SEVENA เซวีน่า...มหานครแห่งมนตรา

ตอนที่ 173 : Side story 2 - เดอ คูลนิ่ง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 5,570
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 12 ครั้ง
    21 ม.ค. 50

Side story.....เซวีน่า มหานครแห่งมนตรา
Author กัลฐิดา
 
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
 

สวัสดีค่ะ ทุกๆ คน
 
หายหน้าไปนานพอสมควร ตอนนี้เรียนหนักมากทั้งคลินิกแล้วก็สอบ ซึ่งก็กำลังจะสอบ
พรุ่งนี้อยู่แล้วค่ะ แต่ยังอ่านหนังสือไม่ทันเลย
 

แต่ยังไงกัลก็เอาตอนใหม่มาให้เพื่อนๆ ได้อ่านกันแล้วนะคะ ขอตัวไปอ่านหนังสือต่อก่อนค่ะ
แล้วเจอกันใหม่ตอนหน้านะคะ หวังว่ามันจะมาถึงในเร็ววัน
 

กัลฐิดา
 

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
 

ตอนที่ 2 เดอ คูลนิ่ง
 

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

 
สายลมอ่อนๆ พัดผ่านหน้าหอพักนักศึกษารวมเจสเทิร์นดั่งเช่นทุกวันในฤดูอันหนาวเหน็บนี้
คืนนี้เป็นคืนแรกที่ดาเรก้าจะเริ่มการเฉลิมฉลองเทศกาลโรเซร่า
 

แต่น่าเสียดายที่นักเรียนชั้นเจสเทิร์นไม่ได้รับอนุญาตให้ไปเดินเที่ยวด้านนอกด้วย
เหตุผลที่ว่า มาสเตอร์ได้แวะที่คันเจฟาให้แล้ว ตอนนี้ห้องโถงจึงถูกจับจองโดยนักเรียน้องใหม่ที่กำลังตื่นเต้น
กับบรรณยากาศของรัฐที่งดงามที่สุดในเซวีน่าจนเต็มห้องโถง
 

"ถึงที่นี่จะมืดเร็วไปหน่อยแต่ก็โรแมติกดีเน๊าะรินย่า" เด็กสาวที่พึ่งเดินเข้ามานั่งรวมกับ
สองสาวเพื่อนซี้เอ่ยขึ้น
 

"ใช่ ที่นี่เงียบดี แต่ไม่รู้ว่างานของพรุ่งนี้จะน่าสนุกเหมือนคราวที่เราไปริเวียร่าหรือเปล่า
ฉันล่ะชอบที่นั่นจริงๆ"  รินย่าสาวน้อยเจ้าของเรือนผมน้ำตาลเอ่ยรับทั้งที่ดวงตาสีน้ำตาลเข้ม
ยังไม่เงยหน้าจากหนังสือที่กำลังอ่าน
 

เหมือนกับหญิงสาวเจ้าของเรือนผมสีม่วงบรอนซ์ที่ไม่แม้จะรับรู้ถึงการมีอยู่ของผู้มาใหม่ 
ท่าทางไม่สนใจใครของทั้งสองทำให้มีเรดาต้องเอ่ยเรียกร้องความสนใจว่า
 

"นี่ พวกเธอไม่คิดจะทำอย่างอื่นเลยหรือไง อ่านอยู่ได้หนังสือน่ะ ไหน เชรี อ่านอะไรอยู่"
 

ปากก็บ่นอุบแต่ก็ไม่ได้โกรธจริงจังอะไร เพราะคบกันมาได้ปีกว่าทำให้เธอรู้ว่าสองสาว
เพื่อนสนิทติดหนังสือมากแค่ไหน ทั้งที่ทั้งสองก็ไม่ได้อยู่ในกลุ่มนักเรียนเก่งขั้นหัวกำทิอะไร
แต่ที่ชอบอ่านอาจจะเป็นความเคยชินของคนที่มาจากรัฐแห่งพฤกษนานาพรรณเท่านั้น
 

" '100 วิธีปลูกไม้ดอกกลางหิมะ'* โฮ่ เชรี นี่มันหนังสือเก่านี่ เขาไม่อ่านกันแล้ว" เชรีมองตาม
หนังสือที่ถูกเเพื่อนดึงไปอย่างเสียดายพร้อมกับร้องขอของๆ เธอคืน
 

(* 100 วิธีปลูกไม้ดอกกลางหิมะ เป็นหนังสือสอนวิธีการปลูกต้นไม้ในยุคเริ่มแรกของวินดิ์โคลโล
ว่ากันว่าบางวิธีเป็นการคัดลอกจากการสมุดบันทึกของโรเซร่า เดอ คูลนิ่ง โดยวิธีส่วนใหญ่ใน
ปัจจุบันก็ไมค่อยมีคนใช้อีกแล้ว เนื่องจากมีการพัฒนาการเพาะพันธุ์พืชจนหนังสือเล่มนี้ถูกเก็บ
เอาไว้เป็นหลักฐานของเส้นทางอันยากลำบากของชาววินด์โคลโลเท่านั้น)
 

"เอาคืนมาน่า มีเร นี่ฉันอุตส่าห์ไปค้นได้จากในห้องสมุดของหอเชียวนะ อ๊าย เบาๆ
มือหน่อยเพื่อน นั่นน่ะหนังสือหายากนะ" มีเรพลิกดูกระดาษสีน้ำตาลอ่อนเพราะผ่านการ
ใช้งานมานานเพียงไม่กี่หน้าก็ส่งกลับให้เพื่อนก่อนจะหันไปดึงหนังสือจาก รินย่า มาเกลซัน แทน
 

"นี่ล่ะ...ความลับในไซเอน เออ นี่ค่อยดีขึ้นมาหน่อย เรื่องนี้ฉันเคยอ่านของโจรินดา** ใช่ไหม"
 รินย่าพยักหน้ารับ
 

(* นักเขียนนิยายลึกลับที่มักหยิบยกเอาสถานที่และตำนานต่างๆ ของเซวีน่ามาเขียนเป็น
วรรณกรรมสืบสวนสอบสวน โดยผลงานที่สร้างชื่อให้เธอคือ ความลับในไซเอน ได้รับการตีพิมพ์
ตั้งแต่ปี ซ.ศ. ที่ 2957 ถือได้ว่าเป็นหนังสือแนวสืบสวนแม่แบบในยุควรรณกรรมเฟื้องฟู)
 

"ไม่มีอะไรทำหรือไง มีเรถึงได้อยู่ไม่สุขอย่างนี้" เชรีถามขณะที่จัดวางหนังสือหายากอย่าง
ทนุถนอม มีเรดา การ์เดส พยักหน้าหลายทีอย่างอัดอั้นก่อนจะพูดระบายว่า
 

"เบื่อ ทำไมในคืนที่โรแมนติกอย่างนี้เราจะต้องมานั่งจับเจ่าอ่านหนังสือด้วยนะ
ตอนนี้มันต้องเดินเที่ยวสิ อยากจะไปเดินที่การ์เรียน่า***จะแย่แล้ว"
 

(***ถนนที่ถูกเนรมิตขึ้นจากมนตราโบราณ จะเป็นถนนยาวตั้งแต่ทิศหนือจรดทิศใต้
ของทุกเมืองหลวงของแต่ละรัฐ ชาวเซวีเรี่ยนเชื่อกันว่าการ์เรียน่าคือมนตราที่แสดงถึงความรักของเจ้าแห่ง
สายลมเซเฟอร์ที่มีต่อเทพีโรเซร่า ความงดงามของถนนจะเปลี่ยนไปในแต่ละปี และนั่นคือสิ่ง
มหัศจรรย์อีกอย่างของ...เทศกาลโรเซร่า)
 

"ก็ได้ไปเที่ยวที่คันเจฟาแล้วนี่ ที่นั่นก็สวยจะตาย" รินย่าเอ่ยปลอบเพื่อนเพราะรู้ว่ามีเรดา
ไม่ชอบการทื่จะต้องอยู่นิ่งๆ อย่างนี้ เพราะเพื่อนสาวเจ้าของดวงตาสีฟ้าเป็นเด็กกิจกรรมตัวจริง
ไม่เหมือนกับพวกเธอซึ่งอยู่ในกลุ่มที่พวกมากลากไปมากกว่า โดยเฉพาะเชรีต้องเรียกว่า
เป็นคนเก็บตัวเสียด้วยซ้ำ
 

"ก็ใช่ แต่มันไม่เหมือนกันนี่ แต่ไม่เป็นไร เห็นมาสเตอร์ไซเอนบอกว่าพรุ่งนี้จะให้ไปเดินที่ถนนสาย
หลักล่ะ เออ พูดถึงคันเจฟา นี่ เชรี ผู้ชายคนนั้นน่ะ หล่อเป็นบ้าเลยนะ"
 

"อือ" เสียงตอบกลับเนือยๆ จนมีเรต้องเน้นเสียงให้ดูน่าตื่นเต้นขึ้น
"แล้วรู้ไหมว่าเขาเป็นใคร" มีเรมองหน้าเพ่อนสองคนที่เงยขึ้นจากปากหนังสือของตัวอย่างสนใจ
 

"เธอรู้จักเขาเหรอ" รินย่าถามขึ้นอย่างสงสัย
 

"อือฮึ ไม่เชิงหรอก แต่ฉันว่าฉันพึ่งนึกถึงคนๆ หนึ่งซึ่งเป็นไปได้มากกว่าจะใช่ แต่ก็อาจจะไม่ใช่ก็ได้"
เชรีมองเพื่อนนิ่งๆ แต่ก็ยังไม่เอ่ยถามสิ่งที่ตัวเองสงสัยไปเพราะมันไม่ประโยชน์อะไรที่จะรู้จัก
กับคนที่เจอกันเพียงครั้งเดียว แต่ถ้าเพื่อนของเธออยากจะเล่าเธอเองก็ไม่เกี่ยงที่จะฟัง
แต่กลับเป็นรินย่าที่อดรนทนไม่ได้ต้องเอ่ยถามเพราะเก็บความสงสัยไว้ไม่มิด
 

"เขาก็คือ..." ยังไม่ทันที่มีเรจะเอ่ยต่อรุ่นพี่กีเรเนียมและผองเพื่อนก็เดินเข้ามา ทุกความสนใจ
จึงตกไปที่ชายหนุ่มเจ้าของผมตัดสั่นเกรียนสีทองทันที
 

"สวัสดีน้องๆ ทุกคน ยินดีต้อนรับสู่ดาเรก้า วันนี้พวกพี่จะมาแบ่งกลุ่มให้น้องๆ กัน
ส่วนรายละเอียดของงานที่แต่ละกลุ่มได้นับมอบกมาย จะมอบหน้าที่ต่อให้พี่ๆ ที่เป็น
คนดูแลอธิบายให้ฟังทีหลังนะครับ"
 

ชื่อของหัวหน้ากลุ่มแต่ละกลุ่มถูกเรียกให้ไปรับชื่อและเจอหน้าค่าตาพี่ๆ กันจนมาถึงกลุ่ม
ของมีเร ซึ่งตอนนี้นอกจากสามสาวแล้วยังมีอีก 2 หนุ่มเพิ่มเข้ามาด้วย พี่กิเรเพียงส่งกระดาษ
ที่บ่งบอกถึงรายละเอียดของงานและสถานที่ให้ มีเรดารับมาอย่างงๆ ที่กลุ่มของเธอทำไม
ไม่มีรุ่นพี่ที่รับผิดชอบ
 

"ยินดีด้วยนะครับ กลุ่มของน้องโชคดีมากๆ ขอให้โชคดีกับหนึ่งอาทิตย์ที่เหลือ"
มีเรมองรอยยิ้มแปลกของรุ้นพี่อย่างงๆ
 

 แต่สิ่งที่ไขข้อข้องใจถึงรอยยิ้มของรุ่นพี่รูปหล่อได้คือชื่อสองชื่อในกระดาษ เจ้าของเรือนผม
สีฟ้าอ่อนแทบจะกริ๊ดออกมาถ้าทำได้ ร่างบางวิ่งตรงจี้มาที่กลุ่มเพื่อน
 

"ไหนล่ะพี่จอมเวทฝึกหัดของกลุ่มเรา" ฟารัน กรินซ์ ชายหนุ่มหนึ่งในสองเอ่ยถามเมื่อเห็น
กว่ากีเรเนียมรุ่นพี่คนสุดท้ายเดินไปยังกลุ่มเพื่อนข้างๆ เขาแต่กลุ่มของพวกเขายังไม่เห็น
แม้เงาของรุ่นพี่แระจำกลุ่ม
 

"วันนี้พี่เขาไม่มาหรอก แต่พวกเธอต้องอยากรู้แน่ๆ เลยว่าใครเป็นพี่ที่คอยดูแลเรา
ตลอด 1 สัปดาห์นี้" น้ำเสียงที่ปิดความตื่นเต้นไม่ได้เรียกความสนใจเพื่อนในกลุ่มได้เป็นอย่างดี
 

"ใคร???" เสียงถามขึ้นอย่างพร้อมเพรียง มีเรพยายามกลั้นยิ้มสุดฤทธิ์ก่อนจะโซว์กระดาษให้
เพื่อนทั้ง 4 ดู ไม่นานดวงตาทั้งสี่คู่ก็เบิกกว้างขึ้นอย่างตกใจ
 

"โอ บอกฉันทีว่านี่เป็นเรื่องจริง" พาร์ค ทีม่า เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงไม่อยากจะเชื่อเหมือนๆ กับ
ฟารันที่ทำท่าทางเหมือนกับชนะเลิศงานแข่งกีฬาประจำปีอย่างงั้นแหละ
 

"เรื่องจริงร้อยเปอร์เซนต์ สุดยอดจริงๆ 1 อาทิตย์กับว่าที่เจ้าผู้ครองรัฐผู้เก่งกาจ ให้ตายเถอะ
ไม่มีอะไรจะดีไปกว่านี้อีกแล้ว" มีเรเอ่ยอย่างปลื้มๆ รินย่าเองก็อดยิ้มไปกับท่าทางดีใจ
ของเพื่อนไม่ได้
 

หญิงสาวผิวคล้ำมองชื่อสองชื่ออย่างเหลือเชื่อ ชื่อสองชื่อที่มักจะได้ยินแต่เสียงเล่าลือ
ไม่น่าเชื่อว่าพวกเธอจะได้มาร่วมงานกับรุ่นพี่คนเก่งอย่างลีโอ ฟรานเชสก้า
และไมล์เอล เดอ คูลนิ่ง จริงๆ
 

เชรีมองชื่อสองชื่อด้วยความรู้สึกไม่ต่างจากทุกคน เพียงแต่ด้วยความที่เป็นคนที่ไม่
ค่อยตามกระแสข่าวคราวเรื่องของสองคนดังกล่าวมากนักจึงไม่ค่อยเข้าใจเท่าไรว่าจะตื่นเต้นกัน
มากไปทำไม ก็แค่คนเก่งสองคนที่บังเอิญเก่งมากและอยู่ในตระกูลที่ยิ่งใหญ่เท่านั้น
 แต่สิ่งที่ทำให้เธอสนใจในชื่อทั้งสองคงจะเป็น...เดอ คูลนิ่ง
 

"น่าตื้นเต้น เอ ในกระดาษที่เขียนว่ารุ่นพี่เขาลากิจอยู่ล่ะ คงจะกลับมาในวันพรุ่งนี้ล่ะมั้ง
 ในนี้เขาเขียนบอกว่าให้เราไปรอที่หอนาฬิกาไซเอนเลยตอนแปดโมงเช้า" มีเรอ่านตาม
ข้อความคำสั่งก่อนจะเงยหน้ามองเพื่อนเหมือนจะขอความคิดเห็น
 

"โอเค งั้นพรุ่งนี้เราเจอกันที่หน้าหอนาฬิกาตอนเจ็ดโมงครึ่งแล้วกัน ฝันดีสาวๆ "
พาร์คเอ่ยขอตัวเดินกลับห้องพักพร้อมกับฟารัน
 

"เดอ...เดอ คูลนิ่ง" เชรีทวนคำนั้นกับตัวเองเบาๆ อย่างนึกขั้นได้ นั่นสิ ตระกูลองครักษ์
ของฟรานเชสก้า แต่ว่า ตระกูลนี้มัน....
 

"เธอว่าอะไรนะเชรี" ความคิดถูกตัดลงด้วยคำถามของรินย่าที่พบความผิดปกติของเพื่อนสนิท
"เปล่าจ้ะ ตกลงกันได้แล้วเราไปนอนได้แล้วใช่ไหม "
 

เชรีถาามพร้อมกับยกหนังสือเล่มโตขึ้นแนบอก สองสาวพยักหน้ารับพร้อมกับลุกตามเพื่อนขึ้นห้องพักไป
 

"นี่เธอรู้ไหมเขาว่าพี่ลีโอน่ะหล่อมากๆ เลยนะ" มีเรดายังไม่หยุดพร่ำเพ้อต่อขณะที่ทั้งสาม
เกินข้าห้องพัก
 

"ย่ะ รู้แล้ว ยัยมีเร แต่ของดีน่ะเขามีคนจองแล้วไม่ใช่เหรอ" รินย่าอดหยอกเพื่อนสนิทไม่ได้
แล้วมันก็ส่งผลทันทีเพราะรอยบยิ้มกว้างๆ หุบลงทันทีที่ฟังเพื่อนสาวพูดจบ
 

"เออ รู้แล้วน่าอย่ามาตอกย้ำได้ไหมว่าเรามันคนไม่มีสิทธิ์ แต่ที่น่าสนคือพี่อีกคนต่างหาก"
 รินย่ายกหมอนขึ้นมาไว้บนตักเท้าศอกลงบนหมอนก่อนจะถามอย่างสงสัยว่า
 

"ทำไม น่าสนใจตรงไหน หล่อ เก่งหรือว่ารวย???" มีเรย่นจมูกใส่เพื่อนสาวพร้อมกับทิ้ง
ตัวลงนอนแผ่บนเตียงตามองเพื่อนสาวอีกคนเดินเข้าห้องน้ำก่อนจะพูดเสียงให้ดังขึ้นว่า
 

"เรื่องนั้นน่ะเป็นเรื่องรอง เรืองหลักคือพี่เขายังโสดต่างหาก" รินย่าพยักหน้ารับหงึกๆ
ปล่อยให้เพื่อนเล่าต่อ
 

 "หน้าตาก็ได้ข่าวว่าหล่อบาดใจ ฐานะก็ใช่ย่อย ยิ่งผีมือนะ ได้ข่าวว่าเป็นจอมเวทวาโยได้สบายๆ"
รินย่าขมวดคิ้วอย่างสงสัย
 

"แล้วเขามาทำอะไรที่นี่ล่ะ" มีเรยิ้มแบบอมภูมิแต่เธอยังไม่ได้ทันได้เฉลยความ
สาวน้อยอีกคนที่พึ่งเดินออกมาจากห้องน้ำก็ตอบแทนว่า
 

"เขาคงเก่งล่ะมั้ง อีกอย่าลืมไปแล้วหรือรินย่า ว่า เดอ คูลนิ่ง ต้องอยู่กับฟรานเชสก้าเสมอ"
"อ้อ ลืมไป 'คู่หูที่เก่งที่สุดในโลก' ใช่ไหม"
 

 รินย่าเอ่ยขึ้นเหมือนนึกขึ้นได้ เรื่องราวของสองตระกูลที่ผูกพันกันอย่างยาวนานเป็นเรื่องเล่า
ที่อยู่คู่ดาโรก้ามานาน เชรีพยักหน้าเบาๆ ก่อนจะล้มตัวลงนอนที่เตียงข้างๆ ดึงผ้าห่มจน
ถึงอกแล้วถามว่า
 

"มีเร สนใจรุ่นพี่ไมล์เอลเหรอ" มีเรกระเด้งตัวขึ้นมองเพื่อน
 

"สนแล้วจะได้อะไร เขาจะมาสนเราเร๊อ ฉันก็เพ้อไปงั้นแหละ แต่ที่ดีใจน่ะเพราะพวกเรากำลังได้
ร่วมงานกับชายหนุ่มสองคนที่มีชื่อสุดๆ ในโรงเรียนนะ คราวนี้แหละเราจะได้เห็นรุ่นพี่ทั้งสองใกล้ๆ
ทุกมุมมองไม่ต้องไปแอบดูเขาอย่างเมื่องานวันสถาปนาอีกแล้ว"
 

รินย่าและเชรีหัวเราะขึ้นเบาๆ แล้วมีเรดาก็เอ่ยอะไรต่อโดยมีรินย่าเป็นผู้ฟังที่ดี ฟังบ้างแหย่
เพื่อนสาวบ้าง ปล่อยให้หญิงสาวอีกคนนอนมองเพื่อนทั้งแต่หัวสองอย่างเลื่อนลอย
 

เดอ คูลนิ่ง พรุ่งนี้เธอจะได้เจอคนของเดอ คูลนิ่ง คิดแล้วทำให้หญิงสาวอดตื่นเต้นไม่ได้
แต่อาการตื่นเต้นของหญิงสาวก็อยู่กับเธอไม่นาน เพราะมีเสียงอีกเสียงเอ่ยเตือนตัวเองเบาๆ
 

ชาเร์เพรย์เชรี เดอ กราฟ เธอจะตื่นเต้นไปทำไม ในเมื่อเธอไม่มีสิทธิ์แม้จะคิดถึง
ไม่มีสิทธ์ตื่นเต้น เพราะเธอไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องราวเหล่านั้นเสียหน่อย
 

 เธอก็เป็นแค่...เดอ กราฟ เท่านั้น แค่นั่นจริงๆ...เธออยากที่จะอยู่อย่างสงบสุขไม่ใช่เหรอ
ในเมื่อเธอเป็นคนธรรมดาเธอก็จะดำเนินชีวิตเป็นคนธรรมดา
 

คนธรรมดาที่ไม่ได้ยิ่งใหญ่มาจากไหน และเป็นคนธรรมดาที่มีความสุขเรื่อยมาด้วย
นิทรารมย์ค่อยๆ เข้ามาแทรกความนึกคิด สติของหญิงสาวเริ่มเรือนรางจนไม่อาจรับรู้สิ่ง
รอบกาย และไม่นานเพื่อนสาวทั้งสองก็พบว่าเพื่อนสนิทหลับไหลไปแล้ว เสียงพูดคุย
จึงค่อยๆ เบาลงอย่างเกรงใจ
 

ความมืดมิดที่คุ้นเคยค่อยๆ เทรกซึมเข้าสู่ดวงจิตที่ล่องลอยเหมือนในความฝันร่างบาง
ในชุดนอนเดิอนไปตามทางที่เหมือนเป็นแห่งของแสงที่เปล่งประกายเพียงสายเดียว
อย่างล่องลอย
 

'ที่นี่อีกแล้วเหรอ มาที่นี่อีกแล้ว' เสียงทอดถอนหายใจของหญิงสาวดังก้องไปในความมืด
สองเท้าก้าวไปตามทางที่คุ้นเพราะรู้แน่ว่าข้างหน้าคงจะเหมือนกับทุกครั้งที่เธอมาที่นี่ 
 

ประตูลายหินอ่อนสลักเป็นลวดลายสายน้ำที่เกี่ยวกระหวัดทับเถาไม้เรื้อยโดยโดนโอบรัด
ไปด้วยสายลมปลิวใสวเหมือนกับไม่ใช่ภาพสลัก หญิงสาวเงยหน้ามองหาจุดสูงสุดของ
ประตูบานนี้เหมือนทุกครั้งที่เธอมายืน
 

แต่ไม่นานนัก ประตูก็ค่อยๆ เปิดออก แสงสว่างจ้าจากข้างในทำให้หญิงยกมือขึ้นป้อง
เพื่อจะมองภาพเบื้องหน้าให้ชัดเจน
 

'ถึงเวลาที่เราต้องเปลี่ยนแปลงแล้ว' เสียงอันทรงอำนาจดังขึ้นท่ามกลางบุคคลทั้งสามที่
นั่งประจันหน้ากันบนบัลลังค์ที่สร้างขึ้นแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
 

'เดอ โอลี ท่านคิดอย่างนั้นหรือ ท่านคิดว่าเราทั้งสามควรจะทำอย่างนั้นหรือ'
 

หญิงสาวนางเดียวเจ้าของเรือมผมแล้วดวงตสีเขียวสดใสเคาะนิ้วลงบนบัลลังเถาไม้เรื้อย
เอ่ยขึ้นอย่างนุ่มนวล
 

'กราเฟร่า ท่านเองก็รู้ดีเท่ากับข้า คูมีร่าของเจ้าไม่ได้อธิบายหรอกหรือว่าอัญมณีเพียงแค่นั้น
ไม่เพียงพอสำหรับคำว่า 'สมบูรณ์แบบ' หรอกนะ เสียงหัวเราะสดใสดังขึ้นอย่างชอบใจของ
นางทำให้ชายอีกสองคนแทบจะส่ายหน้ากับความขี้เล่นผิดกับท่าทางเคร่งเครียดของเจ้าหล่อน
 

'ข้ารู้ เพียงแต่ยังมีเรื่องราวอีกมากมายที่พวกเราต้องจัดการ จริงไหม โรเซส' ชายหนุ่มเจ้าของ
นามโรเซสพยักหน้าอย่างเงียบงัน
 

'มีเรื่องราวมากมายที่เหล่าพวกเราต้องทำ และคงต้องดูแลเรื่องนี้ไปอีกนานข้าน่ะไม่เท่าไร
หรอกแต่พวกท่านเล่า กราเฟร่า โรเซส จัดการเรื่องของพวกท่านเรียบร้อยหรือไม่'
 

สองชายหญิงหันมาสบตากันดวงตาสีเขียวใสกับสีฟ้าอ่อนสบกันเหมือนจะปรึกษาหารือ
เรื่องอะไรบางอย่างแต่ทั้งสองก็ไม่เอ่ยมันออกมาตรงๆ ทำให้ชายหนุ่มอีกคนที่เหลือถอน
หายใจอย่างปลงๆ
 

'คงไม่ได้มีแต่มีแต่มนุษย์หรอกกระมัง ที่ไม่อาจหลุดพ้นจากพันธนาการอันยุ่งเยิ้งได้
 เอาเถอะ ทุกอย่างที่กระทำย่อมอยากให้โลกเซวีน่าสุขสมบูณ์ด้วยกันทั้งนั้น จริงไหม'
 

เสียงถอนหายใจของทั้งสามยังคงอยู่ แต่ละคนล้วนมีหน้าที่ แต่สีหน้ายุ่งยากของทั้งสามนั้น
เองที่ทำให้เชรีไม่เข้าใจ ทั้งสามคนคือใคร ทำไมถึงมาพูดกันเรื่องเซวีน่า พันธนาการ
และอะไรอีกมากมายที่เธอฟังแล้วไม่เข้าใจ
 

แต่ที่น่าแปลกไปกว่านั้นคือ ทำไมเธอถึงต้องมารับรู้ รับฟังเรื่องพวกนี้ นานนับปีแล้วที่
เธอเริ่มฝัน ในตอนแรกเพียงแค่เสียง ต่อมาเป็นภาพ และสุดท้ายทั้งภาพและเสียง
ทุกๆ ครั้งรายละเอียดจะเพิ่มมากขึ้น แต่ไม่มีครั้งไหนที่เธอจะได้เห็นหรือได้ยินมากไปกว่านี้
 เธอไม่เข้าใจ เธอมาที่นี่ทำไม????
 

แสงสีทองสาดส่องเข้ามายังห้องนอน แสงนั้นทำให้หญิงสาวเจ้าของดวงตาสีม่วงค่อยๆ
ลืมตาขึ้น แผ่นหลังของเพื่อนเบื้องหน้าทำให้หญิงสาวลุกขึ้นเสยผมยุ่งอย่างมึนๆ
สายตาหันไปมองนาฬิกา
 

"พึ่งหกโมงเองนี่นา สงสัยต้องปรับเวลาใหม่เสียแล้วล่ะมั้ง แดดจ้าเชียว" เชรีพึมพำเบา
ก่อนจะเดินเข้าห้องน้ำไป
 

หอนาฬิกาไซเอนในเวลาเจ็ดโมงครึ่งยังร้างไร้ผู้คนเนื่องจากยังไม่ถึงเวลาทำการเปิดหอนาฬิกา
กลุ่มชายสองหญิงสามกำลังทักทายกันอย่างสดชื่นก่อนจะเดินไปทางด้านหลังตามที่แผนที่
ในกระดาษบอกให้มารอ
 

"รุ่นพี่สองคนจะหล่อเเหมือนอย่างที่เราแอบมองไกลๆ ไหม" มีเรยังไม่เลิกพร่ำพรรณนา
 จนพาร์ค ทีม่าตัดบทด้วยความรำคาญว่า
 

"พอได้แล้วน่ามีเร ฉันว่าเรามาคิดกันดีกว่าว่าพี่ทั้งสองคนเขาจะเก่งอย่างที่เขาลือหรือเปล่า"
 มีเรย่นจมูกใส่เด็กหนุ่มอย่างไม่สบอารมณ์ที่มีคนมาตัดบทเธอ
 

"ต้องเก่งอยู่แล้ว อ้าว เชรีจะไปไหนล่ะนั่น" เชรีหันมาส่งยิ้มให้ก่อนจะชี้ไปยังร้านขายเมล็ดพันธุ์
ที่เจ้าของร้านพึ่งเปิดอย่างสนใจ เพื่อนทั้งสี่เห็นก็ได้แต่ส่ายหน้าเพราะความบ้าต้นไม้ของ
หญิงสาวแล้วก็หันมาคุยกันต่อ
 

"รู้ได้ไงว่าเก่ง..." เสียงของพาร์คดังเเว่วๆ แต่เชรีไม่ได้สนใจเพราะว่าเมื่อคืนฝันเรื่องนั้นอีกแล้ว
ทำให้เธอรู้สึกเหมือนไม่ได้นอน ตอนนี้ถ้าจะเรียกสติที่มึนๆ นี้ได้คงมีแต่เข้าไปอยู่ในที่ที่เธอรัก
เท่านั้น จะได้ไม่ยืนหลับให้อายคนอื่นเขา
 

"รับอะไรดีหรือครับคุณหนู" เสียงทักทายจากคุณลุงเจ้าขอร้านทำให้เชรียิ้มแล้วตอบกลับว่า
"อยากได้ไม้ดอกที่ปลูกได้ในวันหิมะตกน่ะค่ะ คุณลุง หนูจะเอาไปทดลองการปลูกหน่อย"
 

คุณลุงท่าทางใจดีพยักหน้าเบาๆ ก่อนจะชี้ไปยังผนังด้านขวามือที่ถูกเจาะเข้าแบ่งเป็นช่อง
มากมายหลายร้อยช่อง ในนั้นมีเมล็ดพันธุ์มากมายแต่ที่พิเศษกว่านั้นคือดูเหมือนบริเวณนั้น
จะเป็นที่เดียวที่มีเกล็ดหิมะตกลงมาบ่อยๆ
 

"ทางร้านเราเก็บเมล็ดพันธุ์ตามสภาพแวดล้อมเดิมครับคุณหนู เดี๋ยวเชิญเลือกซื้อก่อน
เลยนะครับ ลุงขอตัวไปเปิดร้านส่วนอื่นก่อน"
 

"ขอบคุณค่ะ" ดวงตาสีม่วงมองร่างที่เคลื่อนไหวช้าๆ ไปเปิดร้านส่วนที่เหลือ เจ้าของร้าน
เดินตรงไปยังเปิดร้านทางขวาสุดก่อนจะไล่ยังซ้ายสุด เชรีเห็นอย่างนั้นมือบางเอื้อมไปหยิบ
ตระกร้าสานซึ่งแบ่งช่องเล็กเอาไว้ 9 ช่อง ที่วางไว้ตรงมุมขอบชั้นเพื่อเอาใส่เมล็ดพันธุ์ที่เธอสนใจ
 

เลือกไปเลือกมาจนเต็มเกือบเต็มตะกร้า หญิงสาวจึงตัดสินใจเดินไปที่เคาเตอร์หน้าร้าน
เพื่อจ่ายเงิน
 

"คุณลุงคะ นี่..... อ๊ะ แย่แล้ว"
 

สายลมพัดฮือใหญ่จนเมล็ดพันธุ์ที่กำลังเทลงกองที่เครื่องชั่งปลิวกระจายเต็มพื้นหมด
เสียงของเมล็ดพันธุ์กระทบกับพื้นเรียกสติให้เชรีรีบวิ่งไปเก็บทันที
 

ปากก็พร่ำขอโทษขอโพยเจ้าของร้านทั้งๆ ที่ไม่ได้เป็นความผิดของเธอแต่ขณะที่เธอกำลัง
ก้มลงเก็บอยู่นั้น ร่างของใครบางคนที่วิ่งสวนทางมาด้วยความไม่ระวัง
 

จึงทำให้เหยียบลงบนเมล็ดพืชต่างๆ เข้าเต็มเปาร่างสูงถลื่นไถลไปตามทางก่อนจะล้มทับ
ร่างบาง เสียงตะโกนดังขึ้นเพื่อเตือนหญิงสาวทำให้เชรีหันมามองต้นเสียง 
 

"คุณ...หลบไป อุ๊บ!!!" ตุ๊บ!!!
 

เชรีรู้สึกเหมือนจะได้ยันเสียงเรียกของใครพอหันมา ร่างสูงก็ทาบทับลงมาอย่างไม่ทันตั้งตัวแล้ว
 แต่เพียงเสี้ยววินาทีที่ร่างบางจะกระแทกพื้น
 

 แรงเหนี่ยวจากอ้อมแขนของคนแปลกหน้าก็รั้งตัวเธอเข้ามาแนบอกพร้อมกับพลิกตัว
รองรับร่างของเธอเอาไว้ เสียงกระแทกของหลังและพื้นดังจนเชรีหลับตาปี๋เตรียมรับความเจ็บปวด
ที่จอค่อยแผ่ซ่านจากกลางหลัง...แต่มันไม่เจ็บอย่างที่คิด
 

สิ่งที่เธอรู้สึกคืออ้อมแขนของใครคนหนึ่งและเสียงหัวใจที่เต้นดังก้องอยู่ในหู เชรีค่อยๆ
ยันตัวขึ้นมาจากอกของอีกฝ่ายอย่างตกใจ แล้วดวงตาสีม่วงอ่อนก็ต้องขยายกว้างขึ้นเมื่อเห็น
ภาพเบื้องล่าง เส้นผมสีทองสยายเต็มพื้น ดวงหน้าที่คุ้นตา
 

และดวงตาสีเขียวใสที่ลืมขึ้นมองเธออย่างงงงวย ความทรงจำของเมื่อสองวันก่อนกลับเขามา
ในสมองอีกครั้ง
 

"คุณ!" ดวงตาเขียวใสกระพริบถี่เหมือนจะปรับภาพเบื้องหน้าให้ชัด ก่อนจะรับรู้ถึงการมีอยู่
เจ้าของกลิ่นหอมประหลาดและความนุ่มที่ทับอยู่บนร่างของตน...สาวน้อยคนนี้อีกอีกแล้ว
 

ดวงตาสองคู่จ้องกันนิ่งอยู่เสี้ยววินาทีหนึ่งแล้วหญิงสาวก็เป็นฝ่ายรู้ตัวก่อน รีบพลิกตัวมา
นั่งข้างๆ ร่างสูงที่นอนแผ่หลา ใบหน้านวลแดงระเรื่อขึ้นอย่างไม่มีเหตุผล
 

ดวงตาสุกใสมองร่างหนาของชายหนุ่มค่อยลุกขึ้นอย่างเสียใจ เธอสังเกตุเห็นว่าเขาใช้
มือหนายังคลึงอยู่ที่หัวจนเชรีเอ่ยถามขึ้นด้วยความเป็นห่วง
 

"เป็นอะไรหรือเปล่าค่ะ ขอโทษจริงๆ นะคะ เอ่อแล้วก็ขอบคุณมากๆ นะครับ"
ไมล์มองดวงหน้าที่สำนึกเสียใจของอีกฝ่ายอย่างพิจารณาก่อนจะตอบว่า
 

"ไม่เป็นไรหรอกครับ แล้วคุณไม่เป็นอะไรใช่ไหมครับ" เชรีส่ายหน้าไปมาก่อนจะพร่ำพูด
ขอโทษเขาออกมาอีก แต่เสียงขอโทษก็ต้องหยุดชะงักเมื่อได้ยินเสียงเรียบๆ จากเบื้องหลัง
 

"ไมล์ เป็นอะไรหรือเปล่า" คำขอโทษถูกกลืนลงคอไปอย่างช่วยไม่ได้ เธอค่อยๆ
หันกลับไปมองต้นเสียงดวงตาสีนิล เส้นผมสีดำ ดวงหน้าแบบนี้ เขาคือ...  ลีโอ ฟรานเชสก้า!!!
 ถ้าอย่างนั้น คนที่เธอชนด้วยก็คือ...
 

"สบายมาก อุบัติเหตุนิดหน่อย" ไมล์พูดพลางลุกขึ้นทำให้เชรีต้องลุกตามไปด้วย
ดวงตาสีเขียวใสก้มลงมองใบหน้านวลที่เเหมือนกำลังช็อกอะไรอยู่อย่างขำๆ
 

ท่าทางจะรู้จักลีโอแฮะถึงได้ตกใจขนาดนี้ ดูจากเข็มกลัดที่ติดที่อกแล้วนี่คงเป็นเจสเทิร์นล่ะมั้ง
หรือว่าน้องคนนี้อยู่ในกลุ่มที่พวกเขาจะต้องดูแลในอาทิตย์นี้
 

"...ไมล์เอล เดอ คูลนิ่ง..."
"คะ????" เชรีทวนเสียงสูงพร้อมกับเงยหน้าขึ้นสบดวงตาเขียวใสเหมือนไม่เข้าใจสิ่งที่เขาพูด
ไมล์หัวเราะขึ้นเบาๆ มือหนาปัดเมล็ดพันธุ๊ที่ติดอยู่ตามตัวพร้อมกับพูดขึ้นว่า
 

"ผมจะบอกว่า สวัสดีครับ ดูเหมือนเราเจอกันอีกแล้ว งั้นขอแนะนำตัวหน่อยผม
ไมล์เอล เดอ คูลนิ่ง คุณล่ะ" เชีรีกระพริบตาถี่เหมือนต้องการเรียกสติ มือบางกุมข้อมือ
ของตัวเองแน่นก่อนจะย่อกายทำความเคารพตามสถานะที่เธอเป็นรุ่นน้องที่ดีพึงกระทำ
 แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงเบาหวิวว่า
 

"ชาร์เพรย์เชรี เดอ กราฟ ค่ะ ยินดีที่จะได้พบอีกครั้ง"
 
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 12 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

27,888 ความคิดเห็น