(Dramione) What The Room Requires

ตอนที่ 4 : 4 -100%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3,739
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 173 ครั้ง
    15 ธ.ค. 59

เดรโก 

ผมถอนต้นข้าวออกจากพื้นหนึ่งกำมือเต็มๆ และเขวี้ยงมันกลับสู่ที่เดิมอย่างหงุดหงิด เดินกระทืบเท้าไปมาบนพืชใต้ฝ่าเท้า ตอนนี้ผมยืนอยู่คนเดียว กลางทุ่งข้าวพร้อมกับสายลมที่พัดหวีดหวิว 

และอีกไม่กี่วินาทีต่อมา ต้นข้าวก็โตขึ้นเหมือนเดิมในบริเวณที่ผมถอนออกไป เหมือนกับไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้นมาก่อน 

"ให้ตายสิ" ผมพึมพำ แล้วตะโกนไปในที่ๆคิดว่าเกรนเจอร์น่าจะหายไปแถวนั้น "ยัยเกรนเจอร์! นี่ปัญหาของเธอล้วนๆ ยัยคนไม่เคยรู้เรื่องอะไรทั้งนั้น ยัยเลือดสีโคลนเอ้ย!" 

ไม่มีเสียงตอบกลับมาจากเกรนเจอร์ มีเพียงเสียงของสายลมที่พัดอยู่รอบๆ แล้วอีกไม่กี่อึดใจผมก็รู้ตัวว่าตัวเองกำลังกลั้นลมหายใจรอคำตอบกลับมาของเกรนเจอร์ อย่างตื่นเต้น 

"ยัยเลือดสีโคลน"  ผมสบถ แล้วเดินไปทางต้นวิลโลว์ ออกห่างจากป่าช้าอีกครั้ง ออกห่างจากความดำมืดที่กระจุกเป็นก้อนๆ ตอนนี้ท้องฟ้าเริ่มจะมืดแล้ว มันกลายเป็นสีชมพู และอีกไม่นานก็จะถึงตอนกลางคืน ผมกลืนน้ำลาย มันจะมืดจนมองไม่เห็นอะไรเลยหรือเปล่า? ตัวอะไรก็ตามในป่าจะตามออกมาถึงในนี้เลยรึไม่ยิ่งคิด ผมก็ยิ่งย่ำฝีเท้าเดินให้เร็วขึ้น 

แต่ดูเหมือนไม่ว่าผมจะเดินเร็วขนาดไหน ต้นวิลโลว์ก็ไม่ได้เข้ามาใกล้เรามากขึ้น ผมเลยเปลี่ยนจากก้าวยาวๆ เป็นวิ่งเหยาะๆแทน แต่ผมก็ยังอยู่ที่เดิม ผมเลยออกวิ่งเต็มกำลัง แต่ไม่ว่าต้นหญ้าจะผ่านฝีเท้าของผมไปมากเท่าไหนก็ดูเหมือนต้นวิลโลว์จะไม่ใกล้ขึ้นเลยแม้แต่นิดเดียว ในที่สุดผมก็ต้องยอมแพ้ หยุดเดิน หอบด้วยความเหนื่อย 

ผมกดฝ่ามือเข้ากับหัวใจที่เต้นตุบๆ รู้สึกซี่โครงรัดแน่นมากขึ้น ลมหายใจเริ่มถี่ขึ้นเรื่อยๆ ผมหันไปมองป่าอีกครั้ง แล้วนั่งลงกับพื้นอย่างหมดอาลัย 

พ่อแม่ของผม ไม่ได้ฆ่าพ่อแม่ของยัยเกรนเจอร์ ไม่ใช่แบบนั้น พวกเขาไม่ใช่คนไร้เหตุผล ผมส่ายหัว ขบฟันเข้าด้วยกัน พวกเขาไม่ทำแน่ๆ ป้าเบลล่า..ก็อาจไม่ แต่พ่อของผมไม่มีวันทำ ถ้าเกรนเจอร์ยอมแพ้แต่โดยดี พ่อของผมมีเหตุผล พ่อไม่ฆ่าคน แม้คนๆนั้นจะน่าสมเพชเพียงใดก็ตาม 

ลำคอของผมตีบตัน กะเพาะอาหารเหมือนบิดม้วนอยู่ในช่องท้อง ผมหลับตาลง พ่อไม่ใช่คนที่พร้อมวางยาพิษเพื่อฆ่าคนอื่น 

ไม่ใช่ เสียงในหัวของผมตอบ เพราะเขาจะขอให้ลูกชายของเขาทำ 

ผมจับข้อศอกซ้ายของตัวเองด้วยมือขวา ถกแขนเสื้อขึ้น เผยให้เห็นรอยสักสีดำมืดในนั้น ผมกลืนน้ำลาย แต่รู้สึกเหมือนกลืนก้อนน้ำแข็งเย็นๆลงคอ และมันซึมเข้ากระแสเลือดทั่วร่างกายอย่างรวดเร็ว 

การฆ่าพ่อแม่ของเกรนเจอร์ไม่จำเป็นเลย ไม่เลยแม้แต่นิดเดียว ถ้าเธอเป็นฝ่ายยอมแพ้ แต่ถ้าสำหรับพ่อของผม เขาจะคิดเหมือนผมหรือเปล่า

ในเมื่อเขามักจะพูดว่า -พวกมันก็แค่มักเกิ้ล 

มักเกิ้ลที่ยืนขึ้นต่อสู้กับผู้เสพความตายที่เก่งกาจถึงสองคน ไร้อำนาจ ไร้อาวุธ เพียงเพื่อที่จะปกป้องลูกสาวของตัวเอง 

และพ่อจะให้ลูกชายของเขาทำแทน 

ผมตบหน้าตัวเอง ให้เจ็บที่สุด "หยุดคิดซะ" ผมพูดกับตัวเอง "มันไม่ใช่เรื่องจริง นายก็รู้" 

ผมวางข้อศอกสองข้างลงบนหัวเข่า รู้สึกตัวเองจะหมกมุ่นกับพวกมักเกิ้ลมากไปหน่อยแล้ว ดูเหมือนว่าพวกนั้นจะไม่ฉลาดพอที่จะรู้ว่าพวกเขากำลังสู้อยู่กับใคร และพวกนั้นก็ไม่ได้มีความรู้สึกซาบซึ้งกันจริงๆหรอก –พวกเขาเหมือนสุนัขที่คอยเฝ้ากระดูกที่ฝังไว้ มักเกิ้ลไม่มีวันเข้าใจว่าทำไมพวกเขาถึงด้อยกว่า พวกเขาไม่รู้จักแม้แต่เลือดบริสุทธ์ ความสำคัญของสายเลือด หรือเด็กที่เกิดจากพ่อแม่ที่ไม่มีเวทย์มนต์เป็นพวกผ่าเหล่า ตัวประหลาด คำว่า เลือดสีโคลน เธอไม่รู้หรอกว่ามันตลกแค่ไหน ผมรู้ว่าเกรนเจอร์มีพ่อแม่เป็นมักเกิ้ล และเธอก็โกรธทุกครั้งที่ผมเรียกเธอแบบนั้น แต่นั่นทำให้ผมยิ่งมีความสุขกับการดูปฎิกิริยาของเธอ เธอจะมองกลับด้วยสายตาดุดันเสมอ แต่เธอไม่รู้หรอกว่าความหมายของคำว่าเลือดสีโคลนที่แท้จริงนั้นคืออะไร

สายลมที่พัดผ่านทำให้เส้นผมของผมปลิวยุ่งเหยิง ผมเงยหน้า มองไปทางป่ามืดๆอย่างครุ่นคิด ไม่มีเสียงใดๆจากเกรนเจอร์ –เสียงร้องขอให้ช่วยก็ไม่มี หรือเสียงร้องดีใจที่เจอประตูทางออกก็ไม่มีเช่นกัน

แล้วถ้าเธอเจอ เธอจะเรียกผมออกไปด้วยไหม?

“ช่างมันสิ” ผมคำราม ลุกขึ้นยืน เธอเจอประตูแล้ว –นั่นคือเหตุผลว่าทำไมทุกอย่างมันถึงได้เงียบ เธอออกไปจากที่นี่ แล้วทิ้งผมไว้คนเดียว ผมสบถอีกรอบ กระทืบเท้าใส่ต้นข้าว แล้วเดินกลับไปทางป่า เข้าสู่ความมืดอีกครั้ง

 

เดรโก

ป่ารอบตัวผมทั้งมืดและเงียบ เสียงของสายลมในทุ่งข้างดังอยู่ไกลๆ ในนี้ไม่มีอะไรขยับเลย นอกจากผม และเงาของผม ผมก้มหัวลง มุ่งหน้าไปในทางเดิม มือขวากำๆแบๆอยู่อย่างนั้น –ถ้ามีไม้กายสิทธิ์ก็ดีสินะ!

ทางเดินเริ่มขดเคี้ยวและหักไปมา กล้ามเนื้อของผมเริ่มล้า ผมจำไม่ได้ว่าเคยเห็นทางแยกแบบนี้มาก่อน..

แสงบางอย่างสะท้อนเข้าตาผม ผมหยุดเดิน ไม่ไกลจากทางซ้ายมากนัก มีประตูบานหนึ่ง แต่คราวนี้ผมไม่ได้ก้าวเข้าไปเหมือนครั้งก่อน ผมยืนมองและพิจารณามัน อย่างไม่ไว้ใจนัก

ผมกระพริบตา แล้วก็นึกขึ้นได้ มันดูเหมือนประตูฮอกวอตส์ -มียอดแหลมข้างบน ทำจากไม้หนาๆ ล้อมรอบด้วยหินอ่อน..

ผมผละออกจากทางเดินและตรงเข้าหาประตูไปทันที นั่นไง ผมเจอมันแล้ว ผมยิ้มออกมา พ่นลมออกจมูกและส่ายหน้า ยัยเกรนเจอร์ใจแข็งกว่าที่คิด ถ้าผมเจอประตูก่อนเธอ ผมคงตะโกนบอกเธอให้ตามออกมาด้วยแล้ว

ผมเดินจนชิดประตู แปลกมาก ไม่มีด้ามจับหรือลูกบิด ผมจึงผลักมันออกด้วยมือสองข้าง เดินเข้าไปและพบว่าตัวเองอยู่ใน..

ห้องนอนของบ้านกริฟฟินดอร์

ผมขยับเข้าชิดมุมทันที ตอนนี้ในห้องเป็นห้องขนาดเล็ก มีเตียงสี่เสา รอบๆมีผ้าม่านสีแดงสดแขวนอยู่โดยทั่ว ผมได้กลิ่นไฟในเตาผิงกำลังคุกรุ่น และกลิ่นหอมอ่อนๆของอากาศสดชื่น ผมกลืนน้ำลาย นี่ผมอยู่ในห้องนอนเด็กผู้หญิงอีกแล้วหรอ?

ผมหมุนตัวไปรอบๆ ห้ามใจตัวเองไม่ให้กระทืบเท้าด้วยความหงุดหงิด ข้างหน้าประตูที่ผมเพิ่งเข้ามามีที่แขวนเสื้อโค้ทและผ้าพันคอ ผมโยนมือสองข้างขึ้นในอากาศอย่างโมโห

“ตู้เสื้อผ้า เหมือนเดิมสินะ..”

แล้วผมก็ได้ยินเสียงฝีเท้าสองข้างกำลังก้าวขึ้นบันไดมาอย่างรวดเร็ว ผมรีบวิ่งเข้าไปหลบหลังประตู แต่ก็ไม่เร็วพอ สาวน้อยกริฟฟินดอร์เปิดประตูเข้ามา เธอเดินก้มหน้า น้ำตาไหลอาบแก้มของเธอ ผมอ้าปากค้างอย่างตกตะลึง

เฮอร์ไมโอนี่

เธอเตี้ยกว่าปัจจุบันสักสองฟุตได้ ผมยาวหนาและยุ่งเหยิงไม่เหมือนตอนนี้ที่กลายเป็นผมหยักศกอย่างอ่อนหวาน ใบหน้าของเธอ ผมจำมันได้ –ตอนประมาณปีสองของฮอกวอตส์ ผมกวาดตามองหาอะไรบางอย่างเป็นที่กำบัง..

แต่เธอไม่ได้เดินเข้ามาหาผมทันที -เธอเดินผ่านผมไปเลย หัวไหล่เกือบจะเฉี่ยวกัน –เธอไม่เห็นผมเลยด้วยซ้ำ

ความรู้สึกโหวงในกระเพราะเกิดขึ้นอีกแล้ว ผมหาประตูไม่เจอ นี่คือฝันร้ายอีกอันนึง ผมอยู่ในที่ที่เธอมองไม่เห็น

เฮอร์ไมโอนี่ย่ำเท้าตรงไปหาเตียงและถอดเสื้อคลุมของเธอออก ทำให้ผมของเธอยุ่งมากขึ้น แล้วเธอก็โยนเสื้อคลุมลง และถอดเสื้อ เนคไทค์ กระโปรง เธอถอดรองเท้า ขว้างมันลงอย่างแรง ส่งเสียงดังปัง! ในแต่ละครั้ง ทำให้ผมสะดุ้ง เธอทรุดตัวลงกับพื้น กอดเข่าสองข้างไว้กับแขน และปล่อยโฮออกมา

ผมเดินถอยหลังออกมาจากภาพนั้น เอียงหน้าเพื่อจะได้มองหน้าเธอชัดๆ เธอปาดน้ำตาออกจากแก้มของเธออย่างโมโห แต่ก็ส่งเสียงสะอื้นออกมาอีกรอบ เสียงในหัวของผมบอกให้เลิกสนใจและหาทางออกไปจากที่นี่ได้แล้ว แต่ผมขยับตัวไม่ได้เลย

เฮอร์ไมโอนี่เอื้อมมือไปข้างหลังและหยิบกล่องออกมาจากใต้เตียง ผมหลบออกมาจากเสียงแหลมๆที่บาดแก้วหู ตอนนี้ผมยังอยู่ไกลจากตัวเธอ ซ่อนตัวไว้ใต้ผ้าม่านครึ่งนึง ซ่อนตัว คำนี้ทำให้ผมกลอกตา เธอมองไม่เห็นผมอยู่แล้ว แต่ยังไงซะ.. ผมทนยืนอยู่ตรงหน้าเธอไม่ได้หรอกในเมื่อเธอกำลัง -

เธอหยิบปากกาขนนกออกมาจากกล่อง ตามด้วยหมึก เธอคลี่ม้วนกระดาษออกและเริ่มต้นเขียน

“แม่คะ”

หัวใจผมเต้นระส่ำอยู่ในอก เสียงของเธอ -ดังก้องอยู่ในหัวผม แต่ปากของเธอไม่ได้ขยับ ผมมองหาคนอื่นรอบๆ แต่ไม่มีใคร นอกจากผมและเธอ ผมหันหลับมาหาเธอ ได้ยินสิ่งที่เธอเขียนลงไป ทำให้ผมกัดกระพุ้งแก้มของตัวเอง นี่คงจะเป็นเวทย์มนต์ของห้อง..

“วันนี้ ในที่สุดหนูก็มีเวลาตอบจดหมายของแม่ค่ะ” เธอเริ่ม ปากกาเขียนอย่างรวดเร็วพอๆกับน้ำตาที่ไหลออกมาอีก “หนูสบายดีค่ะ แฮร์รี่และรอนก็สบายดี ยกเว้นวันนี้ รอนทำไม้ของเขาหัก แล้วคาถาก็สะท้อนหาเขาเอง ทำให้เขาอาเจียนออกมาเป็นทากเกือบชั่วโมง หนูไม่รู้ว่าเขาเอาคาถาตลกๆนั่นมาจากไหน –หรืออาจจะเอามาจากพี่ชายของเขา” เธอหยุด ปาดน้ำตาด้วยหลังมือ กระเพาะของผมบิดเป็นเกลียว โอ้ใช่.. ผมจำตอนนี้ได้..

“แม่อาจจะสงสัยว่าทำไมรอนถึงเสกคาถา” เธอต่อ “วันนี้เราแข่งควิชดิชกัน ในตอนที่กริฟฟินดอร์เข้าแถวเตรียมแข่งกับบ้านสลิธีรีน สลิธีรีนมีซีคเกอร์คนใหม่ –เดรโก มัลฟอย พ่อของเขารวยมากและมีอำนาจมาก เขาซื้อไม้กวาดอันใหม่ให้ทั้งทีม เพื่อที่ลูกเขาจะได้เป็นซีคเกอร์ หนูบอกว่าอย่างน้อยบ้านกริฟฟินดอร์ก็ตัดสินคนเข้าทีมด้วยความยุติธรรม ไม่ใช่ด้วยเงิน แล้วมัลฟอยก็หยุดเดิน เขาก้าวเข้ามาบอกว่า ไม่มีใครอยากได้ความคิดเห็นของเธอ ยัยโสโครก..

ผมกลั้นหายใจพร้อมๆกับที่ปากกาขนนกของเฮอร์ไมโอนี่หยุดลง สีหน้าของเธอเจ็บปวดพร้อมกับเสียงสะอื้นที่หลุดออกมาเป็นพักๆ เธอหลับตาปี๋ ห้ามไม่ให้น้ำตาไหลออกมา แล้วก็เขียนคำๆนั้นลงไป

เลือดสีโคลน เขาเรียกหนูว่าเลือดสีโคลน” เธอหยุดเขียนอีกครั้งและปาดน้ำตาออกด้วยแขนเสื้อ ก่อนจะเขียนต่อ “หนูรู้ค่ะว่าแม่ไม่รู้จักคำนี้ หนูจะอธิบายให้ฟัง มันเป็นคำแสลงไว้เรียกพ่อมด แม่มดที่เกิดจากคนปกติ เหมือนหนู แน่นอนว่ามัลฟอยและครอบครัวของเขาไม่ชอบพวกที่เกิดจากมักเกิ้ลมากๆ เขาคิดว่าหนูเป็นพวกชั้นต่ำ เพราะปู่ย่าตาย่า หรือคุณทวดไม่ได้เรียนที่ฮอกวอตส์ ถึงหนูจะเสกคาถาได้ดีกว่าเขา และดีกว่าเขาเกือบทุกอย่าง” เธอขมวดคิ้วแล้วก็เริ่มร้องไห้อีกครั้ง “แต่ไม่ต้องห่วงนะคะแม่ หนูไม่เป็นไร หนูจะพิสูจน์ให้เห็นว่าเขาผิด ว่าพวกที่เกิดจากมักเกิ้ลก็ดีได้พอๆหรือมากกว่าพวกเลือดบริสุทธิ์ ความจริงแล้ว หนูเป็นแม่มดที่เก่งที่สุดเท่าที่โรงเรียนเคยมี ถ้ามีเวลาว่าง หนูจะเขียนหาแม่อีก หนูรักแม่ค่ะ, เฮอร์ไมโอนี่”

เธอเป่าหมึกให้แห้ง ริมฝีปากสั่นระริก และอ่านทวนที่เขียนไปอีกครั้ง ผมกลั้นลมหายใจ เริ่มเดินออกจากที่ซ่อน ลำคอของผมตีบตัน

เสียงฝีเท้าเดินดังขึ้นอีกครั้ง รวดเร็วกว่าและดังกว่าครั้งที่แล้ว ผมเลิกคิ้วขึ้น

“เกรนเจอร์!” ผมร้องถาม “เธอไปอยู่ที่ไหนมา?”

เฮอร์ไมโอนี่เดินตรงเข้ามาในห้อง เธอตัวสูงเท่าปัจจุบัน ใบหน้าสวยงดงามกับเส้นผมหยักศกที่ดูอ่อนพลิ้ว เธอสวมเสื้อสเวตเตอร์สีชมพูกับกางเกงยีนส์ เดี๋ยวนะ- นี่ไม่ใช่ชุดที่เธอใส่เมื่อตอนที่เราอยู่ในป่านี่

“เกรนเจอร์..?” ผมลองอีกครั้ง

เธอเดินผ่านผมไปดื้อๆ คิ้วขมวดเข้าหากัน ดวงตามีประกายรื้นน้ำตา เธอโยนหนังสือลง มันกระจัดกระจายอยู่ปลายเตียง ผมหันกลับไปมองเธอ

แต่ก็ไม่เห็นเฮอร์ไมโอนี่อีกแล้ว เธอหายไป ห้องนอนดูเหมือนเดิม เพียงแต่มีสิ่งของบางอย่างวางอยู่บนโต๊ะ กับห้อยไว้กับผนัง ผมกะพริบตา เธอไม่ได้อยู่ที่นี่ –มันเป็นภาพลวงตา แต่ผมก็ยังขยับตัวไม่ได้อยู่ดี

เฮอร์ไมโอนี่ที่แก่กว่าและสวยงามกว่านั่งกอดเข่าอยู่บนเตียง เธอหันหลังให้ผม แล้วเธอก็เริ่มร้องไห้

ก้อนอะไรบางอย่างแหลมคมทิ่มตำอยู่ในคอของผม แล้วมันก็เลื่อนลงไปยังหน้าอก ก่อนหน้านี้ เธอร้องไห้เหมือนเด็กหญิงผู้น่าสงสาร ตอนนี้เธอสะอื้น ร้องไห้อย่างเงียบๆ เหมือนมีใครทำร้ายเธอจริงๆ

ผมเดินมาหยุดตรงปลายเตียง เธอลืมตาขึ้น แต่ไม่ได้มองไปที่ใคร หรืออะไร ดวงตาเต็มไปด้วยน้ำตา เธอยกมือขึ้นแนบอก กดนิ้วลงบนริมฝีปากกลั้นเสียงสะอื้น เธอกะพริบตา น้ำตาเม็ดใหญ่ไหลซึมออกจากขนตายาวๆ ภาพที่ผมเห็นทำให้ผมหายใจไม่ออก

มีใครบางคนกำลังเดินขึ้นบันได ผมถอนตัวออกจากภวังค์และพบกับจินนี่ วีสลีย์ เดินเข้ามาในห้อง เธอหยุดเดินทันที มองแผ่นหลังของเฮอร์ไมโอนี่ ผมอยากจะซ่อนตัวที่ไหนสักแห่ง แน่นอนว่าจินนี่ไม่เห็นผม สายตาของเธอมองไปที่เฮอร์ไมโอนี่เพียงอย่างเดียว

จินนี่ขมวดคิ้ว และเดินเข้ามาใกล้ เสียงเท้าของเธอเงียบเชียบ เธอเดินเข้ามารอบเตียงและเปิดผ้าปูที่นอนออกด้านหนึ่ง หยิบมันขึ้นมาห่มคลุมเฮอร์ไมโอนี่รอบหัวไหล่ เธอนั่งลงกับเตียง นั่นทำให้เกิดเสียงเล็กน้อย จินนี่นิ่งไปสักพักก่อนจะเอื้อมมือไปลูบผมเฮอร์ไมโอนี่ให้พ้นจากใบหน้า เฮอร์ไมโอนี่ถอนหายใจ เหมือนพยายามกลั้นสะอื้น และหลับตา

“เขาเรียกเธอด้วยคำนั้นอีกแล้วใช่มั้ย?” จินนี่พูดเสียงเบา เฮอร์ไมโอนี่น้ำตาไหลออกมาอีกรอบ เธอพยักหน้า ผมถอยหลัง

“เฮอร์ไมโอนี่ เธอจะปล่อยให้เขาทำอย่างนี้ต่อไปไม่ได้นะ” จินนี่พูดอย่างยืนยัน ลูบมือที่หัวไหล่ของเฮอร์ไมโอนี่ “เขาไม่มีค่าพอ”

เฮอร์ไมโอนี่สูดหายใจเข้าลึก นั่งตัวตรง และปาดน้ำตาที่นองหน้าออกด้วยแขนเสื้อ เหมือนวิธีที่เธอเคยทำตอนเด็กๆ

“ฉันรู้”เธอตอบ เสียงสั่น “เธอพูดถูก มันก็แค่..” เธอหลับตา น้ำตาไหลลงมาอีกครั้ง “ไม่ใช่เพราะเขาพูด แต่เพราะคำนั่น!” เธออ้าปากหายใจ พยายามจะไม่ร้องไห้ไปมากกว่านี้ “เขาทำเหมือนฉันไม่ใช่คน ฉันรู้เรื่องนี้ ฉันรู้ทุกอย่าง ให้ตายสิ ฉันเรียนเก่งกว่าเขาด้วย ฉันรู้จนฉันแทบจะเขียนหนังสือเรียนนี้ขายได้ด้วยซ้ำ” เธอปาดน้ำตาอีกหน จินนี่ขยับเข้ามาใกล้และกอดเธอ เฮอร์ไมโอนี่ซบหน้าลงกับไหล่จินนี่

“ฉันรู้ว่ามัลฟอยคิดว่าฉันเป็นเรื่องที่ผิดพลาดของโลกใบนี้ เป็นสิ่งที่ไม่สมควรเกิดมา และทุกครั้งที่เขาพูด ต่อให้ฉันจะปลอบใจตัวเองแค่ไหน แม้แต่ส่วนนึงของฉันยังเห็นด้วยกับเขา”

ผมกำลังจะพูด แต่จินนี่ตัดหน้าไปก่อน

“อะไรนะ?” จินนี่เอ่ย “ไม่เอาน่า”

“ไม่เอาน่า หรอ?” เธอถาม “ไม่ใช่ว่ามันเป็นเรื่องจริงหรอที่ฉันเป็นแม่มด แต่พ่อแม่เป็นมักเกิ้ล? ฉันจะรู้สึกว่าตัวเองเหมือนคนอื่นได้ยังไง ในเมื่อฉันไมได้โตมากับ- “

“ฟังนะ” จินนี่พูด เสียงของเธอหนักแน่น “สายเลือดไม่ใช่เรื่องสำคัญ ที่สำคัญก็คือ เธอมีคนที่รักเธอ พ่อแม่ของเธอรักเธอ เพื่อนของเธอก็รักเธอ ยิ่งเธอมีความสุข มัลฟอยยิ่งไม่มีความสุข จริงมั้ย”

เฮอร์ไมโอนี่มองอย่างไม่เชื่อ ในขณะที่ผมตัวแข็งอยู่กับที่ ขยับไม่ได้

“เขาดูเหมือนมีความสุข” เฮอร์ไมโอนี่พูด พับแขนเสื้อ “เดินและยิ้มเยาะไปทั่ว หัวเราะเยาะตลอดเวลา”

“กับใครล่ะ?” จินนี่ส่งเสียงหึ “ไอ้งั่งแครบกับกอยล์? เดรโกฉลาดกว่าพวกนั้นมัดรวมกันสักสิบเท่าได้ -พวกเขาไม่ใช่เพื่อนของเดรโกจริงๆหรอก เขาไม่เคยคุยกับพวกนั้นเลย หรือแพนซี่? เธอแค่ตามเขาต้อยๆก็เพราะนามสกุลของเขาน่ะดัง” เธอส่ายหน้า “เขาเก่งแค่เรื่องสร้างศัตรูเท่านั้นแหละ เขายังไม่รู้เลยว่าจะหาเพื่อนยังไง” จินนี่ยิ้มให้เฮอร์ไมโอนี่

“เธอมีเพื่อนมากมายนะ เฮอร์ไมโอนี่” จินนี่ให้กำลังใจ “เดรโกมัลฟอยไม่มี เขาตัวคนเดียว”

ผมทนมองดูและฟังเรื่องราวพวกนี้ไม่ได้อีกแล้ว ไม่สนด้วยว่าพวกนี้คือภาพลวงตาทั้งหมด ผมจะออกจากห้องนอนไปที่ห้องนั่งเล่นรวม เดี๋ยวนี้

ผมกระทืบเท้าออกไป ลงบันไดไปที่ห้องนั่งเล่นรวมของบ้านกริฟฟินดอร์ ไม่มีไฟถูกจุดในเตาผิง ไม่มีใครกำลังเล่นเกมอยู่ในห้องนั่งเล่น ผมเดินช้าลง และหยุดอยู่ระหว่างประตู เกิดอะไรขึ้นในนี้? สิ่งที่เกิดขึ้นที่ผมเห็นเมื่อกี้ดูจะไม่ใช่ภาพลวงตาจากห้องต้องประสงค์ ไม่ใช่ฝันร้าย แต่เป็นความทรงจำของเฮอร์ไมโอนี่ แล้วตอนนี้จะมีอะไรอีกล่ะ จะมีแมงมุมยักษ์ หรือโครงกระดูกอะไรประหลาดๆออกมารึเปล่า..? ผมยืนนิ่ง รอคอยคำตอบ

ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ผมหันหลังกลับเดินขึ้นบันไดอันเดิม

และพบกับห้องนอนหญิงว่างเปล่า เตียงถูกเก็บอย่างเรียบร้อย

ผมหันตัวออกไป วิ่งกลับไปที่บันได ออกไปตรงประตูทางเข้าของบ้านกริฟฟินดอร์ ไปสู่ทางชั้นบันไดวนไปห้องต่างๆ แล้วภาพข้างหน้าก็ทำให้หัวใจของผมกระตุกวาบ

ประตู!

เดี๋ยว เดี๋ยว เดี๋ยว บันไดวนพวกนี้ไม่ขยับ ทุกอันหยุดอยู่นิ่งๆราวกับจอดสมอเรือ ผมมองมันเป็นเวลานาน รอคอยอำนาจเวทย์มนต์ที่มักจะทำให้มันขยับเหมือนทุกครั้ง แต่ก็ไม่มี เกิดอะไรขึ้นกันแน่?

ผมเดินออกมาจากห้องกริฟฟินดอร์ ลงบันได รองเท้ากระทบพื้นหินแต่ไม่ทำให้เกิดเสียงดังสักแอะ และสิ่งที่ผมสังเกตเห็นก็ทำให้เลือดในตัวผมเย็นเฉียบ หยุดอยู่ตรงบันไดขั้นที่สาม รูปภาพทั้งหมดว่างเปล่า ตามปกติแล้วพวกมันจะส่งเสียงเอะอะโวยวายดังลั่นห้องโถง แต่ทั้งหมดเงียบสนิท

“อะไรกันนี่?” ผมพูดลอดไรฟัน แต่ไม่มีเสียงคำตอบกลับมา ไม่มีอะไรขยับเขยื้อน ผมกัดริมฝีปาก ตั้งหน้าตั้งตาเดินลงบันไดต่อไป

หลังจากเดินลงบันไดไปหลายขั้นพร้อมบรรยากาศอันว่างเปล่า ผมก็หยุดเดิน ชะเง้อมองเข้าไปในห้องที่ประตูของมันเปิดแง้มอยู่ ไม่มีใครอยู่ในนั้น หัวใจของผมเริ่มเต้นแรงขึ้นมา ทุกคนหายไปไหน? เกิดอะไรขึ้นในตอนที่ผมไม่อยู่?

“หวัดดี?” ผมลองตะโกน ได้ยินเสียงของตัวเองสะท้อนออกไปตรงระเบียง ผมรีบเดินให้เร็วขึ้น ผ่านรูปภาพที่ว่างเปล่ารูปแล้วรูปเล่า ผมดึงเนคไทของตัวเองออกให้พอหลวมๆและขบคิดไปพลางๆ นาฬิกาในห้องโถงบอกเวลาว่าตอนนี้ใกล้จะบ่ายโมงแล้ว แต่ตั้งแต่เมื่อไหร่ผมก็ไม่ทราบ –นั่นหมายความว่าทุกคนควรจะลงมาทานอาหาร หรือออกไปพักผ่อนข้างนอก ผมรีบวิ่งออกไป เกือบสะดุดบันไดหลายขั้น แล้วในที่สุดก็เจอประตูบานใหญ่ที่เปิดกว้าง

พร้อมกับห้องโถงอันว่างเปล่าที่รอผมอยู่

ม้านั่งยังคงอยู่ที่เดิมเหมือนตามที่มันเป็น ไม่มีแสงจากเทียนลอยได้ที่ถูกจุด ทุกอย่างตกอยู่ในความเงียบจนผมได้ยินเสียงหายใจของตัวเองตังสะท้อนกำแพงไปจนถึงเพดานสูง

“หวัดดี?” ผมลองตะโกนอีกรอบ และเสียงก็ถูกกลืนหายไปในความเงียบ มันสะท้อนกลับมาเป็นเสียงของผมเอง ความกลัวก่อตัวขึ้นกลางหน้าอก ผมวิ่งออกไปอีกทางทันที

ผมไม่รู้ว่าตัวเองผ่านระเบียงและห้องโล่งๆนี้มานานขนาดไหน รวมถึงอุโมงค์โล่งกลวง และสนามหญ้าในฮอกวอตส์ ผมเรียกหาศาสตราจารย์สเนป ฟลินช์ สลักฮอร์น –แม้แต่ดัมเบิลดอร์ มาไม่รู้ต่อกี่ครั้ง จำไม่ได้ว่าตัวเองวิ่งขึ้นและลงไปกี่รอบ ผมหายใจแรงจนแทบสำลัก วิ่งเต็มกำลังและตะโกนอีกชื่อที่อยู่ในหัวสมองที่จะนึกออก แต่เสียงที่ได้ยินกลับมามีเพียงเสียงสะท้อนของตัวเอง

ผมไม่รู้ว่าตัวเองทุบประตูหน้าฮอกวอตส์ ไปกี่ครั้ง แต่ไม่ว่าจะมากขนาดไหนมันก็ไม่เปิดออกเลย ผมร้องเรียกแครบ กอยล์ แพนซี่ –ซูซาน โบลว์ จัสติน ฟลินช์ แม้แต่ลูน่า เลิฟกู๊ด โช แชง แล้วในที่สุดความสิ้นหวังก็ครอบงำผม ผมเรียกพวกมัน  เรียกพอตเตอร์ และวีสลีย์

แต่ไม่มีใครสักคนที่ตอบกลับมา เพราะว่าไม่มีใครอยู่ที่นี่ นอกจากตัวผมเองคนเดียว

เธอมีเพื่อนมากมายนะ เฮอร์ไมโอนี่ แต่เดรโก มัลฟอยไม่มี เขาตัวคนเดียว

ผมออกวิ่งสู่สนามหญ้าเขียว และเย็น ลมเย็นพัดปะทะใบหน้า ผมกำหมัด ทึ้งผมตัวเองออก เริ่มหายใจลำบาก ผมล้มลง เข่ากระแทกพื้น ก้มมองแขนเสื้อสีขาวของตนเอง มือที่ขาวซีดวางอยู่บนหัวเข่าที่ปกคลุมด้วยกางเกงขายาวสีดำ

เดรโก มัลฟอย เขาตัวคนเดียว

โทสะจุกแน่นอยู่ในหน้าอก ผมกำต้นหญ้าขึ้นมาหนึ่งกำมือเต็มๆ และถอนมันออก ขว้างออกไปให้ไกลที่สุด ผมเสยผมของตัวเองขึ้นไป และเริ่มหายใจลำบากอีกครั้ง ผมหลับตาลง น้ำตาหยดหนึ่งไหลลงผ่านแก้ม

ด้วยความโมโหและอับอาย ผมปาดน้ำตาออกไป แต่มันกลับเผาไหม้อยู่บนแก้ม ผมถอดเนคไทออกในที่สุด โยนมันออกไปให้ไกลเท่าที่จะไกลได้ สภาพยุ่งเหยิง แล้วผมก็หลับตา ตอนนี้มีแต่เสียงของความเงียบงันที่อยู่กับผม

ไกลออกไป สายลมพัดแผ่วกระทบกับกำแพงประสาท

แต่มันพัดมาจากที่ไหนกัน?

ผมผงกหัวและฟัง แล้วลำคอของผมก็ตีบตันขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้

เพราะสายลมที่พัดแผ่วมีเสียงของมนุษย์ลอยมาด้วย

 

“ที่รัก เธอกำลังทำผิดกับฉันอย่างมหันต์

เธอไล่ฉันออกมาอย่างโหดร้าย

แด่ฉันที่หลงรักเธอมาแสนนาน

มีความสุขกับการที่มีเธอยู่เคียงข้าง..”

 

ผมลุกขึ้นยืน ชีพจรเต้นตุบด้วยความตื่นเต้น ผมรู้จักเพลงนั้น และที่สำคัญกว่านั้น ผมรู้จักเสียงนั่น

ผมมองตรงไปข้างหน้า มองออกไปนอกรั้ว ในขณะที่ผมเดิน เท้าก็กระทบกับหินเย็นๆ เสียงที่คุ้นเคยเริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ ผมรีบเดินให้เร็วขึ้น

"เธอคือความสุขของฉัน

เธอ คือความปิติของฉัน!

ผมเดินออกมาจากลานหน้าฮอกวอตส์ วิ่งข้ามสนามออกมา..

และผมก็เจอกับอากาศข้างนอกที่สว่าง สดใส ตอนบ่ายในขณะที่พระอาทิตย์ยังอยู่กลางศีรษะ พร้อมกับเจอคฤหาสน์มัลฟอยตั้งตะหง่านอยู่ตรงหน้า

ผมเดินช้าลง เงยหน้ามองประตูรั้วเหล็กบานใหญ่ ตึกสีเทาที่สง่างามกับหน้าต่างสะท้อนแสง และผมก็เห็นผู้หญิงคนหนึ่งผ่านหน้าต่างชั้นล่างที่เปิดอยู่ ผมสีทองยาวสลวย เธอกำลังร้องเพลง

“ท่านลอร์ด คือหัวใจหนึ่งเดียวของฉัน

แต่ใครกันหนอคือท่านลอร์ดของฉัน?”

“แม่!” ผมร้อง “แม่!” ผมวิ่งเต็มกำลัง ผ่านทางเดินตรงเข้าไป รองเท้าของผมเปื้อนดินโคลนสกปรก แต่ไม่มีใครเห็นผม แล้วผมก็ไม่สนใจแล้วด้วย ผมได้ยินเสียงแม่ แล้วผมก็กำลังจะไปหาเธอ

ลมอุ่นๆพัดปะทะตัวผม ผมเปิดประตูเหล็กออก เสื้อผ้ามอมแมมและผมเผ้ายุ่งเหยิง แต่ผมไม่สนใจอีกแล้ว ไม่แม้แต่จะหยุดพักหายใจ

“แม่?” ผมร้องเรียกอีกครั้ง “แม่ครับ!

“เดรโก!

แล้วเธอก็เดินเข้ามาหยุดอยู่ตรงหน้าทางเข้าที่โอ่โถง รายล้อมด้วยผังมืดและเฟอร์นิเจอร์สีทึม แม่สวมเสื้อสีขาวกับกระโปรงสีแดง เธอสง่างามเหมือนนางฟ้าเสมอ เป็นผู้หญิงที่สวยที่สุดที่ผมเคยเห็น ดวงตาของแม่เป็นประกาย จ้องมองมาที่ผม

“ลูกสบายดีมั้ย?เป็นอะไรรึเปล่า?”

ผมตรงเข้าไปหาเธอ เหวี่ยงแขนกอดรอบตัวแม่ ผมสูงกว่าแม่สักหนึ่งช่วงหัวได้ แต่ผมซุกหน้าลงหัวไหล่และสูดหายใจหากลิ่นที่คุ้นเคย –กลิ่นหอมของดอกกุหลาบในหน้าร้อน ผมหลับตา ปล่อยให้น้ำตาไหลออกมาเงียบๆ ไม่เป็นไรแล้ว มีแค่แม่กับผมสองคนที่จะเห็นผมในตอนนี้

เธอกอดผมตอบ และอยู่นิ่งๆขณะที่ผมสั่นสะท้านอยู่ในอ้อมกอดของแม่

“โอ้ ลูกรักของแม่” แม่กระซิบ ลูบผมอย่างรักใคร่ “แม่ขอโทษจริงๆ เดรโก” แล้วแม่ก็ถอนตัวออกจากผม คราวนี้ประคองหน้าของผมด้วยมือสองข้าง เธอพิจารณาด้วยดวงตาที่เคร่งขรึมและเลิกคิ้วมอง

“ลูกก็รู้ว่าแม่รักลูกมากขนาดไหน” แม่เอ่ย ผมได้เพียงแต่พยักหน้า เธอปาดน้ำตาของผมออกไปด้วยนิ้วโป้ง และยิ้มให้ผมอย่างอ่อนโยน ผมสูดหายใจ รู้สึกความอึดอัดต่างๆในตัวคลายลง

“แกกลับมาทำอะไรที่บ้าน?”

กล้ามเนื้อของผมแข็งเกร็ง ผมเงยหน้าขึ้น แม่ผมก็หันหน้ากลับมาเช่นกัน มือของเธอยังจับอยู่ที่ไหล่ผม

“ลูเซียส!” แม่พูด พ่อผมยังคงอยู่ในชุดสีดำเคร่งขรึม เขาก้าวออกมาจากมุมหนึ่งของบ้าน และหยุดอยู่ตรงกลางในขณะที่จ้องผมอย่างว่างเปล่า ผมกลืนน้ำลาย

“เดรโกมาเยี่ยม” แม่ผมพูดขึ้น พ่อขมวดคิ้วมองผมราวกับจะรู้ความคิดทุกอย่าง

“ฉันเห็นแล้ว มาทำไม?”

“เขา-“

“ฉันถามเขา” พ่อขัด แล้วก้าวช้าๆเข้ามาหาผม “แกกลับมาทำอะไรที่บ้าน เดรโก?”

ผมกระแอมเบาๆให้คอโล่ง มือของแม่เลื่อนลงมาจับอยู่ที่นิ้ว แล้วผมก็รู้สึกเหมือนโดนหนามแข็งๆแทงเข้ากลางหน้าอก ผมนิ่วหน้า พยายามผลักมันออกไป

“ผมมาหาแม่” ผมตอบ พ่อเลิกคิ้วมอง

“อ้า” เขาพูดเสียงเบา “มาขอให้แม่โอ๋ให้ หลังจากเรื่องเคที่เบลล์น่ะหรือ?”

ผมไม่ได้ตอบ หนามแหลมแทงเข้ามาเจ็บกว่าเดิม คมกว่าเดิม ผมกัดฟัน แม่จับมือผมแน่นขึ้น และพ่อเดินเข้ามาใกล้ผม พยายามจับสีหน้าของผม

“เหมือนเราจะมีปัญหาทั้งคู่นะ จริงมั้ย?”

“ไม่ครับ” ผมส่ายหน้า

“งั้นแกมาทำบ้าอะไรที่นี่?” เขาหัวเราะ ผายมือไปทางห้อง แล้วสีหน้าของพ่อก็เปลี่ยนเป็นเย็นชา เสียงของเขาต่ำลงจนกลายเป็นเสียงข่มขู่ “อะไรทำให้แกคิดว่าแกมีเหตุผลในการกลับบ้านที่ดีกว่ากลับมาให้แม่โอ๋ หลังจากทำงานที่น่ากลัวของแกแล้ว?” พ่อเดินเข้ามาใกล้กว่าเดิม ทำให้ผมรู้สึกเหมือนปอดถูกบีบรัดจนหายใจลำบาก หนามแหลมทิ่มเข้ามาอีกครั้ง แทงทะลุลงไปถึงท้อง ผมรู้สึกได้ว่าสีหน้าของตัวเองกำลังบิดเบี้ยว

“ทำไมแกไม่กลับไปที่ที่แกจากมา แล้วทำหน้าที่ของแกต่อซะล่ะ?” พ่อถาม

“ผมพยายาม-“ ผมพูดตะกุกตะกัก

“ไม่ แกมันไอ้ขี้ขลาด” พ่อตะคอก และทันใดนั้นผมก็รู้สึกเหมือนสายฟ้าเส้นใหญ่ก็ฟาดเข้ากลางอกอย่างรุนแรง ผมจับเสื้อเชิ้ตของตัวเอง มันเปียกชุ่มไปด้วยเลือด ผมเงยหน้ามองพ่อ เขาไม่ได้แตะต้องผม แล้วก็ไม่มีไม้กายสิทธิ์ด้วย

“ลูเซียส!” แม่ร้อง แต่พ่อไม่ได้มองไปที่แม่

“ฉันเห็นสายตาของแก” พ่อพูด เขาทำให้ผมยืนอยู่นิ่งๆได้ด้วยสายตาของเขา “ฉันเห็นมันมาตลอดปี ไม่ว่าฉันจะพยายามหนักขนาดไหนที่จะรีดมันออกจากตัวแก” เขาหรี่ตามอง “แกมันไอ้ขี้ขลาด แกมันอ่อนแอ”

เสียงกรีดร้องแทรกออกมาจากลำคอของผม หนามแหลมสองอันแทงเข้าไปในข้อศอกผม

“ลูเซียส!” แม่ร้องเสียงแหลม ขยับเข้ามาบังตัวผม “อย่าทำแบบ-“

“เธอต้องเลิกปกป้องลูกชายได้แล้ว นาซิสซ่า” เขาขยับคิ้ว “ยิ่งเธอปกป้อง ยิ่งทำให้มันอ่อนแอเหมือนเด็กผู้หญิง”

แม่ร้องไห้ แล้วเธอก็เงยหน้าขึ้น รอยแดงเหมือนถูกเฆี่ยนปรากฏบนแก้มของเธอ

ความตกใจ เหมือนกระแสไฟฟ้าไหลวาบผ่านทั่วร่าง ผมปล่อยให้อารมณ์โมโหครอบงำ

“อย่ายุ่งกับแม่!” ผมคำราม

เขาเชิดคาง มองผมอย่างดูแคลน

“แกไม่คิดหรือว่าถ้าเราทำงานนี้ไม่สำเร็จ เขาจะฆ่าเราทั้งหมด” พ่อพูดเสียงกระซิบ “เราจะตายกันทั้งหมด ทั้งแม่แก แก และฉัน”

พลังอำนาจบางอย่างที่แรงกล้า มีอำนาจมาก เหวี่ยงผมลอยขึ้นไปในอากาศ ผมตกลงมา กระแทกกับเก้าอี้ไม้แกะสลัก ทำให้มันแตกออกเป็นชิ้นๆ แล้วผมก็ลื่นไถลลงมาข้างล่าง เก้าอี้ล้มทับตัวผมลำไส้ของผมขมวดมุ่น ผมพยายามจะตะกายลุกขึ้นยืน แต่ขนาดหายใจยังทำไม่ได้ด้วยซ้ำ ผมล้มลงอีกครั้ง มือกุมหน้าอกไว้ ผมทำซี่โครงตัวเองหัก

พ่อหันหน้ากลับมาหาแม่ เขาจับหน้าของเธอไว้ในมือ

“ให้ฉันเลี้ยงเขาในแบบที่ควรจะเป็น” เขาเอ่ย เธอขยับอย่างเจ็บปวด รอยแดงเถือกปรากฏบนแก้มชัดขึ้น แล้วเลือดก็ไหลลงมาจากริมฝีปาก แต่พ่อไมได้แตะต้องเธอไปมากกว่านั้น

“หยุดเถอะ” ผมร่ำร้องต่อหน้าพ่อ “ได้โปรด หยุดเดี๋ยวนี้”

“นี่ความผิดของคุณ ลูเซียส ไม่ใช่ฉัน” แม่แย้ง ปาดน้ำตา “ถ้าคุณไม่ไปยุ่งกับคำพยากรณ์และฮอครักซ์นั่นเดรโกก็ไม่ต้องเป็นแบบนี้!

ผมมองหน้าพ่อที่บิดเบี้ยว แล้วเขาก็ขยับเนคไทออก นิ้วมือของเขาชุ่มไปด้วยเลือด

“ฉันจะคุยกับเขาคนเดียว” พ่อบอกอย่างหนักแน่น แม่แตะริมฝีปากแตกของตัวเอง และมองผมเป็นเวลานาน

“แม่..” ผมร้องเบาๆ เธอหันหลังและเดินออกไปจากห้องโถง จากผม

แล้วอะไรบางอย่างก็หวดเข้าที่ขาผมเต็มๆ ผมกลั้นเสียงกรีดร้องของตัวเองไว้

ผมคลานออกมาจากใต้ซากเก้าอี้ ได้ยินเสียงชิ้นส่วนอะไรสักอย่างแตกหักอีกรอบ พ่อเดินเข้ามาใกล้ขึ้น เงาของเขาทาบทันผม เขาจัดปกเสื้อรอบคออย่างใจเย็นและสูงส่ง

“แกทำให้ฉันโมโห” เขาถอนหายใจ “ฉันไม่คิดเลย ว่ามันจะเกิดขึ้นกับฉันมาก่อน” เขาเข้ามาใกล้ขึ้น มองลงมาที่ผม เอียงหัวพิจารณา “ดูสิ แกร้องไห้” เขาเดาะลิ้น “แกรับไม่ได้กับคำด่านี่”

ผมตะเกียกตะกายขึ้นยืน ความเจ็บแค้นสุมอก และเงยหน้ามองพ่อ สายตาของพ่อก็มองผม เขายิ้มให้ ส่ายหน้า

“ฉันหวังกับแกไว้มาก เดรโก” เขาถอนหายใจ มองผมอย่างสมเพช “แต่สิ่งเดียวที่ฉันได้รับจากแกคือความอับอาย”

ความทุกข์ทรมาณแทรกซึมเข้าไปทุกเส้นขนและทำให้ผมหมดความอดทนในที่สุด ผมทรุดลงกับพื้นอย่างหมดแรงเหมือนร่างกายถูกผ่าและเปิดออก ผมหลับตาปี๋ กรีดเสียงออกมาจากความทรมาณข้างใน ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหนจนกระทั่งผมจะหมดสติไป

แล้วในที่สุด ผมก็ได้ยินเสียงฝีเท้าของพ่อเดินจากไปอย่างช้าๆ

ผมลืมตา สายตาพร่ามัวจากน้ำตาเต็มดวงตา เขาหายเข้าไปในเงามืดของคฤหาสน์ ผมกลืนน้ำลาย กลั้นความรู้สึกที่จะไม่อาเจียนออกมา

ผมลุกขึ้นยืน เลือดหยดลงบนพื้นไม้ ค่อยๆก้าวเดินจนตัวเองมาหยุดอยู่หน้าประตูหน้า มือของผมสั่น ผมยกมันขึ้นมาเปิดประตูและเดินออกไป

ข้างนอกทั้งเมฆเยอะและลมแรง อากาศหนาวจนแข็ง ผมค่อยๆเดินออกไปอย่างทุลักทุเลสู่ประตูรั้วเหล็กข้างหน้า แต่เพียงไม่กี่ก้าว ผมก็ล้มลงกับพื้น

ผมพยายามจะลุกขึ้น แต่ทำไม่ได้ ความรวดร้าวบริเวณซี่โครงทำให้ผมลุกไม่ขึ้น ในช่วงเวลาที่สิ้นหวังนั้นผมพยายามจะสูดหายใจเอาอากาศเข้าปอด  ผมพยายามลุกขึ้นนั่ง และเงยหน้าขึ้น-

และเห็นยัยเกรนเจอร์ยืนอยู่ต่อหน้าผม เบื้องหลังและรอบตัวเธอเต็มไปด้วยทุ่งข้าวสีเหลืองทอง เธอขมวดคิ้ว ตาสีน้ำตาลมองมาที่หน้าผมอย่างเดียว ดวงดาวพรับพราวอยู่เต็มท้องฟ้าสีม่วงเบื้องบน ผมหลับตาลง ก้มหัวลงระงับความเจ็บปวดจากแผลสีข้าง

ผมมองดูเธออีกครั้ง และรู้ว่าเธอได้รู้เรื่องราวทุกอย่างหมดแล้ว


***** Updated 50% *****


เฮอร์ไมโอนี่

ฉันหลงทาง ในทันที หรือไม่ก็ทางนั่นแหละที่แปลกออกไป มัลฟอยไม่ได้พูดเล่นแน่ๆว่าที่นี่เหมือนวอนเดอร์แลนด์ –ฉันเดินต่ออีกราวครึ่งนาทีก่อนจะเห็นว่าทางข้างหน้าขาดหายไป ฉันจึงหยุดเดิน มองไปหาทางข้างหลัง มันก็หายไปแล้วเหมือนกัน เหมือนกับอลิซที่เดินหลงทางในวอนเดอร์แลนด์เพราะโดนตัวประหลาดอะไรสักอย่างลบเส้นทางออกไป

ฉันบ่นออกมาเบาๆ พยายามไม่ให้ความหงุดหงิดมาทำให้เสียเวลา ฉันเดินต่อไปข้างหน้า สาบานกับตัวเองว่าจะไม่กลับไปหาไอ้งี่เง่านั่นอีก ซาตานในคราบเด็กชายที่ฉันมองดูพ่อแม่ของเขาฆ่าพ่อแม่ของฉันเอง

เสียงลมพัดผ่านป่ากระซิบอยู่รายรอบ ในนี้ไม่มีอะไรขยับเลย ฉันยังคงเดินต่อไปตามทางข้างหน้าและเห็นที่ที่เราเข้ามา ฉันรู้ว่าฉันจะเจอไม้ของฉัน และออกไปจากที่บ้าๆนี้ได้ซะที

ฉันไม่รู้ว่าตัวเองเดินมานานแค่ไหน อาจจะสักห้านาทีได้ จนความมั่นใจได้หายไปจากตัวฉัน ถ้าเกิดว่าฉันเดินมาผิดทางล่ะ?

ฉันหันหลังกลับ พยายามจะเดินตามเส้นทางที่เข้ามา จำต้นไม้ต้นเดิมที่ดูคุ้นเคย แสงข้างนอกหายไปอย่างรวดเร็ว ในที่สุดฉันก็เจอท่อนซุงที่ฉันเกือบสะดุดล้มเมื่อครู่ ฉันขึ้นไปยืนบนท่อนซุงและมองไปรอบๆ เอาล่ะ ดูเหมือนว่าจะต้องเดินกลับไปอีกนิดก่อนที่จะเข้าสู่ทางเดิม ฉันเดินลงมา มุ่งหน้ากลับไปทางเดิมที่จากมา –

และฉันก็เจอมัน เส้นทางโล่งๆที่ฉันเดินเข้ามา ทำให้ฉันอ้าปากค้าง มันมาอยู่ตรงนี้ได้ยังไง

ฉันมองสำรวจดูรอบๆพื้นที่ แต่เส้นทางเดิมก็ยังอยู่ นำพาไปสู่ทุ่งข้าวบาร์เล่ย์ ออกไปจากความมืด ฉันยิ้มให้กับตัวเอง อย่างน้อยมันก็ไม่ยากอย่างที่คิด

“เปิดประตูบ้าๆนั่นเดี๋ยวนี้นะ! ฉันรู้ว่าแกอยู่ข้างใน เปิดประตูเดี๋ยวนี้! วีสลีย์!

ฉันหันไปมอง ดวงตาโตออกด้วยความตกใจ เสียงดังสะท้อนไปทั่วบริเวณ มันมาจากทางขวา ฉันคลำมือไปที่กระเป๋าอย่างอัตโนมัติและระลึกได้ว่าตัวเองไม่มีไม้กายสิทธ์ ฉันเดินออกมาเล็กน้อย ชะเง้อมองหาที่มาของเสียงในความมืด –

และพบกับเดรโก มัลฟอยยืนอยู่กลางป่า ข้อศอกของเขาแนบกับต้นไม้ ศีรษะแนบกับแขน แสงสีเทาสะท้อนกับเชิ้ตขาวและผมสีอ่อน เขาเคาะต้นไม้ด้วยกำปั้นข้างซ้ายราวกับเคาะประตู

“เลิกเล่นได้แล้ว” เขาตะโกนเสียงสั่น “ไม่มีใครอยู่ในห้องโถง ห้องประชุม หรือห้องทานอาหาร แกต้องอยู่ในนั้นแน่ๆ วีสลีย์ ให้ฉันเข้าไปเดี๋ยวนี้!” เขาทุบต้นไม้ด้วยกำปั้นอีกรอบ ลมหายใจถี่รัว

หัวใจของฉันเต้นเร็ว เกิดอะไรขึ้นกับเขา? หรือเขาเป็นบ้าไปแล้วหรือ?

ไม่ ฉันหยุดคิด เขาไม่ได้อยู่กลางทางเดินที่จะออกไปสู่ทุ่งเหมือนฉัน เขาอยู่กลางป่า แถวๆตู้เสื้อผ้าของฉันในห้องของฉัน บางที ห้องต้องประสงค์อาจจะรู้ความคิดของเขา เขากำลังอยู่ในฝันร้ายของตัวเอง เพียงแต่คราวนี้ เขาอยู่คนเดียว

“ไปตายซะ วีสลีย์!” เขาตะโกนใส่ เตะใบไม้ที่ร่วงอยู่รอบพุ่มไม้ แล้วหันหน้ากลับไปหาประตูอีกครั้ง แล้วดูเหมือนกำลังลองวิธีใหม่

“พอตเตอร์” เขาพึมพำ ฉันรู้สึกเหมือนมีมือที่มองไม่เห็นมาบีบรัดหัวใจเอาไว้

“พอตเตอร์ ถ้าแกได้ยิน ฉันกำลังอ้อนวอน ขอให้แกเปิดประตู” เขาบอก “ฉันไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นในนี้ แต่ฉันไม่ได้เป็นคนทำ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย ได้โปรด ฉันขอร้อง เพียงครั้งเดียว ให้ฉันเข้าไปเถอะ”

ยังคงไม่มีอะไรเกิดขึ้น

“พอตเตอร์!” เขาคำราม ชกต้นไม้อย่างแรง ข้อนิ้วกลายเป็นสีแดงช้ำ แต่เขาไม่แม้แต่จะสนใจ เขาเลิกยุ่งกับต้นไม้และเดินหายเข้าไปในป่า แล้วก่อนที่ฉันจะรู้ตัว ฉันก็กำลังเรียกเขา

“เดรโก!” ฉันตะโกน “เดรโก มัลฟอย!

เขาหยุดชะงัก หันหลับมาทางฉัน

“หวัดดี?”

“เดรโก ทางนี้!” ฉันเรียก แน่นอนว่าเขาไม่ตอบกลับมา เขาหันกลับไปและเดินไปตามทางของเขา ฉันมองแผ่นหลังเขา ตัวแข็งค้าง

และก่อนที่ฉันจะรู้ว่าตัวเองทำอะไร ฉันก็วิ่งตามเขา

“มัลฟอย” ฉันลองเรียก “มัลฟอย คอยเดี๋ยว!

แต่เขาหายไปแล้ว เงามืดกลืนกืนเขาให้หายลับเข้าไปในป่า ฉันหายใจหอบ สอดส่องหาเขาในความมืด

“เดรโก?”

ไม่มีอะไรเกิดขึ้น

แล้วฉันก็ได้ยินเสียงมาตามสายลม เสียงเพลงจากที่ไหนสักที่

"เธอคือความสุขของฉัน

เธอ คือความปิติของฉัน!

“ไม่นะ” ฉันคราง ฉันไม่รู้ว่าควรจะทำอะไร ไม่รู้ว่าควรจะไปต่อหรือวิ่งหนี ฉันมองหาในความมืดอีกครั้ง มองไปทางต้นเสียง

ต้นไม้ในป่าระหว่างทางเริ่มมีขนาดใหญ่และกว้างขึ้นเรื่อยๆ ฉันถึงกับต้องเดินสำรวจดูรอบๆมัน หายใจหอบถี่ ในขณะที่ฉันกำลังสำรวจต้นไม้ต้นใหญ่ต้นนึงอยู่นั้นเอง-

แสงอาทิตย์เจิดจ้าก็สาดส่องเข้ามาตรงหน้าอย่างพอดิบพอดี ฉันหยุดเดินกะทันหัน ยกมือขึ้นบังดวงตาจากแสงจ้า-

แล้วฉันก็เจอมัน ฉันมองมันอย่างตกตะลัง ปากอ้าค้าง ข้างบนนั่นมีคฤหาสน์ขนาดใหญ่ เสาแหลมสูงสองต้น หน้าต่างบานใหญ่ และทางเดินที่จะขึ้นไปซึ่งรายล้อมด้วยสวน ฉันมองกลับไปทางด้านหลังของตัวเอง และพบว่ามันมีประตูรั้วขนาดใหญ่ สีดำ สร้างขึ้นจากเหล็ก และข้างหน้าฉัน เดรโก มัลฟอยกำลังวิ่งขึ้นตรงไปในทางเดิน เขาเข้าไปในประตูบ้านอย่างรวดเร็วที่เขาจะทำได้ เสียงเท้าที่ย่ำเดินของเขากระทบกับพื้น

“มัลฟอย! เดี๋ยวก่อน!” ฉันร้องห้าม มุ่งหน้าเข้าไปหาเขาอีกรอบ “นี่มันไม่จริง!

เขาไม่ได้ยิน หรืออาจไม่สนใจฟัง เพราะเขาเปิดประตูและตรงเข้าไปเลย ฉันวิ่งตรงเข้าไปที่ประตูและลอดตัวเข้าไปได้ ก่อนที่ประตูจะปิดลง-

และฉันก็หยุดยืนอยู่ที่นั่น เขาก็เช่นกัน มัลฟอยโอบกอดหญิงสาวผู้หนึ่ง เขากำลังร้องไห้อยู่บนไหล่เธอ

“โอ้ ลูกชายที่น่าสงสารของแม่” หญิงสาวกระซิบ ลูบผมสีทองของเขา “แม่เสียใจด้วยนะ เดรโก”

นี่คงเป็นนาซิสซา มัลฟอย เธอถอนตัวออกจากลูกชาย –ฉันรู้ว่านาซิสซาอาจสาปฉันทันทีที่เธอเห็นฉันยืนอยู่ตรงนั้น –

แต่เธอก็ไม่ได้ทำ แม้ฉันจะยืนอยู่เบื้องหน้าของเธอ สายตาของเธอมองไปที่ลูกชายเพียงผู้เดียว ฉันสำรวจโดยรอบๆและนึกสงสัย บางทีอาจเป็นมัลฟอยที่อยู่เพียงคนเดียวในคฤหาสน์กับแม่ของเขา บางที พวกเขาอาจมองไม่เห็นฉัน..

นาซิสซาก้าวเข้ามาข้างหน้าและประคองหน้าของเดรโกไว้ในฝ่ามือสองข้าง เธอสำรวจดูลูกชายและเลิกคิ้วมอง

“ลูกก็รู้ว่าแม่รักลูกมากแค่ไหน” เธอพูดกับเดรโก น้ำตายังไหลอาบแก้มของเขา เขาพยักหน้า นาซิสซาปาดน้ำตาของลูกชายออกไปด้วยนิ้วโป้งและยิ้มให้อย่างอ่อนโยน ฉันกลืนน้ำลาย รู้สึกอึดอัดขึ้นมาทันที แต่เดรโกดูจะตรงกันข้าม เขาดูสงบและเยือกเย็น

“แกกลับมาทำอะไรที่บ้าน?”

ฉันถอยหลังออกมาสามก้าว เดรโกเงยหน้าขึ้น นาซิสซาหันหลังกลับไป แต่มือของเธอยังอยู่บนไหล่ของเดรโก

“ลูเซียส!” เธอเอ่ย แต่ลูเซียส ผู้ซึ่งเหมือนก้าวออกมาจากมุมมืดมุมหนึ่ง อยู่ในเสื้อผ้าสีดำทมึน หยุดยืนอยู่กลางห้อง ฉันแทบอยากจะกระโจนเข้าซ่อนหลังเฟอร์นิเจอร์ชิ้นไหนก็ได้ แต่ปัญหาคือ มันไม่มี

“เดรโกมาเยี่ยม” นาซิสซายิ้มให้เขา แต่ลูเซียสไม่ได้ดูมีความสุขไปด้วยหรือยิ้มตอบ เขากลับขมวดคิ้วและจ้องไปที่เดรโก

“ฉันเห็นแล้ว มาทำไม?”

“เขา-“

“ฉันถามเขา” ลูเซียสขัดและก้าวช้าๆเข้าหาสมาชิกครอบครัวของเขา “แกกลับมาทำอะไรที่บ้าน เดรโก?”

เดรโกกระแอมคอให้โล่ง แม่ของเขาบีบมือของเขา เดรโกนิ่วหน้า เหมือนถูกของแหลมแทงทะลุอก เขาพยายามทำตัวให้สบาย ฉันได้แต่จ้องมอง

“ผมมาหาแม่” เดรโกตอบ ลูเซียสแค่พูดคำว่า “อ้า” และมอง

“อ้า” ลูเซียสพูดเสียงนุ่ม “มาขอให้แม่โอ๋ให้ หลังจากเรื่องเคที่เบลล์น่ะหรือ?”

เดรโกไม่ได้ตอบ ฉันกลั้นหายใจ มัลฟอยเองสินะ ที่เป็นคนให้สร้อยคอต้องสาปกับเคที่เบลล์

มัลฟอยดูทุรนทุรายหรือไม่สบายเป็นอย่างมาก เขาขบฟันกราม อะไรก็ตามที่ทำร้ายเขา มันเพิ่งทำร้ายเขาให้หนักขึ้น ลูเซียสเดินเข้าไปใกล้ เขาสำรวจดูสีหน้าของลูกชาย

“เหมือนเราจะมีปัญหากันทั้งคู่นะ จริงมั้ย?”

“ไม่ครับ” มัลฟอยยืนยัน

“งั้นแกกลับมาทำบ้าอะไรที่นี่?”ลูเซียสหัวเราะ แล้วเขาก็ยื่นมือออกมา มองมาที่เดรโก น้ำเสียงของเขาเจือด้วยยาพิษ  “อะไรทำให้แกคิดว่าแกมีเหตุผลในการกลับบ้านที่ดีกว่ากลับมาให้แม่โอ๋ หลังจากทำงานที่น่ากลัวของแกแล้ว?” เขาขยับเข้ามาใกล้มากขึ้น เดรโกทำท่าราวกับถูกบีบคอ

“ทำไมแกไม่กลับไปที่ที่แกจากมา แล้วทำหน้าที่ของแกต่อซะล่ะ?” พ่อของเขาถาม

“ผมพยายาม-“

“ไม่! แกมันไอ้ขี้ขลาด” ลูเซียสตะคอก

เดรโกเซล้มลงไปข้างๆ เขาถอนหายใจออกมาอย่างแรง จับเสื้อเชิ้ตสีขาวของตัวเอง และเมื่อเขายกมือขึ้นมาดู มือขาวซีดของเขาก็เต็มไปด้วยเลือด

ฉันปิดปากกลั้นเสียงของตัวเอง มันเกิดขึ้นได้ยังไง? ลูเซียสไม่ทันกระดิกนิ้ว เขาไม่มีไม้กายสิทธิ์ด้วยซ้ำ

“ลูเซียส!” นาซิสซาตะโกน สีหน้าของเธอเต็มไปด้วยความตกใจ แต่ลูเซียสไม่สนใจ

“ฉันเห็นสายตาของแก” พ่อของเขาบอก “ฉันเห็นมันมาตลอดปี ไม่ว่าฉันจะพยายามหนักขนาดไหนที่จะรีดมันออกจากตัวแก แกมันไอ้ขี้ขลาด แกมันอ่อนแอ”

เดรโกกลั้นสะอื้น ขบกรามเข้าหากันอย่างแรง แขนของเขากุมขึ้นมาที่หน้าอก รอยสีแดงชัดเจนปรากฏอยู่บนแขนเสื้อและรอบข้อศอก

“หยุดเถอะ” ฉันกระซิบ ริมฝีปากสั่น “พอเถอะ...”

“ลูเซียส!” นาซิสซาตะโกน เอาตัวของเธอเข้ามาบังเดรโกไว้ “อย่าทำแบบ –“

“เธอต้องเลิกปกป้องมันได้แล้ว นาซิสซา” เขาบอกอย่างเย็นชาที่สุด และมองภรรยาอย่างว่างเปล่า “การปกป้องของเธอมีแต่จะทำให้มันอ่อนแอเหมือนเด็กผู้หญิง”

นาซิสซาขยับตัวและร้องออกมา แผ่นหลังของฉันชนเข้ากับประตู เมื่อนาซิสซสเงยหน้าของเธออีกครั้ง แก้มของเธอก็เป็นรอยสีแดง เหมือนถูกฟาดเข้าอย่างแรง เดรโกมีสายตาโกรธแค้นขึ้นมาทันที

“อย่ายุ่งกับแม่!

ลูเซียสเชิดคาง ความดุร้ายก่อตัวขึ้นในสายตาของเขา “แกไม่คิดหรือว่าถ้าเราทำงานนี้ไม่สำเร็จ เขาจะฆ่าเราทั้งหมด” พ่อพูดเสียงกระซิบ “เราจะตายกันทั้งหมด ทั้งแม่แก แก และฉัน”

ก่อนที่ฉันจะแปลความหมายจากคำพูดของเขาออกทั้งหมด อะไรบางอย่างก็จับตัวเดรโกด้วยไหล่ โยนเขาขึ้นไปในอากาศ หลังของเขาตกลงมากระแทกกับเก้าอี้ มันแตกเป็นเสี่ยงๆ ขาของมันหักออก เขาไถลลงมานอนกับพื้น และซากเก้าอี้ก็ล้มทับตัวเขา

ฉันกรีดร้อง มือสองข้างปิดปากของจัวเองอย่างตกใจ นี่มันเวทย์มนต์ประเภทไหนกัน เขาทำได้อย่างไรโดยที่ไม่ใช้ไม้กายสิทธิ์? ฉันไม่รู้เลย –ฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเกิดอะไรขึ้น สิ่งล่าสุดที่สมองของฉันสั่งการให้รับรู้ทันท่วงทีก็คือคำพูดของลูเซียส

เดรโกตะเกียกตะกายขึ้นยืน แต่ก็ล้มลง เข่ากระแทกพื้น สีหน้าของเขาแสดงความตกใจอย่างชัดเจน มือของเขากุมอยู่ที่หน้าอกที่มีเลือดซึม

ฉันกัดฟันเข้าหากัน ฉันทนดูมันไม่ได้อีกแล้ว ฉันไม่สนแล้วว่ามันจะเป็นใคร –ไม่มีใครสมควรได้รับการกระทำแบบนี้ ฉันก้าวเข้าไปหาเขา

แต่เท้าของฉันกลับอยู่กับที่ ฉันออกแรงมากขึ้น เร็วขึ้น แต่ดูเหมือนฉันจะย่ำอยู่ที่เดิม ไม่สามารถขยับเข้าไปหาได้

“ไม่นะ!” ฉันร้อง ยื่นมือออกไปหาเขา คว้าอากาศ พยายามจะลากตัวเองเข้าไปช่วย “เดรโก!

แต่ไม่มีใครได้ยิน ไม่มีใครรู้ว่าฉันอยู่ตรงนั้น

ลูเซียสหันไปหานาซิสซา

“ให้ฉันเลี้ยงเขาในแบบที่ควรจะเป็น” เขาพูด นาซิสซาที่น่าสงสารทำสีหน้าเหมือนจะร้องไห้ เธอยกมือขึ้นกุมแก้ม แก้มของเธอบวมแดงอีกแล้ว และมีเลือดไหลออกจากมุมปาก

“หยุด” เดรโกคร่ำครวญจากที่พื้น น้ำตาไหลนองหน้าของเขา “ได้โปรด หยุดเถอะ...”

“คุณมัลฟอยคะ ได้โปรดพอเถอะค่ะ!” ฉันร้อง “คุณไม่เห็นหรือว่ามันเกิดอะไรขึ้นบ้าง?”

“นี่เป็นความผิดของคุณ ลูเซียส ไม่ใช่ฉัน” นาซิสซาปาดน้ำตา “ถ้าคุณไม่ไปยุ่งกับคำพยากรณ์และฮอครักซ์นั่นเดรโกก็ไม่ต้องเป็นแบบนี้!

ฉันยื่นนิ่ง อะไร? ฮอครักซ์คืออะไร? เดรโกกำลังเผชิญหน้ากับอะไรกัน?

ฉันเห็นลูเซียสขมวดคิ้ว เขาขยับเนคไทออก มองดูเลือดเปรอะเต็มนิ้วมือของเขา แล้วตัวฉันก็แข็งทื่อ

นาซิสซาเองก็ทำแบบนี้ได้เหมือนกัน

“ฉันจะคุยกับเขาคนเดียว” ลูเซียสประกาศ นาซิสซาแตะริมฝีปาก มองเดรโกอย่างครุ่นคิดอยู่เป็นเวลานาน

“แม่..” เดรโกร้อง ฉันเห็นท่าทีของเธอที่เปลี่ยนไป นั่นทำให้ฉันแทบไม่เชื่อสายตาของตัวเอง

“คุณกำลังจะทิ้งเขาหรือ?” ฉันตะโกน “คุณทิ้งลูกชายของคุณไว้กับปีศาจแบบนี้ไม่ได้! ได้โปรด อย่างทำแบบนี้!

แต่เธอไม่ได้ยิน นาซิสซาหันหลังกลับไปและออกไปจากห้องโถง

สีหน้าของเดรโกบิดเบี้ยว เหมือนความเจ็บปวดถาโถมเข้าหาตัวเขา คงเพราะแม่ของเขาที่ทิ้งเขาไป

เขาคลานออกมาจากใต้ซากเก้าอี้ เศษซากของมันหล่นลงกับพื้น ลูเซียสเดินเข้าไปใกล้ เขายืนอยู่เหนือลูกชาย เขาขยับปกเสื้อให้เรียบร้อย และเลิกคิ้วขึ้นเหมือนกำลังพิพากษา

“แกทำให้ฉันโมโห” เขาพูด “ฉันไม่คิดเลย ว่ามันจะเกิดขึ้นกับฉันมาก่อน” เขาก้าวเข้าไปใกล้อีก และมองเหยียดลงมาที่ลูกชาย เอียงศีรษะ “ดูสิ แกร้องไห้นี่” เขาเดาะลิ้น ช่างดูเย็นชาไร้ความรู้สึก “แกรับไม่ได้ที่ถูกด่าด้วยซ้ำ”

“คำด่าหรอ?” ฉันคำราม “คุณเรียกสิ่งพวกนี้ว่าคำด่าหรอ? ปล่อยลูกชายของคุณออกไปเถอะ!

เดรโกลุกขึ้นยืน และเงยหน้ามองพ่อของเขา ลูเซียสก็มองเขาเหมือนกัน ยิ้มเยาะ และส่ายหน้า

“ฉันหวังกับแกไว้มาก เดรโก” เขาถอนหายใจ ดูเหมือนกำลังสมเพช “แต่ตอนนี้ สิ่งเดียวที่ฉันได้จากแกคือความอับอาย”

ฉันรู้สึกเหมือนกับเดรโกที่โดนแทงกลางหน้าอก เขาล้มลงกับพื้นดังโครม แล้วเลือดจำนวนมากก็ไหลออกจากบาดแผลกลางหน้าอก แขน ไหล่ และคอ เขากรีดร้องครั้งแล้วครั้งเล่า ฉันพยายามจะก้าวเข้าไปหาเขา กรีดเสียงใส่ลูเซียส

“ปล่อยเขาออกไป! ดูสิ่งที่คุณกำลังทำ! เขาเป็นลูกชายของคุณนะ! ปล่อยเขาออกไป!

แล้วทันใดนั้น เดรโกก็สำลักออกมา แล้วแน่นิ่งไป ลูเซียสตัวแข็ง เขาหันหลังกลับขึ้นไปจากห้องโถง ทิ้งลูกชายของเขาไว้เพียงคนเดียว

ริมฝีปากของฉันสั่นระริก ฉันห้ามมันไว้ด้วยนิ้วมือของฉันเอง

“เดรโก” ฉันเรียก น้ำตาไหลอาบแก้ม “เดรโก นายเป็นไรไหม?”

เดรโกเงยหน้า สายตาของเขาจ้องอยู่ที่พ่อ แล้วเขาก็ลุกขึ้นยืน เดินออกไป ทิ้งรอยเลือดไว้เป็นทางตามที่เขาเดิน เขาหันหน้ามามองฉัน ผิวซีดเซียว ตาสีฟ้าว่างเปล่า เลือดยังไหลไม่หยุด

“เดรโก-“

แต่เขาก้าวผ่านฉันราวกับฉันไร้ตัวตน ตรงเข้าหาประตู เปิดมันออกและเดินออกไปข้างนอก

ลมหนาวพุ่งเข้าหาฉัน ฉันหันหลังกลับไปและเดินตาม ฉันขยับได้แล้ว!

ฉันยื่นมือออกไปหาประตู คราวนี้ฉันจับลูกบิดเหนียวๆนั่นได้แล้ว ข้างนอก ท้องฟ้าเต็มไปด้วยเมฆ ลมหนาวยะเยือกพัดผ่าน เดรโกเดินซวนเซอยู่บนสนามหญ้า แล้วในไม่กี่อึดใจ เขาก็ล้มลง

ฉันวิ่งเข้าไปหาเขา สำรวจดูใบหน้าของเขา เขาจะมองเห็นฉันไหมนะ?

“เดรโก” ฉันลองเรียก “เดรโก นี่ ได้ยินเสียงฉันไหม?

เขาหายใจออกมาอย่างติดขัด มือกุมอยู่ที่หน้าอกด้านซ้าย หลับตาปี๋ ความคิดของฉันสับสนและวกวน แล้วถ้าเขาไม่ตื่นขึ้นมาล่ะ? แล้วถ้าเขาตายอยู่ตรงนี้ล่ะ? ตัวเขาจริงๆในห้องต้องประสงค์จะเป็นยังไง?

“เดรโก! นายต้องตื่นเดี๋ยวนี้!” ฉันกรีดเสียง ก้าวเข้าไปใกล้ “นี่ไม่ได้เกิดขึ้นจริง จำที่นายบอกฉันได้มั้ย? นี่มันภาพลวงตา! ทุกอย่างข้างนอกไม่เป็นอะไร! นายต้องตื่นเดี๋ยวนี้ แล้วเลือดก็จะหยุดไหล" ฉันหอบพร่า “เดรโก พ่อแม่ของนายรักนาย สิ่งที่นายเห็นในวันนี้ไม่เคยเกิดขึ้น จำได้มั้ย? แม่ของนายรักนาย เธอไม่เคยที่จะ..” เสียงของฉันเลือนหายไป ฉันหายใจเข้าและพยายามอีกครั้ง “แล้วพ่อของนายก็จะไม่ทำแบบนั้นกับนายแน่ เขาจะไม่พูดแบบนั้น เขาจะไม่.. เขา..” ฉันตะกุกตะกัก แล้วก็เงียบเสียงลง ทุกอย่างมันแปลกออกไป แล้วฉันก็นึกขึ้นได้ แค่เพราะว่ามันไม่ได้เกิดขึ้นที่นี่ ตอนนี้ ไม่ได้หมายความว่ามันจะไม่เกิดขึ้น

เพียงเพราะลูเซียส มัลฟอยไม่เคยกล่าวคำนั้นออกมาไม่ได้หมายความว่าเขาจะไม่คิด แค่เพราะลูเซียสไม่ได้ทำร้ายภรรยาของเขาให้เกิดบาดแผล ไม่ได้แปลว่าเขาจะไม่เคยทำร้ายจิตใจของเธอ และถึงแม้ว่าเขาจะไม่ได้บอกกับเดรโกว่าเขาหวังในตัวลูกชายมากแค่ไหน ไม่ได้แปลว่ามันจะไม่ทำร้ายจิตใจของเดรโกที่ทำให้เขาผิดหวัง

เดรโก เด็กหนุ่มผู้มีแผลเป็นมากกว่าแฮร์รี่พอตเตอร์ เพียงแต่ไม่มีใครมองเห็น

“เดรโก” ฉันเดินเข้าไปหาเขาใกล้ขึ้น ที่ผ่านมาฉันพยายามปลอบใจเขาด้วยคำโกหก เกี่ยวกับครอบครัวของเขาเอง ฉันเพียงแค่อยากให้เขาหายเจ็บจากบาดแผล “เดรโก มองหน้าฉัน”

เขาเงยหน้าตรง หายใจเข้ารอบนึง แล้วหันหน้ามาหาฉัน

เขาเห็นฉันแล้ว

คิ้วของเขาขมวด และดวงตาสีฟ้าสดของเขาใสแจ๋วราวลูกแก้ว พวงแก้มเริ่มขึ้นเลือดฝาดสีระเรื่อ

รอยเลือดที่เสื้อเชิ้ตเริ่มจางหายไป ฉันได้ยินเสียงสายลมพัดแผ่วๆ และเห็นต้นข้าวรายล้อมพวกเราอีกครั้ง ในเวลานั้น เขามองหน้าฉันและก้มศีรษะลง ฉันไม่อาจพูดอะไรออกไปได้

เขามองไปที่มือสองข้างของเขาที่แบออก ตอนนี้มันสะอาดหมดจด เขาลุกขึ้น ไม่ได้มองมาที่ฉัน และเดินผ่านฉันไป เขากำลังเดินตรงไปที่ต้นวิลโลว์

ฉันกลืนน้ำลาย ขยี้ตา หัวของฉันยังคงหมุนติ้ว ความคิดแล่นอยู่ในหัวไม่หยุด ฉันต่อสู้กับความคิดของตัวเองสักพัก และฉันก็เชิดหน้า ก็เดินตามเขาไปในทางเดียวกัน

สายลมพัดแรงทำให้ผมของฉันพันกันยุ่ง เสื้อผ้ายับเยิน ความมืดปกคลุมพวกเราไว้  ไกลออกไปเบื้องหน้าของพวกเรา ฉันเห็นเดรโก มัลฟอยผลักกิ่งไม้ก้านยาวของต้นวิลโลว์ไปข้างๆและเดินเข้าไปข้างใน ฉันก้มหัวลง กอดตัวเองเอาไว้ อากาศหนาวเหลือเกิน

ฉันเดินมาถึงต้นวิลโลว์และลังเล ไม่ได้ยินเสียงอะไรจากข้างในเลย ฉันยกมือขึ้นแตะกิ่งไม้ที่หนาวเย็นและเรียบลื่นของต้นวิลโลว์อย่างระมัดระวัง และผลักมันออกไป มันส่งเสียงเล็กน้อยขณะที่ฉันก้าวเข้าไปข้างใน

ลมหายฉันของฉันแทบขาดห้วง

พื้นเบื้องหน้าของฉันถูกปูไปด้วยต้นหญ้าสีเขียว ลำต้นของต้นไม้สีเทาตะปุ่มตะป่ำอยู่ตรงข้ามกับสายตา บนพื้นหญ้าเต็มไปด้วยดอกไม้ หน้าตาเหมือนดวงดาวสีขาวเล็กๆกระจายเต็มไปหมด และภายใน”ห้อง”นั้นทุกอย่างช่างดูนุ่มนวล อ่อนหวาน สะท้อนแสงสีขาวอมฟ้าที่ไม่ได้สว่างมากแต่เจิดจ้า

ฉันเดินลงไปอย่างเงียบเสียงที่สุด ทุกที่ที่เท้าของฉันเหยียบลงบนพื้น ประกายแสงสีทองเล็กๆกระจายขึ้นมาและลอยหายขึ้นไปในอากาศ

ตรงหน้าฉัน ใกล้ๆกับรากไม้และฐานของต้นไม้ที่ถูกเงาครอบคลุม มีอะไรบางอย่างแปลกตาออกไป นาฬิกาโบราณอันสูงผอม หยุดเดินแล้วที่เวลาสิบสองนาฬิกา เดรโก มัลฟอยนั่งอยู่ข้างๆมัน ยกเข่าขึ้นสองข้าง ข้อศอกพาดอยู่บนเข่า ปกเสื้อไม่จัด กระดุมเม็ดบนเปิดออก ผมยุ่งเหยิง

ฉันไม่ได้พูดอะไรออกไป ฉันเดินเข้าไปหาเขาอย่างเงียบๆและหวังว่าเขาจะรับรู้ถึงการมีตัวตนของฉัน แต่เขาก็ไม่ได้แสดงท่าทีว่ารู้ ฉันจึงนั่งลงข้างๆเขาบ้าง กอดเข่าตัวเอง ฉันมองไปที่เขา ความเจ็บแปลบจุกอยู่ในอก

สายตาของเขาทอดตรง ใบหน้าเรียบเฉย มีเพียงน้ำตาที่ไหลออกมาจากดวงตาสีน้ำแข็ง อาบแก้มและหยดลงมาตามคาง มันเจิดจ้าเหมือนอัญมณี –ฉันสาบานได้ และดวงตาที่รื้นน้ำของเขา –เปล่งสีฟ้าเจิดจ้าอย่างสวยงามแบบที่ฉันไม่เคยเห็นมาก่อน เดรโก มัลฟอย ทุกๆอย่างของเขาช่างดูสมบูรณ์แบบ แม้แต่คิ้วที่เลิกขึ้นและผมสีอ่อนที่ปกอยู่บนหน้าผาก เขากะพริบตา ลมหายใจแผ่ว เขากลืนน้ำลายอึกใหญ่และหันมาทางฉัน หลับตาลง ฉันวางมือของตัวเองไว้บนหญ้าสีเขียวสด พยายามเข้าไปใกล้เขา แต่ไม่ใกล้พอที่จะแตะต้องตัวเขาได้ ศีรษะของเขาเอนมาทางฉัน และแม้เขาจะไม่ได้พูดอะไร ฉันก็สัมผัสได้ ว่าเขารู้ว่าฉันอยู่ตรงนั้น

พวกเรานั่งอยู่ตรงนั้น ประกายสีทองปะทุขึ้นและลอยขึ้นฟ้า ฉันมองดูเดรโก รอบตัวของเขาช่างส่องสว่างด้วยแสงสีทอง ความเจ็บแปลบแทรกไปทุกอณู เขากะพริบตาอย่างช้าๆ และสูดหายใจเข้าลึก กระซิบออกมาเป็นคำพูด

“ฉันขอโทษที่เรียกเธอว่าเลือดสีโคลน”

ริมฝีปากของฉันอ้าออก เขาหลับตาลงและไมได้ขยับเขยื้อนอีก ดวงตาของฉันคลอหน่วยด้วยน้ำตา ฉันปาดมันออกไป ลำคอตีบตัน ฉันไม่ได้พูดอะไรออกไปเป็นเวลานาน และในที่สุด ฉันก็กลืนน้ำลาย และส่งเสียงออกไป

“ฉันยกโทษให้นาย”

เขาสบตาฉัน ทำให้ลมหายใจของฉันหยุดนิ่งเมื่อดวงตาสีฟ้าจดจ้องมาที่ฉัน เขาก้มหน้าลงอีกครั้ง สายตาทอดยาวออกไปที่พื้นเบื้องหน้า

พวกเราไม่ได้พูดอะไรกันอีกเลยตลอดทั้งคืนนั้น


______________





 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 173 ครั้ง

481 ความคิดเห็น

  1. #443 piinkhyun (@piinkhyun) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 14 มกราคม 2563 / 18:13
    สงสารเดรโก
    #443
    0
  2. #411 Tarantallegra (@Tarantallegra) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 17 พฤศจิกายน 2562 / 06:46

    สงสารมัลฟอยมาก ลูเซียสเหมือนเอาความหวังทุกอยางไปกองที่ลูก

    #411
    0
  3. #397 P.NUT☆彡 (@PLOY_6843) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 9 มีนาคม 2562 / 22:11
    สงสารมัลฟอย ยอมขอโทษแล้วเนอะ ดีกันๆ
    #397
    0
  4. #345 Miya. (@yonoop) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 13 สิงหาคม 2561 / 19:23

    หน่วงมากๆ โอ้ยยยยยย

    ในที่สุดเดรโกก็พูดขอโทษออกมา

    #345
    0
  5. #317 cloudzel_ (@cloudzel_) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 1 สิงหาคม 2561 / 00:29
    สงสารมัลฟอยมาก;-;
    #317
    0
  6. วันที่ 28 กรกฎาคม 2561 / 21:49
    ชอบตอนมัลฟอยขอโทษน้องอ่ะ งืออออ
    #288
    0
  7. #254 อิอิ (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 27 กรกฎาคม 2561 / 20:56

    หน่วงมากกกก ตอนมัลฟอยขอโทษเฮอร์ไมโอนี่คือน้ำตาไหลอะ โอ๊ยยยยยยยย

    #254
    0
  8. #232 kuychai (@kuychai) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 26 มิถุนายน 2561 / 22:11
    โอ้วววว
    #232
    0
  9. #210 panitin (@panitin) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 11 ธันวาคม 2560 / 16:22
    หน่วงมากๆ
    #210
    0
  10. #202 isabella♡ (@oxzygen) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 11 กันยายน 2560 / 03:41
    สงสารเดรกก
    #202
    0
  11. #195 แพะสีดำ (@pnnchan2127) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 23 สิงหาคม 2560 / 18:41
    เดรก ไม่เป็นไรนะ!;-;
    #195
    0
  12. #170 l!i:.นู๋ นิ้ ง.:i!l (@ninko) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 23 กรกฎาคม 2560 / 08:58
    ร้องไห้เลยอะ สงสารเดรโก



    เป็นเดรโก มัลฟอย มันไม่ง่ายเลยจริงๆ 
    #170
    0
  13. #16 WIFE_ENGINEER (@WIFE_ENGINEER) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 21 ธันวาคม 2559 / 06:33
    ฮื่อออออ... รอน้า
    #16
    0
  14. #15 Dracomone (@Dracomone) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 19 ธันวาคม 2559 / 23:39
    ฮือขอบคุณที่แปลให้อ่านนะคะไร้สู้ๆน้ารอค่ะ
    #15
    0
  15. #14 DracoM (@Abclll1) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 18 ธันวาคม 2559 / 19:36
    น้ำตาจิไหลลล
    #14
    0
  16. #13 Rulna (@Rulna) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 17 ธันวาคม 2559 / 15:41
    มันหน่วงงงงงงง ฮือๆสงสารเดรโก
    #13
    0
  17. #12 Jinjerbell (@k-ngong) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 16 ธันวาคม 2559 / 00:23
    ฮืออออออออ มันเศร้า มันสุดยอด มันมึน
    #12
    0
  18. #11 DracoM (@Abclll1) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 11 ธันวาคม 2559 / 19:17
    แง เดรก TT
    #11
    0