Mystic Land - ฝ่ามิติแดนพิศวง

ตอนที่ 11 : บทที่ ๙ : นครต้นงิ้ว

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,937
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 20 ครั้ง
    10 ต.ค. 63

 

บทที่ ๙ นครต้นงิ้ว

            แล้วไต่สวนรอบพิเศษนี่เป็นยังไงเหรอคะพวกคุณจะทำอะไรกับมนุษย์คนที่ว่างั้นเหรอคะ?” ฉันถามด้วยความเป็นห่วงเพื่อน เพราะไม่รู้ว่าสิ่งที่คทาวุธเรียกว่าการไต่สวนรอบพิเศษ ความจริงแล้วมันคืออะไรกันแน่

            ก็ไม่มีอะไรมากหรอกขอรับ เผ่าพันธุ์ของข้าน้อยไม่ใช่พวกป่าเถื่อนที่จะเที่ยวทรมานใครเล่นหรอก เอาไว้ไต่สวนเสร็จเมื่อไร ข้าน้อยจะพาพวกคุณไปพบกับมนุษย์นั่นเลยก็แล้วกันขอรับ พวกคุณไปธุระของคุณกันก่อนดีกว่า คทาวุธตอบกลับมา ทำเอาฉันถอนหายใจด้วยความโล่งอก

            ขอบใจเจ้ามากนะ ไว้เจอกันวันรุ่งขึ้น ที่เก่าเวลาเดิมก็แล้วกัน ฝากนกหัสดีลิงค์ของข้าด้วย” อรัญญาณีกล่าวกับชายผิวดำแดง พลางกลับหลังหันไปยังทิศทางเดิมที่จะไปตั้งแต่แรก แล้วก้าวเดินนำฉันไป

            เดี๋ยวก่อนนะขอรับ เพื่อนคุณอรัญญาณี” เจ้าชายแห่งนครต้นงิ้วเรียกฉันเอาไว้ก่อนที่จะเดินตามคนธรรพ์สาว ทำเอาฉันหวั่นใจไม่ใช่น้อย ว่าเขาจะจับผิดได้ว่าฉันเองก็เป็นมนุษย์

            “มีอะไรงั้นเหรอคะ?”

            “ถึงข้าน้อยได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับคุณมาบ้างแล้ว แต่เพิ่งได้พบตัวจริงเป็นหนแรก ยินดีที่รู้จักนะขอรับ” เขาพูดพลางยิ้มให้อย่างเป็นมิตร

            ค่ะ” ฉันตอบกลับไปแล้วยิ้มให้เช่นกัน จากนั้นเขาก็หันไปหาเจ้านกยักษ์ที่คุณนีเรียกมันว่านกหัสดีลิงค์ ก่อนที่ฉันจะสาวเท้าตามคนธรรพ์สาวไปอย่างเร่งรีบ จนกระทั่งฉันและคุณนีเดินมาไกลจนเจ้าชายอยู่ห่างออกไปมากแล้ว ฉันจึงพยายามจะกล่าวถามคนธรรพ์สาวถึงเรื่องราวของผู้ที่บอกว่าตนเป็นเจ้าชาย

            แต่ยังไม่ทันที่ฉันจะอ้าปากถาม อรัญญาณีก็หันมามองที่ฉันด้วยสายตาราวกับแม่ที่ไม่พอใจเวลาลูกทำผิด ฉันจึงได้แต่เงียบแล้วก้มหน้าก้มตาเดินตามเธอไปดี ๆ จนกระทั่งหญิงสาวผู้ห่มสไบเขียวได้หยุดฝีเท้าลงเมื่อสายลมเย็นสบายได้พัดมาจากทางด้านหลังของพวกเรา

            เอาล่ะ อีกไม่นานเราจะถึงเขตเมืองของคทาวุธแล้ว มีอะไรสงสัยก็ถามมาตอนนี้เลยเถอะ หนูฟ้า แล้วก็เอานี่ไปรักษาแผลที่หัวของเธอด้วย” เธอชะลอฝีเท้าแล้วมองฉันด้วยสายตาใจดีเหมือนเดิม ก่อนที่จะเรียกหม้อน้ำสีทองขึ้นมากลางอากาศแล้วส่งมาให้ “นี่เป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่มีคุณสมบัติในการฟื้นสภาพร่างกายที่เสียหายภายนอก เธอเองก็เคยใช้มันที่โพรงของฉันแล้ว ดังนั้นคงไม่ต้องอธิบายอะไรให้มากความนะ”

            ตอนนี้เจ้าชายพานกของฉันไปไกลเกินกว่าจะได้ยินพวกเราคุยกันแล้วล่ะ เมื่อกี้ต้องขอโทษนะจ๊ะ ที่ทำตาดุใส่เธอ ฉันกลัวว่าเขาจะได้ยินที่เราคุยกัน ถึงเขาจะอ่านใจคนอื่นไม่ได้แบบฉัน แต่ประสาทสัมผัสทั้งห้าของเผ่าพันธุ์เขาน่ะ ดูถูกไม่ได้เลย

            ไม่เป็นไรค่ะ ฉันรู้ว่าที่คุณนีทำมีเหตุผลตลอดน่ะแหละ” ฉันพูดพลางส่งหม้อน้ำคืนให้เธอหลังจากวักน้ำวิเศษมาสมานแผลที่ศีรษะ ก่อนจะเรียบเรียงคำถามในสมองว่าควรจะถามอะไรก่อนดี เพราะมีอะไรสงสัยอยู่ตั้งหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของคทาวุธ เรื่องเจ้านาง หรือจะเป็นเรื่องคนที่คุณนีกำลังจะพาฉันไปหา

            ฉันจะตอบเฉพาะคำถามที่จำเป็นนะ ส่วนที่เหลือ อีกไม่นานเธอก็คงจะรู้ด้วยตัวเองแล้วล” คุณนีชิงพูดขึ้นมาก่อนฉันจะถาม ตามประสาคนที่อ่านใจคนอื่นได้ “อันดับแรก คทาวุธเป็นเพื่อนสมัยเรียนของฉันน่ะ เป็นแค่นั้นจริงๆ นะ

            เป็นแค่นั้นก็แค่นั้นค่ะ งั้นเรื่องของคุณคทาวุธฉันไม่ถามแล้วดีกว่า” ฉันตัดบทเพราะเห็นว่าคุณนีแอบหน้าแดงนิดๆ เมื่อพูดถึงคทาวุธ ฉันเดาว่าเขาคงจะเป็นคนที่เธอชอบพอด้วยที่บอกกับเจ้ายักษ์แน่ ๆ

            ว่าแต่คุณนีเองต้องไปโรงเรียนด้วยเหรอคะถึงบอกว่าเขาเป็นเพื่อนสมัยเรียนน่ะแล้วเมื่อกี้ที่คุยกันก็บอกว่าจะพาฉันไปหาอาจารย์ของคุณนีงั้นเหรอคะเขาเป็นใคร แล้วเป็นเผ่าพันธุ์ไหนล่ะคะ?”

            เดี๋ยวเธอก็รู้เองล่ะจ้ะ รู้ตอนนี้ก็หมดสนุกแย่เลยสิ” เธอกล่าวพลางหัวเราะเบาๆ ก่อนที่จะเร่งฝีเท้าแล้วเดินนำฉันไป แล้วหันกลับมาพูดเมื่อนำไปได้ระยะหนึ่ง

            ถึงนครต้นงิ้วแล้วล่ะจ้ะ ดูตรงนั้นสิ” เธอกล่าวพลางใช้นิ้วมือเรียวงามชี้ไปยังทิศทางที่พวกเรากำลังจะเดินไปเบื้องหน้า

            ฉันกวาดสายตามองตามนิ้วของเธอไป จนมองเห็นว่าทางเดินที่พวกเรากำลังเดินอยู่นั้นไปสิ้นสุดลงที่ซอกของหน้าผาที่สูงตระหง่านเทียมฟ้า หน้าซอกผานั้นมีชายผิวดำแดงสองคนในชุดเสื้อคอกลมกับกางเกงขายาวสีแดงสด ยืนกอดอกด้วยหน้าตาขึงขังอยู่ด้านซ้ายและขวาราวกับเป็นทหารยามระวังภัย แต่กลับถึงไม่ถืออาวุธหรือใส่เกราะอะไรเลยสักนิด มันก็ทำให้ฉันอดคิดไม่ได้ว่าความจริงแล้วนครต้นงิ้วอาจจะเป็นเพียงแค่หมู่บ้านเล็ก ๆ ในซอกเขาก็เป็นได้

            ไม่ใช่แบบที่เธอคิดหรอกสาวน้อย” คุณนีกล่าวขึ้นมาเมื่อฉันคิดเสร็จ “ความจริงแล้วซอกเขานี้เป็นด่านตรวจคนเข้าเมืองน่ะ ส่วนเรื่องทหารยามไม่ถืออาวุธและไม่สวมเกราะ เพราะว่าเผ่าพันธุ์ของพวกเขาเป็นมั่นใจในร่างกายของตัวเองมาก เลยไม่เห็นความจำเป็นในการพกอาวุธหรือว่าใส่เกราะเลยน่ะสิ

            ถ้าจะพูดให้ถูกคือ ร่างกายของพวกเราที่ขัดเกลามาอย่างดี แข็งแกร่งกว่าอาวุธหรือเกราะทุกชนิดต่างหาก” เสียงของใครบางคนดังขึ้นมาจากบนหน้าผาสูง ก่อนที่เจ้าของเสียงจะกระโดดลงมาจากหน้าผา แล้วลอยลงมาอย่างช้า ๆ เมื่อร่างเข้าใกล้พื้นดิน จนกระทั่งมาอยู่บนพื้นเบื้องหน้าพวกเราโดยที่ฝุ่นไม่ฟุ้งกระจายเลยแม้แต่น้อย

            ข้า ผู้เป็นนายกองรักษาการณ์ทางเข้าเมือง ยินดีต้อนรับท่านอรัญญาณีและพรรคพวก พระสหายของเจ้าชายคทาวุธ เข้าสู่ฉิมพลีนครของเราขอรับ!” ชายหนุ่มผมสีน้ำตาลในชุดแดงผู้กระโดดลงมาจากหน้าผากล่าวกับพวกเราด้วยท่ายืนตรง ราวกับทหารแสดงความเคารพผู้บังคับบัญชา แววตาจริงจังบนใบหน้าสีดำแดงมองมาที่พวกเราอย่างเพ่งพินิจ ชุดของเขาแตกต่างจากพวกทียืนเฝ้ายามเพราะที่ต้นแขนสองข้างนั้นมีปลอกแขนสีทองติดอยู่

            โสตประสาทยังดีเหมือนเดิมเลยนะ ท่านนายกอง” อรัญญาณียิ้มให้กับนายกองทหารรักษาด่าน “ไม่ต้องจริงจังแบบนั้นก็ได้ ข้าเองก็เป็นแค่คนธรรพ์ระดับกลาง ไม่ได้เป็นชนชั้นสูงอะไรสักหน่อย แล้วก็ไม่ได้มียศมีตำแหน่งทางทหารอะไรด้วย เราสองคนก็ศักดิ์พอกันล่ะ

            ไม่ได้ขอรับ! พระสหายของเจ้าชายก็เหมือนกับเป็นผู้บังคับบัญชาคนหนึ่งของพวกเรา ข้าต้องให้ความเคารพขอรับ!” ท่านนายกองกล่าวขึ้นด้วยท่าทีขึงขังเหมือนเดิม

            เฮ้อ พูดกับทหารนี่ยากจริง ๆ ด้วย” อรัญญาณีถอนใจเบา ๆ “เอาล่ะ จะทำอะไรก็ช่างเจ้าแล้วกัน เอาเป็นว่าให้พวกเราเข้าเมืองกันได้แล้วสินะ

            ตามข้ามาได้ขอรับ” นายกองกล่าวรับคำ พลางเดินนำพวกเราไปยังหน้าซอกผา ซึ่งพอฉันสังเกตให้ดีแล้ว ก็รู้ว่ามันไม่ใช่แค่ซอกผาธรรมดาจริง ๆ เพราะด้านในของซอกผานั้นผนังถูกปูไปด้วยหินอ่อนที่สวยงามและตกแต่งด้วยอัญมณีหลากสีสัน ราวกับเป็นทางเดินในคฤหาสน์ของอภิมหาเศรษฐีเลยก็ว่าได้!

            ปรับปรุงไปเยอะเลยนะท่านนายกอง ข้ามาคราวก่อนยังไม่มีเพชรพลอยมาปูเป็นทางเดินขนาดนี้เลยนี่นา นี่กษัตริย์ของพวกท่านมีสมบัติเหลือขนาดนี้เลยรึถึงได้เอาเพชรพลอยมาตกแต่งทางเข้าเมืองแบบนี้” อรัญญาณีถามขึ้นมาแทนฉันที่กำลังคิดจะถามอยู่พอดี

            ไม่ได้ทำเพื่อความสวยงามหรอกท่านอรัญญาณี แต่นี่เป็นวิทยาการแบบใหม่ที่ท่านราชครูคิดค้นขึ้นมาน่ะ เป็นระบบตรวจสอบเผ่าพันธุ์ของผู้ที่ก้าวผ่านเส้นทางนี้ ซึ่งถ้าท่านไม่ใช่เจ้าพวกสัตว์เลื้อยคลานที่เป็นศัตรูกับพวกเรา หรือพวกมนุษย์ที่พลัดถิ่นมาดินแดนของเราล่ะก็ ผ่านไปได้สบายไม่มีอันตรายอะไรครับผม” นายกองพูดพลางยิ้มให้กับอรัญญาณีอย่างชื่นชมในสติปัญญาของผู้สร้างระบบนี้ ผิดกับฉันที่กำลังกังวลถึงขีดสุด

            แล้วถ้าเป็นเผ่าพันธุ์พวกนั้นล่ะคะ จะเกิดอะไรขึ้นเหรอ?” ฉันพยายามถามด้วยน้ำเสียงปกติ ทั้งที่ในใจยังเต็มไปด้วยความวิตกอยู่เต็มหัวใจ

            ก็ไม่มีอะไรมากหรอกขอรับ แค่เมื่อสัมผัสกับเพชรพลอยพวกนี้ มันก็จะระบุว่าผู้สัมผัสเป็นเผ่าพันธุ์ใดในทันที ถ้าหากเป็นเผ่าเลื้อยคลานนั่นหรือมนุษย์ พวกเราก็จะคุมตัวพวกนั้นไปส่งเบื้องบนทันทีครับผม” นายกองรัตนะกล่าวขึ้นมาพลางยืดอกด้วยความภูมิใจ

            ท่านอาจารย์ทำอะไรลงไปนี่?” อรัญญาณีพึมพำเบาๆ อย่างวิตกกังวลเมื่อได้ฟังคำตอบ ในขณะที่ฉันเองก็กังวลไม่แพ้กันเลยสักนิด ก็หนึ่งในเผ่าพันธุ์ที่จะต้องถูกอาคมของซอกผาตรวจจับได้ มันคือมนุษย์อย่างฉันนี่นา!

            จะชมว่าทำอะไรที่สุดยอดมากใช่ไหมครับท่านอรัญญาณี” ชายหนุ่มผมสีน้ำตาลเอ่ยพลางยิ้มแฉ่ง

            นี่คนเมืองนี้นี่ประสาทหูจะดีไปถึงไหนกันล่ะเนี่ย?  แค่พึมพำเบา ๆ ยังได้ยินเลย แล้วฉันกับคุณนีจะปรึกษาหารือกันได้ยังไงกันล่ะถ้าฉันโดนจับได้ว่าเป็นมนุษย์ที่พลัดถิ่นมาคงจะแย่แน่นอน พวกเราอยู่ในสถานการณ์คับขันแล้วสิ

            ประมาณนั้นจ้ะ วันนี้ข้าก็มาพบท่านราชครูอยู่แล้ว จะได้ไปชื่นชมเรื่องผลงานของท่านเสียหน่อยคนธรรพ์สาวกล่าวพลางยิ้มกลบเกลื่อน “ว่าแต่พอเดินผ่านช่องผานี่เข้าไปแล้ว จะให้ทหารไปส่งพวกเราที่ตำหนักรับรองแขกเหมือนเดิมใช่ไหม?”

            ขอรับ พวกเราคงไม่ปล่อยให้พระสหายของเจ้าชายต้องเดินจากตรงนี้ไปถึงวังแน่นอน!” นายกองกล่าวขึ้นมาพลางผายมือให้พวกเราเดินเข้าไปที่ช่องผา “เชิญผ่านไปตามสบายเลยขอรับ พอพ้นช่องผานี่ไป จะมีพาหนะไปส่งพวกท่านถึงที่

            อรัญญาณีเห็นว่าคงจะซุบซิบวางแผนอะไรกับฉันโดยมีพวกที่โสตประสาทดีเยี่ยมยืนฟังอยู่แบบนี้ไม่ได้แน่ ๆ เธอจึงสื่อสารกับฉันด้วยสายตาและท่าทางแทน โดยมองมาที่ฉันแล้วพยักหน้าช้า ๆ เพื่อที่จะบอกให้เชื่อใจเธอแล้วทำตามที่นายกองรักษาด่านบอกแต่โดยดี

            จะให้ฉันเข้าไปก่อนเหรอคะคุณนี?” ฉันเอ่ยถามขึ้นมาโดยทำทีเหมือนไม่เข้าใจภาษากายของเธอเมื่อครู่

            จ้ะ ฉันมีเรื่องจะคุยกับเหล่าทหารคนเก่งของเราหน่อยน่ะ” เธอกล่าวพลางยิ้มให้ฉันแล้วหันไปพูดอะไรบางอย่างกับชายผมสีน้ำตาลและทหารยามสองคนที่ยืนเฝ้าประตู แล้วแอบหันมาขยิบตาให้ฉันเล็กน้อยเพื่อเป็นการย้ำให้ฉันรีบเดินเข้าไปในทันทีตอนที่เธอกำลังเบี่ยงเบนความสนใจของเขา

            แต่ถึงเธอจะเบี่ยงเบนความสนใจของพวกนั้นได้ก็เถอะนะ แต่ฉันจะเข้าไปในเขตอาคมที่จะบอกพวกนั้นว่าฉันเป็นมนุษย์ได้ยังไงกันหรือจะให้ฉันกระโดดไกลข้ามทางเดินที่ทอดยาวหลายสิบเมตรในช่องผาที่เต็มไปด้วยเพชรพลอยพวกนี้ไป?

            และฉันก็ต้องเข้าใจแผนของคนธรรพ์สาวในทันที เมื่อได้ยินเสียงตบมือเบา ๆ ซึ่งหลังจากเสียงนั้นได้ไม่นาน ฉันก็รู้สึกเหมือนกันว่ามีมือขนาดยักษ์ที่มองไม่เห็นมาตบตัวเองให้กระเด็นจนลอยไปด้านหน้าอย่างรวดเร็วจนบังคับไม่ได้ มันทำให้ฉันรู้สึกหวาดเสียวเหมือนกับตอนตกลงมาจากที่สูงไม่มีผิด และความรู้สึกหวาดเสียวนั้นก็สิ้นสุดลงไปในทันทีที่ร่างกายของฉันกระแทกเข้ากับพื้นดินในลักษณะล้มหน้าคะมำ!

            อรัญญาณีใช้วิชาเดียวกับที่ดีดเจ้ายักษ์นั่นออกจากโพรง มาดีดฉันให้ข้ามซอกผาเข้ามา โดยที่ไม่ต้องสัมผัสกับเพชรพลอยลงอาคมงั้นสินะ เป็นความคิดที่เข้าท่า แต่ว่ารุนแรงชะมัด!

            ขออภัยขอรับ เพื่อนของท่านอรัญญาณีเป็นอะไรมากหรือเปล่าครับนั่น?” เสียงของนายกองดังข้ามซอกผาเมื่อฉันหน้ากระแทกพื้นไปได้สักพัก ก่อนที่ฉันจะลุกขึ้นมานั่งแล้วลูบใบหน้าของตัวเองเพื่อสำรวจความเสียหาย

            สงสัยเพื่อนของข้าจะไม่ชินกับการเดินบนทางที่ปูด้วยเพชรพลอยแน่เลย” คุณนีกลบเกลื่อนขึ้นมา “ข้าขอตัวก่อนล่ะนะ ท่านนายกอง

            อรัญญาณีพูดขึ้นมาด้วยเสียงหวานหู ก่อนจะเดินผ่านช่องเขามาอย่างสบายอารมณ์แล้วหันมามองที่ฉันซึ่งกำลังนั่งปัดฝุ่นออกจากตัวเองอยู่

            ซุ่มซ่ามจังเลยนะ” เธอกล่าวด้วยน้ำเสียงขบขันที่เห็นฉันอยู่ในสภาพดังกล่าว และฉันก็ไม่สามารถจะย้อนเธอกลับไปได้ว่าที่กระเด็นมาก็เพราะฝีมือเธอด้วย เพราะกลัวพวกประสาทหูดีเลิศจะได้ยินเข้า

            ท่านอรัญญาณีกับเพื่อน เชิญขึ้นไปบนรถได้เลยครับ” ชายคนหนึ่งที่ดูจากเครื่องแต่งกายแล้วน่าจะเป็นพลทหารบอกกับพวกเรา พลางผายมือไปยังรถม้าคันใหญ่ที่มีห้องเล็ก ๆ อยู่บนรถม้า

            รถคันนี้เทียมด้วยตัวอะไรสักอย่างที่คล้ายกับม้ามีปีกสองตัว ซึ่งฉันก็อยากจะถามอรัญญาณีหรือพลทหารคนนั้นเหมือนกันว่ามันใช่ชนิดเดียวกับเพกาซัสในเทพนิยายหรือเปล่าแต่ก็ต้องสงบปากสงบคำไว้เพราะกลัวเขาจะรู้ว่าฉันไม่ใช่คนดินแดนนี้

            ขออภัยนะครับ ท่านราชครูฝากสารมาถึงท่านอรัญญาณีด้วยครับ อยู่บนที่นั่งในรถนะครับผม” พลทหารผู้นั้นกล่าว ก่อนที่จะเดินไปยังที่นั่งของตำแหน่งสารถี ส่วนฉันกับอรัญญาณีก็เดินขึ้นไปในห้องบนตัวรถม้า

            ท่านอาจารย์มีอะไรจะบอกกับฉันเหรอร้อยวันพันปีไม่เคยจะส่งสารออกมาก่อนที่ฉันจะเข้าไปในวังนี่นา” อรัญญาณีกล่าวขึ้นเมื่อเธอนั่งลงบนเบาะนั่งแล้วคว้าม้วนสารที่วางอยู่มาถือในมือ “เดี๋ยวเรามาปรึกษากันเรื่องเพื่อนของเธอที่ถูกพาไปไต่สวนกันก่อนดีกว่า แล้วค่อยว่ากัน

            คุณนีคะ พูดแบบนี้เดี๋ยวคุณคนขับรถก็ได้ยินเอาหรอกค่ะ

            ไม่ได้ยินหรอกน่า ถึงจะประสาทหูดีกันขนาดไหน แต่ห้องของรถม้าคันนี้เก็บเสียงจ้ะ ฉันนั่งมาหลายครั้งแล้ว เรื่องนี้ฉันรู้ดี” เธอกล่าวพลางยิ้มขึ้นมาอย่างมั่นใจ “เอาเป็นว่าฉันจะเปิดม้วนสารของท่านอาจารย์ออกมาอ่านก่อน ตอนฉันอ่านข้อความเธอก็มองทิวทัศน์ข้างนอกไปก่อนก็ได้

            หญิงสาวผู้ห่มสไบเขียวกล่าวจบก็คลี่ม้วนสารนั่นออกดู และฉันเองก็ไม่อยากจะรบกวนเวลาที่ต้องใช้สมาธิของเธอสักเท่าไร จึงมองผ่านกระจกหน้าต่างไปข้างนอกเพื่อดูทิวทัศน์ แล้วก็ต้องตกใจเมื่อพบว่ารถม้าที่ตัวเองนั่นนั้นไม่ได้วิ่งอยู่บนพื้นดิน แต่ลอยอยู่บนฟ้า!

            ที่น่าตกใจไปกว่านั้นคือมีแผ่นดินจำนวนไม่น้อยเป็นเกาะลอยอยู่กลางอากาศ โดยที่เบื้องล่างของเกาะลอยฟ้าทั้งหลายนั้น เป็นสระน้ำขนาดใหญ่ซึ่งมีต้นไม้ใหญ่มีหนามที่น่าจะเป็นต้นงิ้วตามชื่อเมืองขึ้นอยู่รายรอบสระนั้นเต็มไปหมด แต่เกาะลอยฟ้าที่ว่าน่าอัศจรรย์ใจนั้น มันก็ยังเทียบไม่ได้กับการที่มีสิ่งมีชีวิตมากมายที่มีปีก กำลังโบยบินไปมาอยู่ทั่วเมือง ไม่ว่าจะเป็นช้างมีปีก ม้ามีปีก หรือแม้กระทั่งสิ่งมีชีวิตที่คล้ายกับมนุษย์ที่มีปีก เหมือนกับนครต้นงิ้วเป็นสวรรค์ของสัตว์ปีกเลยก็ว่าได้

            ฉันล่ะอยากจะถามอรัญญาณีเรื่องเมืองต้นงิ้ว กับเผ่าพันธุ์ของคทาวุธ และเรื่องผู้หญิงมีปีกที่เป็นภาพหลอนซึ่งฉันเห็นในกระจกที่โพรงของอรัญญาณีเอาเสียจริงๆ แต่ติดอยู่ที่ว่าเจ้าหล่อนกำลังตั้งอกตั้งใจกับข้อความที่อาจารย์ส่งมาให้เอาเสียเหลือเกิน

            หนูฟ้า ฉันว่าวันนี้พวกเราคงไม่ได้พบกับท่านอาจารย์แล้วล่ะคุณนีพูดขึ้นมาทันทีเมื่ออ่านม้วนสารนั้นจบ

            ทำไมกันเหรอคะเกิดอะไรขึ้นกับท่านงั้นเหรอแล้วเรื่องเพื่อนๆ กับเรื่องวิธีกลับบ้านของฉันล่ะคะ?”

            อันดับแรกฉันต้องขอบอกเธอไว้ก่อนว่า ท่านอาจารย์ทราบเรื่องของพวกเธอหมดแล้ว และท่านก็รับประกันด้วยว่าเพื่อนของเธอทุกคนนั้นยังคงมีชีวิตอยู่ แต่ท่านรู้ด้วยวิธีไหน ฉันเองก็ไม่ทราบเหมือนกัน” คุณนีกล่าวขึ้นพลางใช้ตาคู่งามมองมาที่ฉัน

            และตอนนี้ ท่านอาจารย์ก็เป็นหนึ่งในคณะกรรมการไต่สวนพิเศษ ที่ต้องไต่สวนเพื่อนเธอที่ชื่อว่าเอกด้วย คงจะยังไม่ว่างมาพบกับพวกเราในวันนี้อย่างแน่นอน แต่ยังดีที่ท่านฝากบอกมาว่าเพื่อนอีกสองคนของเธออยู่ที่ไหนด้วยล่ะนะ

            งั้นบอกฉันมาเลยค่ะ ฉันจะได้ไปหาพวกเขาเดี๋ยวนี้เลย อย่างน้อยถ้าฉันได้พบพวกเขา ก็จะ...

ก็จะทำอะไรเธอในตอนนี้จะช่วยอะไรใครไม่ได้หรอกนะ ลำพังแค่ตัวเองยังเอาไม่รอดเลย ดูสภาพตัวเองในตอนนี้เข้าสิ” อรัญญาณีกล่าวพลางถอนใจเฮือกใหญ่

            ตอนแรกฉันก็กะจะบอกอยู่หรอก แต่เห็นเธอใจร้อนแบบนี้แล้วฉันไม่บอกน่าจะดีกว่า ถึงบอกไปเธอก็ไม่รู้จักอยู่ดี แต่เอาเป็นว่าเพื่อนๆ ของเธอตอนนี้ ยังไม่มีใครตายก็แล้วกัน วันนี้เราสองคนก็ไปพักกันที่ตำหนักรับรองก่อนเถอะ ท่านราชครูบอกองค์กษัตริย์เรื่องการมาของเราไว้แล้ว

            แล้วอาจารย์ของคุณนีสั่งอะไรมาอีกหรือเปล่าคะ? มีเรื่องของเจ้านางหรือเปล่า?”

            เขาให้ฉันดูแลเธอจนกว่าจะถึงเวลาอันสมควรน่ะ แล้วก็ยังบอกมาอีกว่า ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด พรุ่งนี้เธอก็น่าจะไปยังที่ที่เพื่อนของเธอแต่ละคนอยู่ได้ตนเอง เพราะเธอน่าจะพร้อมแล้วที่จะช่วยพวกเขาให้กลับมารวมตัวกัน และเมื่อพวกเธอรวมตัวกันครบเมื่อไร ค่อยไปพบท่านอาจารย์ แล้วท่านจะบอกว่าพวกเธอจะกลับไปยังโลกของเธอได้ด้วยวิธีไหน

            พร้อมแล้วหมายความว่าไงคะ?” ฉันทวนคำด้วยความสงสัย เพราะไม่เข้าใจว่าแค่เวลาผ่านไปวันเดียว ฉันจะพร้อมไปช่วยเหลือเพื่อนๆ ได้งั้นเหรอ ในเมื่อจะวันนี้หรือพรุ่งนี้ ฉันก็เป็นแค่มนุษย์ตัวน้อยที่ไม่ได้แข็งแกร่งแบบคทาวุธ แล้วก็ไม่ได้มีคาถาอาคมแบบคุณนี ช่วงเวลาวันเดียวมันคงไม่ทำให้อะไรเปลี่ยนแปลงไปมากนัก

            “เพราะคืนนี้ เธอจะได้พบกับเจ้านางที่เธอตามหาแล้วยังไงล่ะ แล้วเจ้านางก็มีบางอย่างที่จะมอบให้เธอด้วย” อรัญญาณีตอบด้วยท่าทีเหมือนจะแสดงความยินดีด้วย

            และคำตอบนั้นมันก็ทำเอาหัวใจของฉันต้องเต้นรัวด้วยความตื่นเต้น เมื่อรู้ว่าตัวเองจะได้พบคนที่เอื้องคำบอกว่าอยากจะพบฉันมากจนต้องสร้างเหตุการณ์บีบบังคับให้ฉันทะลุมิติมายังดินแดนพิศวงนี่ ฉันจะได้รู้เสียทีว่าเธอต้องการอะไรจากมนุษย์อย่างงฉันกันแน่ ถึงต้องพาตัวมาดินแดนนี้ให้ได้ จนเพื่อนๆ ฉันต้องพลอยติดร่างแหหลงมาที่นี่ด้วยแบบนี้

            “เจ้านางอยากจะมอบอะไรให้ฉันกันเหรอคะ? มันจะเป็นสิ่งที่ช่วยให้ฉันตามหาทุกคนเจอหรือเปล่า? ฉันจะได้พาทุกคนกลับไปโลกมนุษย์ได้สักที”

            คนธรรพ์สาวมองหน้าฉันอย่างประหลาดใจไปชั่วขณะ ก่อนที่เธอจะหลับตาลงแล้วอมยิ้ม พลางทำให้ม้วนสารนั้นหายไปในอากาศ แล้วหันมาพูดกับฉันด้วยน้ำเสียงที่แฝงอารมณ์หดหู่อยากบอกไม่ถูก

            ยิ่งรู้จักเธอมากเข้า ฉันก็รู้สึกว่าเธอช่างเหมือนกับคนคนนั้นจริง ๆ

            คนไหนคะใช่คนที่คุณนีบอกว่าจะเล่าให้ฉันฟังตอนลงมาจากหลังนกหรือเปล่า?” ฉันถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น ก็ในเมื่อเธอเคยบอกกับฉันแล้วนี่นาว่าถ้ารอดมาได้จะเล่าเรื่องนี้ให้ฉันฟังน่ะ

            ใช่... เธอคนนั้น” คนธรรพ์สาวกล่าวขึ้นมาก่อนที่จะมองมาที่ฉันด้วยแววตาที่เจือไปด้วยความเศร้า ถ้าเธออยากฟัง ฉันก็จะเล่าให้เธอฟังแล้วกันล่ะนะ ถือว่าเป็นเรื่องฆ่าเวลาก่อนที่เราจะถึงที่หมายก็แล้วกัน

            เรื่องมันเริ่มขึ้นเมื่อสองร้อยปีมาแล้วเห็นจะได้  ตอนนั้นที่พระราชวังของนครต้นงิ้ว ได้เปิดโอกาสครั้งแรกและครั้งเดียว ให้เผ่าพันธุ์ต่าง ๆ เข้ารับการทดสอบเพื่อไปศึกษากับท่านราชครู ร่วมกับเจ้าชายทั้งสองของฉิมพลีนครที่เพิ่งแตกเนื้อหนุ่ม  ตอนนั้นมีผู้เข้าร่วมการทดสอบนับพัน เพราะไม่ว่าใครก็ตามก็คงอยากจะได้ตำแหน่งพระสหาย ของเจ้าชายแห่งนครต้นงิ้วด้วยกันทั้งนั้น ไม่เช่นนั้นก็มาทดสอบเพราะอยากจะมีโอกาสศึกษากับท่านราชครูแห่งฉิมพลีนคร ซึ่งว่ากันว่าเป็นหนึ่งในปรมาจารย์ของยุคนี้ และฉันก็เป็นประเภทหลังน่ะจ้ะ

            แต่บททดสอบของท่านราชครูนั้นยากแสนสาหัสมาก สุดท้ายก็เหลืออมนุษย์ระดับหัวกะทิที่ผ่านการทดสอบทุกอย่างมาได้แค่สองรายเท่านั้นเอง

            คุณนีก็เป็นหนึ่งในสองของผู้ที่ผ่านมาได้ใช่ไหมคะเก่งไม่เบาเลยนี่นา

            ไม่เก่งเท่าไรหรอกจ้ะ ขอบใจที่ชมนะ” อรัญญาณีกล่าวพลางแอบยิ้มน้อย ๆ เหมือนกับพอใจที่ถูกชม ก่อนที่จะเล่าเรื่องต่อ “ส่วนอีกหนึ่งรายที่ผ่านมาได้ ฉันถือว่าเก่งมากกว่าฉันอีกเยอะเลยจ้ะ เพราะว่าเธอเป็นพวกภูตพรายจากดินแดนที่ไกลออกไปอีก เผ่าพันธุ์ของเธอทางโลกมนุษย์อาจเรียกว่าเป็นพวกเอลฟ์ก็ได้ เธอคนนั้นอายุน้อยที่สุดที่เข้ารับการทดสอบ และตอนนั้นเธอก็เพิ่งถือกำเนิดขึ้นในโลกนี้ไม่ถึงสามปีด้วยซ้ำ

            เด็กสามขวบงั้นเหรอถ้าอยู่ในโลกของฉันนี่ คงเรียกว่าอัจฉริยะชัด ๆ แล้วล่ะ ก็เห็นเด็กสามขวบในโลกของฉัน ได้แต่ร้องไห้โยเยไม่ยอมไม่โรงเรียนอนุบาล นี่เด็กสามขวบดินแดนนี้นี่สุดยอดขนาดนั้นเลยเรอะ?

            ไม่ใช่อย่างที่เธอคิดหรอกนะ หนูฟ้า” อรัญญาณีอธิบายในสิ่งที่ฉันคิด “พวกเราบางคนในดินแดนนี้น่ะ บางคนก็เกิดมาโดยอาศัยพ่อแม่ ซึ่งพวกนั้นก็จะเจริญเติบโตอย่างค่อยเป็นค่อยไป แบบเดียวกับมนุษย์หรือสัตว์ในโลกของเธอ แต่ถ้าเป็นแบบอื่น ๆ เช่นจู่ ๆ ก็เกิดขึ้นมาได้เองจากพลังงานบางอย่าง หรือจากละอองพลังเวทมนตร์ที่สั่งสมในพืชบางชนิด แค่ไม่กี่วันก็จะโตเหมือนเป็นวัยรุ่นแล้วล่ะจ้ะ และเด็กคนนั้นก็เป็นแบบที่ว่ามาน่ะแหละ

            ที่ดินแดนนี้นี่มีอะไรประหลาดกว่าโลกของฉันเยอะจริง ๆ ด้วย! เอ้อ... คุณนีบอกว่าเรื่องเมื่อเป็นร้อยปีก่อน แล้วตอนนี้คุณนีอายุเท่าไรแล้วล่ะคะ?”

            เรื่องอายุน่ะเหรอ...” หญิงสาวผู้ห่มสไบเขียวนิ่งไประยะหนึ่งเหมือนจะครุ่นคิด แต่แล้วก็หันมามองฉันพลางยิ้มน้อย ๆ แต่ให้ความกดดันอย่างมากจนบอกไม่ถูก พลางกล่าวขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยแต่แฝงความอำมหิต “เป็นผู้หญิงก็น่าจะรู้นะ ว่าถามแบบนี้มันไม่สุภาพ

            ขอโทษค่ะ!” ฉันรีบเอ่ยออกไปเมื่อรู้ว่าตัวเองเสียมารยาทเข้าให้แล้ว และดูเหมือนคนธรรพ์สาวเองก็มีน้ำใจพอที่จะให้อภัยฉันด้วย เธอจึงยิ้มแล้วลูบหัวฉันเบาๆ ก่อนจะเล่าเรื่องต่อ

            ไม่เป็นไร ฉันเล่าต่อเลยนะจ๊ะ” เธอกล่าวขณะที่ละมือจากศีรษะฉัน พลางเล่าเรื่องต่อ

            ฉันกับเธอคนนั้น และเจ้าชายทั้งสองก็กลายเป็นศิษย์ร่วมอาจารย์กัน พวกเราต่างเรียนรู้ในศิลปะแขนงต่าง ๆ ที่เหมาะสมสำหรับเผ่าพันธุ์ของตน ยามว่างก็ออกไปเที่ยวเล่นกันตามประสาวัยรุ่น เจ้าชายทั้งสองเองก็ไม่ได้ถือตัวว่าเป็นใหญ่เป็นโตมาจากไหน ทั้งคู่ก็ปฏิบัติตัวกับพวกเราแบบเป็นกันเองมาก จนกระทั่งพวกเราทั้งสี่กลายเป็นเพื่อนสนิทกันไปในที่สุด... ทุกครั้งที่ฉันหวนกลับไปคิดถึงเรื่องพวกนั้น มันก็ทำให้ฉันอดเศร้าไม่ได้... เพราะวันเวลาแบบนั้นมันคงไม่มีอีกแล้ว” เสียงของอรัญญาณีที่เล่าเรื่องเริ่มเจือไปด้วยความเศร้า ก่อนที่จะเธอจะหยุดเล่าเรื่องไปครู่หนึ่ง และใช้มือปาดที่ดวงตาตัวเองเบาๆ

            เกิดอะไรขึ้นกับเด็กคนนั้นเหรอคะคุณนีฉันก็ว่าเรื่องมันน่าจะเป็นไปด้วยดีแล้วนี่นา” ฉันเอ่ยถามขึ้นมาเมื่อเธอหยุดแบบทิ้งให้ฉันยังไม่รู้อะไรต่ออีกเหมือนเคย

            เธอคนนั้นคอยเป็นห่วงเป็นใยพวกเราเสมอในทุกเรื่อง ใส่ใจกับพวกเราทุกอย่าง ทั้งที่บางครั้งตัวเองก็เอาตัวแทบไม่รอด ถ้าเธอกับฉันบาดเจ็บทั้งคู่แล้วมีคนมาช่วย เธอก็มักจะบอกให้ทุกคนช่วยฉันก่อนเสมอ หรือถ้าวันไหนสองเจ้าชายโดดเรียนในวิชาที่พวกเราเรียนร่วมกัน เธอก็มักจะจดเนื้อหาทั้งหมดที่เรียนไปให้สองเจ้าชายโดยที่พวกเขาไม่ได้ขอร้องเลยด้วยซ้ำ  และเวลามีปัญหาอะไร เธอก็มักจะไม่บอกใคร แล้วไปจัดการเองโดยไม่ให้เพื่อนรู้อยู่ตลอดเพราะกลัวพวกเราจะเป็นห่วง เจ้าชายใหญ่เองก็ชอบบ่นในนิสัยเห็นแก่คนอื่นมากเกินไปของเธออยู่เหมือนกัน

            เจ้าชายใหญ่นี่ คงหมายความถึงพี่ชายของคทาวุธสินะ เขาเป็นคนยังไงกันนะคงนิสัยคล้ายกับน้องชายของเขาล่ะมั้ง

            เขาเป็นพี่ของคทาวุธก็จริง แต่นิสัยต่างกันสุดขั้วเลยล่ะ  เพราะถึงแม้เขาจะเป็นคนที่นิ่ง ๆ พูดจาไม่ค่อยเกรงใจใคร แต่เขาก็เป็นคนที่สุดยอดมากพอกับท่านอาจารย์เลยล่ะ เป็นเพียงคนเดียวในหมู่พวกเราที่ตามความคิดท่านอาจารย์ทัน และท่านอาจารย์ก็มักจะมอบหมายภารกิจลับ ๆ ให้กับเขาอยู่เสมอ ไม่เหมือนตาบ้าคทาวุธหรอก อรัญญาณีกล่าวด้วยน้ำเสียงชื่นชมในตัวเพื่อนของเธอ หลังจากที่อ่านใจฉันเสร็จ “ถ้าวันนั้นเขาอยู่กับพวกเราด้วย... เรื่องมันก็อาจจะไม่เป็นแบบนี้หรอก...

            วันนั้นเจ้าชายใหญ่ไปทำภารกิจลับ ท่านอาจารย์เองก็ติดธุระมาสอนไม่ได้ ฉันกับคทาวุธเลยตัดสินใจจะหนีไปเที่ยวในที่ซึ่งผู้ใหญ่ในฉิมพลีนครเขาห้ามกัน แล้วพวกเราก็ชวนเธอคนนั้นไปเที่ยวด้วย ทั้งที่พวกเรายังไม่ได้ถามความเห็นเธอด้วยซ้ำ ว่าเธออยากไปกับเราด้วยไหม

            ที่ไหนกันเหรอคะ?”

            ทะเลทางทิศใต้ ภายนอกฉิมพลีนคร ในเขตฉิมพลีปริมณฑลน่ะ” คนธรรพ์สาวกล่าวขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่เจือไปด้วยความเศร้า พลางทอดสายตามองไปยังพื้น

            ไปเที่ยวทะเลนี่นะก็ไม่น่าจะมีอะไรน่าเป็นห่วงมากนี่นา ทำไมผู้หลักผู้ใหญ่ของดินแดนนี้ถึงได้ห้ามไม่ให้ไปเที่ยวกันล่ะเนี่ยฉันไม่เข้าใจเลยจริง ๆ

            ตอนแรกฉันกับคทาวุธก็คิดเหมือนเธอน่ะแหละ ที่ที่มีผืนฟ้าสีครามกับผืนน้ำอันกว้างใหญ่นั่นไม่น่าจะมีอันตรายอะไรอย่างที่ผู้ใหญ่กังวลกันเลยสักนิด จนกระทั่ง...” คุณนีหยุดพูดเหมือนไม่ค่อยอยากจะพูดถึง แต่สุดท้ายเธอก็มองหน้าฉันแล้วเอ่ยออกมาต่อ  

            พวกเราถูกซุ่มโจมตีจากเผ่าพันธุ์คู่อริของคทาวุธซึ่งเป็นเจ้าถิ่นแถวท้องทะเล ก็เดิมทีตามธรรมชาติ เผ่าของคทาวุธกับเผ่านั้นเป็นศัตรูกันอยู่แล้ว และในเมื่อไปบินเหนือถิ่นศัตรูด้วยตัวคนเดียว ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกหรอกที่จะถูกพวกอันธพาลเผ่าพันธุ์นั้นเล่นงานเอา” อรัญญาณีกล่าวขึ้นมาอย่างสลดใจ “ถึงแม้ว่าพวกอันธพาลนั้นจะอ่อนแอกว่าคทาวุธ แต่เขาต้องสู้ไประวังพวกเราไปด้วย มันเลยทำให้เขาสู้ไม่ถนัดเท่าไรนัก เลยกลายเป็นสูสีกับพวกที่อ่อนแอกว่าไปโดยปริยาย

            ฉันกับเธอคนนั้นก็ช่วยคทาวุธสู้อย่างสุดกำลัง ถึงแม้ว่าด้านจำนวนพวกเราจะน้อยกว่านับสิบเท่า และเป็นการสู้เพื่อหนี แต่พวกเราก็รบกับพวกมันได้นานนับวันโดยไม่มีใครบาดเจ็บเลยแม้แต่น้อย

            แต่เรื่องเลวร้ายที่สุดก็เกิดขึ้นเมื่อตัวหัวหน้าของพวกอันธพาลนั่นปรากฏตัวออกมาผสมโรง ทำให้สถานการณ์ฝั่งพวกเราต้องเลวร้ายลงไปกว่าเดิม เพราะแค่พวกมันราวสามสิบกว่าก็ทำเอาพวกเราแทบแย่อยู่แล้ว และยังมีหัวหน้าที่ฝีมือดีออกมาอีก และเจ้าหัวหน้าก็ฉลาดมาก มันล่อให้คทาวุธออกห่างจากพวกเราไปต่อสู้กับมันตัวต่อตัว และใช้จังหวะที่พวกเราห่างจากคทาวุธ ให้ลูกน้องที่เหลือเล่นงานฉันกับเธอคนนั้นจนปางตาย... อรัญญาณีพูดด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบาลง

            เคราะห์ดีที่ผู้ใหญ่ในเผ่าพันธุ์ของพวกมันออกมาห้ามปรามและไกล่เกลี่ยเรื่องการทะเลาะของพวกเราเสียก่อน และยังขอให้พวกเราและพวกมันแยกย้ายกันกลับที่อยู่ของตนไป ก่อนที่เรื่องมันจะบานปลายใหญ่โตไปมากกว่านั้น...

            เรื่องก็จบด้วยดีแล้วนี่ ใช่ไหมคะ?” ฉันถามเธอขึ้นมาหลังจากฟังเธอเล่ามานาน

            ถ้าจบแค่นั้นก็ดี” เธอกล่าวเบา ๆ เหมือนไม่อยากเอ่ยถึงเรื่องต่อจากนี้ “เพราะระหว่างที่พวกเรากำลังกลับ พวกมันก็ไม่ทำตามคำสัญญาที่ให้ไว้กับผู้ใหญ่ มาลอบทำร้ายพวกเราอีกครั้ง และเป้าหมายของการโจมตีครั้งนั้นของมันก็คือคนที่อ่อนแอที่สุดในกลุ่ม ซึ่งก็คือฉัน...”  

            “แต่เธอคนนั้นกลับเข้ามาขวางเอาไว้จนกระทั่งตัวเองตกลงไปในทะเล... แล้วก็หายไปกับเกลียวคลื่น... บนท้องทะเลที่โดนย้อมด้วยเลือดจนกลายเป็นสีแดง... และก็ไม่เคยมีใครเห็นเธออีกเลย... แม้กระทั่งท่านอาจารย์ที่มาทราบเรื่องนี้ทีหลังก็ไม่อาจระบุได้ว่าเธอมีชีวิตอยู่ไหม...

            ฉันกับคทาวุธได้แต่โทษตัวเองสำหรับเรื่องที่เกิดขึ้น พวกเราไม่มีกะจิตกะใจจะทำอะไรทั้งนั้น นอกจากนั่งเงียบๆ แล้วก็เอาแต่ร้องไห้ ที่ต่างคนต่างก็เป็นสาเหตุที่ทำให้เสียเพื่อนคนสำคัญไป” คนธรรพ์สาวกล่าวพลางสูดลมหายใจลึกๆ แล้วกล่าวต่อ “ถ้าไม่ได้เจ้าชายใหญ่ล่ะก็... ป่านนี้พวกเราก็คงยังนั่งเศร้า และรู้สึกผิดอยู่จนถึงวันนี้เลยล่ะ ต้องขอบคุณเขาจริ งๆ

            เจ้าชายใหญ่พี่ของคทาวุธทำอะไรหรือคะเขาไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์นั้นนี่นา

            เขาไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์นั้นก็จริง แต่เมื่อเขากลับมาจากภารกิจลับและทราบเรื่องทั้งหมด เขาก็บุกไปหาคทาวุธ ถีบตาบ้านั่นกระเด็นออกมาจากวัง แล้วก็ตะโกนลั่นเมืองเลยล่ะ... ตะโกนประโยคที่ทำให้ฉันและคทาวุธต้องฉุกคิดได้ขึ้นมา... ประโยคนั้น...

            ประโยคนั้น?“ ฉันทวนคำพลางจ้องตาคู่งามของแม่คนธรรพ์ ซึ่งเธอก็มองฉันกลับมาพลางหมุนนิ้วชี้และชี้ไปที่ปากตัวเอง ก่อนจะพูดออกมาด้วยเสียงทุ้มๆ เหมือนเสียงของผู้ชาย ที่ฟังดูคุ้นหูฉันชอบกล ว่า...

          จะมาร้องไห้เสียใจไปก็ไม่ได้ทำให้คนที่ตายไปแล้วฟื้นกลับมาสักหน่อย นางเสียสละตัวเองเพื่อปกป้องพวกเจ้า ให้พวกเจ้าได้มีชีวิตที่ดีต่อไปในอนาคตนะไม่ได้เพื่อให้พวกเจ้าต้องมาเศร้าแบบนี้ถึงแม้มันจะเป็นความผิดของพวกเจ้า แต่การร้องไห้ไปเรื่อยแบบนี้ก็ไม่ได้ทำให้ความผิดมันหายไปสักหน่อยทำไมไม่ลุกขึ้นมาแล้วทำให้ชีวิตของตัวเองมันดีขึ้นมากว่านี้ แทนส่วนของคนที่จากไปแล้วล่ะ!

            ประมาณนี้แหละจ้ะ” หญิงสาวตากลมกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงปกติหลังจากพูดเลียนแบบประโยคของเพื่อนเก่าที่เคยกล่าวมาแล้วจบ “เพราะฉะนั้น ฉันกับคทาวุธก็จะไม่เสียใจอีกแล้วล่ะ สำหรับการจากไปของเพื่อนพวกเราคนนั้น ที่นิสัยคล้ายกับเธอ...  จะว่าไปแล้วพอฉันเห็นเธอพูดว่าจะทำเพื่อเพื่อนทีไร ฉันก็อดนึกถึงเด็กคนนั้นขึ้นมาไม่ได้ทุกครั้ง

            พวกอมนุษย์นี่ทำใจได้ไวดีจังเลยนะคะเนี่ย” ฉันพูดเมื่อเธอเล่าเรื่องของเธอเสร็จ “ถ้าเป็นฉันล่ะก็... เพื่อนตายทั้งคน คำพูดแค่นั้นคงไม่ทำให้หายเศร้าหรอกค่ะ

            ไม่รู้สินะ อาจเป็นเพราะสภาพสังคมที่หล่อหลอมพวกฉัน กับมนุษย์ในโลกที่เธออาศัย มันแตกต่างกันมากก็ได้ล่ะมั้ง” อรัญญาณีเหน็บแนม ก่อนที่จะเปลี่ยนสีหน้ามาเป็นยิ้มอย่างเป็นมิตร “แต่ฉันก็ดีใจนะ ที่ได้เป็นเพื่อนกับเธอ ฉันจะไม่เสียดายภายหลังแน่นอนที่ได้ช่วยเธอเอาไว้

            ยอกันแบบนี้ฉันก็เขินแย่เลยนะคะ คุณนี” ฉันตอบกลับไปด้วยความเขิน จะว่าไปแล้วนี่เป็นครั้งแรกที่เธอออกปากชมฉันขนาดนี้เลยนะเนี่ย

            ไม่ได้ยอหรอก ฉันพูดเรื่องจริง” คนธรรพ์สาวกล่าวขึ้นด้วยสีหน้าเต็มไปด้วยความสุข “เธอเป็นผู้ที่ถูกเลี้ยงดูจากสังคมมนุษย์คนแรกที่ฉันเคยพบ และเธอก็ทำให้รู้ว่า มนุษย์เป็นสัตว์ประเสริฐสมกับที่พวกเขาเรียกตัวเองว่าอย่างนั้นจริง ๆ

            ขอบคุณมากเลยค่ะคุณนี ที่ชมพวกมนุษย์อย่างฉันถึงขนาดนี้” ฉันกล่าวขึ้นมา ก่อนที่จะถามคำถามหนึ่งซึ่งคาใจมานานพอสมควร 

            “ว่าแต่ฉันมีอะไรที่สงสัยไม่น้อยเลยล่ะค่ะ ฉันไม่เข้าใจเลยว่าทำไมเพลงของคุณอรัญญาณีที่เล่นเมื่อคืน กับความรู้สึกตอนเหยียบเข้าเขตหมู่บ้านของเอื้องคำ ทำไม่ถึงได้...” ฉันพยายามจะถามเรื่องที่อาจเกี่ยวข้องกับความทรงจำก่อนอายุสิบสองของตัวเองที่หายไป แต่ยังไม่ทันที่คำถามนั้นจะได้ออกมาจากปาก ฉันก็ต้องสะดุ้งโหยงเมื่อเกิดอะไรบางอย่างขึ้นเสียก่อน

โครม!!

            เสียงอะไรบางอย่างกระแทกเข้ากับรถม้าที่เรานั่งอยู่ดังสนั่นก่อนที่คนธรรพ์สาวจะกล่าวจบ และแรงปะทะนั้นก็รุนแรงมากจนพวกเราที่นั่งอยู่ในตัวรถกระเด็นจนกระแทกผนังและฉันก็รู้สึกได้ว่ารถม้าลอยฟ้าที่พวกเรากำลังนั่งอยู่นั้น มันกำลังร่วงหล่นลงไปยังเบื้องล่าง!

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 20 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,057 ความคิดเห็น

  1. #836 Dragon_P (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 30 มกราคม 2558 / 22:24
    ฟ้าต้องเป็นเพื่อนคุณนีกับคทาวุธแน่เลย
    #836
    0
  2. #776 .: ธิญโณ :. [K : Grand Duke] (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 6 กรกฎาคม 2557 / 21:04
    เอ้ากำลังคุยกันเพลินๆ เจอหลุมอากาศหรืออย่างไร ฮ่าา
    ---------ติดตามต่อไป
    #776
    0
  3. #709 Kaewpada ( นิจนิรันด์กาล ) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 14 พฤษภาคม 2556 / 19:21
    เอ่อ ๔ีบจนกระเด็นออกจากวัง แล้วด่าลั่นเมืองเลยเหรอ ??? แต่ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ///เปิดบทต่อไป
    #709
    0
  4. #589 ฝนธารา (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 5 เมษายน 2555 / 18:19
    ใครตามมานะ
    #589
    0
  5. #198 -netto- (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 13 เมษายน 2554 / 02:36
    มาแล้วทุ่มต๊ะ>>>มาแล้วทุ่มโต๊ะ
    มารู้ตัวอีกทีก็รู้สึกว่าติดนิยายของท่านศราไปซะแล้ว
    555+
    #198
    0
  6. #148 fah (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 1 เมษายน 2554 / 11:17
    ง่า~แล้วจักรเปนครายยยยยย???
    #148
    0
  7. #139 ธารน้ำแข็ง (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 29 มีนาคม 2554 / 14:34
    ค้างงงงงงงงงงงอย่างแรง
    #139
    0
  8. #35 _ส๓รีนิรuาม_ (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 10 มกราคม 2554 / 18:32
    ??? ได้คำเดียวค่ะ งง

    ปริศนาเยอะมากเลย สรุปเอื้องคำเป็นผู้วิเศษสินะคะ?

    ว้า ต้องรอวันศุกร์เลยเหรอเนี่ย T^T

    สู้ๆนะคะ จะมารออ่านต่อ ><
    #35
    0