[EXO][SF] Caffè latte [Kai x Baek]

ตอนที่ 12 : [SF] SMILE :)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,204
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    19 เม.ย. 56

 

 

 



 



 

 
รอยยิ้มของผม จะเป็นของคุณตลอดไป

 

 

 

 

 

            ดวงตาสีเข้มทอแสงประหลาดยามเมื่อหันไปยังกระจกใสบานโต  ม่านสีฟ้าเปิดออกให้เห็นภาพข้างนอกห้องอย่างชัดเจน กิ่งของต้นไม้ใหญ่ที่ปลูกไว้เรียงกันเอนไหวไปตามแรงลม สายลมเกรี้ยวกราดพัดหอบทุกสิ่งที่ไร้แรงยึดเหนี่ยวกระจัดกระจายลอยคว้าง  ฟ้าแลบแปลบสว่างจ้าชั่ววินาทีหนึ่ง  หากเขากลับรีบหันไปยังเตียงเดี่ยวที่ตั้งกลางห้องอีกครั้งหนึ่ง เมื่อได้ยินเสียงแหบพร่าเบาหวิวแว่วมาเข้าหู

            “แพคฮยอน”

            ร่างหนารีบสาวเท้าตรงไปหาคนที่นอนนิ่งบนเตียง ภายใต้ดวงตาที่ปิดสนิทกระตุกตุบๆราวกับกำลังต่อสู้กับอะไรบางอย่าง  เขากลั้นหายใจ และรีบคว้ามือเรียวขึ้นมากุมไว้อย่างรีบเร่ง  สลับกับมองประตูสีขาวบานใหญ่ที่อยู่ไม่ไกล รู้สึกพะว้าพะวง  สมองที่เคยเฉียบคมมืดสนิทไปชั่วคราว

            “จง...จ...”

            “แพคฮยอน...ว่าอะไรนะ”

            “อิ...น”

                เปรี้ยง

            เขาสะดุ้งสุดตัวเมื่อได้ยินเสียงร้องดังลั่นราวฟ้าจะแตกออกกลบเสียงแผ่วหวิวที่ออกมาจากริมฝีปากขาว  มืออุ่นบีบกระชับนิ้วเรียวที่เฉียบเย็นแน่นขึ้นอีก  ตาเข้มทอดมองใบหน้าอ่อนหวานซีดเผือดด้วยความหวัง  ริมฝีปากบางเฉียบไหวระริก ก่อนหยุดนิ่ง 

            “จงอิน...”

            น้ำเสียงหวานใสก้องกังวาน ต่างจากเสียงแหบพร่าเมื่อครู่อย่างชัดเจน เสียงนี้ทำให้ดวงตาของเขาร้อนผ่าวและไม่สามารถเข้มแข็งได้อีก  เขาหลับตาลงช้า ปล่อยหยาดน้ำตาให้ร่วงหล่นบนมือที่เกาะกุมคนบนเตียงไว้ ปล่อยหัวใจให้เลื่อนลอยไปไกลหลังจากซึมซับภาพที่สวยงามที่สุดในชีวิตแล้ว

            ภาพที่ใครบางคนเคยรักยิ่ง...

            ริมฝีปากเฉียบบางคลี่ออกช้า  แก้มนิ่มซูบผอมยกขึ้น  วาดเป็นรอยยิ้มอ่อนหวาน  สดใส  และเต็มไปด้วยความสุข

            รอยยิ้มของแพคฮยอน!

 

 

 

 

 

 

SMILE

 

           

 

 

 

ทางข้าวหน้าขาวโพลน  ดูว่างเปล่า  หากนุ่มนวลราวเดินอยู่บนปุยนุ่น

            ผมกวาดสายตามองรอบตัวอย่างประหลาดใจ  เนื้อตัวเบาหวิวอย่างน่าประหลาด   รอบตัวไร้สิ่งก่อสร้าง หรือแม้แต่ผู้คน   ความโดดเดี่ยวสับสนพุ่งตรงเข้ามาเกาะกินหัวใจอย่างช้าๆ   

            เกิดอะไรขึ้น

            ผมก้าวเดินไปอย่างไร้ทิศทาง   บางทีผมอาจจะติดอยู่ในความฝัน   แต่น่าแปลกที่ความฝันของผมกลับไม่มีอะไรเลย...

            มีแต่ความว่างเปล่า

            ฉับพลัน   วัตถุประหลาดก็ปรากฏต่อสายตา  ราวกับปาฏิหาริย์เมื่อผมไม่จำเป็นต้องก้าวไปหามันเลยแม้แต่น้อย  เพราะวัตถุนั้นค่อยๆก่อร่างขึ้นมาจากจุดเล็กๆ  ขยายออกเป็นสี่เหลี่ยม โครงร่างของมันชัดเจนขึ้น

                ประตู!

            กรอบรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า  แทบจะกลืนหายไปกับบรรยากาศรอบกาย   ผมมองมันอย่างงงงวยอยู่ครู่หนึ่ง  ก่อนที่จะตัดสินใจก้าวไป... ผ่านบานประตูที่ถูกเปิดออกอยู่แล้ว

 

 

 

 

 

 

 

            สายลมเย็นอ่อนพลิ้วพัดผ่านมาหยอกล้อเล่นพวงแก้ม   กลิ่นหอมอ่อนๆของดอกไม้ลอยเข้ามาแตะจมูก  ผมมองภาพรอบกายอย่างตื่นตา   แน่ใจในฉับพลันว่ามันเป็นสถานที่ผมคุ้นเคย  แต่ยังไม่ทันที่จะได้สำรวจ  ภาพที่ชัดเจนตรงหน้าก็ทำให้ผมจับจ้องด้วยความสนใจ

            ผมเห็นร่างบอบบางในชุดนักเรียนกำลังสาวเท้าเร็วๆผ่านหน้าไป  ผ่านผู้คนมากมายที่ยืนสนทนาจอกแจกจอแจเป็นกลุ่ม  มือเรียวยาวยึดกระเป๋าสะพายข้างใบย่อมแน่น  ขณะก้มหน้าก้มตาเหมือนกำลังมองหาของบางอย่างบนพื้น  คงมีแต่เจ้าตัวเท่านั้นที่จะรู้ว่ามันคืออะไร   แต่ผมกลับรู้ดีว่าเหตุผลหลักที่ร่างเล็กทำเช่นนั้นเพราะอะไร

                เขาไม่อยากคุยกับใคร

            ผมรับรู้ความรู้สึกนั่นได้อย่างชัดเจน  แม้จะทำเหมือนไม่สนใจอะไร หากความรู้สึกอึดอัดกลับรัดแน่นอยู่ในอก   ผมมองมันด้วยความรู้สึกอึดอัดเช่นกัน  

            ผมเคลื่อนกายตามร่างนั้นไปอย่างช้า พร้อมหันไปมองภาพรอบๆตัว  ทว่าทุกสิ่งดูพร่ามัวและเลื่อนลอย  เหมือนโทรทัศน์ที่สัญญาณขาดหาย  ทุกอย่างรอบตัวของคนที่กำลังก้าวเท้าอย่างรีบเร่งชัดเจนก็เพียงแค่พื้นสีคอนกรีตเท่านั้น ผมส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ

            ทำไมไม่มองอะไรบ้างนะ

            ทันทีที่ผมเอ่ยคำนี้ขึ้นมาในใจ  คำตอบมากมายก็พุ่งเข้ามาในหัวและผลัดกันตอบคำถามอย่างร้อนรน  หากฟังเท่าไหร่ก็ดูออกว่าเป็นแค่คำแก้ตัวของคนตาขาว  ขลาดกลัวแม้กระทั่งจะเอ่ยคำทักทายใครๆด้วยรอยยิ้ม  ความหวาดระแวงที่คลี่คลุมพื้นที่หัวใจของเขาสร้างกำแพงหนาไว้ในใจ จนไม่ยอมเปิดรับใคร... หวาดกลัวการทำความรู้จัก หรือแม้แต่อยู่ร่วมกับผู้คน  ผมรับรู้เงามือดำที่ครอบงำอยู่ในความคิดของเขาได้ดี มันชัดเจนต่างจากภาพมัวๆของคนรอบกายในขณะนี้  ชัดเจนราวกับออกมาจากหัวของผมเอง...

            ผมหัวเราะ

            ก็ต้องชัดสิ ในเมื่อทุกๆสิ่งที่เกิดขึ้น ผมก็เคยประสบมันมาแล้ว  ภาพทุกภาพ เสียงทุกเสียง ล้วนเคยผ่านประสาทรับรู้ของผมมาแล้วทั้งสิ้น  ความทรงจำทั้งหมดที่เกิดขึ้นกับร่างตรงหน้า ก็คือความทรงจำของผมเช่นเดียวกัน ผมไม่จำเป็นต้องตั้งคำถามกับสิ่งเหล่านี้เลย  ก็เพราะว่าผมกับเขา

 

                ก็คือคนเดียวกัน

 

 

 

 

 

 

            ผมเคลื่อนตามภาพที่ไหลมาอย่างรวดเร็ว  เร็วเท่ากับการก้าวเดินของพยอน คิคนนั้น ทว่าก่อนที่เขาจะเลี้ยวโค้งเพื่อตรงไปยังตึกเรียน  ภาพทุกอย่างที่เกิดขึ้นก็หมุนโคลงราวกับเรือที่ถูกคลื่นซัด  เสียงทุกเสียงดับลง เหลือเพียงเสียงร้องของเขาและผม... อ้อ ของใครอีกคนหนึ่งด้วย  ผมเบ้ปากเล็กน้อยและคลำก้นของตัวเองโดยอัตโนมัติ ความเจ็บปวดแผ่ซ่านออกมาจากสะโพกส่วนที่กระแทกพื้นจนต้องนิ่วหน้ากว่าเดิม ผมมองภาพตรงหน้าและสบถเบา

                ซุ่มซ่ามเอ้ย

            “เป็นอะไรหรือเปล่าครับ”

            เสียงทุ้มดังแทรกขึ้นมาในความเงียบ ผมเบิกตากว้างกับภาพที่เห็น  ทุกอย่างกระจ่างชัดจนอดคิดไมได้ว่าตัวเองในวันนั้นสามารถจดจำรายละเอียดทุกอย่างได้ชัดเจนขนาดนี้เลยเหรอ?

            ผมมองร่างกายสูงใหญ่ของคนที่กำลังยันกายขึ้นมาจากพื้นด้วยความรู้สึกเต็มตื้นจนอธิบายไม่ถูก แสงอ่อนๆอาบไล้ผิวสีช็อคโกแลตแบบคนสุขภาพดี กล้ามเนื้อแน่นปรากฏชัดแม้จะอยู่ภายใต้ชุดนักเรียน ใบหน้าคมคร้ามทอดมองมาที่ร่างผอมบางดวงตากลมโตเต็มไปด้วยความตกใจ คิ้วเข้มหนาเลิกขึ้นเล็กน้อย ผมมองสำรวจใบหน้านั้นราวกับถูกสะกดจิต เหนือริมฝีปากหนามีจมูกโด่งได้รูปประดับไว้อย่างเหมาะเจาะโดดเด่น   รูปหน้าเล็กล้อมกรอบด้วยผมสีดำสลวยยาวระต้นคอ  สีหน้าตกใจ แต่ในขณะเดียวกันเขาผู้นั้นก็ยื่นนิ้วเรียวยาวแบบที่ผมเคยอยากได้มาอยู่ตรงหน้าร่างเล็กที่กำลังนิ่วหน้า

            “อะ... เอ่อ มะ..ไม่”

            เสียงตะกุกตะกักทำให้ผมใจหายวาบ   รู้ว่าอะไรกำลังจะเกิดขึ้น  ผมได้ยินเสียงถอนหายใจลึกของตัวเองดังขึ้นในความเงียบ เมื่อเห็นดวงตาเข้มของร่างใหญ่เบิกกว้างด้วยความตกใจเพราะร่างบางที่ล้มอยู่กับพื้นปัดมือออกอย่างแรงด้วยใบหน้าเย็นชา  ทิ้งให้เด็กหนุ่มร่างสูงมองตามอย่างไม้เข้าใจ ชั่วขณะนั้นผมรู้สึกวูบวาบอยู่ในช่องท้องด้วยความเสียดาย   เมื่อภาพทุกอย่างถูกดึงหายไปจนเหลือเพียงจุดเล็กๆ

 

 

            บรรยากาศขาวโพลนคลี่ลงรอบกายอีกครั้ง  ประตูสีขาวบานเดิมปรากฏอยู่ตรงหน้า มันเปิดอ้ารอ... ผมหันกลับไปมองบริเวณที่เคยมีภาพเมื่อครู่ปรากฎอยู่  พยายามเก็บภาพเลือนรางที่อยู่ในความทรงจำเอาไว้ให้ชัดเจนที่สุด  ก่อนหลับตาลง

 

 

            ผมก้าวผ่านเข้าไปในประตู

           

                                                            

 

 

SMILE


 

 

            กลิ่นหอมอ่อนๆของดอกไม้ที่คุ้นเคยลอยมาอีกครั้ง  ผมไม่จำเป็นต้องตั้งคำถามว่าที่นี่คือที่ไหน   เพราะรู้อยู่แก่ใจว่ามันคือพื้นที่ที่ผมแสนรัก

            สวนดอกไม้หลังอาคารเรียน

            ร่างเล็กหิ้วบัวรดน้ำมาหย่อนลงในตู้เก็บอุปกรณ์  คว่ำมันอย่างเบามือ ก่อนจะปัดมือเปรอะน้ำเข้ากับกางเกงสีดำของตัวเองอย่างไม่ใส่ใจนัก  เขาปิดตู้ลงและหมุนตัวกลับไปอีกด้าน  สัตว์ตัวเล็กร้องระงมเบาๆอยู่อีกมุมหนึ่งของอาคาร  ในมือข้างหนึ่งของเขาถือถุงอาหารสัตว์

            “ว่าไง   หิวล่ะสิ”

            เสียงหวานนุ่มเอ่ยขณะทรุดตัวนั่งลงกับพื้น  กระต่ายสามตัวช่วยกันตะกุยกรงและส่งเสียงงืดๆราวกับจะทักทาย  ดวงตาใสแจ๋วและขนปุยนุ่มบนตัวเจ้ากระต่ายน้อยทำให้ริมฝีปากที่น้อยครั้งนักจะได้ใช้งานคลี่ออกกว้าง   เสียงหัวเราะเบาๆทำให้ผมมองด้วยความประหลาดใจ   ความสุขอาบล้นอยู่ในหัวใจอย่างน่าประหลาด   ความสุขที่ไม่ค่อยได้สัมผัส นอกจากที่บ้าน ... ตรงนี้ ที่โรงเรียน...มีสวนดอกไม้ที่เขาดูแลอยู่  มีกระต่ายตัวน้อยที่รอคอยการมาหาของเขา  มีความรักที่เขาโหยหา  ไม่ใช่การกลั่นแกล้งเหมือนที่เคยได้รับมาตลอดหลายปี

            ผมจมดิ่งอยู่ในภาพอันโหดร้ายในวัยเด็ก   พ่อแม่ของผมทำงานที่อยู่ไม่ค่อยติดที่  การย้ายโรงเรียนเป็นเรื่องปกติที่ผมและพี่ชายมักต้องเจออยู่บ่อยๆ  ด้วยอายุที่ไม่ห่างกันนักเพียงสองปี ทำให้ผมมักย้ายไปเรียนที่เดียวกับพี่ซูโฮเสมอ  พี่ชายผู้แข็งแกร่ง  เฉลียวฉลาด  เป็นที่รักของเพื่อนและครู ปกป้องน้องชายผู้อ่อนแอและขี้อายอย่างผมได้เป็นอย่างดี  จนกระทั่งในวันที่พี่ชายสอบติดโรงเรียนประจำตอนอยู่ม.ปลาย  น้องชายผู้อ่อนแอก็ต้องเผชิญหน้ากับความโดดเดี่ยว   และการกลั่นแกล้งจากเพื่อนร่วมห้อง

            เพราะร่างกายที่ไม่แข็งแรงนัก  ผมจึงไม่ตอบโต้การกระทำเลวร้ายเหล่านั้น แต่ในขณะเดียวกัน ก็ไม่กล้าเอ่ยขอความช่วยเหลือจากใครทั้งสิ้น   ความหวาดระแวงต่อผู้คนรอบกายเกาะกินหัวใจจนผมแทบจะใช้เวลาทั้งหมดที่เหลือในโรงเรียนมัธยมต้นไปกับตัวเอง...หนังสือ  ต้นไม้  และสัตว์เลี้ยง เพื่อนร่วมห้องผู้โหดร้ายยังคงหาทางกลั่นแกล้งผมอยู่เสมอ  ผมหลีกเลี่ยงคำถามถึงรอยฟกซ้ำบนร่างกายจากคนในครอบครัวด้วยเสื้อคลุมตัวใหญ่    ผมรู้ว่าถ้าพ่อแม่...หรือแม้แต่พี่ชายรู้  พวกเขาจะไม่มีวันยอมให้ผมอยู่ที่นั่น  ไม่ยอมให้ใครทำร้ายผมอีก  พ่อแม่ทำงานหนัก ส่วนพี่ชาย...ก็อยู่ในที่ๆพี่ควรอยู่แล้ว ไม่ควรต้องมาเหนื่อยใจกับผมอีก

            ผมใช้ชีวิตกับความเงียบ  จนกระทั่ง...

 

            วันนี้...วันที่ทุกอย่างเปลี่ยนไป

                “ก็พูดได้นี่นา”                                                                                                

            ผมสะดุ้ง... พอๆกับที่ร่างเล็กหน้ากรงกระต่ายสะดุ้ง  เมื่ออยู่ๆเสียงทุ้มก็ลอยขึ้นมากลางอากาศ   ผมหันมองร่างกายสูงใหญ่นั้น  ไม่ใช่ด้วยความตกตะลึงเหมือนเขา   แต่ด้วยความรู้สึกที่อธิบายไม่ได้

            “ยิ้มก็เป็น...หัวเราะก็ได้ ”

            “คะ..คุณ  มะ มาตั้งแต่เมื่อไหร่”

            ไม่รู้ว่าเพราะเสียงตะกุกตะกักหรือว่าใบหน้าตื่นตกใจของร่างบอบบางที่ทำให้อีกฝ่ายหัวเราะ   แพคฮยอน...หรือว่าผมในอดีตพยายามขยับกายหนี  แต่เพราะนั่งยองๆอยู่  ก็เลยกลายเป็นหกล้มหงายหลังลงไป   อาจจะเจ็บ  อาจจะคลุกฝุ่น หากมือเรียวข้างเดียวกับที่เคยยื่นให้เขากลับดึงไว้ก่อน

            “อ้าวๆ  เดี๋ยวก็เจ็บอีกหรอก”

            น้ำเสียงอารมณ์ดีเทียบไม่ได้กับใบหน้าที่เปี่ยมไปด้วยรอยยิ้ม     ใบหน้าหวานซีดเผือดลงจนแทบไม่มีสีเลือด  ความเงียบไม่ได้ทำให้อีกฝ่ายหนีหายไปเพราะบรรยากาศที่ไม่เป็นมิตรชัดเจนนี้  หากหันไปสนใจเสียงเล็บของกระต่ายสามตัวที่ตะกุยกรงอย่างบ้าคลั่ง พลางส่งเสียงแหลมราวกับประท้วงที่ไม่สนใจพวกมัน

            “กระต่ายมันหิวแล้วล่ะ  ไม่เอาอาหารให้มันเหรอ?..นี่ใช่ไหม”

            เขาพยักหน้างึกโดยอัตโนมัติ  ทว่ายังคงก้มหน้างุด   ได้ยินเสียงทุ้มหัวเราะเบาๆ ขณะหยอกล้อเล่นกับสัตว์ในกรง   หน้าสวยแสดงความคิดที่สับสนออกมาทางสีหน้า  เพราะมันขาว สลับแดง  แถมบางคราวยังเขียวอีก   ผมมองหน้าของเด็กหนุ่มร่างสูงใหญ่นั้นอย่างเต็มตาอีกครั้ง    รู้สึกถึงแก้มที่อุ่นวาบเป็นทาง  

            “ปะ.. ปะ ”

            “หือ”

            “มือ... ปล่อย”

            เมื่อเสียงผ่านพ้นออกมาจากริมฝีปากสั่นระริกนั้นจนหมดแล้ว  ร่างเล็กก็ก้มหน้างุดราวกับทำเรื่องที่น่าอายที่สุดในโลกไปแล้ว    ความเงียบครอบงำทุกอย่างอีกครั้ง  ก่อนที่ร่างใหญ่จะระเบิดเสียงหัวเราะออกมาทำลายบรรยากาศอันน่าอึดอัดลงไปหมด   มือหนาบีบกระชับข้อมือกลมกลึงเบาๆ และปล่อยออกอย่างว่าง่าย

             ชื่อแพคฮยอนใช่ไหม”

            “ระ..รู้ได้ไง  ”

                คนที่ยังคงก้มหน้าก้มตาเอ่ยถามเสียงแผ่วและครุ่นคิดในใจ

ไม่ได้อยู่ห้องเดียวกันนี่นา 

            ผมฟังการสนทนานั้นด้วยความรู้สึกโหยหา แม้จะรู้ว่าคำถามนั้นคืออะไร แต่ก็ยังคงอยากฟังต่อไป...

 

ต่อไปอีกเรื่อยๆ    

 

            “ผมเห็นชื่อบนโต๊ะอาจารย์  สมุดการบ้านนั่นแหละ  ผมว่าส่งเร็วทุกครั้งแล้ว...คุณยังส่งเร็วกว่าผมอีก เจ็บใจชะมัด”

            “อะ...เอ๋ ละ...แล้ว”

            “ก็พอมันบ่อยๆเข้าก็สงสัยอยากรู้ว่าใคร ก็เลยรีบไปเร็วๆ แล้วก็ดักรออยู่ใกล้ๆห้องอาจารย์ เลยรู้...ว่าคุณนั่นเอง”

            ผมหันกลับไปมองตัวเองในอดีตอีกครั้ง   และหัวเราะเบาๆกับความใสซื่อของตัวเอง  เมื่อแก้มขาวแดงรื้นเป็นแถบ  รู้สึกประหลาดใจเมื่อได้ยินเสียงหัวใจเต้น... เพียงแต่  มันไม่ได้มีแค่เสียงเดียว

                ตึก...ตัก

                ตึกตัก

            “ผมชื่อจงอิน ยินดีที่ได้รู้จักนะ  ”

            หลังจากเอ่ยประโยคนั้นออกมา  นั่นเป็นครั้งแรกที่ร่างบางเงยหน้าขึ้น   ผมเห็นริมฝีปากบางเฉียบสั่นระริกอีกครั้ง  ทว่า... เสียงทุ้มสั่นๆที่ดังออกมานั้นก็ทำให้ผมหันกลับไปมองหน้าคมนั้นอย่างไม่เชื่อสายตา

            ดวงตาเข้มไหวระริกเป็นประกาย มันเต็มไปด้วยความรู้สึกกล้าๆ กลัวๆ ไม่ผิดไปจากเจ้าของร่างกายบอบบางเลย  ผมเห็นริ้วแดงบนแก้มที่อีกฝ่าย   เห็นสีหน้าไม่มั่นใจ

            ถ้าหากดวงตาของคิคนนั้นจะไม่พยายามจ้องมองไปที่กรงกระต่ายอย่างเอาเป็นเอาตายแล้ว ก็คงจะได้เห็น... ได้ยินอะไรบ้างนะ

            ผมรู้แล้ว...

            เสียงหัวใจนั่น... ดังมาจากที่ไหนบ้าง

            “อือ...ยินดีที่รู้จัก”

ไม่มีใครรู้...นอกจากแพคฮยอนในตอนนั้น...และผมในตอนนี้ว่าทำไมเขาจึงตัดสินใจเอ่ยประโยคนั้นออกมา

หากรอยยิ้มกว้างอวดฟันขาวใสทำให้ผมรู้ว่า เขา ตัดสินใจถูก

 

 

                ตึก...ตัก

            ใจดี...

            จงอินใจดีเหมือนพี่ชาย

 

 

 

 

 

 

 

SMILE

 

 

 

 

 

 

            “แพคฮยอน... เจ็บไหม?

            น้ำเสียงเอื้ออาทรทำให้ผมมองเด็กหนุ่มร่างสูงใหญ่ด้วยความรู้สึกขอบคุณ    ร่างบอบบางนั่งตัวสั่นเทาอยู่บนเก้าอี้ในห้องพยาบาล  ความรู้สึกหวาดระแวงเข้ามาทำให้เขาต้องเจ็บปวดอีกครั้ง  เพื่อนอันธพาลที่อยู่ร่วมห้องหาเรื่องเขาเพราะทำการบ้านที่อาจารย์เกือบเปลี่ยนใจไม่ต้องให้ทำมาส่ง   ถึงแม้ว่าอาจารย์จะไม่บอกว่าใครที่ทำให้อาจารย์เปลี่ยนใจ  แต่ทุกคนก็รู้ว่าเป็นเขา... เด็กเรียนผู้เงียบขรึม...ไม่มีเพื่อน   และแล้วเขาก็ถูกรุมทำร้าย

            อีกครั้ง...

            ทว่ามันไม่เหมือนทุกคราว  แม้ว่าเขาจะยินยอมรับความเจ็บปวดโดยไม่ส่งเสียงร้องใดๆนอกจากน้ำตาที่ไหลออกมาอย่างเงียบๆ ขณะหมัด และเท้าของใครหลายคนฟาดลงมาบนร่างกายจนเจ็บร้าวเหมือนเช่นเคย   อยู่ๆทุกอย่างก็หยุดลง พร้อมกับร่างสูงใหญ่ที่ปรากฎขึ้นมาหลังม่านน้ำตา

            จงอิน...

            “ไม่...ไม่เจ็บ”

            ผมยืนกำหมัดอยู่ไม่ห่างด้วยความอึดอัดอยู่ในอก   ใบหน้าฟกช้ำ และดวงตาไหวระริกนั้นทำให้ผมหันหน้าหนี 

            ผมเกลียด... เกลียดความรู้สึกสิ้นหวัง  เกลียดความเจ็บปวดบนร่างกาย  เกลียดความอ่อนแอของตัวเอง

            “ผมรู้..คุณเจ็บ”

            ใบหน้าขาวซีดเงยขึ้นมอง... ดวงตาสีเข้มทอประกายที่ทำให้หัวใจของเขาหล่นวูบ  ทั้งๆที่พยายามห้ามน้ำตาไม่ให้ไหลออกมาอีกแล้ว แต่พอได้ยินคำพูดนั้น  ทั้งน้ำตาและก้อนสะอื้นที่พุ่งขึ้นมาทำให้ร่างกายของเขาสะท้าน

            “...จงอิน  ฮึก ”

            “ไม่เป็นไร... ผมจะอยู่กับคุณ  ไม่ให้ใครทำร้ายคุณอีก”

            ร่างเล็กถูกโอบเข้าไปอยู่ในอ้อมแขนใหญ่      

            “ผมจะปกป้องคุณ  ผมสัญญา แพคฮยอน...”

            ไม่จำเป็นต้องพิสูจน์... ไม่จำเป็นต้องหวาดระแวงอีกต่อไปแล้ว  

 

            ผมรู้...

            รู้เช่นเดียวกับที่ร่างเล็กรู้

            ถึงแม้จะไม่ต้องให้กาลเวลาเป็นเครื่องยืนยันถึงคำพูดนั้น

            แต่เขาก็เชื่อหัวใจของตัวเอง... ยามเมื่อซบหน้าสะอื้นลงบนแผ่นอกกว้างที่แสนอบอุ่น

 

 

                จงอินไม่เคยผิดสัญญา

 

 

 

 

 

               

            SMILE

 

 

 

 

           

            อากาศเย็นเฉียบคลี่ลงโอบล้อมรอบกาย   หิมะขาวสะอาดโปรยคว้างลงมาช้า  หิมะเกล็ดละเอียดทำให้คนที่นั่งอยู่จับตามองด้วยความตื่นเต้น   ทว่าท่ามกลางความเยียบเย็นนั้น ความรู้สึกอุ่นกลับคลี่คลุมบรรยากาศรอบตัวอย่างน่าอัศจรรย์  ผมมองภาพตรงหน้าด้วยความรู้สึกสุขล้น    ร่างกายสูงใหญ่นอนเหยียดยาวอยู่บนพื้นเหนือเสื้อคลุมตัวยาวที่ปูอยู่  บนตัวมีเสื้อคลุมอีกตัวที่เล็กกว่าวางอยู่เหนือแผ่นอก  ศีรษะวางอยู่บนตักของคนตัวเล็กกว่า  ขณะที่มือเรียวยาวเกาะกุมมือเล็กอยู่บนอกแน่น     ผมได้ยินเสียงเบาเอ่ยราวไม่แน่ใจว่าควรปลุกอีกฝ่ายดีไหม

            “จงอิน...”

            “หือ”

            เสียงทุ้มตอบรับทั้งๆที่ตายังคงปิดสนิท ไมได้มีวี่แววอู้อี้เลยแม้แต่น้อย คราวนี้เสียงหวานจึงบอกอย่างชัดถ้อยชัดคำยิ่งขึ้นด้วยความมั่นใจ   

            “หิมะตก”

            “ช่างมันสิ”

            “หิมะแรกของปีนะ... ลุกขึ้นมาดูด้วยกันสิ  สวยมากเลย”

            มือเล็กกระตุกคนที่เกาะกุมไว้พร้อมเอ่ยย้ำ   แสงอ่อนๆกระทบหิมะขาวสะอาดเปล่งประกายราวเวทมนต์  แพคฮยอนขยับกายอย่างอึดอัดเล็กน้อย  ริมฝีปากบางเหยียดเป็นเส้นตรง ขณะดุนลิ้นจนแก้มป่อง

            “แพคฮยอนยิ้มสิ”

            “เอ๋?

            “ตอนแพคฮยอนยิ้มน่ะ...สวยจะตาย  สวยกว่าหิมะเยอะเลย”

            น้ำเสียงเรียบๆเอ่ยประโยคนั้นออกมาราวกับเป็นแค่คำพูดธรรมดา แต่สำหรับแพคฮยอนมันราวกับกำลังบอกว่าโลกจะถล่ม  ใบหน้าของเขาร้อนผ่าวและแดงก่ำ   โชคดีเหลือเกินที่คนพูดไม่ได้ลืมตาขึ้นมา ไม่งั้นเขาคงแทบมุดแผ่นดินหนี

            “ผ...ผมไม่ได้อยากให้ใครมาชมว่าสวยหรอกนะ”

            แพคฮยอนเอ่ยออกไปด้วยน้ำเสียงที่คิดว่ามันแสดงความไม่พอใจเต็มที่แล้ว   แต่พอฟังเสียงที่ดังออกมานั้นเขากลับรู้สึกว่ามันดูน่าอับอายกว่าที่อีกฝ่ายพูดออกมาเสียอีก

            “อืม...งั้นไม่สวยก็ได้”  ดวงตาคู่โตลืมขึ้นพร้อมกับเสียงหัวเราะอย่างอารมณ์ดี “ น่ารักแล้วกัน... ”

            ผมมองหิมะขาวสะอาดที่โปรยลงมานาทีแล้วนาทีเล่าด้วยรอยยิ้ม... แบบที่จงอินบอกว่าสวย   ก่อนหลับตาลงเมื่อฟังบทสนทนาของสองคนที่อยู่ข้างหลัง...

            พวกเขาไม่ได้สนใจหิมะอีกแล้ว

           

            “ผมบอกคุณหรือยังนะ?

            “บอกอะไรเหรอ”

            ภาพหิมะจางหายไปพร้อมกับภาพของทั้งสอง    ประตูบานเดิมปรากฏตรงหน้าอีกครั้ง   ผมรู้สึกถึงหยาดน้ำใสที่ซึมออกมาทางหางตา  ซึมซับบรรยากาศอบอุ่น  เสียงหวาน  และความรู้สึกผ่าวร้อนบนริมฝีปาก

            แน่นอนที่สุด...  ประโยคนั้นด้วย

 

                “ผมรักคุณ”

            ผมก้าวเข้าไปในประตูพร้อมกับรอยยิ้ม

            และประโยคอ่อนหวานที่เอ่ยตอบรับ

                “ผมก็รักคุณ...จงอิน”

 

 

 

 

 

            SMILE

 

 

 

 

 

 

 

            สายฟ้าแล่บแปลบปลาบ  ก่อนส่งเสียงร้องดังลั่นดังกระแทกเข้ามาในหัวใจ    ผมมองร่างกายบอบบางที่ทรุดตัวงอบนเตียงพร้อมกับกำมือแน่น   ใบหน้าซีดขาว ร่างกายสั่นระริกด้วยความเจ็บปวด  ผมได้ยินเสียงตะโกนดังลั่นจากคนที่ยืนตัวสั่นอยู่ไม่ห่าง  มือเรียวกำโทรศัพท์ในมือจนดูเหมือนมันจะแหลกลงไปให้ได้   

            “โธ่โว้ย!!!

            พายุที่พัดกระหน่ำไม่ได้ทำลายเฉพาะสิ่งก่อสร้างที่ไม่แข็งแรงเท่านั้น แต่มันยังสร้างความเจ็บปวดให้กับหัวใจของคนที่พยายามใช้โทรศัพท์ติดต่อโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดด้วย   ร่างสูงไม่รู้ว่าอาการเจ็บปวดของแพคฮยอนนั้นเกิดจากอะไร  แม้ว่าเจ้าตัวจะพยายามพร่ำบอกว่าแค่โรคกระเพาะกำเริบ  แต่ใบหน้าซีดเผือดและร่างที่งอตัวอยู่นั้นทำให้เขาไม่อยากเชื่อว่ามันแค่นั้น   เพียงแต่สัญญาณโทรศัพท์ที่ถูกตัดขาด ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์มือถือ หรือโทรศัพท์บ้านทำให้เขาไม่สามารถติดต่อให้รถพยาบาลมารับคนที่เขาห่วงอย่างสุดหัวใจได้

            โรงพยาบาลต้องไปโรงพยาบาล

            เมื่อเขามองมายังคนที่อยู่บนเตียง  ใบหน้าคมคร้ามก็ฉายแววตัดสินใจในที่สุด    เป็นการตัดสินใจที่ผมไม่เห็นด้วย...ไม่ว่าจะในตอนนั้น  หรือว่าในตอนนี้

            เสียงดังก้องอยู่ในอกทำให้ผมตัดสินใจร้องตะโกนออกไป

                “อย่าไป  อย่า!!!!

           

 

 

 

            ภาพทุกอย่างหยุดนิ่งอยู่กับที่  อาการเคลื่อนไหวของคนที่ตรงดิ่งไปยังที่แขวนกุญแจรถก็หยุดลง  ผมมองรอบๆตัวด้วยความรู้สึกหวาดกลัว   ปล่อยให้น้ำตาและเสียงสะอื้นออกมาโดยไม่เก็บกลั้น    

            ไม่เอา... ไม่ใช่แบบนี้  

            และทั้งๆที่บรรยากาศรอบตัวยังไม่ได้กลับไปขาวโพลนเหมือนทุกคราว  หากประตูบานเดิมกลับปรากฏตรงหน้าเขา  ... บานประตูเปิดออกกว้าง  เผยให้เห็นภาพข้างหลังประตู 

 

 

            ภาพซ้ำๆ  เหมือนที่ผมผ่านมาแล้ว 

            ความสุข... ความรัก ...ความอบอุ่น  กับจงอิน

 

 

 

 

 

 

            ผมรู้  และแน่ใจว่าหากกลับเข้าไปในประตูบานนี้  ภาพที่ผมได้เห็นจะเหมือนเดิม   ภาพที่มีจงอินอยู่ด้วย 

            ย้อนกลับไป... มีความสุขกับจงอิน

            ภาพที่แสนเย้ายวน   เรียกร้องให้ผมก้าวเข้าไปหา

            เรียกร้องให้ผม  ติดอยู่ในวังวนที่มีแต่จงอิน

 

 

 

 

                ผมไม่อยากอยู่ตรงนี้...ไม่อยากมองจงอินจากไปอีกแล้ว

 

 

 

 

 

 

 

            SMILE

 

 

 

 

 

 

 

            “แพคฮยอน... แพคฮยอนกลับมาเถอะ ”

            ซูโฮซบหน้าลงกับมือเล็กที่เขาเกาะกุมไว้แน่น  เสียงของอุปกรณ์ช่วยชีวิตยังคงดังอย่างสม่ำเสมอเช่นเดียวกับเสียงลมกรรโชกแรงข้างนอกห้อง   หัวใจของเขาอ่อนแอจนแทบจะแผ่วเบาเช่นเดียวกับน้องชายที่เขารัก   เสียงทุ้มลึกพร่ำร้องเรียกชื่อของเจ้าของร่างเย็นชืดที่เหลือเพียงลมหายใจหวิว  หัวใจที่เต้นเบา...และคลื่นสมองที่พร้อมจะหยุดลงทุกเมื่อ   หากเป็นไปได้   เขาสวดภาวนาขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทุกอย่างที่รู้จัก  พระเจ้า เทพยดาฟ้าดิน     ขอให้น้องชายของเขากลับคืนมาเหมือนเดิม

            “จงอิน... อย่าเอาแพคฮยอนไปด้วยเลย  พี่ขอร้อง”

            ซูโฮขอร้องเป็นพิเศษกับใครบางคน....คนที่เพิ่งจากไปอย่างไม่มีวันกลับ แม้จะรู้ว่าคำขอร้องนี่จะไร้ผลแค่ไหนก็ตามหากจงอินตั้งใจจะพาแพคฮยอนไปด้วย

            เพราะเขาก็รู้ดี...เช่นเดียวกับที่น้องชายรู้..

 

                “อย่าให้แพคฮยอนตายตามนายไปเลย”

 

                เขารู้ว่าจงอินกับแพคฮยอนรักกันมากแค่ไหน                                             

                                                                                                                          

 

           

 

 

 

SMILE

 

 

 

 

            ผมนั่งเหม่อมองสายฝนที่ตกกระหน่ำลงมาด้วยดวงตาที่ว่างเปล่า  พายุรุนแรงยังคงพัดกระโชกมาอย่างไม่เหนื่อยอ่อนข้างนอกหน้าต่างรถ ผมพยายามไม่มองไปยังที่นั่งคนขับ... คนที่นั่งหลังพวงมาลัยยังคงจับจ้องไปยังทางข้างหน้าอย่างเคร่งเครียด สลับกับหันมองคนที่นั่งอยู่ข้างๆด้วยความห่วงใย   

            จวน...จะถึงแล้ว

            ผมรับรู้ทุกอย่างผ่านไอเย็นสีขาวราวกับหมอกที่คลี่ลงปกคลุมรอบกาย  ภาพรอบตัวกำลังค่อยๆพร่าเลือนลงโดยที่ผมห้ามไม่ได้   

            ผมทำได้แค่มอง... แม้กระทั่งในยามที่ได้ยินเสียงล้อรถบดถนนดังกลบเสียงหวีดร้องของตัวเอง 

 

           

 

 

            ...

            ทุกอย่างสงบลง

            กลิ่นไหม้   กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้ง  ไอแห่งความตายกำจายจางๆอยู่รอบตัว เศษซากเครื่องยนต์ กระจกแตกละเอียดอยู่ไม่ไกล  ความชาหนึบขยายออกมาจากทุกส่วนของร่างกาย  หากสิ่งที่เขารับรู้นั้นมีเพียงอย่างเดียว  คือร่างหนาหนักที่อยู่เหนือร่างกายของเขา  เขารู้สึกถึงเลือดอุ่นๆที่ลามไหลออกมา เขาคงจะดีใจที่สุด หากมันออกมาจากร่างของเขาเอง

            ไม่ใช่จงอิน

            “ทะ..ทำไม.... ทำไมทำแบบนี้...จงอิน จงอิน”

            เสียงแผ่วเอ่ยราวกับกำลังพูดกับตัวเอง... ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเจ้าของร่างกายสูงใหญ่นี้จะได้ยินเขาหรือไม่  กระทั่งเสียงหวิวลอยมาตามสายลม ทั้งๆที่ร่างหนานั้นไม่..แม้แต่ขยับนิ้ว

 

 

                “ผมสัญญาแล้ว... สัญญากับคุณแล้ว”

 

            ท่ามกลางความขาวโพลน  ผมอยากจะขยี้ตาตัวเอง...อยากจะทุบหัว  อยากจะทำอะไรก็ได้ให้ผมรู้ว่าภาพที่เห็นอยู่ตรงหน้านี้ไม่ใช่ความฝัน  ไม่ใช่สิ่งที่ผมจินตนาการมันขึ้นมาเอง   ไม่ใช่แค่ความคิดคำนึงที่เพียงแว้บเดียวก็หายไป

            “จงอิน”

            โครงร่างนั้นปรากฏขึ้นชัดเจน ...ชัดยิ่งกว่าที่ผมเคยเห็น  เสียงทุ้มดังก้องอยู่ในหูของผมก็ชัดเจน  

            เขาคือ...คนที่ผมรักที่สุด

 

 

            “ผมสัญญาว่าจะปกป้องคุณ... ”

            “ด้วยชีวิตของคุณ...งั้นเหรอ  ผมไม่ต้องการ!!

            ผมตวาดลั่น  ถึงแม้ว่ามันจะดังก้องอยู่แค่ในหัวของผมเท่านั้น

 

            จงอินยิ้มเศร้า   ผมเบือนหน้าหนีไม่อยากฟังอะไรทั้งสิ้น    ทุกอย่างเงียบอยู่พักใหญ่  กระทั่งน้ำเสียงต่อว่าของจงอินดังขึ้น

            “ผมรอคุณ....นานแล้ว”

            ผมเงยหน้าขึ้น... ไม่ได้ก้มหน้างุดเหมือนเมื่อหลายปีก่อน  ผมมองดวงตาสีเข้ม ก่อนอธิบาย

            “แต่ผมไป...ไปอยู่กับคุณมา”

            “ความทรงจำที่เป็นสุข...” จงอินหันไปมองทางประตูบานที่เปิดกว้างอยู่ด้านข้าง  “อาจทำให้เราหลงลืมความจริง”

            ผมส่ายหน้าไม่เห็นด้วย  รู้สึกอยากร้องไห้...แต่น้ำตากลับไม่มีไหลออกมา

            “แต่ความจริงก็คือในนั้นเรามีความสุขด้วยกัน...เราอยู่ด้วยกัน  เรา...รักกัน ”

            “เพราะงั้นผมจึงต้องรอ”  เสียงทุ้มแทรกขึ้นมา “ผมรอให้คุณ...มา”

            “จงอิน!!

 

 

            “คุณลืม... ”

            ผมมองร่างสูงใหญ่ของจงอิน  ไม่อยากถอนสายตาแม้แต่ชั่ววินาที   กลัวว่าคนที่ผมรักจะหายไปจากสายตา

            “คุณจมอยู่กับความเจ็บปวด... คุณเอาแต่ก้มหน้าอยู่คนเดียว  คุณลืม...ผม”

            “ไม่ใช่!  ผมไม่ลืม ผมไม่ได้ลืม”

            ผมถอนสะอื้น   คำพูดนั้นราวกับคำต่อว่า  ทว่าเสียงนั้นไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกเช่นนั้น  มันอบอุ่น... เหมือนที่เคยได้ยินจากจงอินมานานปี  และในที่สุด...ผมก็ยอมรับ

            “ผมไม่ได้ลืมจริงๆ...ผมแค่กลัว ผมกลัว...จงอิน  ผมกลัว”

                กลัวว่า...จะไม่ได้อยู่ด้วยกันอีก

            “ในนั้น...มันสวยงาม  แต่ผมบอกคุณแล้ว ว่าสิ่งที่สวยที่สุดสำหรับผม  สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับผมคืออะไร”   

 

 

            ร่างของจงอินเคลื่อนเข้ามาใกล้    ไม่รู้ว่าแสงสะท้อนจากอะไรบางอย่างสะท้อนเข้าตาของผม...ภาพทุกอย่างจึงค่อยๆพร่าเลือนลง   ในขณะเดียวกัน  ผมก็ได้ยินเสียงบางเสียง...

 

                “แพคฮยอน...แพคฮยอน  กลับมา”

            ราวกับใคร  เรียกผมอยู่

 

           

            ทั้งๆที่ภาพทุกอย่างกำลังเลือนราง  แต่ไออุ่นที่ผมคุ้นเคยบนฝ่ามือกำลังแผ่ขยายออกจากฝ่ามือ    สายตาของผมเริ่มชัดเจนขึ้น ...

            ผมมองเห็นชัดขึ้น  ว่าร่างกายของผมก็กำลังจางลง 

            “ผมรอคุณ... มาตลอด”

            ฉับพลันนั้น  ยามที่เห็นรอยยิ้มเศร้าของจงอิน ผมก็เข้าใจทุกอย่าง   

 

 

           

            จงอินรอผมอยู่นานแล้ว ...

            รอให้ผมออกจากวังวนนั้น

            รออย่างอดทนเหมือนตอนที่รอดูว่าใครเป็นเจ้าของสมุดการบ้านที่วางอยู่บนโต๊ะอาจารย์ตอนเช้า

 

            และในตอนนี้จงอินก็รอให้ผมคิดออกว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดคืออะไร

            “จงอิน... ผมรู้แล้ว  ผมรู้แล้ว ”

 

                ไม่ใช่เพียงความทรงจำ  แต่เป็นความจริงต่างหาก   

                ความจริงที่ว่า... ผมกับจงอิน จะไม่มีวันจากกัน

 

 

 

            “ผมรักคุณ”

           

 

                จงอินรอให้ผมกลับมาอยู่ด้วยกัน...

 

 

 

 

 

 

 

 

            SMILE

 

 

 

 

 

 

 

 

            ซูโฮปาดน้ำตาของตัวเอง  และกระชับมือเย็นแน่นกับอกของตัวเอง   หัวใจที่เต้นรัวค่อยกลับมาอยู่ในจังหวะเดิม   เขาหยุดมองประตู  และหันมามองใบหน้าขาวซีดอย่างเต็มตา

            ในที่สุด...

            “ขอบคุณ...จงอิน”

            ซูโฮมองรอยยิ้มสดใสที่คลี่ออกกว้าง    และจูบประทับที่มือเล็กของน้องชายแน่นหนัก  ก่อนเบือนหน้าออกห่างจากร่างกายบอบบางเพื่อไม่ให้หยดน้ำตาที่ไหลออกมาอีกระลอกหล่นลงมาแตะต้องร่างกายบริสุทธิ์นี้อีกต่อไป

                “ดูแลน้องชายพี่ด้วยนะ...”

               

                มีความสุขตลอดไปนะ..แพคฮยอน

 

 

 

 

SMILE

 

 

 

 

 

 

 

            ประตูสีขาวอีกบานปรากฏอยู่เคียงข้างประตูบานเดิม    มือที่ประคองมือผมอยู่กระชับแน่น  ผมหันไปสบตาของคนที่อยู่ข้างๆ  เห็นโครงร่างเลือนรางของริมฝีปากจงอินค่อยๆแย้มยิ้ม

            “คุณยังลืมอย่างนึงนะ”

            “หือ?

            รอยยิ้มยังคงประดับอยู่ที่ใบหน้าของเขา  ...   ผมมองดวงตาที่ไม่เคยละสายตาจากผมสักวินาทีเดียว  และตอบกลับไป

            “ผมรู้สิ... รู้สิ จงอิน”

 

            สิ่งที่สวยงามที่สุดไม่ใช่ความทรงจำของผมอีกแล้ว

            สิ่งที่สำคัญที่สุด  สวยงามที่สุด

            ก็คือความรักของเราสองคน

 

 

 

           

 

 

 

 

            ผมคลี่ยิ้มสดใสให้เขา...คนที่ผมรักที่สุด

            ยิ้มที่สวยที่สุดสำหรับเราสองคน ขณะที่เราทั้งสองจับมือกันเข้าไปในประตูบานนั้น

           

 

 

 

 

                เพื่อยิ้มให้กัน...ตลอดกาล                                                                                                   

 

 

 

 

 

 

THE End.



 




ขอบคุณที่เข้ามาอ่านนะคะ ;)

ฟิคเรื่องนี้อาจอ่านยากนิดหน่อย...

แรงบันดาลใจมาจากเรื่องแฮร์รี่ พอตเตอร์นะคะ  

ใครที่สามารถจับได้ว่าเกี่ยวกันตรงไหนแอบมาบอกบ้างน้า

ฝากเม้นท์ คะแนนโหวต หรือคำวิจารณ์ได้นะคะ

ไรท์เตอร์เวิ่นเว้ออยู่ในทวิต @ykyprand  ชอบไม่ชอบยังไงแวะไปสกรีมได้น้า 

 

                                                                                                                                       

 

 

 

 

 

:)  Shalunla
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

459 ความคิดเห็น

  1. #433 ลูกแพร์ (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 18 ตุลาคม 2557 / 17:27
    ซึ้งอีกแล้ววววว ความรักของสองคนนี้
    #433
    0
  2. #399 BACON_BAEK (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 31 ตุลาคม 2556 / 17:34
    เศร้าอีกแล้วอ่ะ
    #399
    0
  3. #243 KchiiSE (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 14 พฤษภาคม 2556 / 21:44
    โอ๊ะ อิแบค!!! ห้ามนอกใจกั้มนะ เฟ่ดเฟ่ ฮือออออ สงสารดำ
    #243
    0
  4. #240 Kimtu (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 11 พฤษภาคม 2556 / 21:21
    อยากบอกว่าอ่านฟิคไรท์แล้วน้ำตาพาลไหลทุกที.....รีดว่าชีวิตจริงไรท์คงผ่านร้อนผ่านหนาวมาน่าดุเลยนะ....ถถถถถถถ
    #240
    0
  5. #231 YKH_L (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 9 พฤษภาคม 2556 / 01:22
    จะร้องก็ร้องไม่ออก...
    พออ่านถึงตอนที่รู้ว่าจงอินตาย แล้วแบบ...คือจะร้องไห้ ทำไมอ่ะ 5555555555555555555
    ในที่สุดก็ได้อยู่ด้วยกัน ตลอดกาล

    ไรท์เตอร์แต่งดีมากๆ เอาซะเราเศร้า จะร้องด้วย ภาษาดีมาก
    แต่งให้อ่านบ่อยๆนะคะ ชอบ สู้ๆ
    #231
    0
  6. #208 ชนม~ (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 27 เมษายน 2556 / 20:31
    "อบอุ่นแบบหน่วงในอก"
    #208
    0
  7. #207 ชนม~ (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 27 เมษายน 2556 / 20:25
    "อบอุ่นแบบหน่วงในอก"
    #207
    0
  8. #206 ชนม~ (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 27 เมษายน 2556 / 20:24
    "อบอุ่นแบบหน่วงในอก"
    #206
    0
  9. #195 ป๋ายคือของข้า (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 19 เมษายน 2556 / 12:49
    It's sooooooooooooooooooooooooooooooooooooooooooooooooooooooooooooooooooooooooooooooooooooooooooooooooooooooooooooooooooooooooooooooooooooooooooooooooooooooooooooooooooooooooooooooooooooooooooooooooooooooooooooooooooooooooooooooooooooooooooooooooooooooooooooooooooooooooooooooooooooooooooooooooooooooooooooooooooooooooooooooooooooooooooooooooooooooooooooooooooo



    F*ckin Perfect. ^^b
    #195
    0
  10. #194 *Aphorist* (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 19 เมษายน 2556 / 00:13
    นี่มันฟิค abstract ชัดๆ 5555555
    แต่เราเข้าใจนะ
    ซึ้งจริงๆ ความรักของจงอินยิ่งใหญ่มาก
    #194
    0
  11. #193 baconie (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 18 เมษายน 2556 / 23:54
    ฟิคของไรท์แต่ละตอนทำซะน้ำตาร่วง T^T
    ไรท์แต่งสนุกจริงๆค่ะ ภาษาไรท์ใช้สวยมาก
    เนื้อเรื่องดูเศร้าแต่สุดท้ายจงอินก็เรียกรอยยิ้มของแบคฮยอนกลับมา

    สู้ๆค่ะไรท์ จะติดตามเรื่องหน้า ^^
    #193
    0
  12. #190 NuT NuT (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 18 เมษายน 2556 / 20:51
    รู้สึกงงงงจริงๆ นั่นแหละ 55 55. แต่ว่าสนุกมากเลยค่ะ

    มันซึ้งมาก มันเศร้ามาก จนไม่รู้จะอธิบายยังไงออกมาหมด TT

    เรื่องนี้จงน่ารักมาก ใจดีมากเลย ><
    #190
    0
  13. #189 Solina (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 18 เมษายน 2556 / 20:51
    คืออออออออออออออออออออออออออออออออ *ร้องไห้* 



    ไหนบอกว่าฟิคหวานละมุนไงก๊ะ ใยทำน้องร้องไห้แบบนี้ละ TwT 



    คุ้นๆอยู่เรื่องตรงที่พี่ซูโฮบอกว่ากลับมา.... แต่ยังนึกไม่ออก มันพีคตรงคำว่า "กลับมา" แบบมันคุ้นมากๆๆ TwT เหนือสิ่งอื่นใด... ภาษาพี่นิ่ม!! หลงรักภาษานี้มาก TT



    คือหนูเข้าใจนะ... คือเหมือนจะเข้าใจ แต่คือ... ไหนว่าหวานไงคะ!! TwT!!



    ชอบภาษาพี่นิ่มมากกกกกกกกกกกกกกกกกกนะคะ เขียนไคแพคอีกเยอะๆๆนะ ; w ;

    เดี๋ยวหนูก็จะเขียนด้วย(?) เอ้ยย เดี๋ยวหนูเอาบันไดให้ 55555555555





    ขอบคุณสำหรับฟิคค่ะ
    #189
    0
  14. #187 qbAEKCHen (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 18 เมษายน 2556 / 16:07
    พี่คะพี่ขา TT^TT มันเป็นความรักที่แบบ หาคำอธิบายไม่ได้
    แต่ภาษาถ่ายทอดดีมากจริงจริง ตอนแรกๆงง ตกลงฝันหรืออะไร
    งงตอนพี่จุนพูดแบคอย่าไป ไปไหนวะ55555555555
    แต่แบบพอ เพื่อยิ้มให้กันตลอดกาล นี่ ถึงบางอ้อแล้วค่ะ สุดท้าย..
    อยากจะบอกพี่ซูโฮว่าถ้ารู้เปล่าเปลี่ยวเซย์ฮัลโหลน้องได้ทุกเมื่อนะคะ #อะไรรร
    #187
    0
  15. #186  '키' (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 18 เมษายน 2556 / 15:03
    i freaking hate you T.T
    #186
    0
  16. #185 LittleP (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 18 เมษายน 2556 / 14:17
    ความรักของจงอินแบคฮยอนเป็นสิ่งที่จะไม่จางหายไป

    ชอบฉากที่แบคเหมือนได้ย้อนกลับไปดูความทรงจำหลายๆอย่าง

    ตั้งแต่เริ่มต้น จนพบกัน รักกัน และจากกัน

    แต่รักของจงอินยังมีให้แบคเสมอ รอคอยที่จะปกป้องเสมอ

    และท้ายสุด แบคก็มา เพื่อได้อยู่ด้วยกัน



    ฉากตอนบีบหัวใจมากคือ ฉากที่จงอินจะตายแทนแบค

    ฉากที่จงอินที่ปกป้อง น่าจะรถเกิดอุบัติเหตุ ซักอย่าง

    แบบ ก็เะราะผมสัญญาแล้ว ว่าจะดูแลคุณ ปกป้องคุณตลอดไป

    สงสารมากนะ ตอนนั้นแบบ คิดในใจ ทำแบบนี้คนที่เขายังอยู่ก็เศร้าสิ



    แต่พี่ซูโอ เข้าใจดี ตอนแรกก็อ้อนวอน ว่าอย่าให้แบคจากไป แต่ในเมื่อแบคจากไปแล้ว

    ก้อวยพรให้ ดูแลกันให้ดี .... ช่างเป็นพี่ที่อ่อนโยนมากจริงๆ



    ชอบมากค่ะ ไรทเตอร์
    #185
    0
  17. #180 ❀ m i s s 2 o ' (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 18 เมษายน 2556 / 12:15
    สารภาพว่านี่อ่านสามรอบอ่ะเอาจริงๆ ๕๕๕๕๕ คือตอนแรกอ่านแล้วเห้ย อะไรวะ งงๆ นิดนึง
    เลยอ่านรอบสอง แต่ก็ยังรู้สึกว่างงๆ อยู่ เพราะเรานอนน้อยหรือเปล่าเลยเบลอๆ 
    ปรากฎว่าจริง เหมือนจะอ่านเบลอไปเยอะมาก นี่เพิ่งเข้าใจเนื้อเรื่องตอนรอบสามค่ะ ๕๕๕
    ตลอดเวลาในการอ่านสีหน้าอ้าปากค้างอยู่ตลอดเวลา ไม่ใช่ว่าเงิบนะ แต่แบบรู้สึกว่ามัน...
    เห้ย คนเราจะรักได้มากขนาดนี้จริงๆ เหรอ คือประทับใจมาก รู้สึกแบบ เฮ้อออ พ่อขาแม่ขา
    แรกๆ มันเป็นการย้อนอดีตของแบคใช่ไหม เหมือนวิญญาณออกจากร่างแล้วย้อนอดีต
    แล้วกลับไปเจอตตัวเองในอดีตกับจงอินตอนที่รักกัน แล้วจบตอนที่จงอินตาย
    แล้วเหมือนจะเจอวิญญาณของจงอินที่ไปก่อนแล้วป่ะคะ จงอินรอแบคอยู่ยังไม่ไปไหน
    แต่เรารู้สึกทึ่งงตอนที่พี่โฮบอกจงอินว่าอย่าเพิ่งเอาแบคฮยอนไปอ่ะ แล้วพอแบคไปแล้วก็บอกให้ดูแลดีๆ
    อ่าแล้วแบบเหมือนดูหนังมากๆ อ่ะค่ะ เหมือนเรานั่งดูอยู่จริงๆ มันลื่น มันแบบรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับความรักของเขาสองคนบ้าง
    อย่างที่เราบอกไปว่าภาษาของพี่มันดีมากๆ อ่านแล้ว บีบจิตแบบสุดๆ ก็เลยถ่ายทอดอิมเมจตัวละครได้แบบสุดๆ
    เวลาอ่านเราก็เลยทำให้เราในสั่นแบบนี้ ๕๕๕๕๕ โฮฮฮ ไม่รู้จะว่ายังไง นี่ยังอ้าปากค้างๆ อยู่ แต่ประทับใจมาก ฮื้ออ
    ขอบคุณสำหรับฟิคสั้นที่ไม่สั้นนะคะ ๕๕๕๕
    #180
    0