Mystic Land - ฝ่ามิติแดนพิศวง

ตอนที่ 12 : บทที่ ๑๐ : กองโจรชุดขาว

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,984
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 15 ครั้ง
    16 ต.ค. 63

       

บทที่ ๑๐ กองโจรชุดขาว

            เกิดอะไรขึ้นกันล่ะคะ?” ฉันถามคนธรรพ์สาวขึ้นมาเมื่อตนเองเริ่มตั้งสติได้

            ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเกิดอะไรขึ้น อยู่ในนี้จับสัมผัสสิ่งที่อยู่ด้านนอกไม่ได้เลย” หญิงสาวผู้ห่มสไบเขียวกล่าวพลางมองหน้าฉันด้วยสีหน้าที่แสดงถึงความวิตกขึ้นมาเล็กน้อย “แต่ไม่ต้องห่วงหรอก ความสูงในการบินของรถม้าคันนี้ต่ำกว่าความสูงที่พวกเราบินหลบพวกยักษ์นั้นเยอะเยอะ ตกลงไปก็ไม่เป็นไรมากหรอก

            คุณนีน่ะไม่เป็นไร แล้วฉันล่ะคะ?” ฉันถามเมื่อเห็นว่าคนธรรพ์สาวตอบเหมือนไม่รับผิดชอบชีวิตเพื่อนอย่างฉันเลยสักนิด

            แต่ยังไม่ทันที่คุณนีจะตอบคำถามของฉัน รถม้าที่พวกเรากำลังนั่งก็หยุดการร่วงหล่นไปเสียดื้อๆ ราวกับมีมือยักษ์ที่มองไม่เห็นมองจับเอาไว้ และการหยุดกะทันหันนั้นมันก็ทำให้ฉันหน้าคะมำจนเกือบกระแทกผนัง ถ้าหากว่าคุณนีไม่มาคว้าตัวฉันเอาไว้ก่อน

            มันชักจะมีอะไรแปลก ๆ แล้วสิ” คุณนีบ่นพึมพำขึ้นมา

            อะไรแปลกหรือคะ?”

            ถึงแม้ว่ารถคันนี้จะมีพวกเราโดยสารอยู่ก็จริง แต่มันเป็นราชรถนะ จะมีใครกล้ามาชนรถของกษัตริย์เมืองนี้กัน?” คุณนีกล่าวพลางทำหน้าครุ่นคิด ขณะที่มือสองข้างของเธอนั้นเริ่มอยู่ในลักษณะเตรียมพร้อมจะร่ายคาถาเผื่อว่า เกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน ก่อนที่จะหันออกไปมองสถานการณ์ข้างนอกผ่านกระจกหน้าต่าง

            เมื่อเห็นเธอทำเช่นนั้น ฉันจึงมองผ่านกระจกหน้าต่างออกไปดูเหตุการณ์ข้างนอกบ้าง แล้วฉันก็ต้องตกตะลึงเมื่อพบว่าห้องที่พวกเรากำลังโดยสารอยู่นั้น มันไม่ได้อยู่ในตัวรถม้าอีกต่อไปแล้ว เพราะดูเหมือนว่ามันจะกระเด็นออกมาจากตัวรถม้า จนมาติดอยู่บนกิ่งงิ้วยักษ์ที่ใหญ่พอกับถนน

            แล้วประตูรถม้าที่พวกเรากำลังนั่งอยู่นั้นเปิดออกมาด้วยฝีมือของใครคนหนึ่ง ซึ่งใส่ชุดคลุมสีขาวที่คลุมตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ซึ่งทำให้ฉันไม่รู้ว่าเขาเป็นหญิงหรือชายกันแน่

            จากนั้นแสงจ้าจนแสบตาก็ส่องมาจากด้านหลังจนต้องหลับตาหนีแสงนั่น และเมื่อลืมตาขึ้นมาอีกที เจ้าคนนั้นก็กระเด็นไปกระแทกกับต้นงิ้วยักษ์ที่พวกเราอยู่บนกิ่งเอาเสียแล้ว!

            หลบอยู่ด้านหลังฉันเร็ว สาวน้อย!” คุณนีออกคำสั่ง และฉันก็รีบปฏิบัติตามแทบจะทันที แต่ว่าสายไปเสียแล้ว เพราะฉันรู้สึกได้ว่าต้นคอของตนเองถูกมืออันแข็งแกร่งรวบเอาไว้และกระชากออกไปนอกตัวรถ

            ทว่าอรัญญาณีก็ไม่ได้แสดงสีหน้าวิตกกังวลให้ฉันและผู้ที่เป็นศัตรูเห็นเลยแม้แต่น้อย เธอหมุนนิ้วชี้ไปมาสักพักแล้วชี้ไปยังเจ้าคนที่จับฉันอยู่ ลูกธนูดอกหนึ่งพุ่งออกมาใส่มือของมันจนต้องคลายมือออกไป  ก่อนที่จะเธอจะคว้าข้อมือของฉันแล้วดึงกลับเข้าไปในห้อง

            แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ฉันกลับเข้าไปอย่างที่เธอตั้งใจไว้ เมื่อคนในชุดคลุมขาวอีกคนหนึ่งกระโดดลงมาจากหลังคารถ แล้วดึงข้อมืออีกข้างหนึ่งจนฉันต้องกระเด็นออกไปนอกห้อง และเรี่ยวแรงของเจ้าของมือนั้นก็มหาศาลใช่เล่น เพราะนอกจากมันจะดึงฉันออกมาจนสำเร็จแล้ว มันก็ยังดึงอรัญญาณีที่คว้าข้อมือฉันให้ตามออกมาอีกด้วย!

           ในวินาทีที่ฉันกับคนธรรพ์สาวลอยออกมาจากห้องแล้ว มันก็ปล่อยมือของฉันก่อนที่จะใช้มือสองข้าง จับที่คอของพวกเราสองคนให้ลอยกลางอากาศก่อนพวกเราจะตกถึงพื้น ซึ่งก็นับว่าโชคดีอยู่เหมือนกันที่ถูกมันจับเอาไว้ เพราะที่พื้นของกิ่งงิ้วนั้นมันมีหนามเต็มไปหมด จนถ้าฉันหรือคุณนีที่ไม่ได้ใส่รองเท้าลงไปเหยียบล่ะก็ รับรองได้ว่าต้องเหวอะหวะแน่นอน

            ขออภัยด้วยขอรับ พระสหาย” เสียงของคนที่จับพวกฉันอยู่กล่าวขึ้นมา ก่อนจะหันไปหาเพื่อนในชุดคลุมสีเดียวกันที่เพิ่งกระโดดจากหลังคาลงมาบนพื้นของกิ่งงิ้วยักษ์ ด้วยท่าทีเหมือนว่าหนาวงิ้วนั้นทำอันตรายใด ๆ เท้าของพวกเขาไม่ได้เลย

            เอาล่ะ เปลี่ยนชุดให้พระสหายกับเพื่อน แล้วพาไปที่รังของพวกเรากันก่อนเถอะ เสียเวลานานมากกว่านี้มีหวังพวกทหารคนอื่นมาเห็นเข้าพอดี จัดการกับทหารจำนวนมากไม่ง่ายเหมือนรุมจัดการเจ้าสารถีนะ” เสียงเล็ก ๆ ของร่างจ้อยที่กระโดดลงมาบอกคนที่คว้าคอฉันอยู่ ทำให้ผู้ที่เจ้าของเสียงนั้นพูดด้วยต้องพยักหน้ารับคำ ก่อนที่จะวางฉันและอรัญญาณีกลับเข้าไปในห้อง แล้วโยนชุดคลุมสีขาวแบบที่พวกเขาสวมอยู่ให้กับพวกเราคนละชุด

            สวมชุดพวกนี้เสียเถอะ พระสหาย” ร่างจ้อยเมื่อครู่นี้ออกคำสั่ง ก่อนที่จะหันไปหาเพื่อนในชุดแบบเดียวกันนับสิบที่กำลังรายล้อมพวกเราอยู่แล้วส่งสัญญาณอะไรบางอย่าง

            ถ้าข้าไม่ทำตามที่เจ้าต้องการขึ้นมา เจ้าจะทำอะไรเราล่ะ?” อรัญญาณีกล่าวพลางมองไปยังร่างเล็กด้วยแววตาอันเด็ดเดี่ยว “ข้ารู้นะ ว่าพวกเจ้าคือกองโจรชุดขาวที่ทางดินแดนนี้ต้องการตัวอยู่ และข้าก็รู้ด้วยว่าพวกเจ้าต้องการจับเราเป็นตัวประกันเพื่อต่อรองกับองค์กษัตริย์ให้ทำตามสิ่งที่พวกเจ้าต้องการ แต่ข้าขอบอกไว้ก่อนนะ ว่าท่านลุงไม่มีทางทำตามที่เจ้าต้องการแน่ ๆ

            วิชาของพระสหายนี่ยุ่งยากสำหรับพวกเราจริง ๆ ด้วยสินะ” ร่างเล็กในชุดขาวกล่าวขึ้นก่อนที่จะพุ่งเข้าไปซัดกำปั้นเข้าใส่ท้องของอรัญญาณี ด้วยความไวชนิดที่ว่าคนธรรพ์สาวไม่ทันได้ร่ายคาถาใดตอบโต้เลย! และเจ้าจ้อยนั่นก็ไม่หยุดการโจมตีเพียงแค่นั้น มันสะบัดมือสับเข้าที่ต้นคอของคุณนีด้วยความไวจนเธอสลบลงไปกับพื้นรถ ซึ่งนั่นเป็นครั้งแรกที่ฉันเห็นว่าคนธรรพ์สาวพลาดท่าจนหมดสติ!

            แต่น่าเสียดายนะ ที่วิชาสำหรับต่อสู้ของท่านน่ะ มันช้าเกินไป” เจ้าคนที่ต่อยอรัญญาณีพูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเฉยชา ก่อนจะมองมาที่ฉัน “ท่านคงตกใจมากสินะ แต่ไม่ต้องห่วงไปหรอก เพื่อนของท่านก็แค่สลบไปเท่านั้นล่ะ และเราก็คงต้องทำให้ท่านเป็นแบบนางด้วยสิ เพราะวิชาอ่านใจของพวกท่านมันยุ่งยากเกินไปสำหรับเรา

            เอ่อ... ฉันใช้วิชานั้นไม่ได้หรอกนะ ฉันไม่ใช่คนธรรพ์แบบคุณนีซะหน่อย!” ฉันรีบแก้ตัว แต่แล้วก็ต้องชะงัก เพราะนึกขึ้นมาได้ว่าถ้าไม่ใช่คนธรรพ์ แล้วฉันจะบอกว่าตัวเองเป็นอะไรล่ะ?

            ไม่ใช่คนธรรพ์งั้นรึ?” ร่างเล็กนั้นกล่าวขึ้นมาอย่างครุ่นคิด

            นางไม่ใช่คนธรรพ์จริง ๆ นั่นแหละ กลิ่นตัวของนางเหมือนกับดินมากกว่า บางทีนางอาจจะเป็นเผ่าพันธุ์ที่พวกเราไม่รู้จักมาก่อนก็ได้” เจ้าคนที่เคยจับคอฉันบอกพรรคพวก

            เผ่าพันธุ์ตกสำรวจงั้นรึ หึ ๆ” ร่างจ้อยหัวเราะขึ้นมา ก่อนที่จะมองหน้าฉันด้วยดวงตาที่อยู่ใต้ผ้าคลุม “น่าสนใจดีเหมือนกันนะ แต่ว่า...

            ยิ่งไม่รู้ว่าทำอะไรได้บ้างแบบนี้ สลบไปน่ะดีแล้ว” ร่างจ้อยกล่าวพลางซัดหมัดเข้าที่ช่องท้องของฉันอย่างรวดเร็ว ทำให้ฉันจุกจนหายใจแทบไม่ออก สติสัมปชัญญะเริ่มพร่าเลือน ฉันเสียการทรงตัวจนแทบจะยืนไม่อยู่ สองขาเดินซวนเซเข้าไปหาเจ้าคนที่ทำร้ายพวกฉัน จนมือไปโดนหมวกคลุมของมันโดยบังเอิญ

            นั่นก็ทำให้มันไม่พอใจอย่างยิ่งและซัดเข้ามาใส่ท้องของฉันอีกหนึ่งทีหนึ่ง เพื่อจะซ้ำให้สลบ ร่างกายของฉันก็ไม่อาจจะทนทานต่อแรงกระแทกของพวกเหนือมนุษย์นี่ได้อีกต่อไป สติของฉันจึงค่อย ๆ ดับวูบลง  

            แต่ก่อนที่มันจะดับวูบไปอย่างสมบูรณ์นั้น สายตาที่พร่าเลือนของฉันก็เห็นภาพหนึ่งที่ทำเอาฉันตกใจไม่ใช่น้อยเลยทีเดียว เพราะเจ้าของหมัดที่ซัดใส่ฉันและคนธรรพ์สาวนั้น มีดวงตาสีฟ้าที่มีขนตางอนบนใบหน้ากลมสีขาวนวล และมีผมสีส้มยาวประบ่าที่ปลิวไสวไปกับสายลมเบา ๆ

เจ้าคนหมัดหนักนี่ ความจริงเป็นสาวน้อยน่ารักงั้นเหรอ?!

.

            เมื่อสติสัมปชัญญะกลับมาอีกครั้ง ฉันก็รู้สึกได้ว่าตัวเองกำลังนั่งพิงผนังของที่ไหนสักที่ โดยมีอะไรบางอย่างที่ผูกมัดมือให้ไพล่หลังไว้ และก็มัดขาให้ติดกันไว้แน่นจนขยับไม่ได้ ฉันพยายามลืมตามองดูสภาพแวดล้อมโดยรอบแต่ก็ไร้ผล เพราะดูเหมือนว่าจะมีผ้าผูกปิดตาเอาไว้ หนำซ้ำยังมีผ้าอีกผืนมัดปากเอาไว้ไม่ให้ส่งเสียงอะไรอีกต่างหาก!

            แต่ก็ยังดีที่พวกมันยังไม่หาอะไรมาอุดหูเอาไว้ด้วย ฉันจึงสามารถได้ยินเสียงรอบตัวได้อยู่บ้าง อาจเป็นเพราะมันเปิดโอกาสให้ฉันฟังที่มันสนทนากัน ไม่เช่นนั้นก็คงเป็นเพราะความประมาทที่ไม่ยอมอุดหูของฉันเอาไว้ แต่ไม่ว่าจะเป็นเพราะอะไรก็ตาม มันก็ทำให้ฉันได้ยินสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัวอยู่บ้างล่ะ

            “ได้สติแล้วสินะ ขวัญนภา” เสียงที่ฉันจำได้ว่าเป็นของอรัญญาณีดังขึ้นมา ทำเอาฉันรู้สึกโล่งใจขึ้นไปอีกระดับ เพราะรู้ว่าคุณนียังอยู่ใกล้ ๆ และฟื้นจากการสลบแล้ว

            “ฉันไม่ได้สลบไปตั้งแต่แรกแล้ว แค่แกล้งทำเป็นสลบเพื่อที่พวกนั้นจะไม่ได้ระแวงว่าฉันจะไปรับรู้ถึงความรู้สึกนึกคิดของพวกเขาน่ะ“ เสียงของอรัญญาณีกล่าวขึ้น ก่อนที่ฉันจะรู้สึกว่าสิ่งที่พันธนาการมือและเท้าของตัวเองจะถูกคลายออก และผ้าผูกตากับปากก็ถูกแก้ออกตามภายในไม่กี่วินาที

            ฉันรีบมองบรรยากาศรอบ ๆ และพบว่าตัวเองอยู่ภายในโพรงหรือถ้ำขนาดใหญ่ไม่แพ้ห้องโถงในต้นไม้ของอรัญญาณี ภายในห้องโถงมีแม่คนธรรพ์สาวยืนอยู่เบื้องหน้า เศษเชือกและผ้าวางกองอยู่ข้าง ๆ และมีร่างในชุดคลุมขาวร่างหนึ่งนอนแน่นิ่งอยู่

            “หัวหน้าของพวกชุดขาวให้เจ้านี่เฝ้าพวกเราไว้น่ะ แต่ฉันจัดการเขาไปเรียบร้อย และดูข้อมูลในความทรงจำของเขาไปแล้ว ถึงมาปลุกเธอให้ตื่นขึ้นน่ะ” อรัญญาณีอธิบายหลังจากเห็นฉันนอนมองร่างในชุดคลุมขาวอย่างสงสัย

            “ฝีมือของคุณนีก็เก่งไม่เบาเลยนี่คะ ว่าแต่พวกกองโจรมีแผนการอะไรกันบ้างเหรอคะ?” ฉันถามแม่คนธรรพ์สาว ก่อนที่จะลุกขึ้นยืนแล้วยืดเส้นยืดสาย หลังจากที่ต้องถูกจับมัดในท่านั่งมานาน

            “เท่าที่อ่านความทรงจำของคนที่สลบไป ตอนนี้พวกชุดขาวต้องการจะจับตัวฉันไว้เพื่อต่อรองกับกษัตริย์แห่งฉิมพลีนครด้วยเรื่องที่ตัวเขาเองก็ยังไม่รู้เหมือนกัน ตัวเขาเองน่าจะเป็นพวกลูกน้องที่ไม่รู้แผนการโดยละเอียดน่ะ”

            “แบบนั้นพวกกองโจรชุดขาวนี่ก็ต้องมีแผนการร้ายแน่ ๆ สินะคะ งั้นคุณนีก็รีบจัดการพวกมันก่อนเถอะค่ะ ก่อนที่พวกมันจะทำความเดือดร้อนให้คนอื่นมากกว่านี้” ฉันเสนอความเห็น เพราะเท่าที่ฟังดูแล้วพวกที่จับตัวพวกฉันมาไม่น่าจะใช่คนดีแน่ ๆ

            “ฉันจัดการกับพวกกองโจรชุดขาวไม่ได้...” คนธรรพ์กล่าวสาวด้วยสีหน้าเหมือนลำบากใจเสียเต็มประดา

            “ทำไมกันล่ะคะ?”

            “ข้อแรก ฉันไม่แข็งแกร่งพอจะรับมือกับผู้หญิงที่เป็นหัวหน้าโจร คนที่ต่อยเธอจนสลบจนสลบนั่น ผู้หญิงคนนั้นแข็งแกร่งมาก” อรัญญาณีอธิบาย ทำเอาฉันต้องนึกถึงความรู้สึกที่แม่สาวผมส้มกระแทกหมัดเข้ามาที่ท้องฉัน แล้วอดเสียววูบขึ้นมาไม่ได้

“ข้อที่สอง ฉันสัมผัสได้ว่ากองโจรชุดขาวจำนวนไม่น้อยมีความแค้นต่อกษัตริย์ของที่นี่ก็จริง ทว่าภายในจิตใจของแม่หัวหน้าโจร กับลูกน้องของเธอบางคน กลับไม่ได้ทำสิ่งต่าง ๆ ลงไปด้วยความรู้สึกเกลียดแค้นชิงชังกษัตริย์ของที่นี่ หรืออยากทำลายอาณาจักรนี้เลยสักนิด แต่เป็นความรู้สึกที่ตรงข้ามด้วยซ้ำ”

            “แล้วคุณนีอ่านความคิดของเธอได้ไหมคะ ว่าเธอคิดจะทำอะไรกันแน่? แบบที่อาจความคิดของฉันไงคะ!” ฉันถามหญิงสาวผู้ห่มสไบเขียว แต่เธอกลับส่ายหน้าปฏิเสธ

            “หากไม่ได้สัมผัสร่างกาย ฉันอ่านความคิดความอ่านทั้งหมดของคนอื่นไม่ได้หรอกนะ สิ่งที่ฉันทำก็เพียงแค่ฟังท่วงทำนองที่อยู่ในใจของคนคนนั้น จนรับรู้ถึงการกระทำและคำพูดที่คนคนนั้นกำลังจะแสดงออกมาเท่านั้นเอง แต่ความคิดที่อยู่ภายในใจลึก ๆ ที่ตั้งใจปกปิดจะไม่แสดงออกน่ะ ถ้าไม่สัมผัสตัวและตั้งสมาธิระดับหนึ่งแล้ว ฉันก็ทำไม่ได้หรอก” สาวงามผู้ทัดดอกไม้สีม่วงอธิบายถึงขีดความสามารถของตัวเธอเอง ก่อนจะหันไปทางหน้าปากโพรง

“ดังนั้นสิ่งที่เราควรจะทำตอนนี้คือหนีไปจากที่นี่ให้ได้ และไม่ยอมเป็นตัวประกันเพื่อต่อรองอะไรทั้งสิ้น เธอพร้อมจะหนีแล้วใช่ไหม?”

            “ค่ะ ร่างกายฉันน่าจะพร้อมแล้ว เรารีบไปกันเถอะค่ะ” ฉันพูดขึ้น ก่อนที่แม่คนธรรพ์สาวจะเดินนำฉันไปหน้าปากโพรง แต่แล้วพวกเราก็ต้องชะงัก เมื่อพบว่าภายนอกโพรงไม้นี่เป็นกิ่งของต้นงิ้วยักษ์ที่มีหนามแหลมในดงงิ้ว และหากพวกเราไปเหยียบเข้าก็คงต้องบาดเจ็บแน่ ๆ!

            “แบบนี้แล้วพวกเราจะออกไปกันยังไงกันคะเนี่ย?”

            “นี่มันปราการธรรมชาติสำหรับจับตัวประกันมาขังชัด ๆ ถ้าไม่ใช่พวกที่บินได้ หรือร่างกายทนทานจนหนามงิ้วทำอะไรไม่ได้แบบพวกนั้นแล้วล่ะก็ ไม่มีทางที่จะหนีไปจากที่นี่ได้เลยสินะ” อรัญญาณีบ่นขึ้นมาเมื่อเห็นสภาพหน้าปากโพรง ก่อนที่เธอจะพึมพำอะไรบางอย่างเหมือนกับกำลังใช้ความคิด

                “แต่คุณนีมีวิชาทำให้ลอยได้ไม่ใช่เหรอคะ แบบที่พาฉันขึ้นไปบนหลังนกนั่น” ฉันบอกอรัญญาณี เผื่อว่าเธอจะลืมอะไรไป

                “ฉันทำแบบนั้นได้ก็จริง แต่ก็เป็นระยะเวลาสั้น ๆ และถ้าถูกรบกวนเข้าระหว่างทางก็ร่วงลงไปได้เหมือนกัน ถ้าตกกลางดงงิ้วคงแย่แน่” อรัญญาณีพยายามอธิบาย แต่ไม่ทันจะทำอะไรต่อ สายลมรุนแรงก็พักมาจากหน้าปากโพรง ทำเอาฉันแทบจะล้มหงายไปตามแรงลม ก่อนที่ร่างในชุดคลุมขาวหลายร่างจะทิ้งตัวลงมาเหยียบกิ่งงิ้วหน้าปากโพรงนั้น มีสองร่างที่หามแคร่หามที่ทำจากไม้ไผ่มาด้วย

            “ได้สติกันแล้วงั้นรึ? พวกท่านนี่ฟื้นตัวไวกว่าที่ข้าคิดไว้นะ” เสียงเล็ก ๆ ดังขึ้นมาจากร่างเล็กที่สุด ซึ่งฉันจำได้ดีว่าเป็นเจ้าของเสียงที่ซัดฉันจนสลบไป “คิดจะหนีไปจากพวกเราอย่างนั้นรึ? ไม่ต้องรีบร้อนนักหรอก เพราะก็กำลังจะเอาพวกท่านไปส่งที่วังอยู่พอดี”

            “พวกเราไปกันเองได้น่า ไม่ต้องให้ใครไปส่ง...” ฉันโพล่งออกไปเพราะคิดว่าอรัญญาณีน่าจะคิดแบบเดียวกัน แต่ก็มือของคนธรรพ์สาวที่ยุดข้อมือของฉันนั้นก็ทำให้รู้ว่าตัวเองคิดผิดไปถนัด ฉันจึงรีบเอามือมาปิดปากตัวเองก่อนจะได้พูดจบ

            “ข้าขอขอบใจพวกเจ้ามากที่จะพาพวกเราไปส่งที่วัง แต่ตัวประกันอย่างพวกเราอยากทราบว่าพวกเจ้าต้องการอะไรจากกษัตริย์แห่งฉิมพลีนครกันแน่ เพราะมันซับซ้อนเกินกว่าข้าจะอ่านความคิดออก ข้าไม่สบายใจเลยหากต้องถูกใช้เป็นเครื่องต่อรองโดยไม่รู้ว่าเป็นการต่อรองเรื่องใด” อรัญญาณีพยายามถามถึงวัตถุประสงค์ของพวกเขาอย่างอ้อม ๆ

            “ไว้ถูกแลกเปลี่ยนกลับไปแล้วท่านจะรู้เรื่องทั้งหมดเอง ข้าขี้เกียจอธิบาย” ร่างจ้อยกล่าวขึ้นพลางหันไปออกคำสั่งกับคนถือแคร่หามสองคนที่เดินเข้ามาในโพรง “นำตัวพระสหายขึ้นแคร่หาม ไปจุดที่มีการไต่สวนพิเศษ!

            “แล้วถ้าข้าไม่เต็มใจไปล่ะ?” อรัญญาณีพูดขึ้นมาพลางจ้องไปยังร่างจ้อยในชุดคลุมขาว เหมือนกับว่าตัวเองพร้อมจะต่อสู้กับเธอทุกเมื่อ ทว่าไม่กี่วินาทีถัดมาคนธรรพ์สาวก็ยิ้มเจื่อน ๆ แล้วท่าทีพร้อมจะขัดขืนก็หายไปทันที ก่อนที่อรัญญาณีจะเดินไปนั่งบนแคร่หามที่เตรียมไว้อย่างง่ายดาย ซึ่งฉันเองก็ไม่อาจเข้าใจความคิดเธอได้เลยจริง ๆ

            “แล้วเพื่อนข้าล่ะ?” อรัญญาณีเอ่ยถาม พลางมองมาที่ฉัน

            “เราจะเก็บเพื่อนท่านไว้ก่อน แล้วจะนำไปคืนให้ท่านเองเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม นางจะไม่ตายแน่ พวกเรารับรอง” ร่างจ้อยให้คำมั่น แต่เหมือนอรัญญาณีไม่เชื่อใจเท่าไรนัก

            “ข้าเคยได้ยินว่าไม่มีสัจจะในหมู่โจร ดังนั้นคำมั่นของเจ้าคงไม่อาจทำให้ข้าเชื่อได้เท่าไรนัก ข้าคิดว่า...”

            “ถ้าไม่เชื่อก็เรื่องของท่าน ไม่ใช่ธุระของข้าที่จะทำให้ท่านเชื่อ ตอนนี้ท่านไม่มีสิทธิ์อะไรมาต่อรองกับพวกเราทั้งนั้น!” ร่างเล็กในชุดคลุมขาวรีบตัดบท ก่อนจะสั่งกับลูกน้อง “รีบพาพระสหายไปให้พ้นหูพ้นตาข้าเดี๋ยวนี้! ก่อนที่ข้าจะรำคาญจนสะกดอารมณ์ไม่อยู่!

            สิ้นเสียงสั่งจากหัวหน้าโจรสาวร่างจ้อย คนแบกแคร่หามทั้งสองก็แบกแคร่ที่มีอรัญญาณีอยู่บนนั้นแล้วออกไปนอกโพรงใหญ่ ก่อนที่จะกระโดดลงกิ่งงิ้วยักษ์แล้วหายไปจากสายตาของฉัน ทิ้งให้ในห้องมีเพียงแค่ฉันกับแม่โจรสาว และพวกโจรชุดขาวอีกนับไม่ถ้วน

            ท่านหัวหน้า จะให้พวกเราทำอะไรต่อไปหรือครับ?” หนึ่งในสมาชิกกองโจรกล่าวขึ้นมา

            ทำตามแผนขั้นต่อไปได้เลย” หัวหน้ากองโจรร่างจ้อยบอก “เราต้องทำตามแผนการของพวกเราให้เสร็จก่อนที่พวกมันจะไต่สวนเจ้ามนุษย์นั่นเสร็จ โอกาสแบบนี้ไม่ได้มีบ่อยเท่าไรนัก ถ้าพลาดโอกาสนี้ก็ไม่รู้ว่าจะต้องรอไปอีกกี่สิบปี รีบไปซะ!

            หลังจากที่เสียงเล็ก ๆ นั่นสั่งจบ กลุ่มโจรคนอื่นก็พากันออกไปจากโพรงไม้ไป ตอนนี้ในโพรงก็มีเพียงแค่ฉันกับแม่หัวหน้ากองโจรอยู่เพียงลำพังสองคนเท่านั้น แล้วแม่โจรสาวในชุดคลุมสีขาวก็ทำลายความเงียบขึ้นมาด้วยคำถาม

            เจ้าเป็นเผ่าพันธุ์อะไรกันแน่? เพราะเท่าที่ตรวจสอบในหนังสือดู เจ้าไม่เข้าข่ายว่าจะเผ่าพันธุ์ไหนเลยด้วยซ้ำ ลักษณะของเจ้ามันคล้ายกับเอาหลายเผ่าพันธุ์มาผสมกันจนมั่วไปหมด

            ถ้าไม่บอกจะได้ไหมคะ?” ฉันถามขึ้นมาเพราะไม่รู้ว่าตัวเองจะโกหกว่าเป็นตัวอะไรดีเหมือนกัน และก็ไม่อยากจะบอกว่าความจริงแล้วฉันเป็นมนุษย์ด้วย

            ถ้าไม่บอก ข้าจะไปรู้ไหมว่าอาหารของเจ้าคืออะไร แล้วเจ้าต้องการอยู่ในที่แบบไหน” เสียงเล็ก ๆ นั้นกล่าวขึ้นมา “ถ้าเจ้าไม่บอก ก็เชิญอดตายไปก็แล้วกัน

บอกก็ได้ค่ะ” ฉันโพล่งออกไปเพราะเห็นว่าตัวเองจะแย่แน่ ๆ ถ้าเกิดไม่ยอมบอก “ความจริงแล้วฉันก็ไม่รู้เหมือนกันแหละค่ะ ว่าตัวเองเป็นเผ่าพันธุ์อะไรกันแน่

            ฉันไม่รู้ว่าคำโกหกของตัวเองมันจะแนบเนียนพอที่จะทำให้คนที่อยู่เบื้องหน้าเชื่อหรือไม่ แต่ก็ทำให้มันนิ่งไประยะหนึ่ง และการนิ่งนั้นมันก็นานพอที่จะทำให้ฉันคิดเรื่องมาโกหกต่อไปได้ ทั้งที่ความจริงแล้วฉันไม่ชอบการโกหกเอาเสียเลย!

            คือ... คุณนีเก็บฉันมาเลี้ยงตั้งแต่ยังเล็กน่ะค่ะ จำความมาได้ก็เห็นคุณนีแล้ว ตอนแรกฉันก็คิดว่าตัวเองเป็นเผ่าพันธุ์เดียวกับคุณนี แต่คุณนีบอกว่าไม่ใช่ และที่คุณนีพาฉันมาที่นี่ก็เพื่อจะค้นหาว่าความจริงแล้วฉันเป็นเผ่าอะไรกันแน่น่ะค่ะ!” ฉันปั้นเรื่องโกหกออกไปเป็นชุดเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ถามอะไรต่อสักที ทั้งที่ร่างกายก็สั่นด้วยความตื่นเต้นไปหมดว่าอีกฝ่ายจะจับโกหกได้หรือไม่

            โดนเลี้ยงมาโดยคนธรรพ์งั้นรึถ้าแบบนั้นก็ต้องมีความเป็นอยู่คล้ายกับพวกนั้นสินะ” เสียงเล็ก ๆ กล่าว ก่อนจะดีดนิ้วขึ้นครั้งหนึ่ง แล้วถาดที่ใส่ข้าวปั้นแบบเดียวกับที่คุณนีเตรียมให้ฉันในโพรงของเธอ

            งั้นก็กินนี่เข้าไปแล้วกัน เจ้าน่าจะกินได้นะ” เสียงของหัวหน้าโจรกล่าวขึ้นมาอย่างอ่อนโยนกว่าทุกที ก่อนที่จะส่งถาดข้าวปั้นมาให้ ฉันจึงตัดสินรับข้าวปั้นเข้าไปแล้วเคี้ยวตุ้ย ๆ

            ขอบคุณมากค่ะ” ฉันกล่าวขึ้นมาเมื่อกินข้าวปั้นนั้นจนหมด “คุณนี่นอกจากจะหน้าตาน่ารัก ยังอ่อนโยนจัง ไม่อยากเชื่อเลยว่าจะมาเป็นโจร น่าจะเป็น...

            อย่าพล่ามมาก รำคาญ!” เธอขัดก่อนที่ฉันจะพูดจบ แล้วดีดนิ้วอีกครั้ง คราวนี้ผ้าหลายชิ้นปรากฏขึ้นมาในมือของเธอ ก่อนที่เธอจะเอามันมาผูกปากของฉัน เพื่อไม่ให้พูดอะไรออกมาได้อีก ซ้ำยังนำผ้ามาปิดตาไม่ให้ฉันมองเห็น แล้วผลักฉันล้มลงกับพื้นก่อนจะมัดมือเท้าไว้ไม่ให้ขยับได้

อยู่แบบนี้ต่อไปอีกสักพักก็แล้วกันเธอกล่าวขึ้นมา แล้วฉันก็ได้ยินเสียงฝีเท้าของเธอเดินจากไปจากที่ที่ฉันนั่งอยู่

จะว่าไปแล้วเมื่อครู่นี้ ฉันก็รู้สึกได้ถึงความอ่อนโยนของเธอจริง ๆ และถ้าจะว่ากันตรง ๆ ล่ะก็ หน้าตาผิวพรรณอย่างเธอน่าจะเป็นพวกคุณหนูหรือเจ้าหญิงมากกว่าที่จะมาเป็นลูกพี่ของพวกโจรแบบนี้ด้วยซ้ำ… ฉันอดคิดไม่ได้เลยว่าทำไมเธอจึงต้องมาเป็นโจรอยู่แบบนี้ เธอมีความเป็นมาอย่างไรกันแน่นะ...

แต่ไม่นานเท่าไรนัก เสียงฝีเท้าของใครบางคนก็ดังขึ้นมาทำลายห้วงความคิดของฉัน ก่อนเจ้าของเสียงจะกล่าวขึ้นมาอย่างตื่นตระหนก

            ท่านหัวหน้าครับ ก... เกิดเรื่องใหญ่แล้วครับ!” เสียงของผู้ที่เพิ่งเข้ามาใหม่กล่าวอย่างสั่นเครือ บ่งบอกถึงความตื่นเต้นที่แฝงไปด้วยความหวาดกลัวของเจ้าของเสียง

            มีอะไร?”

            ส... สายของเราเพิ่งส่งข่าวมา ม... เมื่อครู่นี้เองครับ” ผู้มาใหม่หยุดพูดพลางสูดลมหายใจเข้าลึกๆเพื่อรวบรวมความกล้า ก่อนจะพูดออกมาต่อ “เจ้าชายใหญ่อยู่ที่วังหลวง ขอให้พวกเราถอนกำลังกลับด่วนครับ

            ว่าไงนะ!?” เสียงเล็ก ๆ ดังขึ้นมาอย่างตระหนกตกใจไม่แพ้กับผู้รายงาน “บ้าเอ๊ยถ้าเจ้านั่นอยู่ล่ะก็ แผนของพวกเราล้มเหลวแน่ ๆให้พลนำสารรีบไปบอกกลุ่มหนึ่งให้เปลี่ยนเป้าหมายจากบุกยึดวังหลวง เป็นโจมตีแบบโฉบฉวยเหมือนทุกทีแทน ส่วนกลุ่มสองก็ให้นำตัวนางคนธรรพ์กลับมาที่โถงกลางเดี๋ยวนี้ส่วนกลุ่มสามที่กำลังเตรียมตัวจะออกไปกับข้า ให้ยกเลิกภารกิจและไปรวมตัวกันที่โถงกลาง!

            ครับ!” เสียงผู้มาใหม่รับคำสั่ง ก่อนจะตามด้วยเสียงวิ่งออกไปจากห้อง ทิ้งให้ผู้เป็นหัวหน้าอยู่เพียงลำพังในห้องกับเสียงถอนหายใจที่เต็มไปด้วยความเครียด

            ฉันไม่เข้าใจหรอกนะว่าแค่คนคนเดียวทำให้เป้าหมายการบุกโจมตีของพวกมันต้องเปลี่ยนแปลงไปถึงเพียงนี้หรือแต่นั่นมันก็ทำให้ฉันรู้จากบทสนทนาที่พวกมันคุยกันได้แล้วว่า แผนของพวกมันกำลังจะล้มเหลว ซึ่งนั่นมันก็ทำให้ฉันต้องกังวลมากเป็นเท่าตัว เพราะไม่รู้เลยว่ามันจะทำอะไรกับฉันเมื่อแผนของมันผิดพลาด

            ดูหงุดหงิดมากเลยนะ นายหญิง... ไม่สิ ท่านหัวหน้า” เสียงหนึ่งที่ฉันคุ้นเคยดังขึ้นมา ถ้าจำไม่ผิดเจ้าของเสียงนี้คือคนที่รวบคอฉันเอาไว้ก่อนจะถูกแม่สาวหมัดหนักนั่นต่อยเอานี่นา

            ท่านรองเข้ามาที่นี่ตั้งแต่เมื่อไร?” เสียงของผู้ที่ถูกเรียกว่าหัวหน้าถามขึ้นมา จะว่าไปแล้วฉันก็ไม่ได้ยินเสียงฝีเท้าตอนเดินเข้ามาของเจ้าคนนี้เลยนี่นา

            เมื่อครู่นี้เองล่ะครับ” คนที่ถูกเรียกว่าท่านรองกล่าวด้วยเสียงเรียบเฉย “ว่าแต่การที่เจ้านั่นกลับมา ทำให้ท่านถึงกับเปลี่ยนแผนที่พวกเราวางกันมานับปีเลยหรือครับแบบนี้พวกเราก็ต้องเสียเวลาคิดแผนใหม่ และรอโอกาสขึ้นมาอีกหลายปีเลยนะครับ

            เสียเวลาดีกว่าต้องเสียพี่น้องร่วมอุดมการณ์ของพวกเรา!” เสียงเล็ก ๆ กล่าวขึ้นอย่างหนักแน่นผิดกับลักษณะเสียง “เดิมทีข้าจะให้พวกกลุ่มหนึ่งยึดวังหลวง เพราะเห็นว่าพวกระดับใหญ่ของเมือง รวมถึงทหารส่วนใหญ่ ไปอยู่ที่ศาลไต่สวนพิเศษเกือบหมด ถ้าแค่รบกับพวกรักษาเมืองที่มีน้อยนิด ก็คงจะตีเอาวังได้ไม่ยาก

            แต่เมื่อเจ้านั่นกลับมา... เจ้าเจ้าชายใหญ่ที่ถูกขนานนามว่าผู้แข็งแกร่งที่สุดของเผ่าพันธุ์เราในยุคนี้ ที่ว่ากันว่าฝีมือเป็นรองแค่ท่านกษัตริย์รุ่นแรกที่รบเสมอกับพระเป็นเจ้า กับรุ่นสองและรุ่นสามที่กล้าท้าทายเทพแห่งดวงตะวันเท่านั้นเท่านั้น แล้วถ้าพวกเราบุกไปที่วังหลวงที่เจ้าหมอนั่นอยู่ในตอนนี้ล่ะก็ ถึงจะมีโอกาสล้มเจ้านั่นและยึดวังได้ แต่พี่น้องของพวกเราต้องบาดเจ็บล้มตายกันเป็นร้อยแน่ ๆ และข้าก็ไม่อยากจะเสียใครไปอีกแล้วด้วย

            ท่านหัวหน้ายังฝังใจกับเรื่องเมื่อหลายพันปีก่อนนั่นอยู่งั้นสินะครับ ที่บรรพชนของท่าน..

            หยุดพูดได้แล้ว!!” เสียงเล็ก ๆ ตวาดขึ้นมา “เจ้าออกไปที่โถงกลางก่อนเถอะ อีกสักพักข้าจะตามออกไปเอง พวกเราต้องวางแผนกันใหม่ทั้งหมด

            ท่านหัวหน้า! ท่านรองครับแย่แล้วครับ!” เสียงหนึ่งดังขึ้น ก่อนเสียงฝีเท้าของเจ้าของเสียงจะเคลื่อนที่เข้ามา “พลนำสารจากกลุ่มสอง รายงานว่าเจ้าชายใหญ่ชิงตัวพระสหายกลับไปได้แล้วล่ะครับ!

            เป็นไปไม่ได้น่า!” เสียงของรองหัวหน้าและหัวหน้าดังขึ้นมาพร้อมกัน ก่อนที่เสียงของหัวหน้าจะกล่าวขึ้นมา

            กลุ่มสองที่จับตัวพระสหายไว้ ไม่ได้ไปทางวังหลวง แต่ไปทางที่ศาลไต่สวนพิเศษนี่ สายของเรารายงานมาว่าเจ้าหมอนั่นมันอยู่ที่วังหลวง แล้วมันมาชิงตัวนางคนธรรพ์กลับไปได้ด้วยวิธีไหนกัน! เท่าที่รู้มาความเร็วของมันไม่น่าจะเหนือไปกว่าพวกที่ฝึกมาอย่างดีแบบพวกเรามากขนาดนี้นี่นา! หรือมันจะเก่งขึ้นมากว่าแต่ก่อน? พวกเรากับมันต่างชั้นกันขนาดนี้เชียวรึ?!

            ไม่ทราบครับ” ผู้มารายงานกล่าวด้วยน้ำเสียงสิ้นหวัง

            แบบนี้ก็หมายความว่ามันไม่ได้อยู่ที่วังหลวงแล้วสินะ ข้าไม่น่ารีบถอนคำสั่งเลย ให้ตายสิ” เสียงเล็ก ๆ กล่าวขึ้นอย่างหนักใจ ก่อนจะกล่าวสั่งขึ้นมา “ข้าขอสั่งประชุมพี่น้องของพวกเราที่โถงใหญ่ ทันทีที่ตะวันตกดินนำข้อความนี้ไปบอกแก่ทุกคน แล้วไปให้พ้นหูพ้นตาข้าเดี๋ยวนี้!

            ท่านรองก็ด้วย!” เสียงเล็ก ๆ กล่าวขึ้นมา ก่อนที่เสียงฝีเท้าของคนทั้งสองจะเดินออกไป ปล่อยให้ผู้เป็นหัวหน้าอยู่ตามลำพัง

            จากที่ฟังมาทั้งหมดนี่ ฉันก็พอจะปะติดปะต่อเรื่องราวได้บ้าง ว่าแผนการของพวกกองโจร ถูกพี่ชายของคทาวุธทำลายจนย่อยยับไปแล้ว ส่วนคุณนีก็รอดพ้นจากอันตรายไปเรียบร้อยแล้ว แบบนี้ก็หมดห่วงกันไปเสียที...  ไม่สิยังเหลือเรื่องที่ต้องห่วงอีกเรื่อง ก็คือเรื่องของตัวฉันเอง!

            ยังไม่ทันที่ฉันจะได้คิดอะไรฟุ้งซ่านไปมากกว่านั้น ก็รู้สึกได้ถึงเสียงฝีเท้าของใครบางคนก้าวเข้ามาใกล้ ก่อนเจ้าของเสียงฝีเท้านั้นจะอุ้มฉันขึ้นไปแบบท่าอุ้มเจ้าสาว และพาเดินออกไปจากที่ซึ่งฉันนั่งอยู่แต่แรกเพื่อไปยังที่ไหนสักแห่ง

            ฉันพยายามรวบรวมเรี่ยวแรงที่มีอยู่ทั้งหมดเพื่อดิ้นรนขัดขืนให้หลุดจากอ้อมอกของเจ้าคนที่กำลังอุ้มฉันอยู่ แต่ว่าเจ้าของแขนนั้นก็เรี่ยวแรงมหาศาลพอตัว เพราะไม่ว่าฉันจะดิ้นรนเท่าไร แขนคู่นั้นก็ไม่มีวี่แววว่าจะอ่อนแรงลงจนปล่อยฉันออกไปได้เลยสักนิด!

            ถ้าโดนผู้หญิงด้วยกันอุ้มแล้วไม่ชอบแบบนี้ ข้าจะให้พวกผู้ชายอุ้มเจ้าแทนเดี๋ยวนี้ล่ะ เจ้าตัวตกสำรวจ เสียงเล็ก ๆ เอ่ยขึ้นมาอย่างรำคาญ และนั่นมันก็ทำให้ฉันรู้ว่าเจ้าของเสียงคือแม่สาวร่างเล็กแต่หมัดหนักคนนั้นนั่นเอง “วางใจได้ ข้าไม่เอาเจ้าไปฆ่าทิ้งหรอกน่า ก็แค่จะเอาเจ้าไปคืนให้กับพรรคพวกของเจ้า ก็เท่านั้น

            เมื่อได้ยินหัวหน้าโจรสาวกล่าวมา ฉันก็หยุดการดิ้นรนขัดขืนไปในทันที เพราะอย่างน้อยก็วางใจได้แล้วล่ะว่า เธอคงไม่เอาฉันไปฆ่าทิ้ง และถ้าหากฉันยังขัดขืนอยู่ต่อไป มีหวังได้ย้ายไปอยู่ในอ้อมแขนพวกผู้ชายแน่ ๆ! และฉันก็ไม่รู้ด้วยว่าพวกโจรชายนั้นจะไว้วางใจได้เท่าเธอหรือเปล่าด้วยสิ

            ตอนนี้พวกเราประชุมตกลงกันได้แล้ว ว่าจะเอาเจ้าไปคืนให้กับนางคนธรรพ์ เพราะถ้าเก็บเจ้าเอาไว้แบบนี้ก็ไม่มีประโยชน์อะไร แถมเพิ่มภาระให้กับพวกเราเอาเปล่า ๆ เจ้าตัวไร้ประโยชน์” เสียงเล็ก ๆ ของหัวหน้าโจรสาวกล่าว ก่อนที่จะวางฉันลงบนพื้นนุ่ม ๆ ที่ให้ความรู้สึกเหมือนเบาะของรถม้า และหลังจากนั้นก็มีเสียงเหมือนกับประตูถูกปิดดังขึ้นมา

            ถือสิ่งนี้ไว้ในมือแน่น ๆ แล้วรอสักพัก เดี๋ยวรถม้าของเราจะพาเจ้าก็จะไปถึงที่นั่นเอง” เสียงของหัวหน้าโจรร่างจ้อยที่ดูไม่เหมือนโจรสักนิดดังขึ้น พลางยัดอะไรบางอย่างที่คล้ายกับม้วนสารเข้ามาในมือฉันที่ถูกมัดไพล่หลังอยู่ และหลังจากนั้นสักพัก ฉันก็ได้ยินเสียงฝีเท้าเธอเดินออกนอกห้องไป

            ฉันรู้สึกได้ถึงการเคลื่อนไหวของรถเทียมม้าบินแบบเดียวกับที่ฉันเคยนั่งกับคุณนีเคยนั่งด้วยกันค่อยๆ เคลื่อนตัวขึ้นไปบนอากาศ พวกมันคงจะพาฉันไปส่งกับคุณนีอย่างแน่นอน แต่คุณนีตอนนี้น่าจะอยู่ในวังของนครต้นงิ้วนี่นา แล้วโจรจะกล้าเข้าไปถึงในวัง ทั้งที่มีพี่ชายของคทาวุธซึ่งพวกนั้นกลัวนักกลัวหนาอยู่งั้นเหรอ?

            ตอนนี้ฉันอยากรู้จริง ๆ ว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเองกันแน่  อย่างน้อยก็ขอให้ผ้าปิดตาหลุดออกไปหน่อยเถอะ ในตอนนี้ฉันอยากจะรู้เหลือเกินว่ารอบตัวมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ เพราะในที่ที่ฉันอยู่มันเงียบสนิทจนไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย นอกจากเสียงลมหายใจกับเสียงหัวใจเต้นของตัวเอง...

            แต่แล้วการเคลื่อนไหวของรถม้าที่ฉันโดยสารอยู่ก็พลันหยุดลง ก่อนที่ความเงียบที่มีมานานจะถูกทำลายด้วยเสียงเปิดประตูออกมา จากนั้นฉันก็รู้สึกได้ถึงการถูกยกขึ้นมาจนตัวลอย และตามมาด้วยการถูกจับขว้างออกไปอย่างรุนแรงจนร่างกายปลิวแหวกอากาศ!

            การขว้างนั้นมันรุนแรงจนร่างของฉันพุ่งไปอย่างรวดเร็วยิ่งกว่าตอนที่ถูกวิชาของคุณนีตบข้ามช่องเขา หรือตอนที่ถูกดึงเข้าไปในหลุมประหลาดที่ฉันฝันถึงเสียอีก

นี่พวกมันแค่พูดให้ฉันตายใจว่าจะไม่ทำอะไร แล้วหลอกออกมาฆ่านอกฐานของมันงั้นเหรอ?

            แล้วการพุ่งด้วยความเร็วสูงของฉันก็สิ้นสุดลง เมื่อจู่ ๆ มีแรงของใครบางคนมาหยุดการพุ่งของฉันเอาไว้ด้วยการจับที่ไหล่ทั้งสอง ก่อนที่สองมือนั้นจะพาฉันลงไปสัมผัสกับพื้นอย่างช้า ๆ และนิ่มนวล จนฉันลงไปนั่งอยู่กับพื้นได้อย่างปลอดภัย

            คุณนี มานี่ก่อนครับนี่คุณขวัญนภาที่ถูกลักพาตัวไป ใช่หรือเปล่าขอรับ!” เสียงนุ่มๆ ของเจ้าของมือที่จับฉันนั่งกับพื้นดังขึ้นมา

            คทาวุธ เจ้าพูดว่าอะไรนะ?” เสียงหวานหูพูดอย่างตกใจ ก่อนที่เสียงฝีเท้าเจ้าของเสียงจะเข้ามาใกล้ฉัน “แม่หนูจริงๆ ด้วยนี่นาว่าแต่ทำไมนางอยู่ในสภาพนั้นล่ะแล้วมาที่นี่ตั้งแต่เมื่อไรกัน?”

            นางโดนใครบางคนจับเขวี้ยงเข้ามาที่ระเบียงเมื่อครู่นี้เองล่ะขอรับ เกือบโหม่งโลกแล้ว แต่โชคดีที่รับไว้ทัน นี่ถ้าข้าน้อยไม่ออกมายืนชมดาวที่ระเบียงละก็ ป่านนี้นางเจ็บหนักแน่ ๆ ขอรับ” เสียงที่น่าจะเป็นของคทาวุธกล่าวขึ้น “ส่วนเรื่องนางอยู่ในสภาพนี้ได้อย่างไร แก้มัดแล้วถามนางเองจะดีกว่านะขอรับ

            เจ้ากลับเข้าไปบอกเรื่องนี้ให้ท่านลุงกับพวกทหารก่อนเถอะ ทางนี้ข้าจัดการเอง” คุณนีกล่าวขึ้นมาก่อนที่เสียงฝีเท้าของคทาวุธจะห่างออกไป และหลังจากนั้นไม่นาน ผ้าที่ปิดตาและปากอยู่ก็ถูกแกะออก ก่อนที่จะปากของฉันจะถูกน้ำในคนโทเงินกรอกลงไป

            คุณนีใช่คุณนีจริง ๆ ด้วยคิดถึงจังเลยค่ะ!” ฉันเอ่ยขึ้นมาเป็นประโยคแรกเมื่อตาที่เริ่มปรับสภาพจนเห็นได้ชัดเจนแล้วหลังจากถูกปิดตามานาน ได้มองเห็นกับหญิงสาวคนธรรพ์ผู้เป็นเพื่อนของฉัน กำลังนั่งอยู่ข้างๆ “ตอนโดนจับเขวี้ยงมา ฉันนึกว่าตัวเองจะตาย และไม่ได้เจอคุณนีอีกแล้วซะอีก

            ขวัญเอ๊ยขวัญมานะจ๊ะ หนูขวัญนภาของฉัน” คนธรรพ์สาวกล่าวพลางกอดฉันแน่น แล้วลูบหัวเบาๆ ราวกับแม่ปลอบโยนลูก “ฉันเองก็เป็นห่วงเธอแทบแย่เหมือนกัน ดีแล้วจ้ะที่เธอไม่เป็นอะไรไป

            แก้มัดให้ฉันหน่อยก็ดีนะคะ อยู่แบบนี้แล้วมันรู้สึกอึดอัดพิกล” ฉันขอร้องเพราะอยากจะกอดเธอกลับไปบ้างเหมือนกัน แต่ติดอยู่ที่มือกับเท้าถูกมัดอยู่ คนธรรพ์สาวเองเข้าใจสิ่งที่ฉันต้องการ เธอจึงรีบแก้เชือกที่มัดขาของฉันออก และทำท่าจะแก้ที่มัดมือให้ แต่ก็ต้องชะงักไปเสียก่อน

            นี่มันม้วนสารแบบฉายภาพนี่! หรือว่าพวกนั้นส่งตัวเธอคืนมาเพราะอยากใช้เธอส่งสารให้กับพวกท่านลุง” เธอกล่าวพลางแก้เชือกที่มัดมือฉันแล้วคว้าม้วนกระดาษสีทองไปมองอย่างพินิจ

            จ่าหน้าไว้ว่า ถึงกษัตริย์การ์นิกะแห่งฉิมพลีนคร ก็ท่านลุงน่ะสิว่าแล้วไม่ผิด เพราะพวกนั้นไม่มีทางจะส่งสารมาให้กับท่านลุงได้ด้วยวิธีทั่วไป ถึงเอามันมัดมากับเธอแล้วส่งเข้ามานี่เอง

            “ม้วนสารแบบฉายภาพ? คืออะไรงั้นเหรอคะ?” ฉันพูดพลางพยายามจะชะโงกไปดูเจ้าม้วนกระดาษสีทองนั่น

            “มันเป็นการบันทึกภาพและเสียงลงไปในม้วนสารที่ทำด้วยวัสดุพิเศษ แล้วฉายออกมาเป็นภาพเสมือนจริงเมื่อเปิดม้วนสารน่ะจ้ะ” สาวงามผู้ห่มสไบสีเขียวอธิบาย

            แล้วทำไมถึงส่งด้วยวิธีทั่วไปไม่ได้ล่ะคะ? พวกนั้นก็น่าจะโยนม้วนสารเข้ามาได้เหมือนที่ขว้างฉันเข้ามานี่คะ?”

            “โดยปกติแล้ว นอกจากพวกเชื้อพระวงศ์เมืองอื่น กับฉันที่เป็นพระสหายของเจ้าชาย จะไม่มีใครส่งสารแบบฉายภาพมาหาองค์กษัตริย์กับเจ้าชายได้หรอกนะ แล้วปกติแล้วม้วนสารแบบฉายภาพนี่ไม่ได้ทนทานขนาดถูกเขวี้ยงมาแรงขนาดนั้นแล้วจะไม่พังนะจ๊ะ” คุณนีกล่าวขึ้นมาพลางลูบหัวฉัน “มันคงกะจะให้เธอเป็นตัวป้องกันสารนี้ไม่ให้เป็นอันตรายโดยไม่สนชีวิตเธอแน่ ๆ แต่ดีแล้วล่ะจ้ะที่เธอไม่เป็นอะไรมาก

            นี่พวกนั้นคิดจะฆ่าฉันจริง ๆ เหรอคะเนี่ย?” ฉันพูดเมื่อนึกไปถึงแม่โจรสาวผมส้มที่ดูแล้วน่าจะอ่อนโยนคนนั้น ไม่อยากเชื่อเลยว่าเธอคิดจะฆ่าฉัน ทั้งที่เพิ่งเอาข้าวให้ฉันกินอยู่เลยแท้ๆ

            ปกติแล้วอมนุษย์อย่างพวกเรา โดนเขวี้ยงมาแรง ๆ ก็อาจจะเจ็บสาหัสเอาได้ แต่โอกาสที่จะตายเพราะเรื่องแค่นี้ นับว่าน้อยมากเลยจ้ะ มันคงไม่คิดว่าจะเล่นเธอถึงตายหรอก” สาวงามผู้ทัดดอกไม้สีม่วงอธิบาย

            คุณนีพาคุณขวัญนภาเข้ามาในห้องได้เลยขอรับ ท่านพ่ออนุญาตแล้ว” เสียงคทาวุธกล่าวขึ้นมาในขณะที่เจ้าของเสียงก็เปิดประตูไม้บานโต ออกมายืนที่ระเบียงหินอ่อนที่ฉันกับคุณนีกำลังนั่งอยู่

            ซึ่งนั่นก็เป็นครั้งแรกที่ฉันเห็นเขาไม่ได้ใส่แค่กางเกงตัวเดียว แต่ใส่เครื่องทรงต่าง ๆ เต็มยศ ไม่ว่าจะเป็นกรองคอ กำไลข้อมือ กำไลต้นแขน และสร้อยสังวาลย์สีทองที่ประดับเพชรพลอยงามระยับ ราวกับเจ้าชายไทยโบราณ และมันก็ดูเข้ากับเขาอย่างบอกไม่ถูก

            แล้วพี่ของเจ้า กับพวกทหารรู้เรื่องนี้กันหรือยังเพราะถ้ายังไม่รู้ เดี๋ยวพวกทหารจะพากันแห่มาที่นี่ เพราะเห็นอะไรแปลกปลอมพุ่งเข้ามากันได้นะ” คุณนีบอกกับเพื่อน

            ข้าน้อยติดต่อไปยังทหารทุกหน่วยแล้วล่ะขอรับ ให้ไม่ต้องมาที่นี่และให้ไปตามล่าเจ้าคนที่ขว้างคุณขวัญนภาเข้ามา แล้วก็ติดต่อไปยังท่านพี่ใหญ่ที่ตอนนี้อยู่ในงานฉลองแล้วด้วย ท่านพี่ก็บอกว่าถ้าจะพาเพื่อนท่านไปในงานฉลองที่เขาเสร็จภารกิจเมื่อไร ให้ติดต่อเขาก่อนด้วย” เจ้าชายรองกล่าวพลางหยิบอะไรบางอย่างที่คล้ายกับโทรศัพท์มือถือออกมาโยนเล่น

            เจ้ากระจกเวทมนตร์ขนาดจิ๋วที่ท่านอาจารย์คิดค้นขึ้นมาก็สะดวกดีเหมือนกันนะขอรับ สำหรับเผ่าที่ไม่ใส่ใจการติดต่อด้วยจิตแบบข้าน้อย ไว้จะหาให้คุณนีเอาไปใช้สักบานนะขอรับ ถ้าเป็นแบบนั้นความคิดถึงของข้าน้อยจะได้ส่งไปหาคุณนีได้ แม้ว่าคุณนีจะออกมานอกวิมานต้นไม้ จนโต้ตอบด้วยกระจกบานใหญ่ไม่ได้แล้วก็ตามที

            ไปหัดพูดจาน้ำเน่าแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไรกันตาบ้า!” คุณนีขึ้นเสียง ในขณะที่หน้าของเธอแดงก่ำ “กลับเข้าไปข้างในก่อนเลย เดี๋ยวข้าจะพาเพื่อนเข้าไปเอง!

            ก็ได้ขอรับ” คทาวุธกล่าวพลางเดินคอตกแล้วกลับเข้าไปข้างใน ปล่อยให้ฉันกับคุณนีอยู่ด้วยกันแค่สองคน

             “ฟังนะ” หญิงสาวผู้ห่มสไบเขียวกล่าวพลางมองฉันด้วยสายตาจริงจัง “นี่คือระเบียงของห้องนั่งเล่นของกษัตริย์รุ่นที่สี่แห่งฉิมพลีนคร ซึ่งที่อยู่ข้างในห้องตอนนี้ก็คือองค์กษัตริย์กับเจ้าชาย ถึงแม้ว่าท่านลุงกับคทาวุธจะวางตัวเป็นกันเองมากจนน่าตกใจก็เถอะ แต่ก็วางตัวให้ดีหน่อยก็แล้วกัน

            ค่ะ” ฉันรับคำ ก่อนที่จะถามคำถามที่สำคัญที่ข้องใจมานาน “ว่าแต่คุณคทาวุธนี่เป็นเผ่าอะไรหรือคะ?”

            เผ่าพันธุ์ที่แข็งแกร่งที่สุดบนฟากฟ้าขอรับ” คทาวุธพูดยื่นหน้าออกมาจากประตูที่เดิมทีแล้วยังไม่ได้ปิด

            เพื่อนข้าไม่ได้ถามเจ้าเสียหน่อย กลับเข้าไปเดี๋ยวนี้เลยนะ ตาบ้า!” หญิงสาวตากลมตวาดใส่เจ้าชาย

            เข้ามาในนี้ทั้งสามคนน่ะแหละ” เสียงแหบพร่าแต่ว่าทรงอำนาจดังขึ้นมาจากในห้อง “มีอะไรก็เข้ามาคุยกันข้างในนี้ก็ได้

            ขอรับท่านพ่อ

            เจ้าค่ะ ท่านลุง” อรัญญาณีกล่าวพลางลุกขึ้นแล้วจูงมือฉันเดินผ่านประตูเข้าไปในห้อง

            เมื่อผ่านพ้นประตูนั้นไปแล้ว สายตาของฉันก็มองเห็นห้องที่กว้างใหญ่พอกับสนามฟุตบอล ทั้งพื้นห้อง ผนังห้อง และเพดานห้องน่าจะทำมาจากหินอ่อน บนเพดานห้องมีโคมไฟส่องสว่างที่น่าจะทำด้วยทองคำ และภายในห้องก็มีของต่าง ๆ ที่สวยงามและหรูหรามากมายจนฉันบรรยายได้ไม่หมด จัดวางอยู่เป็นระเบียบ

            ที่กลางห้องก็มีชายชรารูปร่างอ้วนใหญ่ ผู้มีผมขาวและเครายาว ในเครื่องทรงสีเขียวสดที่ดูคล้ายกับพระราชาในเทพนิยายยุโรป นั่งอยู่บนเก้าอี้นวมตัวเขื่องพลางอ่านหนังสือและจิบเครื่องดื่มที่อยู่ในแก้วลายครามบนโต๊ะอย่างสบายอารมณ์

            พระองค์คือกษัตริย์ของฉิมพลีนครสินะค... เอ๊ย... เจ้าคะ เอ๊ย... เพคะ  ถวายบังคมเพคะ” ฉันพูดอย่างตะกุกตะกักพลางจะก้มลงกราบชายชราที่สวมมงกุฎ

            เอาล่ะ ทำตัวตามสบายเถอะ ไม่ต้องมาพูดราชาศัพท์ก็ได้ เผ่าพันธุ์ข้าไม่ได้เรื่องมากอะไรแบบนั้นหรอก ทำตัวตามสบายเถอะ อันที่จริงเรื่องพิธีรีตองอะไรพวกนี้ก็เพิ่งมามีตอนเริ่มติดต่อกับพวกอื่น ๆ นั่นแหละ” ชายชรากล่าวขึ้น ฉันจึงเงยหน้าขึ้นมาแล้วลุกขึ้นยืนตามปกติ

            ยินดีต้อนรับนะแม่หนู นั่งลงจิบน้ำเกสรดอกงิ้วด้วยกันสิ รสชาติดีนะ” ชายในชุดคลุมเขียวกล่าวเชิญชวนพลางยิ้มอย่างเมตตา ก่อนจะผายมือเชิญให้พวกฉันไปนั่งบนเก้าอี้นวมที่ตัวเล็กกว่าที่รายล้อมโต๊ะเดียวกัน ฉันจึงนั่งลงบนเก้าอี้นวมตามมารยาท หลังจากเห็นคทาวุธและคุณนีนั่งลงแล้ว

            แล้วเมื่อไรท่านพ่อจะออกไปร่วมงานฉลองของท่านพี่หรือครับข้าน้อยว่าท่านพี่กับแขกจากเมืองอื่น ๆ คงตกใจกันน่าดู ที่เห็นท่านพ่อในชุดที่พันธมิตรจากตะวันตกเอามาให้เมื่อปีก่อน” คทาวุธกล่าวพลางจิบน้ำเกสรดอกงิ้วอย่างสบายอารมณ์

             “อีกสักประเดี๋ยวก็แล้วกัน ยังไม่ถึงเวลาในกำหนดการเลย จะรีบร้อนไปถึงไหนกันล่ะ เจ้าลูกชาย” กษัตริย์หัวเราะอย่างอารมณ์ดี “ข้าดีใจจริง ๆ ที่อะไรต่อมิอะไรก็เป็นไปตามที่หวังไว้ทุกอย่าง มีลูกชายก็ล้วนแต่มีความสามารถ แถมลูกชายยังได้สหายที่ทั้งงดงาม ทั้งเก่งกล้าอย่างอรัญญาณีเสียอีก

            ก็แค่คนธรรพ์ระดับกลางธรรมดาเองเจ้าค่ะ ชมกันเกินไปแล้วล่ะเจ้าค่ะ ท่านลุง” คุณนีบิดตัวไปมาด้วยความอาย “

            ถึงเจ้าจะเป็นคนธรรพ์ระดับกลาง แต่ความสามารถเจ้าก็ไม่ต่างจากระดับสูงเท่าไรหรอก ข้ารู้ดี” ชายในชุดเขียวกล่าวพลางรินน้ำเกสรดอกงิ้ว

            ขออภัยเจ้าค่ะท่านลุง หนูลืมไปว่ามีเรื่องสำคัญมากต้องบอกท่านลุง” หญิงสาวคนธรรพ์หยิบม้วนสารที่ได้จากฉันออกมา “คือพวกกองโจรที่จับเพื่อนหนูไป มัดม้วนสารนี้ติดมากับเพื่อนหนูด้วยน่ะเจ้าค่ะ จ่าหน้าถึงท่านลุงด้วย

            ไหน... ขอดูหน่อยสิ” พ่อของคทาวุธพูดพลางเอื้อมมือมารับม้วนสารจากมือคนธรรพ์สาว “นี่มันม้วนสารแบบแสดงภาพพร้อมเสียงนี่นา

            เจ้าค่ะ” อรัญญาณีตอบ ขณะที่คทาวุธดูมีสีหน้าประหลาดใจ

            ท่านพ่อจะเปิดตรงนี้เลยไหมขอรับหรือจะให้ข้าน้อยกับพวกคุณนีออกไปก่อน” คทาวุธถามผู้เป็นพ่อ เผื่อมันอาจจะเป็นเรื่องส่วนตัว

            ไม่ต้อง นี่ไม่ใช่แค่เรื่องส่วนตัว เพราะทั้งเจ้าและเพื่อน ๆ รวมถึงพี่ใหญ่ของเจ้า มีส่วนเกี่ยวข้องกับเจ้าโจรที่ส่งข้อความนี้มาทั้งนั้น ฉะนั้นพวกเขาก็มีสิทธิ์ที่จะรับรู้ด้วย” กษัตริย์แห่งนครต้นงิ้วกล่าวพลางมองมาที่ฉันและคุณนี “พวกเจ้าอยากจะอยู่ดูข้อความนี้ก่อน หรือว่าจะออกไปที่งานฉลองเลยล่ะ?”

            ออกไปก่อนก็ได้เจ้า ค...” คุณนีกล่าว แต่ยังไม่ทันจบ ฉันก็รีบขัดขึ้นมาก่อน

            ขออยู่ดูด้วยเจ้าค่ะ!” ฉันพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจังสุดชีวิต “หนูถูกพวกมันจับตัวไป แถมยังเอาเจ้านี่มัดมากับมือหนูอีก ดังนั้นหนูมีสิทธิ์ที่จะรู้ว่าข้างในนั้นมีเนื้อความว่าอะไรบ้างเจ้าค่ะ!

            คทาวุธ ติดต่อหาพี่ใหญ่ของเจ้า แล้วบอกเขาว่ามีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้น ถามเขาว่าต้องการมาดูด้วยไหม?” กษัตริย์กล่าวกับเจ้าชาย ซึ่งเขาก็พยักหน้ารับคำสั่งของผู้เป็นพ่อ ก่อนที่จะหยิบกระจกขึ้นมาแล้วพูดอะไรบางอย่างราวกับจะโต้ตอบกับกระจก หลังจากนั้นเขาก็หันไปทางผู้เป็นพ่อ

            ท่านพี่บอกว่า ให้พวกเราเปิดดูกันไปเลยครับ แล้วค่อยเล่าให้เขาฟังอีกทีก็ได้” เจ้าชายรองตอบ

            ข้าจะเปิดออกมาแล้วนะ” พ่อของคทาวุธพูดพลางคลี่ม้วนสารนั้นออกจนแสงส่องออกมา หลังจากนั้นก็โยนมันลงกับพื้น ที่ห่างจากโต๊ะนั่งของพวกเราไปสองสามเมตรทันที

            เมื่อถูกวางไว้บนพื้นแล้ว แสงจากม้วนสารนั่นก็ค่อยๆ ก่อตัวเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา จนกลายเป็นร่างในชุดคลุมสีขาวที่ตัวจ้อยพอกับยัยต่าย มันเป็นรูปร่างของหัวหน้าโจรคนนั้นกับลูกน้องมากมายที่แวดล้อม! ซึ่งอะไรแบบนี้เป็นสิ่งที่ฉันเคยเห็นแค่ในภาพยนตร์วิทยาศาสตร์เท่านั้น ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าที่มิตินี้จะมีเทคโนโลยีอะไรแบบนี้ด้วย!

            กษัตริย์การ์นิกะบุตรแห่งสดายุ กษัตริย์รุ่นที่สี่ผู้ชราภาพแห่งฉิมพลีนคร ข้ายินดีจริง ๆ ที่ท่านได้เปิดม้วนสารนี้ออกมาอ่าน หลังจากที่ข้าพยายามจะทำทุกวิถีทางเพื่อจะติดต่อกับท่าน แต่ไม่เคยทำได้สำเร็จเสียที” ร่างเล็กกล่าวพลางหัวเราะเบาๆ ก่อนที่จะโค้งให้พวกเราแล้วกล่าวต่อ “เอาเป็นว่าท่านคงจะรู้ดีสินะ ว่าข้าคือหัวหน้าของกองโจรชุดขาว ที่สร้างความวุ่นวายกับเมืองนี้ให้ท่านมานานหลายสิบปี

            ท่านคงไม่รู้หรอกว่าพวกเราต้องการอะไร เพราะว่าเราไม่เคยได้ติดต่อกับท่านตรง ๆ เลย จะมีครั้งนี้ที่เป็นครั้งแรก และอาจเป็นครั้งสุดท้ายของพวกเรา ถ้าท่านพูดไม่รู้เรื่อง ไม่ยอมฟังเสนอของพวกเรา” เสียงเล็ก ๆ กล่าวขึ้นมาก่อนที่จะทำท่าเหมือนครุ่นคิดอะไรบางอย่าง ก่อนจะพูดออกมาต่อ

            ขอสารภาพ ความจริงแล้วถ้าลูกชายคนโตของท่านไม่กลับมาเสียก่อน ระหว่างที่ท่านไปไต่สวนพิเศษอะไรนั่น ข้าก็คงจะยึดวังของท่านจากพวกทหารที่งี่เง่าจนเสียชาติเกิด เพื่อบีบให้ท่านมาเจรจากับพวกเราแล้วล่ะ”

            “แต่บังเอิญเขาดันกลับมาเสียก่อน แผนเราก็เลยต้องล้มไป แต่ข้าก็คิดว่าการเอาม้วนสารนี้มัดมาติดกับเพื่อนของอรัญญาณีแล้วส่งมาให้ท่าน มันก็น่าจะทำให้ท่านรู้ถึงข้อเสนอของพวกเรานะ

            อารัมภบทมายาวพอแล้ว เข้าเรื่องเลยดีกว่านะ” ร่างในชุดขาวกล่าวพลางดีดนิ้ว “มาฟังข้อเสนอของข้ากันดีกว่า บางทีอาจจะทำให้ท่านตกลงก็ได้นะ

            เจ้าบ้านี่ มันเล่นอะไรของมันกันเนี่ยมันคิดว่าตัวเองเป็นใครกันขอรับ ถึงได้กล้าพูดจาอวดดีกับท่านพ่อแบบนี้!” ฉันได้ยินเสียงคทาวุธบ่นขึ้นมาด้วยความไม่พอใจ ทั้งที่ปกติแล้วเขาดูรักสงบและอ่อนน้อมถ่อมตนแท้ ๆ แต่กลับแสดงอาการแบบนี้ออกมา หมายความว่าเขาคงโกรธมากอย่างไม่ต้องสงสัย     

    

...........................................................
 

ส่วนนี่เป็นภาพหัวหน้าโจรสาวผมส้ม ภาพประกอบโดยคุณ Racia ลงสีโดยคุณ DIB

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 15 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,057 ความคิดเห็น

  1. #1000 อัจฉราโสภิต (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 28 มกราคม 2560 / 08:54
    วางแผนกันเป็นปี น่าจะมีแผนสำรองบ้างนะ ไม่ใช่แค่องค์ชายใหญ่อยู่ปั๊บล่มกันหมดเลยแบบนี้

    แต่ดูหัวหน้าก็ใจร้อนอยู่แล้ว คงคิดตรงๆมีแผนเดียวแบบนี้จริงๆ

    #1,000
    1
    • #1000-1 รักต์ศรา(จากตอนที่ 12)
      28 มกราคม 2560 / 10:41
      ถ้าอธิบายแบบคติพุทธ ครุฑ นาคหรือเผ่ากึ่งสัตว์อื่นๆ จัดว่าเป็นทวิเหตกปฏิสนธิ หรือเรียกง่ายๆ ว่ามีสติปัญญา แต่ระบบความคิดไม่ซับซ้อนเท่าพวกนางไม้หรือยักษ์ครับ ยิ่งนิสัยแบบเจ๊อีก

      ส่วนราชครูถือเป็นบัคที่จะอธิบายในอนาคตว่าทำไมฉลาดผิดเผ่าสัตว์นัก

      แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 29 มกราคม 2560 / 09:13
      #1000-1
  2. #891 Zeferus (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 11 กรกฎาคม 2558 / 20:21
    ชอบหัวหน้าาาาาาาาาาาาาาาา 
    #891
    0
  3. #777 .: ธิญโณ :. [K : Grand Duke] (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 6 กรกฎาคม 2557 / 21:11
    คำตกครับ เธอหมุนนิ้วชี้ไม่มา

    โอ้วโลลิเกิร์ลหมัดหนัก ชักน่าสนใจซะแล้วสิ
    จุดประสงค์ที่แท้จริงคืออะไรกันแน่นา...

    ติดตามต่อไป----
    #777
    0
  4. #761 Nuknik Nuk (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 6 พฤษภาคม 2557 / 00:15
    น่าติดตามจังค่ะ ><
    #761
    0
  5. #710 Kaewpada ( นิจนิรันด์กาล ) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 14 พฤษภาคม 2556 / 19:34
    โยนมาแบบนั้นเลยเหรอ ว่าแต่ข้อตกลงนั้นคืออะไรกัน แต่ว่ายศของพระราชานี่มันยาวได้ใจจริง ๆ เลยนะ
    #710
    0
  6. #637 MyU_immi (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 13 สิงหาคม 2555 / 23:30
    จบตอนที่ 12
    อารมณ์การอ่านตอนนี้ ผิดเพี้ยนไปจากตอนแรก ๆ พอสมควร  เพราะตอนแรกดำเนินเรื่องด้วยความลึกลับ มืดมน หลอน และน่าสะพรึงกลัว  แต่ตอนนี้แอ็คชั่นแบบจัดหนัก  เลยรู้สึกแปลก ๆ
    อ่านแล้วคิดถึงละครรามเกียรติ์เวอร์ชั่นอินเดียที่เคยดูสมัยเด็ก ๆ  ฉากที่ทศกัณฐ์กับพระรามผลัดกันแผลงศรน่ะครับ  คล้ายกันเลยทีเดียว
    อ่านตอนต่อไป --->
    #637
    0
  7. #590 ฝนธารา (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 5 เมษายน 2555 / 18:43
    เจอเพื่อนคนหนึ่งแล้ว คนที่เหลืออยู่ไหนนะ
    #590
    0
  8. #452 Thong-Hngurn (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 25 กันยายน 2554 / 09:39

    นี่มัน แฟนตาซี.... หืมมม แฟนตาซีแบบไหนกัน ๕๕๕๕
    แถมท้ายด้วยการหัวเราะอย่างบ้าคลั่งคล้ายลมปานจะแตกซ่าน
    พรุ่งนี้ค่อยมาอ่านต่อ ขอไปนั่งคิดเรื่องที่อ่านผ่านมาที่มุมห้อง
    คนเดียวเงียบ ๆ สักพัก...

    #452
    0
  9. #431 Iz.Adiemus (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 21 กันยายน 2554 / 22:40
    เป้นเวล > เป็นเวลา

    ออกมาจากโพรงปุ๊บ งานก็มาปั๊บ -_-"
    #431
    0
  10. #199 -netto- (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 13 เมษายน 2554 / 03:01
    ย. ยักษ์ตามมาแล้ว
    คำว่าเสียง มันซ้ำ เนตว่าท่านศราลองใช้ เป็นคำว่า บทเพลง ดู
    (เนต ไม่เก่งด้านคอมเมนท์ แต่ถ้าหาคำตกหล่นพอช่วยได้)
    #199
    0
  11. #149 fah (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 1 เมษายน 2554 / 11:41
    ซับซ้อน ตกลงเอกก้อรูช่ายปะ???

    @@
    #149
    0
  12. #51 FreeSky125 (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 30 มกราคม 2554 / 21:46
    อยากฟังเพลงของอัญญาณี
    #51
    0
  13. #50 _ส๓รีนิรuาม_ (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 26 มกราคม 2554 / 14:31
    ง่ะ รู้สึกว่า ฟ้าจะโดนอะไรต่อมิอะไรไม่จบไม่สิ้นเลยแหะ

    =____=สงสาร แล้วฟ้าจะเจอเพื่อนๆไหมเนี่ย??
    #50
    0
  14. #36 _ส๓รีนิรuาม_ (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 10 มกราคม 2554 / 20:13
    ว้า รู้อีกเรื่อง

    ก็ยังต้องสงสัยอีกเรื่อง T0T ซับซ้อนจัง

    แต่ก็คุ้มที่อ่านมาถึงนี่นะคะ ^^!

    สนุกมากเลย จะรอมาอัพต่อนะคะ
    #36
    0