(Dramione) What The Room Requires

ตอนที่ 5 : 5

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,943
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 126 ครั้ง
    23 ธ.ค. 59

          เฮอร์ไมโอนี่

          มันเป็นคืนที่เงียบที่สุดเท่าที่ฉันเคยเห็น ฉันไม่รู้สึกเหนื่อย หิว ง่วง ตรงกันข้าม กลับรู้สึกสงบ ฉันหาจุดที่นั่งได้อย่างสบายได้ตรงรากไม้ที่เรียบลื่นและเย็น ไม่มีความต้องการที่จะนอน เดรโกก็เช่นกัน เขายังคงนั่งอยู่ที่เดิม ใกล้นาฬิกาโบราณ สายตาทอดตรงแต่ไม่ได้จดจ้องอยู่กับสิ่งใด น้ำตาของเขาแห้งไปแล้ว แต่ฉันอยากให้เขาร้องไห้มากกว่า สีหน้าเฉยชาและซีดขาวนั้นช่างไม่คุ้นเคย

            ฉันไม่มีอารมณ์อยากจะออกไปจากใต้ต้นวิลโลว์นี่ ถึงจิตใต้สำนึกของฉันจะเตือนว่าความคิดของฉันมันงี่เง่า แต่ในขณะเดียวกันที่นี่ให้ความรู้สึกสงบ สภาพแวดล้อมของมันผ่านไปอย่างเชื่องช้า แทบไม่มีการเปลี่ยนแปลง สงบและให้ความรู้สึกผ่อนคลาย

            ฉันรู้สึกเหมือนมีก้อนหินเย็นๆจุกอยู่เต็มท้อง เหมือนกำลังจะเป็นลมเหมือนตอนไม่สบาย ฉันมองดูเขานั่งอยู่ตรงนั้น –มองดูหน้าอกของเขาที่พองขึ้นและยุบลงตามจังหวะหายใจ ขนตายาวในขณะที่เขากำลังกะพริบตาช้าๆ ฉันกัดริมฝีปาก แต่ไม่ได้เอ่ยอะไรออกไป

ความรู้สึกแรกตอนที่ฉันเจอกับเดรโก มัลฟอย เขาคือคนที่เห็นแก่ตัว หลงตัวเอง เอาแต่ใจ และหยิ่งยโส ถูกเลี้ยงดูแบบประคบประหงมจากพ่อแม่ที่มีอำนาจ แล้วในวันนั้นที่เขาเรียกฉันว่ายัยเลือดสีโคลน เป็นวันแรกที่คลื่นความเกลียดได้แผ่ขยายไปทั่วร่างของฉัน เดรโก มัลฟอย ผู้ชายที่น่าขยะแขยงยิ่งกว่าสัตว์เลื้อยคลานหรือแมลงสาบ –ขี้ขลาด สกปรก และไร้ค่า

แต่ฉันไม่เคยคิดเลยว่าแท้จริงแล้วเดรโก มัลฟอย อ้างว้างและเปล่าเปลี่ยวแค่ไหน     

ฉันไม่อยากจะนึกภาพ หากครอบครัวของตัวเองเป็นเหมือนครอบครัวมัลฟอย แม่เกรงกลัวพ่อ ทุกคนต่างอยู่ใต้อำนาจความกลัว อาศัยอยู่ในปราสาทสีทึมหลังใหญ่ ครอบคลุมด้วยเงามืดของผู้เสพความตายและโวลเดอมอร์ นายผู้อยู่เหนือทุกชีวิต

ภาพพวกนั้นไม่เคยปรากฎอยู่ภายในหัวสมองของฉันเลย จนกระทั่งคืนนี้

ฉันกอดอกและพิงศีรษะเข้ากับรากของต้นไม้ มองหน้าเดรโกเป็นรอบที่ร้อยของวัน –สายตาของฉันอ้อยอิ่งอยู่บนหน้าเขา แล้วก็นึกอะไรประหลาดๆออกมาได้

จะเป็นอย่างไรถ้าฉันเป็นลูกสาวของลูเซียสและนาซิสซา มัลฟอย?

ตัวตนของฉันจะยังเหมือนเดิมไหม?

ฉันนิ่งเงียบ ปล่อยให้ความคิดแปลกๆนั่นทิ่มตำไปเรื่อยๆเหมือนเศษแก้วแหลมคม พลางขบฟันกรามเข้าหากัน  แน่นอน ตัวตนของฉันต้องไม่เหมือนในตอนนี้แน่ ฉันอาจจะแข็งแกร่งกว่านี้ กล้าหาญกว่านี้ และดีกว่านี้..

ฉันหวนนึกไปถึงสีหน้าของเดรโกที่มองดูพ่อของเขา มือของเขาเต็มไปด้วยเลือด กุมอยู่ที่กลางหน้าอก จากแผลที่พ่อของเขาเป็นคนทำขึ้นมาเอง

 แต่สายตาของเขากลับเต็มไปด้วยความละอายใจ ความรู้สึกผิด และความรัก

ฉันขยับตัวเปลี่ยนท่านั่ง ปล่อยให้ความคิดไหลไปเรื่อยๆ เหมือนกำลังเดินลงไปสู่ถนนเส้นใหญ่

คุณและคุณนายมัลฟอยที่ฉันเห็นอาจเป็นแค่ภาพลวงตา แต่คำพูดของเขาอาจเป็นเรื่องจริง จากที่ผ่านมาห้องต้องประสงค์สร้างเรื่องต่อเติมขึ้นมาจากเรื่องที่เคยเกิดขึ้นจริงผ่านความทรงจำของพวกเรา ถ้าเช่นนั้นแล้วฮอครักซ์หมายถึงอะไร? มันฟังดูคุ้นหู –เหมือนฉันเคยอ่านเจอจากที่ไหนมาก่อนเมื่อนานมาแล้ว แต่ไม่รู้ความหมาย แต่คงไม่ใช่คำที่ดีแน่ เพราะมันออกมาจากปากของพวกมัลฟอย (อาจจะเป็นของอันตรายก็ได้) และถ้าพวกเขาพูดถึงคำทำนายนั่นไปพร้อมกับของสิ่งนี้ละก็ –มันต้องเกี่ยวข้องกับโวลเดอมอร์แน่

ฉันสูดหายใจจนเต็มปอด สำรวจดูเดรโกอีกครั้ง แสงสีขาวกระทบกับผมสีอ่อนของเขาเป็นประกายงดงาม

พวกเขากำลังทำอะไรอยู่กันแน่? แต่นั่นต้องสำคัญมาก ขนาดที่ว่าหากทำพลาดมีโอกาสถึงตาย

นั่นเป็นเหตุผลที่เขาร้องไห้ในห้องน้ำหรือเปล่านะ?

เดรโกขยับตัว ฉันขยับตาม เขานอนตะแคงข้างลงกับพื้น หันหลังให้ฉัน เอาแขนต่างหมอนหนุนศีรษะ เขาไม่ได้หลับ หากฟังจากเสียงหายใจของเขา

ฉันนั่งอยู่ตรงนั้นเงียบๆ ได้ยินเสียงสายลมพัดผ่านทุ่งข้าวบาร์เล่ย์ข้างนอก ในขณะที่ท้องฟ้าภายนอกดำมืดมากขึ้นเรื่อยๆ ฉันหวัง ด้วยความหวังทั้งหมดที่เหลืออยู่ ว่าจะมีแสงสว่างที่ตัดผ่านความมืดของพวกเราไปได้

เฮอร์ไมโอนี่

ฉันลืมตาขึ้น ขมวดคิ้วอย่างงุนงงเพราะจำไมได้ว่าตัวเองหลับไปตั้งแต่เมื่อไหร่ ฉันเงยหน้าขึ้นจากรากไม้และสำรวจไปรอบๆตัว

เดรโกหายไปแล้ว

ฉันลุกขึ้นยืนและมองหาทุกรอบๆของมุมภายในต้นวิลโลว์ สายลมพัดอย่างรุนแรง และหลังกิ่งไม้ระเกะระกะนั่น แสงสะท้องสีทองจากอะไรบางอย่างเข้าตาฉัน ฉันเดินตัดพื้นหญ้านุ่มๆ ผลักใบไม้ที่กำลังบังออกไปให้พ้นทาง –

ดวงตาของฉันปรับเข้ากับแสงที่ส่องสว่างไม่ทัน ทำให้ฉันต้องหรี่ตา ดวงอาทิตย์ฉายแสงเจิดจ้าอยู่เบื้องบน แผ่ความรู้สึกอบอุ่นจนร้อน สายลมพัดอยู่รอบตัวฉัน เส้นผมของฉันปลิวไปตามแรงลม ฉันสูดหายใจเอาอากาศเข้าเต็มปอดและลืมตามองดูไปทั่วทุ่งข้าวสีทอง ฉันไม่เคยรู้สึกชอบตอนเช้าขนาดนี้มาก่อน

ฉันก้าวออกไปข้างนอก กวาดฝ่ามือให้ระกับต้นข้าว ให้นิ้วมือได้สัมผัสมัน มีเพียงเสียงกระซิบของต้นข้าวและสายลมตอบกลับมา ฉันเงยหน้า และมองหารอบๆอีกครั้ง

นั่นไง!

เดรโกกำลังเดินก้มหน้า เสื้อเชิ้ตหลุดออกจากกางเกง เขาสอดมือสองข้างเข้าในกระเป๋า ลมพัดตีผมของเขาขณะที่เขาเดินลงไปตามทางของทุ่งข้าวใกล้ๆกับเขตที่จะเข้าป่าอันดำมืด

ฉันหยุดเดินและถอนหายใจออกมาสั้นๆ เขามองไม่เห็นฉัน หรือไม่ก็ไม่สนใจจะมอง ฉันมองตามเขาด้วยสายตาไปจนกระทั่งเห็นเขาเดินไปรอบๆเขตระหว่างทุ่งข้าวกับป่าราวกับกำลังวัดระยะทาง ก้าวเดินช้าลงและหนักแน่น แต่ด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม –ฉันมองดูเขาได้อย่างไม่รู้สึกเบื่อ ราวกับเวลาเพิ่งผ่านไปเพียงแปปเดียว

เขากลับมาแล้ว เดรโกนั่งลงกับพื้น ห่างกับเขตป่าพอประมาณ ทำหฉันเห็นแค่ส่วนหัวของเขา ฉันยืนมองเขาอยู่อีกสักพัก แล้วเขาก็ล้มตัวลงนอน หายไปจากสายตาฉัน พร้อมๆกับที่ฉันนั่งลง ในจุดเดียวกับที่ฉันยืนอยู่

ต้นข้าวปกป้องฉันจากสายลม ฉันได้ยินเสียงลมพัดเสียดสี แสงแดดเปล่งประกาย ฉันหลับตาและปล่อยให้แสงแดดตกกระทบใบหน้า สมองยังคิดถึงเรื่องเมื่อคืนที่ฉันคิดหาเหตุผลกับตัวเองในใจ คิดถึงเหตุผลทุกด้าน ฉันปล่อยให้กล้ามเนื้อของตัวเองผ่อนคลาย ปล่อยจิตใจให้ล่องลอยไปไกล..

ฉันลืมตา รู้สึกราวกับนั่งอยู่จุดนี้มาเป็นชั่วโมง –หรือเพิ่งผ่านไปไม่กี่นาทีฉันก็ไม่แน่ใจ ฉันขมวดคิ้ว เวลา นี่คงเป็นปริศนาอีกชิ้นที่ต้องหาคำตอบ

ฉันนอนลง แผ่นหลังแนบกับผืนดิน ดวงตาจ้องมองขึ้นไปในท้องฟ้าสีฟ้าที่ไร้เมฆ ช่างเหมือนกับท้องฟ้าในเดือนสิงหาคม อบอุ่นและเป็นสีฟ้าสดใส

ฉันขยับตัวหาจุดที่สบายเหมาะที่จะนอน ลองเอามือหนุนศีรษะต่างหมอน แต่กลับกลายเป็นว่านั่นทำให้หญ้าทิ่มมือแทน

คงต้องใช้หมอน ฉันคิดกับตัวเอง และระลึกได้ว่าห้องต้องประสงค์จะตอบสนองกับความคิดของเราเสมอ หมอนจะออกมาถ้าเราคิดถึงมัน ฉันมองไปรอบตัว แต่หาสิ่งของที่ตัวเองต้องการไม่เจอ ฉันคำรามในลำคออย่างหัวเสียและล้มตัวลงนอนอีกครั้ง ยิ่งนอน ก็ยิ่งไม่สบายและคัน มัลฟอยนอนเข้าไปได้ยังไงในที่แบบนี้นะ?

ฉันสงสัยว่าเขาจะอยากได้หมอน –

แล้วจู่ๆหมอนสีดำก็ตกลงบนท้องฉัน ฉันร้องออกมาอย่างตกใจ ลุกขึ้นและหยิบมันขึ้นมา นิ้วกำลงไปในนุ่นนุ่มๆ สัญลักษณ์สลิธีรินที่จางแล้วประทับอยู่กลางหมอน ฉันจ้องมองมัน เอามือลูบตรงสัญลักษณ์นั่น

“อะไรกันเนี่ย..”

หรือนี่จะเป็นกฎใหม่ของห้อง ต้องใช่แน่ๆ ฉันคงจะต้องจดจ่อกับสิ่งที่ต้องการให้มากขึ้น

ฉันลุกขึ้น และมองไม่เห็นเดรโก แต่ก็รู้ว่าเขาคงไม่ไปไหนแน่นอน ฉันเดินตรงไปข้างหน้า ได้ยินเสียงเหมือนต้นข้าวข้างๆล้มทับกัน จากหางตา ฉันเห็นเสื้อเชิ้ตขาวของเขาและใบหน้าขาวซีด เขาหลับตา มือหนุนหัว คิ้วเลิกขึ้น ดูไม่ค่อยจะสบาย

“นี่” ฉันพูด

เขาลืมตามองมาที่ฉัน สายตาละไปจ้องมองที่หมอนที่ฉันยื่นไปให้เขา เดรโกลุกขึ้นนั่ง และมองฉันอย่างสงสัย

“เธอเอามันมาจากไหน?”

“มันตกลงมาตอนที่ฉันนอนอยู่ เมื่อกี้”

“นี่มันของฉัน” เขาว่า “เอามานี่”

“ก็กำลังจะให้” ฉันพูดพร้อมๆกับที่เขาคว้ามันออกไปจากมือ เขาวางมันไว้หลังศีรษะทันที และนอนลง หลับตาอีกครั้ง ฉันมองดูเขาอย่างไม่เชื่อ

“นายไม่สงสัยหรอว่าทำไมมันถึงมาหาฉัน  ไม่ใช่นาย?”

เขาไม่ได้ตอบ ฉันกัดกระพุ้งแก้มและนั่งลงห่างจากเขาไม่กี่ฟุต –แต่ต้นข้าวบาร์เล่ย์บังเขาออกจากสายตา ฉันเงยหน้าขึ้น พยายามมองหาเขา

“ฉันกำลังคิดว่าจะนอนยังไงให้สบาย ในเมื่อต้นหญ้านี่คันยุบยับ แล้วฉันก็คิดถึงหมอน” ฉันเริ่มเล่า “แต่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น –เหมือนที่มันควรจะเป็น แล้วฉันก็นึกถึงนาย ว่านายจะรู้สึกเหมือนฉันไหม จากนั้นหมอนของบ้านสลิธิรินก็ตกลงบนท้องฉันพอดี มันมาจากไหนก็ไม่รู้ –นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันขอของจากห้องต้องประสงค์ แต่มันเป็นของนาย –มันตกลงมาให้นาย แต่กลับกัน ไม่มีอะไรเกิดขึ้นถ้าฉันขอให้ตัวเอง มันจะมาเมื่อฉันขอมันให้กับนายเท่านั้น”

“เธอจะสื่ออะไร?” เสียงของมัลฟอยดังออกมาผ่านต้นข้าวที่บังเขาเอาไว้

ฉันขมวดคิ้วและมองไปทางเขา

“ก็เผื่อนายจะสนใจ”

“ฟังนะ แค่ฉันขอโทษไม่ได้แปลว่าเราจะเป็นเพื่อนกัน เกรนเจอร์” เขาบอก

ฉันคิดว่าตัวเองจะเจ็บปวดกับคำพูดนั้นเหมือนที่ผ่านมา แต่เปล่าเลย ฉันไม่รู้สึกอะไรเลยสักนิด คำพูดของเดรโกล่องลอยไปกับสายลม ฉันเพียงแค่ได้ยิน และรับรู้ แต่ไม่มีเสียงสะท้อนในใจที่เจ็บปวดอย่างเคย ฉันยิ้มเย้ย

“อย่าหลงตัวเองไปหน่อยเลยมัลฟอย มันก็แค่หมอน”

เขาไม่ได้ตอบกลับมาอีก –แต่ก็ไม่ได้ไล่ให้ฉันออกไปไหนเหมือนกัน

“ห้องนี้ไม่ได้เป็นเหมือนที่มันเคยหรือควรจะเป็น” ฉันเล่า “อย่างน้อยมันก็ไม่ได้ตอบสนองคำขอของเรา โดยปกติแล้วคนที่เข้ามาจะขอของที่เขาต้องการ แล้วมันก็จะปรากฎขึ้น แต่ต้องการกับอยากได้มันไม่เหมือนกัน ถูกไหม? แล้วการที่ห้องนี้ไม่ให้เราออกไป?” ฉันหยุดไปสักพัก “นี่แหละคือที่ฉันอยากรู้” ฉันเสริม “นายอาจพูดถูก ฉันว่าเราสับสนเล็กน้อย”

“เล็กน้อย?” มัลฟอยส่งเสียงเหอะ “ในนี้มีทั้งก็อบลิน –และงู เท่าที่ฉันเห็น หมอนนี่เป็นอย่างเดียวที่ไม่อันตราย แต่ป่านั่น และก็ –เดี๋ยวก่อนนะ”

ฉันกะพริบตาอย่างงุนงง เขาดูลังเลที่จะพูดออกมา แล้วก็หัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง

“อะไร?” ฉันถาม

“ห้องนี่มันทำให้เธอเพี้ยนไปแล้ว”

ฉันเลิกคิ้ว

“นายพูดอะไรของนาย?”

“เธอบอกว่าฉันคิดถูก” เขาพูดเสียงประชด “หรือที่ผ่านมาเธอคือยัยเกรนเจอร์ตัวปลอมกันเนี่ย เหตุผลใช้ได้เลยนะ –เธอชวนฉันคุยเรื่องไร้สาระ แถมเอาหมอนมาให้อีก หมอนที่ยัยคนเกิดจากมักเกิ้ลขอมาได้ –นี่มันฝันร้ายที่สุดที่ห้องจะให้ฉันได้เลย”

เขาตั้งใจจะทำให้ฉันรู้สึกแย่ แต่ตรงกันข้าม มันทำให้รอยยิ้มกว้างกระจายอยู่บนใบหน้า

เขาไม่ได้เรียกฉันว่ายัยเลือดสีโคลน

“นายเปลี่ยนไปนะ” ฉันพึมพำ ดูดแก้มจนตอบเพื่อไม่ให้ตัวเองยิ้ม แล้วก็กลับมาคิดเรื่องเดิมอีกครั้ง “นายเคยบอกว่าเวทย์มนต์มีกฎของมัน ห้องนี่ก็มีกฎของมันเหมือนกัน ห้องต้องประสงค์ใช้เวทย์อ่านใจ –แล้วมันก็จะให้สิ่งที่นายต้องการมากที่สุด มันรู้สิ่งที่พวกเรากำลังคิดถึงแล้วก็สร้างมันออกมา –หรืออาจเป็นอะไรที่ดีกว่าที่พวกเราคิด เอาจากที่ฉันเห็น ฉันคิดว่าทุ่งข้าวกับป่าน่ะของจริง และเบื้องหลังนั่นต้องมีประตูซ่อนอยู่” ฉันหยุดคิดไปชั่วครู่ “แต่เส้นทางที่พวกเราเห็นในป่าคงเป็นภาพลวงตา”

“อะไรทำให้เธอคิดถึงเรื่องเส้นทาง?” เดรโกเอ่ยถาม ฉันนิ่งคิดไปอีกสักพัก

“ก็.. ก่อนหน้านี้ ฉันเห็นนาย.. เดินเคาะไปตามต้นไม้เหมือนเคาะประตูแล้วก็.. เรียกหาทุกคน”

“ทุกคนไหน?” เขาเสียงดังขึ้น ฉันนิ่วหน้า นึกดีใจที่เขามองไม่เห็นฉัน

“ก็พวกเด็กบ้านเรเวนคลอ” ฉันโพล่งออกมา “ฉันสงสัยว่านายกำลังทำอะไร จนคิดได้ว่านายคงเข้าไปติดในอีกโลกนึงที่ฉันมองไม่เห็น”

เดรโกเงียบไป ฉันขยับตัว กำลังเรียบเรียงความคิดในหัว

“ฉันยังไม่แน่ใจเรื่องต้นวิลโลว์ แสงในนั้นมันดู..แปลกๆ แต่ก็ยังดีกว่าในป่า” ฉันนิ่งคิดไปอีกเป็นเวลายาวกว่าเดิม “แล้วฉันก็คิดว่าอาจจะเป็นไปได้ก็ได้ที่นั่นจะเป็นภาพลวงตาที่ห้องนี้สร้างขึ้นอีกตอนที่พวกเราหลับ” ฉันเอียงหัว “แต่มีอีกอย่าง..” เสียงของฉันขาดหายไป

“แล้วอีกอย่างนั่นอะไรล่ะ?” เดรโกส่งเสียง ฉันสะดุ้ง เพราะไม่คิดว่าเขากำลังฟัง

“ก็..” ฉันเริ่ม “เวลาในนี้มันแปลกไปน่ะสิ เหมือนกับว่าเวลาไม่ได้เดิน –หรือไม่มีเวลา เหมือนพวกเรากำลังอยู่ในความฝัน ฉันไม่รู้สึกเหนื่อย หรือหิว ถึงพวกเราอยู่ในนี้มาได้ตั้งหนึ่งวันหนึ่งคืน” เสียงของฉันต่ำลง ราวกับกำลังพูดกับตัวเอง “มันเป็นไปได้มั้ยว่านี่อาจเป็นแค่ความฝันของพวกเรา”

“ไร้สาระ” เดรโกแทรก “ไม่มีทางที่มันจะเป็นแบบนั้นแน่”

“งั้นฉันก็ไม่รู้แล้ว มันอยู่นอกเหนือความเข้าใจของฉัน” ฉันพูดอย่างขุ่นเคือง

“ไม่คิดเลยนะว่าจะได้ยินคำนี้จากปากเธอ” เดรโกเย้ย “ฉันคิดว่าเธอเป็นแค่ภาพหลอนซะอีก เกรนเจอร์ เธอคงจะหายไปแล้ว ถ้าลมพัดแรงกว่านี้”

“อย่าโง่น่า” ฉันโต้กลับทันที “ถึงฉันจะอยากหายไปจากห้องนี้มากขนาดไหน แต่พวกเราก็ต้องรู้ให้ได้ก่อนว่าทำไมถึงมาตกอยู่ในสภาพแบบนี้ ฉันอยากรู้ว่ามันพยายามจะบอกอะไรเรา แล้วพอเรารู้ เราก็จะออกไปทางป่าและ – “

“ไม่มีคำว่าเรา เกรนเจอร์” เดรโกขัด ทำให้ฉันหยุดพูด “ฉันจะไม่กลับไปในป่านั่นอีกเด็ดขาด ไม่มีทาง ต่อให้หิวตายฉันก็จะตายที่นี่” เขาทำเสียงต่ำ “แล้วเธอก็ไม่มีทางเปลี่ยนใจฉันได้แน่นอน”

ฉันนั่งนิ่งและกลืนน้ำลายอึกใหญ่ สายลมพัดผ่านทุ่ง คิ้วของฉันยู่เข้าหากัน ฉันลุกขึ้นยืนช้าๆ ปัดเศษดินและฝุ่นออกไปจากกระโปรงและเข่า เดรโกกำลังเงยหน้ามองท้องฟ้า เหมือนเขาเห็นอะไรบางอย่างที่น่าสนใจบนนั้น ดวงตาของเขาว่างเปล่า ริมฝีปากเหยียดตรง

“ฉันไม่โทษนายหรอก” ฉันพูดเบาๆ และก่อนที่เขาจะได้พูดอะไรอีก ฉันก็หันหลังให้ เดินออกไป สำรวจดูบริเวณรอบๆ

 

เฮอร์ไมโอนี่

ฉันเดินออกมาจากเดรโก ทิ้งเรื่องที่พวกเราคุยกันไว้ เวลาเหมือนไม่ได้ขยับเหรือเดิน และเหมือนจะคงอยู่แบบนี้ไปตลอด ฉันกัดริมฝีปากขณะเดินวนรอบๆทุ่งข้าวเป็นรอบที่สาม นี่เหมือนความฝัน แต่เป็นฝันที่เหมือนจริง แปลกประหลาด และชัดเจนที่สุดเท่าที่ฉันเคยเห็น ฉันสูดกลิ่นของพื้นดิน สายลม และฟางข้าวเข้าเต็มปอด ต้นข้าวที่ระอยู่ระหว่างนิ้วให้ความรู้สึกสบายอย่างเหลือเชื่อ สายลมพัดสม่ำเสมอ ฉันได้ยินเสียงตัวเองเดินย่ำเท้าไปมา

ดวงอาทิตย์ค่อยๆเคลื่อนต่ำ มันเริ่มเปลี่ยนสี จากสีทอง กลายเป็นสีส้ม แดง และท้องฟ้าก็กลายเป็นสีม่วงในที่สุด ฉันเห็นเดรโกลุกขึ้นและเดินลากเท้าอย่างเชื่องช้ากลับไปในต้นวิลโลว์ เขาเอาหมอนไปด้วย ฉันเดินต่ออีกเล็กน้อย ถอนหายใจออกมา ความมืดปกคลุมพวกเราอีกแล้ว ลมพัดเย็นขึ้น ฉันจึงหันหลังและเดินตามเขาไป

ฉันแหวกม่านใบไม้ของต้นวิลโลว์ออกด้วยฝ่ามือทั้งสองข้าง เดรโกยังนั่งอยู่ข้างๆนาฬิกาเรือนนั้นเหมือนเดิม เขาไม่ได้มองมาทางฉัน และก็ไม่ได้พูดอะไรด้วย ฉันลังเล แล้วก็ตัดสินใจเดินเข้าไป เห็นแสงสีทองลอยขึ้นจากข้างใต้เมื่อเท้าของฉันเหยียบลงบนพื้นหญ้า ฉันนั่งลงในจุดเดิม รากไม้ และเอนหลังพิงต้นไม้ใหญ่

พวกเรานั่งกันอยู่แบบนั้นสักพัก แล้วเดรโกก็นอนตะแคงลงกับพื้นหญ้า หันหลังให้ฉัน ฉันพิงศีรษะกับต้นไม้ เสียงลมพัดผ่านทุ่งดังจากข้างนอกเข้ามาข้างใน แต่ข้างในนี้ช่างเงียบสงบเหลือเกิน ฉันเห็นลมหายใจของเดรโกเข้าและออก ลึกขึ้นทุกครั้งที่เขาหายใจ จนในที่สุดฉันก็รู้ว่ากำลังมองเขาหลับ ฉันถอนหายใจออกมา ปล่อยให้ดวงตาปิดลง

แต่จู่ๆ มัลฟอยก็สะดุ้งตื่นและส่งเสียงร้องออกมา ฉันลุกขึ้นนั่ง ลืมตาขึ้นมอง มัลฟอยล้มตัวลงนอนอีกครั้ง เขาหลับตา ดูท่าทางร้อนรน เขายกมือขึ้นมา ฉันนั่งมองเขา เห็นความตึงเครียดที่อยู่ในคิ้วขมวดแน่นเริ่มคลายลง เขาวางมือไว้บนหน้าอก ฉันยังนั่งนิ่งอยู่แบบนั้นอีกสักพักให้แน่ใจว่าเขาหลับแล้ว ก่อนจะกลับไปนอนพิงต้นไม้และหลับตา ความง่วงค่อยๆทำให้ฉันเข้าสู่นิทราในที่สุด..

เดรโกสะดุ้งเฮือกขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ทำฉันแทบจะตกใจตามเขา เขาถอนต้นหญ้าขึ้นมากำนึง หายใจถี่แรง ฉันกัดฟัน พยายามนั่งลงอย่างสงบแบบเดิม มองขึ้นไปยังท้องฟ้าด้านบน นี่คงเป็นเวทย์มนต์อีกอย่างของห้องสินะ เยี่ยมมาก ฉันจะไม่มีทางได้นอนหลับอย่างสงบถ้าเดรโกฝันร้าย

ฉันถูฝ่ามือสองข้างเข้ากับใบหน้าและมองไปทางเดรโก ลมหายใจของเขาสม่ำเสมอ ตัวแข็งเกร็ง และมือกำแน่น ฉันผ่อนลมหายใจออกมา ดีมาก เขาต้องการการพักผ่อนมากกว่าที่ฉันต้องการ หลังจากที่คิดวิธีทำให้เดรโกและฉันได้พักผ่อนซะทีอยู่เป็นนาที ฉันก็เริ่มต้นร้องเพลง ถึงมันจะดูโง่ แต่ก็ต้องลอง มันอาจทำลายความเงียบที่น่าอึดอัดนี่ไปด้วยก็ได้


Over in Killarney,
Many years ago,
My mother sang a song to me
In tones so sweet and low.
Just a simple little ditty,
In her good old Irish way,
But I'd give the world if she could sing
That song to me this day."


            ฉันหยุดร้อง ประกายแสงห่อหุ้มรอบๆเดรโกขณะที่เขานอนลงบนพื้น แสงสีทอง อบอุ่นและสว่าง มือแลพไหล่ของเดรโกที่เคยเกร็งจากฝันร้ายๆค่อยๆผ่อนคลาย แต่ยังปรากฎรอยตึงเครียดอยู่บนหน้าผาก ฉันกลืนน้ำลาย –และเริ่มร้องเพลงอีกหน –และเมื่อฉันเริ่ม แสงสีทองก็รายรอบตัวของเขาเหมือนหิ่งห้อย



"Too-ra-loo-ra-loo-ral,
Too-ra-loo-ra-li,
Too-ra-loo-ra-loo-ral,
Hush, now don't you cry
Too-ra-loo-ra-loo-ral,
Too-ra-loo-ra-li,
Too-ra-loo-ra-loo-ral,
That's an Irish lullaby."

 

ในแต่ละคำที่ฉันร้องออกมา แสงสีทองก็ส่องประกายไปรอบๆ ทั้งหน้าผาก แขน มือ และตัวของเดรโกก็ราวกับเปล่งแสง เหมือนกับถูกปล่อยให้เป็นอิสระจากความกังวลทั้งหมด และเมื่อฉันร้องเพลงท่อนสุดท้าย ใบหน้าของเดรโกก็ดูราวกับถูกปลดเปลื้องจากทุกอย่าง แสงสีทองนั้นจมหายลับเข้าไปในตัว –เขานอนหลับแล้ว อย่างสงบสุข ฉันนิ่งเงียบ ได้แต่จ้องมองเขาและครุ่นคิด

เหลือเชื่อจริงๆ

ฉันนั่งลงอย่างช้าๆ ปิดตาของตัวเองอีกรอบ บังคับตัวเองให้เลิกคิดถึงเรื่องเมื่อกี้และแสงสีทองนั่น แล้วฉันก็หลับไปในที่สุด

 

เดรโก

ผมนอนหลับ ร่างกายของผมต้องการการพัก ผมหลับตาลงและเจอกับความดำมืด เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง ผมก็เห็นแสงอาทิตย์ส่องลอดม่านใบไม้เข้ามา ผมลุกขึ้นนั่ง จัดผมด้วยมือ นึกถึงเรื่องบางอย่าง..ผมจำได้ว่าในตอนที่งีบหลับไป กำลังเข้าสู่ภวังค์ ตอนนั้นมันไม่ใช่ฝันร้าย เพราะผมไม่เห็นอะไรเลย แต่มีอะไรบางอย่างที่กดผมให้อยู่กับที่ ผมขยับร่างกายไม่ได้เลย

แล้วเสียงร้องเพลงก็ดังขึ้นมา ในตอนแรก ผมยังไม่เข้าใจความหมายของมัน แต่อีกไม่นานความอบอุ่นก็เริ่มแผ่ไปทั่วตัว ขึ้นมาที่หน้าอก ในที่สุดร่างกายของผมก็ถูกปลดออกจากความหนักอึ้ง ผมเห็นแสงสีทองสว่างนุ่มนวลอยู่ชั่วขณะ –แล้วผมก็จำอะไรไม่ได้อีกเลย

ผมขมวดคิ้ว มองไปรอบๆภายในโพรงต้นวิลโลว์นั่น เกรนเจอร์หายไปไหน?

ผมเริ่มกังวลอีกครั้ง เธอคงไม่ได้ทิ้งผมเพื่อไปที่ประตูอีกหรอกนะ ใช่ไหม? ผมสบถออกมาและลุกขึ้นยืน –ทิ้งหมอนเอาไว้ที่เดิม –แล้วเปิดม่านใบไม้ที่รกนั้นออก

ผมต้องหยุดเมื่อแสงสว่างสอดส่องเข้ามา และยกมือขึ้นบังสายตาที่ยังปรับตัวไม่ทันจากแสง ผมลูบหน้า หรี่ตามองหายัยนั่นรอบๆทุ่ง ผมเลิกคิ้ว ทุ่งหญ้านี่ดูเหมือนทำจากทองที่อ่อนนุ่ม กำลังพลิ้วไหวไปมา เป็นไปได้อย่างไรกันนะ?

แล้วผมก็เห็นสิ่งแปลกปลอมที่ทำให้ต้องหยุดมอง เกรนเจอร์กำลังเดินไปรอบๆ ห่างจากเขตป่าเพียงไม่กี่ก้าว เธอก้มหน้าลง ทำให้มองไม่เห็นผมในขณะที่เธอเดินบนเส้นทางที่ผมนอนไปเมื่อวาน หรือ..อะไรก็ช่างเถอะ

ไม่อยากจะยอมรับ แต่ก็ต้องบอกว่าเธอพูดถูก พวกเราอาจกำลังอยู่ความฝัน เป็นไปได้ยังไงที่ผมจะไม่รู้สึกหิว เหนื่อย หรือปวดเมื่อย หรือเปื้อนเศษดิน? ความจริงแล้วพวกเราติดอยู่ในนี้นานเท่าไหร่กันแน่?

ผมเตะต้นข้าว ผลักไสความคิดออกไป ซุกมือเข้าไปในกระเป๋ากางเกงและเดินออกมาจากต้นวิลโลว์ ผมไม่รู้ว่าตัวเองกำลังจะไปไหน –หรือแม้แต่มีที่ไหนให้ไป แต่ไม่ใช่เส้นทางนั้นแน่ๆ ไม่อีกแล้ว ผมจึงเดินไปทางเดียวกับที่เกรนเจอร์กำลังเดิน แต่เพื่อไม่ให้เจอหน้าเธอ ผมจึงเดินตามหลังเธอ แน่นอน โดยทิ้งระยะห่างเอาไว้

ผมเดินแบบนี้ได้สักเป็นชั่วโมง หรืออาจสิบนาที ผมไม่อยากจะหยุดคิดเรื่องเวลา นั่นอาจทำให้ผมปวดหัวได้ ผมเดินเตะต้นข้าวไปเรื่อยๆพร้อมๆกับที่ตามหลังเกรนเจอร์ ทิ้งระยะห่างเอาไว้อย่างระมัดระวังตามเดิม

แล้วเกรนเจอร์ก็หยุดเดิน ผมเงยหน้ามองเธอ หยุดเดินเช่นเดียวกัน เธอน่าจะอยู่ห่างนำหน้าผมออกไปสักร้อยเมตรได้ ผมไม่รู้ว่าพวกเราเดินวนรอบๆนี้ได้กี่ครั้งแล้ว –อาจจะสักห้าครั้งมั้ง

เกรนเจอร์เงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าอยู่สักพัก แล้วเธอก็นั่งลงกับพื้น หายไปจากสายตา

หน้าอกของผมยุบหวบ ผมรู้ว่าเธอนั่งและนอนลงกับพื้น ต้นข้าวนั่นบังเธอออกจากผม ผมรู้ว่าเธอยังอยู่ตรงนั้น ไมได้หายไปไหน ผมรู้ว่าผมไม่ได้อยู่ในที่ที่ชวนปวดประสาทนี่คนเดียว

แต่ผมก็ออกวิ่งทันทีที่เธอละไปจากสายตา

นายกำลังทำบ้าอะไร! หยุดเดี๋ยวนี้นะ! เสียงในหัวของผมตะโกน ทำให้ฝีเท้าของผมช้าลง แต่ผมก็ยังไม่เจอเธอ ผมกลืนน้ำลายอึกใหญ่ เดินฝีเท้าช้าลง และมองหาเธอ

นั่นไง! ชุดของเกรนเจอร์เป็นสีดำ เพราะงั้นผมถึงเห็นเธอเด่นชัดอยู่กลางทุ่งสีทองอร่าม ผมหยุดเดิน ซุกกมือเข้าไปในกระเป๋ากางเกงเหมือนเคย รู้สึกเหมือนเป็นไอ้โง่ สายลมที่พัดทำให้เส้นผมของผมยุ่ง เหมือนกับมันกำลังหัวเราะเยาะผม

“นายตื่นแล้ว” เกรนเจอร์พูดอย่างเพิ่งสังเกตเห็น ผมกัดฟัน ไม่ได้ตอบเธอ และรอคอบคำพูดถัดมา แต่ก็ไม่มี ผมทิ้งน้ำหนักไปที่เท้าอีกข้าง และมองตรงไปในป่า –เธอกำลังหันหน้าไปทางนั้นในตอนที่นอนลงไป เท้าชี้ไปทางนั้น ผมหรี่ตาและมองเธอ

“เธอกำลังวางแผนอะไรล่ะสิท่า”

ใช่ แต่ไม่ใช่แผนใหญ่โตหรอก” เธอตอบ ผมส่งเสียงคำรามในคอและกลอกตาทันที

“เธอเคยวางแผนแต่ไม่ทำให้มันเป็นเรื่องใหญ่ด้วยรึไง?”

“นายไม่ได้รู้ทุกอย่างเกี่ยวกับฉันนี่” เธอตอบอย่างเย็นชา ผมมองไปทางเธอ แต่ก็ยังไม่เห็นเธออยู่ดี

“ฉันก็อยู่กับเธอมานานจนรู้ว่าเธอ พอตเตอร์ และวีสลีย์มักจะวางแผนก่อเรื่องโง่ๆและสร้างความยุ่งยากมาให้ตลอด” ผมตอกกลับ

“การปกป้องโรงเรียนไม่ใช่สิ่งที่น่ารื่นเริงเหมือนอยู่ในปาร์ตี้น้ำชาหรอกนะ มัลฟอย” เธอตอบเสียงแข็งขึ้น ผมกะพริบตา ไม่รู้ว่าจะต้องตอบเธอยังไง แทนคำพูด ผมสาวเท้าเดินเข้าไปใกล้เธอเพื่อจะได้มองเห็นหน้าเธอชัดๆ

เกรนเจอร์หลับตา แพขนตายาวปิดสนิท ดูเหมือนว่าเธอกำลังหลับ แต่ริมฝีปากเหยียดๆนั่นทำให้ผมหงุดหงิด ผมเลิกคิ้วขึ้นข้างนึง

“เธอกำลังวางแผนอะไร เกรนเจอร์?”

“ไม่เกี่ยวกับนายนี่” นี่คือคำตอบ

“ก็ดี” ผมกอดอก “เพราะเธอควรจะรู้ว่าการช่วยเธอออกจากฝูงงูนั่นเป็นครั้งเดียวที่ฉันจะช่วยเธอ ไม่มีครั้งต่อไปแน่”

“คงงั้น” เธอเอ่ยเสียงเบา ผมจ้องเธอ แต่เธอไม่ได้ลืมตาขึ้นมา เธอเลิกคิ้วให้ผมแทน

“ทำไมนายไม่ไปหาอะไรทำซะล่ะ?”

“อะไรนะ?” ผมตะโกน และพูดต่อทันทีที่จัดการกับความคิดอันสับสนของตัวเองได้ “นี่เธอกำลังไล่ฉันหรอ?”

“เปล่า” เธอตอบสั้นๆ ยังคงสงบนิ่ง “ฉันแค่แนะนำให้นายไปหาอะไรทำแทนที่จะมาขัดจังหวะการใช้ความคิดของฉัน”

ผมโยนมือสองข้างขึ้นในอากาศ

“แล้วเธอหวังจะให้ฉันทำอะไรล่ะ?” ผมร้อง “ถักนิตติ้งรึไง?”

“ไปหาหนังสืออ่านซะ”

ผมอ้างปากค้าง

“อ่านหนังสือ?”

“ใช่”

ผมสบถใส่เธอออกมาเป็นภาษาเยอรมัน ผมไม่ได้โง่ –ผมเคยโดนเธอชกหน้ามาแล้ว รู้แล้วว่ากำปั้นนั้นรู้สึกยังไง แล้วก็รู้ด้วยว่ามันจะรู้สึกดีอย่างเหลือเชื่อถ้าเธอจะแปลสิ่งที่ผมพูดใส่ไม่ออก ผมเตะต้นข้าวอย่างหงุดหงิด และเดินย่ำเท้ากลับไปทางต้นวิลโลว์

ผมต้องบอกตัวเองว่าเธอแค่กำลังรำคาญ และผมก็โมโหกับความหยาบคายของเธอ ผมไม่พอใจที่ตัวเองรู้สึกกลัวป่ามืดๆนั่นอยู่ แล้วการอยู่แถวๆนั้นก็ทำให้ผมแทบบ้า

ผมปัดม่านใบไม้ออกไปแล้วย่ำเท้าเข้าไปข้างใน เหยียบลงบนพื้นหญ้าสีเขียว

แล้วสิ่งที่อยู่เบื้องหน้าก็ทำให้ผมต้องหยุดชะงัก

นาฬิกาโบราณที่หยุดเดินแล้ว หมอนที่วางอยู่ และข้างๆนั้นมีกองหนังสือตั้งอยู่สี่เล่ม ผมจ้องมองมันอย่างตกตะลึง

ไปหาหนังสืออ่านซะ

เธอทำแบบนี้ได้ยังไงกัน?

ผมก้าวเท้าเข้าไปหาอย่างนึกฉงน ดูจากหน้าปกแล้วผมไม่เคยเห็นมันที่ไหนมาก่อน

“เชอร์ล็อค โฮล์ม ฉบับสมบูรณ์” ผมพึมพำ “แบล็ค บิวตี้ ม้าแสนรู้ ,ไพรด์ แอนด์พรีจูดิต, เวอร์จิเนียกับซานต้าคลอส” ผมหยิบเล่มสุดท้ายขึ้นมาและมองดู มันเล็กกว่าเล่มที่เหลือ พวกนี้คือหนังสือของมักเกิ้ลหรอ? พวกนั้นรู้เรื่องเกี่ยวกับซานต้าคลอสด้วยรึไงนะ?

ผมมองลอดผ่านม่านใบไม้ นึกแปลกใจที่ยังไม่เห็นเกรนเจอร์โผล่หน้าเข้ามาและหัวเราะเยาะใส่ผมที่กำลังมองดูหนังสือไร้สาระพวกนี้ แต่สิ่งเดียวที่ผมได้ยินคือเสียงเสียดสีไปมาของต้นข้าวในทุ่ง ผมนั่งลง และเปิดหนังสือเล่มซานต้าคลอสนั่น

แด่ ผู้แปลที่รัก : ฉันในตอนนี้อายุแปดขวบ และเพื่อนๆบอกว่าซานต้าคลอสไม่มีจริง

ผมลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็วจนเกือบเซล้ม รู้สึกไม่เชื่อกับสิ่งที่เขียนอยู่บนหน้าหนังสือ และนั่นทำให้ผมอ่านมันจบอย่างรวดเร็ว

 

เฮอร์ไมโอนี่

“ทั้งหมดนี่เกี่ยวกับผู้คนไม่เชื่อเรื่องซานต้าคลอสใช่มั้ย?” เดรโกส่งเสียงคำรามมาจากข้างหลังฉัน และฉันก็ได้ยินเสียงอะไรสักอย่างตกลงดับตุ้บข้างหลัง ฉันลืมตาและเหลียวมองไปในทางนั้น หนังสือเรื่องเวอร์จิเนียกับซานต้าคลอสวางอยู่บนพื้น ฉันลุกขึ้นนั่ง หยิบหนังสือขึ้นมาดูอย่างประหลาดใจที่แม้จะนอนอยู่เฉยๆก็ขอหนังสือกับห้องต้องประสงค์ให้เดรโกอ่านได้ ไม่ยักรู้ว่ามันจะให้เล่มโปรดของฉันกับเขาด้วย ฉันพยายามเปิดอ่าน แต่เปิดไม่ออก เหมือนกับว่ามันมอบให้กับเดรโกเพียงผู้เดียว

ฉันมองเดรโกที่ยืนห่างออกไปไม่กี่ก้าว เขากอดอก และดูเหมือนว่าจะต้องการคำตอบ

“ฉัน.. เอ่อ นี่ตอบตามตรงได้ใช่มั้ย?” ฉันถามก่อนตอบ “เด็กๆทุกคนถามแบบนี้จนเขาโตขึ้น” ฉันยักไหล่ “ฉันไม่เชื่อเรื่องซานต้าคลอส”

เดรโกมองฉันด้วยสายตาที่เหมือนกับว่าผิวหนังของฉันได้กลายเป็นสีม่วงไปแล้ว

“อะไรนะ?” เขาพูด

ฉันไม่เชื่อเรื่องซานต้าคลอส” ฉันพูดซ้ำ เดรโกยังมองค้าง เหมือนกับว่าฉันพูดภาษาจีนใส่

“หมายถึง ฉันชอบหนังสือเล่มนี้นะ” ฉันยิ้มบางและชูมันขึ้น “เขาแต่งได้สนุกมาก แต่ฉันแค่ไม่เชื่อเรื่องผู้ชายแก่ๆใจดี อาศัยอยู่ทางขั้วโลกเหนือ บินไปรอบโลกด้วยกวางเรนเดียร์ ส่งของขวัญให้เด็กๆทุกคนทางปล่องไฟ” ฉันหัวเราะ “นั่นเป็นไปไม่ได้”

เดรโกมองฉันด้วยสายตาที่น่ารังเกียจ

“ฉันหวังว่าเธอจะรู้นะว่าสิ่งที่พูดออกมาโง่เง่าแค่ไหน”

ฉันกะพริบตา

“อะไรนะ?”

เขาส่ายหน้า

“มักเกิ้ล” เขาส่งเสียงดูถูก ส่ายหน้าอีกครั้งและมองข้ามทุ่งข้าวไป “ฉันกับพ่อมีความคิดเหมือนกัน –ต่อให้ผู้วิเศษทั้งหมดเต้นรำลงไปที่ถนนที่วุ่นที่สุดในลอนดอน พวกนั้นก็ไม่สนใจเราหรอก ฉันไม่เข้าใจว่าทำไมถึงต้องปิดเรื่องเวทย์มนต์เป็นความลับ” เขาโน้มตัวลงมาและจ้องหน้าฉัน “มักเกิ้ลจะไม่เชื่อจนกว่าพวกเขาจะเห็นด้วยตาตนเอง เพราะพวกนั้นมันโง่สิ้นดี”

คำพูดของเขาทำให้ฉันรู้สึกโกรธ

“ฟังนะ” ฉันขึ้นเสียง “แค่มักเกิ้ลไม่เชื่อเรื่องเวทย์มนต์ไม่ได้แปลว่าพวกเขาจะ – “

“ซานต้าคลอสมีอยู่จริง” มัลฟอยขัด “ฉันเคยเจอเขา”

“นาย อะไรนะ?”

“ฉันเคยเจอเขา” เขาย้ำ “อันที่จริงคือ คุยกับเขา”

ฉันอ้าปากค้าง

“ได้ยังไ – “

“ฉันในตอนนั้นอายุสิบสอง” มัลฟอยเล่าต่อ “ในวันก่อนคริสมาสต์ ฉันกลับบ้านช้า และพยายามแกะห่อของขวัญก่อนถึงเวลา แต่เขายืนอยู่ตรงนั้น ในห้องนั่งเล่น เหมือนกับกำลังรอฉัน”

ฉันกลั้นลมหายใจ เดรโกละสายตาออกไป เขากำลังนึกถึงอดีต –จากสายตาของเขา เขาไม่ได้กำลังแต่งเรื่อง

“เขามองดูฉันด้วยสายตาเดียวกับพ่อมดตนอื่นๆ –แต่เป็นพ่อมดที่แก่แล้ว เหมือนกับ..ดัมเบิลดอร์” เดรโกลังเล เขากลืนน้ำลาย และไม่ได้มองมาทางฉัน “เขาสวมชุดสีทองและแดง พร้อมเข็มขัดกับกระดิ่ง กับนองเท้าบูตขัดเป็นเงา เขาให้ฉันนั่งบนเก้าอี้ของพ่อ แล้วก็มองฉันเป็นเวลานาน คุยกับฉัน แต่เหมือนกำลังไม่พอใจมากกว่า”

ฉันอ้าปากค้างอย่างลืมตัว

“เขาไม่พอใจนาย?”

เดรโกเขี่ยอะไรบางอย่างที่เท้าของเขา

“ก็ไม่มีอะไร เขาให้ฉันคืนของที่ยึดมาได้จากเบลส” เขายักไหล่ “ฉันไม่คิดว่านั่นมันสำคัญหรอก แต่คลอสบอกว่ามันสำคัญ เขาบอกว่าเขาให้อภัยฉัน แต่ต้องคืนของขวัญที่ฉันยึดมาจากเบลส เขารับไม่ได้กับเรื่องแบบนั้น –และถ้าฉันทำแบบนี้อีก เขาจะให้ผงจามตลอดทั้งปีกับฉันแทนของขวัญ” เดรโกยิ้มมุมปาก และเขาก็จ้องตาฉัน “แล้ว..ฉันก็เลยไม่ทำแบบนั้นอีกเลย”

ฉันอึ้งไปสักพัก ก่อนที่จะหาเสียงของตัวเองเจอ

“งั้นนาย –งั้นนายก็ได้คุยกับซานต้าจริ – “

มัลฟอยมองฉันด้วยสายตาแบบเดิมที่ฉันคุ้นเคย เขาดูไม่พอใจขึ้นมาอีก

“เธอก็ลองใช้สมองมัลเกิ้ลของเธอคิดสิ เกรนเจอร์” มัลฟอยพูดอย่างไม่ชอบใจ “ฉันเสกงูออกมาจากปลายไม้ได้ เธอเสกขนนกให้ลอยได้ มักกอนนาเกิ้ลใช้เครื่องย้อนเวลาในตอนบ่ายเพื่อไปเอาจดหมายที่เธอพลาดไว้เมื่อเช้า” เขาส่ายหน้าอีกรอบและมองดูฉันด้วยสายตาเดียวกับพ่อของเขา “ผู้ชายที่ขับเลื่อนไปรอบโลกและเข้ามาทางปล่องไฟ”

“ฟังนะ มัลฟอย” ฉันโยนหนังสือลงและลุกขึ้นยืน “ผู้ชายขับเลื่อนไปทั่วโลกและเข้ามาทางปล่องไฟเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับนาย มันก็ง่ายถ้านายจะเชื่อ จริงๆแล้ว นายแทบจะไม่ต้องคิดจะเชื่อด้วยซ้ำ ก็ในเมื่อ.. ในเมื่อ..” ฉันคิดหาคำพูดออกมาจากสมอง มันยาก โดยเฉพาะเวลาโกรธ “มันก็เหมือนเรื่องธรรมดา เหมือนการบ้าน หรือภาษี หรือความตายที่เรารู้กันทุกวัน นายเห็นมันทุกวัน สำหรับนาย มันเป็นเรื่องจริง” ฉันจ้องหน้าเขา ตั้งใจพูดให้วึมซับเข้ากะโหลกหนาๆของเขา “แต่มักเกิ้ลไม่ได้เห็นขนนกลอยได้ หรือเครื่องย้อนเวลา –พวกเขาก็ต้องไม่เชื่ออยู่แล้ว! เพราะมันไม่มีข้อพิสูจน์!” ฉันสาวเท้าเข้าไปใกล้มัลฟอย มองเขาอย่างขุ่นเคือง “แล้วอย่ามาหาว่าพวกนั้นโง่เพียงเพราะเขาไม่เชื่อเรื่องเวทย์มนต์นะ เพราะพวกนั้นสร้างเครื่องบินที่บินข้ามทะเลได้ แม้แต่ไปดวงจันทร์พวกเขาก็ทำมาแล้ว” ฉันส่ายหัว ปล่อยมือลงข้างตัว “แต่นายไม่เคยคิดที่จะเข้าใจเรื่องราวของพวกนั้นบ้างเลย นายคิดแต่ตัวเอง ว่าตัวเองน่ะเจ๋งกว่าใคร ซึ่งจริงๆแล้วมันไม่ใช่” ฉันเชิดคาง “ลองใช้ชีวิตอยู่แบบไม่มีเวทย์มนต์เลยสิ –ไม่มีเวทย์ป้องกันหรือผ้าคลุมล่องหน หรือยารักษาโรค มันน่ากลัวใช่มั้ยล่ะ” ฉันกดเสียงต่ำ “แต่สำหรับมักเกิ้ล พวกเขาใช้ชีวิตแบบนั้นทุกวัน –แต่พวกเขาก็ยังมีบ้าน ครอบครัว งาน และความสุข –พวกเขาผ่านสงคราม สู้กับผู้ก่อการร้าย และโรคร้าย ผ่านความตายโดยที่ไร้เวทย์มนต์” ฉันสูดลมหายใจ “มักเกิ้ลไม่ได้โง่ อันที่จริง พวกเขากล้าหาญกว่าพ่อมดตนไหนๆที่ฉันเคยรู้จักเสียอีก”

เดรโกมองฉันด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป  เขาหายใจเข้า และเสมองไปทางป่า

“เธอกำลังวางแผนจะทำอะไร เกรนเจอร์?”

ฉันชะงัก นี่เขาอ่านใจฉันและรับรู้ถึงความกลัวของฉันผ่านการอธิบายที่ยืดยาวและเผ็ดร้อนเมื่อกี้หรอ ฉันขบกรามเข้าหากัน

“ฉันจะนอนค้างที่นี่ ในทุ่งตรงนี้”

ฉันได้ยินเขาส่งเสียงตอบรับออกมาอย่างสนใจ แต่ฉันนั่งลง หันหลังให้เขา หันหน้าไปทางป่า

“แล้วเธอคิดว่าจะได้อะไรจากการทำแบบนั้น?” เขาถาม น้ำเสียงเสียดสีเล็กๆ

“อะไรก็ได้” ฉันตอบ หรี่ตามองลอดความมืด “ฉันจะทำบางอย่างที่นายไม่กล้าทำ” ฉันยิ้มเหยียด “แต่เป็นสิ่งที่มักเกิ้ลกล้าทำ”

“หรอ? เช่นอะไรล่ะ?” เขาถามอย่างแดกดัน

ฉันสูดลมหายใจจนเต็มปอด

“ฉันจะเดินเข้าไป และดูว่ามันจะมีอะไรเกิดขึ้น”

ฉันคิดว่าเขาจะตอบกลับมาแบบจิกกัด –ในเมื่อฉันพูดยั่วโมโหไว้เยอะ แต่เขาทำเพียงแค่มอง และหันหลังจากไป ฉันเงี่ยหูฟังเสียงฝีเท้าที่ค่อยๆเลือยหายไปช้าๆ

ฉันปิดปากสนิทและขบคิดถึงแผนการ –อันที่จริง ฉันไม่ได้อยากจะเรียกเขา แต่มันอดไม่ได้

“มัลฟอย” ฉันส่งเสียงออกไปในขณะที่เขาเดินไปได้ครึ่งทางแล้วและหันไปมอง เขาหยุดเดิน ขมวดคิ้วมองมาที่ฉัน เอาล่ะ

“นายตั้งใจ..” ฉันพยายามพูด แต่ต่อประโยคไม่จบ เขาเลิกคิ้ว ดูเยือกเย็นกว่าทุกครั้ง

“อะไร เกรนเจอร์” เขากล่าว “ซานต้าคลอสน่ะมีจริง”

ฉันหน้าขึ้นสี รู้สึกเหมือนเป็นคนโง่ เขามองฉันอย่างเย็นชาอยู่สักพัก แล้วก็หันหลังกลับไป –ดูเหมือนเขาจะกลั้นยิ้มอยู่รึเปล่านะ?

ฉันมองตรงไปข้างหน้าตามเดิม พยายามซ่อนรอยยิ้มไว้ เรื่องที่ซานต้าคลอสมีจริงทำให้หัวใจของฉันอบอุ่นขึ้นมาได้ และมันทำให้ฉันรู้สึกกล้าหาญขึ้นมานิดๆ ฉันนิ่งอยู่จุดเดิม และรอคอยความมืดที่กำลังจะมาถึง


__________

เป็นไงมั่งคะ รู้สึกตอนนี้ไม่ดราม่าปวดใจเหมือนตอนที่แล้ว ผู้แปลจะพยามอัพให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้นะคะ T^T

คอมเม้นมาคุยเล่นกันได้นะ เราไม่กัดค่ะ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 126 ครั้ง

481 ความคิดเห็น

  1. #461 Angels cry (@junelove-sakusa) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2563 / 18:38

    ชอบการเล่าเรื่อง ความสัมผัสที่ค่อย ๆ เป็นค่อย ๆ ไป มันน่ารักมากเลยค่ะ

    #461
    0
  2. #444 piinkhyun (@piinkhyun) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 14 มกราคม 2563 / 18:32
    อะไรคือการกลั้นยิ้มมมม
    #444
    0
  3. #412 Tarantallegra (@Tarantallegra) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 17 พฤศจิกายน 2562 / 06:55

    เหมือนมัลฟอยเริ่มเปิดใจนะ

    #412
    0
  4. #398 P.NUT☆彡 (@PLOY_6843) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 10 มีนาคม 2562 / 09:47
    น่าร้าก คุณชายเขากลั้นยิ้มด้วยล่ะ เฮอร์ไมโอนี่คิดจะทำอะไรร
    #398
    0
  5. #346 Miya. (@yonoop) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 13 สิงหาคม 2561 / 20:34

    ชอบอารมณ์ของเรื่องนี้จังเลยย

    #346
    0
  6. #337 inlovewithin (@inlovewithin) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 2 สิงหาคม 2561 / 20:11
    ชอบที่เฮอร์ไมโอนี่พูดเกี่ยวกับการใช้ชีวิตโดยไม่มีเวทมนต์ :)
    #337
    0
  7. #318 cloudzel_ (@cloudzel_) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 1 สิงหาคม 2561 / 08:48
    น่าร้ากก
    #318
    0
  8. #298 BeamLightyear (@BeamLightyear) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 30 กรกฎาคม 2561 / 22:04

    ชอบการดำเนินเรื่องของเรื่องนี้จัง

    #298
    0
  9. #255 อิอิ (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 27 กรกฎาคม 2561 / 21:26

    คือพระนางไม่ได้หวานวี๊ดวิ้วมากมายแต่ทำเรายิ้มแก้มแตกได้แค่เพราะเรื่องซานต้าคลอสมีจริงอะ โอ๊ยยยยย เขินจะตายแล้วววววว????????

    #255
    0
  10. #233 kuychai (@kuychai) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 26 มิถุนายน 2561 / 22:37
    เยี่ยมมม
    #233
    0
  11. #203 isabella♡ (@oxzygen) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 11 กันยายน 2560 / 04:07
    ชอบความคิดเฮอร์มากที่บอกว่ามักเกิ้ลกล้าหาญกว่าพ่อมดแม่มดเสียอีก มันจริงมาก
    #203
    1
  12. #171 l!i:.นู๋ นิ้ ง.:i!l (@ninko) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 23 กรกฎาคม 2560 / 09:17
    เดรค่อยๆเปิดใจแล้วสิน้าาา

    คนแบบเดรต้องเจอหนูเฮอร์เนี่ยะแหละ ถึงจะช่วยเดรได้
    #171
    0
  13. #21 Hatsune Maluko (@napasakorn102) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 2 มกราคม 2560 / 02:07
    ชอบมากๆเลยค่ะ เดินเรื่องไม่รีบดี เหมือนประมาณว่าความสัมพันธ์ของพวกเขาจะเดินหน้าไปเรื่อยๆ ตามเวลาของมัน ชอบมากเลย~?
    #21
    1
    • #21-1 ลิลหรี่ (@maple_) (จากตอนที่ 5)
      2 มกราคม 2560 / 16:22
      ดีใจที่ชอบค่ะ นึกว่าเราจะชอบแบบความสัมพันธ์ช้าๆ สโลเบิร์นอยู่คนเดียวซะแล้ว มีเพื่อนแล้ววว
      #21-1
  14. #20 Dracomone (@Dracomone) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 26 ธันวาคม 2559 / 09:17
    อยากอ่านตอนนงือออ เป็นฟิตที่ค่อยๆละลายพฤติกรรมตัวละครแบบไม่รีบร้อน. ชอบบบบ. แปลได้ดีมากๆเลยค่า สู้ๆค่าไร้
    #20
    1
  15. #18 Memoris S'Misa (@misakikawaichi68) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 23 ธันวาคม 2559 / 20:25
    เดรกตอนจบนายแกล้งเฮอร์ชิมิ 555+
    #18
    0
  16. #17 Rulna (@Rulna) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 23 ธันวาคม 2559 / 19:33
    ชอบๆๆ ภาษาสวยมาก อ่านเข้าใจดี ^_^ ตามๆ
    #17
    0