วงหล่นลงมาเหมือนฝนคริสคัล


เส้นใยที่เชื่อมทั้ง 5 จุดเอาไว้หายไป ร่างของเวนาที่กวาดเท้าไปด้านหลังพร้อมทั้งย่อคับนับ
อย่างสุดซึ้งแก่บุคคลทั้ง 5 ก่อนที่ร่างบางร่างจะหายวับไปจากแท่นหินวงกลม
เมื่อเฟมีลได้สติทะเลสาบแห่งนี้ก็เหลือเพียง เธอ มอรีล  ลีโอและเวนาแล้ว


"ขอบคุณที่มา" น้ำเสียงที่ไพเราะเสมอของเวนาไรน์ วอลเดน สร้างความรู้สึกขัดเขินให้กับเฟมีล
 ก็เธอไม่รู้จะทำตัวยังไงกับบุคคลในตำนานคนนี้ดี


"ไม่...ไม่เป็นไรหรอก...มอรีล!!!" เฟมีลเคลื่อนตัวไปหาเพื่อนสนิททันที
มือบางยกแขนสองข้างของเพื่อนดูสายตาตรวจตาเมื่อไม่พบบาดแผลใดๆ
ถึงผ่อนลมหายใจอย่างโล่งอก


"แผลเล็กน้อยน่ะเฟมีล ฉันรักษาเรียบร้อยแล้ว ประมาทไปหน่อย" เฟมีลมองยิ้มอ่อนๆ
ของมอรีลก่อนที่จะสวมกอดเพื่อนสนิทแน่นๆ ทีหนึ่ง


"ฉันใจแป้วเลยตอนได้ยินเสียงเธอร้อง ดีจังที่เธอไม่เป็นอะไร" มอรีลเพียงลูบหลังของเพื่อนสาวเบาๆ
"ขอโทษที่ทำให้เจ็บตัวนะจ๊ะ" มอรีลหันไปหาคนเสียงก่อนจะยิ้มออกมาว่า


"เป็นหน้าที่ของผู้พิทักษ์ไม่ใช่เหรอ ยินดีที่ทำพิธีได้สำเร็จ เรากลับกันเลยดีกว่านะ
พรุ่งนี่ต้องมีเรียนอีก" มอรีลเสนอ คนทั้งหมดจึงแยกย้ายกลับปราสาทตามแต่วิธีการของแต่ละคน


 ห่างออกไปในป่าทึบนั้น ร่างของใครบางคนกำลังเคลื่อนที่หายไปในความืด
ใบหน้าผ่านแสงจันทร์เพียงแวบเดียว ใบหน้าที่เผยรอยยิ้มสมใจเหมือนกับว่าได้
ทำงานบางอย่างสมบูรณ์แล้ว


--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------


"มอรีล...." เฟมีลเอ่ยเรียกเพื่อนสาวเบาๆ ขณะที่เซและรีเนลกำลังไปเอาของว่างมาให้
สาวน้อยร่างเล็กเงยหน้าออกจากหนังสือมนตราเบื้องต้นเล่มโตเหมือนจะถามว่าอะไร


"อัคคาบอกว่า คนที่เข้ามกวนพิธีกรรมวันนี่ชื่อ กอเรียล..เป็นมือเป็นเท้าของซีเลส
เธอว่ามันน่ากลัวไหม เขาจะต้องทำอะไรอีกแน่ๆ ฉันไม่เชื่อว่าเขาจะมาแค่ก่อกวนหรอก"
ดวงตาสีน้ำทะเลมองมายังเฟมีลอย่างครุ่นคิด


"กอเรียล ดีกราส ร่างเงาในพายุ..."
"เธอรู้ได้ไงอ่ะ"


เฟมีลถามขึ้นอย่างตกใจ เมื่อมอรีลเอ่ยชื่อของคนคนๆ นั้ได้ถูกต้องไม่ผิดเพี้ยน
"ไม่รู้สิพอคิดว่าอยากจะรู้มันก็รู้เองน่ะ ใช่แล้วล่ะคนๆ นี้เป็นบุคคลหายสาบสูญนะ
หายไปพร้อมกับตอนที่ซีเลสหายไป...ฉันหมายถึงซีเลสคนเมื่อ 3000 ปีก่อนนะ"


คราวนี้เฟมีลนั่งคิดหนักพอจะถามอะไรมอรีลอีก รีเนล เซ และลอลินก็เดินเข้ามาพอดี
"คุยอะไรกันสองสาว ท่าทางเครียดเชียว มีอะไรปิดบังหรือเปล่า" รีเนลถามใพลางวางจานขนม
จานใหญ่ลงกลางโต๊ะ


"กำลังพูดถึงคนที่มาก่อกวนพิธีเมื่อวาน" เฟมีลพูดเหมือนกระซิบให้รีเนลฟัง
หญิงสาวที่รวบผมสีทับทิมของเธอเป็นหางม้าพยักหน้าหงึกพลางพูดไปอีกเรื่องว่า


"เธอนะเธอ มีโอกาสได้ใกล้ชิดผู้ถือครองอัญมณีตั้ง 4 คนไม่เมียงๆ มองๆ มาให้เพื่อนคนนี้บ้างเล้ย"
เฟมีลเลยสั่นหน้าไปมาอย่างระอากับคำต่อว่านั้น เธอรู้รีเนลต้องการล้อเท่านั้น (แต่ถ้าได้ก็ดีนะยะ)
แต่ก็อดหัวเราะไปกับคำพูดของเธอคนนี้ไม่ได้


"โธ่ มัวแต่สนใจมอรนีลน่ะสิ โทษมอรีลเลย"
"อ้าวๆ โยนมาเฉยเลย เฟมีลนี่" มอรีลว่าขึ้นยิ้มกับคนที่อยู่ๆ ก็โยนความผิดมาให้เธอหน้าตาเฉย


แต่ก่อนที่จะพูดอะไรต่อมือหนาของใครบางคนก็ทาบลงมาปิดหนังสือด้านหน้าเธอไว้
เพื่อนในวงสนทนาต่างเงียบลง มอรีลเงยหน้าขึ้นสบตาคนที่ยืนค้ำหัวเธอยู่
ดวงตาสีเงินที่มองมาอย่างห่วงใยตามด้วยมือหนาคว้ามือบางของ


มอรีลก่อนจะดึงติดมือไป มอรีลลุกขึ้นตามแรงของอีกฝ่ายพลางส่งสายตาประมาณว่า
ไม่มีอะไรหรอก แล้ววิ่งตามแรงของอีกฝ่ายออกไป


"เซอร์รัสเขาโกรธกับมอรีลเหรอ" เซถามขึ้นอย่าางงๆ กับท่าทางขึงขังของคนที่แสนจะอ่อนโยนคนนั้น
"ไม่มั้ง สายลมคนนี้ไม่น่าจะโกรธกับมอรีลได้เลยนี่นา เอาเถอะถ้ามีอะไรเดี๋ยวมอรีลก็เล่าให้ฟังเอง
แหละ ใช่ไหมเฟมีล ลอลิน"


เฟมีลพยักหน้าหงึกๆ เพราะปากไม่ว่าง ส่วนลอลินก็ยิ้มอย่างเห็นด้วย เซจึงคลายใจเริ่มเปิด
หัวข้อสนทนาใหม่


ร่างบางที่วิ่งตามแรงดึงของคนร่างสูงแทบจะล้มลงเพราะตามคนขายาวไม่ทัน
ขณะที่ร่างสะดุดจะล้มนั้นคนที่จูงมือยู่ก็ใช้วงแขนรั้งร่างขึ้นมาอยู่ในอ้อมแขน
แล้วก้าวเลี้ยวเข้าไปในชั้นหนังสือในห้องสมุดที่ลับตาคนหน่อย


ร่างสูงพิงหลังกับกำแพงสุดทางเดินนั้นโดยมีแววตาสีน้ำเงินจ้องมองมาอย่างเป็นห่วง
"บาดเจ็บ...หายแล้วนะ"


เสียงพูดไม่เป็นคำ ไม่เหลือเงาของคนมั่นใจในตัวเองทำให้มอรีลยิ้มตอบเพื่อให้คนที่กำลัง
จ้องมองอยู่สบายใจขึ้นพร้อมกับเอ่ยยืนยันว่า


"ไม่เป็นไรแล้ว เพราะสายลมของใครคนนั้นแหละ" ดวงตาสีเงินเลิกขึ้นอย่างแปลกใจ
ก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า


"เขามาเหรอ...แสดงว่าต้องรู้เรื่องก่อนแล้วสิ" มอรีลพยักหน้าเบาๆ มือบางยกขึ้นรวบผม
ที่ปลิวไปตามลมที่พัดเข้ามาทางหน้าต่าง


"เขามา เจ้าแห่งสายลมคนนั้นมาช่วยเอาไว้ทัน ไม่งั้นแย่แน่ๆ มาได้เวลาพอดีจริงๆ"
"อย่างนั้นแหละ หาตัวไม่เคยเจอหรอก แต่จะโผล่มาในเวลาที่ต้องการตัวเสมอ"
มอรีลหัวเราะออกมาเบาๆ เมื่อนึกว่าคนตรงหน้าก็เป็นอย่งนั้นแล้วยังมีหน้ามาบ่นคนอื่นอีก


"หัวเราะอะไร หือ??" มอรีลยิ้งหัวเราะใหญ่เลย คนโดนหัวเราะก็เริ่มรู้สึกว่าตัวเองโดนแกล้ง
 ใบหน้าที่รีเนลบอกว่าแสนจะหล่อเหลาออกจะงอนๆ จนมอรีลต้องรีบตอบพลางกลั้นหัวเราะพลางว่า


"หัวเราะคนเอาแต่ใจ พอคนอื่นเขาทำตามใจบ้างก็ไปว่าเขา" เซอร์รัสมองใบหน้าเปื้อนยิ้มของ
คนในอ้อมแขนแล้วจึงรั้งร่างนั้นมากอดอย่างหายห่วง


สายลมตรงเข้ามาปะทะใบหน้า เสียงกระซิบของเจ้าแห่งสายลมอีกคนทำให้ชายหนุ่มเพียง
ก้มหน้าอย่างขอบคุณ


'เด็กน้อยคราวหน้า เจ้าต้องทำเอง'


น้ำเสียงยั่วเย้าว่าอย่างนั้น ฝ่ายคนที่กอดร่างบางไม่ยอมปล่อยก็ตอบกลับอย่างไม่คิดถึง
ว่าอีกฝ่ายจะอาวุโสกว่าหลายพันปี


'ถ้าทำได้ทำนานแล้ว แต่ตอนนี้ขอฝากดอกแสงจันทร์ดอกนี้ไว้ในมือท่าน'


เสียงหัวเราะดังผ่านสายลมระริ้วเรื่อยมาคำตอบที่ได้รับทำให้คนที่เด็กกว่ายิ้มละไมกับท้องฟ้า
กว้างเบื้องหน้า


'โรเซร่าชอบดอกแสงจันทร์ดอกนี้...จะดูแลจนกว่าเจ้าของจะมารับคืน...'


ร่างสูงของชายหนุ่มว่าที่เจ้าผู้ครองรัฐแห่งรัตติกาลเดินคู่มากับคู่หูอย่างเรื่อยเฉื่อย
ดูจากภายนอกเหมือนทั้งสองกำลังสนทนาเรื่องธรรมดาสามัญตามประสาเด็กผู้ชาย
แต่ถ้าพ่อบ้านลีแห่งคฤหาสน์ฟรานเชสก้ามาเห็นคงต้องบอกว่าเขาทั้งสองกำลังปรึกษา
เรื่องสำคัญกันเชียวล่ะ


"กอเรียลเหรอ ลีโอ" ไมล์ทวนชื่อนั้นอย่างไม่อยากจะเชื่อหู
"ใช่ กอเรียลคนนั้น ปรากฏตัวแล้วนะ แสดงว่าเขาเริ่มเคลื่อนไหวแล้ว"
ไมล์มองสีหน้าที่ไม่เปลี่ยนไปสักเท่าไรจากเวลาปกติ


"เขามาทำไม ซีเลสน่าจะรู้ว่า ต่อให้มีกอเรียลสัก 10 คนก็ฝ่าอาณาเขตเข้าไปไม่ได้"
ไมล์พูดอย่างครุ่นคิด


"ใช่ นอกเสียจากว่าเขาให้มาทำอย่างอื่นโดยที่เอาแผนก่อกวนมาบังหน้า"
ดวงตาสีนิลที่มองทอดออกยังผืนน้ำอันไกลโพ้นขณะที่ทั้งสองมาหยุดอยู่ที่หน้าต่าง
ริมระเบียงทางเดินของปราสาท


"แผนลวงงั้นเหรอ เป็นไปได้มากเลยนะ เขาที่ได้ชื่อว่าเป็นอัจฉริยะต้องวางแผนอะไรไว้แน่"
ลีโอพยักหน้าอย่างเห็นด้วย


"ต้องระวังมากกว่านี้หน่อยแล้ว พ่อฉันส่งข่าวมาว่า เราควรเตรียมการเรื่องนั้นไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ นะ"
ลีโอหันหน้ามาสบดวงตาสีเขียวใสของไมล์


"อีก 3 เดือน เราต้องทำให้สำเร็จ เฮ่อ...." ไมล์มองคนที่ไม่ค่อยถอนหายออกมาเท่าไรแต่
พอมองตามสายตาของเพื่อนก็รู้ทันทีว่าทำไมเพื่อนของเขาถึงถอนหายใจบ่อยนัก


ก็ดูคนที่อยู่ในสายตาเพื่อนของเขาสิ กำลังพยายามฝึกหัดบังคับคอนโดล่าที่ผืนน้ำหน้าปราสาท
โดยมีมอรีลช่วยสอน ไม่ทันไร ร่างสูงของเธอคนนั้นก็เสียหลักตกลงไปในน้ำ ดีหน่อยที่มีบาเรียวารีเวท
กั้นเอาไว้ไม่งั้นก็เปียกอีก


"อีก 3 เดือนนี้คงหนักสำหรับเฟมีลเลยล่ะ" ลีโอพยักหน้าเห็นด้วยกับคำพูดนั้นของไมล์
สองหนุ่มออกเดินอีกครั้งเสียงพูดคุยปรึกษาหารือยังมีอย่างต่อเนื่องจากนั้นก็หายลับไปทางเลี้ยว
ที่มุมปราสาท   


เสียงหัวเราะของเฟมีลดังขึ้นเมื่อรีเนลที่คิดอยากจะลองบังคับคอนโดล่ามั่ง
แต่คอนโดล่ากลับคว่ำเสียก่อนที่จะเคลื่อนตัว


รีเนลรู้สึกอยากจะเอาชนะเลยกระโดดขึ้นคอนโดล่าอีกครั้งเฟมีลและเซต่างคอยมองดูอย่าง
เป็นห่วงส่วนรีเนลนั้นเมื่อได้รับบทเรียนในครั้งแรกครั้งที่สองก็ทำได้ดีขึ้น


หญิงสาวสามารถบังคับให้คอนโล่าเคลื่อนได้แล้ว ขณะที่เฟมีลกำลังปรบมือให้รีเนล

สายตาก็เหลือบไปเห็นเวนากวักมือเรียก เธอจึงวิ่งเข้าไปหาเวนาซึ่งยืนอยู่ในปราสาท


"มีอะไรเหรอ เวนา" หญิงสาวผมทองส่งยิ้มอ่อนๆ ให้ก่อนที่จะเงยหน้าขึ้นมองด้านบน
เฟมีลมองตาม ร่างของเจ้าแห่งวารีนลอยอยู่เหนือขอบด้านบนของทางเข้าปราสาท


รอยยิ้มอ่อนโยนถูกส่งมาให้พร้อมกับที่ชายหนุ่มคนนั้นกระดิกนิ้วเพียงเล็กน้อย
เกิดเป็นคริสตัลสีฟ้าใสที่ปลายนิ้วเรียวจากนั้นมันจึงลอยลงมาแตะและซึมหายไปที่หน้าผากของเธอ


 เฟมีลยกมือขึ้นลูบเบาๆ พลางส่งกระแสจิตถามขึ้นว่า
'ให้หนูเหรอคะท่านดิโอลี'


'แทนคำขอบคุณที่อวยพร อีกไม่นานเจ้าอาจต้องใช้'


สีหน้างงๆ ของเฟมีลเรียกรอยยิ้มกว้างจากเจ้าแห่งวารีนก่อนที่ร่างของท่านจะจางหายไป
 เฟมีลหันมาสบตากับเวนา


"อะไรเหรอเวนา อีกไม่นานจะมีอะไรเกิดขึ้นเหรอ" เวนาเพียงส่ายหน้า
"ไว้ถึงเวลาที่จะใช้ก็จะรู้เอง" เวนาพูดเพียงแค่นั้นก็ขอตัวเดินหายเข้าไปในปราสาท
เฟมีลหันหลังกลับมามองเพื่อนๆ ที่มัวแต่สนใจรีเนลว่าจะคว่ำคอนโดล่ารอบที่ 3 หรือเปล่า


เสียงเรียกชื่อเฟมีลของรีเนลอย่างอวดๆ เมื่อเธอสามารถควบคุมคอนโดล่าได้อย่างคล่องแคล่วแล้ว
ทำให้เฟมีลวิ่งไปที่สะพานไม้ใกล้ๆ คอนโดล่าอย่างตื่นเต้น มือบางปัดมาที่หน้าผากอย่างไร้กังวล


 เมื่อไรที่ต้องใช่ก็จะรู้เอง... เฟมีลเองก็คิดว่าเมื่อถึงตอนนั้นเธอก็คงรู้เองอย่างท่านว่า
 เรื่องบางเรื่องถ้าไม่ถึงเวลาที่เหมาะสมเราก็ไม่รู้หรอกว่าต้องทำยังไง ถ้ามัวแต่คิดให้มาก
ความชีวิตก็คงเครียดตาย เพราะอะไรที่ไม่แน่นอนมันก็ไม่แน่นอนอยู่วันยังค่ำ


อาทิตย์สุดท้ายในการเรียนที่วารีเน่เต็มไปด้วยความตึงเครียดของกลุ่มที่อยากจะสอบเข้าที่นี่
เฟมีลเห็นคนฝึกฝนมนตรากันจนดึกจนดื่นมีบางวันก็ถึงเช้า


ทุกคนต่างตักตวงช่วงเวลานี้ให้มากที่สุด เพื่อว่าเมื่อไปเรียนต่อในรัฐอื่นจะทวนความรู้ได้ง่ายขึ้น
กลุ่มของเฟมีลเองแม้ไม่ได้มุ่งหวังจะเข้าที่นี้แต่ด้วยว่าอยากจะเรียนให้ครบหลักสูตรเลย
ต้องพยายามทวนความรู้เท่าที่จะทำได้ มนตราอาจจะไม่ครบทุกบทที่ควรจะเรียนรู้
แต่มนตราที่เราควรทำได้เมื่อจบจากปีนี้ไปก็พอมีติดตัวบ้างล่ะ


เรื่องเล่ามากมายของเหล่าท่านภูตน้ำทั้งหลายที่ได้สอนมามีทั้งสุขเศร้าเคล้าน้ำตาครบถ้วน
บ่งบอกถึงอาณาจักรแห่งน้ำที่แสนสุขแห่งนี้ได้ผ่านอะไรมามากมาย


กว่าที่ปัจจุบันจะกลายเป็นดินแดนที่มีความสุขได้ ไม่มีความสุขใดที่ได้มาโดยไม่เสียอะไรเลย
 เฟมีลรู้สึกว่าท่านภูตทั้งหลายกำลังสอนถึงเรื่องนี้อยู่ และน้อมรับมันมาอย่างซึ้งใจ


ในห้องพักที่ไร้ผู้คน ร่างของเฟมีลกำลังเก็บของชิ้นสุดท้ายใส่กระเป๋าเรียบร้อยก่อนจะมองไปรอบๆ
ห้องที่พักมาตลอดหนึ่งเดือนอย่างเหงาๆ เธอและเพื่อนๆ ต้องจากที่นี่ไปแล้ว


เดือนหน้ากำหนดการออกมา พวกเธอต้องไปที่ฟอริโซ่รัฐข้างเคียงกับวารีเน่
ที่นั่นจะมีอะไรไม่รู้แต่ก็คงได้สนุกกันอีก คืนนี้จะเป็นคืนสุดท้ายที่เธอจะได้อยู่ในเมืองแห่งภูต


เฟมีลนั่งลงกับพื้นมองออกไปยังพื้นน้ำที่อยู่ไกลออกไป อยู่ๆ ใจก็นึกอยากเขียนจดหมายเล่าเรื่อง
ให้ป้าเฟฟังทั้งๆ ที่พึ่งจะส่งจดหมายไปหาแม่บ้านคนเก่งเมื่อวันก่อน


มือบางจึงเปิดกระเป๋าออกเพื่อควานหาอุปกรณ์การเขียน เขียนเรื่องราวที่เกิดขึ้นในวันนี้
เขียนถึงความรู้สึกเหงาๆ ที่ต้องจากที่นี่ไป และเขียนถึงความตื่นเต้นที่จะเกิดขึ้นในวันพรุ่งนี้
 ก่อนจะจบด้วยคำพูดประจำ...


                       หนูมีความสุขดี...แล้วจะเขียนมาหาใหม่ค่ะ 
                                               

                                                   รัก 

                                              เฟมีลล่า


-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 15 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

27,888 ความคิดเห็น