SEVENA เซวีน่า...มหานครแห่งมนตรา

ตอนที่ 174 : Side story 3 - ชาร์เพรย์

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 5,768
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 17 ครั้ง
    9 ก.พ. 50

Side story.....เซวีน่า มหานครแห่งมนตรา
Author กัลฐิดา
 

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
 

สวัสดีตอนกลางดึกอีกแล้วนะคะ
 

ความจริงกัลน่าจะโพสได้ดึกน้อยกว่านี้ แต่จู่ๆ เพื่อนก็มานัดทำรายงานซะนี่
ตอนใหม่เลยมาถึงเพื่อนๆ ช้าไปอีกนิดนะคะ
 
ความจริงกะจะโพสให้ทัน วันที่ 25 เพราะรู้สึกว่าจะเป็นวันเกิดของใครบางคนนะคะ
เอาเป็นว่ากัลทำตามสัญญาที่เอาตอนใหม่มาให้เป็นของขวัญวันเกิดนะคะ
น้อง~=~เจ้าวิหคไฟ~=~ อาจจะช้าไปนิดแต่ก็ขอให้มีความสุขมากๆ
 

แต่งตัวสวยๆ แล้วไปเอาบัตรประชาชนมาเป็นขอตัวเองนะจ๊ะ
(ฮิฮิ คำแนะนำจากคนที่เคยพลาดมาแล้วก็เงี้ย)
 

ตอนนี้ตากัลกำลังจะปิด เอาเป็นว่าเจอกันใหม่ตอนหน้าค่ะ
 

กัลฐิดา
 

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
 

ตอนที่  3 ชาร์เพรย์
 

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
 
"ชาร์เพรย์เชรี เดอ กราฟ ค่ะ ยินดีที่ได้พบอีกครั้ง" ไมล์มองใบหน้านวลที่ก้มหน้าก้มตา
อย่างขำๆ เด็กสาวคนนี้ถ้าไม่ใช่คนขี้อายแบบสุดๆ ก็ต้องไม่อยากมองหน้าเขาแน่ๆ
เพราะนอกจากครั้งแรกที่เธอตกลงมาจากต้นไม้ เขายังไม่เคยสบตาตรงๆ กับเธอเลยสักครั้ง
หรือว่าเขาจะคิดไปเองนะ
 

"ยินดีเช่นกัน นั่นลีโอ คุณ...เอ่อ น้องคงรู้จักแล้ว" เชรีพยักหน้าอย่างเงียบงันก่อนจะ
กลับตัวไปย่อกายทำความเคารพลีโอที่โค้งตัวรับการทำความเคารพของรุ่นน้อง
 

"ทีหลังไม่ต้องทำความเคารพก็ได้ เป็นพี่น้องกันทั้งนั้น" ไมล์เอ่ยลอยๆ แต่มันก็ไม่ได้
ส่งผลให้เด็กสาวเอ่ยอะไรออกมาอีก ไมล์หันไปยักคิ้วให้ลีโอเหมือนอยากจะขอตวามเห็น
ถึงสุภาพสตรีน้อยตรงหน้า
 

เพื่อนสนิทได้แต่ส่ายหน้ากับความขี้เล่นเป็นนิจของไมล์ แต่ลีโอก็อดสงสัยไม่ได้
 ปกติไมล์ไม่น่าจะแสดงอาการอย่างนี้กับหญิงสาวที่พึ่งพบกันเพียงครั้งสองครั้ง หรือว่า...
 

"น้องคงอยู่กลุ่มเดียวกับพวกพี่สินะ แล้วเพื่อนๆ ของน้องล่ะ อีก 4 คนใฃ่ไหม"
ลีโอเอ่ยขึ้นหลังจากที่ทั้งสามนิ่งไปชั่วอึดใจ เชรีเงยหน้าขึ้นสบดวงตาสีนิลเล็กน้อย
ก่อนจะหลบตาอีกแล้วชี้ไปทางขึ้นรอกซึ่งอยู่ด้านหลังหอนาฬิกาว่า
 

"รออยู่ตรงนั้นกันค่ะ" ลีโอพยักหน้าให้ไมล์เป็นเชิงบอกว่าเราควรไปได้แล้ว
ไมล์จึงเดินไปโอบไหล่เพื่อนสนิทออกนำไปปล่อยให้หญิงสาวคนเดียวมองตามคนตัวสูง
ทั้งสองอย่างโล่งอก
 

ดวงตาสีม่วงอ่อนฉายแววตื่นเต้นแต่ไม่นานก็กลับมานิ่งสงบเหมือนเดิม ร่างบางเดินกลับไป
ที่เคาร์เตอร์จ่ายเงินจัดการจ่ายค่าเสียหายที่เกิดขึ้นก่อนจะเดินตามรุ่นพี่ทั้งสองไป
 

"หอนาฬิกาไซเอน เป็นหอนาฬิกาเก่าแก่ที่อยู่คู่กับดาเรก้ามานับตั้งแต่สร้างเมือง
 และอย่างที่เรารู้กันว่าหอนาฬิกานี้ยังเป็นสถานที่กำหนดเวลาของโลกเซวีน่าด้วย
 พูดง่ายๆ ก็คือที่นี่เป็นเหมือนนาฬิกากลางของโลกนั่นเอง..."
 

เสียงบรรยายประวัติความเป็นมาของลีโอทำให้รุ่นน้องทั้ง 5 อดเคลิ้มไม่ได้ไม่เว้นแม้
แต่พาร์คและฟารันซึ่งเป็นผู้ชาย
 

ลีโอ ฟรานเชสก้าเป็นชายหนุ่มรูปงามที่สุดในบรรดาชายหนุ่มรุ่นพี่ทุกคนในดาโรก้า
ดวงหน้าที่มักเงียบขรึมเสมอกลับมีน้ำเสียงที่นุ่มนวลเจือไปด้วยความน่าเชื่อถือ
ไม่น่าแปลกใจที่แม้ชายหนุ่มคนนี้จะออกมาจากการเรียนชั้นต้น*มาแล้ว
 

 (* ชั้นวอร์เจสเทิร์นถึงฮอยเต้ หรืออีกนัยคือก่อนการสอบเป็นนักเวทผึกหัดนั่นเอง)
 
แต่ชื่อเสียงและผลคะแนนสอบที่ติดอันดับของสถิติที่ไม่อาจทำลายได้ยังเป็นตำนานนั้น
ยังคงอยู่ให้รุ่นน้องได้ร่ำลือกันไม่หยุดหย่อน
 

"...สถานที่แห่งนี้ยังเป็นสถานที่รวบรวมงานศิลป์ทั่วโลกอีกด้วย วันนี้พวกพี่จะพาเดินชม
ที่นี่ก่อนแล้วค่อยอธิบายถึงงานที่เราจะทำกัน" เมื่อน้ำเสียงนุ่มจบลงเมื่อรอกมาหยุดที่
ชั้นบนสุดของหอนาฬิกาพอดี
 

"เอาล่ะน้องๆ หลังจากฟังเสียงหล่อๆ ซึ่งปกติก็ไม่ค่อยได้ยินกันของพี่ลีโอไปแล้ว
ที่นี้หันมาสนใจพี่ดีกว่า นับตั้งแต่ก้าวออกไปจากตรงนี้พี่จะเป็นคนนำทางเอง
 

เพราะพี่ลีโอเขาคงลืมเรื่องศิลป์ไปหมดแล้วล่ะ เพระามัวแต่สนใจใครบางคนจนไม่มี
เวลาใส่ใจเรื่องอื่น" เสียงเย้าของเพื่อนสนิทสร้างความสงสัยให้กับรุ่นน้องจนมีเรดา
อดถามขึ้นไม่ได้
 

"ใครหรือคะ คนที่ว่า"  รอยยิ้มเปิดกว้างอย่างล้อเลียนของไมล์ส่งผลให้เจ้าของประเด็น
ส่ายหน้าเบาๆ เหมือนจะปรามเพื่อนสนิทจนไมล์ต้องตอบเลี่ยงไปว่า
 

"ใครกันน้า อยู่ๆ ไปน้องๆ คงรู้เองแหละ เอาล่ะมาเถอะ เดี๋ยววันนี้จะเดินไม่ทั่ว
ช่วงบ่ายเราต้องทำงานกันแล้ว" พูดจบก็เดินนำโดยมีน้องๆ เดินตามไมล์ไปเป็นพรวน
ไปยังทางเข้าห้องภาพที่จัดแสดงทันที
 

"ภาพวาดมากมายส่วนใหญ่เป็นของจิตรกรเวท**อาชีพนี้เป็นอาชีพหนึ่งที่จำเป็นต้องมี
พลังเวทแห่งรัตติกาลและเวทแห่งแสงที่ค่อนข้างสูง
 

(** จิตรกรเวทหรืออีกชื่อหนึ่งก็คือ จอมเวทแห่งสีสัน เป็นจอมเวทที่นำเอาหลายๆ ศาสตร์แห่งเวทมาผสมกับความสามารถเชิงศิลป์ที่จะวาดภาพลงบนกระดาษเวท)
 

ดังนั้นจิตรกรเวทส่วนใหญ่จึงมักจะมาจากดาโรก้าและโพลาโต้เนื่องจากบุคคลกลุ่มนี้
จะสามารถควบคุมสมดุลของเวททั้ง 7 ได้ดีกว่าสายเวทอื่นโดยเฉพาะของดาโรก้า
แต่ก็ไม่ถึงกับไม่มีมาจากรัฐอื่นเลยนะเลย อย่าวงานชิ้นนี้ก็มาจากโพลาโต้ แล้วก็อีกหลายชิ้นที่มาจาก 5 รัฐที่เหลือซึ่งภาพพวกนี้จัดเป็นภาพหายากและต้องเก็บรักษาไว้ให้ดี"
 

ภาพวาดมากมายถูกอธิบายด้วยน้ำเสียงนุ่มปนตลกของไมล์อธิบายตามทำให้รุ่นน้องจดจำและเข้าใจถึงประวัติความเป็นมาได้ไม่ยาก เชรีมองเจ้าของดวงตาสีเขียวสดอย่างพิจารณา
 

ไมล์เอล เดอ คูลนิ่ง มีดวงตาสีเขียวสดดังเช่นลักษณะเด่นของเดอ คูลนิ่งทุกคน
ท่าทางขี้เล่นนั้นทำให้ชายหนุ่มผู้นี้เป็นที่ต้องใจสาวน้อยสาวใหญ่ไม่มากก็น้อย
 

เชรีได้ยินเรื่องราวของเดอ คูลนิ่ง มามากเท่ากับอายุของเธอ แต่พึ่งจะมีวันนี้เองที่เธอได้
เจอทายาทของเดอ คูลนิ่งตัวเป็นๆ เดอ คูลนิ่ง...ตระกูลของเธอผู้นั้น ตระกูลที่สร้างพันธสัญญาที่
แสนยุ่งเหยิงนั่น และตระกูลที่มักไม่เคยหยุดนิ่ง
 

"เช...เชรี...เชรี" เสียงกระซิบเรียกข้างหูทำให้เชรีหันกลับมามองมีเรดาซึ่งเข้ามายืนข้างๆ
 เธอตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่รู้
 

"จ้ะ??? มีอะไร"
"เธอว่าสองคนนี้ใครหน้าตาดีกว่ากัน" เชรีหันไปมองรุ่นพี่ลีโอซึ่งเดินตามมาเงียบๆ
 กับรุ่นพี่ไมล์ที่กำลังอธิบายถึงภาพการร่ายรำของเหล่าภูตน้ำอย่างเมามันก่อนจะส่ายหน้าแล้วตอบว่า
 

"จะไปรู้ได้ไง แต่รู้ว่าหน้าตาดีทั้งคู่" มีเรพยักหน้ารับนิดหน่อยก่อนจะหันไปสนใจ
คำอธิบายของไมล์ต่อ เชรียืนฟังได้ได้ซักพักเธอก็เหลือบไปเห็นรุ่นพี่ลีโอเดินไปยัง
ภาพที่ติดหน้าต่างบานใหญ่อย่างสงสัย...พี่เขาดูรูปอะไรอยู่นะ 
 

แสงแดดยามเช้าส่องกระทบภาพขอบภาพหญิงสาวเรือนผมสีดำที่แม้จะยกมวย
แล้วตกแต่งด้วยดอกไม้หลากหลายสายพันธ์แต่ก็ยังมีผมบางส่วนที่หลุดลงมาสยาย
ไปบนชุดในเสื้อคลุมสีดำยาวจรดพื้นซึ่งแผ่ขยายรอบตัวอีก
 

ลายบนเสื้อคลุมปักด้วยไหมสีทองเป็นลายของวิหคไฟกำลังทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า
มือขาวจรดขลุ่ยแก้วใสที่ริมฝีปาก ดวงตาประกายยิ้มที่จิตรกรถ่ายทอดออกมาดูสดใส
ปนอ่อนหวานเหมือนหญิงสาวคนนนี้กำลังเล่นเพลงที่อ่อนหวานให้คู่รักของเธอ
 

ดวงตาของรุนพี่ลีโอที่มองภาพวาดนั้อ่อนโยนนัก จนเชรีอดนึกไมได้ว่า หากหญิงสาวใน
ภาพมีชีวิตจริง เธอคนนี้คงจะได้หัวใจของชายหนุ่มผู้นี้ไปครองแล้วแน่ๆ
 

เมื่อเด็กสาวเดินเข้ามาใกล้ จึงเห็นว่าใต้ภาพเขียนไว้ว่า...เดน่า ชื่อของเธอหรือไงนะ???
ไม่ใช่สิ คงจะหมายถึงดอกเดน่าที่ปักเด่นเหนือดอกไม้ดอกอื่นนั่นล่ะมั่ง
 

"สวยจังนะคะ" เชรีอดพูดไม่ได้ ทำให้ชายหนุ่มที่จ้องมองภาพนั้นหันมามองเธออย่างแปลกใจ
"หมายถึงเธอคนนี้น่ะค่ะ สวยมากเลยระคะพี่ลีโอ ภาพนี้เป็นคนจริงๆ หรือว่าเป็นภาพวาดในจินตนาการคะรุ่นพี่" ลีโอแย้มยิ้มเพียงเล็กน้อยก่อนจะตอบว่า
 

"แล้วคิดว่ายังไงล่ะ" เชรีเอียงหน้านิ่งคิดแล้วตอบอย่างไม่แน่ใจว่า
 

"ถ้าเป็นคนจริงๆ คงจะเป็นคนที่สวยมากแน่ๆ แต่ทำไมถึงตั้งขื่อว่า 'เดน่า' ล่ะคะ
เป็นชื่อของเธอหรือคะ"
 

ลีโอส่ายหน้าเบาๆ ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงที่เชรีฟังแล้วรู้สึกได้ว่าหากหญิงสาวในรูปนี้
เป็นคนขึ้นมาจริงๆ เขาคงจะเป็นคนที่ยอดเยี่ยมมากที่ทำให้ชายหนุ่มที่ไม่ค่อยได้
แสดงอารมณ์มากนักแสดงท่าทีที่อ่อนหวานที่สุดได้ขนาดนี้
 

"เดน่า คือ ดอกไม้ประจำเทศกาลเดนาโล่ของโพลาโต้ และที่เอาเป็นชื่อของรูปนี้
เพราะว่าดอกเดน่าก็คือหญิงสาวคนนี้"
 

เชรีมองภาพอย่างไม่เข้าใจ เธอรู้ว่า เดน่า คือความรื่นเริง แต่ภาพนี้ไม่เห็นจะเป็น
ความรื่นเริงตรงไหนมันติดจะอ่อนหวานไปด้วยซ้ำ
 

"แล้วดอกเดน่าดอกนี้บานเพื่อนรุ่นพี่หรือเปล่าคะ" เชรีถามไปก็อดใจหายไม่ได้
เพราะคำถามนี้ดูเหมือนจะเป็นการละเมิดความเป็นส่วนตัวของรุ่นพี่มากไปหรือเปล่า
เด็กสาวก้มหน้าลงเหมือนกับกำลังรอรับคำตำหนิจากอีกฝ่ายแต่ชายหนุ่มกลับตอบ
ปนเสียงหัวเราะว่า
 

"ไม่หรอก ขณะที่เธอสวมชุดนี้เธอไม่ได้บานเพื่อนใครแต่กำลังผลิบานเพื่อความรื่นเริงของทุกคน..."
 แล้วลีโอเดินออกมาจากตรงนั้นโดยปล่อยให้เชีรีมองภาพนั้นต่อไป
 

"...ขณะที่เธอใส่ชุดนี้งั้นเหรอ" เชรีคิดทบทวนไม่นานรอยยิ้มละไมก็ปรากฏบนใบหน้านวล
ก่อนจะหันหลังเดินหลับเข้ากลุ่ม...อาจจะหมายถึงเวลาอื่นเธอจะเล่งบานเพื่อรุ่นพี่คนเดียวงั้นเหรอคะ...รุ่นพี่
 

วันนี้ทำให้เชรีรู้ว่า ลีโอ ฟรานเชสก้า นอกจากจะเป็นคนนิ่งขรึมแล้ว ยังเป็นที่โรแมนติกอย่างหาตัวจับยากอีกด้วย ชายหนุ่มที่มีแต่ความลึกลับเหมือนดวงตาของเขาแต่ก็แอบแฝงความหวานเอาไว้อย่างมิดชิดคงจะมีแต่หญิงสาวคนนั้นเท่านั้นล่ะมั้งที่รับรู้ความอ่อนหวานของทายาทแห่งฟรานเชสก้าคนนี้ได้ แต่...หญิงสาวคนนี้คือใครกันนะ???
 

"นายคิดว่าเธอคนนั้นเป็นยังไง" ไมล์เอ่ยถามขณะที่ทั้งคู่กำลังเข้าประจำที่กางมนตรา
ของหอนาฬิกาหลังจากที่ส่งต่อน้องทั้ง 5 ส่งต่อให้น้องนักเวทฝึกหัด
 

"เธอไหน" ลีโอถามทั้งๆ ที่ก็พอรู้ว่าไมล์กำลังหมายถึงใคร ไมล์ได้แต่ทำเสียงจิ๊จ๊ะด้วย
ความขัดใจและพูดต่อว่า
 

"ชาร์เพรย์เชรี เดอ กราฟ ไง จะมีใครได้"
"อ้อ น้องเชรี ทำไม??"
 

ไมล์เอี้ยวตัวไปมองเพื่อนที่กำลังเล่นเกมยี่สิบคำถามกับเขาแล้วพูดต่อว่า
"ไม่ทำไม นายไม่เห็นเหรอว่าเขามาจากไหน" คราวนี้เป็นฝ่ายลีโอต้องขมวดคิ้ว ริมฝีปากบาง
พึมพำเหมือนจะนึกอะไรขึ้นได้
 

"...เดอ กราฟ"
"ใช่ มันอาจจะเป็นเรื่องบังเอิญก็ได้ แต่ในรอบ 5 ปีนี้ฉันยังใม่เคยเจอคนของเดอ กราฟ สักคน
เธอคนนี้เป็นคนแรก"
 

ไมล์เเอ่ยพลางกวาดวงแขนเข้าตำแหน่ง ไม่นานกระแสลมอ่อนๆ ก็พัดเข้าสู่วงพลังสีดำ
ของลีโอ สายใยพลังงานเส้นละเอียดหลายร้อยเส้นค่อยๆ ขยายอาณาเขตจนครอบคุม
คาฟิก้า***จนหมด
 
(*** แผนที่จำลองที่มีลักษณะเมืองจำลองขนาดเล็กซึ่งลอกเลียนแบบเมืองจริงในขนาด 1 : 1000
คาฟิก้าจะเชื่อมต่อกับสถานที่จริงแบบทั้งไปและกลับ เพื่อเป็นการง่ายต่อการกางอาณาเขตมนตรา
ของจอมเวทรัตติกาล และหากมีความผิดปกติที่จุดไหนของเมืองก็จะมีสัญญาณแจ้งเตือนทันที)
 

"แล้วไง ก็ไม่ใช่ว่าคนตระกลูนี้จะเข้าเรียนที่โรงเรียนเราไม่ได้นี่" ลีโอเอ่ยเสียงเรียบ
"อืมนั่นสิ" แล้วไมล์ก็เงียบไป ไม่นานเขาก็ได้ยินเสียงหัวเราะเบาๆ อย่างไร้สาเหตุของเพื่อน
ไมล์หันมาส่งสายตาเคืองๆ ไปทันที
 

"นายไปกินอะไรปิดสำแดงมาหรือเปล่าลีโอ อยู่ดีๆ ก็หัวเราะขึ้นมา" ลีโอส่ายหน้าแต่ไมล์
ก็ยังสงสัยอยู่ดีว่าเพื่อนของเขาอารมณ์ดีมาจากไหน
 

"นายมีเรื่องอะไรจะบอกฉันหรือเปล่า" ลีโอหันหน้าไปมองเพื่อนก่อนจะตอบว่า
"ไม่มี แต่ฉันมีคำถาม"
 

"อะไร" ไมล์เอ่ยถามทั้งๆ ที่ดวงตาไม่ได้คราดจากสัญญาณเร่งด่วงจากถนนโซนตะวันออกของเมือง
 

"ฉันแค่อยากจะถามนายว่า ที่นายนสนใจเด็กคนนั้นเพราะว่าเขาคือ เดอ กราฟ
หรือเพราะนายสนใจเขา" ความเงียบเขาครอบคลุมคนทั้งสอง แต่สุดท้ายไมล์ก็อดไม่ได้
ที่จะพูดด้วยน้ำเสียงกลบเกลื่อนว่า
 

"บ้าน่า ฉันพึ่งเจอเขาได้แค่ 2 ครั้งเนี่ยนะ ฉันว่าที่ฉันสนใจน่ะเพราะว่าเขาเป็นเดอ กราฟ ต่างหาก"
ลีโอหยักไหล่อย่างไม่สนในเพราะเขาและไมล์ต่างรู้อยู่แก่ใจว่าทั้งสองฝ่ายรู้จักกันมานานเกินกว่า
จะพูดปัดด้วยเหตุผลที่ไร้น้ำหนักนี้ได้
 

"นายว่าเธอเป็นคนยังไง" หลังจากเงียบไปนานไมล์ก็เอ่ยขึ้นอีก
"ก็ดี" ไมล์ถอนหายใจอย่างเซ็งๆ กับคำตอบที่ไมได้ช่วยอะไรขึ้นมา
"ขอคำจำกัดความที่มากกว่า 'ก็ดี' ได้ไหม"
 

ลีโอหันไปสบกับดวงตาสีเชียวสดที่มองมาก่อนจะตอบว่า
 

"แล้วนายอยากจะรู้ละเอียดทำไมนายไม่ลองงค้นหาด้วยตัวนายเอง เรื่องพวกนี้นายถนัดอยู่แล้ว
ไม่ใช่เหรอ" ไมล์นิ่งอึ้งไปกับคำตอบของเพื่อน นั่นสินะ ถ้าอยากรู้จักก็ต้องทำความรู้จักเอง
มันเป็นเรื่องธรรมดาอยู่แล้ว แต่ก่อนหน้านั้น เขาต้องตอบตัวเองให้เได้ก่อนว่าที่สนใจเธอนั้น
เพราะอะไร
 

"เชรี เธอคุยกับอะไรกับรุ่นพี่ลีโอเหรอ" พาร์คถามขึ้นขณะที่ทั้ง 5 เดินลงจากรอก
 เชรีเอียงหน้าคิดตามคำถามของเพื่อนนิดหนึ่งก่อนจะตอบว่า
 

"อ้อ ไม่ใช่เรื่องอะไรหรอกก็แค่เห็นรูปมันสวยดีก็เลยถามพี่เขาว่ามันเป็นรูปอะไรเท่านั้น
นี่พวกเธอจะกลับก่อนใช่ไหม" เพื่อนสาวอีกสองคนพยักหน้างงๆ กับการเปลี่ยนเรื่องคุย
กะทันหันของเชรี แต่หญิงสาวเจ้าของคำถามก็ไม่ได้สนใจเธอหันไปถามอีกสองหนุ่มว่า
 

"แล้วพวกนายล่ะ"  พาร์คและฟารันมองหน้ากันเหมือนจะปรึกษาแล้วฟารันจึงตอบขึ้นว่า
 

"เหมือนกัน อยากกลับไปพักแล้วล่ะ นี่ขนาดกางอาณาเขตแค่ช่วงบ่ายนะ ถ้าพรุ่งเจอ
ทั้งเช้าทั้งบ่ายมีหวังสลบแน่ แล้วเธอล่ะเชรีจะเที่ยวหรอถึงได้ถามหาเพื่อนอย่างนี้"
 

"เปล่า ว่าจะไปหาเมล็ดพันธุ์ต่อจากเมื่อเช้า แล้วก็กะจะเลยไปแถวทาร์ซีรา****ด้วย
อยากลองวิชาใหม่ดูบ้าง" เพื่อนทั้งสี่ต่างพยักหน้าอย่างเข้าใจก่อนจะแยกย้ายกันไป
 
(**** ถนนที่รวบรวมเมล็ดพันธุ์และของนำเข้าจกาฟอริโซ่ไว้มากที่สุดในดาโรก้า)
 

หลังจากแยกกับเพื่อนเชรีก็พุ่งตรงไปบังสถานที่ที่เธอต้องการทันที ด้วยความที่เด็กสาวชอบ
ทดลองปลูกพืชแปลกๆ เพราะอย่างนั้นทุกครั้งหลังจากอ่านหนังสือที่นำเสนอทฤษฏีแปลกๆ
เธอก็จะต้องหาทางปลูกทดลองทันที
 

การทำเช่นนี้ไม่ได้หมายความว่าเธอเป็นอัจฉริยะหรือเก่งกาจทางด้านนี้แต่เพราะเธอไม่ได้เก่ง
เหมือนรุ่นพี่มอรีล รุ่นพี่คนนั้นทั้งเก่งทั้งน่าชื่นชม
 

พวกของเชรีเป็นรุ่นแรกที่ได้เรียนกับรุ่นพี่ที่ยังไม่ได้จบอย่าง มอรีล มารีล มันการเรียนเพียงไม่กี่คาบ
ที่ทำให้เชรีรู้สึกถึงหัวใจแห่งป่านั้นเป็นอย่างไร รุ่นพี่คนเก่งของเธอสามารถทำให้สิ่งเป็นไปไม่ได้
ให้เป็นจริงได้ ไม่ว่าต้นไม้หรือเมล็ดพันธ์ชนิดไหนที่ปลุกยากแสนยาก
 

รุ่นพี่มอรีลก็สามารถทำให้มันเติบโตขึ้นอย่างงดงามที่สุด เธออยากเป็นอย่างนั้น
ทั้งที่รู้ว่ามันเป็นไม่ได้ แต่ถึงเป็นไม่ได้เธอก็อยากที่จะเข้าใกล้เป้าหมายนั้นให้มากที่สุด
 

หญิงสาวเดินเลือกเมล็ดพันธุ์อย่างพิถีพิถันจนไม่ได้สังเกตุถึงใครคนหนึ่งที่เดินเข้ามา
ในร้านด้วยเหมือนกัน เมื่อเลือกจนพอใจหญิงสาวก็ก้มลงตรวจเมล็ดพันธุ์พืชต่างๆ
ว่าครบตามต้องการหรือไม่
 

"เอ๊ะ ขาด กรานาบี*****นี่"
 

(*****ไม้ดอกที่จะแบ่งบานในสถานที่ที่ร้อนจัดเท่านั้น แต่เนื่องจากสรรพคุณของกลีบดอก
ของกรานาบีจะทำให้ร่างกายอบอุ่น ภายหลังจึงมีการพยายามที่จะนำเข้าไปปลูกในวินด์โคลโล)
 
 

ร่างบางเดินกลับไปทางที่ชั้นเก็บเมล็ดพันธุ์อีกครั้ง สายตาไล่หาชื่อเมล็ดพันธ์จนเจอ แต่ขณะที่มือบางเอื้อมไปหยิบมือหนาของใครบางคนก็กำลังจะหยิบเหมือนกัน มือหนาจึงวางลงบนมือบาง
อย่างช่วยไม่ได้
 

"ขอโทษครับ" เสียงพูดขอโทษดังขึ้นพร้อมกับมือหนาที่ชักออกเกือบจะทันที
 เชรีหันไปมองเจ้าของมือแล้วก้ต้องตกใจที่เห็นว่าอีกฝ่ายคือ ไมล์เอล เดอ คูลนิ่ง!!!
 

"รุ่นพี่ / น้อง..." เสียงอุทานสองเสียงตามด้วยความเงียบประหลาดที่ก่อตัวขึ้นทุกครั้ง
ที่เธอและเขาเจอหน้ากัน
 

"รุ่นพี่เอาไปก่อนเถอะค่ะ" ไมล์มองกรานาบีที่เหลือเพียงพอให้คนๆ เดียวเท่านั้น
ไมล์ทำท่าคิดเล็กน้อยแล้วหยิบมันขึ้นมาแบ่งออกเป็นสองส่วนแล้วใส่เข้าไปในตระกร้าของเชรี
ส่วนหนึ่งส่วนทีเหลือก็ใส่ในตากร้าเขา
 

"แบ่งกันแล้วกันท่าทางคุณก็ต้องการมันเหมือนกัน" พูดเสร็จก็เดินออกไปจ่ายเงินก่อน
"คุณ งั้นเหรอ???"
 

 เชรีมองแผ่นหลังกว้างของรุ่นพี่อย่างงงๆ กับสรรพนามที่เขาใช้เรียกขานเธอ น่าแปลก
ทั้งๆ ที่ตอนมีคนๆ อื่นอยู่เขาก็เรียกแทนเธอว่าน้องทุกคำนี่นา
แต่ก็ช่างเถอะ จะเรียกอะไรก็เรื่องของเขา ไม่เกี่ยวกับเรานี่
 

หญิงสาวเดินไปต่อร่างสูงที่กำลังจ่ายเงิน กลิ่นอบอวลของเมล็ดพันธุ์และดอกไม้แห้ง
เริ่มทำให้หญิงสาวรู้สึเหมือนล่องลอย ร่างบางโงนเงนไปมาเหมือนทรงตัวไม่อยู่จนคนที่ยืน
อยู่ข้างหน้าต้องหันกลับมามอง แล้วดวงตาสีมรกตก็เบิกขึ้นอย่างตกใจที่ร่างบางของรุ่นน้อง
กำลังจะล้ม มือหนาคว้าเอาร่างบางเข้าในอ้อมแขน
 

"น้อง...น้องครับ...ชาร์เพรย์เชรี ชาร์เพย์..."
 

ศีรษะบางซบลงที่หัวไหล่พยายามผงกหัวขึ้น ดวงตาสีม่วงอ่อนปรือขึ้นลงเหมือนเจ้าตัวกำลังจะเรียกสติแต่สุดท้ายเปลือกตาบางก็ปิดลงและหมดสติไปในที่สุด
 

'...คงไม่ได้มีแต่มนุษย์หรอกกระมัง ที่ไม่อาจหลุดพ้นจากพันธนาการอันยุ่งเหยิงได้...'
 

อีกแล้วเหรอ เธอมาที่นี่อีกแล้ว เชรีคิดพลางกวาดมองไปทั่วๆ ห้องๆ นี้ยังเหมือนทุกครั้ง
ที่เธอมา แต่น่าแปลกที่วันนี้เธอโผล่มาที่นี่โดยไม่เจอกับความืดอย่างที่แล้วๆ มา
แล้วเธอมาที่นี่ได้ยังไงนะ
 

ความทรงจำสุดท้ายของเธอคือตอนที่เดินออกจากร้านแล้ว หรือว่าเธอเป็นลม
มันก็ไม่น่าจะเป็นอย่างนั้นนี่นา
 

ดวงตาสีม่วงมองภาพที่เห็นซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างไม่เข้าใจ ร่างบางค่อยๆ นั่งลง เพราะวันนี้
ไม่มีแรงอะไรมาดึงเธอกลับไปเหมือนเช่นทุกครั้ง เธอเห็นคนทั้งสามจางหายไปจากห้อง
 

ด้วยวิธีอะไรเธอไม่แน่ใจแต่ที่รู้คือคนทั้งสามไม่ได้ลุกออกจากบัลลังก์นั่นก็แล้วกัน
 หญิงสาวค่อยๆ หลับตาลงอย่างสับสน อะไรบางอย่างนำเธอมาที่นี่ให้มารับรู้อะไรบางอย่าง
ที่เธอไม่รู้ว่ามันคืออะไร
 

แต่เธอเริ่มเหนื่อยเหลือเกิน ดวงตาที่อ่อนล้าค่อยๆ ปิดลง ในสติอันลางเลือนนั้นเธอได้ยิน
เพียงเสียงเรียกแผ่วเบาของใครบางคน
 

"ชาร์...ชาร์เพรย์...ชาร์เพรย์"
...ใครกันนะเรียกชื่อของเธอ เรียกอย่างที่ไม่เคยมีใครเรียกมาก่อน
 

"ชาร์เพรย์..." เสียงนั่นอีกแล้ว ใครกันนะที่กำลังเรียกเธอ แล้วความคิดที่จะหาคำตอบ
ก็หยุดลงเมื่อร่างของหญิงสาวเจ้าของบัลลังก์ไม้เลื้อยปรากฏตัวขึ้นอีกครั้งพร้อมกับ
ชายหนุ่มเจ้าของนาม 'โรเซส'
 

'เราจะทำอย่างนั้นจริงๆ หรือ โรเซส' น้ำเสียงหวานเอ่ยขึ้นอย่างไม่แน่ใจ
'ใช่ ข้าเลือกแล้วนี่ ท่านเองก็ควรเลือกเช่นกัน' ชายหนุ่มเอ่ยขึ้น
 

ทั้งสองมองเข้าไปในดวงตาของอีกฝ่าย มือบางของฝ่ายหญิงค่อยๆ ยกขึ้นสัมผัสผิวแก้ม
ของชายบหนุ่มอย่างแผ่วเบา เหมือนต้องการจะปลอบประโลมเขา
 

'บางครั้งเราก็จำเป็นต้องสูญเสีย จริงไหม ชาร์...' ชายนุ่มพยักหน้าอยางเงียบงัน
 

"ชาร์...ชาร์เพรย์" เสียงของใครบางบางคนกระชากเธอหลุดออกมาจากภาพของชายหญิงคู่นั้น
 ดวงตาสีม่วงอ่อนลืมขึ้นอย่างกะทันหัน ใบหน้าของไมล์เอล เดอ คูลนิ่งอยู่ใกล้แค่เอื้อม
 

พร้อมๆ กับสติสัมประชัญญะของเด็กสาวกลับมาทีละน้อยแล้วใบหน้านวลระเรื่อขึ้น
เมื่อรับรู้ถึงอ้อมกอดของอีกฝ่าย ให้ตายเถอะ ทำไมเธอถึงต้องเข้ามาอยู่ในวงแขนนี้บ่อยนักนะ

------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- 
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 17 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

27,888 ความคิดเห็น