(Dramione) What The Room Requires

ตอนที่ 6 : 6

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,457
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 104 ครั้ง
    3 ม.ค. 60

เดรโก

ผมนึกสงสัยตัวเองว่าทำไมต้องบอกเรื่องโง่ๆนั่นกับเธอ ก็ใช่ –ที่มันเป็นเรื่องจริง แต่ยัยนั่นก็ไม่จำเป็นต้องรู้ ถูกไหม? ผมปัดกิ่งไม้ที่บังอยู่ออกและเดินเข้าไปในโพรงต้นวิลโลว์ที่เงียบสงบ พื้นหญ้าสีเขียวชอุ่ม ผมหยุดอยู่ตรงนั้น ยกมือขึ้นเสยผม รู้สึกสมองโล่ง เบา และรู้ว่าตัวเองกำลังหายใจถี่เร็ว

ผมเบะปากใส่กองหนังสือพวกนั้น เตะมันจนล้มระเนระนาดอยู่ข้างนาฬิกา ผมขยี้ตา และนอนลงกับพื้น ผมหลับตาปี๋ กัดฟันแน่น กำมือแล้วทุบพื้นหญ้าหนาๆนั่นดังตุ้บ

เกรนเจอร์มักจะยุ่งอยู่กับการเรียน และไขว่หาความรู้เกี่ยวกับเวทย์มนต์เสมอ เธอใช้สมองของเธอหาทางออกไปจากที่นี่ ไม่เคยยอมแพ้ที่จะออกไปจากตรงนี้ พวกกัดไม่ปล่อย และผม ใช้สมองทั้งหมดไปกับการคิดถึงเรื่องราวต่างๆ และห้ามตัวเองให้ลืมรอยเลือดบนมือ ลืมรอยยิ้มของพ่อขณะมองอย่างดูถูกมาที่ผม –

ผมลุกขึ้นและสูดหายใจ แล้วขยับออกมาจากตรงนั้น ผมจะไม่ยอมให้มันมีอิทธิพลเหนือผมอีก ผมจะไม่ให้ห้องนี้เล่นงานผมอีก ไม่ให้ฝันร้ายตามมาหลอกหลอนอีกเด็ดขาด –

เกรนเจอร์เห็นมันหมดแล้ว ทั้งบ้าน และเหตุการณ์นองเลือดของครอบครัวผมนั่น ผมรู้ว่าเธอเห็น ดวงตาของเธอที่มองผมอย่างสงสารปนขยะแขยงบอกผมทั้งหมด และผมก็ไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้น ตั้งแต่เรื่องวันนั้นผมยังทำตัวเหมือนเด็ก –เถียงเรื่องซานต้าคลอส คร่ำครวญว่าทำไมตัวเองต้องมาติดแหง็กอยู่ในห้อง และร้องไห้เหมือนเด็กสองขวบต่อหน้าเธอ ผมคำรามในลำคอ ผมเป็นมัลฟอย ไม่ใช่วีสลีย์

ผมต้องเข้มแข็งให้มากกว่านี้ มันก็ไม่ยาก หากมีเวลาที่เราจะสร้างรั้วล้อมจิตใจตนเอง และผมจะทำ หรือไม่งั้นก็จะต้องอ่อนแอแบบนี้ไปเรื่อยๆ

ลมพัดเย็น ผมมองลอดใบไม้และกิ่งไม้ออกไป แปลกจริง ดูเหมือนท้องฟ้าจะมืดขึ้นหรือเปล่านะ? ผมทำหน้าบึ้ง ไม่มีวันที่ผมจะออกจากโพรงนี่เพื่อหาทางออก เกรนเจอร์อาจทำอะไรโง่ๆตามที่เธออยากเพื่อที่จะได้ออกจากห้อง แล้วเธอก็จะเจอกับฝันร้ายแทน และผมจะไม่ออกไปจากโพรงต้นไม้แน่นอน

 

เดรโก

ผมเดินย่ำไปย่ำมาเป็นเวลาสามชั่วโมงแล้ว –บนเส้นทางสายเดิม ทุกๆครั้งที่เดินไปบนพื้น แสงสีทองลูกเล็กๆจะลอยขึ้นจากพื้นหญ้า แปลกมาก หญ้าพวกนี้ไม่ได้ล้มลงไปตอนที่ผมเหยียบมัน หรือต่อให้จะตั้งใจเหยียบแรงๆหรือเตะมันก็ตาม ผมพึมพำและท่องส่วนผสมของวิชาปรุงยาที่กำลังจะสอบ รวมถึงคาถาทุกอันที่ผมเรียน –หรือพอจำได้ –ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมฝึกเวทย์ เอ็กซ์เปลลิอาร์มัส และ รีดัคโต โดยใช้นาฬิกานั่นเป็นเป้าซ้อม แน่นอน โดยไม่มีไม้กายสิทธิ์ จนกระทั่งผมเริ่มเหนื่อยและหมดแรงนั่นแหละถึงได้หยุด ขบคิดเกี่ยวกับคาถาอื่นๆที่พอจะจำได้บ้าง พักมือไว้บนสะโพก

และความทรงจำที่ดำมืดก็ได้รุกล้ำเข้ามาในหัวผมอีกครั้ง

มาทางนี้สิ เดรโก เสียงในหัว –ที่ฟังดูเหมือนเสียงของพ่อดังขึ้น แกกำลังยอมให้นังเลือดสีโคลนหาทางออกให้แทนที่จะหามันด้วยตัวเอง ออกมาจากต้นไม้นั้น – แกกำลังโดยยัยนั่นถ่วง เด็กโง่! หรือแกกลัวความมืด? แกมีสิ่งสำคัญที่ต้องจัดการ เอาล่ะ ออกมาจากตรงนั้นแล้ว –

ผมเอื้อมมือไปคว้าหนังสือจากกองมาเล่มนึงทันที โดยไม่สนใจว่าเป็นเล่มไหน

มือหยิบ ไพรด์ แอนด์ พรีจูดิต ขึ้นมาในอย่างสั่นเทา ผมนั่งลง เปิดมันอ่านออกตรงนั้น

มันเป็นความจริงอย่างที่สุด, ว่าชายหนุ่มที่ยังโสดและครอบครองความมีอันจะกินนั้น จะต้องมีภรรยามาคู่เคียง

ผมสูดหายใจ เยี่ยมจริงๆ ภาษาโบราณและเรียบเรียงแบบเก่าๆ ขยะดีๆนี่เอง ผมจะต้องมีสมาธิกับมัน ผมกัดฟันและบังคับให้ตัวเองจดจ่ออยู่กับหนังสือ

 

VVVVV

เดรโก

“จากที่ได้เห็นท่าทีของมิสเตอร์บิงส์ลี่ที่มีต่อพี่สาวของเธอแล้ว ความคิดของอลิซาเบธ ที่ว่าเธอเป็นผู้หญิงอันน่าสนใจในสายตาของเขาก็เริ่มจางหายไป มิสเตอร์ดาร์ซี่แทบจะไม่เอ่ยปากชมว่าเธอน่ารัก ในงานเต้นรำนั้น เขาไม่ได้มองเธออย่างชื่นชม และในการพบกันครั้งถัดมา เขามองเธอเพียงเพื่อหาคำวิพากษ์วิจารณ์ แต่ในไม่นาน ทั้งเพื่อนและตัวเขาเองต่างก็ยอมรับว่าหญิงสาวมีใบหน้าที่งดงาม มิสเตอร์ดาร์ซี่พบว่าดวงตาสีเข้มเป็นประกายของเธอแสดงออกถึงความฉลาดอย่างที่หาพบได้ยาก นอกจากนี้ เขายังเห็นสิ่งต่างๆที่ซ่อนอยู่ภายใน ด้วยสายตาที่เฉียบคม มิสเตอร์ดาร์ซี่พบว่าหญิงสาวมีรูปร่างผอมบางและสง่างาม การแสดงออกของเธอไม่ใช่สิ่งที่สตรีในยุคนี้มักจะปฎิบัติกัน เขาชื่นชอบในความสนุกสนานและร่าเริงของเธอ ช่างสมบูรณ์แบบ แต่สำหรับเธอ เขาคงเป็นผู้ชายที่ไม่น่าพอใจนัก และไม่หล่อเหลาพอที่จะทำให้เธออยากเต้นรำด้วย”

“พูดอะไรสักอย่างกับหล่อนสิ โง่เอ้ย” ผมบ่นออกมาเบาๆ นวดคอที่เริ่มปวดจากการก้มหน้าอ่านหนังสือ ผู้ชายหลงตัวเองคนนี้และมารยาทแปลกๆของเขา –ถ้าผู้ชายประเภทนี้ชอบผู้หญิงสักคน เขาควรจะชวนเธอออกไปเต้นรำ ลบคำสบประมาทและสิ่งที่คนอื่นเคยคิดกับเขา ในตอนแรกของหนังสือ ผมเข้าใจในความแตกต่างของชนชั้น เข้าใจที่เขาจะไม่ชอบอลิซาเบ็ธเพราะเธอมีฐานะที่ต่ำกว่า แต่พวกนั้นเป็นมักเกิ้ล –ผมจึงสับสนกับความคิดของมิสเตอร์ดาร์ซี่โง่ๆนี่ ถ้าเขายังไม่ลงมือทำอะไรสักอย่าง ผมคงจะปาหนังสือนี่ทิ้งและไปเริ่มอ่านเชอร์ล็อค โฮมล์แทน หรือจะชื่ออะไรก็ช่างเถอะ

สายลมพัดเข้ามาข้างใน ผมเอียงศีรษะไปด้านนึง เดี๋ยวนะ เสียงของมันแปลกไป เหมือนกำลังบอกเราบางอย่าง ฟังดูคล้ายกับสายลมที่พัดอยู่ที่บ้านผม ผมลดหนังสือลงและมองลอดผ่านกิ่งไม้ ข้างนอกมืดแล้ว ผมขมวดคิ้วและครุ่นคิด เกรนเจอร์นอนอยู่ตรงนั้นนานแค่ไหนกัน?

“เลิกคิดเดี๋ยวนี้” ผมบอกตัวเอง กลับมาให้ความสนใจกับหนังสือ “ยัยนั่นไม่สำคัญสักหน่อย”

แต่ดูเหมือนเกรนเจอร์อาจจะสำคัญ เพราะผมจดจ่อกับตัวหนังสือเหมือนเดิมไม่ได้ มันเริ่มพร่ามัว ผมกะพริบตาถี่ๆและอ่านมันทวนอีกรอบ ผมอ่านบรรทัดสุดท้ายไปกี่ครั้งกันแล้วนะ?

ผมปิดมันอย่างแรงและวางมันไว้ข้างๆ มันตกลงบนพื้นหญ้า ผมสบถออกมา และลุกขึ้นเดินวนไปวนมาเป็นเวลานาน มือซุกอยู่ในกระเป๋ากางเกง แต่ผมก็ยังเดินไปมา มองลอดม่านใบไม้ออกไป ข้างนอกมืดมาก ผมหยุดและลองเพ่งออกไปดีๆ

แต่ไม่เห็นอะไรเลย ดังนั้นผมเลยเอื้อมมือออกไปปัดม่านใบไม้และกิ่งไม้ที่ขวางอยู่ออก

“อืมมม” ผมหายใจออกมาอย่างเงียบที่สุด กำลังสับสนกับสิ่งที่เจอ ข้างนอกปรากฎหมอกหนาสีเทาที่ทั้งมัวและหนักปกคลุมทุ่งข้าว ดูน่าขนลุกราวบรรยากาศในสุสาน อากาศเย็นๆกระทบกับนิ้วมือและจมูก มันไหลซึมเข้าไปในปอดตอนที่ผมสูดหายใจ กลิ่นเยือกเย็นราวกับจะแช่แข็ง

“เกรนเจอร์?”

ผมเรียกชื่อเธอออกไปก่อนจะทันได้คิด แม้เสียงจะไม่ดังมาก แต่เสียงของผมแหบแห้งจากการไม่ได้ใช้มานาน หมอกกลืนกินเสียงของผมไปแล้ว ผมมองกลับไปยังโพรงต้นไม้ที่ดูอบอุ่นและขบคิดอย่างหนัก

เธอไม่ได้ร้องขอความช่วยเหลือ หรือตะโกนบอกผมว่าเธอเจอประตูแล้ว อันที่จริง เธอไล่ผมให้ไปไกลๆด้วยซ้ำ แล้วผมก็ยินดีอย่างยิ่งที่จะทำ การออกไปจากโพรงนี้และเข้าไปในหมอกเป็นความคิดที่โง่บัดซบ –ผมอาจหาทางกลับมาไม่ได้ แล้วผมจะทำแบบนั้นไปเพื่ออะไร? เดินสุ่มสี่สุ่มห้าเข้าไปในความมืดเพื่อตามหาหญิงสาวคนนึงงั้นหรือ?

ผมทำหน้าบึ้ง ก่อนจะเปิดม่านใบไม้และก้าวเข้าไปในโพรงตามเดิม

“สิ้นคิดเอ้ย” ผมคำราม เดินตรงเข้าไปหาลำต้นของมัน “ยัยนั่นนอนรอข้างนอกกลางหมอกหนาๆ รอผีกูลจะออกมาจากป่ามืดๆ ฉลาดจริงๆ ฉันนับถือในความพยายามที่สุด”

ผมเดินวนไปวนมาสามรอบในห้องกลางต้นไม้ก่อนจะชะลอฝีเท้าลง มองไปข้างนอกอีกครั้ง

ยังคงไม่มีเสียงของเกรนเจอร์ที่ร้องขอความช่วยเหลือหรือตะโกนบอกว่าเธอเจอประตูเข้าแล้วเช่นเคย และนั่นทำให้ผมกังวลที่สุด

อะไรอยู่ข้างนอกกันแน่? หมอกหนาๆมาจากไหน? ทำไมถึงดูคุ้นเคย นั่นทำให้ผมคลื่นไส้ อากาศชื้นเย็น เหมือนตอนอยู่ในถ้ำก็อบลิน

จะเป็นยังไงหากนอนอยู่ท่ามกลางหมอก ในเวลาที่มันปกคลุมทั่วทุ่งข้าวเหมือนผ้าห่อศพ?

ผมขนลุก –แปลกใจกับความคิดของตัวเอง เลือดสูบฉีดทั่วใบหน้า

ผมกำลังเดินไปมา ราวกับตัวเองเป็นภรรยาที่กำลังรอสามี และยัยคนเกิดจากมักเกิ้ลอยู่ข้างนอก กลางหมอกสีเทาที่เย็นเยียบ ด้วยหวังว่าตัวเองจะเข้าใจเวทย์มนต์ในห้องนี้

ฉันเห็นมันมาตลอดปี ไม่ว่าฉันจะพยายามหนักแค่ไหนที่จะรีดมันออกมาจากตัวแก เสียงของพ่อดังขึ้น แกก็ยังเป็นไอ้ขี้ขลาด แกมันอ่อนแอ

“คอยดูเถอะ” ผมตะคอก ก้าวฉับๆตรงออกไปจากโพรงต้นไม้สู่หมอกอันหนาวเย็นและขมุกขมัว

หมอกแทบจะกลืนกินผม ผมหมุนตัวไปรอบๆเพื่อมองหาโพรงต้นไม้ แต่ก็ไม่เจอ ผมสบถออกมา หัวใจเต้นแรงเร็วจนต้องพยายามสยบมันไว้ ผมหันหลังกลับและก้าวเข้าไปในทุ่ง มันไม่มีอะไรเลย

“บ้าเอ้ย ยัยโง่เกรนเจอร์” ผมเดินย่ำเท้าลงไปบนพื้น “ฉันจะไม่มาตายที่นี่แน่ กับยัยคนเกิดจากมักเกิ้ลที่โง่เง่า ยโสโอหัง ไม่รู้เรื่อง..”

เสียงของผมขาดหายไปในตอนที่เจออะไรสักอย่าง ผมหรี่ตามอง

ก้อนสีทึมๆที่ทอดอยู่บนพื้นทุ่งข้าวอยู่ตรงหน้าผม ผมขมวดคิ้ว เป็นไปไม่ได้ที่จะเป็นเกรนเจอร์ เพราะมันนิ่งจนไม่ขยับ

ผมหยุดเดินและคลำหาไม้กายสิทธิ์ กัดกระพุ้งแก้มด้านในอย่างลุ้นๆ จากทีรู้มา  ห้องต้องประสงค์เคยสร้างบ็อกกาต หรืองูยักษ์สูงสิบฟุต หรือแมงมุมตัวเท่าตู้เสื้อผ้า ผมเลิกคิดว่าตัวเองกำลังกลัว –ผมกำลังระวังตัวต่างหาก

ลมไม่ได้พัด ราวกับอากาศกำลังลอยอยู่นิ่งๆ เท้าของผมเหยียบไปบนหญ้าแห้งกรอบ ผมพาตัวเองเข้าไปใกล้ก้อนดำๆมากขึ้น แล้วผมก็หยุดเดิน

เกรนเจอร์นอนหงาย แขนสองข้างเหมือนถูกตรึงไว้ข้างลำตัว เธอหลับตา แต่ดวงตาไม่กลิ้งกลอกไปมาใต้เปลือกตา ริมฝีปากเหยียดตรง ผิวหนังเป็นสีเทาซีดๆเหมือนหิน

“เกรนเจอร์” ผมลองเรียกอีกครั้ง แต่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ผมมองสำรวจเธอ เธอกำมือแน่นจนข้อนิ้วเป็นสีขาว กล้ามเนื้อบนหน้าแข็งเกร็ง ดูราวกับว่าเธอไม่ได้กำลังหายใจ

ผมเงยหน้า สำรวจดูบริเวณพื้นที่รอบตัวเท่าที่ตาจะมองเห็น เป็นเพราะหมอกนั่นหรือ? คำสาป? หรือแค่ทำให้นอนหลับ?

หรือจะเป็นหมอกพิษ?

ผมอยากจะวิ่งหนีกลับเข้าไปในต้นวิลโลว์ สู่อากาศบริสุทธิ์ด้านใน แต่เท้าขยับไม่ได้ ผมละสายตาออกไปจากที่ที่เธอนอนอยู่ไม่ได้เลย

เธอตายแล้ว

ผมรู้ว่าเธอสิ้นใจ แค่มองก็รู้แล้ว ผมเคยเห็นความตายมาก่อน –มองดูเขาทิ้งรอยไว้บนร่างที่เย็นชืดของคน ทิ้งสัญลักษณ์ไว้ให้รู้ว่าคนนี้เป็นคนของเขา

แล้วทำไมผมถึงไม่วิ่งหนีไปซะตอนนี้?

ด้วยทุกอย่างที่มี ตั้งแต่ที่จำความได้ หัวใจผมถูกเผาไหม้ด้วยกองเพลิงที่สุมระอุอยู่ในอก มันห่อล้อมผมเหมือนเหล็กกล้า เตาผิงชั้นดี –ผมเผาไหม้ทุกคนที่เข้ามาใกล้มากเกินไป –มีความสุขที่ได้เห็นพวกมันเจ็บปวดจากตัวผมเอง แต่อะไรบางอย่างในตัวผม สิ่งที่พ่อผมไม่มี รอยร้าวในเหล็กกล้าที่ห่อหุ้ม –อยู่สักแห่งหากไฟนั้นร้อนเกินไป จุดเปราะบางเล็กๆ

ความอ่อนแอ

มันทำให้กระเพาะบิดเป็นเกลียวจนอยากจะอาเจียน ผมกำจัดมันออกไปไม่ได้ เหมือนรอยแผลที่ตอนนี้ถูกกรีดซ้ำอีกครั้งในที่เดิม ความรู้สึกเดียวกันกับตอนที่ผมโอบกอดแม่ของผมไว้ หรือตอนสลบในห้องน้ำ และสิ่งสุดท้ายที่เห็นคือสายตาของผู้หญิงที่ผมเกือบฆ่า ความอ่อนแอ เหมือนรอยกะเทาะเล็กจิ๋วตรงกลางสะพาน ทำให้เราเปราะบางเสมอ ผมจำไม่ได้ว่ามันซ่อนอยู่ที่ไหน จนกระทั่งตอนนี้ มันกำลังจะออกมา

สัมผัสของมันทำให้ผมเข่าสั่น ยิ่งยืนอยู่ตรงนั้นนาน มันก็ยิ่งรุนแรงขึ้นตามระยะ

มันแทรกเข้ามาทุกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นตอนที่พ่อตะคอกใส่อย่างโกรธเกรี้ยว หรือจากการกระทำของใครก็ตาม คอยตามหลอกหลอน แต่ผมขับไล่มันออกไปทุกครั้ง คอยทำให้หัวใจด้านชาลงเหมือนกับไม่เคยมีมาก่อน

ผมสูดหายใจ นี่เป็นการกระทำที่โง่มาก ผมจะเตะฟางไว้กลบเกรนเจอร์แล้วทิ้งเธอไว้ตรงนี้ก็ได้ หรือจะลองก้มลงไปตรวจชีพจรเธอก็ได้ ซึ่งก็ไม่ได้อยากจะทำสักอย่าง แต่เมื่อความอ่อนแอแทรกแซงเข้ามาอีกครั้ง ผมก็รู้ว่าผมไม่สามารถทิ้งเธอไว้ตรงนี้ได้

ผมปัดต้นหญ้าที่ขึ้นสูงออกไปให้พ้นทาง คุกเข่าลง มองเธอด้วยสายตาที่ประหลาดที่สุด และยื่นมือขวาออกไปแตะดูชีพจร

มันทำให้ผมสะดุ้ง เมื่อชีพจรยังเต้น ตอบรับสัมผัสของผม

“เกรนเจอร์” ผมพูด หดมือกลับเข้ามาวางที่เข่า “เฮ้ ตื่นสิ”

เธอไม่ได้ขยับ ผมลองอีกครั้ง

“เกรนเจอร์ ตื่นเร็ว” ผมเขย่าเธอที่หัวไหล่ แต่เธอก็ยังไม่ตอบรับ

“เออก็ได้” ผมลุกขึ้นยืนโดยดึงข้อมือทั้งสองข้างของเธอมาด้วย ทำให้เธอลุกขึ้นมาอยู่ในท่ายืน

แล้วเธอก็ลืมตา และอ้าปากอย่างงุนงง ผมปล่อยมือออกอย่างตกใจ เธอเดินไปข้างหน้าสองสามก้าว

เธอมองไปรอบๆ ไม่ได้เอ่ยอะไร อ้าปากพะงาบๆเหมือนปลาขาดน้ำ แล้วก็สั่นไปทั้งตัว ฟันสั่นกระทบกัน

“ฉันนึกว่าเธอตายแล้ว!” ผมร้อง เธอโอบแขนกอดตัวเองไว้ ริมฝีปากกลายเป็นสีฟ้า เธอมองผมอย่างตกตะลึง เบิกตาโต เหมือนเธอไม่รู้ว่านี่ใช่ผมตัวจริง หรือเป็นความฝัน

“ฉันไม่รู้ว่าเธอคิดอะไรที่ออกมานอนตรงนี้” ผมตะโกนใส่เธอ พยายามไม่ให้เธอรู้ว่าหัวใจของตัวเองกำลังเต้นอย่างรัวเร็ว “หมอกนั่น –เธอไม่รู้หรอ? ฉันไม่แปลกใจเลยถ้ามันจะทำให้ –ทำอะไรน่ะ”

เกรนเจอร์เดินโซเซเข้ามาหาผม เธอยื่นมือสั่นๆของเธอออกมาหาผม ผมอยากจะเดินถอยหลัง แต่ต้นข้าวนั้นพันข้อเท้าเอาไว้ ฝ่ามือของเธอแตะโดนไหล่ แล้วเธอก็มองตาผม ปากยังอ้าค้างอย่างงงงัน นิ้วที่สั่นเทาขยุ้มเสื้อเชิ้ตของผม สายตาสำรวจมองดูผมเป็นเวลานาน

แล้วหน้าของเธอก็ดูจะคลายความสงสัยและตกใจลง เธอสูดหายใจ ดูผ่อนคลายขึ้น

“นายนั่นเอง” เธอเอ่ย ผมยืนนิ่งอยู่สักพัก ก่อนจะกระแอมให้คอโล่ง

“ก็ต้องเป็นฉันสิ” ผมปัดมือเธอออกไป “เธอรู้จักใครที่ติดอยู่ในห้องเฮงซวยนี่อีกไหมล่ะ?”

เธอละสายตาออกไป ปากปิดสนิท และกอดตัวเองไว้เหมือนเดิม ผมกลืนน้ำลาย ดูเหมือนว่าเธอยังไม่ตื่นอย่างเต็มที่

“ฟังนะ” ผมพูด “ฉันจะไม่อยู่กลางหมอกบ้าๆนี่ให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้หรอกนะ ฉันจะกลับไปในโพรงต้นไม้ เธอจะไปด้วยกันไหม ?”

เธอกำลังตัวสั่น และไมได้มองมาทางผม

“เกรนเจอร์ เกรนเจอร์!” ผมดีดนิ้วใส่หน้า เธอเงยหน้าขึ้นมาตาผมอย่างประหลาดใจ ทำให้ผมถอนหายใจออกมา

“ยัยซื่อบื้อเอ้ย” ผมบ่นกับตัวเอง คว้าข้อศอกเธอไว้และเดินไปทางที่ผมจากมา ต้นข้าวล้มระเนระนาดตลอดที่เราเดิน

เธอไม่ได้พูดอะไรเลย ไม่ได้ตะโกนด่าที่ผมดึงข้อศอกเธอไว้แรงเกินไปด้วย แถมยังไม่ขัดขืน เหมือนเกรนเจอร์หายไปอยู่ไหนสักแห่ง ผมหรี่ตามอง หวังว่าผมจะกลั้นหายใจได้ ถ้าเกิดหายใจเข้าไปแล้วหมอกนี่ทำให้บ้าขั้นมาล่ะ แล้วเธอก็บ้าไปแล้ว และผมก็คงจะไปไม่ถึงจุดหมาย

“นั่นอะไรน่ะ?”

เสียงเกรนเจอร์ฟังดูแผ่วเบา แต่ผมกลับได้ยิน

“นั่นหรอ?” ผมขึ้นเสียง และมองกลับไปทางเธอ แต่เธอมองออกไปทางด้านซ้าย ทำให้ผมหยุดชะงัก และมองไปในทางเดียวกัน ประกายแสงอ่อนๆเรืองรองอยู่ในหมอก ผมกลืนน้ำลาย ไม่ใช่ต้นวิลโลว์แน่ อาจเป็นฝันร้ายอีกอย่างก็ได้ ผมมองหน้าเกรนเจอร์ รอว่าเธอจะพูดออกมาว่ามันคืออะไร แต่เธอก็หลับตาลงและเดินไปอีกทาง ผมต้องดึงเธอกลับมาเข้าสู่ทางไปต้นวิลโลว์อย่างหงุดหงิดเล็กๆ ยัยนี่ตัวถ่วงชัดๆ

“มาทางนี้น่า” ผมดึงเธอเข้าไปทางประกายแสงนั่น ต่อให้มันเป็นฝันร้าย แต่ดูเหมือนห้องจะอยากให้เราเข้าไปหามัน ความจริงแล้ว ความคิดของผมน่าจะถูกเลยแหละ ต้นวิลโลว์อาจจะไม่ได้อยู่ไปทางนั้น ถึงแม้มันก็แค่อาจจะ แต่ตอนนี้ผมก็คิดวิธีอื่นที่ดีกว่านี้ไม่ออก

หมอกปกคลุมลงบนข้อเท้าของเรา ผมจับแขนเกรนเจอร์แน่นกว่าเดิม ผมปล่อยเธอหายไปกับความมืดไม่ได้ –ผมอาจจะไมได้เห็นหน้าเธออีก

“พวกเรากำลังขึ้นเขา” เกรนเจอร์พึมพำ

“ไม่ใช่” ผมตอบ “นี่เป็นทุ่งราบ และไม่ว่าแสงนั่นจะเป็นอะไรก็ไม่ใช่ต้นวิลโลว์แน่นอน เพราว่าต้นวิลโลว์มัน...” เสียงของผมค่อยๆเบาลง และขาดหายไปในที่สุด

ต้นวิลโลว์โผล่ขึ้นมาจากหมอก และผมก็เห็นแสงสีน้ำเงินเรืองๆ กับแสงสีทอง ถึงจะมีม่านใบไม้และกิ่งไม้ปกคลุมอยู่ก็ตาม

โอเค เยี่ยมมาก

ผมดึงเธอให้เดินไปข้างหน้า ผลักม่านใบไม้ออก และพาพวกเราเข้าไปสู่อากาศบริสุทธิ์ข้างในโพรง แสงสีทองดวงเล็กๆลอยขึ้นเมื่อพวกเราเข้าไป

เกรนเจอร์สูดหายใจและถอนตัวออกจากผม ผมหันไปมอง ดวงตาของเธอสว่างสดใส เธอตื่นแล้ว และตอนนี้กำลังหายใจแรง คิ้วขมวด น้ำตาไหลอาบแก้ม ผมได้แต่มองเธอ ดวงตาสีเข้มของเธอสบกับผมพอดี

“ฉันเข้ามาในนี้ได้ยังไง?” เธอถามเสียงสั่น ผมได้แต่มองไปรอบๆ

“เธอหมายความว่าไง?” ผมถามกลับ “ฉันลากเธอเข้ามาผ่านหมอกนั่น เดินกันสักสิบห้านาทีได้”

เธอตบมือเข้ากับหน้าผาก อ้าปากค้าง ดวงตาว่างเปล่า

“ฉัน..ฉันจำไม่ได้..” เธอหลับตา “ฉันรู้ตัวว่าหลับไปตอนที่พระอาทิตย์ตกดิน แล้วฉันก็ฝัน..” เสียงของเธอค่อยๆเบาลงจนกลายเป็นกระซิบ เธอขยับออกห่างและลืมตา น้ำตาหยดลงมามากกว่าเดิม

“เธอหวังจะให้มันมีอะไรล่ะ?” ผมเยาะ เหวี่ยงมือขึ้นอย่างโมโห พิงหลังเข้ากับราก “แอปเปิ้ลเคลือบน้ำตาลกับนางฟ้าตัวน้อยรึไง?”

“ฉันอยากรู้ว่าเวทย์มนต์จะไปได้ไกลแค่ไหน” เกรนเจอร์กระซิบ เหมือนพูดกับตัวเองมากกว่า “ฉันอยากรู้ โดยที่ไม่ต้องกลับเข้าไปในป่า”

“เธอดูไม่ได้มีปัญหากับป่าอยู่แล้วนี่” ผมเยาะอีก

“ฉันจะไม่ทิ้งนายไว้ที่นี่!” เธอโพล่งออกมา ราวกับผมกำลังทำตัวเป็นเด็กๆ

“ทำไมล่ะ?” ผมถามอย่างนึกสงสัย

“เพราเราเข้ามาด้วยกัน แล้วเราก็จะต้องออกไปด้วยกัน ตามความประสงค์ของห้อง” เธออธิบาย ยังไม่เงยหน้า “แต่ฉันไม่ลากนายกลับเข้าไปหรอก ไม่ หลังจาก..” เธอลากเสียงหายไป ผมหรี่ตามอง

“หลังจากอะไร?” ผมถามเสียงแข็ง เธอขยับเข้ามาใกล้ลำต้นวิลโลว์ด้านใน และหันหน้าลง นั่งกอดเข่า เธอเงยหน้ามองผม ทำให้หัวใจของผมเต้นเร็วดังตุบๆ ราวกับยาพิษซึมเข้าเส้นเลือด

“ทำไมมองฉันแบบนั้น?”

เธอกะพริบตา

“แบบไหน?”

ผมทำหน้าบึ้งใส่ โยกหัวไปข้างหลัง

“เธอกำลังคิดว่าเธอรู้สึกเสียใจสำหรับเรื่องของฉัน”

เธอขยับตัว สีหน้าเปลี่ยนไป นิดเดียว แต่ไม่ได้ตอบ แปลว่าผมพูดถูก ผมส่ายหน้า

“เธอเห็นฉันบาดเจ็บตอนนั้น ใช่ไหม? เห็นฉันนอนลงกับพื้น ร้องไห้ให้แม่และเธอก็กำลังสงสารฉัน” ผมยักไหล่ กดคางลง มองเธออย่างกินเลือดกินเนื้อ เธอทำเพียงแค่มองกลับอย่างตกใจ ผมขยับเข้าไปใกล้อีกนิด และเลิกคิ้ว

“จะบอกอะไรให้นะ เกรนเจอร์ –แค่เธอเห็นเรื่องบางอย่างในครอบครัว ไม่ได้แปลว่าเธอเข้าใจและรู้เรื่องทั้งหมด เธอไม่รู้อะไรเลย ไม่เข้าใจอะไรเลย ทำตัวยังกะเด็กผู้หญิงเวลาเจอเลือดกระจายอยู่ทั่วพื้นห้อง เธอคงเป็นคนแบบที่ว่าต่อให้มีงูพิษร้ายแรงที่สุดในโลกกำลังจะตายอยู่ตรงหน้าเธอ เธอก็จะช่วยมัน โดยที่ไม่คิดเลยว่ามันจะมาแว้งกัดเธอ หลังจากเธอช่วยมันแล้ว” มุมปากของผมยกขึ้น “เธอหลงตัวเอง คิดว่าตัวเองช่างเป็นแม่พระมากสินะ เธอคิดว่าตัวเองคงจะรู้สึกสงสาร หากมีเพื่อนร่วมห้องคนนึงเลือดท่วม กำลังนอนรอความตายอยู่บนพื้น แต่เธอไม่ได้สนใจฉันเลย” ผมส่งเสียงดูถูก “เธอไม่เคยคิดถึงความสุขในชีวิตฉันหรือความเป็นอยู่ดีๆของฉันเลยสินะ แต่จะคิดทำไม ในเมื่อมันไม่ใช่ธุระของเธอ เธอเกลียดฉัน พอๆกับที่ฉันเกลียดเธอนั่นแหละ” หน้าของเกรนเจอร์ขึ้นสี

“ยอมรับเถอะเกรนเจอร์” ผมพูดในคอ “พูดความจริงออกมาสิ เธอคิดว่าฉันเป็นไอ้คนเลว เห็นแก่ตัวไม่ใช่รึไง? ฉันเป็นไอ้เลือดบริสุทธิ์หยิ่งยโส ที่เธออิจฉามันมาตลอดชีวิต”

“อิจฉาหรอ!” เธอตะโกน ดวงตามีประกายความโกรธ เธอนั่งหลังตรง “อิจฉา ทำไมฉันต้องอิจฉานายด้วย? นายมันไอ้ขี้ขลาด จอมอวดดี –ดีแต่ปาก เอาแต่ใจ สารเลว แล้วนายก็เกลียดและติดสินผู้คนทั้งที่รู้จักพวกเขาไม่ถึงห้านาที  แถมนายยังฉลาดไม่ได้สักครึ่งของนิสัยเลวๆที่นายมีด้วยซ้ำ!

“น่าสนใจนี่” ผมตอบอย่างอารมณ์ดี “เธอคิดกับฉันแบบเดียวกับที่ฉันคิดกับเธอเลยนะ”

เธอจ้องหน้าผม

“ฉันเสียใจกับเรื่องที่เกิดขึ้นกับนายนะ”

ผมยกคิ้วขึ้นข้างนึง

“อ๋อ หรอ”

“ใช่” เธอพูดขึ้นเสียง “แต่ไม่ใช่เพราะเหตุผลแบบที่นายคิด แต่เป็นเพราะนายไม่เข้มแข็งพอที่จะเป็นตัวเอง  นายสูญเสียตัวเองไปทีละนิดเพราะพ่อของนาย –นายไม่รู้แล้วว่าตัวตนที่แท้จริงเป็นใคร!

ผมมีสีหน้าเรียบเฉย มองเธอด้วยสายตาที่ทำให้เธอกลัว

“ฉันมีเหตุผลที่จะต้องทำแบบนั้น” ผมสูดลมหายใจ “เลิกแกล้งทำเป็นเหมือนว่าพวกเราแคร์กับสิ่งที่เกิดขึ้นว่าใครจะอยู่หรือตาย เพราะไม่ว่าจะอะไร ฉันก็ยังเกลียดเธอ เธอก็ยังคงเกลียดฉัน พวกเราต่างรู้ เพราะงั้นเลิกมองฉันด้วยสายตาดูถูกเหมือนที่เธอมองเอลฟ์ประจำบ้านได้แล้ว แล้วสนใจแต่เรื่องของตัวเธอเองเถอะ”

เธอเงียบไป มองหน้าผม ผมมองกลับ ไม่กะพริบตา คิ้วของเธอพันกันยุ่ง

“นายอยากให้ฉันเกลียดนายงั้นสิ?”

ผมขมวดคิ้ว เกรนเจอร์ดูสับสนและเหน็ดเหนื่อย เธอเม้มริมฝีปาก

“นายพยายามมากเกินไป” เธอตอบ นั่งเอนหลังพิงรากต้นไม้และมองไปด้านอื่น ผมกอดอก จ้องกิ่งไม้ที่ห้อยอยู่ ไม่มีใครพูดอะไรออกมา บรรยากาศเงียบ ไม่มีแม้แต่สายลม

“นายมีสัตว์เลี้ยงไหม มัลฟอย?”

ผมกะพริบตาและมองเธอจากด้านข้าง เธอไม่ได้ถามซ้ำอีกรอบ และหลับตา ผมกลับไปเอนหลังพิง

“ฉันมี” ผมบอก

“นายเลี้ยงอะไร?”

“หมาสองตัว” ผมถอนหายใจอย่างรำคาญ “แล้วก็แมว”

“สีอะไร?”

ผมหรี่ตามองเธอ

“เทา”

“นายเลี้ยงไว้ในห้องครัวหรอ?”

“ห้องนอนฉัน” ผมพูด “ถามทำไม?”

“ฉันเห็นแมว ในความฝันของฉัน” เธอเอ่ยเสียงเบา “แมวสีเทาอยู่ในห้องครัวของนาย นายฆ่ามัน”

คำพูดของเธอทำให้ผมตัวแข็ง

“อย่าพูดบ้าๆ” ผมตอบ “ฉันไม่เคยฆ่าแมว”

“ทำไมล่ะ?”

ผมหายใจเข้า ตั้งใจทำให้เกิดสัยงดังเพื่อเป็นสัญญาณบอกให้เธอหุบปากได้แล้ว แต่ความอ่อนแอปะทุขึ้นกลางหน้าอก ผมมองข้ามไหล่ไปทางเธอ กอดแขนไว้รอบตัวเอง ผมรู้สึกได้ว่าเธอกำลังมองมาทางผม แต่ผมไม่ได้หันหลับไปเพื่อมองตอบ ผมได้ยินเสียงเธอหายใจ รู้ว่าเธอกำลังจะหลับ

ต้องยอมรับว่าผมรู้สึกดีที่เธอไม่ได้กดดันเพื่อจะให้ผมเผยคำตอบ –ผมรักแมวตัวนั้นมาก เลี้ยงมันมาตั้งแต่เล็ก ผมไม่เคยอบกเพื่อนที่โรงเรียนเลยว่าผมมีมัน ที่พึ่งพิงทางใจเพียงหนึ่งเดียวมาตลอดระยะเวลาสิบปี ผมกังวลเสมอ ว่าเมื่อเวลาผ่านไป ผมอาจกลับบ้านมาเจอมัน ถูกฝังอยู่ใต้พื้นดินในสวน

ผมกัดฟันและมองไปทางหญิงสาวที่กำลังหลับอยู่ทางนั้น ใช่ แมวนั่นเป็นหนึ่งในจุดอ่อนของผม ผมรู้ แต่เกรนเจอร์ไม่มีวันรู้แน่

 

เฮอร์ไมโอนี่

ฉันนอนอยู่แบบนั้น หลับตาลง ปล่อยให้มัลฟอยคิดว่าฉันหลับไปแล้วแต่ไม่มีทางที่ฉันจะหลับลงตอนนั้น มันยังเร็วเกินไป สำหรับฝันร้ายที่ฉันเพิ่งเผชิญ

ฉันพยายามเลิกคิดถึง แต่ไม่ว่าจะพยายามนึกแต่ความทรงจำดีๆเรื่องไหนก็ตาม ฝันร้ายจะแทรงแซงเข้ามา มันเป็นสีเทา และช่างหนาวเย็น

ในฝัน ฉันเห็นเดรโก แต่นั่นไม่ใช่เขา ไม่ใช่คนที่ฉันรู้จัก เดรโกคนนี้รัศมีความดำมืดที่แผ่ปกคลุมไปทั่วฮอกวอตส์ ทุกคนต่างหลบหนีจากเขา ยกเว้นแต่พวกลูกน้องบ้านสลิธีรีน เขาช่างร้ายกาจ ไม่ว่าจะด้วยคำพูดหรือการกระทำ เขาทำร้ายรุ่นน้องที่เด็กกว่าด้วยพละกำลังมหาศาล โยนพวกนั้นใส่กำแพงหิน หรือโต๊ะที่เรียงเป็นแถว เขาหัวเราะอย่างสะใจ เมื่อนักกีฬาควิชดิชต่างบ้านบาดเจ็บ แขนหรือข้อเท้าหัก เขาต่อต้านอาจารย์ทุกคนอย่างเปิดเผย –แม้แต่สเนป ฉันเห็นมัลฟอยกับครอบครัวของเขา ปฎิบัติกับแม่อย่างโหดร้ายและดุดัน เขาเหมือนพ่อ ฉันเห็นมัลฟอยหักคอแมวสีเทาตัวนั้นในห้องครัวด้วยฝ่าเท้า และทิ้งซากของมันไว้กับพื้น ผมของเขาเป็นสีขาว ผิวซีดเซียวและดวงตาดำมืด –เหมือนท้องฟ้าตอนกลางคืน ไม่มีแม้แต่เศษเสี้ยวของแสงสว่าง บางทีดูเหมือนว่าฉันกำลังมองลูเซียสในวัยเยาว์มากกว่าที่จะเป็นเดรโก

ในความฝัน ดวงตาสีดำมืดของเดรโกจับจ้องที่ฉันไม่ว่าจะที่ไหนก็ตาม เขาคอยติดตาม –นั่งอยู่ข้างหลังฉันในห้องเรียนและแกล้งตัดปลายผม หรือที่ระเบียง ก่นด่าพ่อแม่มักเกิ้ลของฉัน พูดถึงความตายแบบที่ฉันสมควรจะได้รับ เขาทำแบบนั้นทุกวัน ตลอดทั้งปี จนกระทั่งฉันยืนขึ้นเพื่อสู้กับเขา และเขาก็ชนะ

มัลฟอยไม่ลังเลที่จะทำ เขาทำให้ฉันขยับไม่ได้ด้วยคาถาเพกทริฟิคัส โททาลัส และโยนฉันลงไปในหลุมลึกดำว่างเปล่า เขายิ้มให้ฉันอย่างวิปริตที่สุด เย็นชาที่สุดเท่าที่ฉันเคยเห็น ตั้งใจที่จะฝังฉันทั้งเป็น

ฉันรู้ว่าตัวเองกำลังจะตาย –เขากำลังจะฆ่าฉัน ฉันขยับตัวเองไม่ได้ สู้ก็ไม่ได้ หรือทำไม่ได้แม้แต่กรีดร้องขอความช่วยเหลือ

แต่แล้วความมืดข้างบนก็เริ่มจางหายไปด้วยแสงสว่างเล็กๆ –จากดวงตาสีฟ้า มีคนฉุดข้อมือฉันขึ้นจากปากหลุม คำสาปหายไป ทำให้ฉันขยับตัวได้ แล้วฉันก็พบกับผู้ช่วยชีวิตคนนั้น

เขาอยู่ในชุดสีขาว ซีดเซียวเหมือนเช่นอีกคนในความฝัน แต่ดวงตาเต็มไปด้วยประกายเจิดจ้า เดรโกคนเดิมที่ฉันคุ้นเคย เดรโก คนที่ฉันรู้จัก

เดรโกคนที่เดินอยู่ในห้องโถงอันวุ่นวายเหมือนเช่นทุกคน คนที่ทำสีหน้ารำคาญใส่พวกปีหนึ่ง และช่วยเด็กบ้านสลิธีรีนหาทางไปห้องเรียนวิชาปรุงยา เดรโกคนที่ชักสีหน้าเมื่อเขาบาดเจ็บในกีฬาควิชดิช คนที่นั่งเงียบๆในคาบของสเนป คนที่หันหน้าหนีเมื่อมูดดี้เสกคาถา อะวาดา เดคราฟวา คนที่ฉันเห็นว่าแอบกลั้นขำ เวลาเฟร็ดกับจอร์จแอบเอามังกรพ่นไฟใส่ใต้เก้าอี้ของอัมบริดจ์

ตอนที่ฉันตื่นแล้ว เขาพูดกับฉันอย่างแดกดันแบบที่เคยทำ ฉันรู้ว่านี่ไม่ใช่เดรโกคนที่มีดวงตาสีดำมืด เขาอาจทำให้ฉันโมโห แต่ไม่ได้ทำให้ฉันรู้สึกกลัว

เขาทำให้ฉันอยากเกลียดเขา แต่สองครั้ง ที่เดรโกช่วยฉันออกมาจากสถานการณ์อันตราย แล้วเขาก็ขอโทษ ที่เรียกฉันว่ายัยเลือดสีโคลน

ทำไมกัน?

ฉันหาคำตอบจากมันไม่ได้ –มันช่างสับสน ฉันหาเหตุผลไม่เจอ หัวใจเต้นแรงเร็ว ฉันต้องบังคับให้ตัวเองเลิกคิด และทำตัวให้สบายไปกับต้นหญ้ากับลำต้นเย็นๆของต้นไม้ นั่งฟังเสียงความเงียบ พยายามให้ตนเองสงบที่สุด

และนั่นก็เป็นตอนที่ฉันได้ยินเสียงใครบางคนข้างนอก กำลังเรียกชื่อฉัน

 

 

จะว่าไป มัลฟอยคล้ายๆมิสเตอร์ดาร์ซี่เลย คิดอะไรก็ไม่พูด ปล่อยให้อลิซาเบธคิดเองเออเองอยู่นั่นแหละ ห้องมันเลือกหนังสือได้ถูกจีๆ 555555555 มัลฟอยเลี้ยงแมวสีเทา ดูสง่าสมเป็นคุณชายดีจังเลย

สวัสดีปีใหม่ 2017 ย้อนหลังค่ะ รีดเดอร์ที่รักทุกท่าน <3



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 104 ครั้ง

481 ความคิดเห็น

  1. #413 Tarantallegra (@Tarantallegra) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 17 พฤศจิกายน 2562 / 07:02

    เดรโกก็คือคีพลุค

    #413
    0
  2. #347 Miya. (@yonoop) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 13 สิงหาคม 2561 / 21:18

    เดรโกกำลังอ่านหนังสือเรื่องตัวเอง ไม่ยอมทำอะไรปากไม่ตรงกับใจอีก

    #347
    0
  3. #338 inlovewithin (@inlovewithin) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 2 สิงหาคม 2561 / 23:47
    เดรโกจริงๆละก้เปนห่วงไมโอนี่5555
    #338
    0
  4. #319 cloudzel_ (@cloudzel_) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 1 สิงหาคม 2561 / 12:01
    คิดภาพเดรตอนเลี้ยงแมวละก้;____;
    #319
    0
  5. #299 BeamLightyear (@BeamLightyear) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 30 กรกฎาคม 2561 / 22:21

    ยิ่งทะเลาะก็จะยิ่งได่รู้จักกันมากขึ้นนะสองคนนี้

    #299
    0
  6. #234 kuychai (@kuychai) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 30 มิถุนายน 2561 / 23:20
    หืมมม เดร
    #234
    0
  7. #215 mongmongji (@pandamongji) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 20 ธันวาคม 2560 / 07:26
    นึกถึงหน้าเดรตอนเลี้ยงแมวแล้วโอ๊ยพ่อคุณน่ารักมากกก><
    #215
    0
  8. #204 isabella♡ (@oxzygen) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 11 กันยายน 2560 / 12:53
    เมื่อไหร่จะออกไปได้นะ5555
    #204
    0
  9. #172 l!i:.นู๋ นิ้ ง.:i!l (@ninko) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 23 กรกฎาคม 2560 / 11:11
    หนูเฮอร์เห็นตัวตนของเดรที่ต่างจากลูเซียสซินะ ดีใจจัง
    #172
    0
  10. #24 juliet! !! (@juliet1992) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 4 มกราคม 2560 / 16:52
    HNY 2017 เช่นกันค่ะ:)
    ปักๆชอบเรื่องนี้จังค่ะ. ต่อเลยคะไร้สู้ๆน้า
    แอบคิดว่าตอนจบคือออกจากห้องได้ซะมั้งเนี่ยฮือ
    #24
    1
  11. #23 Hatsune Maluko (@napasakorn102) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 4 มกราคม 2560 / 00:09
    HNY เช่นกันอีกเสียงงง~~~ ชอบมากค่า ยิ่งตอนที่เฮอร์บรรยายถึงเดรโกยิ่งน่ารักมากเลย~
    #23
    0
  12. #22 Memoris S'Misa (@misakikawaichi68) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 3 มกราคม 2560 / 20:48
    HNY 2017 ย้อนหลังเช่นกันค่าาาา ><
    #22
    0