[Period] Flower ✿f the REALM {Kai x Baekhyun x Chanyeol}

ตอนที่ 9 : *** ตอนที่ ๕ ราชสำนัก {๒} ***

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 421
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 5 ครั้ง
    5 ม.ค. 57

 

ตอนที่ ๕ ราชสำนัก {}

 

สายลมแผ่ว

พัดพลิ้วผ่านหัวใจ

ให้สั่นไหว... และโยกเอน

 

|

 

องค์หญิงพระชายาแพคฮยอนเสด็จประทับบนพระยี่ภู่ขาวนวลพร้อมด้วยรอยแย้มสรวลละไมหวาน  พระพักตร์งามสดใสเกลี้ยงเกลาแม้ไม่ต้องเครื่องพระสำอาง  วรกายหอมฟุ้งตามกลิ่นของน้ำมันหอมหยดลงบนสระสรง  เพราะทรงโปรดเครื่องหอมมากเป็นพิเศษ  ภายในพระตำหนักของพระองค์จึงตลบอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมราวอุทยานดอกไม้  วรองค์บอบบางภายในฉลองพระองค์บรรทมสีขาวแทบกลืนไปกับพระฉวี ผืนผ้าเบาบางห่อหุ้มพระองค์ไว้จากสายตาผู้คน  แม้จะยินเสียงติติงว่าองค์หญิงพระชายามีพระชนมายุ ๑๕ชันษาแล้ว แต่พระวรกายกลับยังไม่ สมบูรณ์ พอสำหรับการให้กำเนิดรัชทายาท  หากในสายตาของฮวางซังกุงแล้ว  นางกล้าพูดได้เลยว่า ถ้าเพียงองค์ชายรัชทายาทได้ทอดพระเนตรองค์หญิงของฮวางซังกุงในขณะนี้  คงไม่ปฏิเสธอีกต่อไปว่าองค์หญิงรัชทายาทยังทรงพระเยาว์

            มีเรื่องเดียวเท่านั้นที่ทรงยังไม่พร้อม... และหมอหลวงเองก็ได้แต่พูดว่าคงต้อง รอ   มีเพียงเรื่องนี้ ที่ฮวางซังกุงทำอะไรไม่ได้... นอกจากรอเวลา  และถวายพระโอสถบำรุงพระโลหิตเพิ่มเติมทุกราตรี

            “พระโอสถเพคะ.... วันนี้หม่อมฉันละลายน้ำผึ้งเล็กน้อย จะได้เสวยง่ายขึ้น”  พระอภิบาลกราบทูลอย่างเอาใจ ก่อนค่อย ๆ รินพระโอสถอุ่นจากกากระเบื้องชั้นดีลงถ้วยเสวย ควันขาวลอยอวลอยู่เหนือถ้วยโอสถ กลิ่นยาทำให้พระนาสิกย่นยู่  หากพระหัตถ์บอบบางก็ยอมเอื้อมมาหยิบไปเสวยอย่างว่าง่าย   ไม่ทรงแย้งเหมือนครั้งที่หมอหลวงถวายยาให้ระยะแรกจนต้องยกพระมเหสีขึ้นมาอ้าง

            ทว่าพระพักตร์งอง้ำ และสายพระเนตรขุ่นกลับทำให้ฮวางซังกุงรู้สึกไม่สบายใจยิ่งกว่าครั้งที่ทรงถูกบังคับเสียอีก 

            “หากยังไม่ประสงค์... ทรงพระอักษรแล้วค่อยเสวยก่อนบรรทมก็ได้นะเพคะ”

            ฮวางซังกุงกราบทูลทางเลือก  พระจริยวัตรก่อนทรงบรรทมขององค์หญิงคือการทรงพระอักษร แล้วจึงบรรทม   พระอภิบาลมักถวายพระโอสถก่อนเพื่อตัดปัญหาว่าแอบล้มวรกายบรรทมก่อน 

หากครั้งนี้  กลับเป็นฝ่ายรับไปเสวยด้วยพระองค์เอง
“วันนี้เราเหนื่อยมาก  กินก่อนแล้วจะนอนเลย  จะได้แข็งแรงเหมือนที่เจ้าต้องการไง ฮวางซังกุง”

“องค์หญิงเพคะ...”

“ถ้าเราปกติเหมือนคนทั่วไป...ป่านนี้คงมีลูกได้ตั้งหลายคนแล้วสิเนอะ  นี่ขนาดกินยาบำรุงมาเป็นปีแล้ว...ยังไม่สำเร็จเลย” ตรัสด้วยสุรเสียงหมองเศร้า  หากพระพักตร์กลับนิ่งสงบยิ่ง จนแม้แต่พระอภิบาลเองก็ยังไม่กล้าทูลแย้งใด ๆ 

ทรงทราบภายหลังว่า ปล่อยไก่กลางพระราชพิธีไปอย่างไม่รู้ตัว ด้วยการรับสั่งต่อหน้าพระพักตร์ว่าจะ พยายามประสูติพระโอรส พระธิดาให้กับราชวงศ์ให้ได้  ที่สำคัญคือให้คำมั่นไป ทั้ง ๆ ที่วรกายของพระองค์ยังไม่พร้อมสำหรับการมีทรงพระครรภ์ด้วยซ้ำ

นับตั้งแต่วัยเยาว์  ทรงเป็นบุตรสาวที่ท่านพ่อ ท่านแม่ และพี่ชายให้การฟูมฟักดูแลอย่างใกล้ชิด  เพราะพระวรกายที่บอบบาง และเล็กกว่าเด็กทั่วไปในวัยเดียวกัน   แม้จะได้รับการดูแลมาอย่างดีจนเติบใหญ่  หากอะไรบางอย่างคงทำให้พระองค์ทรงเจริญวัยช้ากว่าสตรีทั่วไป  แม้พระชนมายุถึง ๑๕ ชันษาแล้ว  แต่พระองค์ยังไม่มีระดูแรก 

หมายความว่า... รัชทายาทที่ทุกฝ่ายต่างรอคอยยังไม่มีโอกาสใด ๆ ให้ทรงพระครรภ์

แม้จะทราบดีว่าตอนนี้ พระมเหสีพยายามให้เหตุผลเรื่องการที่องค์หญิงรัชทายาทยังไม่สามารถ เข้าหอ กับองค์ชายได้ เพราะพระองค์ยังเด็ก  แต่เหตุผลที่แท้จริงนั้น...มีเพียงไม่กี่คนที่รู้ 

ไม่สิ....นอกเหนือจากผู้ที่เกี่ยวข้องนั้น  ไม่ว่าใครก็รู้ไม่ได้ เพราะจะ สั่นคลอนตำแหน่งพระชายา ตามคำที่ทรงแอบได้ยินซังกุงรับใช้ของพระมเหสีนำพระราชเสาวนีย์มาถวายแก่ฮวางซังกุง

แม้ว่าพระพลานามัยจะสมบูรณ์ แข็งแรง  หากวรกายเล็ก บอบบางยิ่งนัก คงทำให้พระโลหิตไม่เป็นปกติ

ต้องดื่มพระโอสถบำรุง... เช้า ค่ำ    เพื่อให้ทรง ปกติ เหมือนสตรีทั่วไป

เรื่องนี้อาจเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ทั้งสองพระองค์ยังเหินห่างอยู่เช่นนี้   พระชายาเพียงตำแหน่ง...ขององค์รัชทายาท  จะมีสิ่งใดให้พระองค์สนพระทัยมากกว่านี้

เมื่อลอบมองพระพักตร์คมขององค์รัชทายาทที่เรียบเฉย ราวกับมิทรงได้ยินข้อสัญญานั้น และไม่ทรงเปลี่ยนไปเลยแม้แต่น้อย กลับทำให้พระหฤทัยไหววูบ  และหนักหน่วงราวถูกกดทับด้วยศิลาก้อนใหญ่

ทรงเติบใหญ่พอที่จะเรียนรู้ได้ว่า  หน้าที่ในฐานะพระชายาคืออะไร...

ตำแหน่งพระมารดาของแผ่นดินในวันข้างหน้า อยู่ในอุ้งพระหัตถ์ของพระองค์เช่นกัน

แต่จนถึงบัดนี้  องค์หญิงพระชายากลับไม่มั่นพระทัยเลยแม้แต่น้อย ว่าจะดำรงพระองค์อยู่ในฐานะนี้ไปได้จนตลอดรอดฝั่ง

หากพระหฤทัยไม่เข้มแข็งพอ...จะเกิดอะไรขึ้น

“หมอหลวงกราบทูลโดยเอาหัวเป็นประกันเพคะว่าภายในสามเดือนนี้ พระโลหิตจะเป็นปกติ อย่าทรงกังวลสิเพคะ”

“ถ้าเรามีลูกไม่ได้.... จะเกิดอะไรขึ้นเหรอฮวางซังกุง เราจะถูกไล่ออกจากวังหรือเปล่า ”

“องค์หญิง!!  อย่าทรงตรัสเช่นนั้นสิเพคะ”

“เราจะถูกทอดทิ้ง...เหมือนที่ท่านพี่ชานยอลเคยเป็นมาหรือเปล่า”

            ฮวางซังกุงขยับกายอย่างไม่สบายใจนัก  พระอภิบาลขยับปากขึ้นลงคล้ายจะกล่าวอะไรบางอย่าง  หากอาการดังกล่าวกลับไม่หลุดพ้นไปจากสายพระเนตร    แนวพระโอษฐ์สีหวานแย้มบาง ก่อนกระแสรับสั่งแผ่วหวิวจะทำให้นางแทบหยุดหายใจ 

 “ห่วงเรื่องเรากับองค์ชายเหรอ  อย่าห่วงน่า นอกจากเจ้ากับเรา ไม่มีใครรู้เรื่องนี้อีกแล้ว”

“ทำไมจึงทรงทราบล่ะเพคะว่าหม่อมฉัน.... ”  ซังกุงอภิบาลก้มหน้างุด  ขณะรับฟังพระสรวลดังขององค์หญิงรัชทายาท

“เวลาเจ้าไม่สบายใจ...เจ้าจะชอบย้ำคิดย้ำทำ  พูดอะไรซ้ำ ๆ ถามอะไรซ้ำ ๆ  แล้วก็เตือนอะไรซ้ำ ๆ ...  องค์หญิงเพคะ  ได้เวลาเสด็จแล้วเพคะ   ... ต้องเสด็จแล้วเพคะ ...หมดเวลาแล้วเพคะ  ไม่รู้ว่าทำไมจึงจำเพาะจะต้องพูดแค่ตอนเราพบกับองค์ชายชานยอลด้วย  ทีเราคุยกับทหารรักษาประตูตั้งนาน เจ้าไม่เคยขัด” ตรัสยาวอย่างรู้ทัน  ก่อนตบท้ายด้วยพระสุรเสียงแกมขบขัน “จริงไหมล่ะ ฮวางซังกุง”

“องค์หญิง...” พระอภิบาลขมวดคิ้ว  และส่งค้อนวงเล็ก ๆ ให้กับองค์หญิง  “หม่อมฉันแค่เป็นห่วงเท่านั้นเอง”

“เจ้าไม่เชื่อหรือไงว่าเราบริสุทธิ์ใจ  มีเรื่องอะไรเราก็เล่าให้เจ้าฟังหมด... ไม่เคยปิดบัง”

            “เปล่าเพคะ...หม่อมฉันเชื่อพระองค์ ”

            “แต่ไม่เชื่อท่านพี่งั้นหรือ...” กระแสรับสั่งเรียบนิ่งยิ่งนัก ... สุรเสียงเฉียบคมราวกับต้องการให้นางยอมจำนนกับพระดำรัสนี้ “แม้เจ้าจะไม่เชื่อ... แต่เรารู้จักท่านพี่ชานยอลดี ไม่มีทางที่ท่านพี่จะทำให้เราต้องลำบาก  เรื่องที่เรารู้จักท่านพี่ก่อนเข้าวัง เราก็บอกให้เจ้ารู้หมดแล้ว... ทุกเรื่องที่จำได้  เจ้าไม่เห็นหรือ ว่าท่านพี่พระทัยดีเพียงใด”

            “เชื่อเพคะ  ...แต่ในความเป็นจริง  ณ ขณะนี้ ทรงไม่ใช่เด็กผู้หญิงนามว่าแพคฮยอน ที่สามารถวิ่งเล่นในป่าได้ต่อไปนะเพคะ”  ฮวางซังกุงกราบทูลเสียงแข็ง   แม้ดวงตาจะเต็มไปด้วยร่องรอยลำบากใจ  แต่เพราะว่าเป็นเรื่องสำคัญ...นางจึงจำเป็นต้องพูด

“องค์หญิงทรงเป็นพระชายาขององค์รัชทายาทนะเพคะ  เรื่องการจะสนิทสนมกับเชื้อพระวงศ์อื่น... โดยเฉพาะบุรุษเพศ  ถือเป็นเรื่องที่ไม่สมควรเพคะ”

            “ฮวางซังกุง”

            “ขอพระราชทานอภัยเพคะ..หม่อมฉันเพียง... อยากให้ทรงรอบคอบขึ้นอีกนิด   ภายในวังหลวง หาใช่มีเพียงผู้หวังดีต่อพระองค์   หากยังมีผู้ประสงค์ร้ายซุกซ่อนอยู่ทุกหนแห่ง  แม้นว่าเกิดเรื่องไม่ดีขึ้น  การพบปะ หรือให้ความสนิทสนมกับองค์ชายอื่นนอกจากองค์รัชทายาทจะทำให้เกิดปัญหาเพคะ”

            พักตร์งามซีดลง  ความหวังสุดท้ายที่จะมี เพื่อน ภายในพระราชวังที่เงียบเหงานี้ลอยลับไปราวสายป่านของว่าวที่ขาดออกเพราะแรงลม 

            “ไม่ว่ายังไง...ข้าก็ไม่มีโอกาสใช้ชีวิตเหมือนคนทั่วไปได้แล้วสินะ”

“องค์หญิงเพคะ”

            “ท่านพี่ชานยอล... เป็นสหาย   เป็นอาจารย์   เป็นพี่ชาย.... เป็นผู้คืนชีวิตให้แก่ข้า”

            พระเนตรเรียวหวานหลุบลง   เมื่อหวนระลึกถึงความทรงจำครั้งเก่า  เด็กชายร่างสูงผู้มีแววตาเศร้าสร้อยกับความโดดเดี่ยวที่ต้องอยู่เพียงลำพังในป่ากว้าง   ...

            “และข้าเป็นเพียงคนเดียว ที่ท่านพี่ชานยอลอนุญาตให้รับรู้ความเจ็บปวดของการถูกทรยศ หักหลัง  ในตอนที่ถูกกบฎโค่นราชบัลลังก์”

          ข้าเกือบถูกเผาทั้งเป็น สูญเสียพ่อที่พยายามปกป้องข้า  เห็นท่านแม่บาดเจ็บ  ถูกคนตามล่า... ถูกทรยศหักหลัง  ข้าวิ่งหนีจากความตาย.... เพียงเพื่อจะพบกับความเจ็บปวด

            แพคฮยอนในอดีตไม่เคยรับรู้ว่าการจากบ้านมาโดยไม่เต็มใจนั้นยากลำบากเพียงใด   จึงไม่เคยเข้าใจท่านพี่ชานยอลเลยแม้แต่น้อย ยามสีหน้าที่เคยสดใส  แปรเปลี่ยนเป็นความโกรธเกรี้ยว  ...หวาดกลัว  หรือแม้กระทั่งเปลี่ยวเหงา   ตอนที่ถูกขอร้องให้เล่าถึงเรื่องในวัยเด็ก

ชีวิตของข้าเป็นเช่นนั้น...จากที่เคยสุขสบาย  ต้องวิ่งหนีเอาชีวิตรอด  อดอยาก  หิวโหย... เจ็บปวด  และจากลา  มีคนมากมายที่พยายามปกป้องข้า... แต่ต้องสูญเสียทุกอย่าง  แม้กระทั่งชีวิต

คำบอกเล่านั้นทำให้ดวงตาของเด็กหญิงกลายเป็นทำนบน้ำ  ที่ถูกมรสุมชีวิตอันเลวร้ายของเด็กหนุ่มผู้หนึ่งพัดพาให้พังทลาย

แม้ว่าแพคฮยอนในตอนนั้น จะคิดไม่ถึงเลยก็ตามว่า ท่านพี่ชานยอล ที่มักอยู่ในชุดผ้าป่านเก่า ๆ เสมอและไม่มีเครื่องหมายบ่งบอกใด ๆ นอกจากขลุ่ยที่สวยและไพเราะจับใจ จะเป็นองค์รัชทายาทที่ถูกโค่นราชบัลลังก์

          อย่าร้องไห้ องค์หญิงน้อย... ข้าชินชากับความสูญเสียจนไม่คิดว่าจะเจ็บปวดกับอะไรได้อีก

          ปลายนิ้วนุ่มนวลเกลี่ยเบาที่แก้มอันอาบชุ่มไปด้วยน้ำตา  น้ำเสียงหนักแน่น คล้ายกำลังซึมซับความรู้สึกบางอย่างที่แผ่ซ่านออกมาล้อมรอบร่างที่อยู่บนต้นไม้ใหญ่ของทั้งสองคน

          “ไม่สิ.... มีเพียงสองสิ่ง ที่ข้าไม่ต้องการที่จะสูญเสียไป”

          ชีวิตของท่านหรือ  ขลุ่ย...  ไม่สิ  ท่านแม่ของท่านสินะ

          “ใช่... ท่านแม่..ข้าไม่อาจสูญเสียท่านได้”

แพคฮยอนพยักหน้าเมื่อเด็กหนุ่มวัยสิบสี่ปีเฉลย  ในเมื่อท่านพี่ชานยอลเหลือท่านแม่อยู่เพียงคนเดียว ก็เป็นธรรมดาที่ไม่อาจรับความสูญเสียได้อีก 

หากที่เหลือ...กลับทำให้สงสัยยิ่งนัก

“แล้วอีกสิ่งล่ะ” ราวกับนั่นเป็นคำถามพาซื่อ  เพราะทันทีที่ถามฝ่ามือนุ่มนวลกลับกระชับมือเรียวบางแน่นขึ้น  

“... เจ้า” เสียงนั้นย้ำชัด... หนักแน่น

และก้องดังมาจนถึงทุกวันนี้

 

“เจ้าคิดว่าข้าควรจะลืมทุกอย่าง  ทำเหมือนกับไม่เคยรับรู้สิ่งใด  ไม่เคยรู้จักท่านพี่  ไม่เคยได้รับความปรารถนาดีจากท่านพี่ เพียงเพื่อให้ตำแหน่งของข้า...ตำแหน่งพระราชินีในอนาคตมั่นคงงั้นหรือ”

            เป็นคำถาม ที่ไม่ต้องการแม้แต่คำตอบรับ  พระอัสสุชลเอ่อท้น  หลั่งรินลงอาบพระปรางใส   แม้ไม่สะอึกสะอื้นดั่งเด็กน้อยเหมือนเมื่อก่อน  หากน้ำหนักที่กดอยู่เหนือพระหทัย และกำลังเคลื่อนไปบีบอยู่ใต้พระนาภีกลับทำให้วรกายงอลง   

            “องค์หญิง” 

            “ทุกอย่าง...ถูกกำหนดมาแล้วสินะ”

          รู้ดี... เหตุใดจะไม่รู้

            ในเมื่อทุกคนที่ใกล้ชิดองค์หญิงต่างตอกย้ำให้ทรงรับรู้มาตลอด...      

            ไม่เว้นแม้กระทั่งมารดาของพระองค์

 

          “แม่อยากให้เจ้าเป็นเด็ก....เป็นเพียงหญิงสาวธรรมดาคนหนึ่ง ใช้ชีวิต...แบบเด็กที่ไม่ต้องสนใจอะไร” เป็นคำสอนเดียวที่มารดาของพระองค์เอ่ยขึ้น  หลังจากเสร็จสิ้นพิธีอภิเษกสมรสไปแล้ว   

          “ท่านแม่...”

          “ในที่แห่งนี้... การเมืองคือเรื่องที่อันตราย   เจ้าไม่ควรเอาตัวเองเข้าไปข้องเกี่ยว ภายในพระราชวัง.... เจ้าจะทำอะไรก็ได้  แต่ขออย่างเดียว... จงอย่าแสดงความฉลาดเฉลียวเกินจำเป็น  เพราะนั่นอาจเป็นอันตรายกับตัวเจ้าเอง”

          พระองค์เติบโตมาในสังคมแห่งปราชญ์...  ความเฉลียวฉลาดคือสิ่งที่ทุกคนยกย่อง  แต่ในพระราชวังหลวง... สิ่งนี้คือความอันตราย

          “แม่รู้ว่าเจ้าฉลาดพอที่จะเข้าใจสิ่งที่แม่พูด”

          ความเฉลียวฉลาดเป็นดั่งดาบสองคม .... โดยเฉพาะผู้หญิงเพศที่ถือกำเนิดมาเพื่อเป็นแม่ ...และสตรีที่อยู่เคียงข้างบุรุษเพศ

          “ค่ะ...ท่านแม่”

          “แล้วก็สัญญากับแม่ได้ไหม... ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น  เจ้าจะดำรงตำแหน่งองค์หญิงพระชายาให้ดีที่สุด.... จงรักภักดีต่อองค์ชายรัชทายาท  อยู่เคียงข้างองค์รัชทายาท  แม่... พี่  และพ่อของเจ้ารู้ว่าเจ้าจะปลอดภัย  ตำแหน่งพระชายาจะปกป้องให้เจ้าปลอดภัย”

น่าแปลกยิ่งนัก.... พระราชวังหลวงที่แสนอันตรายในสายตาของท่านแม่   หากตำแหน่งพระชายาที่ต้องประทับอยู่ภายในวังหลวง  กลับ ปลอดภัย สำหรับพระองค์

บนโลกแห่งนี้...ช่างมีแต่สิ่งประหลาด  และเข้าใจยากสำหรับพระองค์

แม้กระทั่งเหตุผลที่ทำให้ต้องทรงอยู่ที่นี่  เด็กหญิงวัยสิบสองถูกส่งผ่านพิธีการคัดเลือกพระชายาที่ละเอียดถี่ถ้วน  มาอภิเษกสมรสกับองค์ชายที่เพิ่งเคยพบหน้ากันก่อนมีพระราชพิธีเพียงแค่วันเดียว และถูกแต่งตั้งเป็น เซจาบิน  หรือองค์หญิงรัชทายาทในเวลาเดียวกัน

ตำแหน่งสำคัญของประเทศ... ที่ทรงไม่เคยปรารถนา หรือแม้แต่ให้ความสนใจเลยแม้แต่น้อย  

“ บอกข้าได้หรือเปล่า...ว่าทำไมข้าจึงต้องอยู่ที่นี่ แล้วเหตุใด...ข้าจึงไม่ปลอดภัย ทั้ง  ๆที่ผ่านมา...มันคืออะไรคะท่านแม่  เหตุผลที่ทุกคนปิดบังข้าอยู่”

ใบหน้าที่เหมือนกับพระองค์ราวส่องกระจกซีดเผือดลง  ดวงตาของท่านแม่หลุบลงต่ำ  ไม่ยอมสบพระเนตรอย่างผิดวิสัย 

“ท่านแม่....”

“บางสิ่งถูกกำหนดมาตั้งแต่ต้นให้มีเพียงหนึ่ง... ไม่อาจเป็นสอง”  ท่านหญิงแห่งตระกูลพยอนกราบทูลด้วยปริศนาสั้น  โดยไม่ทิ้งแม้แต่คำใบ้หรือสิ่งอื่นใดให้พระองค์สืบค้นต่อได้เลยแม้แต่น้อย   

          “แม่ทูลลา... แล้วสักวันจะทรงเข้าใจ ....ว่าพ่อกับแม่ทำทุกอย่างไปเพื่ออะไร”

            บางที...มารดาของพระองค์ อาจตั้งความหวังกับพระองค์ไว้สูงเกินไป

เพราะในความจริง... ตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ ทรงทำได้เพียงแค่ รู้    แต่ไม่เข้าใจอะไรเลยแม้แต่น้อย

            “ฮวางซังกุงไม่ต้องห่วง เรารู้ดีว่าชีวิตของเราเกิดมาเพื่ออะไร.... และสิ่งที่เราต้องทำ...มีอะไรบ้าง”

องค์หญิงแพคฮยอนมีกระแสรับสั่งเบา   ก่อนทอดถอนพระทัยลึก  ยาวนาน  และเอนวรกายลงแนบพระยี่ภู่หนานุ่ม  ปล่อยให้อาการหนักหน่วงที่เริ่มทวีขึ้นลามเลียไปทั่วร่างกายโดยไม่ปริพระโอษฐ์บ่น

ทุกอย่าง...ถูกกำหนดเอาไว้แล้ว

เริ่มจากวันนั้น...วันที่ชีวิตของ องค์หญิงรัชทายาท ได้เริ่มต้นขึ้น

ตั้งแต่งานพระราชพิธีอภิเษกสมรสของพระองค์และองค์ชายจงอิน

 

 

 

|

 

 

 

พระตำหนักที่ทรงดำเนินมาพร้อมขบวนเสด็จดูโอ่อ่า  โถงทางเดินกว้าง ประดับประดาด้วยเครื่องทองและผ้าแดง บ่งบอกถึงงานมงคล และพระราชพิธีอันยิ่งใหญ่   บานทวารหลายชั้นถูกเปิดออก เพื่อให้เสด็จดำเนินไปจนถึงห้องพระบรรทม ฤดูกาลผันเปลี่ยนจนถึงฤดูหนาวแล้ว ภายในพระตำหนักจึงค่อนข้างเย็น แม้จะมีวิธีถ่ายเทความร้อนจากพื้นใต้พระตำหนักให้อบอุ่นขึ้นในเหมันตฤดู ถุงพระบาทอุ่นก็เป็นอีกตัวช่วยหนึ่งให้กับพระองค์ไปจนกระทั่งสุดทางที่ประตูสุดท้าย  

เทียนหอมที่ประดับไว้อยู่ทั่วทุกมุมส่องแสงสว่างไสว  นวลตา ขณะเดียวกับที่ส่งกลิ่นกำจายอบอวบฟุ้งทั่วพระตำหนัก แจกันกระเบื้องสูงค่าจากต่างประเทศถูกตกแต่งด้วยดอกไม้มงคลนานาพันธุ์   สมชื่อพระตำหนักบุปผานิรันดร์...  มูกุงฮวา

ทว่า...สำหรับพระองค์   กลิ่นดอกไม้เหล่านั้นช่างฉุนพระนาสิก กลีบดอกก็แข็งกระด้าง การจัดวางคล้ายจะหวังแค่ความสวยงาม...มงคล  แต่กลับไม่คำนึงถึงข้อเท็จจริง

ดอกไม้ในฤดูใบไม้ผลิ.... ที่เบ่งบานในฤดูหนาว   ฤๅจะสวยเท่าแย้มบานในฤดูของตนเอง

            ดอกไม้ที่ถูกบีบบังคับให้ผลิดอก  เพียงเพื่อรองใต้ฐานราชบัลลังก์ให้มั่นคง

          “จะบอกว่า...ให้เราอยู่ที่นี่  คืนนี้”  ตรัสถามซังกุงหน้าห้องพระบรรทมด้วยสุรเสียงแหบพร่า ทุ้มต่ำ เพราะอยู่ในระยะเปลี่ยนผ่านสู่บุรุษวัยฉกรรจ์  วรกายสูงเด่น และพระพักตร์คมคายสะกดให้นางพระกำนัลทั้งหลายขวยเขินได้เพียงแค่พระเนตรสีนิลเหลือบแลมา

            “เพคะ...ชอฮา  ตามธรรมเนียม องค์ชายรัชทายาท และองค์หญิงรัชทายาทจะต้องพำนักภายในพระตำหนักเพียงลำพังเป็นเวลาหนึ่งราตรีเพคะ  แม้ว่าทั้งสองพระองค์ยังไม่พร้อมสำหรับการมีพระโอรสพระธิดา  แต่ตามธรรมเนียมแล้ว...”

            “พอ ๆ  เรารู้แล้ว”  ทรงโบกพระหัตถ์  ก่อนดวงพักตร์ขาวผ่อง  อิ่มเอิบจะปรากฏในห้วงพระหฤทัย

            วรองค์บางในฉลองพระองค์พระราชพิธีที่หนาหนักจนคล้ายกำลังพยายาม แบก น้ำหนักของทุกสิ่งตั้งแต่ฉลองพระองค์พิธีการ รวมไปถึงเครื่องประดับสำหรับเจ้าสาวขององค์รัชทายาทบนพระเศียร  ดวงพักตร์ขาว ...ซีด  มีเสโทหลั่งรินจนอดห่วงไม่ได้ว่าพระชายาของพระองค์อาจล้มกลางพระราชพิธีได้  เพราะนางยังดูเด็กอยู่ไม่น้อย แถมยังถูกเลี้ยงดูมาในตระกูลขุนนาง  ไม่เคยต้องทนกับพิธีอันยาวนาน  และเครื่องแต่งกายอันหนักหน่วง  

ทว่า..พระองค์พบว่าสิ่งที่ดำริไว้   ใช้ไม่ได้กับพระชายาจากตระกูลพยอน วรกายบอบบางประทับเคียงข้างพระองค์อย่างนิ่งสงบ  สีพระพักตร์แม้ซีดเซียว  หากไม่มีแม้เสียงบ่นว่าเฉกเช่นสตรีทั่วไป โดยเฉพาะเนตรเรียวเล็กชั้นเดียว ที่มองตรงไปเบื้องหน้าราวกับไม่ครั่นคร้ามสิ่งใด

ยิ่งได้ทอดพระเนตรเข้าไปในพระเนตรเรียวเล็กสีน้ำตาลเข้มแล้ว  องค์รัชทายาทจงอินจึงยอมเปลี่ยนพระทัย 

          ดื้อ  รั้น... ไม่ยอมแพ้ง่าย ๆ ร่องรอยภายในเนตรงดงามบอกพระองค์เช่นนั้น

          หากจะให้เป็นดอกไม้...  นางคงเหมาะกับมูกูงฮวามากที่สุดกระมัง

          มองผ่านช่างบอบบาง  หากแท้จริงแล้ว กลับทนทาน และ ไม่หวั่นไหวกับสิ่งใด

 

            เมื่อเสด็จเข้าไปในห้องพระบรรทม สิ่งแรกที่พบคือวรกายเล็กบาง ที่ประทับอยู่ปลายพระยี่ภู่สีทองปูลาดกลางห้อง ขนาดสำหรับสองพระองค์  ฉลองพระองค์พิธีการของ เจ้าสาว ถูกเปลี่ยนเป็นฉลองพระองค์ลำลองสีขาวบาง  จนทำให้องค์รัชทายาททอดพระเนตรชัดขึ้นว่าพระชายาของพระองค์บอบบางยิ่งนัก

“เจ้าชื่ออะไรนะ” ตรัสถามขึ้นเมื่อดวงพักตร์ขาวผ่องเงยหน้าขึ้นมา   และก่อนที่วรองค์เล็กจะเสด็จขึ้นยืนเพื่อถวายคำนับ  ฝ่าพระหัตถ์ก็โบกแรงพร้อมกับส่ายพระพักตร์   “ไม่ต้อง  ในนี้ไม่มีใคร... ไม่ต้องพิธีมากมาย”

            “แพคฮยอนเพคะ ชอฮา”  เสียงนิ่ม เย็นกราบทูลเบา 

            “แพคฮยอน... ได้ข่าวว่าเป็นธิดาของท่านมยอนเฮ ถูกไหม”

            “เพคะ... ชอฮา” กระแสรับสั่งตอบรับเบายิ่ง

            “ท่านอาจารย์นึกยังไงถึงส่งลูกสาวเข้าวัง....”          

            ทันทีที่ยินประโยคดังกล่าว  องค์หญิงพระชายาเงยพระพักตร์ขึ้นในทันใด   พระศอระหงแข็ง  ก่อนสุรเสียงหนักแน่นจะกราบทูลอีกพระองค์

            “ท่านพ่อ...มองหาสิ่งที่ดีที่สุดให้หม่อมฉันเสมอ”

            “ตำแหน่งพระชายาคือสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเจ้าหรือ?

            เนตรเรียวเล็กวูบไหวทันทีกับถ้อยรับสั่งห้วน ห้าวขององค์ชายรัชทายาท  คล้ายจะทรงดูถูกว่าพระองค์เป็นเพียงหญิงคนหนึ่งที่อยากได้ยศ ตำแหน่งเฉกเช่นผู้ที่หลงใหลในอำนาจทั่วไป

“.... ครอบครัวของหม่อมฉัน... ประชาชนทุกคนในโชซอน  ล้วนคิดเช่นนั้นเพคะ” ทูลตอบด้วยสุรเสียงแผ่วหวิว เพราะกำลังพยายามระงับพระทัยให้นิ่งเย็นด้วยการสูดพระอัสสาสะเข้าไปในพระปัปผาสะลึก...ยาว   

            นี่หรือ... บุรุษที่พระองค์ต้องฝากทั้งชีวิตไว้ด้วย

            พระโอษฐ์  ช่างเราะร้ายนัก

            “ข้าถามเจ้า  ไม่ได้ถามครอบครัวเจ้า ไม่ได้ถามประชาชน”

            “หากนกเลือกได้... ฤๅจะยอมสละปีก เพื่อเดินบนพื้นดินเพคะ”

เจ้าสาว ของพระองค์รับสั่งพลางก้มพักตร์งุด หากถ้อยแถลงนั้นทำให้แนวพระโอษฐ์คลี่ออก  พึงพระทัยยิ่งนัก

            “จะบอกว่าปีกของเจ้า มีไว้สำหรับโบยบินบนท้องฟ้าหรือ”

            “ทุกคน...กำหนดมาเช่นนั้นเพคะ”

            เสียงพระสรวลดังลั่นแทนขึ้นทันทีที่ทรงตรัสจบประโยค  วรกายสูงสง่าเก้งก้างทรุดลงเบื้องพระพักตร์  จนต้องเสด็จถอยหนี

            “เจ้าอายุเท่าไหร่ ”

            “สิบ....สองเพคะ”

            “ฉลาดพูด” ตรัสชม  พลางขยับลงประทับขัดสมาธิอยู่บนพระยี่ภู่

            “หม่อมฉันเป็นเด็กธรรมดา ๆ ...  แค่จำคำพูดของบิดามากราบทูลเท่านั้นเพคะ”

            พระขนงยกขึ้นสูง  ก่อนรอยแย้มพระโอษฐ์จะปรากฏขึ้นบนพระพักตร์คมคาย    ฝ่าพระหัตถ์ตบพระยี่ภู่ดัง

            “ดึกแล้ว นอนเถอะ  เจ้ายังไม่ค่อยคุ้นกับพิธี คงเหนื่อยมาก...”

            “หม่อมฉันยังไม่ง่วงเพคะ”

            “ไม่ง่วงหรือไม่กล้า...”

            “ชอฮา....” ตรัสอย่างเผลอไผล ก่อนโอษฐ์บางจะถูกพระทนต์ขาวขบแน่นในเวลาต่อมา “ทรงบรรทมก่อนเลยเพคะ ... หม่อมฉันยังไม่ง่วงจริง ๆ” 

            “ตามใจ”

            องค์รัชทายาทส่ายพระพักตร์คล้ายไม่ใส่ใจนัก  ทรงทิ้งพระองค์ลงกลางพระยี่ภู่   ยืดพระพาหา พระเพลาเหยียดยาวจนเต็ม  ปล่อยให้อีกพระองค์ประทับนั่งขดอยู่ปลายยี่ภู่  พักตร์งามงอเง้า

            “อยู่ที่บ้านเจ้าปล่อยผมหรือเปล่า”

            “พ...เพคะ”

            “จะนอนแบบนี้หรือ?” ตรัสพลางทอดพระเนตรพระเกศาสีดำขลับถักเป็นเปียใหญ่ ปล่อยยาวลงมาจนสิ้นสุดปฤษฎางค์บอบบาง

            “ปล่อยเถอะ เราไม่ถือ”

            แม้จะมีกระแสรับสั่งเช่นนั้น...หากความจริงแล้ว พระองค์แค่ต้องการรู้ว่าเกศาสีดำขลับราวเส้นไหมนี้จะยาวสลวยมากเพียงใด ก็เท่านั้น   หากพระชายากลับยังก้มพักตร์งุด   เนตรหลุบมองพื้นกระดาน...

“เจ้านี่น่าเบื่อชะมัด”  ถ้อยรับสั่งฟังดูเบื่อหน่ายของอีกพระองค์  ทำให้พระศอแข็งขึ้นอีกครั้ง  เนตรงามเหลือบมองวรกายพลิกไปบรรทมอีกฝั่งของที่บรรทม   และรีบรวบปลายพระเกศามาแกะไหมสีแดงสดออกอย่างรวดเร็ว 

            ไม่รู้เลยว่าองค์รัชทายาทจงอินกำลังแย้มโอษฐ์ขบขันอยู่ไม่ห่าง...

เด็ก...อย่างไรก็ยังเป็นเด็ก

            “ข้าไม่แกล้งเจ้าล่ะ   นอนเถอะ ...วันนี้คงเหนื่อยมากแล้ว”

            องค์หญิงแพคฮยอนทอดถอนพระทัยลึก ยาว ก่อนดำริกับพระองค์เองอย่างเผ็ดร้อน

            คงมิอาจว่าองค์ชายพระโอษฐ์เราะร้ายได้อีกแล้ว...

          เพราะที่ร้ายน่ะ...ทั้งพระโอษฐ์ และพระทัยเลย

 

 

            ภายในราตรีอันเงียบสงบ  องค์ชายรัชทายาททรงสะดุ้งตื่นจากนิทราอันสงบสุขเพียงเพราะเสียงแผ่ว พร้อมกับหัตถ์เล็ก ๆ ที่ยึดฉลองพระองค์ไว้แน่น         ทรงลืมพระเนตรขึ้น...เพื่อจะพบกับดวงพักตร์หวานอยู่ไม่ไกลนัก 

            “ท่านแม่... ท่านพ่อ ข้าหนาว ”

            เสียงพร่ำเพ้อพร้อมอัสสุชลหลั่งรินอาบปรางใสทำให้พระองค์ทำสิ่งใดไม่ถูก ... วรกายเล็กขยับเข้ามาใกล้จนไม่อาจขยับหนีได้ เพราะเกรงว่าจะทำให้ผู้ที่ยังอยู่ในห้วงนิทราสะดุ้งตื่นเช่นเดียวกับพระองค์ได้  

            “หนาว...”

            ทรงส่ายพักตร์อย่างอ่อนพระทัยกับคำนั้น   เพราะผ้าคลุมบรรทมผืนที่พระชายาใช้นั้นร่นลงไปเบื้องล่างแล้ว   องค์รัชทายาทพระสรวลเบา  เมื่อได้ยินประโยคถัดมา    

“ท่านพี่....  ข้ากลัว”

เด็กน้อย.... คงไม่เคยนอนคนเดียวสินะ

            “ไม่ต้องกลัว...ข้าอยู่นี่”

            ในฐานะผู้ที่อาวุโสกว่า...  อย่างน้อย  ก็สมควรที่จะปลอบโยนเด็กหญิงตัวน้อยให้หายจากความตื่นกลัว   หัตถ์เรียวจึงคว้าผ้าคลุมบรรทมของตนคลี่คลุมวรกายบอบบาง   แล้วค่อยเกลี่ยปรางนวลที่เลอะเพราะอัสสุชล  

            “ฝันดี เด็กน้อย...”

          ยินดีที่ได้รู้จัก...ชายาของข้า

          เซจาบิน

 

|

 

           

            ชินมองวรกายสูงใหญ่ของผู้อยู่เหนือหัวตนด้วยหัวใจที่ไม่สบายนัก   เสียงทอดถอนพระทัยครั้งแล้ว ครั้งเล่า ดังตลอดระยะเวลาที่ประทับยืนอยู่ที่ศาลาชมอุทยานเบื้องหน้าพระตำหนักขาว  อันเป็นสถานที่ที่ทรงโปรดปราน...และมักทรงพระดำเนินมาที่นี่เสมอ

            โดยเฉพาะในยามราตรี...ที่ผู้เป็นเจ้าของ เสด็จประทับอยู่ภายในพระตำหนัก

            ศาลาไม้หกเหลี่ยมเด่นตระหง่านอยู่เหนือผาหินแกร่ง เสาไม้สีแดงกลมกลึงหกต้นยืนหยัดรองรับจั่วไม้ที่แข็งแรง หากสลักเสลาด้วยลวดลายอ่อนช้อย ประดับปูนปั้นลายดอกไม้ห้ากลีบ  หลังคากระเบื้องหินโค้งเว้ายกมุมขึ้นสูงงดงามทั้งหกด้าน ไม้สีเดียวกับตัวศาลาตีล้อมกรอบเพื่อความปลอดภัยและแสดงอาณาเขตพื้นที่ รอบ ๆ ศาลาปลูกไม้ดอกเรียงเป็นแถวไว้ถึงสามแถว โดยผลัดเจริญงอกงามและผลิดอกตามฤดู  เบื้องล่างคืออุทยานดอกไม้อายุเพียงไม่กี่ปี ที่ได้รับการบูรณะจากป่ารกร้างที่แทบไม่มีการใช้ประโยชน์ใด ๆ ให้กลายเป็นอุทยานสวย และมีดอกไม้ผลิดอกเบ่งบานแทบทุกฤดู  แม้กระทั่งในเหมันตฤดูที่หิมะปกคลุม   พืชพันธุ์ไม้ที่เจริญเติบโตอยู่ในพื้นที่กว้างขวางนั้นกลับได้รับการบำรุงอย่างดี แสดงถึงความใส่ใจของเจ้าของตำหนัก 

            เรื่องนี้... แม้กระทั่งผู้ที่ประทับอยู่ห่างไกลถึงเขตชายแดนอันทุรกันดารยังทราบข่าว   องค์หญิงแพคฮยอนที่ดูเด็กและซุกซนเหลือเกิน  หากสามารถรับผิดชอบภาระหน้าที่ของการเป็นองค์หญิงรัชทายาทได้อย่างดี  จนอดแปลกใจไม่ได้ว่า  สตรีคู่พระทัยของพระองค์จะมีอัชฌาสัยที่แตกต่างกันเช่นนี้

             ไม่แปลก ที่ทั้งเสด็จพ่อและเสด็จแม่ต่างประทานความรักความใส่พระทัยให้กับพระสุณิสา  ราวกับเป็นพระธิดาของทั้งสองพระองค์  หากองค์ชายจงอินไม่แปลกพระทัยแม้แต่น้อย  เพราะทรงทราบดีว่า ทั้งสองพระองค์ล้วนมีพระประสงค์จะได้พระธิดาพระองค์น้อย ๆ มาฟูมฟักเพียงใด 

            แพคฮยอนโชคดีนักที่ถูกเลี้ยงดูมาอย่างดีจากครอบครัวที่สมบูรณ์แบบ  

            แต่โชคร้าย....ที่นางใส่ซื่อเกินกว่าจะทันเลห์กลทางการเมืองที่กำลังจะเริ่มขึ้นอย่างเงียบ ๆ ราวคลื่นใต้น้ำ

            “ครั้งที่ ๒๑ ” ชินเอ่ยเบา หากทำให้พระปฤษฎางค์ที่มีพระพาหาไขว้อยู่ขยับได้  และทำให้องค์รัชทายาททรงหันกลับพร้อมกับพระสรวลดังพอให้ได้ยินเฉพาะราชองครักษ์ พลางสะบัดฉลองพระโอษฐ์แรง  พระพักตร์เคร่งขรึมขึ้นคล้ายจะทรงกริ้วกับความ รู้ทัน ของเขา  

            หากชินกลับยิ้มกว้าง  เขาคุ้นชินและหาได้ครั่นคร้ามกับพระทัยอันรวดเร็ว โฉบเฉี่ยวคล้ายพญาอินทรีนี้ไม่

            “เจ้านี่... ” 

            “ทรงไม่สบายพระทัยถึงเพียงนี้เลยหรือกระหม่อม”

            คำกราบทูลนั้นราวกับศรแหลมที่พุ่งเข้าสู่พระทัย  องค์ชายรัชทายาททรงทอดถอพระทัยลึก ยาวอย่างลืมพระองค์อีกครั้ง  ก่อนตรัสขึ้นด้วยสีพระพักตร์ที่ไม่คลายพระกังวลลงแม้แต่น้อย

            “นิดหน่อย...กังวล  และค่อนข้างหนักใจ”

            “เรื่องที่ต้องสร้างไมตรีกับองค์ชายชานยอลหรือกระหม่อม”

            แนวพระโอษฐ์หนาตอบรับคำตอบของชิน พระพักตร์คมคายภายใต้แสงจันทรานิ่ง สงบ ...หากสายพระเนตรกลับขุ่นข้อง  

“ข้าจะทำได้หรือเปล่านะ... ชิน”

“หากเป็นการฝืนพระทัย... กระหม่อมว่า....” ชินตั้งใจกราบทูลหนทาง  ทว่าสุรเสียงอ่อนระโหยที่ดังขึ้น กลับทำให้ราชองครักษ์หนุ่มแน่นิ่งไป   

“สายตาคู่นั้น...เจ้าดูออกไหม”  ชินก้มโค้งศีรษะรับคำ   เขารับรู้...ผ่านสายพระเนตร และพระพักตร์ที่หม่นลง ว่าดำริเช่นนี้มานานแล้ว “สายตาที่บอกว่าองค์ชายชานยอลรักนางมากแค่ไหน”

“ฝ่าบาท...”

พระเนตรคมเข้มราวราตรีที่มืดสนิทวูบไหว   ประกายระยิบระยับภายในนั้นสะท้อนร่องรอยแห่งปัญหาที่สะสมไว้มาเนิ่นนาน  ทั้งความขัดแย้งระหว่างขุนนางชั้นสูงกับพระองค์ ที่อาจลุกลาม  นำไปสู่การสั่นคลอนพระราชอำนาจในอนาคต  

“เจ้ารู้ใช่ไหมทำไมข้าบอกว่านางยังเด็ก....”  

“กระหม่อมยังไม่เข้าใจแน่ชัด”  ชินสารภาพ   แม้ว่าตนจะเป็นบุคคลที่ใกล้ชิดพระองค์มากที่สุด   หากบางครั้งองค์รัชทายาทมักจะมีพระดำริที่ลึกล้ำซ่อนไว้ภายใต้พระอัธยาศัยที่ดุดัน ปราดเปรียว และหยาบกระด้างอยู่เสมอ 

น้อยคนนัก...จะเข้าใจสิ่งที่อยู่ในพระทัยได้ทั้งหมด

“นางอาจเฉลียวฉลาด  ...แต่โลกของนางแคบเกินไป  โลกของนางในขณะนี้มีแค่วังหลวง หาใช่โลกของบุตรสาวท่านราชบัณฑิตอย่างที่เคยเป็นมาตลอด” ถ้อยรับสั่งเฉลย  พระขนงขมวดมุ่น...

นาง เคยเป็นเด็กเฉลียวฉลาด  กล้าคิด  กล้าพูด... กล้าปากต่อคำกับพระองค์อย่างไม่เกรงกลัวพระราชอำนาจ

แต่ในขณะนี้..สิ่งเหล่านั้นราวถูกกดทับไว้ด้วยขนบประเพณีแห่งวังหลวง... ข้ารับใช้ รวมไปถึงความหวาดระแวง

            “ตัวนางในขณะนี้  ไม่รู้อะไรเลยด้วยซ้ำ”

“ให้กระหม่อมทำสิ่งใด โปรดมีรับสั่ง”

“เสนาบดีกลาโหม.... เดินเกมเชี่ยวนัก” คำร้องขอนั้นถูกตอบรับด้วยการโบกพระหัตถ์   “หากตอบโต้ผิดวิธี  คนที่อันตรายที่สุดก็คือนาง”

อำนาจในกำมือของขุนนางเฒ่าผู้นั้นมีมากเกินจะขาดเดา.. อำนาจและผลประโยชน์คือสิ่งจูงใจให้เกิดกิเลสเสมอ

“ถ้าเพียงแต่พระองค์พลิกเกม จัดการเสนาบดี แล้วดึงองค์ชายชานยอลเข้ามาร่วมกับพระองค์  เรื่องนี้อาจจบ...เสนาเฒ่าผู้นั้นเพียงกระหายอำนาจ  หากล่อด้วย....”  

ทางออกที่ชินกำลังถวายนั้นทำให้องค์รัชทายาททรงส่ายพระพักตร์แรง  พร้อมกับตรัสแย้งในทันควัน

“องค์ชายชานยอลไม่ใช่หมาก.....”

            “ฝ่าบาทหมายถึง”

          “เขาผู้นั้น..ไม่ได้ต้องการอำนาจ”

            สายพระเนตรสว่างไสวหากซ่อนร่องรอยหมองหม่นบอกพระองค์เช่นนั้น

            พระหัตถ์แกร่งที่ซ่อนอยู่ในฉลองพระหัตถ์สัมผัสพีนยองาช้างเฉียบเย็นและบีบแน่น    พระพักตร์เครียดขึง ขณะที่สายพระเนตรทอดยาวไปยังแสงไฟสลัวรางภายในพระตำหนักที่กำลังดับลงทีละดวง  

           

         

            สิ่งที่เจ้าชายพระองค์นั้นต้องการ

อาจเป็นเพียงแค่ดอกไม้ดอกเดียว

           

          ดอกไม้สำคัญ...ที่พระองค์ก็ยกให้ไม่ได้เช่นเดียวกัน

 

 


 

:) Shalunla
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 5 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

506 ความคิดเห็น

  1. #380 lavani (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 26 พฤษภาคม 2557 / 23:06
     (´・ω・`) เซจาบินก็รู้นี่นา.. ว่าท่านชานยอลต้องการสิ่งใด และไม่ยอมสูญเสียอะไรน่ะ
    มันเปลี่ยนไปแล้ว ตั้งแต่จะได้แต่งงานกับชอฮาแล้วสินะ 
    อีกอย่างชอฮาก็รู้..ว่าท่านชานยอลไม่ได้ต้องการอำนาจ...
    แต่ต้องการ.... (orz เห้อ).
    อย่าได้ยอมนะคะชอฮา 5555555555555 /ชูป้ายไฟ โบกรัวๆ
     
    #380
    0
  2. #349 uuika (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 6 พฤษภาคม 2557 / 20:45
    เกมส์รักนี้ใหญ่หลวงนักเพคะไรท์เตอร์555555

    ยิ่งอ่านยิ่งชอบอ่ะ

    <3
    #349
    0
  3. #332 sundaymorning3841 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 20 เมษายน 2557 / 17:25
    เรื่องนี้ดีมากจริงๆค่ะ ภาษาสวยอ่านได้ลื่นไหลไม่มีสะดุดเลยจริงๆ สุดยอดมาก รักนะเพคะ 55555555555555555555 ชอฮา.... กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดด ธนูเสี่ยงทายชีวิตคู่ กรี๊ดดดดดดดดดดดดด ท่านพี่ชานยอลยังยืนอยู่ ณ จุดนั้นนะเพคะ เห็นใจกันนิส *ลาตาย* แสดงออกเป็นเหมือนกันหราองค์รัชทายาท ฟกเ้าสวงาิแหฟสวงงง องค์หญิงน่ารักที่สุดเสมอ จุ้บ <3 #โดนประหาร
    #332
    0
  4. #330 sundaymorning3841 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 20 เมษายน 2557 / 16:49
    สงสารองค์หญิงเหมือนกันนะ เห็นแก่นๆอย่างนี้ แท้จริงแล้วแบกรักภาระไว้บนบ่าตั้งแต่ยังเยาว์วัย สุขภาพร่างกายก็ไม่ได้แข็งแรงเหมือนเด็กวัยเดียวกัน ต้องมาคิดมากแบบนี้ น่าสงสารจริงๆ องค์รัชทายาทช่วยดูแลเอาใจใส่น้องให้ดีด้วยนะเพคะ งืออออออออออออ แต่พระองค์ก็รักพระชายาใช่ไหมคะ ดอกไม้ที่มีหนึ่งคนต้องการ องค์รัชทายาทต้องอย่ายอมนะคะ ถึงจะสงสารองค์ชายชานยอลอยู่พอควรเลยก็เถอะ อั่กกกกกกเรื่องของบัลลังก์ให้ได้สินะ แต่เรื่องของหัวใจ นางจิไม่ยอมเด็ดขาด ฮิ้วววววว แต่ก็นะ พี่ชานก็ไม่ได้หวังในอำนาจอยู่แล้ว ไม่เป็นไรนะพี่ พี่มาคู่กับฉันก็ได้ #โดนหน้าแข้งฟาด
    #330
    0
  5. #260 รับผ่าหมาออกจากปาก (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 1 มกราคม 2557 / 21:53
    องค์ชายจงอินก็ยังปากแข็งเหมือนเดิม
    ๕๕๕๕๕ 
    เหมือนคอยดูอยู่ห่างๆ 
    และก็มีมุมดีๆอยู่เสมอ..
    ถึงจะเป็นด้านหลังก็ตาม
    ชอบค่ะ..เวลาบรรยายถึงเรื่องในอดีต
    อินตาม -////-
     
     
    ศัตรูเรื่องหัวใจนี่..
    ยอมแพ้ไม่ได้สินะ..
    อย่ายอมล่ะ..องค์ชาย ;)
     
    #260
    0
  6. #214 Windy Boy (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 27 ธันวาคม 2556 / 01:41
    ไรเตอร์เพคะ...หม่อมฉันอยากบอกว่าพิมพ์คอมเม้นตั้งนานพอกดส่งแล้วพระเน็ตทรงหลุดค่ะ หายไปหมดเลย ทรงเฟลเบาๆ แหละ แต่อยากเม้นเลยต้องกลับมาเม้นให้ใหม่ทั้งที่อ่านตอนต่อไปแล้ว ไม่เป็นไรเนาะๆ แม่ขององค์หญิงไม่อยากให้องค์หญิงแสดงความฉลาดออกมาเพราะมันอันตรายงั้นเหรอ สงสารองค์หญิงลิงน้อยจริงๆ อายุเพียงไม่กี่ปีก็ต้องแบกคำว่าหน้าที่เอาไว้ ทั้งที่ควรเติบโตอย่างเด็กสาวคนอื่นๆ ฉากแต่งงานน่ารักมากๆ องค์ชายยินดีและประทับใจองค์หญิงตั้งแต่แรกเห็นแล้วสินะ แต่แกล้งทำเป็นปากจัดไปงั้น อย่างนี้เขาเรียกว่าถามลองเชิงพระชายารึเปล่าเนี่ย แต่น่ารักจริงๆ องค์ชายอายุเท่าไหร่เหรอ ดูเป็นผู้ใหญ่กว่าองค์หญิงมาก ชอบฉากดึงผ้าห่มมาห่มให้องค์หญิงจังเลย ทำให้รู้ว่าองค์ชายนั้นแสนดีลับหลังตั้งแต่วันแรกที่เจอกัน โอ๊ยยยยย ฟิคเรื่องนี้ทำไมปริ่มอย่างนี้นะ มาถึงฉากปัจจุบันที่องค์ชายคุยกับชิน องค์ชายฉลาดหลักแหลมสมกับเป็นองค์รัชทายาทจริงๆ ที่มองเกมการเมืองออก องค์ชายจงอินทรงพร้อมไฝว้กับพวกเสนาธิบดีกลาโหมเต็มที่นะเฮ้ยยยย มองว่าชานยอลไม่ต้องการบัลลังก์ โหยยยเบาใจไปหนึ่งเปาะน่อออ เจ้าชายผู้น่าสงสารเขาเจียมตัวจังเลย ประโยคสุดท้ายของตอน สะท้อนตัวตนองค์ชายจงอินออกมาชัดเจน ชอบองค์ชายจงอินตรงที่มีใจเด็ดเดี่ยวจังเลย
    #214
    0
  7. #200 u_turn (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 23 ธันวาคม 2556 / 00:01
    เม้นไม่ถูกเลย จะตายกับประโยคสุดท้าย

    "สิ่งที่องค์ชายต้องการ อาจเป็นเพียงแค่ดอกไม้ดอกเดียว
    ดอกไม้สำคัญ ที่พระะองค์ก็ยกให้ไม่ได้เช่นเดียวกัน"

    ภาษาสวยมากกก ชอบ
    #200
    0
  8. #148 BB_Yok (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 11 สิงหาคม 2556 / 19:01
    กรี๊ดดดดดดดดดดด

    องค์ชายรัชทายาททรงรักองค์หญิงรัชทายาทแล้วใช่มั๊ยเพคะ?



    "ดอกไม้สำคัญ...ที่พระองค์ก็ยกให้ไม่ได้เช่นกัน"

    อ๊ายยยยยยยย  เขินนนนนนนน
    #148
    0
  9. #124 32fds (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 27 กรกฎาคม 2556 / 12:17
    แต่เรื่องหนึ่งที่เรายังไม่เข้าใจคืน ถ้าภิเษกกับรัชทายาทแล้วจะปลอดภัย ที่แม่พยอนจังกล่าวไว้ ปลอดภัยยังไง จากอะไร หรอคะ?
    มาตอนเข้าห้องหอครั้งแรกตอนอายุ11-12ขวบ...นี่แบบ... กรี๊ดดดดดดดดด ชอฮาเพคะ.... หนูคลั่งงงง
    55555 ชอบคนแบบนี้~ ให้ตายสิ จูบจงอินรัวๆๆๆๆๆๆๆๆ
    ร้ายทั้งพระโอษฐ์ ทั้งพระทัยเลยนะเพคะ 55555 ร้ายกาจที่สุดดดดดดด
     
     
    #124
    0
  10. #87 miikii (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 7 กรกฎาคม 2556 / 15:08
    ชอฮาทรงมองเกมส์นี้ออก วิเคราะห์สถานการณ์และตัวละครในเรื่องนี้ได้เฉียบคม

    ชอบประโยคสุดท้าย ดอกไม้ดอกเดียวที่พระองค์ก็ทรงยกให้ไม่ได้

    รีดเดอร์ทรงพระหน่วงๆในใจก่อเกิดเป็นดราม่าขึ้นมาเรยเพคะไรเตอร์

    ชอบเรื่องนี้ฝุดๆๆๆTT~ #รอและนับวันให้ถึงวันอัพไวๆ

    สงสารทุกตัวละคร อยากให้จบแบบมีคู่ครบทุกตัวละคร
    #87
    0
  11. #86 ShawolBB (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 7 กรกฎาคม 2556 / 11:36
    อ่านถึงตอนนี้แล้วทุกอย่างดูหนักๆ หนักกับภาระหน้าที่ ไม่รู้จะคาดเดายังไงกับเนื้อเรื่องอีกเพราะเกมการเมือง
    สงสารหมดเลยเอาจริงก็ องค์ชายคือหนักมาก หนักไป หัวใจก็หนัก ความรักก็หนัก ฮอลล
    แม่นางจะรู้บ้างไหมว่าเค้าห่วงเค้ารักเค้าอยู่ห่างๆอย่างห่วงๆเค้าอาจจะโซนอยด์ อยากให้นางรู้บาง แอบรู้หน่อยก็ยังดี
    อยากให้นางรับรู้ถึงความในใจของชอฮาบ้าง คนอ่านรู้แล้วเต็มๆ องค์หญิงควรรู้บ้าง ;A;
    เนื้อเรื่องต้องเข้มมากขึ้นเรื่อยๆแน่ ฮรือออออ แล้วองค์หญิงนางก็น่าสงสาร เข้าวังตั้งแต่ยังเด็ก แล้วเหมือนกับต้องรับภาระหนักๆ
    มุ้งมิ้งอยู่กับพี่ชานดีๆก็ถูกจับแต่งงาน สงสารหัวใจนาง แต่ก็เชียร์องค์ดำน่ะแหละนะ ฮิฮิฮิ
    ตอนนี้พี่ชานมาแต่ชื่อ แต่มาแค่นี้นี่ก็ระเบิดขนาดย่อมๆเลยนะ อ่านอีกทีให้ลึกซึ้งอีกนี่คือพ่อของระเบิดเลยแหละ
    ไม่ต้องการอำนาจแต่จะเอาคนนั้น แล้วถ้าวันหนึ่งอยากได้ทั้งอำนาจทั้งดอกไม้แล้วองค์ดำล่ะเพค้าาาาา
    = คู่ควรแก่การดราม่าค่ะ =
    นอกเรื่องไปโน่นก็อยากให้องค์หญิงพร้อมเร็วๆ อยากสั่งหมอเส็งให้นางดื่ม (อย่าไล่ตบตีเราเลย แค่รีบ อยากอ่านฉากนั้น มโนไม่ไหวแล้ว โรแมนติกมากแน่ ไม่มีโคมไฟ แต่มีแสงเทียน ตะเกียงอะไรเง้ ฮึ้ยยยยย คลาสสิค!)

    รอตอนต่อไปใจจดจ่อ ฮิฮิ
    เพลงเพราะหมดเลย แต่ชอบสุดๆคงเป็นเพลงขลุ่ย เลิ้บมาก เปลี่ยนฟังอยู่แต่เพลงเดียว แหะๆ
    เหมือนมีอารมณ์ร่วมกับเสียงขลุ่ยตั้งแต่เริ่มอ่านตอนแรก ถ้าฟังเมื่อไหร่จะคิดถึงฟิคเรื่องนี้เลย
    แอบเรียกฟิคเรื่องนี้คนเดียวว่า ฟิคขลุ่ย 5555555


     
    #86
    0
  12. #83 ppyoy. (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 6 กรกฎาคม 2556 / 00:14
    ตอนนี้ทำให้สงสารองค์หญิงน้อยมากขึ้นไปอีก คือดูเหมือนนางต้องแบกรับอะไรหลายอย่าง
    ดอกมูกุงฮวาของบ่าว แอร้ T - T เก่งจังเพคะ อดทนมาได้ขนาดนี้ แล้วเรื่องความลับของที่บ้าน สงสัยตั้งแต่ตอนที่แล้ว
    สรุปทำไมแพคฮยอนถึงจะอันตราย เหมือนเป็นตัวแพคฮยอนที่โดนหมายหัว ไม่ใช่แค่เพราะแพคฮยอนเป็นพระชายา
    คือองค์หญิงรู้แค่ว่าต้องเป็นพระชายาถึงได้เป็น แล้วเข้าวังตั้งแต่อายุยังน้อยมาก เก่งมาก T _ T
    ไปๆมาๆองค์รัชทายาทก็น่าสงสาร เหมือนจะชอบองค์หญิงแต่เหมือนรักของสองคนนี้ไม่เท่ากัน
    แล้วยิ่งจะมีองค์ชายชานยอลกลับมาอีก (นี่ก็หล่อน่าหวั่นไหวเลื๊อเกิน ๕๕๕๕๕๕๕)

    แต่งงานวันแรกโดนวังเซจาแกล้งด้วย แกล้งองค์หญิงทำไม! เค้าเลิกไปนานแล้วนะมุกแกล้งคนที่ชอบเนี่ย แหม
    แต่องค์หญิงก็น่ารักมากๆ ตอนยอมแกะผมออก อยากเป็นตุ๊กแก จิ้งจก หรืออะไรก็ได้ อยากไปส่อง ๕๕๕๕
    ตอนที่ละเมอหาพี่กับพ่อแล้วก็แม่ยิ่งดูเป็นเด็ก องค์ชายต้องเอ็นดูพระชายาให้มากๆเลยรู้ป่าว ถึงจะแข็งแรงข้างในแต่ก็น่าปกป้องมาก
    ดอกมูกุงฮวาที่น่าสงสารของบ่าว แง้ y - y
    บรรยายเห็นภาพมากๆเลยค่ะ ชอบจัง แง i - i ทั้งตอนท้องพระโรงในพิธี ตำหนักขาว แล้วก็หลายๆตอนเลย ชอบบบ
    เหมือนไม่ใช่แค่อ่านฟิคแต่กำลังดูหนัง มองภาพออกเป็นเรื่องเป็นราว อ่านเรื่องนี้แล้วรู้ราชาศัพท์เพิ่มอาทิตย์ละหลายคำอยู่ ๕๕๕

    ชอบชิน ๕๕๕ จับทางรัชทายาทแล้วเอามาแซวได้ตลอด คือสะใจเบาๆ คงไม่มีใครแซวได้ดีกว่าชิน
    นี่เสด็จมาบ่อยมากเลยนะเพคะ แหม่ เห็นตำหนักเห็นหลังคาก็เอาเนอะ -.,- #แซว
    ช่วงหลังๆที่องค์ชายชานยอลเข้ามาคงยิ่งมาบ่อยใช่มั้ย สมควรกังวลแล้วองค์ชายจงอิน ท่านพี่ชานยอลคือหล่อ (อวยตลอด ๕๕)
    งานนี้คงฟาดกันหนักพอๆกับเรื่องการเมือง องค์ชายต้องสู้กับอะไรหลายอย่างในเวลาเดียวกันเลย TT สู้นาาา!

    วันศุกร์นี้หน่วงจังเลยค่าาา ( i  ____________  i ) แต่ประโยคจบทำกรี๊ดได้ตลอด ดอกไม้ที่องค์รัชทายาทยอมเสียให้ไม่ได้
    กรี๊ดดดดดดดดดด กรีดร้องด้วยความค้างระดับยี่สิบเอ็ด ๕๕๕ อยากอ่านตอนต่อไปแล้วค่าา
    คิดถึงท่านพี่ชานยอลแล้วด้วยค่ะ ๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕ /โดนเตะ
    เป็นกำลังใจให้นะคะ รออ่านต่อน้า
    ปล. เพลงใหม่ที่หน้าบทความเพราะอีกแล้วค่ะ /ร้องไห้รัว ; w ;
    #83
    0
  13. #82 Renoir92 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 5 กรกฎาคม 2556 / 22:18
    ตอนใหม่มาพร้อมกับเปลี่ยนเพลงหน้าฟิคด้วย ~ ชอบทั้งสองเพลงเลยค่ะ ฟังแล้วฟีลมาเลย 5555

    อยากจะรู้ปมการเมือง ว่าการที่แพคฮยอนมาเป็นชายาจะปลอดภัยยังไง ; - ; ด้วยความที่เราไม่ค่อยได้ดูละครพีเรียดเลยอาจจะคิดได้ไม่กว้างเท่าไหร่

    ดอกไม้ฤดูใบไม้ผลิที่เบ่งบานในฤดูหนาว ฤาจะสวยเท่าแย้มบานในฤดูของตนเอง
    ดอกไม้ที่ถูกบีบบังคับให้ผลิดอก เพียงเพื่อรองใต้ฐานราชบัลลังค์ให้มั่นคง ก็เหมือนการที่่่พยายามบำรุงให้แพค ปกติเหมือนคนอื่น
    ชอบการที่ไรเตอร์เขียนอะไรห้มันสอดคล้องกันอะค่ะ ขนาดดอกไม้ในโถงทางเดินยังโยงมาหมายถึงแพคฮยอนได้
    ชอบนิสัยแพคจัง ตกหลุมรัก ฮือๆ รู้กจักตอบคำถาม รู้จักต่อปากต่อคำตั้งแต่แรกเจอ องค์ชายก็คงคอนเซ็ป ปากคอเราะร้าย 5555

    แม้แต่คนอื่นๆก็ดูสายตาขององค์ชายชานยอลออก ที่ชานยอลยอมกลับเข้าวัง เพราะแพคใช่มั้ย ฮือๆ
    ศึกชิงนางจะเริ่มแล้ว กรี๊ดดด ขอไปแย่งด้วยคนได้มั้ยอะะะะ ดอกไม้สำคัญที่พระองค์ก็ยกให้ไม่ได้เช่นเดียวกัน
    คือก็รักแพคเหมือนกันใช่มั้ยองค์ชาย ทำเป็นปากแข็ง ที่เครียดขนาดนี้เพราะรักไปโดยไม่รู้ตัวใช่ป่าว แงๆ แค่คิดก็เขิน(?) 55555

    ไรเตอร์ตรงต่อเวลาดีจังค่ะ ทำเอาเราเคยตัวต้องเปิดหน้าฟิคเรื่องนี้ทุกวันศุกร์เหมือนกัน 555555555555
    สู้ๆนะคะ

    ไม่เข้าใจว่าเม้นทีไรแล้วทำไมเม้นชอบแหกทุกที =_=

    แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 5 กรกฎาคม 2556 / 22:20
    #82
    0
  14. #81 bam (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 5 กรกฎาคม 2556 / 21:29
    งือ อยากรู้เหตุผลที่แม่แพคบอกว่า ตำแหน่งพระชายาจะทำให้เจ้าปลอดภัย ครอบครัวแพคมีความลับอะไรอ่า

    องค์ชายจงอิน ทรงรู้ด้วยเหรอเพคะ สายตาที่องค์ชายชานยอลมองพระชายา ยอลแสดงออกขนาดนั้นเลยเหรอ

    ขนาดแพคยังไม่รู้ตัวอ่ะ แสดงว่าองค์ชายจงอิน ใส่ใจพระชายาตลอดล่ะสิ ต่อจากนี้ จงอินจะทำไงล่ะทีนี้

    ทั้งเรื่องการเมือง เรื่องพระชายา แต่แอบชอบชานแพคนะ องค์ชายชานยอลน่าสงสารอ่ะ

    ทั้งๆ ตัวเองควรจะได้ตำแหน่งรัชทายา แต่เพราะโชคชะตาทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนไปหมด พอมาเจอคนที่รัก ก็กลายเป็นชายาขององค์รัชทายาทที่ควรจะเป็นตำแหน่งของตัวเองซะอีก น่าสงสารออก ทั้งๆที่ยอลเจอแพคก่อนด้วย

    #อินจัดอ่านเรื่องนี้แล้ว เหมือนดูละครพีเรียดจริงๆนะเนี่ย อยากดูละครพีเรียดเกาหลีขึ้นมาเลย ต้องหาดูๆ

    #81
    0