SEVENA เซวีน่า...มหานครแห่งมนตรา

ตอนที่ 95 : ผืนน้ำอันศักดิ์สิทธิ์

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 5,730
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 14 ครั้ง
    21 ก.ค. 49

SEVENA เซวีน่า...มหานครแห่งมนตรา
Author กัลฐิดา


-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------


อิสระภาพกลับมาแล้วค่ะ


ตอนนี้กัลสอบเสร็จแล้วล่ะ ตารางสอบใหม่ยังไม่มาก็เลยหายใจหายคอโล่งขึ้นมาหน่อย
เลยเอาตอนใหม่มาให้เพื่อนๆ อ่านกันค่ะ


ตอนนี้เฟมีลของเราก็ต้องทำงานกันอีกครั้ง จะทำสำเร็จหรือเปล่าเนี่ย
ก็ไปลันกันเอิาเองนะคะ


ตอนนี้กัลต้องไปเรียนแล้วค่ะ แล้วเจอกันตอนหน้าค่ะ


กัลฐิดา


-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------


ตอนที่ 90 ผืนน้ำอันศักดิ์สิทธิ์


-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------


"จริงๆ นะเซ ยัยเนี่ยเบ๊อสุดๆ เลยทางใกล้แค่เนี่ยยังหลงทางจนได้ วันหลังติดกระดิ่งดีกว่านะ
 จะได้หาเจอง่ายๆ หน่อย" รีเนลเล่าให้เซเลน่าฟังถึงเรื่องราวการหลงทางครั้งล่าสุดของเฟมีล
อย่างเมามัน ฝ่ายคนถูกนินทาแบบเผาขนก็นั่งหน้ามุ่ยแบบปฏิเสธไม่ได้อยู่ข้างๆ นั่นเอง


"แล้วใครเป็นคนหาเจอล่ะ" คราวนี้เซถามขึ้นเพื่อไม่ให้สายตาพิฆาตของเฟมีลที่ส่งมาเป็น
ระยะกลายเป็นฝ่ามือพิฆาตของจริง แต่ถึงแม้จะเปลี่ยนหัวข้อรีเนลก็ยังกระแนะกระแหนคนข้างๆ
 ได้อยู่นั่นเอง


"ก็มีอยู่คนเดียวแหละที่หาเจอทุกครั้ง แหมฉันน่าจะหาถ้วยให้นายแมวของเธอเหลือเกินเฟมีล
คนอะไรน่าจะไปอยู่แผนกตามหาคนหายชะมัด"


"รีเนล!นายนั่นไม่ใช่ของฉันสักหน่อยแก้คำพูดซะใหม่นะ ไม่งั้นมีโกรธ" เฟมีลเถียงขึ้นเสียงแข็ง
แต่รีเนลบกับหยักไหล่พูดยียวนขึ้นอีกว่า


"จ้า จ้า ไม่ใช่ของเธอ แต่เธอน่ะเป็นของเขาแน่ๆ รับรอง เพราะคนเป็นเจ้าของน่ะ
ย่อมหาของของตัวเองเจอเสมอ"


คราวนี้รีเนลต้องลุกขึ้นจากโต๊ะเพื่อหลบฝ่ามือพิฆาตของเฟมีลอย่างสนุกสนานปล่อยให้เซ
มอรีล และลอลินหัวเราะอย่างขำสองคนนี้จริงๆ


"แล้วพี่ไคน์เขามาทำอะไรที่นี่เหรอ เซ" มอรีลถามขึ้นหลังจาเจอชายหนุ่มคนนั้นเมื่อคืน
ตอนพาเซมาส่งที่ปราสาท ใบหน้านวลของหญิงสาวผมทองระเรื่อขึ้นเล็กน้อย
ก่อนที่เจ้าตัวจะปรับสีหน้าให้ปกติแล้วตอบไปว่า


"มาทำธุระน่ะจ้ะ วันนี้ก็กลับแล้วล่ะ" มอรีลก็เพียงแค่พยักหน้าเหมือนรับรู้แต่ไม่ซักไซ้
อะไรเพิ่มจากนั้นจึงช่วยกันห้ามสองคนที่วิ่งกันไปมาจนน่าเวียนหัว แล้วไปเข้าเรียนกัน 


การเรียนการสอนในวันต่อๆ มาก็ทวีความเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ มีเด็กหลายคนขออนุญาตไม่ขอเรียนต่อ
เนื่องจากไม่สามารถผ่านมนตราเบื้องต้นได้ ซึ่งการทำเช่นนี้สามารถทำได้


แต่คนๆ นั้นจะไม่มีสิทธิ์ขอสอบเป็นนักเวทฝึกหัดในรัฐนี้ กลุ่มของเฟมีลแม้รีเนลจะ
แทบเอาตัวไม่รอดแต่พอเฟมีลพยายามนึกวิธีตัวเองใช้ตอนที่เรียนกับมาสเตอร์วาตารี
รีเนลก็เลยลองทำดูบ้าง วิธีช่วยใช้ได้บ้างไม่ได้บ้างแต่รีเนลก็ยังกัดฟันมาได้อย่างยอดเยี่ยม


เย็นวันหนึ่งของอาทิตย์ที่สามในการมาอยู่ที่เอเบียร่า มอรีลซึ่งนั่งมองพระอาทิตย์ตกดิน
ผ่านหน้าต่างที่ติดโต๊ะอ่านหนังสือในห้องสมุดของปราสาท


ที่นั่งนี้เป็นบริเวณที่คนไม่ค่อยรู้จักนัก มอรีลมาเจอเข้าก็ชอบมานั่งเล่นคิดอะไรเสมอ


สายลมพัดเอื่อยเฉื่อยเข้ามาทำให้ร่างเล็กเกือบจะเคลิ้มหลับแต่ก็ต้องสะดุ้งสุดตัว
กับการปรากฏตัวของภูตวารีที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อนมา


เธอคนนั้นมาปรากฏขึ้นตรงหน้าอย่างเงียบเชียบ ใบหน้างามที่ประดับด้วยอัญมณีรูปหยดน้ำตา
นั่นทำให้มอรีลเริ่มรู้ฐานะของฝ่ายตรงข้าม


ภูตวารีตนนั้นลอยอยู่บนผิวน้ำที่เคลื่อนตามตัวหล่อนเหมือนแผ่นน้ำที่อยู่ในลำน้ำเบื้องล่าง
ไหลลู่ตามคอนโดล่า ลำตัวที่โค้งลงเล็กน้อยเพื่อทำความเคารพก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า


"วาตารีขอเข้าพบท่านฟอรี่" เท่านั้นมอรีลก็เข้าใจขึ้นมาทันทีว่าภูตตนนี้ไม่ได้มาหาเธอ
ลำแสงสีเขียวพุ่งวาบออกมาจากใบไม้มรกตที่สวมติดคอมอรีลตลอดเวลา


แสงสีเขียวจางหายไปปรากฏร่างเด็กน้อยอายุประมาณ 10 ขวบ แต่งตัวด้วยอาภรณ์ประหลาด
สีเขียวแซมทอง สีหน้าท่าทางของเด็กคนนี้ไม่ต่างจากเด็กทั่วไปเลยมีแต่ดวงตาเท่านั้น


ที่แสดงถึงความกร้านโลก ดวงตาที่มองทุกสรรพสิ่งเป็นเรื่องไม่จีรัง น้ำเสียงเล็กของเด็กชาย
เอ่ยขึ้นอย่างอ่อนโยนว่า


"ไม่ได้พบกันนานแล้วนะ วาตารี" ภูตสาวโค้งตัวทำความเคารพอีกครั้งอย่างนอบน้อม
ตามารยาทของชาวมนุษย์จะพึงกระทำต่อผู้ที่มีตำแหน่งสูงกว่า


"ตอนนี้เราฐานะเท่าเทียม ท่านไม่ต้องทำอย่างนี้ก็ได้" วาตารีสั่นหน้าเบาๆ ก่อนจะหันมาทาง
มอรีลพร้อมกับเอ่ยว่า"เรานำเทียบธารามายื่นต่อท่าน มอรีล มารีล ผู้ถือครองอัญมณีแห่งป่า
โปรดรับเทียบจากเราด้วย"


ลูกแก้วคริสตัลที่บรรจุของเหลวใสสีเขียวลอยอยู่บนมือของวาตารี มอรีลมองมันก่อนเอ่ยคำพูด
ตามสิ่งที่ผุดขึ้นมาบนหัวอย่างคล่องปาก


"ด้วยอำนาจแห่งผู้ถือครองอัญมณีแห่งป่า ข้าขอรับเทียบธารานี้ไว้ด้วยเกียรติ"
แก้วคริสตัลแตกออกของเหลวใสสีเขียวพุ่งมาพันธนาการที่นิ้วนางข้างขวากลาย
เป็นรอยสักเล็กๆ สีเขียว


วาตารีโค้งตัวอีกครั้งก่อนที่สายน้ำที่เกลี่ยอยู่ที่เท้าของเธอจะพัดม้วนร่างของภูตน้ำนั้นไป
มอรีลจ้องมองพันธนาการนั้น สีหน้านิ่งสงบเหมือนจะเข้าใจอะไรบางอย่าง
แต่ริมฝีปากบางก็ยังจะถามขึ้นเพื่อความแน่ใจ


"เทียบธารา...หมายถึงคำเชิญให้ไปเป็นผู้พิทักษ์พิธีกรรมใช่ไหมฟอรี่"


เด็กชายเจ้าของเรือนผมสีเขียวใบไม้ในทรงตัดไล่ระดับความยาวลงมาละไหล่จับผมที่ปลิว
ตามลมให้เรียบร้อยก่อนจะตอบขึ้นว่า


"มอรีลก็รู้ดีอยู่แล้วนี้ ตอนนี้ท่านใช้พลังจากอัญมณีได้เกือบทั้งหมดแล้วนะ
ไม่มีอะไรที่ข้าจะต้องสอนท่านอีกแล้ว"


มอรีลถอนหายใจเล็กน้อย ตลอดมาตั้งแต่ได้รับอัญมณีนี้ มอรีลพยายามที่จะดึงเอาพลัง
ของมันออกมาให้ได้มากที่สุด อาจจะเป็นเพราะได้รับสายเลือดจากนักทำนายที่เก่งที่สุด
ในเซวีน่หรือเปล่า


จึงทำให้เธอสังหรณ์ใจประหลาดว่าต้องมีเรื่องกับเฟมีลแน่ๆ ความรู้สึกบางอย่าง
เรื่องราวทุกเรื่องที่เกิดขึ้นกับเฟมีลมันเหมือนระเบิดเวลาที่รอวันจะระเบิดเท่านั้น


ไม่ช้าก็เร็วมอรีลเชื่ออย่างนั้น ไม่ช้าก็เร็วต้องเกิดเหตุการณ์บางอย่างที่อาจจะเป็นอันตราย
ต่อเฟมีลเพื่อนรักของเธอ เธอจะต้องเตรียมความพร้อมตัวเองให้ได้มากที่สุด 


"แต่ถึงอย่างนั้น ฉันก็ยังหาสาเหตุของเรื่องนราวมากมายที่เกิดขึ้นกับเฟมีลไม่ได้
ตั้งแต่ตอนนั้นฟอรี่ ที่เวทีเกียรติยศนั่นฉันรู้สึกเหมือนตัวเองไม่เข้มเเข็งพอ
ถ้าตอนนั้นลีโอไม่ได้อยู่ด้วยล่ะก็ เฟมีลจะเป็นยังไง"


ฟอรี่ถอนหายใจอย่างไม่อยากจะพูดถึงมัน เขารู้...เจ้านายของเขารู้สึกอย่างไร
แต่บางสิ่งบางอย่างเราก็ไม่สามารถรับแทนกันได้


"เจ้าทำไม่ได้ ไม่ว่าจะมีพลังธาตุหรือจะพลังอัญมณีมากแค่ไหน กิจของผู้อื่นเราไม่ควรยุ่ง
 การแทรกแซงระหว่างกันไม่ใช่สิ่งที่ควรทำและทำไม่ได้ เราไม่มีสิทธิ์ เฮ้อ...ตกลงว่าท่าน
จะไปใช่ไหม ข้ารู้สึกว่าทางเฟมีลก็รับแล้วนะ" มอรีลหันมามองฟอรี่อย่างแปลกใจ


"รู้ได้ยังไงฟอรี่ว่าเฟมีลรับแล้ว ไม่เห็นเฟมีลบอกอะไรเลย" เด็กชายตัวน้อยนยกมือขึ้นเกาหัว
อย่างจนปัญญาก่อนจะตอบเหมือนกำปั้นทุบดินว่า


"ก็อย่างนี้แหละ พวกวิหคไฟชอบจำแต่เรื่องไร้สาระ ทีพอเวลามีเรื่องให้จำก็ลืมซะอย่างนั้น
 เจ้าทำใจเถอะ เดี๋ยวคอยดูนะ ใกล้วันงานเมื่อไร ยัยเด็กบ้านั่นก็ต้องวิ่งกระหืดกระหอบ
มาหาเจ้าแน่ เหมือนเจ้านกบ้านั่นไม่มีผิด...เอาล่ะหมดเรื่องแล้วข้าไปก่อนล่ะ
แล้วจะมาบอกวันเวลาอีกที"


แสงวาบสีเขียวใสตรงกลับเข้ามายังใบไม้มรกตอีกครั้ง มอรีลหันไปมองพระอาทิตย์
ที่กำลังจะจมลงในแผ่นน้ำสีแดงส้มฉาบลงบนพื้นน้ำบ่งบอกเวลาว่าตอนนี้พระจันทร์
จะมาทำหน้าที่แทนแล้ว เสียงเตือนของฟอรี่ยังก้องในหูของมอรีล.........


ไม่ใช่กิจ ไม่สามารถเข้าแทรกเเซง ไม่ใช่สิ่งที่ควรทำและทำไม่ได้


"ลองกันดูซักตั้งนะฟอรี่...สำหรับเพื่อนไม่คำว่า ไม่ใช่กิจของตนห้ามแทรกแซงหรอก..."


คำสบประมาทของฟอรี่เป็นจริงดังคาดเมื่อตกกลางคืน เฟมีลจึงเรียกประชุมเพื่อนทั้ง 5
ที่ห้องพักก่อนจะเล่าเรื่องหนักใจให้ฟัง เซ และ รีเนลนั้นตกใจน่าดูทั้งเรื่องการไปเป็นผู้พิทักษ์
และเรื่องที่มอรีลยังไม่รู้


เวนาไรน์ วอลเดน คือ เวนย์ วอลเดน บุคคลในนิยามแห่งแผ่นดิน...นิมิตแห่งภูต
หญิงสาวคนเดียวในตำนานคนนั้น


"เรื่องอย่างนี้ทำไมไม่รีบบอกห๊า!!!" รีเนลโวยวายขึ้นทันที เฟมีลเลยส่งยิ้มแหยๆ ออกมาแล้วตอบ
เสียงอ่อยๆ ว่า


"ก็...ลืมนี่ พอคิดจะบอกมันก็ติดขัดทุกที แต่พอว่างมันก็ลืม" รีเนลสะบัดหน้าอย่างเคืองๆ
"แล้วนี่นึกยังไงถึงเกิดความจำดีขึ้นมาล่ะ" เฟมีลยกนิ้วขึ้นชนกันอย่างเขินก่อนจะพูดขึ้นว่า


"ก็เมื่อตอนก่อนกินข้าว อัคคาพึ่งบอกว่า คืนพรุ่งนี้ตอนสี่ทุ่มจะเป็นเวลาทำพิธีแล้วนี่ หยุด หยุด
มอรีลช่วยพูดบ้างสิ มอรีลก็ต้องไปด้วยใช่ไหมล่ะ"


เฟมีลยกมือห้ามสาวน้อยผมสีทับทิมทันทีก่อนจะเรียกผู้ช่วยเหลือก่อนที่จะโดนว่าอีกรอบ
มอรีลส่งยิ้มอ่อนๆ ไปให้รีเนล


"ใช่จ้ะ ฟอรี่ก็บอกฉันเหมือนกัน" เซ มองหน้าลอลิน ลอลินก็หันไปมองหน้ารีเนล
 สาวน้อยจอมโวยของเราเลยพูดขึ้นมาว่า


"พวกเธอสองคนนี้จริงๆ เลย เอาเถอะๆ เอาเป็นว่าไปมองหน้าผู้ถือครองคนอื่นมาเป็นคำขอโทษ
ให้ฉันก็แล้วกัน ขอบอกเอาแต่คนหล่อๆ นะ ผู้หญิงไม่ต้อง"
เฟมีลกับมอรีลเลยหัวเราะมุขของรีเนลกันใหญ่


"หัวเราะไปเถอะ ไว้สบักสะบอมกลับมาแล้วอย่ามาขอร้องให้เราช่วยพยายาบาลนะ"
เฟมีลไม่ได้สนใจคำคาดโทษของรีเนลนัก หากแต่มอรีลกลับเงียบขรึมลงกว่าเดิม


ความเงียบที่เกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัวนั้นแม้เพื่อนๆ ทั้ง 4 จะไม่สังเกตเห็นแต่สายลมที่พัด
อยู่ใกล้กลับรู้สึกถึงความตึงเครียดนั้นได้ดี ขณะที่กำลังเดินเที่ยวในป่าหลังปราสาทคนตัวใหญ่
เลยจับร่างของคนตัวเล็กมาซักไซ้ไล่เรียง


ตอนแรกมอรีลก็ไม่พูดอะไร แต่พอเซอร์รัสแกล้งเอามอรีลขึ้นไปทิ้งไว้บนต้นไม้สูง
คนตัวเล็กก็ต้องยอมปริปากออกมาจนได้


"เล่นอะไรบ้าอย่างงี้ พอรู้ว่าเขากลัวความสูงก็เอาใหญ่เชียวนะ" มอรีลพูดพลางยกมือขึ้นทุบไหล่
คนที่เป็นเก้าอี้บนต้นไม้สูงที่ว่าไปหลายที


"ก็อยากนั่งเงียบทำไม ถามก็ไม่ตอบ ไหนบอกสิว่าอะไร" เซอร์รัสพูดจับมือที่ทุบอยู่นั้นให้หยุดลง
พอพูดถึงเรื่องที่เครียดสีหน้าของคนในอ้อมแขนก็เครียดลงอีก


"ว่าไง...จะเกี่ยวกับเทียบธารานี่หรือเปล่า" มือหนายกมือข้างขวาของฝ่าตรงข้ามขึ้นแนบแก้ม
นิ้วหัวแม่มือลูบเบาๆ ที่พันธนาการสีเขียวอ่อนนั้น


"รู้ตั้งแต่เมื่อไร" มอรีลถามเสียงเรียบแต่ดวงตาสีน้ำทะเลก็ปกปิดความตกใจไว้ไม่มิด
ริมฝีปากบางแย้มรอยยิ้มปริศนาขึ้นก่อนจะตอบว่า


"อย่าดูถูกเจ้าแห่งสายลมนักสิ ถ้าเรื่องของหัวใจยังไม่รู้จะเป็นเจ้าแห่งสายลมได้ยังไง"
พูดพลางรั้งตัวเด็กสาวเข้าสู่อ้อมกอด ร่างบางขืนตัวเล็กน้อยก่อนที่จะพิงศีรษะไว้ที่ซอกคอ
ของอีกฝ่ายพร้อมใบหน้าแดงๆ ที่เจ้าตัวไม่อยากให้คนเอาแต่ใจเห็น


"คราวนี้เอนเซลได้รับหรือเปล่า" มอรีลถามเสียงเบา
"มีคนที่ไม่สามารถเชิญได้อยู่น่ะ ทางปราการคงหาเขาไม่เจอถ้าเขาไม่ออกมาเอง..."


"เจ้าแห่งสายลมเซเฟอร์" เสียงตอบเบาๆ ทำให้เซอร์รัสหัวเราะขึ้นเบาๆ
"ไม่น่าดูถูก ดวงตาของป่าเลยแฮะ ท่าทางต่อไปจะทำอะไรต้องระวังหน่อยแล้ว"


สิ้นเสียงล้อเลียนคนพูดก็โดนมือเล็กทุบเข้าที่อกเบาอีกหลายที มือหนาที่ลูบผมหยักศก
เปลี่ยนมาเกี่ยวเส้นผมของอีกฝ่ายเล่น น้ำเสียงนุ่มเอ่ยขึ้นเบาๆ ข้างหูคนในอ้อมกอดว่า


"ไม่ต้องห่วงเฟมีลมากก็ได้ อย่างน้อยคนที่ถูกเลือกก็ต้องมีฝีมืออยู่บ้างล่ะน่า"
มอรีลเงยหน้าขึ้นสบดวงตาสีเงินทันที ก่อนจะพึมพำขึ้นว่า


"มีเรื่องที่สายลมไม่รู้บ้างไหม " เซอร์รัสก้มลงสัมผัสหน้าผากคนตัวเล็กอย่างอดใจไม่อยู่แล้ว
ค่อยๆ พูดขึ้นว่า 


"มีสิ...หัวใจของต้นแสงจันทร์ไง" คนฟังแทบจะหลบใบหน้าที่ร้อนวูบของตัวเองกับอก
อีกฝ่ายไม่ทัน ทำไมคนๆ นี้ชอบพูดอะไรให้เธออายอยู่เรื่อยนะ คนอุตส่าห์จะพยายามชินแล้วนะ
ยังสรรหาคำอะไรก็ไม่รู้มาพูดอยู่ได้


"อ้าว ก็เป็นอย่างนี้ทุกที พูดหน่อยสิ" ศีรษะที่ซุกอยู่กับอกเขาไม่ยอมพูดได้แต่ส่ายหัวไปมา
ชายหนุ่มมองผมสีน้ำทะเลสีแผ่กระจายอยู่ต่อหน้าเขา ก่อนที่จะก้มลงใกล้ใบหูคนตัวเล็ก
แล้วพูดอะไรบางอย่าง


สายลมพัดเข้ามาที่ต้นไม้สูงแสียงใบไม้เสียดสีกลบเสียงที่หลุดออกมาจากริมฝีปากของชายหนุ่ม
ไปจนหมด แถมคนเพียงคนเดียวที่ได้ยินมันก็ได้แต่ซุกหน้านิ่งกับอกคนพูดเท่านั้น


--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------


"เฟ...เฟมีล เฟมีล ตื่นได้แล้วครับ ได้เวลาแล้ว เฟมีล"


 เฟมีลขยับตัวหนีเสียงนั้นเล็กน้อยก่อนที่จิตใต้สำนึกจะเตือนว่ามีเรื่องสำคัญต้องทำมากกว่า
การนอนอย่างที่ทำอยู่ ร่างบางในชุดเตรียมพร้อมจะออกไปข้างนอกลุกขึ้น


มือบางสางผมของตัวเองเล็กน้อยคว้าที่รวบผมที่วางไว้บนโต๊ะข้างเตียงนอนมาหนีบผม
ที่ม้วนแบบลวกๆ จากนั้นจึงก้าวขาลงจากเตียง สายตาเหลือบไปมองที่เตียงของมอรีล
ไม่มีร่างของเพื่อนตัวเล็ก เฟมีลรู้ว่ามอรีลหลับตาไม่ลงหรอก ตอนนี้คงอยู่ที่ไหนสักที่ในปราสาทเป็นแน่


"อัคคา เราต้องไปที่ไหนเหรอ" แสงวาบสีแดงวาบมาปรากฏตรงหน้าเธอ แสงสีเพลิงที่
เปล่งประกายออกมาจากตัวของอัคคาทำให้ห้องมืดสนิทแต่ไร้ผู้คนนี้สว่างขึ้นทันตา


"ไปกับผมครับ เราต้องไปยังดินแดนต้องห้ามของวารีเน่กัน" เฟมีลพยักหน้าพร้อมทั้งก้าวขึ้นนั่ง
บนที่นั่งที่อัคคาสร้างขึ้นเพื่อให้เธอนั่งจากนั้นเจ้านกสีเพลิงก็เคลื่อนตัวออกจากหน้าต่างบานใหญ่
ของปราสาท


พุ่งตรงไปยังผืนน้ำอันกว้างใหญ่ อัคคาบินโฉบเลี้ยวเป็นวงกว้างผ่านยอดปราสาทไปอย่างเฉียดฉิว
 เฟมีลมองภาพภูเขาซึ่งเป็นที่ตั้งของปราสาทวารีนได้ชัดขึ้น


เบื้องหลังปราสาทไม่ใช่ยอดเขาอย่างที่ทุกคนคิด แต่ด้านหลังปราสาทเป็นป่าทึบมองไม่เห็น
พื้นดินกว้างหลายกิโลเมตร ตามด้วยทะเลสาบที่มีลักษณะคล้ายหยดน้ำ ซึ่งในตอนนี้กำลัง
สะท้อนแสงจันทร์วิบวับเหมือนมีคนโปรยเพชรลงไปเลย


'ว้าว สวยจังเลย อัคคา ที่นั่นหรือเปล่า'
'ครับ สังเกตเห็นวงมนตรานั่นไหมครับ' เฟมีลจ้องลงไปยังใจกลางทะเสสาบ
เมื่ออัคคาลดระดับลง


เฟมีลก็สังเกตเห็นว่า มีแท่นหินอยู่ตรงกลางจุดวงกลม 6 อันที่พอมองออกว่าเป็นรูปหกเหลี่ยม
 ซึ่งตอนนี้มีสายใยพลังบางๆ สีน้ำตาลทองลากต่อจากสีเขียว จากนั้นก็เว้นว่างไปตามด้วยสีขาว
เว้นอีกครั้งแล้วจึงเป็นดำซึ่งต่อเชื่อมกับสีเขียวทองพอดี


'ฟอริโซ่ ดินอร์ต้า โพลาโต้ ดาโรก้า มาครบแล้วนี่ เราเป็นคนสุดท้ายอีกแล้ว'


 อัคคาไม่ตอบรับหรือปฏิเสธคำพูดนั้น ร่างของนกสีเพลิงบินโฉบมาใกล้แท่นวงกลมที่อยู่
ระหว่างเส้นสีน้ำตาลและสีขาว เฟมีลกระโดดลงมาประจำตำแหน่ง เพราะแสงจากเส้นใย
ทำให้ไม่สามารถมองเห็นได้มาคนที่อยู่ข้างๆ นั้นเป็นใคร


แต่ที่เห็นชัดคือสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ที่ลอยตัวอยู่เหนือผู้เป็นนาย ส่องประกายแสงเหมือนโคมไฟ
แสดงตน


'กางอาณาเขตครับ' อัคคาเอ่ยเตือนเบาๆ
'รู้แล้วล่ะน่า ฉันจำได้...' หญิงสาวยกแขนขึ้นก่อนจะสะบัดออกไปอย่างรวดเร็วพร้อม
ทั้งท่องมนตราโบราณชนิดหนึ่งออกไปอย่างรวดเร็ว


"ด้วยอำนาจของวิหคไฟ  ข้าขอใช้ปีกแห่งดวงเพลิงปกป้องอาณาเขตนี้" สิ้นคำพูดที่เฟมีลท่อง
ลำแสงสีเพลิงจากปีกของอัคคาก็กระจายออกกลายเป็นสีเพลิงลุกเหมือนเส้นเชือกโดนน้ำมัน
เข้าไปต่อกับลำแสงสีน้ำตาลและสีขาว


บัดนี้ 6 เหลี่ยมขาดเพียงจุดเดียวเท่านั้น ดวงตาสีเพลิงของเฟมีลรวบรวมสมาธิทั้งหมดไปที่
แท่นหินรูปภูตวารีกำลังร่ายรำอย่างเคร่งเครียด...พิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์กำลังเริ่มต้นขึ้นแล้ว


ร่างของหญิงสาวในชุดไหมแพรพรรณสีฟ้าใสปรากฏขึ้นจากใต้น้ำ ร่างที่ลอยขึ้นอย่างช้าๆ
พร้อมกับเปล่งประกายไอภูตออกมาอย่างเต็มที่ มือทั้งสองข้างประสานกันอย่างตั้งใจ


สองเท้าก้าวเดินไปบนผิวน้ำอย่างเเผ่วเบา ภูตหินนั้นเริ่มขยับเคลื่อนไหว ความเป็นหินค่อยๆ
หายไปกลายเป็นสาวสวยสวมชุดไม่ต่างจากเวนาเท่าไร นางลืมตาเผยให้เห็นดวงตาสีน้ำเงินใส
ที่เฟมีลคุ้นเคย การร่ายรำเริ่มทดสอบผู้เข้ารับอัญมณี


เวนาลืมตาขึ้นครั้งหนึ่งก่อนจะเคลื่อนไหวไปตามวาตารี ร่างสองร่างที่ร่ายรำไม่ผิดเพี้ยนลำแสง
สีน้ำเงินประกายระยิบไหลจากหน้าผากวาตารีมาวนรอบๆ ร่างของเวนา


ในขณะเดียวกันร่างของวาตารี จางลงๆ ทุกทีๆ เฟมีลค่อยๆ ผ่อนลมหายใจออกเมื่อพิธีรกรรม
ใกล้จะจบ ทันใดนั้นเอง เส้นใยที่ต่อกันเป็นอาณาเขต 6 เหลี่ยนก็สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง


ดวงตาสีแดงที่กำลังจะเปลี่ยนเป็นสีดำตามความนิ่งนอนใจกลับตวัดจ้าเป็นสีเพลิงอีกครั้ง
เสียงในหัวสั่งการให้เฟมีลสะบัดมือไปยังช่องว่าที่ไร้ตัวแทนของวินด์โคลโล
พร้อมกันนั้นลำแสงอีก 4 สีก็ไม่น้อยหน้า........มีผู้บุกรุกพิธีกรรม!!!!!


เฟมีลเหลือบตาไปมองพิธีกรรมเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าทางนั้นยังทำพิธีกรรมต่อเหมือนไม่ได้
เกิดอะไรขึ้น


เฟมีลก็เริ่มใจเสีย ความรู้สึกใจไม่ดีนี่มันอะไรกัน ใครกันที่จะเข้ามาที่นี่ คำตอบแทบจะผุด
ตามลำแสงสีเพลิงที่เปล่งเป็นบาเรียกั้นสิ่งที่พุ่งมากระทบหลัง...ลอบทำร้าย


'เฟมีล ตั้งสติให้ดีๆ ท่าทางฝ่ายนู้นจะทำการบ้านมาดีทีเดียว' เสียงเจ้านกไปก้องไปทั้งสมอง
ของเฟมีล


'นายหมายความเพราะทำการบ้านมาดีเลยรู้หรือไงว่าฉันน่ะห่วยสุด' มือที่เคลื่อนไหว
จากการกั้นอาณาเขตไม่ได้ เฟมีลจึงทำได้เพียงบังคับเศษใบไม้ที่ปลิวมาจากในป่ากลาย
เป็นอาวุธมีดเพลิง


หลับตาแบ่งแยกจิตไปยังผู้ทำร้ายอย่างถนัดถนี่ แต่น่าแปลกมีดเพลิงนั่นโดนคู่ต่อสู้แน่ๆ
แต่กลับไม่มีเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดออกมาเลย


'อัคคา ผู้บุกรุกมาไม่ใช่คนใช่ไหม'
'ฉลาดมากเฟมีล มันเป็นร่างเวท ไม่มีเลือดเนื้อไม่มีวิญญาณ มีเพียงกลุ่มเงาดำเท่านั้น
กางบาเรียเอาไว้นะเดี๋ยวผมและพวกจัดการเอง'


สิ้นเสียงร่างสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ทั้งหมดก็กลายร่างเป็นมนุษย์โดยฉับพลัน พุ่งออกเป็น 5 ทิศ
ผลเสียของการที่สัตว์ศักดิ์สิทธิ์ถอนตัวจากการกางอาณาเขตนั้นคือ


ผู้พิทักษ์ต้องทุ่มเทพลังออกมามากเป็น 2 เท่า เฟมีลไม่รู้หรอกว่าอีก 4 คนจะเป็นยังไง
แต่ที่แน่ๆ ตอนนี้เธอใกล้จะหมดแรงแล้ว  


-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 14 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

27,888 ความคิดเห็น