[Period] Flower ✿f the REALM {Kai x Baekhyun x Chanyeol}

ตอนที่ 10 : *** ตอนที่ ๖ ท้าประลอง {๑} ***

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 450
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 10 ครั้ง
    5 ม.ค. 57

 

 

บทที่ ๖ ท้าประลอง {}

 

สิ่งที่ห้ามได้ยากที่สุด

คงเป็นหัวใจ

 

            เนินหินใหญ่ตัดเรียบทอดยาวเป็นลานกว้างเหนือเนินเขาเบื้องหน้าคือทางลาดลึกชัน เชื่อมต่อไปยังสำนักศึกษาชั้นสูงของประเทศ ซองกยูนกวาน ซึ่งมีเพียงเหล่าบัณฑิตที่ผ่านการคัดเลือกครั้งแล้วครั้งเล่าเท่านั้นจะผ่านเข้ามาศึกษาได้  การศึกษาและการสอบที่เข้มข้นจะคัดกรองเพื่อเตรียมผู้เข้าไปทำงานรับใช้ราชการแผ่นดินในภายภาคหน้า   บัณฑิตที่มุ่งมั่นและอุตสาหะมากพอจะเป็นผู้ผ่านการคัดเลือกนั้นซึ่งจะได้รับผลตอบแทนอย่างสมเกียรติ  ทว่า...ซองกยูนกวานเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น

            ร่างสูงนั่งขัดสมาธิพร้อมกับหนังสือเล่มหนาบนตักตั้งแต่พระอาทิตย์ยังขึ้นไม่พ้นขอบฟ้าดวงตาคู่คมเบือนสายตาไปยังพระราชวังหลวงที่อยู่ไม่ห่าง  พิจารณาการเคลื่อนไหวของชาววังด้วยหัวใจที่ไม่ปกตินัก   ผลการสอบคัดเลือกนักปราชญ์ของแผ่นดินประจำปีได้ถูกประกาศเมื่อสองวันภายหลังพระราชพิธีแต่งตั้งองค์ชายพระองค์ใหม่ โดยมีพระเจ้ามยองอินเสด็จมาเป็นองค์ประธาน

ตำแหน่งชังวอน[i]  จากผลสอบจอหงวนอันดับหนึ่งของประเทศที่ทุกคนปรารถนาตกเป็นของเขา

ชังวอนอายุน้อยที่สุดในรอบสองทศวรรษ

แม้ว่าการที่เขาได้ตำแหน่งนี้มาไม่ได้ผิดไปจากความคาดหมายของท่านอาจารย์และคนอื่น ๆ มากนักเพราะตั้งแต่เขาสอบผ่านการสอบซินซาเข้าสู่สถาบันซองกยุนกวานได้ด้วยคะแนนอันดับหนึ่งในฐานะพี่ชาย ขององค์หญิงรัชทายาท และบุตรชายของราชบัณฑิตประจำราชสำนัก สร้างทั้งความคาดหวังและความกดดันให้แก่เขาอยู่ไม่น้อย แต่ทุกอย่างก็ผ่านไปด้วยดี   อีกไม่เกินหนึ่งสัปดาห์ คงมีพระราชพิธีพระราชทานตำแหน่งโดยพระเจ้ามยองอินและเชื้อพระวงศ์ทุกพระองค์

            เขาถอนหายใจลึก  เมื่อพระพักตร์พระชายาปรากฏขึ้นในห้วงความทรงจำเมื่อคิดถึงเรื่องนี้ชางมินไม่ได้เข้าเฝ้าองค์หญิงพระชายามาพักใหญ่แล้ว  เนื่องจากต้องเตรียมสอบครั้งสำคัญ  และด้วยเหตุผลบางประการ

            เหตุผลที่ไม่อาจบอกใคร

“เหตุใด...จึงดูวิตกนัก  ท่านหัวหน้าบัณฑิต”

            ชายหนุ่มสะดุ้งสุดตัว เสียงทุ้มนุ่มเจือด้วยหางเสียงแบบที่เขาคุ้นชิน  ทำให้ร่างสูงใหญ่ผุดลุกขึ้นทันที  พร้อมทั้งหมุนกายกลับไปยังต้นเสียง

หัวใจของเขากระตุกแรง...

องค์ชายชานยอล!

            “ไม่สิ.. ท่านชังวอน” ตรัสแก้  ก่อนสรวลดัง  ส่งผลให้สีหน้าของชางมินเผือดลงไม่น้อยขณะมองไปที่วรกายสูงไม่แพ้ตนยิ่งได้พิจารณารอยแย้มพระสรวลที่แนวพระโอษฐ์สีอ่อนก็ทำให้เขารู้สึกราวกับกำลังถูกคมดาบจากพระโอษฐ์นั้นจ้วงแทงไม่ยั้ง

            “องค์ชาย” เขาโค้งกายถวายคำนับตามธรรมเนียมปฏิบัติ แม้จะไม่สามารถรักษาสีหน้าให้เป็นปกติได้เลยก็ตาม

 “ดูเหมือนเจ้าจะพยายามเลี่ยงข้าอยู่ตลอดเวลานะท่านราชบัณฑิต” สุรเสียงทุ้มนุ่มตรัส

            “กระหม่อม....”  เสียงของเขาเงียบหายลงไปในลำคอ  ตาคมหลุบลงต่ำ  คล้ายพยายามครุ่นคำนึงหาถ้อยคำที่หายไปมากราบทูล  แต่เมื่อไม่ประสบความสำเร็จ   “ขอพระราชทานอภัย”

แนวพระโอษฐ์ยกกว้างขึ้นอีก แม้สายพระเนตรจะเป็นไปในทางตรงข้ามก็ตามที

“ไม่รู้เลย...ว่าคนที่ไม่เคยกลัวตายเช่นเจ้า  จะกลัวการพบกับข้าเยี่ยงนี้”

พระดำรัสเชือดเฉือน ทำให้ชางมินเงยหน้าขึ้นมองแต่มิอาจกราบทูลสิ่งใดได้  นอกจากความเงียบ

“จะไม่พูดสิ่งใดเลยหรือ”

ชางมินก้มศีรษะลงยิ่งกว่าเดิม ดวงตาหลุบลงมองเพียงแค่พื้นหินมิอาจเอื้อนเอ่ย... หรือแม้กระทั่งมองพระพักตร์ได้อย่างถนัดตา

ทว่า...  อดีตองค์รัชทายาทมีวิธีที่ง่ายกว่านั้น

“กลัว...ว่าข้าจะทำอะไรให้ราชบัลลังก์นี้แปดเปื้อนหรือไง”ถ้อยรับสั่งแกมประชดประชันส่งให้บัณฑิตหนุ่มเงยหน้าขึ้นมาด้วยความไม่เชื่อสายตา

“องค์ชาย!! เหตุใดจึงตรัสเช่นนั้น”

“นั่นคือสิ่งที่เจ้าคิดอยู่ไม่ใช่หรือ ชางมิน...”สายพระเนตรเศร้าสร้อยทอดมองลึกไปที่ดวงตาไหวระริกของอีกฝ่าย“เจ้าชายนอกราชบัลลังก์อย่างข้า.... อย่างไรเสียก็เป็นแค่ส่วนเกิน  เจ้าจะห่วงอะไร”

“เลือดในกายของกระหม่อม...ยังคงเป็นของพระองค์ ”ชางมินกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ก้องกังวาน“แม้กระหม่อมจะเคยทำผิดพลาดในฐานะ...เพื่อน  แต่สาบานว่ากระหม่อมไม่เคยคิดถึงพระองค์ในแง่นั้น”

พระพักตร์อาบความสดใส และแนวพระโอษฐ์ที่คลี่แย้ม ค่อยคลายลง... พระราศีเผือดลงอย่างเห็นได้ชัด

ประโยคนั้น...คล้ายจะฉุดรั้งให้พระองค์ตกลงไปจมดิ่งอยู่ในความคะนึงหานั้นอีกครั้ง

เสียงขลุ่ยดังแว่วมาในความทรงจำ เสียงดาบตกกระทบ  หรือแม้กระทั่งเสียงร่ำไห้ของพระองค์เอง

“เพื่อน....” สุรเสียงแหบพร่าย้ำทวนสิ่งที่ได้ยิน  “ข้าไม่ได้ยินคำนี้มานานเท่าไหร่แล้วนะชางมิน”

เพื่อน... ผู้ที่ลงมือเด็ดดอกไม้ของเขามาประดับราชบัลลังก์แห่งนี้

“เกล้ากระหม่อมทราบดีว่ามิสมควรได้รับเกียรติเช่นนั้น”

“เกียรติงั้นหรือ...”

“องค์ชาย...”

“เกียรติของข้า...มันหมดไปตั้งแต่วันที่หนีออกจากวังหลวงแล้ว”

ใครเล่าจะรู้... องค์ชายรัชทายาท  ผู้ที่เป็นเสมือนเจ้าของประเทศอีกพระองค์หนึ่ง  จะต้องวิ่งหนีความตายที่ไล่ประหัตประหารอย่างไม่ไยดี  ทิ้งเกียรติยศ  ความสะดวกสบาย... หรือแม้กระทั่งพระบิดาที่ถูกปลงพระชนม์ภายในพระตำหนักโดยไม่อาจหวนกลับหลังได้

ช่วงชีวิตที่ยากลำบาก.... ไม่มีแม้สักคนที่จะนับได้ว่าเป็นมิตรแท้  มีเพียงศัตรู ที่จ้องหักล้างชีวิต

แล้วเขาก็พบ...คนสองคนที่ทำให้เขาใช้คำนั้นได้

เพื่อน

“เจ้าคงเสียใจมาตลอดสินะชางมิน”

“ตลอดมา...กระหม่อม”

“ข้าควรจะเป็นเพียงแค่คนร่อนเร่พเนจร ชอนมินชั้นต่ำ  ไร้บ้าน คนที่ไม่มีอะไรเลย.. แค่มีแม่ ....มีเจ้าเป็นสหาย  มี... นางที่ข้ารัก  ไม่ใช่องค์ชายอาภัพคนนึง ....ที่ไม่มีอะไรเลยกระทั่งเพื่อน....  และคนที่รักที่สุด”

ชางมินส่ายหน้า... ปฏิเสธสิ่งที่พระองค์ตรัสนั้น

“กระหม่อมไม่เคยลืมพระองค์...  ไม่เคยลืมความเป็นเพื่อนของเรา”

จะลืมได้อย่างไร  เพื่อนคนที่ตายแทนกันได้คนนี้

“กระหม่อมไม่กล้าสู้พระพักตร์... เพราะความผิดครั้งนั้นแต่พระองค์ก็ทรงรู้  ว่ากระหม่อมไม่เคยลืม”

“ข้าไม่เคยโทษเจ้า  ชางมิน ไม่มีสักครั้งที่คิดแบบนั้น  ข้ารู้....ว่าเจ้าไม่มีทางเลือกมากนัก เจ้าทำถูกแล้ว...ในฐานะพี่ชาย”

“แต่ในฐานะเพื่อน กระหม่อมก็ยังไม่สมควรได้รับการให้อภัยใด ๆ ” เขาแย้ง  พร้อมรับความผิดโดยไม่แก้ตัว

ดวงเนตรคู่นั้นฉายวาบ... วูบไหว คล้ายกำลังตัดสินพระทัย

“ถ้าเช่นนั้น...เจ้าจะไถ่โทษให้ข้าได้หรือเปล่า”

พระดำรัสนั้นทำให้ชางมินพยักหน้าเร็ว  แม้ว่านั่นจะแลกด้วยชีวิต...เขาก็พร้อมถึงกระนั้น เขากลับไม่คาดคิดว่าสุรเสียงแหบพร่า จะตรัสประโยคนั้นออกมา

“ข้าไม่มีใครอีกแล้ว....”ตรัสพร้อมพระทนต์ที่สั่นกระทบกัน

ตั้งแต่รู้จักกันมา   เขาไม่เคยเห็นบุรุษตรงหน้าแสดงความอ่อนแอถึงเพียงนี้

ไม่สิ....

สหายผู้สูงศักดิ์ของเขาอาจเป็นเช่นนี้มาตั้งแต่วันประกาศตำแหน่งพระชายาก็เป็นไปได้

“จากนี้ไป... เจ้าจะอยู่เคียงข้างข้าได้ไหม”

 

|

วรกายบอบบางขยับลุกจากพระยี่ภู่อย่างเชื่องช้าไม่ต่างจากวันอื่นมากนัก ฮวางซังกุงมององค์หญิงในการดูแลของตนและยิ้มบาง ฉลองพระองค์บรรทมสีขาวบางร่นลงจากพระอังสานวลผ่อง พระฉวีเนียนละเอียดปรากฏต่อสายตาพระอภิบาลเพราะไม่ทรงระวังพระองค์มากนัก  ดวงตาเฉียบคมของฮวางซังกุงตวัดมองพระอิริยาบทของพระชายาแล้วตั้งใจจะกราบทูลเตือน แต่แล้วกลับคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้

ทรงไม่ระวังพระองค์เช่นนี้อาจส่งผลดีได้มากกว่าที่นางคิด  เพราะชายส่วนใหญ่คุ้นเคยกับกิริยาเย้ายวนของสตรีทั่วไปที่เจนจัดกับการอยู่ร่วมกับบุรุษเพศแต่สำหรับองค์หญิงพระชายาแล้ว  กิริยาที่แสดงออกมานั้นเป็นธรรมชาติ  และเกิดขึ้นเพราะไม่ดำริเรื่องในทางชู้สาวใด ๆ พระทัยอันบริสุทธิ์นี้เอง...จะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้องค์ชายรัชทายาทไม่อาจปันใจให้สตรีอื่น

ฮวางซังกุงยิ้มหวานขณะครุ่นคิดไปว่าถ้าผู้ที่มองอยู่ขณะนี้ไม่ใช่นาง...แต่เป็นองค์ชายรัชทายาทจะดีแค่ไหนกัน

หากเป็นไปตามที่แพทย์หลวงกราบทูลไว้  อีกไม่เกินสามเดือน... ทั้งสองพระองค์คงจะได้ร่วมพิธีอภิเษกสมรสที่สมบูรณ์พร้อมสำหรับการให้กำเนิดพระโอรส พระธิดาเสียที

ตำแหน่งขององค์ชายรัชทายาทเองก็จะได้มั่นคง

“นั่งยิ้มอะไรน่ะฮวางซังกุง ...”สุรเสียงหวานตรัสถาม  แม้จะไม่สดใสนัก อาจด้วยพระเนตรที่กำลังปรือคล้ายยังไม่ตื่นบรรทมจากห้วงนิทราดีนัก

“เปล่าเพคะ...เห็นองค์หญิงตื่นบรรทมแต่เช้าตรู่  หม่อมฉันเลยดีใจเพคะ”

“เช้ามากเหรอ...งั้นเรานอนต่อได้ไหม   หนาว... ”  ตรัสเบาพร้อมทั้งทรงดึงผ้าคลุมบรรทมขึ้นมาคลุมพระวรกายส่วนล่าง

“ให้อีกไม่เกินครึ่งชั่วยาม[ii] นะเพคะ” 

 

พระโอษฐ์บางคลี่แย้มให้กับนาง  ก่อนที่พระวรกายจะลงไปบรรทมราบเหนือพระยี่ภู่สีขาว

“ใกล้ถึงฤดูหนาวแล้วเพคะ  ทางฝ่ายในกำลังจะนำท่อไอร้อนมาติดตั้งเพื่อให้พระตำหนักอุ่นขึ้นรออีกหน่อยนะเพคะ” พระชายาพยักหน้ารับคำกราบทูลของพระอภิบาลแต่ยังไม่ทันที่พระเนตรงามจะหลุบลงอีกครั้ง  ฮวางซังกุงก็โพล่งขึ้นด้วยสีหน้าบ่งบอกถึงความกังวลใจ

“พระพักตร์ซีด...  ประชวรหรือเปล่าเพคะ”

“หือ... เปล่านี่  ไม่ได้เป็นอะไร ”

“ตะ...แต่”

“เจ้านี่อยากให้เราป่วยตลอดเวลาเลยนะฮวางซังกุง ..เราง่วงแล้ว” ตรัสขุ่น  พร้อมพลิกวรกายหันเบื้องพระปฤษฎางค์ให้กับพระอภิบาล 

“อ้อ....วันนี้ขอกลิ่นกุหลาบนะ” รับสั่งแบบไม่มีที่มา 

แม้ฮวางซังกุงจะเข้าใจว่าพระองค์ทรงหมายถึงน้ำหอมกลิ่นกุหลาบสำหรับอ่างทรงสรง  หากนางกลับท้วงเสียงหลง

“เซจาบินเพคะ”

“ถ้ายังไม่ไป เราจะหลับจนถึงเย็นเลยคอยดู”

            สิ้นรับสั่งฮวางซังกุงก็ทำได้เพียงสดับเสียงผ่อนพระอัสสาสะ อย่างสม่ำเสมอนั้นอย่างจำใจ  แม้จะแน่ใจว่าองค์หญิงคงไม่บรรทมหลับลึกก็ตาม

            “เพคะ มามา...”

            หลังจากค้อมกายถวายความเคารพแล้ว  ร่างผอมของฮวางซังกุงจึงเคลื่อนกายจากห้องบรรทมไปอย่างเงยบเชียบ นางสั่งซังกุงรับใช้สองนางหน้าห้องด้วยเสียงอันเบาก่อนไปเตรียมสิ่งที่ได้รับบัญชามาไม่ต่างจากทุกเช้า

“เดี๋ยวก็หาย...”สุรเสียงแหบหวิวตรัสปลอบกับพระองค์เอง ขณะที่พระวรองค์บอบบางขดงอ   ไอร้อนวูบวาบแผ่ซ่านตลอดพระองค์  โดยเฉพาะพระนลาฏ[iii]ส่งให้อัสสาสะร้อนรุ่ม

พระชายาทราบดีว่าสาเหตุของพระอาการเช่นนี้คงมาจากไข้ต่ำ ๆ เหมือนหลายวันที่มักเป็นในช่วงเช้าตรู่  และคงจะหายไปเองในช่วงสาย ๆ ตอนนี้อากาศเย็นลงเร็วกว่าทุกปีปกติก็ประชวรพระโรคหวัดเป็นประจำอยู่แล้วจึงไม่มีอะไรหนักหนาจนต้องบอกซังกุงคนสนิทให้วุ่นวาย เพราะขืนบอกไปมีหวังแตกตื่นทั้งพระราชสำนัก ....

เชื้อพระวงศ์ โดยเฉพาะพระชายาขององค์ชายรัชทายาท คือบุคคลสำคัญ  หากมีความผิดปกติแม้เพียงนิด ก็ต้องจัดคณะแพทย์ขึ้นมาถวายการรักษาโดยด่วน...

ถ้าประชวรหนัก  ก็ต้องถวายการรักษายาวนาน    แต่ถึงไม่ประชวรหนัก... ก็ต้องเสวยโอสถบำรุงเป็นระยะเวลาหนึ่งเช่นกัน

“ยังไงเราก็จะไม่กินยาของแพทย์หลวงอีกเด็ดขาด..” ทรงมีปณิธานมุ่งมั่น

ก็ยาของแพทย์หลวงแต่ละขนาน...ขมจะตาย

 

|

 

“พวกเจ้าใช่ไหมที่กราบทูลเรื่องวันนี้!!!

ฮวางซังกุงสอบถามนางวังผู้ดูแลหน้าห้องพระบรรทมด้วยเสียงเขียวขุ่น  หลังจากตามเสด็จองค์หญิงพระชายาออกจากห้องเพื่อตรงไปยังเป้าหมายที่ทรงตั้งไว้ในวันนี้นางพยายามก้าวถี่ตามอย่างรวดเร็วก็จริง  หากไม่ทันที่จะผ่านสองนางทื่ยืมก้มหน้าก้มตานางก็เอ่ยขึ้นด้วยเสียงอันเบา พร้อมมองสองนางด้วยสายตาเฉียบคมจนผู้ที่มีความผิดติดตัวต้องพากันหลบตาเป็นพัลวัน

“จะ...เจ้าค่ะ... ตะ แต่  แต่ท่านซังกุง...องค์หญิงทรงอยากทราบ  ข้าน้อยก็เลย...”

ฮวางซังกุงถอนหายใจขณะรับฟังคำอธิบายนั้นด้วยความขุ่นเคืองตลอดวันนี้มีงานประลองประจำปีของเหล่าเนกึมวี[iv] งานใหญ่ที่สาวชาววังแทบทุกคนต่างปรารถนาที่จะได้เห็นแม้ว่าทุกนางจะตระหนักดีว่าการผ่านเข้ามาอยู่ในวัง  ทุกนางจะอยู่ในฐานะ สตรีของฝ่าบาทมิอาจมีความรักหรือใช้ชีวิตร่วมกับชายอื่นใดได้อีกแล้วแต่พระมเหสีก็ทรงเข้าใจว่านาน ๆ ครั้งที่นางวังเหล่านี้จะได้มีโอกาสได้พบปะชายหนุ่มบ้างสักครั้ง  และการประลองของเหล่าทหารรักษาพระองค์เองก็ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อย ๆ พระมเหสีผู้มีอำนาจที่สุดในฝ่ายในจึงพระราชทานพระอนุญาตให้นางวังที่ไม่มีหน้าที่ต้องรับผิดชอบใด ๆ  สามารถเข้าไปดูการแข่งขันในช่วงเช้าได้

ฮวางซังกุงตั้งใจไว้แล้วว่าจะไม่กราบทูลองค์หญิงพระชายาเกี่ยวกับเรื่องนี้ เนื่องจากอากาศที่เย็นลงอย่างผิดปกติช่วงนี้อาจทำให้พระวรกายบอบบางประชวรได้  แพทย์หลวงได้กำชับนางไว้ว่าในระยะสามเดือนนี้ต้องถวายโอสถบำรุงพระโลหิตอย่างสม่ำเสมอ  และดูแลพระวรกายให้แข็งแรงที่สุด  เพื่อจะได้สามารถเข้าร่วมพระราชพิธีใหญ่ในเร็ววันนี้

แต่หลังจากลงสรงน้ำผสมกลีบกุหลาบจนหอมฟุ้งองค์หญิงก็ตรัสเกี่ยวกับงานวันนี้ขึ้นมาทันที ทั้ง ๆ ที่นางไม่เคยกราบทูล ทั้งยังกำชับไม่ให้นางวังคนใดในพระตำหนักขาว กราบทูลเรื่องนี้

แม่สองคนนี้คงพูดซุบซิบกันจนองค์หญิงทรงได้ยินเข้าล่ะสิ

“ไม่ต้องมาแต่ ข้าบอกแล้วใช่ไหมว่าวันนี้อากาศเย็นกว่าปกติ  หากประชวรขึ้นมาจะว่าอย่างไรยิ่งช่วงนี้พระชายาต้องทรงรักษาพระวรกายให้สมบูรณ์ด้วยแล้ว ”

น้ำเสียงเด็ดขาดทำให้นางวังทั้งสองยิ่งหดคอลงด้วยความกลัว ใคร ๆ ก็รู้ว่าฮวางซังกุงนั้นเฉียบขาดเพียงใด  เพราะเคยทำงานอยู่กับซังกุงปกครองผู้เคร่งครัดมาก่อน  แถมยังได้รับการแต่งตั้งมาจากพระมเหสีโดยตรงเรื่องกฏระเบียบ หรือแม้กระทั่งการปฏิบัติตัวของนางวังในพระตำหนักมูกุงฮวาจึงเป็นเรื่องสำคัญข้ารับใช้คนใดที่ไม่อาจปฏิบัติตามคำสั่งของนางจะถูกไล่ออกทันทีโดยไม่มีข้อแม้

“พวกเจ้านี่ไว้ใจไม่ได้จริง ๆ วันนี้ห้ามออกจากพระตำหนักโดยเด็ดขาด!!!

“ท่านซังกุง....” สองนางร้องเสียงหลง... ความหวังที่จะได้เห็นหน้าท่านราชองครักษ์หายไปในพริบตา

“เลือกเอา ระหว่างเก็บของออกจากที่นี่ กับถูกกักบริเวณในวันนี้”

ฮวางซังกุงไม่รอคำตอบของนางทั้งสอง  นางก้าวเท้าเร็วตามเสด็จของพระชายาในองค์ชายรัชทายาทที่กำลังตรงไปยังลานประลองที่อยู่หลังพระตำหนักตะวันออกด้วยพระพักตร์ที่บ่งบอกถึงความพอพระทัย

ทิ้งให้นางวังสองนางที่หน้าซีดเผือดมองกันและกันด้วยหัวใจที่เต้นไม่เป็นส่ำ

“ทำไงดีล่ะฮีแจแค่เรื่องนี้ก็โดนท่านซังกุงดุขนาดนี้แล้ว... ถ้าฮวางซังกุงรู้เรื่ององค์หญิงประชวรพระวาโย[v]เมื่อเช้าด้วยจะว่ายังไง”

“โอ๊ย ข้าไม่รู้แล้ว... ทำยังไงดีล่ะ”

นางวังฮีแจและเยจินถอนหายใจยาวกับความผิดที่เป็นชนักติดหลังของตนเอง   เพราะแค่เรื่องพูดคุยถึงงานประลองวันนี้ดังไปถึงพระกรรณขององค์หญิงพระชายาก็แย่พออยู่แล้ว  หากฮวางซังกุงรู้เรื่องที่พวกนางทั้งสองเห็นองค์หญิงทรงมีอาการประชวรพระวาโยขณะลุกขึ้นจากที่บรรทมแล้วไม่ยอมบอกด้วย นางสองคนอาจจะต้องถูกไล่ออกจากวังไปก็ได้

“หมอหลวงบอกว่าเป็นผลข้างเคียงของยาบำรุงโลหิต ไม่ต้องห่วง เจ้าก็ไม่ต้องไปบอกฮวางซังกุงล่ะ”

หลังจากฮวางซังกุงเตรียมน้ำอุ่นสำหรับสรงเรียบร้อยแล้วฮีแจและเยจินจึงได้เข้าไปเชิญเสด็จองค์หญิง  แต่เมื่อทรงเสด็จประทับยืน พระวรกายอันแสนบอบบางก็เซเกือบล้ม จนทั้งสองปรี่เข้าไปประคองแทบไม่ทัน แต่นางทั้งสองไม่ทันที่จะได้ร้องหาแพทย์หลวงองค์หญิงพระชายาก็ทรงตรัสอธิบายพร้อมคำขู่ที่ทำให้นางวังทั้งสองไม่กล้าแม้แต่ปริปากบอกซังกุงที่ใหญ่ที่สุดในพระตำหนักไป

“ถ้าเจ้าบอกเรื่องนี้กับฮวางซังกุง  ข้าจะบอกนางว่า พวกเจ้ามัวแต่คุยกันจนไม่สนใจดูแลข้าคิดดูแล้วกันว่าความผิดข้อไหนจะใหญ่หลวงกว่ากัน”

“มามา....เกิดประชวรหนักขึ้นมา”

“ข้าไม่เป็นอะไรหรอก  นี่ข้าเบื่อยากับหน้าแพทย์หลวงจะตายอยู่แล้ว...พวกเจ้าสองคนไม่สงสารข้าหรือไง!

“มามา....”

นางวังทั้งสองมองหน้ากันและกัน...  ความรู้สึกตื่นเต้นที่จะได้เสด็จตามองค์หญิงไปดูเหล่าเนกึมวีหายไปพร้อมกับความปลงกับชะตากรรมของตนเองเข้ามาแทนที่

อะไรจะเกิด...ก็ต้องเกิดล่ะทีนี้

 

|

 

“ทำไมองค์หญิงต้องเสด็จหนีฮวางซังกุงด้วยล่ะเพคะ”

“เราไม่ได้หนีซักหน่อย ฮวางซังกุงขาสั้น เดินช้าต่างหาก ”  ทรงปฏิเสธขณะคว้ามืออันเรียวบางของจีเฮ นางกำนัลคู่พระทัยขึ้นมากุมไว้พร้อมทรงแย้มสรวลบางหลังจากเสด็จลงมาหน้าพระตำหนักแล้วไม่พบว่าฮวางซังกุงเดินตามมาด้วยพระองค์จึงพาจีเฮเสด็จออกมาก่อนตามลำพังโดยมีพระบัญชาให้นางวังคนอื่น ๆ ตามมาพร้อม ๆ กับฮวางซังกุง

“องค์หญิงหม่อมฉันจะถูกฮวางซังกุงดุเอานะเพคะ”

“ถ้าดุเจ้าก็เท่ากับดุข้า... ไม่ต้องห่วงน่าจีเฮ เจ้าก็บอกไปว่าขนาดฮวางซังกุงข้ายังไม่ฟังเลย แล้วข้าจะฟังเจ้าหรือแค่นี้แหละ รับรองเงียบ”

“โปรดที่จะแกล้งฮวางซังกุงเสมอนะเพคะ”จีเฮใช้มืออีกข้างปิดปากหัวเราะเบา   จนองค์หญิงพระชายาทรงพระสรวลตามไปด้วย

“ก็แกล้งแล้วสนุกดีนี่นา”

จองจีเฮคือซังกุงสาวใช้คนที่พระองค์โปรดมากที่สุด   ด้วยเหตุผลที่อายุเท่า ๆ กัน ความคิดอ่าน ความชื่นชอบยังไปในทิศทางเดียวกัน นางชอบอ่านหนังสือ จึงมักมีหนังสือมาแนะนำพระองค์อยู่เสมอ  ตลอดจนไม่ค่อยห้ามปรามพระองค์เวลาที่เสด็จไปทำเรื่องซุกซนเหมือนฮวางซังกุงยามชวนทำสิ่งใดก็พร้อมถวายการรับใช้เสมอ อย่างเสื้อผ้าเซ็งกักชิหรืออาภรณ์นางวังฝ่ายอื่น ๆ  จีเฮก็หามาถวายได้ทุกครั้งที่ทรงปรารถนา

จีเฮเป็นนักเรียนดีเด่นของฮวางซังกุง  เป็นซังกุงอีกนางที่ได้รับความไว้วางใจที่สุดในพระตำหนัก  และน่าจะได้รับการแต่งตั้งให้อยู่ชั้นสูงขึ้นในอีกไม่นานนี้   จีเฮฉลาดพอที่จะไม่ทำให้นางถูกสงสัยเลยสักครั้งที่เกิดเรื่อง ฮวางซังกุงจึงจับไม่ได้ไล่ไม่ทันพระองค์เลยสักครั้ง

“จะเสด็จไปที่ลานประลองเลยไหมเพคะ   หม่อมฉันได้ยินมาว่าองค์ชายจะเสด็จมาเปิดพิธีด้วย”

“ชอฮาหรือ?”ทรงทวนย้ำ

“นอกจากองค์รัชทายาทแล้วยังมีองค์ชายอื่นอีกหรือเพคะ”นางถาม ก่อนสะดุ้งเล็กน้อยเพราะเพิ่งคิดขึ้นได้  “ขอประทานอภัยเพคะ  หม่อมฉันลืมนึกถึงองค์ชายชานยอลไป”

พระพักตร์ขาวแย้มพระโอษฐ์บาง  สายพระเนตรที่จับจ้องจองซังกุงเต็มไปด้วยปรานี ไม่ถือโทษใด ๆ เพราะทรงทราบถึงความคิดของหญิงรับใช้คนสนิทดี

“ช่างเถอะ แล้วท่านพี่...  องค์ชายชานยอลล่ะ เสด็จด้วยหรือเปล่า”

“หม่อมฉันไม่ทราบเพคะ ...”นางก้มหน้างุดขณะกราบทูลคำตอบก่อนเอ่ยประโยคที่ทำให้ทรงเลิกพระขนงขึ้นด้วยความแปลกพระทัย“พักนี้สนพระทัยแค่องค์ชายชานยอลนะเพคะ”

“จีเฮ....” ดวงเนตรคู่ใสเริ่มขุ่น พระพักตร์งอง้ำ “เจ้านี่ไม่ต่างจากฮวางซังกุงเลยนะ”

“ขอประทานอภัยเพคะ หม่อมฉันก็แค่...ไม่ได้ตั้งใจเพคะ”

“เรารู้น่า...เรารู้ดี” ตรัสตอบน้ำเสียงร้อนรนของนางกำนัลคู่พระทัย

ใช่... รู้ดี   ว่าฐานะนี้ ไม่อาจทำสิ่งที่เคยทำได้อีกแล้ว

รู้ดียิ่งกว่าใคร...จึงได้เจ็บปวดอยู่เช่นนี้

 

 

 

“ไม่เสด็จไปงานประลองหรือ  องค์หญิง”

สุรเสียงคุ้นพระกรรณทำให้พระพักตร์นวลผินไปอีกฝั่งอย่างรวดเร็ว   รอยแย้มพระโอษฐ์กว้างผุดขึ้นทันทีที่พบกับเจ้าของคำถามนั้น ดวงพักตร์สดใส และวรกายสูงใหญ่ในฉลองพระองค์ผ้าไหมสีเขียวอ่อนดูสง่างามสมฐานะองค์ชายยิ่งนัก

องค์หญิงพระชายาประทับยืนนิ่ง  ขณะมององค์ชายชานยอลเสด็จมาใกล้ พร้อมสายพระเนตรพิจารณา

นี่สินะการแต่งตัวสมเป็นองค์ชายที่ ท่านพี่ชานยอล เคยสัญญาไว้เมื่อยังทรงพระเยาว์ที่ใต้ต้นไม้ในป่าหลังบ้านนั้น

องค์ชายชานยอล....  กับองค์หญิงแพคฮยอน

ใครเลยจะรู้  ว่าประโยคสนทนาเล่น ๆ แบบไม่จริงจังในวัยเด็กนั้น จะกลายมาเป็นความจริงในวันนี้

“กำลังไปเพคะ  แล้วท่าน...  องค์ชายล่ะเพคะ”

“หม่อมฉัน กำลังคิดว่าจะไปดีหรือไม่...” ทรงตอบคำถามนั้นด้วยสุรเสียงนุ่มนวล

“แล้วตอนนี้ตัดสินพระทัยได้แล้วหรือเพคะ....”สายพระเนตรสว่างสดใสทอดมองลงมาก่อน  และตามด้วยรอยแย้มพระโอษฐ์ที่สว่างไสวไม่ต่างกัน  ก่อนทรงมีถ้อยรับสั่งหนักแน่น ...

“ได้แล้วองค์หญิง...  หม่อมฉันตัดสินใจได้แล้ว”

ดวงพักตร์นวลเนียนตอบรับกระแสรับสั่งนั้นด้วยรอยแย้มพระโอษฐ์ ก่อนเสด็จคู่กับพระเชษฐาขององค์รัชทายาทไปยังลานประลองโดยมีจองซังกุง เดินถวายการดูแลอยู่ไม่ห่าง

นางวังสาวลอบถอนหายใจ ขณะชำเลืองมองไปยังพระพักตร์คมผู้เป็นเจ้าของวรกายสูงใหญ่สง่างามนั้น   สายพระเนตรและพระพักตร์คมคายดึงดูดสายตาไม่ผิดจากที่ได้ยินจากนางวังคนอื่น ๆ เล่าลือกันนัก  และที่สำคัญ ...ไม่ต่างจากที่ฮวางซังกุงวิตกเลยแม้แต่น้อย

อาจเป็นเพราะนางเป็น ศิษย์รัก ของฮวางซังกุงดังที่พระชายาทรงตรัสค่อนขอดอยู่บ่อย ๆ ก็ได้...จีเฮจึงเป็นซังกุงคนหนึ่งที่ได้รับอนุญาตให้รู้ความลับนี้ด้วย

องค์ชายชานยอลไม่ได้ทรงแสดงเด่นชัดเท่าที่ฮวางซังกุงกังวลอยู่ไม่ได้มีสายพระเนตรที่หวังจะครอบครองเป็นเจ้าของเหมือนที่นางจินตนาการเอาไว้ในครั้งแรกที่รู้เรื่อง ทรงเก็บความรู้สึกได้ดีไม่น้อย ชนิดที่ไม่สังเกตแบบจับผิดจริง ๆ ก็คงไม่เห็น

พระเนตรกลมโตแค่จับจ้องพระพักตร์สดใสขององค์หญิงพระชายาเป็นครั้งคราว แต่ละครั้งเพียงทอดมอง...ลึกซึ้งและบริสุทธิ์ราวกับไม่ต้องการสิ่งใดมากกว่านี้

เพราะดวงตาเป็นหน้าต่างของหัวใจเมื่อพระเนตรทรงสื่อสารออกมาเช่นนี้แล้วจึงไม่จำเป็นต้องหาคำตอบเลยว่าภายในพระหทัยนั้น...จะเปี่ยมล้นไปด้วยพระดำริเช่นไร

สาวรับใช้คู่พระทัยองค์หญิงพระชายาก้มหน้างุด ก้าวตามการเสด็จของทั้งสองพระองค์ไปโดยไม่พยายามคิดถึงสายพระเนตรคู่นั้นอีก

 

 

|

 

 

ลานประลองกว้าง  หลังพระตำหนักตะวันออก อันเป็นที่ประทับขององค์ชายรัชทายาทและไม่ห่างจากพระตำหนักใหญ่ของพระเจ้ามยองอินมากนัก  ถูกทำให้กลายเป็นสนามประลองของเหล่าเนกึมวีหน่วยทหารรักษาพระองค์ดังที่เคยจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี รอบ ๆ ลานมีกลุ่มนางกำนัลที่ได้ประทานพระอนุญาตจากพระมเหสืยืนจับกลุ่มสนทนากันอย่างออกรส ขณะชมกองทหารอารักขาองค์กษัตริย์กำลังยืนพักรอฤกษ์เปิดพิธีจากองค์ชายรัชทายาท ที่เสด็จมาในฐานะผู้แทนพระองค์ รัศมีแห่งองค์รัชทายาทเฉิดฉายเป็นที่ประจักษ์ของข้าราชบริพารทุกคนต่อให้พยายามทำพระองค์ให้ไม่แตกต่างจากทหารกระทั่งฉลองพระองค์ก็ทรงไม่ต่างจากเหล่าทหารองครักษ์ก็ตามที

ในอดีตการประลองขันแข่งของทหารรักษาพระองค์ถูกจัดขึ้นตามความสะดวกและเพื่อความสนุกสนานเพียงเท่านั้น เหล่าเนกึมวีจะแบ่งออกเป็นสองฝั่ง โดยการคาดผ้าสีน้ำเงินและสีแดงการประลองหลัก ๆ มักจะเป็นการยิงธนู  แต่ในปีนี้ได้เพิ่มการแข่งขันขี่ม้าขึ้นมาอีกหนึ่งชนิดเป็นการแข่งขันในอุทยานหลวงที่เชื่อมต่อไปยังผาสูงหลังพระราชวังจะแข่งทั้งทางวิบากและทางเรียบเพื่อเป็นการวัดศักยภาพของกองทหารแต่ละนายหลังจากฝึกหนักมา

ชิน ราชองครักษ์ประจำพระองค์เดินตรงไปยังองค์รัชทายาทจงอินที่ประทับยืนนิ่งกลางปะรำพิธีพร้อมคันธนูคู่พระทัย ก่อนกระซิบข้อความที่ได้รับมาอย่างสุขุม พระพักตร์เรียบเปลี่ยนไปเล็กน้อย  ก่อนที่พระเศียรจะโคลงเบาพลางทอดถอนพระทัย

“ลิงน้อยจะมาก่อเรื่องอะไรให้ข้าดูอีกนะ”

ชินได้ยินแล้วสูดลมหายใจเข้าลึก  และกราบทูลต่อ

“หือ...มาพร้อมกันหรือ”ทรงเลิกพระขนงเล็กน้อยกับสารนั้น หากไม่ทันที่อีกฝ่ายจะถวายคำตอบ... พระเนตรคมก็เปลี่ยนสีทันทีเมื่อมองไปยังทางขึ้นปะรำพิธี  ที่มีขบวนเสด็จเล็ก ๆ นำโดยองค์ชายชานยอลและองค์หญิงพระชายากำลังเคลื่อนมา

แนวพระโอษฐ์หนาคลี่แย้ม  ฝ่าพระหัตถ์แกร่งเคลื่อนไปตบไหล่ของชินหนัก ๆ และตรัสคล้ายไม่สนพระทัยนัก

“ขอบใจมาก เจ้าไปเตรียมตัวได้แล้ว  ต้องแข่งเหมือนกันอย่าอ่อนข้อให้ข้าล่ะ”  

“กระหม่อม” ชินรับพระบัญชา  พร้อมค้อมตัวแข็งขันก่อนขยับไปประจำอีกด้านอย่างรู้งาน

 

“ถวายพระพรเพคะ” สุรเสียงหวานใสขององค์หญิงพระชายาตรัสเบา วรกายบอบบางย่อต่ำองค์ชายจงอินทอดพระเนตรพระพักตร์ขาวซีดกว่าทุกวันด้วยความสนพระทัย   เสโทเม็ดเล็กผุดอยู่เต็มไรเกศาที่ล้อมกรอบพักตร์รูปไข่เอาไว้ก่อนทอดพระเนตรเลยไปยังฮวางซังกุงที่ยืนก้มหน้าอยู่เบื้องหลังอย่างพิจารณา

สงสัยลิงน้อยไปซุกซนที่ไหนอีกกระมัง  ฮวางซังกุงจึงได้หน้าบึ้งหน้างออีกแล้ว  นี่คงหนีไปเล่นที่ไหนให้พระอภิบาลวิ่งไล่จับอีกล่ะสิ

 

หากไม่ทันที่จะได้ตรัสถาม สุรเสียงทุ้มต่ำนุ่มนวลก็ดังขึ้นองค์ชายผู้แทนพระองค์แย้มพระสรวลรับ

“หม่อมฉันเห็นพระชายากำลังเสด็จมาร่วมงาน เลยขอตามมาด้วย ไม่ทราบว่าจะขอเข้าร่วมพิธีด้วยคนได้หรือไม่”

“เหตุใดจะไม่ได้” ทรงโบกพระหัตถ์ และรีบตรัสแถลง “หม่อมฉันคิดอยู่ว่าจะเชิญเสด็จพี่มาร่วมด้วย  แต่เกรงว่าจะเป็นการรบกวนเลยไม่ได้แจ้งอย่างเป็นทางการ”

“ถือเป็นเกียรติกับหม่อมฉันมากกว่ากองทหารเนกึมวีช่างเข้มแข็งยิ่งนัก ถือเป็นบุญตาที่ได้มาชม” รับสั่งอ่อนโยน

“จะทรงเข้าร่วมด้วยหรือไม่ตอนนี้มีการแข่งขันยิงธนูกับขี่ม้า หากเข้าร่วมด้วย เหล่าทหารคงคึกคักกันใหญ่” องค์รัชทายาททรงเชิญชวน

“เกรงว่าจะทำให้ทุกคนห่อเหี่ยวเสียมากกว่า” ผู้มีศักดิ์เป็นพระเชษฐายอมแพ้

“องค์ชายชานยอลน่าจะทรงธนูนะเพคะ...” สุรเสียงหวานใสรับสั่งเบาจนคล้ายกำลังตรัสกับตนเอง

“พระชายาไม่สนพระทัยทรงธนูหรือ... หากทรงเข้าร่วม  หม่อมฉันจะเข้าด้วย”  ทรงเสนอพระพักตร์สดใสยิ่งขึ้นจนอีกพระองค์อดรู้สึกขุ่น ๆ ในพระทัยไม่ได้

“เจ้ายิงธนูเป็นด้วยหรือ เซจาบิน”กระแสรับสั่งขุ่น  ทำให้ผู้รับฟังเม้มพระโอษฐ์เหมือนเคย

“หม่อมฉันเคยฝึกกับท่านพี่... ” กราบทูลอ้อมแอ้ม

“หัวหน้าบัณฑิตชางมินช่างใส่ใจนัก”รับสั่งดัง

“ใช่เพคะ...ท่านพี่สอนหม่อมฉันอย่างดี”  ดวงพักตร์แห่งองค์หญิงพระชายาขมวดมุ่น พระราศีซีดเซียวกลายเป็นฉุนเฉียวแทน พระศอยาวระหงตั้งตรง “หากไม่ทรงเชื่อ  จะให้หม่อมฉันยิงให้ดูก็ได้นะเพคะ ชอฮา...”

“พูดแบบนี้ก็คงเก่งมากสินะ ลองแสดงฝีมือให้ข้าเห็นสักครั้งซิ ชิน...ขอธนู” พระบัญชาด้วยสุรเสียงเรียบนั้นทำให้ชินขยับไปหาพื้นที่เก็บธนูซึ่งอยู่ไม่ห่างนักก่อนหยิบธนูคันหนึ่งขึ้นมาเพื่อเตรียมไปถวายแต่คำท้วงขององค์ชายชานยอลกลับทำให้เขาหยุดนิ่ง

“เดี๋ยว คันนั้นไม่เหมาะ”

พระเพลายาวก้าวเพียงไม่กี่ก้าวก็ถึงที่สายพระเนตรเฉียบคมกวาดมองธนูสำรองที่ตั้งอยู่อย่างพิจารณา พระหัตถ์แกร่งเอื้อมหยิบคันศรที่คันเล็กกว่าขึ้นมาในระยะเวลาไม่นานนัก  และเสด็จมาหยุดอยู่ระหว่างสองพระองค์

“คันนี้น้ำหนักเบา  ทำจากไม้เนื้ออ่อน สายก็ไม่เคร่ง ดึงง่าย ดีดแรงศรพุ่งไกล ไม่อันตราย  เหมาะกับสตรีมากกว่า  ปกติทหารมักจะมีธนูลักษณะนี้ติดอยู่บ้างไม่มากนัก  โชคดีจริง ๆ ที่มี”

“ขอบพระทัยเพคะ”หัตถ์เรียวบางรับธนูมาจากองค์ชายชานยอลด้วยพระพักตร์ทึ่ง ถ้อยรับสั่งบอกถึงความชื่นชมความใส่พระทัยดังกล่าว

“ดูท่าทางเสด็จพี่จะเชี่ยวชาญเรื่องเกี่ยวกับสตรีหลายเรื่อง  ประสบการณ์นอกวังคงจะน่าสนุก”พระอนุชาเปรย สายพระเนตรที่มองคันธนูนั้นขุ่นจัด หากพระพักตร์กลับยังประดับด้วยรอยแย้มโอษฐ์กว้าง

“ตรัสชมจนเกินไป  หม่อมฉันแค่เคยสอนน้องสาวคนหนึ่งให้หัดธนูเท่านั้นเอง” ทรงแถลง....พระเนตรวาววับมองไปยังคันธนูในฝ่าพระหัตถ์เล็ก“น้องสาวตัวเล็ก...แสนงอน  พอข้าไม่สอน ก็คอยแต่จะร้องไห้วิ่งหนีกลับบ้านไป”

หากกระแสรับสั่งนั้น  กลับทำให้พระหทัยกระตุกวาบ  องค์รัชทายาทลอบทอดพระเนตรพระพักตร์ขาวผ่องก่อนทวนคำ 

“น้องสาว....หม่อมฉันไม่ได้ยินว่าเสด็จพี่มีขนิษฐา”  

“เปล่า  เป็นแค่น้องหญิงนางหนึ่งที่หม่อมฉันเผอิญสนิทสนมด้วยก็เท่านั้น   หาใช่ขนิษฐาไม่”

“งั้นหรือนางคง.... จะดื้อกับเสด็จพี่อยู่ไม่น้อย”ถ้อยรับสั่งเยาะยิ่งได้ยินสุรเสียงเล็กที่โต้กลับขึ้นมา  พระพักตร์คมคายก็ยิ่งบิดเบี้ยวอย่างไม่มีทางซ่อนเร้น

“เปล่าซะหน่อย....”

“เซจาบินเป็นน้องสาวผู้นั้นของเสด็จพี่งั้นหรือ” ตรัสถามซื่อ 

องค์หญิงพระชายาก้มพักตร์งุดหลังจากทรงสดับคำถามนั้น พระหัตถ์บอบบางที่กุมคันธนูไว้มีแต่เสโทอาบชุ่มแล้วจึงรับสั่งแก้ด้วยสุรเสียงที่อ่อนลง

“เปล่าเพคะ หม่อมฉันก็แค่...อยากทูลว่าหากหม่อมฉันเป็นน้องสาวผู้นั้นขององค์ชายชานยอล  หม่อมฉันก็คงไม่ดื้อ  เพราะองค์ชายชานยอลออกจะพระทัยดี ไม่ฉุนเฉียวเหมือนคนอื่น”

“นี่เจ้าพาดพิงถึงข้างั้นหรือ”

“หม่อมฉันมิบังอาจเพคะ  ... ใครจะกล้าพาดพิงองค์รัชทายาทผู้เป็นถึงเจ้าของแผ่นดินนี้ล่ะเพคะ”

“รู้ตัวก็ดี”สุรเสียงดุดันกระแทกหนัก ... “เอ้า เปิดงาน... มัวนิ่งอะไรกันอยู่ เดี๋ยวเย็นก็ไม่ได้แข่งกันหรอก”

ทหารฝ่ายพระราชพิธีวิ่งวุ่นทันทีที่ได้ยินกระแสรับสั่ง เนื่องจากเป็นพิธีเฉพาะฝ่ายทหารรักษาพระองค์ องค์ชายรัชทายาทจึงไม่ประสงค์ให้มีฝ่ายพิธีหลวงหรือกระทั่งทหารฝ่ายอื่นเข้ามายุ่มย่ามทุกขั้นตอนจึงใช้เฉพาะทหารภายในเท่านั้นการเตรียมการจึงค่อนข้างฉุกละหุกเล็กน้อย หลังจากเชิญเสด็จองค์หญิงพระชายา และองค์ชายชานยอลขึ้นมายืนประจำตำแหน่งโดยมีองค์ชายจงอินอยู่กึ่งกลางหัวหน้าราชองครักษ์จึงเริ่มถวายรายงานเปิดพิธี

“เราจะเปิดพิธีด้วยการยิงธนู  ทันทีที่กล่าวเปิดพิธีจบ  เจ้าก็ยิงธนูไปที่เป้านั่น”ถ้อยแถลงเรียบส่งผ่านไปถึงวรกายบอบบางที่เข้าประจำตำแหน่งอย่างงุนงง มือบอบบางที่เคยเห็นคุ้นเคยอยู่กับเข็มและไหมสั่นเล็กน้อยขณะประคองคันศรโก่งขึ้นประทับลูกธนู เสโทเม็ดโตดูเหมือนจะผุดขึ้นมากกว่าที่ทอดพระเนตรในครั้งแรก

“ขอเชิญทั้งสามพระองค์ทรงธนูเปิดงานให้เป็นเกียรติกับกองทหารรักษาพระองค์ ณ บัดนี้”

เฟี้ยว!ฉึก!!

แทบไม่ต้องมีการบอกซ้ำ เพราะลูกศรสองดอกพุ่งทะลุแหวกอากาศตรงไปยังเป้าประลองทั้งสองรวดเร็วทหารสองนายประจำเป้าหมายโบกธงแดงไสวพร้อมเสียงตะโกนลั่นเรียกเสียงฮือฮาและปรบมือจากรอบบริเวณดังกึกก้อง

“เข้าเป้า!!!   เข้าเป้า!!!

องค์ชายรัชทายาทจงอินทรงพระปรีชาทางการทหารมาตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์  จึงไม่มีใครแปลกใจนักกับการทรงธนูเข้าเป้า

หากอีกพระองค์... กลับสร้างความแปลกใจให้กับทุกคนที่ได้เห็น

องค์ชายพลัดแผ่นดิน   อยู่ป่า  ใช้ชีวิตอย่างตรากตรำมาตลอดสิบสามปีที่ผ่านมา ไม่น่าเชื่อว่าจะทำได้

สมเป็นอดีต... องค์ชาย

 

            สายพระเนตรพร่าเลือน   จับจ้องไปยังเป้าประลองด้วยพระทัยอันว่างเปล่ายิ่งได้เห็นว่าเจ้าชายทั้งสองพระองค์ยิงลูกศรไปเข้าเป้าราวจับวางแล้ว  พระหทัยก็ยิ่งเต้นถี่ ในฐานะที่ทรงโอ้อวดไว้ไม่น้อยพอได้มาจับธนูหลังจากไม่ได้แตะมาหลายปีแล้ว  พระองค์ยิ่งรู้สึกว่า... มันหนักกว่าที่เคยจับเสียอีก

            หรือไม่...ก็เพราะธนูที่เคยหัดในวัยเยาว์คันเล็กและไม่เป็นทางการเท่านี้

            “หม่อมฉันขออภัย  องค์หญิงคงไม่ได้ทรงธนูมานาน  หากไม่....”   องค์ชายชานยอลทักท้วง 

            “ไม่เป็นไรเพคะ...  หม่อมฉันจำได้  ยิงได้เพคะ”

เรื่องที่ท่านพี่ สอน เหตุใดพระองค์จะจำไม่ได้... ธนูแค่นี้  จะทำให้ท่านพี่ชานยอลผิดหวังได้อย่างไร

ทว่า ทันทีที่หยิบลูกธนูขึ้นสาย...  พระหัตถ์กลับสั่นจนควบคุมไม่ได้นึกถึงคำที่ท่านพี่เคยสอนขณะขึ้นสายธนูครั้งแรก...ธนูที่ท่านพี่ชานยอลทำขึ้นมาเอง

ไม้อ่อนกว่านี้มาก .... แต่เป้าก็ไกลกว่านี้มากเช่นกันทรงฝึกจนยิงเข้าเป้าทุกครั้ง ทั้งยังได้รับคำชมไม่ขาดปาก

ทำให้มือและสายตาประสานกันให้ได้ ...และท้ายที่สุด  ความคิด  ก็ต้องประสานกับทั้งสองอย่าง ตามองที่เป้า...มือปล่อยลูกศร  

ไม่เป็นไร....พี่อยู่ข้าง ๆ

.......

“เรื่องบางเรื่อง....ไม่ต้องฝืนก็ได้นะ”

“อ๊ะ...”

อุ่นไอโอบล้อมพระวรกายมาพร้อมกับเสียงทอดถอนพระทัยหัตถ์แกร่ง ..อุ่น วางลงบนหัตถ์เล็กเรียว   พร้อมช่วยประคองให้ลูกธนูวางอยู่บนคันศรได้อย่างสมดุล

            “ชอฮา....” สุรเสียงหวานตรัสแหบหวิวพระหทัยเต้นรัวอย่างไม่มีสาเหตุกับการใกล้ชิดรวดเร็วเช่นนี้

“เล็งสิ.... ” กระแสรับสั่งดุดัน  ยิ่งพระองค์นิ่งเกร็ง ก็ยิ่งทรงดุมากกว่าเดิม

“ทุกคนมองเราอยู่นะ.... เซจาบิน”

            “พ...เพคะ”  ตอบรับไปโดยไม่ทันได้ดำริสิ่งใด แทบไม่รู้พระองค์เลยด้วยซ้ำว่ายินยอมปล่อยให้อีกพระองค์โอบประคอง และควบคุมตั้งแต่พระพาหากระทั่งนิ้วพระหัตถ์ไปแล้ว

            “ถือซะว่าเสี่ยงทายชีวิตเราด้วยธนูดอกนี้ ”รับสั่งนั้นแผ่วเบา...ราวต้องการให้รับรู้เพียงลำพัง

            “อะไรนะเพคะ...”  สดับไม่ชัดเจนนัก...

            “ธนูเสี่ยงทาย...ชีวิตคู่ของเรา”

            ถ้อยแถลงดังกล่าวทำให้พระพักตร์นวลเอียงมายังวรกายอุ่นหนาที่อยู่เบื้องหลัง  หากพระกำลังที่ด้อยกว่ากลับไม่อาจต้านการควบคุมจากอีกพระองค์ได้เลย      

“เจ้าเป็นคนเล็ง...ส่วนข้าเป็นคนปล่อย”องค์รัชทายาทไม่ตรัสสิ่งที่พระองค์ยังติดค้างพระทัยอีก   หากมีพระทัยจดจ่อกับลูกธนูและเป้าฟางที่อยู่ห่างออกไป

“ข้ารู้...เจ้าทำได้”

“ชอฮา”

            “เชื่อใจข้า....  เพราะข้าเองก็เชื่อใจเจ้า” สุรเสียงนุ่มนวล... ปลอบประโลม และสร้างแรงปรารถนาในพระทัยให้มุ่งมั่นกับการนำลูกศรนี้ไปปักกลางเป้ามากขึ้น

            หัตถ์บอบบางเคลื่อนไปตามการควบคุมของหัตถ์แกร่ง...เพื่อนำธนูที่ขึ้นสายแล้วจ่อไปยังเป้าหมาย

          แค่เชื่อ... เท่านั้นก็พอ      

เพคะ.... ชอฮา

            ทรงตอบรับในพระทัย... และหลับพระเนตรลงแทบจะในทันทีที่ลูกศรพุ่งออกจากคันธนู

          “เข้าเป้า!!!

            เหล่าทหารและนางกำนัลรอบบริเวณโห่ร้อง   เสียงปรบมือกึกก้องดังขึ้นอีกระลอก

            หากคงมิใช่เพียงยินดีเพราะธนูยิงเข้าเป้า .... หากเป็นความยินดี ที่เจ้าเหนือหัวผู้เป็นอนาคตแห่งโชซอนทั้งคู่รวมพระทัยกันทรงธนูใกล้ชิดต่างหาก

            ความหวังที่แผ่นดินโชซอนจะได้พระโอรสพระธิดาคงอยู่ไม่ไกล  เมื่อทั้งสองพระองค์แสดงความสมัครรักใคร่กันถึงเพียงนี้

 

 [1] ตำแหน่งของผู้ที่สอบจอหงวนได้เป็นอันดับหนึ่งของประเทศ

[1]หนึ่งชั่วยามเท่ากับสองชั่วโมง  หนึ่งวันจึงมีสิบสองชั่วยาม  ในหนังสือหรือซีรีย์พีเรียดของเกาหลีจะใช้วิธีการนับแบบของจีน  แต่หากเป็นยามของไทยจะแบ่งออกเป็นยามหนึ่งถึงยามสี่  อ่านรายละเอียดได้ใน http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A1

[1]หน้าผาก

[1]เนกึมวี กองทหารราชองครักษ์ในสมัยราชวงศ์โชซอน

[1] เป็นลม

 






 

ถ้ารักเรื่องนี้ ฝากกดโหวตให้ด้วยนะคะ *อ้อน* 
หรือใครจะช่วยเขียนวิจารณ์ให้ด้วยก็ได้นะคะ *อ้อนอีก*

ถึงแม้เรื่องนี้จะมีคนอ่านไม่มาก แต่ วป.รู้สึกขอบคุณมากจริง ๆ
ขอบคุณทุกคนที่อ่าน และสละเวลามาเขียนคอมเมนท์ให้นะคะ
อ่านทุก ๆ คอมเมนท์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เวลาที่ท้อแล้วจะมีกำลังใจขึ้นมหาศาลเลยค่ะ
วป.และทีมงานเขียนฟิคเรื่องนี้มา ๗ เดือนแล้ว พวกเราทุ่มเทกับฟิคเรื่องนี้มาก 
มันอาจจะไม่ได้ดีที่สุด แต่อย่างน้อยก็เป็นงานเขียนที่เราตั้งใจมากที่สุด 
แต่เหนือสิ่งอื่นใด  ทุกครั้งที่เปิดหน้าฟิคมาแล้วเห็นตัวเลขคอมเมนท์เพิ่ม
ก็จะได้อ่านคอมเมนท์ดี ๆ ที่ทุ่มเทและตั้งใจไม่ต่างจากที่พวกเราตั้งใจ  
เวลาอ่านคอมเมนท์ของทุกคน แล้วรู้สึกได้เลยว่าทุกคนก็ตั้งใจเม้นท์ให้จริง ๆ 
เห็นบางคนไม่กล้าเม้นท์ เพราะกลัวเม้นท์ไม่ยาว ก็ไม่ต้องกลัวนะคะ  
เราอ่านทุกคอมเมนท์ ทุกตัวอักษร
ทุกสิ่งที่คนอ่านสะท้อน คือกำลังใจ คือพลัง และแรงผลักดันที่ทำให้เราอยากพัฒนางานยิ่ง ๆ ขึ้นไป
เพราะเราอยากให้เรื่องนี้เป็นผลงานที่ดีจริง ๆ 

 วป.และทีมงานเล่นทวิตเตอร์เป็นประจำนะคะ ถ้าใครอยากเวิ่นเว้อถึงฟิคเรื่องนี้สามารถติดแท็ก #มูกุงฮวา
เป็นกำลังใจให้กันได้นะคะ  *กราบขอบพระคุณเป็นอย่างสูงค่ะ*

 
 
 
:) Shalunla
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 10 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

506 ความคิดเห็น

  1. #393 nusssisy (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 30 พฤษภาคม 2557 / 15:44
    องค์หญิงไม่สบายแบบนี้จะเป็นไรหรือป่าว จะกระทบต่อการมีพระโอรสพระธิดาหรือเปล่าเนี้ย

    คนอ่านลุ้นมากนะเพคะ ชอฮาก็ปากร้ายกับองค์หญิงเหลือเกินแต่ก็ยังแอบเห็นพัฒนาการระหว่างชอฮากับองค์หญิงดีขึ้นเรื่อยๆ

    ตามประสาคนปากไม่ตรงกับใจแค่นี้คนอ่านก็เขินจะแย่แล้ว อ่านไปทั้งลุ้นทั้งเชียร์ชอฮากับองค์หญิง







    #393
    0
  2. #381 lavani (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 26 พฤษภาคม 2557 / 23:27
    (´□`。) ตอนเซจาบินพูดถึงอดีตกับท่านชานยอลอาจจะสบายใจกว่าก็จริง
    แต่ชอฮาประคองเซจาบินช่วยกันยิงธนูเสี่ยงทายแบบนี้ (แต่ฉันฟิน)
    มันเหมือนตบหน้าท่านชานยอลกลางสี่แยกเลยนะคะ (ห่ะ กลางลานประลองก็ได้) 
    ปวดหัวจัง 55555555555555 (・・;)
    #381
    0
  3. #350 uuika (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 6 พฤษภาคม 2557 / 22:16
    องค์หญิงจะเป็นอะไรมั้ย ฮืออออออออออ

    แต่ที่น่าสงสารสุดคงเป็นชานยอล

    TOT
    #350
    0
  4. #333 sundaymorning3841 (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 20 เมษายน 2557 / 17:45
    เพราะนางเป็นชายาของพระองค์สินะเพคะ กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด จะทรงดูแลและใส่ใจเองสินะเพคะ ฟผหดเ่าสงงงส่เกฟาสงงสาเดหฟ *สิ้นชีพ* องค์หญิง.......ขวัญใจทหาร สุดยอด 55555555555555555555555555555555555555 รักพระชายา ฮืออออออออ พยศได้น่ารักน่าหยอกเสียจริง
    #333
    0
  5. #264 รับผ่าหมาออกจากปาก (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 2 มกราคม 2557 / 01:27
    มันก็พูดลำบากนะ..
    ถ้าการที่ทำเพื่อน้องสาวของตนเอง
    แต่ต้องทำผิดต่อเพื่อน..
    T___T
    สงสารท่านปาร์คชานยอลจัง
    อ่อนแอเหลือเกินสินะ..
     
    ฮึ่ยยย จะโรแมนติกไปไหน..
    ธนูเสี่ยงทายชีวิตคู่ -////-
    เชื่อใจซึ่งกันและกันแบบนี้
    ก็ "เข้าเป้า" ตามคาดสินะ.
    ค่อยเป็นค่อยไป ,,
    #264
    0
  6. #213 Windy Boy (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 27 ธันวาคม 2556 / 01:22
    องค์หญิงประชวรเหรอ เป็นอะไร ขอเดาว่าเป็นเพระระดูแรกรึเปล่านะ แอบลุ้นตอนเล็งคันธนู นางเหมือนไม่มีความมั่นใจเลย ทั้งแอบกลัวว่านางจะเป็นลมอีกรอบ เขินมากที่องค์ชายรัชทายาทเป็นคนยิง ธนูเสี่ยงทาย โอ๊ยยยยย เป็นอะไรที่ปริ่มไม่รู้จะอธิบายยังไง แอบคิดว่าองค์ชายจงอินแสดงความหึงหวงต่อหน้าองค์ชายชานยอล แต่ชอบมากๆ ค่ะ (ก็เข้าข้างชอฮานี่นะ 555555) ส่วนตอนที่องค์หญิงนึกถึงคำพูดที่ท่านพี่ชานยอลเคยสอนยิงธนู หม่อมพี่อยากจิครายจริงๆ เพคะ ฮืออออ "ไม่เป็นไร...พี่อยู่ข้างๆ" << องค์ชายชานยอลแม้จะเดียวดายแต่กลับมอบความอบอุ่นได้มากเหลือเกิน ยอมแพ้จริงๆ หล่อมากจริงๆ ปาหัวใจใส่รัวำ เลย
    ฉากเริ่มตอนนี้เป็นฉากชางมินกับชานยอล อื้อหือ เขาเป็นเพื่อนกันมาก่อนนี่นา เป็นเพื่อนที่ตายแทนกันได้ด้วย ละแบบชางมินก็รู้ใช่ไหมว่าองค์ชาานยอลรักแพคฮยอน แต่กลับให้น้องสาวคัดเลือกเป็นพระชายา เรื่องแบบนี้มันไม่น่าให้อภัยแต่องค์ชายชานยอลเองก็ใจกว้างพอที่จะให้อภัย แอบสะเทือนใจประโยคนึงที่องค์ชายพูดกับชางมิน "ข้าไม่มีใครอีกแล้ว" "จากนี้ไป เจ้าจะอยู่เคียงข้างข้าได้ไหม" เป็นทั้งคำถามและคำอ้อนวอนขอร้องอยู่ในตัว องค์ชายนั้นเสียทั้งหญิงอันเป็นที่รักและสหายไปในเวลาเดียวกันคงรู้สึกเดียวดายไม่น้อยเลย สงสารองคืชายชานยอลจับหัวใจ ฮืออออออออออ
    #213
    0
  7. #149 BB_Yok (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 11 สิงหาคม 2556 / 20:35
    โอ๊ยตายแล้วววววววว
    ยิงธนูด้วยกันอีก
    ชอบอ่า เสียงทายชีวิตคู่ของเรา
    อ๊ากกกก เขินไม่ไหวแล้วววว
    #149
    0
  8. #97 ShawolBB (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 14 กรกฎาคม 2556 / 20:39
    เจ็บจึ้กๆ หน่วงมากค่ะ สงสารจงอิน สงสารองค์ชาย โง้ยยยยยยยย อ่านตอนนี้แล้วแอบสะเทือน ไม่แน่นอกมันแน่นใจ

    ตอนที่ชานยอลพูดถึงน้องสาวนอกวังนี่ คิดว่าจงอินรู้ดีอยู่แล้วมั้ง แล้วมาพูดแบบนี้คืออิกั้มของแม่!!!! TT^TT

    ขอให้ความรู้สึกที่มีขององค์หญิงในครั้งก่อนตอนนี้ค่อยๆเปลี่ยนเป็นความรู้สึกที่ดีของพี่ชายน้องสาวเถอะนะ

    ดูแล้วเซจาบินชอบอกชอบใจมีความสุขเหลือเกินเวลาคิดถึงเรื่องเก่าๆ เวลาอยู่กับท่านพี่ชานยอล

    อ่านแล้วเหมือนตัวเองเป็นองค์ชายจงอินอยู่ คือเจ้บเจ็บ! ตอนนี้อ่านแล้วคิดให้ลึกซึ้งนี่มันเจ็บแท้

    เหมือนกับคนเป็นแฟนเก่ากัน ถ่านไฟเก่ายังร้อนแล้วมาพัดโู่ใกล้ๆอีกหนึ่งหัวใจของคนอีกคนที่รักมาก

    ร้อนไหมชอฮา เหมาน้ำแข็งทั้งเซเว่นไปดับนี่จะเย็นขึ้นบ้างไหม เพลงนี่ก็บิ้วจังเลย ได้ยินแต่การกระทั้นกระแทกน้ำเสียง

    คำว่า ซาราง ในเพลงthe one&only youฟังแล้วภาพหน้าองค์ชายจงอินลอยมาทันใด ยืนฟังเรื่องของเค้าสองคนแล้วทำหน้านิ่ง

    อิน อินมาก ยิ่งอ่านอารมณ์ยิ่งพีคขึ้นในทุกๆตอน เพราะเหมือนยิ่งอ่านเค้าก็ยิ่งรักแล้วเมื่อมีคนเก่าเข้ามาเพิ่มรสมาม่านี่แบบ..

    มันหน่วงงงงงงงง ยิ่งอ่านยิ่งติด อยากอ่านตั้งแต่วันศุกร์แต่ก็ไม่ได้อ่านสักที รออ่านตอนเย็น หัวค่ำมางานเข้าอีก

    อดไว้จะอ่านวันเสาร์ก็ดันงานเข้าไม่จบ โอยยยยยยย เก็บอ่านวันนี้เลย ตอนนี้อ่านอยู่แค่เรื่องนี้จริงๆ ติด!

    แม้ตอนจะจบมีแบบให้ชุ่มชื่นหัวใจอยู่แต่มันก็ยังไม่หยุดสงสารองค์ชายจงอินอยู่ดี

    ตอนหน้าจะเป็นอย่างไรต้องเกิดอะไรขึ้นอีกแน่เลย พร้อมแล้ว ขอหนักๆ เอาให้อึกอักท้องไส้ตันกันไปข้าง ฮรือออ ;-;

    ยิงธนูมาปักลงตรงนี้ ขี่ม้ามาเหยียบฉันตรงเน้ โฮรววววววววววววววบ่าวพร้อมแล้วองค์ชายทั้งสองกับพระชายา

    ยังอยากบอกเหมือนเดิม 'องค์ชายชานยอลเราจะพาเข้าป่าไปกับเรานะ กลับป่ากันเร็ว' วอนแม่ๆชานยอลอย่าทำร้ายเรา555

    องค์ชานชานยอลขีปนาวุธแห่งโชซอน กลับมาทีเหมือนระเบิดตก #เม้นเสร็จแล้วเผ่นหนี





    ไฟท์ติ้งนะคะ ^______________________^





    #97
    0
  9. #96 geejajaa (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 13 กรกฎาคม 2556 / 23:39
    เค้าอ่านแล้วจะบ้าตาย ปวดใจแทนทั้งสามคนเลย

    จงอินก็ ปากไม่ตรงกับใจ ทั้งๆที่รักแต่ไม่ยอมแสดงออก
    ร้องแบคก็รักทั้งคู่ อย่างน้อยๆก็ผูกพันธ์ทั้งคู่ (ไม่อยากฟันธง)
    ชานยอลก็น่างสงสารอ่ะ ยิ่งตอนที่บอกกับชางมินว่า ไม่เหลือใครแล้ววว น้ำตาปริ่มจริงๆนะ

    อยากอ่านตอนต่อไปมากมายอ่ะ

    ว่าแต่น้องแบคจะไม่เป็นไรใช่ไหม สุขภาพ แค่ป่วยเล็กน้อยเท่านั้นถูกไหม
    #96
    0
  10. #95 miikii~ (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 13 กรกฎาคม 2556 / 13:42
    ชอฮาก็น่าสงสาร การที่เรารักใครสักคน แต่ไม่ได้มีอดีตที่หอมหวานสวยงามประทับใจ

    ซ้ำกลับต้องมาฟังคำหวานที่องค์ชายและองค์หญิงมีให้กันอีกคงจะน้อยพระทัยอยู่ไม่น้อย

    ชอบบทชอฮามากเป็นอะไรที่เรียนได้ว่า นี่แหละ หล่อมาก สุภาพบุรุษไม่ได้จีบหรือหวานกับองค์หญิงแต่ให้ความรู้สึกที่เรียกว่า มันคงและเชื่อใจ

    #เม้นเองงงเอง

    #อยากสิงองค์หญิงลิงน้อย

    #95
    0
  11. #94 miikii (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 13 กรกฎาคม 2556 / 13:30
    ดราม่าจริงๆๆ สงสารยอลอะ อยากเชียร์ยอลนะ แต่ ชอฮาพาฟินกว่า

    ปวดหัวแทนซังกุง อยากจับแบคมาตีก้นเรย นี่หรือคือแม่ขององค์ชายในอนาคตอยาไม่กินเพราะกลัวขม

    ชอบตอนชอฮาและแบคพร้อมใจกันยิงธนู มันฟินมากๆๆ

    ชอบชอฮาตอนหึง ชอบเหน็บชอบกัดแบคได้ฮาและมันส์มาก

    หาคู่ให้องค์ชายชานยอลด้วยนะเพคะไรเตอร์

    อยากได้ฟิค ไรเปิดจองเถอะ อยากได้มากมาย
    #94
    0
  12. #93 Renoir92 (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 13 กรกฎาคม 2556 / 02:20
    มาอีกปมนึงละะะะ แงๆ ที่อ่านไปตอนก่อนๆจนถึงตอนนี้คาดว่ายังไม่น่าจะถึงกลางเรื่องเลยด้วยซ้ำ โฮฮฮฮ
    ชังวอนชางมินกับองค์ชายชานยอลเป็นเพื่อนกันมาก่อน แล้วมีปัญหาอะไรกันเพคะะะ ; - ;?
    เพราะชางมินให้แพคฮยอนเข้าวังหรอกเหรอ? แล้วท่านชังวอนมีเหตุผลอันใดถึงให้น้องสาวเข้าวังเพคะ พฮืออ
    อ่านบทสนทนาระหว่างเพื่อนเก่าแล้วน้ำตาเราคลอเลย โดยเฉพาะประโยคที่บอกว่าจะลืมได้อย่างไรเพื่อนที่ตายแทนกันได้คนนี้
    ข้าไม่มีใครอีกแล้ว .... จากนี้ไป อยู่เคียงข้างข้าได้ไหม 
    ฮือออออออออ ยอลมิน (?) #ไม่ใช่ละ !
    เราเป็นคนอ่อนไหวอะไรที่มันเกี่ยวกับมิตรภาพลูกผู้ชายอ่ะค่ะ ชอบมากๆเลย ฮือออออ
    ไม่เป็นไรนะเพคะองค์ชาย ไม่ได้น้องก้เอาพี่นี่แหละค่ะ #ตึ่งโป๊ะ #โดนไรเตอร์ตบ 555555555555

    โธ่องค์หญิงลิงน้อยคนเก่ง กินยาเถอะเพคะ ขมนิดเดียวเหมือนมดกัดเอง (?) #ไม่ใช่ฉีดยา
    ป่วยแล้วแกล้งบอกไม่ป่วยนี่น่าตีจริงๆ เดี๋ยวให้องค์ชายมาลงโทษเลย เดี๊ยะๆ จะโดนมิใช่น้อย (?)
    นางวังนี่น่าสงสารจริงโดนด่าลูกเดียวไม่ได้เป็นปากเป็นเสียงอะไรเล้ย 555555
    อึดอัดแทน อยากจะบอกฮวางซังกุงแต่ก็กลัวคำสั่งองค์หญิง
    นี่อยากจะแปลงร่างเป็นฮวางซังกุงแล้วจับองค์หญิงมาตีให้เข็ดเลย ดื้อตลอดดดดด
    จีเฮนี่อาจจะเป็นตัวละครสำคัญที่ช่วยให้เรื่องนี้ดำเนินต่อไปได้อย่างราบรื่นเลยก็ได้นะเนี่ย
    ต้องคอยจับตาดูเลย เป็นคนสนิทที่องค์หญิงชอบด้วย รู้ทุกอย่างเกี่ยวกับองค์หญิงอีก * - *

    ชอบฉากที่บังเอิญเจอกัน แงงงงงงงงง ฮืออออออ จิร้องหร้ายยยยย เขินตัวจะแตกแม้จะไม่มีอะไรหวือหวา
    แต่มันน่ารักจังเลยค่ะ โฮฮฮฮฮ สายตาที่มององค์หญิงลึกซึ้งและบริสุทธิ์ราวกับไม่ต้องการอะไรมากกว่านี้
    ต้องการก็ได้ค่ะอยากเห็นซึกชิงนางงงง (?) #อินี่ชอบดราม่า 55555555555
    แล้วพอถึงฉากที่สองคนนี้อยู่ด้วยกันเราต้องเปิดเพลงหน้าฟิคเพลงแรกอ่ะค่ะที่เป็นเสียงขลุ่ย
    มันค่อนข้างให้ความรู้สึกเหมือนเป็นเพลงของชานแคในเรื่องนี้ยังไงไม่รู้ มโนเอาเองว่าเป็นเพลงใบไม้ครวญ 55555

    ที่องค์หญิงบอกว่าเคยฝึกธนูกับท่านพี่เราก็นึกถึงชานยอลก่อนเลย ชางมินคือใคร? 555555555
    พอเจอองค์ชายชานยอลเข้าไปองค์ชายจงอินเงิบเลยยย อารมณ์เสียเลยสินะ มีไปพาลคนอื่นเขาอีกแน่ะ 5555

    กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดด อมกกกกกกกกกกกกกกกกกกก.
    ธนูเสี่ยงทายชีวิตคู่ของเรา แงงงงงงงง ขอไปตายแล้วเกิดใหม่แปปนะคะ ฟินนนนนนนโ
    อยยยยยยย ชานยอลคือใครเหรอออออออ? ตายไปเลยกับพารากราฟสุดท้ายยยยยย ตายยยยยยยยยยยยยยย
    เกิดใหม่ก็จะมาตายอีกรอบค่ะ โอย แงงง อะไรกันนนนนน แชปนี้มันจะอะไรขนาดเนรรรร้ หัวใจทำงานหนักกกก
    ฟินองค์ชายชานยอลมาตั้งแต่ต้น ตายกับองค์ชายจงอินอีกกกกก อิผ่อ อิแหม่ แงงงงงงงงงง ชอบบบบบ 555555
    โอยยยยย คือเม้นอะไรเหรอ คือเวิ่น คือกรี๊ดอย่างเดียว ชอบแชปนี้มากๆค่ะ ยาวจุใจอีกต่างหาก 555555

    ซารางงงงงงงงงงงง ♥

    #93
    0
  13. #92 timvasabi (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 13 กรกฎาคม 2556 / 01:31
    โอ๊ยเชียร์ชานยอลได้ไหม ดูรักมั่นมากอะ

    แต่จงอินก็ดีเสียแต่ไม่ค่อยหวานเท่าชาน อยากให้หวานให้อ้อนแบคมั้ง

    แบคเองก็ไม่ดูแลสุขภาพเลย ปล่อยปะตัวเอง ไม่กินยา ดื้อเสียจริง

    แล้วเมื่อไรจะมีทายาทซักทีหึนู๋แบค อย่าดื้อซิ อยากให้เราสุขภาพดีมากๆรู้ไหม
    #92
    0
  14. #91 ppyoy. (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 13 กรกฎาคม 2556 / 00:41
    ซังวอนอายุน้อยที่สุดกับองค์ชายชานยอลมีอดีตอะไรกันยังไง!
    เกี่ยวกับเรื่องที่ต้องส่งแพคฮยอนเข้ามาเป็นพระชายาที่ครอยครัวพยอนพูดถึงด้วยใช่มั้ย
    แล้วทำไมมาเกี่ยวกับองค์ชายชานยอลได้ แง ปมนี้ดูดีๆเหมือนแอบซับซ้อนกว่าที่คิดอีกนะเนี่ย i - i )/ รอวันเฉลยนะคะ
    ตอนท่านพี่ชานยอลตัดพ้อนี่น่าสงสารมาก แล้วนี่ท่านพี่ชางมินเคยทำอะไรไว้กับองค์ชาย สงสัยมาก #โคฟเวอร์เป็นเจ้าหนูจำไม
    เขินตอนองค์ชายชานยอลพูดถึง 'นางที่ข้ารัก' พธูธธธธธธธ y ////////////////// y โอ้ยตายยย
    มีบทครั้งไหนหล่อครั้งนั้น หล่อทุกคำพูดเลยคนนี้ ๕๕๕๕ อ่านตอนไหนก็หลงชานยอลได้ตลอด ดูเป็นผู้ใหญ่มากกกก
    ดูฉลาดพูดแล้วก็เก่ง แต่ไม่ใช่เก่งแบบทื่อๆโขกออกมาจากตำราลูกเดียวอะไรแบบนั้น เค้าดูมีมุมหลายๆมุมที่เก็บไว้อย่างดี
    แล้วก็จะค่อยๆเผยมุมที่ต่างออกไปกับแต่ละคน แต่ที่รู้ๆกับแพคฮยอนนี่ละมุนมากกกกกกก สุดในโลกกลมๆสีฟ้า แงงง

    องค์หญิงดื้อมากจริงๆ นี่หรือคนกำลังจะแต่งงานแล้วก็ต้องเป็นแม่คน ๕๕๕๕๕ กลัวยาขมๆเนี่ยนะเพคะ
    ยาขมมันก็ไม่น่ากินจริงๆแต่ดูแลตัวเองหน่อยจิ ยิ่งร่างกายไม่ค่อยแข็งแรงแบบนั้นอยู่แล้วด้วย
    คิดว่าคนอื่นไม่น่าจะรู้แต่เค้าดูออกกันหมดนั่นแหล่ะเพคะะ หน้าซีดเชียว ซอฮามาดูแลเลย ไปหายาไม่ขมมาให้พระชายาที
    นี่เป็นลมแล้วยังจะออกไปซนได้อีกนะเพคะ ชักสงสารฮวางซังกุง ฮ่าาาาาา
    งานประลองแค่ฟังก็น่าสนุกแล้ว แล้วขาไปยังเจอท่านพี่ชานยอลอีก ละมุนสุดๆเวลาสองคนนี้ได้เจอกัน ใจชื้นแทนพระชายา แง
    สงสารพระชายาตอนที่รู้สึกเจ็บปวดเพราะไม่สามารถคุยเล่นกับท่านพี่ได้เหมือนเดิม
    คือถ้าจะคิดว่าพระนางเจ็บปวดเพราะรักท่านพี่ชานยอลก็ได้ หรือจะมองว่าเจ็บปวดเพราะเหงา ในวังคุยกับใครก็ไม่ได้แล้วแค่จะคุยกับพี่ชายที่สนิทเข้าอกเข้าใจกันก็โดนมองไม่ดีทั้งคู่อีก ก็ได้ แต่มันก็น่าสงสารพอกันเลย , _____ ,

    ตบเข่าฉาดใหญ่ตอนสามคนอยู่พร้อมหน้า องค์รัชทายาท พระชายา องค์ชายชานยอล แบบโอ้โห งานใหญ่จริง ๕๕๕๕
    องค์ชายรัชทายาทโดนลูบคมเบาๆ คือเด็ด ๕๕๕๕ ชอบบบบบบบบบ ท่านพี่ชานยอลดีอะะะ คือมีการเลือกธนูให้
    #นี่ขนาดองค์รัชทายาทมีบทก็ยังจะอวยท่านพี่ชานยอลนะ #เมนจงอินไม่ใช่เหรอ ๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕
    ฟืนมากตอนพูดถึงว่าใครเป็นคนสอนธนู แต่เหมือนแอบมีสงความเย็นก่อตัวเบาๆ องค์รัชทายาทไม่น่าจะพาซื่อขนาดไม่เข้าใจ
    ควรจะสงสารองค์รัชทายาทจงอินใช่มั้ยนะ ๕๕๕๕๕๕๕๕๕
    ตอนพระชายายิงธนูเจอประโยค 'ไม่เป็นไรพี่อยู่ข้างๆ' อยากจะโคฟเวอร์เป็นคันธนูตอนนั้นมาก แอร้
    แต่ตอนนี้ถึงจะสครีมชานแพค อวยท่านพี่ชยอลขนาดไหนก็ไม่หนักเท่าตอนองค์รัชทายาทมาโอบพระชายาตอนยิงธนู
    หฟวสหาดกบไำาหสก่ดงฟวหสมผว่ก ; _____________ ; กรี๊ดดดดดดดดดดดด ดังๆ ยาวๆ
    ตอนแรกอ่านไป เอ๊ะหรือจะเป็นท่านพี่ชานยอล ? จะกล้าขนาดนั้นเลยหรอ ปรากฏไม่ใช่ ไคแพคเต็มๆจ้าาาา
    องค์รัชทายาทก็มีมุมละมุนนี่เพคะ ฮืออออออออ หล่อๆ #ยกไตให้
    ตอนวังเซจาพูดว่าทำนายชีวิตคู่นี่แบบ แง ทำไมทำนายล่ะเพคะ หวั่นไหวเหรอ ไม่มั่นใจเหรอ , _ ,
    แต่ได้เห็นแบบนั้นจะมั่นใจขึ้นได้ขนาดไหนเชียวนั่นน่ะ

    ฟินรับวันศุกร์เลยค่ะ > __________ < รอตอนต่อไป เป็นกำลังใจให้นะคะ
    ดีใจที่ได้อ่านฟิคพี่นิ่มเติมพลังเรื่อยๆทุกอาทิตย์นะคะ ; w ; หลงรักตัวละครในเรื่องไปแล้ว
    ปล. กว่าจะเม้นติดคือคอมค้างไปหนึ่งรอบ #อาถรรพ์จงอิน อวยชานยอลเกินไป ๕๕๕๕๕๕๕
    ขอบคุณสำหรับฟิคนะคะ :D
    #91
    0
  15. #89 bam (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 12 กรกฎาคม 2556 / 20:41
    ถึงวันศุกร์ต้องมาเช็คฟิคเรื่องนี้ทุกครั้ง

    ฉากยิงธนูตอนแรก ฟินชานแบคมาก คู่นี้ให้ความรู้สึกอบอุนยังไงไม่รู้ แบบองค์ชายสอนองค์หญิงมาตั้งแต่เด็กๆไง แล้วตอนที่บอกว่า ไม่เป็นไร พี่อยู่ข้างๆ แบบเฮ้ย องค์ชายอบอุ่นมากอ่ะ#เพ้อ

    แต่พอมาเจอชอฮา โอบองค์หญิง เพื่อช่วยยิงธนู คิดภาพตามแล้วแอบ อ๊าย ฟิน ชอฮาเพคะ มีมุมแบบนี้ด้วยนะ

    แต่ก็แอบสงสารยอลเหมือนกันอ่ะ แบบเราคิดว่ายอลก็อยากทำแบบนี้นให้องค์หญิงเหมือนกัน แต่ด้วยตำแหน่งพระชายาและฐานะที่เป็นอยู่ทำให้ทำแบบจงอินไม่ได้

    ชางมินก็รู้เรื่องชานแบคด้วยเหรอ แล้วพี่ชางมินไปทำอะไรไว้นะ ที่แบคมาเป็นพระชายาเพราะชางมินด้วยเหรอ

    รอศุกร์หน้า ไรเตอร์สู้ๆ
    #89
    0