Mystic Land - ฝ่ามิติแดนพิศวง

ตอนที่ 13 : บทที่ ๑๑ : งานฉลองเพื่อคนสำคัญทั้งสาม

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,051
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 22 ครั้ง
    31 ต.ค. 63

 

บทที่ ๑๑ งานฉลองเพื่อคนสำคัญทั้งสาม

                “ข้อแรก ข้าอยากให้ท่านยกเลิกการตามล่าตัวพวกเราได้แล้ว เพราะท่านไม่มีวันทำสำเร็จหรอก มันเสียเวลาเปล่า แค่พวกเราถอดเสื้อคลุมออก ท่านก็ไม่มีวันจะหาพวกเราเจอแล้ว เพราะท่านไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพวกเราเป็นใคร สู้เอาเวลาออกมาตามล่าพวกเรา ไปฝึกทหารที่ไว้ใจได้ให้เข้มแข็ง เตรียมระบบรักษาเมืองให้พร้อม ป้องกันอันตรายที่กำลังจะเกิดขึ้นในไม่ช้านี้น่าจะดีกว่า”

                “อันตรายที่จะเกิดขึ้นในไม่ช้านี้? มันพูดถึงอะไรหรือขอรับ ท่านพ่อ” เจ้าชายแห่งฉิมพลีนครกล่าวถามผู้เป็นบิดา แต่ก็ไม่ได้รับคำตอบอะไรจากชายชรา เขายังคงนั่งนิ่งเหมือนตกอยู่ในภวังค์ความคิดจนเสียงของลูกชายส่งไปไม่ถึง

                “ข้อที่สอง สายลับของข้ารายงานมาว่า ในเกาะต่าง ๆ ของฉิมพลีนคร รวมถึงเกาะที่เป็นที่ตั้งของวังหลวงของท่าน ทั้งสิบแปดเกาะนั้น ตอนนี้มีสายลับของศัตรูแฝงตัวอยู่ในทุกเกาะ และท่านก็ไม่มีวันรู้ได้ว่าเป็นใคร เพราะพวกท่านใช้วิชาอ่านใจกันไม่ได้ ท่านก็จงระวังไว้ให้ดี พวกนั้นรอโอกาสเหมาะที่จะทรยศท่านได้ทุกโอกาส”

                “หมายความว่ามันส่งสายลับมาแทรกซึมในทุกเกาะของเมืองเรารึว่า...” ชายชรานั่งลูบหนวดเคราของตัวเอง เมื่อเห็นว่าร่างในชุดขาวหยุดพูดไประยะใหญ่ เหมือนกับรออะไรบางอย่าง “เจ้าคิดว่ายังไงล่ะ? อรัญญาณี”

                “พวกกองโจร ความจริงแล้วไม่ใช่คนเลวร้ายอะไรหรอกเจ้าค่ะ ถึงพวกนั้นส่งสายลับมาแทรกซึมก็จริง แต่ก็เป็นเพราะต้องการจะช่วยพวกเราแบบลับ ๆ และพวกนั้นก็ไม่ใช่ศัตรูของพวกเราด้วย ศัตรูที่พวกนั้นพูดถึงก็น่าจะเป็นพวกอื่นมากกว่า” คุณนีพูดด้วยน้ำเสียงที่ค่อนข้างมั่นใจ “เพราะหนูเคยแกล้งทำเป็นสลบแล้วถือโอกาสอ่านใจของพวกมัน ตอนที่พวกมันจับตัวหนูมัดเอาไว้น่ะค่ะ”

                “เจ้านี่พึ่งพาได้จริง ๆ” ผู้ครองเมืองต้นงิ้วกล่าวพลางหัวเราะพอใจในความสามารถของคนธรรพ์สาว

                “ข้อที่สามที่ข้าอยากจะขอท่าน อาจจะยากไปหน่อยนะ แต่มันก็เป็นสิ่งสำคัญมากที่สุดที่ข้าต้องการจะให้พวกท่านทำ” ร่างจ้อยกล่าวหลังจากที่ยืนนิ่งมานาน “ข้าอยากให้ท่านส่งเจ้าชายผู้มีชื่อตามอาวุธแห่งพระเจ้าทั้งสองคน ออกไปช่วยเหลืออาณาจักรของเหล่าภูตพรายทั้งหลายทางตะวันตก ที่กำลังถูกพวกยักษ์บริเวณนั้นรุกราน และข้าอยากให้ออกเดินทางให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ด้วย”

                “ข้อสุดท้าย ข้าแต่อยากให้ท่านรับรู้ไว้ว่า ถึงพวกข้าจะเป็นโจร แต่ก็ไม่ได้เป็นโจรโดยสันดาน สังคมของพวกท่านต่างหากที่บีบบังคับให้พวกข้าต้องเป็นเช่นนี้ และไม่ว่าท่านจะเรียกพวกข้าว่าอะไรก็ตาม ก็ขอให้รู้ไว้ว่า พวกข้าล้วนแต่รักในแผ่นดินเกิด รักในเผ่าพันธุ์ของตัวเอง”

                “ที่ผ่านมา พวกข้าไม่เคยทำอะไรที่จะก่อให้เกิดผลเสียกับพวกครุฑอย่างเราเลยสักนิด ขอให้เชื่อใจข้าและพรรคพวกเถอะ” ร่างเล็กกล่าวพลางโค้งให้กษัตริย์ ก่อนที่แสงจากม้วนสารนั้นจะค่อย ๆ หายไป จนห้องกลับเข้าสู่สภาพปกติ

                “ไม่เคยทำอะไรเสียหายกับพวกเรางั้นเรอะ? แล้วที่ปล้นชิงข้าวของพวกชาวเมืองเป็นประจำนี่เรียกว่าบำเพ็ญประโยชน์งั้นรึขอรับ? น่าขำชะมัด” เจ้าชายรองพูดติดตลก “แถมยังจะให้เราเชื่อใจมันอีก ให้เชื่อใจพวกโจรที่ทิ้งศักดิ์ศรีของครุฑอย่างพวกเรา ไปรบแบบกองโจรแทนที่จะเผชิญหน้ากันตรง ๆ มันจะมีอะไรน่าขำไปกว่านี้อีกกันนะ”

                “เงียบก่อน เจ้าลูกชาย” ผู้เป็นพ่อกล่าวขึ้นมาด้วยเสียงจริงจัง บอกให้รู้ว่าไม่ได้ขำไปกับผู้เป็นลูกเลยสักนิด “สิ่งที่กองโจรชุดขาวพยายามจะบอกกับเราไม่ใช่เรื่องตลก และถ้าที่บอกว่า ไม่เคยทำอะไรให้เกิดผลเสียกับครุฑอย่างพวกเรา นั่นก็หมายความว่า...”

                “พวกที่กองโจรชุดขาวเคยไปปล้น เป็นพวกสายลับของศัตรูที่แฝงตัวเข้ามา” อรัญญาณีกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง และดูมีสีหน้าเคร่งเครียดกว่าทุกครั้ง

                นี่ทำไมเรื่องมันถึงได้ลึกลับซับซ้อนเกินกว่าที่สมองของฉันมันจะเข้าใจนักล่ะเนี่ย? เพิ่งมารู้ว่าพวกคทาวุธ เป็นเผ่าพันธุ์ครุฑ ก็ต้องมาพัวพันกับปัญหาอะไรของพวกเขาอีก นี่จะปล่อยให้ฉันไปออกตามหาเพื่อน ๆ ไม่ได้กันรึยังไงนะ? ฉันไม่ได้มาที่นี่เพื่อจะเข้ามาพัวพันกับปัญหาใหญ่โตอะไรนี่เลย ฉันแค่จะมาหาเบาะแสเรื่องเพื่อน กับตามหาเจ้านางที่สามารถส่งพวกฉันกลับโลกได้เท่านั้นเอง

                “พวกนั้นต้องการบอกใบ้ให้พวกเราระวังพวกที่พวกนั้นเคยไปปล้นมาทั้งหมดสินะขอรับ” คทาวุธสรุป “แสดงว่าพวกนั้นรู้เรื่องอะไรหลายอย่างที่พวกเราไม่รู้มาก่อน อย่างเรื่องที่มีคนคิดร้ายกับพวกเรา จะว่าไปแล้วข้าน้อยรู้สึกเหมือนพวกเรางี่เง่ายังไงก็ไม่รู้สิขอรับ ถึงได้ปล่อยให้ทั้งสายโจร ทั้งสายของศัตรู ที่เรายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเป็นพวกไหน มาแฝงตัวในวังของพวกเราได้”

                “แล้วทำไมเราไม่ให้คุณนีใช้วิชาอ่านใจ ตรวจสอบว่าใครเป็นพวกคนไม่ดีบ้างล่ะคะ?” ฉันออกความเห็นหลังจากที่เงียบมานาน หวังจะให้ปัญหาพวกนี้คลี่คลาย จะได้ไปเตรียมตัวออกตามหาเพื่อนเสียที โดยเฉพาะนายเอกที่อยู่ใกล้ที่สุด ซึ่งคทาวุธสัญญาว่าจะพาไปพบให้ได้ แล้วก็ไปพบเจ้านางที่อรัญญาณีบอกว่าจะพาไปพบคืนนี้ด้วย

                “ความคิดของแม่หนูคนนี้ก็เข้าท่าดีเหมือนกันนะ ถ้าเป็นเจ้าคงจะทำได้สินะ? อรัญญาณี” ผู้นำครุฑผู้ชราภาพกล่าวขึ้นมา

                “วิชานี้มีข้อจำกัดอยู่เยอะน่ะเจ้าค่ะ” อรัญญาณีส่ายหน้าช้า ๆ “ถึงจะสัมผัสถึงการคงอยู่ของทุกสิ่งในรัศมีได้ก็จริง แต่เรื่องอ่านใจคนอื่นนั้น หนูเลือกได้แค่ทีละคนเท่านั้นเองล่ะ แถมถ้าหากเจอกับผู้เชี่ยวชาญเรื่องนี้มากกว่า ก็ยิ่งแย่เข้าไปใหญ่ เพราะพวกนั้นสามารถบิดเบือนความคิดและความทรงจำของตัวเองได้ เราไม่มีทางรู้ได้เลยว่าสิ่งที่เราอ่านจะเป็นความจริงหรือไม่”

                “สรุปแล้ว พวกเราก็ต้องมาเดินไปตามแผนการของคนอื่นหรือเนี่ย? ข้าน้อยไม่ค่อยสบอารมณ์เลยนะขอรับ” เจ้าชายแห่งครุฑบ่น

                “หมายความว่า ข้าน้อยจะต้องไปทางตะวันตกกับท่านพี่ เพื่อไปจัดการปัญหาของเผ่าอื่น ทั้งที่เรื่องของเผ่าตัวเองยังไม่รู้ว่าจะเอารอดหรือเปล่าเนี่ยนะขอรับ?”

                “ข้าคิดว่าพวกนั้นมีแผนการอะไรบางอย่างแน่ ๆ เรื่องนี้ข้าเองก็อ่านแผนไม่ออกเหมือนกัน คงต้องปรึกษากับท่านราชครูก่อนแล้วกันนะ” ผู้ครองเมืองฉิมพลีนครกล่าวขึ้นมาก่อนที่จะหันไปหาอรัญญาณี “หรือเจ้าอ่านแผนของพวกนั้นออก?”

                “ค่ะ หนูพอจะเดาได้ว่าพวกนั้นต้องการอะไร” คุณนีตอบด้วยเสียงมั่นใจ “ตอนนี้พวกภูตพรายทางตะวันตกถูกพวกยักษ์รุกรานอยู่ การที่พวกเราไปช่วยกับพวกนั้น ก็เท่ากับว่าเราได้พันธมิตรเพิ่มขึ้นมา แต่จะเป็นการประกาศว่าเป็นศัตรูกับพวกยักษ์ขึ้นมาทันที”

                “แล้วทำไมพวกเราต้องไปเป็นศัตรูกับพวกนั้นด้วยล่ะขอรับ? พวกนั้นมีจำนวนมากกว่าเราหลายเท่าตัว แถมมีเผ่าพันธุ์ย่อยอีกมากมายก่ายกอง และก็มีพวกยักษ์มาทำมาหากินในเมืองเราก็เยอะ ถ้าพวกนั้นคิดจะเป็นศัตรูกับพวกเรา แล้วบุกเมืองเราจริง ๆ พวกคงเสียหายแน่ ๆ แล้วชาวเมืองเผ่าอื่น ๆ ที่อาศัยอยู่ที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ไม่ลำบากกันแย่หรือขอรับ?” คทาวุธกล่าวขึ้นมาอย่างวิตกกังวล

                “เจ้านี่ไม่ฉลาดเหมือนพี่เจ้าเอาเสียเลย” คนธรรพ์สาวกล่าวพลางมองไปที่คทาวุธ แล้วหันไปหากษัตริย์แห่งครุฑ “ท่านลุงเข้าใจแล้วใช่ไหมเจ้าคะ?”

                “เจ้าจะบอกว่าพวกยักษ์พวกนั้นเป็นสายลับของศัตรูที่แฝงตัวเข้ามาในเมืองเราสินะ” กษัตริย์แห่งครุฑพูดขึ้นมาพลางลูบเคราขาวของตน “แต่ทำไมพวกยักษ์ถึงได้คิดจะมาเป็นศัตรูกับเรากันล่ะ? ในเมื่อพวกเราไม่เคยมีความแค้นอะไรต่อกันเสียหน่อย ถ้าหากเป็นพวกนาคล่ะก็ว่าไปอย่าง”

                “แต่คำพูดของโจรนั่นก็ไม่มีหลักฐานอะไรมายืนยันอยู่ดีนี่ขอรับ” เจ้าชายกล่าวขึ้นมาอย่างไม่พอใจ “นี่ท่านพอต้องการให้พวกเราไปรบและประกาศสงครามกับพวกยักษ์ โดยที่เราไม่มีหลักฐานว่าพวกนั้นคิดจะเป็นศัตรูกับพวกเราเลยสักนิด มันไม่ไร้เหตุผลไปหน่อยหรือขอรับ?”

                “ไม่มีสิ่งที่ไร้เหตุผลหรอกเจ้าลูกชาย ทุกอย่างมีเหตุมีผลของมันเสมอ” องค์กษัตริย์กล่าวพลาวมองเจ้าชายด้วยสายตามุ่งมั่น “เจ้าเองก็รู้ดีอยู่ว่าเหตุผลที่ข้าต้องการให้พวกเจ้าไปช่วยพวกพรายทางตะวันตกมันคืออะไร จะให้ข้าพูดออกมาหรือ?”

                “ขอร้องล่ะเจ้าค่ะท่านลุง แต่อย่าพูดเรื่องนั้นอีกเลย พวกเรารู้สึกผิดกันมามากพอแล้ว” คุณนีกล่าวขึ้นมาอย่างเร่งรีบ ราวกับไม่ต้องการให้ผู้เป็นพ่อกล่าวต่ออีกแม้แต่คำเดียว

                “ข้าน้อยเข้าใจแล้วขอรับ ท่านพ่อ” เจ้าชายครุฑกล่าวพลางหลับตาลง “ถือว่านี่เป็นสิ่งตอบแทนที่ข้าน้อยทำให้นางได้ก็แล้วกันขอรับ จะเรียกว่าไถ่โทษก็คงไม่ผิดสินะ”

                ฉันไม่รู้เหมือนกันว่าพวกเขาพูดเรื่องอะไรกันอยู่ แต่ถ้าจะให้ฉันเดา คทาวุธคงต้องการทำอะไรบางอย่างเพื่อเป็นการไถ่โทษให้กับใครสักคนแน่ ๆ ซึ่งคนที่ทั้งคทาวุธและคุณนีไม่อยากจะพูดถึง แต่ต้องการจะทำอะไรบางอย่างเพื่อตอบแทน ก็น่าจะเป็นเพื่อนของพวกเขาที่หายสาบสูญไป ที่คุณนีบอกว่าเธอคนนั้นเป็นภูตจากตะวันตก ดังนั้นการไปรบกับเผ่ายักษ์ เพื่อช่วยเหลือเผ่าพันธุ์ของเพื่อนตัวเอง ก็ไม่น่าจะเป็นสิ่งที่ไร้เหตุผลเท่าไร

                ฉันเห็นคุณนีมองมาที่ฉันแล้วพยักหน้าเบา ๆ เหมือนกับจะบอกว่าที่ฉันคิดนั้นถูกต้องแล้ว ก่อนที่จะหันไปทางคทาวุธแล้วกล่าวขึ้นมา

                “พวกเจ้าไม่ต้องห่วงทางนี้หรอก ทางนี้ยังมีข้ากับท่านอาจารย์อยู่ ถ้าเกิดอะไรขึ้นมาจริง ๆ ข้าจะคอยถ่วงเวลาไว้จนกว่าเจ้าจะกลับมาเอง”

                “ขอรับ ข้าน้อยฝากทางนี้ด้วยแล้วกันนะ คุณนี” เจ้าชายหันมากล่าวกับคนธรรพ์สาว “ไม่พรุ่งนี้ก็มะรืนนี้ ข้าน้อยจะออกเดินทางไปกับท่านพี่ เพื่อช่วยพวกภูตพรายทางตะวันตกแน่นอนขอรับ”

                “เอาเป็นว่าพวกเราได้ข้อสรุปกันเรียบร้อยแล้วล่ะนะ รีบไปที่งานฉลองกันก่อนเถอะ รู้สึกว่านี่ก็ใกล้จะถึงเวลาแล้วล่ะ พวกผู้นำจากอาณาจักรทั้งหลายคงรอนานแล้ว ส่วนเรื่องอื่นค่อยว่ากันเมื่อพี่เจ้าอยู่ก็แล้วกัน ข้าไม่อยากจะตัดสินใจอะไรโดยที่เขาไม่ได้อยู่ด้วย” พ่อของคทาวุธกล่าวพลางค่อย ๆ ลุกขึ้นมาจากโซฟา ฉันและพวกทคทาวุธก็ค่อย ๆ ลุกตามท่าน แล้วเดินไปที่ประตูบานใหญ่

                “หนูขออนุญาตหน่อยนะเจ้าคะ” ฉันพูดขึ้นมาเมื่อกษัตริย์ครุฑเปิดประตูออก “คือ... คทาวุธสัญญาบางอย่างไว้กับพวกหนูน่ะเจ้าค่ะ ให้เขาทำตามสัญญาก่อนไปที่งานฉลองได้ไหมเจ้าคะ?”

                “สัญญาที่จะพาไปพบเจ้ามนุษย์นั่นน่ะเหรอ?” คทาวุธเอ่ยขึ้นมาเหมือนพึ่งนึกออก “ไม่ต้องห่วงหรอก เจ้ามนุษย์นั่นอยู่ในงานฉลองกับพวกเราด้วยน่ะขอรับ คงกำลังสนุกเต็มที่อยู่เลยล่ะ เดี๋ยวข้าน้อยจะพาคุณฟ้าไปพบนะขอรับ”

เดี๋ยวนะ! พวกนั้นบอกว่ามนุษย์นี่ชื่อว่าเอก กำลังสนุกอยู่ในงานฉลองงั้นเหรอ?

                แบบนี้ก็หมายความว่าพวกครุฑต้อนรับมนุษย์เป็นอย่างดีน่ะสิ! รู้แบบนี้ฉันบอกว่าตัวเองเป็นมนุษย์ตั้งแต่แรกก็จบปัญหาแล้ว แต่มาบอกตอนนี้คงไม่ทัน คงต้องทำตัวเหมือนเป็นพวกอมนุษย์ต่อไป จนกว่าจะพบกับอาจารย์ของคุณนีที่รู้เรื่องของพวกฉันทั้งหมด ไม่ก็เจ้านางอะไรนั่น

                ฉันก้มหน้าก้มตาเดินตามอมนุษย์ทั้งสามไปตามทางเดินเรื่อย ๆ โดยที่ไม่ได้สนใจรอบข้าง และการเดินก็สิ้นสุดลงเมื่อพวกฉันเดินมาจนถึงหน้าผาสูง ที่ทำเอาฉันเสียวสันหลังวาบ เพราะในรอบไม่กี่วันมานี้ ฉันเพิ่งตกมาจากที่สูงติดต่อกันตั้งหลายรอบ

                “เราจะออกเดินทางสู่งานฉลองกันแล้วนะขอรับ” คทาวุธกล่าวพลางยิ้มแฉ่ง แล้วชิงกระโดดลงไปจากหน้าผาเสียก่อนที่ฉันจะได้อ้าปากถามอะไร แล้วนั่นมันทำเอาฉันต้องตกใจจนพูดไม่ถูก เพราะตรงฉันไม่ได้มีปีกบินได้ หรือตกจากที่สูงแล้วไม่ตายสักหน่อย!

                “พวกเจ้ากระโดดตามลงไปได้เลย” ผู้นำครุฑยิ้มน้อย ๆ ให้ ซึ่งฉันก็ยังไม่ทันได้ตอบอะไร แม่คนธรรพ์สาวก็คว้าข้อมือของฉันแล้วพากระโดดลงหน้าผาตามเจ้าชายไปเสียแล้ว!

                ในทีแรกฉันรู้สึกกลัวตายขึ้นมา แต่ความรู้สึกนั่นมันก็พลันหายไป เมื่อเท้าของฉันสัมผัสเข้ากับบางสิ่งบางอย่างที่นุ่มนิ่มราวกับหมอน และเมื่อลองมองไปรอบตัวก็พบว่าตัวเองกำลังอยู่บนหลังนกยักษ์ที่ขนาดตัวใหญ่กว่าช้างราวสี่ห้าเท่า ที่บินร่อนมารับพวกเราให้ขึ้นไปอยู่บนแผ่นหลังของมันได้พอดิบพอดี จากนั้นกษัตริย์แห่งฉิมพลีนครก็ตามลงมายืนข้างฉันกับคุณนีในระยะเวลาอันไม่นานนัก

                “นึกว่าจะตายเอาแล้วซะอีก” ฉันบ่นพึมพำเบา ๆ พลางเอามือทาบหน้าอก แล้วหันไปมองกษัตริย์ของพวกครุฑสลับกับคุณนี ก่อนจะเอ่ยถามขึ้นมา “ว่าแต่คทาวุธหายไปไหนล่ะคะเนี่ย?”

                “ก็ที่พวกเรากำลังอาศัยอยู่บนหลังเนี่ยล่ะ คทาวุธล่ะ” คุณนีกล่าวพลางยิ้มน้อย ๆ แล้วเรียกโซฟาหวายขึ้นมาให้กษัตริย์ชรา ก่อนที่ตัวเองจะลงไปนั่งกับแผ่นหลังของนกยักษ์ตัวเขียวแล้วลูบหลังเบา ๆ

                “เจ้าเพิ่งเคยพบกับเผ่าพันธุ์เราเป็นครั้งแรกสินะ อรัญญาณีเล่าให้ข้าฟังเรื่องของเจ้ามาบ้างแล้วล่ะ” ผู้นำเผ่าครุฑกล่าวพลางมองมาที่ฉันอย่างเอ็นดู

                “เพิ่งเคยพบเผ่าพันธุ์ของพวกท่านเป็นครั้งแรกก็วันนี้ล่ะเจ้าค่ะ” ฉันตอบพลางยิ้มแห้ง ๆ เพราะกังวลว่าที่คุณนีเล่าเรื่องของฉันให้พ่อของคทาวุธฟัง จะไม่ตรงกับที่ฉันจะพูดต่อ

                “เช่นนั้นข้าจะเล่าเรื่องของพวกครุฑอย่างพวกเราให้เจ้าฟังพอสังเขปแล้วกันนะ” ชายในชุดเขียวกล่าวพลางมองมาที่ฉันซึ่งกำลังพยักหน้ารับคำ

                “เชื่อกันว่านานมาแล้ว กษัตริย์สุเรนทรชิต บุตรแห่งวินตา ผู้มีศักดิ์เป็นปู่ของข้า ผู้นำแห่งกองกำลังอมนุษย์กึ่งวิหคทั้งหลาย เป็นผู้ได้ชื่อว่าครุฑ ส่วนเหล่าบุตรหลานและบริวารนั้นยังไม่มีมีชื่อเรียกเผ่าพันธุ์อย่างเป็นทางการ”

                “จนกระทั่งเกิดสงครามครั้งสุดท้ายระหว่างพวกเรากับนาคเมื่อสมัยข้ายังไม่ได้ถือกำเนิดขึ้น มูลเหตุมาจากท่านปู่และบริวารได้รับอนุญาตให้จับเหล่านาคเป็นอาหารได้ ท่านปู่ที่มีความแค้นเหล่านาคจึงไล่ฆ่าล้างบางเหล่านาคมาเป็นอาหารหวังจะให้สูญพันธุ์ ศึกครั้งนั้นก่อให้เกิดความเสียหายใหญ่หลวงจนพระผู้เป็นเจ้าต้องมาระงับสงคราม และจำกัดประเภทของนาคที่ครุฑสามารถกินเป็นอาหารได้”

                “แต่พระผู้เป็นเจ้าก็ยังไม่วางใจ เพราะผู้ถูกจำกัดประเภทการกินนาคมีเพียงท่านปู่ผู้ได้ชื่อว่าครุฑผู้เดียวเท่านั้น ท่านปู่จึงให้ลูกหลานและบริวารทั้งหมด รับชื่อครุฑเอาไว้ และเรียกตัวเองว่าเป็นเผ่าพันธุ์ครุฑ”

                “เผ่าครุฑอย่างพวกเราเป็นหนึ่งในเผ่าพันธุ์ที่วิเศษมากเผ่าพันธุ์หนึ่ง เพราะนอกจากร่างกายของพวกเราจะแข็งแกร่งเป็นอันดับต้น ๆ ในโลกนี้แล้ว พวกเรายังสามารถฟังและพูดภาษาสัตว์ได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่อมนุษย์อีกหลายเผ่าไม่สามารถทำได้ นอกจากนี้ยังมีเมื่อเกิดมาก็มีร่างกายหลายรูปแบบให้เลือกเปลี่ยนให้เข้ากับสถานการณ์ได้ตามใจชอบ ซึ่งเป็นความสามารถที่แทบจะไม่มีเผ่าพันธุ์ไหนทำได้มาก่อน”

                “เปลี่ยนร่างเป็นแบบไหนได้บ้างเหรอคะ?” ฉันถามอย่างสนอกสนใจ

                “รูปแบบแรกคือแบบเหมือนเทวดา ซึ่งนั่นก็คือแบบที่เจ้าเห็นข้าเป็นอยู่ในตอนนี้ เป็นร่างกายที่อ่อนแอที่สุด แต่มีมือที่ใช้หยิบจับสิ่งของได้สะดวก พวกครุฑส่วนมากก็นิยมอยู่กันในร่างนี้ตั้งแต่ที่เราเริ่มมีการติดต่อกับเผ่าพันธุ์อื่น ส่วนรูปแบบที่สอง ก็คล้ายกับแบบแรก แต่มีปีกงอกเพื่อใช้ในการเคลื่อนที่บนท้องฟ้า”

                “รูปแบบต่อมาคือแบบปักษา คือเป็นนกทั้งตัวแบบคทาวุธในตอนนี้ เป็นร่างที่มีพละกำลังมหาศาลและว่องไวที่สุด แต่ไม่เป็นที่นิยมมากเท่าไรในตอนปัจจุบัน แต่สมัยที่เรายังไม่ติดต่อกับพวกอื่นมาก พวกเรานิยมอยู่ในร่างนี้กันมากที่สุด อย่างเช่นท่านพ่อสดายุที่เจ้าน่าจะเคยได้ยินชื่อมาบ้าง”

                ”และรูปแบบที่เป็นที่รู้จักกันดีทีสุดเมื่อพูดถึงพวกครุฑอย่างเรา คือแบบครึ่งนกครึ่งเทวดา ร่างกายเหมือนเทวดา แต่มีจะงอยปาก มีปีก และมีกรงเล็บแบบนก ซึ่งเป็นร่างที่นิยมใช้ในการต่อสู้มากที่สุด เพราะถึงแม้จะมีเรี่ยวแรงน้อยกว่าแบบปักษานิดหน่อย แต่ก็มีมือและเท้ามาใช้ทดแทนกันได้ ทำให้สู้ระยะประชิดได้คล่องตัวขึ้น แต่ถึงแบบนั้นก็ยังสามารถ”

                “ฟังดูสุดยอดจังเลยนะคะ”

                “ไว้จบงานฉลอง ข้ามีเรื่องอะไรต่อมิอะไรเกี่ยวกับเผ่าของเราจะเล่าให้เจ้าฟังเยอะไปหมดเลยล่ะ ถ้าตอนนั้นเจ้ายังอยากจะฟังนะ” พ่อของคทาวุธกล่าวพลางหัวเราะเบา ๆ อย่างอารมณ์ดี

                “เอ่อ... ขอถามอะไรสักอย่างได้ไหมเจ้าคะ?” ฉันถามขึ้นมาเมื่อเห็นว่าผู้นำของพวกครุฑกำลังอารมณ์ดี ”ปกติแล้ว พวกท่านต้อนรับเผ่ามนุษย์ที่หลงเข้ามา ดีถึงขนาดให้มาร่วมฉลองด้วยหรือเจ้าคะ?”

                “ปกติก็ไม่หรอก” ชายชรากล่าวพลางยักไหล่ “แต่ว่าเจ้าหนุ่มมนุษย์คนนี้เป็นอะไรที่พิเศษไปกว่าพวกมนุษย์คนอื่นน่ะ พวกเราจึงต้อนรับขนาดนี้  ถ้าเป็นมนุษย์คนอื่นพวกเราคงส่งกลับไปยังโลกของเขาแล้วล่ะ”

                ได้ยินคำตอบแบบนี้ค่อยใจชื้นขึ้นมาหน่อย ว่าเผ่าครุฑคงไม่ทำร้ายมนุษย์แบบพวกยักษ์แน่นอน แถมยังจะใจดีส่งกลับให้อีกต่างหาก! แบบนี้ฉันจะบอกไปว่าฉันเป็นมนุษย์เลยดีไหมนะ?

ว่าแต่นายเอกเป็นบุคคลสำคัญอะไรขนาดนั้นกันล่ะนั่น? ก็แค่เด็กแว่นกวนประสาทธรรมดานี่นา

                “แล้วมนุษย์คนนั้นมีอะไรเป็นพิเศษหรือคะ?” ฉันถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น

                “อืม... เจ้ารู้จักพวกที่สามารถสื่อสารกับอทิสมานกายที่มนุษย์ทั่วไปมองด้วยตาเปล่าไม่เห็นได้หรือเปล่าล่ะ? พวกที่พวกเราเรียกกันว่าผู้มีพลังสูงน่ะ” ผู้นำพวกครุฑกล่าวพลางมองมาที่ฉัน

                “เดิมทีพลังที่ว่า เป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกคนจะมีกันอยู่แล้ว บางครั้งบางทีจึงสามารถมองเห็นอมนุษย์ในสถานะอทิสมานกายได้ แต่ด้วยความไม่รู้จึงพากันตกอกตกใจว่านั่นคือผีหลอก แต่ถ้ามีพลังสูง ก็จะสามารถมองเห็นได้บ่อยขึ้น และนอกจากนั้นพลังที่ว่าก็จำเป็นต่อการใช้คาถาอาคม ถ้าพลังสูง ก็จะสามารถใช้คาถาอาคมชั้นสูงได้มากขึ้นอีกด้วย”

                “หรือว่าคนที่ชื่อเอกนั่นเป็น...”

                “เขาเป็นผู้ที่มีพลังสูง ตัวเขาและตระกูลของเขาช่วยเหลือเหล่าอมนุษย์ทั้งหลายในมิตินั้น และเป็นธุระให้กับอมนุษย์จากที่นี่ซึ่งจะเดินทางไปโลกของอมนุษย์ ซึ่งในพวกที่เขาช่วยเอาไว้ ก็มีเผ่าพันธุ์ของพวกเรา หรือพวกที่เป็นพันธมิตรอยู่ด้วย เรียกได้ว่ามีบุญคุณกับพวกเรามากพอดูเลยล่ะ”

                “หา! นี่เรื่องจริงหรือคะ?” ฉันพูดไปด้วยความประหลาดใจ เมื่อรู้ว่านายเอกเป็นพวกผู้มีพลังอะไรแนวนี้ นั่นคงเป็นคำตอบว่าทำไมตอนอยู่ในหมู่บ้านของเอื้องคำ เขาจึงไม่กลัวเจ้าดวงไฟหลากสีพวกนั้น แถมยังปัดมันออกไปให้พ้นหน้าฉันอีกต่างหาก แต่ฉันเริ่มจะสับสนตรงที่เขาบอกว่าคนที่อยู่ในงานเลี้ยงอายุยี่สิบกว่าแล้ว ก็ในเมื่อเขาเรียนจบออกมาพร้อมฉันที่อายุยังไม่ถึงสิบแปด แล้วเขาจะอายุยี่สิบได้ยังไงกัน? หรือว่าจะเป็นคนละคนกับเพื่อนฉัน?

                “แล้วในงานฉลองที่เชิญเหล่าผู้นำของหลายเผ่าพันธุ์มานี่ นอกจากลูกชายข้า เจ้าหนุ่มมนุษย์นี่ก็เป็นที่น่าสนใจพอดูเลยล่ะ” ผู้นำเผ่าครุฑกล่าว ก่อนจะหันมามองที่ฉันด้วยสายตาเอ็นดู “แต่เจ้าคงสนใจจะพบคนอื่นในงานฉลองมากกว่าสินะ”

                “คุณนีเล่าเรื่องของฉันให้ฟังแล้วเหรอคะ?” ฉันพูดพลางหันไปมองหญิงสาวผู้ห่มสไบสีเขียว

                “ก็นิดหน่อยน่ะ” เธอตอบกลับมา แต่ไม่ทันที่ฉันจะได้พูดอะไรต่อ กษัตริย์เผ่าครุฑก็ลุกขึ้นมาจากเก้าอี้ ก่อนจะกล่าวออกมา

                “ถึงแล้วล่ะ ลงไปกันเถอะ”

                ผู้นำเผ่าครุฑกล่าวพลางคว้าข้อมือพวกฉันกระโดดลงจากหลังของคทาวุธในร่างนกยักษ์ แล้วค่อย ๆ หล่นลงอย่างช้า ๆ แบบเดียวกับที่นายกองเฝ้าด่านทำเมื่อปรากฎตัวออกมาต้อนรับพวกเรา ไปยังพื้นเบื้องล่างซึ่งกำลังจัดงานฉลองที่ดูเหมือนกับงานเลี้ยงโต๊ะจีนผสมกับการเล่นรอบกองไฟของชาวป่าในหนังผจญภัย มีผู้คนมากหน้าหลายตาที่น่าจะมาจากหลายเผ่าพันธุ์กำลังสนุกสนานกันไม่น้อย ทำให้ฉันอยากจะลงไปร่วมสนุกกับพวกเขาด้วยแล้วสิ

                “สวัสดีแขกผู้มีเกียรติทุกท่าน ที่ได้รับเชิญมาในงานฉลองเสร็จภารกิจของลูกชายข้า” กษัตริย์รุ่นกล่าว หลังจากเท้าของพวกเราสัมผัสกับพื้นที่ดูเหมือนเป็นเวที และตามมาด้วยเจ้าชายรองซึ่งกลับมาเป็นร่างแบบคน และคำกล่าวด้วยเสียงที่แฝงไปด้วยพลังนั้นก็ทำเอาผู้คนทั้งหลายที่อยู่ในงานฉลองต้องเงียบกริบ และหันมาทำท่าคำนับผู้นำของเผ่าครุฑพร้อมกันที

                “ไม่ต้องเกร็งนักหรอก อยู่ต่อหน้าข้าวางตัวตามสบายเถอะ ข้าไม่เจ้ายศเจ้าอย่างแบบพระราชาของเผ่าพันธุ์อื่นหรอกนะ” องค์กษัตริย์กล่าวพลางยิ้มอย่างอารมณ์ดี แล้วลูบหนวดเบา ๆ “ข้ารู้สึกดีใจมาก ที่มีคนใหญ่คนโตมากมายจากเผ่าพันธุ์ต่าง ๆ มายินดีกับความสำเร็จของลูกชายข้ากันขนาดนี้ ไม่ว่าจะเป็นพวกเราชาวครุฑ หรือจะเป็นพันธมิตรใกล้ชิดอย่างพวกคนธรรพ์ วิทยาธร กินนร หรือแม้กระทั่งเผ่าภูตพรายจากดินแดนตะวันตก และรวมไปถึงมนุษย์ผู้มาจากอีกมิติหนึ่งอย่างพ่อหนุ่มเอกรัตน์”

                “ข้าก็ไม่มีอะไรพูดมากไปกว่านี้ เพราะรัชทายาทคงพูดไปก่อนที่ข้าจะมาถึงหมดแล้ว ข้าก็ขอเปิดงานนี้อย่างเป็นทางการ ขอให้ทุกคนสนุกกันให้เต็มที่!” ชายชราในชุดคลุมเขียวกล่าวพลางชูกำปั้นขึ้นไปในอากาศด้วยท่าทีเหมือนกับหนุ่ม ๆ ซึ่งก็ตามมาด้วยเสียงโห่ร้องยินดีทั่วบริเวณ ก่อนที่จะมีการจุดพลุหลากสีขึ้นไปบนท้องฟ้า

                “เอ่อ... มนุษย์คนนั้นอยู่ตรงไหนหรือคะ คุณคทาวุธ?” ฉันกระซิบถามเจ้าชายรอง ขณะที่พวกเรากำลังก้าวลงมาจากเวที

                “โต๊ะนั้นล่ะ เห็นไหมขอรับ?” คทาวุธกล่าวพลางชี้ไปยังโต๊ะด้านหลังที่มีหลายคนกำลังยืนออกันอยู่ราวกับพวกคนในโลกของฉันยืนล้อมดาราดัง

                “ให้คุณนีพาไปแล้วกันขอรับ ข้าน้อยจะอยู่กับท่านพ่อก่อน” เจ้าชายรองกล่าวพลางหันไปส่งสายตาให้คุณนี ซึ่งเธอก็พยักหน้ารับรู้ แล้วจูงมือฉันเดินไปทางนั้นในทันที

                “เอ่อ ขอโทษนะคะคุณนี ฉันถามอะไรหน่อยได้ไหมคะ?” ฉันถามด้วยความกระตือรือร้น แล้วพอเห็นคนธรรพ์สาวก็พยักหน้ารับคำ ฉันก็รีบถามต่อทันที

                “เจ้านางที่ฉันตามหา มางานนี้ด้วยใช่ไหมคะ? คุณนีถึงบอกว่าจะพาฉันมาพบเจ้านางในคืนนี้น่ะ”

                ”ก็ใช่แล้วจ้ะ อีกไม่นานเธอจะได้พบกับเจ้านางที่แม่หนูเอื้องคำพูดถึงแน่ อดใจรอหน่อยนะจ๊ะ ลองไปคุยกับเพื่อนเธอก่อนก็ได้นะ” อรัญญาณีกล่าวขึ้นมา เมื่อพวกเรามายืนกันอยู่ใกล้โต๊ะที่มีเหล่าอมนุษย์หลายเผ่ายืนรุมล้อมอยู่จนมองไม่เห็นตัวคนที่พวกเขารุมล้อม

                “ท่านเอก ขอบคุณมากนะที่ช่วยข้าเอาไว้ตอนที่ข้าไปไปทดสอบตนเองที่โลกมนุษย์ ดาบคาตานะจากดินแดนของข้าเล่มนี้ ท่านโปรดรับมันเป็นการตอบแทนจากข้าด้วย”

                “นี่ เจ้าหนู ช่วยเล่าเรื่องบนโลกมนุษย์ให้ข้าฟังหน่อยสิ ไม่ได้ไปที่นั่นมาเป็นร้อยปีแล้ว”

                “ทีละคนก่อนดีกว่ามั้งครับ โดนรุมแบบนี้ผมพูดด้วยลำบากนะ ฮะฮะฮะฮ่า” เสียงที่ฉันคุ้นเคยดังขึ้นมาท่ามกลางวงล้อมของพวกอมนุษย์มากมาย และดูเหมือนเจ้าของเสียงจะสบายดีและอารมณ์ดีอยู่อีกต่างหาก

                นี่ฉันต้องมาเจออะไรลำบากลำบนขณะที่หมอนี่อารมณ์ดีอยู่งั้นเหรอเนี่ย? ไหนนายจักรบอกว่ากัซ มินท์ กับหมอนี่เข้ามาโลกนี้ผ่านทางถ้ำนั้นเพื่อจะมาช่วยฉันไง แล้วทำไมเจ้านี่ถึงได้อารมณ์ดีอยู่กันล่ะ?

                แล้วจากที่ฟังมา หมายความว่าพวกเขาเข้าออกระหว่างสองโลกกันได้สบายเลยน่ะสิ แล้วไหนคุณนีถึงบอกว่าเขตการบิดเบี้ยวของมิติไม่มีใครอยากเข้าใกล้ล่ะ? โกหกกันนี่นา!

                “อ้าว! เจ๊นีใช่ปะนั่น? ไม่เจอกันตั้งหลายปีเลยนะ” เสียงหนึ่งดังขึ้นมาจากด้านหลังของพวกฉัน และเมื่อฉันและอรัญญาณีหันกลับไปก็พบชายหนุ่มผิวขาวผมสีน้ำตาลในชุดเสื้อยีนส์ผ่าอกกับกางเกงยีนส์ขายาวที่ขาดตรงเข่า กำลังยืนยิ้มแฉ่งอยู่ด้วยท่าทางอารมณ์ดี

                “นี่เจ้าได้รับเชิญมาที่นี่ด้วยรึ!” คุณนีกล่าวด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ พลางมองไปที่ขายหนุ่มในชุดยีนส์ตาขวางเหมือนเป็นคู่อริเก่า

                “ก็ใช่สินะครับ เจ๊ไม่ได้ไปที่คนธรรพ์สโมสรตั้งนานแล้ว คงไม่รู้สินะว่าเดี๋ยวนี้ยุคสมัยมันเปลี่ยนไปแล้ว ดนตรีสไตล์ร็อคแบบพวกผมมันก็กำลังฮ็อตสุด ๆ เขาก็เลยเชิญวงดนตรีพวกผมมาเล่นที่นี่ไง เจ๊นี่ไม่อินเทรนด์เอาซะเลย” ชายหนุ่มที่น่าจะเป็นคนธรรพ์กล่าวพลางยิ้มอย่างดีใจ ก่อนจะกล่าวขึ้นมาต่ออย่างยียวน

                “เจ๊นี่มันหัวโบราณไม่เปลี่ยนเลยนะ เวลาผ่านมาหลายสิบปี เทคโนโลยีใหม่ ๆ ก็เกิดขึ้นไม่รู้เท่าไรต่อเท่าไร สไตล์ดนตรีก็มีมากขึ้นกว่าแต่ก่อนตั้งเยอะ ทำไมเจ๊ถึงได้ไม่ยอมเปลี่ยนเลยก็ไม่รู้”

                “พวกที่เกิดมาแค่ไม่กี่สิบปีอย่างเจ้าจะไปรู้อะไร สิ่งใดที่สืบทอดมาแต่บรรพบุรุษ ลูกหลานอย่างพวกเราก็ควรจะรักษาไว้ไม่ให้มันต้องสูญหายไปตามกาลเวลาไม่ใช่หรือ?” อรัญญาณีตอบด้วยท่าทีไม่พอใจเท่าไร

                “ถ้าเจ๊อยากจะเป็นพวกอนุรักษ์นิยมก็เรื่องของเจ๊เถอะ แต่เผ่าอื่น ๆ เขาพัฒนากันไปถึงไหนแล้วเจ๊ก็น่าจะรู้นี่นา” คนธรรพ์หนุ่มพูดกวนประสาท “ว่าแต่เจ๊กลัวเขาไม่รู้ว่าอยู่มาเป็นร้อยปีแล้วเรอะนั่น? ถึงได้แต่งตัวเชยขนาดนี้ ผมว่าสวย ๆ แบบเจ๊เหมาะกับชุดแบบนี้มากกว่านะ”

                ชายหนุ่มชุดยีนส์กล่าวพลางหมุนนิ้วแล้วชี้ไปที่แม่คนธรรพ์สาวเพื่อนของฉัน แล้วทันใดนั้นชุดไทยที่เธอสวมเป็นประจำก็เปลี่ยนเป็นชุดสาวใช้ใส่หูแมวตามที่เคยเห็นในการ์ตูนญี่ปุ่น ซึ่งทำเอาเธอหน้าแดงก่ำด้วยความไม่พอใจ ก่อนที่จะรีบเสกชุดตัวเองให้กลับเป็นชุดไทยแบบเดิม แต่เจ้าคนธรรพ์หนุ่มนั่นก็แกล้งเปลี่ยนชุดของเธอให้กลายเป็นชุดบิกินนี่ใส่หูกระต่าย! คราวนี้ทำเอาเธอโกรธมากจนหน้าแดงเป็นมะเขือเทศเลยทีเดียว!

                “ถือว่าเป็นระดับสูงแล้วจะมาแกล้งระดับกลางได้ตามใจเหรอ!” คุณนีพูดขึ้นมาก่อนจะหมุนนิ้วชี้แล้วเปลี่ยนชุดของเจ้าคนธรรพ์หนุ่มจนกลายเป็นผ้าขาวม้าผืนเดียว และดูท่าทางการทะเลาะกันของคนธรรพ์ทั้งสองคงจะยังไม่จบในเร็ว ๆ นี้แน่ 

                ฉันจึงตัดสินใจปลีกตัวเดินเข้าไปยังวงล้อมของพวกอมนุษย์นั้นโดยลำพัง ปล่อยให้ทั้งสองคนเปลี่ยนเสื้อผ้าของอีกฝ่ายกันต่อไป ทั้งที่ยังสงสัยว่าคนธรรพ์นี่นิสัยแบบนี้ตั้งแต่ระดับล่างอย่างยัยเอื้องคำ จนมาถึงชายหนุ่มที่คุณนีบอกว่าเป็นระดับสูงเลยรึไงนะ?

                “เอาเป็นว่าผมไม่ได้หวังชื่อเสียงหรืออะไรตอบแทนหรอกนะครับ แค่ทำเพราะเห็นใครเดือดร้อนไม่ได้ก็เท่านั้นเอง โดยเฉพาะกายละเอียดทั้งหลายที่โดนมนุษย์เหมารวมว่าเป็นผีไปหมดน่ะ“ เสียงที่คุ้นเคยดังออกมาจากวงล้อม ขณะที่ฉันก็ค่อย ๆ แหวกผู้คนเข้าไปหาเจ้าของเสียง

                “และจุดประสงค์ที่ผมมาที่นี่ก็ตามที่ได้บอกไปตอนไต่สวนพิเศษนั่นล่ะครับ” เสียงนั้นยังคงกล่าวขึ้นมาต่อ ส่วนฉันก็ใกล้เข้าไปเรื่อย ๆ จนจะถึงใจกลางวงล้อม

                “และผมว่าผมเองต่างหาก ที่น่าจะเป็นฝ่ายขอบคุณพวกคุณทั้งหมด เพราะว่าถ้าไม่มีพวกคุณที่ไปฝึกงาน ไปทดสอบตัวเอง หรือไปทำภารกิจบนโลกนั้น ผมก็ยังไม่รู้เลยครับ ว่าชีวิตผมจะเป็นแบบนี้ไหม” เสียงนั้นยังคงกล่าวขึ้นมาต่อ ซึ่งตอนนี้ฉันก็เดินฝ่าวงล้อมทีละนิดจนเข้ามาด้านในสุดแล้ว และฉันก็มองเห็นเจ้าของเสียงนั้นได้อย่างถนัดตา

                เด็กหนุ่มร่างผอมบางที่ความสูงพอกับฉัน เด็กหนุ่มกลางวงล้อมนี่เป็นคนที่ฉันกำลังตามหาอยู่จริง ๆ ตอนนี้ฉันดีใจเกือบถึงขีดสุดเลยก็ว่าได้ ที่ได้เจอเพื่อนคนแรกหลังจากที่ไม่ได้เจอใครมานานตั้งหลายวัน

                “ท่านผู้มีเกียรติทั้งหลาย ข้าคิดว่าใกล้ได้เวลาอันสมควร ตามที่ได้บอกเอาไว้ตอนต้นงานแล้วล่ะ!” เสียงหนึ่งดังขึ้นมาทางเวทีพร้อมกับสายลมแรงที่พัดมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย แรงจนแม้กระทั่งตัวฉันที่อยู่ด้านในวงล้อมยังรู้สึกได้...

                “ท่านพี่ไม่ค่อยอยากพูดซ้ำเท่าไร เพราะฉะนั้นข้าน้อยพูดเองแล้วกันนะขอรับ” เสียงของคทาวุธกล่าวอย่างอารมณ์ดี  “งานนี้จัดขึ้นเพื่อสามคนสำคัญ กล่าวคือนอกจากจะจัดเพื่อฉลองการเสร็จภารกิจของท่านพี่ กับต้อนรับคุณเอกแล้ว งานนี้ก็ยังมีวัตถุประสงค์อีกอย่าง ที่แทบทุกคนในงานก็น่าจะรู้กันอยู่แล้วนะขอรับ เราจัดเพื่อต้อนรับบุคคลสำคัญอีกผู้หนึ่ง และนางจะมาที่นี่ในอีก... สิบ”

                “เก้า” เสียงคทาวุธนับต่อ

                “แปด” เสียงหลายคนในงานนับขึ้นมา และดูเหมือนวงล้อมที่ล้อมนายเอกก็จะขยายออกไปด้วย ส่วนนายเอกนั้นก็นั่งยิ้มอยู่เหมือนกำลังดีใจเรื่องอะไรบางอย่าง

                “เจ็ด”

                “หก”

                ผู้คนเริ่มแยกย้ายออกไปนั่งบนยังที่นั่งใครที่นั่งมันแล้ว เหมือนกับว่าพวกเขากำลังนับถอยหลังการรอคอยอะไรบางสิ่ง บางสิ่งที่ทุกคนรู้กันหมดว่ามันคืออะไร แต่ฉันไม่รู้อยู่คนเดียวนี่สิ!

                “ห้า”

                เสียงนับยังคงดังต่อไป มันทำให้ฉันรู้สึกโดดเดี่ยวมากเป็นทวีคูณอย่างแทบไม่เคยเป็นมาก่อน เพราะเหมือนทุกคนรู้อะไรบางอย่างกันหมด แต่ฉันไม่รู้อยู่คนเดียว ฉันจึงรีบหันซ้ายหันขวามองหาแม่คนธรรพ์สาว ที่เป็นเพื่อนเพียงคนเดียวที่คุยได้ในตอนนี้ เพื่อที่จะได้ถามเธอว่าเขานับอะไรกัน

                “สี่”

                “ฉันคงส่งเธอได้เท่านี้ ลาก่อน แม่หนูขวัญนภา อภิรัตนสกุล” ฉันได้ยินเสียงแม่สาวคนธรรพ์พึมพำขึ้นมาเบา ๆ และนั่นก็ทำให้ฉันหันไปและพบเธอในชุดนางกระต่ายกำลังยืนพิงต้นไม้ต้นหนึ่งอยู่ไม่ไกลจากฉันเท่าไรนัก

                “สาม”

                ฉันพบคนธรรพ์สาวเข้าแล้ว แม้ไม่รู้ว่าที่เธอพูดเมื่อครู่หมายถึงอะไรก็ตามที และตอนนี้ฉันก็จำเป็นต้องไปถามอะไรจากเธอด้วย แต่ฉันก็ยังไม่ทันจะเดินไปหา ก็ดันสะดุดเท้าตัวเองจนหกล้มเข้าให้เสียก่อนนี่สิ เวรกรรมแท้ ๆ

                “สอง”

                “เฮ้ ยัยฟ้า! สุขสันต์วันเกิดนะ ฮะฮะฮะฮ่า” ฉันได้ยินเสียงใครบางคนกล่าวขึ้นมาเบา ๆ ในขณะที่ฉันกำลังพยายามยันกายขึ้นมาจากพื้น มันเหมือนเสียงของนายเอกมากเหลือเกิน... แต่เจ้าหมอนั่นจะรู้ได้ยังไงว่าที่อยู่ตรงนี้คือตัวฉันล่ะ? ว่าแต่นี่ฉันเจอเรื่องอะไรต่อมิอะไรมาเยอะจนลืมวันเกิดตัวเองเชียวเหรอเนี่ย?

                “หนึ่ง”

                “ได้เวลาแล้วสินะ” ฉันได้ยินเสียงที่น่าเป็นของเจ้าชายใหญ่ดังขึ้นมาจากเวที แต่ว่ายังไม่ทันที่จะหันไปมองหน้าเจ้าของเสียง หัวของฉันมันก็ดันปวดขึ้นมาเอาดื้อ ๆ เหมือนกับมันจะระเบิดออกมา

“ศูนย์”

                ฉันไม่รู้ว่าอะไรเกิดขึ้นต่อจากนั้น เพราะจู่ ๆ ภาพที่ฉันเห็นก็เบลอและบิดเบี้ยวไป... หูของฉันอื้อไปหมดจนไม่ได้ยินเสียงอะไร... แล้วสติสัมปชัญญะของฉันก็ค่อย ๆ ดับวูบลงไปอีกครั้งหนึ่ง...

 

 

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 22 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,057 ความคิดเห็น

  1. #1001 อัจฉราโสภิต (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 28 มกราคม 2560 / 09:37
    เพิ่งเห็นว่าเคยคอมเม้นต์ตอนนี้ไปแล้ว แต่ก็ยังคิดเหมือนเดิม เท่าที่ดูจากนิสัย ณีน่าจะอายุสักสามสิบกว่า เอาไปใส่บิกินี่ไม่น่าจะเจริญหูเจริญตาเท่าไหร่มั้ง....

    แต่เพิ่งรู้สึก ว่าอ่านๆมานึกว่าคนธรรพ์จะอนุรักษ์นิยมกันด้วยเผ่าพันธุ์ ไม่นึกว่าจะมีหัวสมัยใหม่

    นิดนึงตรงร่างครุฑ เปลี่ยนได้สี่ แต่ทำไมแนะนำแค่สามเอง ?
    #1,001
    3
    • ความเห็นย่อยนี้ถูกลบแล้ว :(
    • #1001-3 อัจฉราโสภิต(จากตอนที่ 13)
      28 มกราคม 2560 / 11:27
      จริงด้วย อ่านข้าม โทษที
      #1001-3
  2. #787 Sirisobhakya (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 17 สิงหาคม 2557 / 23:02
    ...........อรัญญานีใส่หูแมว + หูกระต่าย

    สงสารเจ๊แกและคนรอบข้างบ้างดีไหมครับ อายุก็มากแล้วน่าจะไม่เจริญหูเจริญตาเท่าไหร่มั้ง ?

    #787
    0
  3. #762 Nuknik Nuk (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 6 พฤษภาคม 2557 / 11:47
    ทำไมนางเอกสลบหรอคะ อัพต่อเร็วๆน้า
    #762
    0
  4. #716 สุวssณจัunsา (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 2 มิถุนายน 2556 / 15:15
    แอบอยากเห็นอรัญญาณีใส่ชุดเมดหูแมวอ่ะ 555
    #716
    0
  5. #640 MyU_immi (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 28 สิงหาคม 2555 / 23:04
    จบตอนที่ 13
    การแต่งนิยายที่ต้องใช้ข้อมูลอ้างอิงเยอะแบบนี้  นักเขียนต้องทำการบ้านหนักพอสมควร  เห็นได้ดีจากการเลือกใช้ถ้อยคำที่เหมาะกับการบรรยาย  เช่น "เ้ส้น" ในการบอกระยะ เป็นต้น

    ม้วนสาร...  ม้วนสาส์น รึเปล่าครับ

    ส่วนหากเผ่าพันธุ์ที่เป็นปรปักษ์กับคทาวุธ  เท่าที่ผมเดาใช่เผ่านาครึเปล่า  ถ้าใช่..  นาคอยู่ในแม่น้ำไม่ใช่เหรอ?  ไหงไปอยู่ในทะเลได้หว่า  (ถ้าไม่ใช่นาคก็แสดงว่าสกิลคาดเดาเรายังอ่อนเกินไป 55)
    อ่านตอนต่อไป --->
    #640
    0
  6. #591 ฝนธารา (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 5 เมษายน 2555 / 20:33
    นางเอกเราคือผู้หญิงคนนั้นป่าวนะ
    #591
    0
  7. #59 white-ruff (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2554 / 23:44
    เราเชียร์คู่ฟ้ากับเอกค่ะ  ฮ่าๆๆ
    #59
    0
  8. #57 FreeSky125 (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2554 / 09:59
    อยากอ่านต่ออะ รับๆอัพเดทนะ
    อยากให้สร้างเป็นหนัง 55+
    #57
    0
  9. ความเห็นนี้ถูกลบแล้ว :(
  10. ความเห็นนี้ถูกลบแล้ว :(
  11. #54 PatiO (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2554 / 23:19

    ว้าว!!  สนุกมากจ้า

    อึ้งไปเลยนะเนี่ย ที่อรัญญาณีเป็นพวกคนธรรพ์นึกไม่ถึงเลยจริงๆ

    เข้าใจคิดดี ชอบมากจ้า

    แต่เท่าที่อ่านนี่มีคำผิดเยอะเหมือนกันนะ เราเจอมา ลองตรวจทานดูนะ

    บทพูดก็ได้อารมณ์ดีจ๊ะ แล้วก็ฉากไล่ตามอยากให้ดูตื่นเต้นๆหน่อยนะ

    สู้ๆนะ ^^

    #54
    0
  12. #53 white-ruff (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2554 / 22:47
    พวกนี้จะจองเวรฟ้าไปทำไมเนี่ย

    สงสารฟ้าจัง
    #53
    0