Mystic Land - ฝ่ามิติแดนพิศวง

ตอนที่ 10 : บทที่ ๘ : โกลาหลกลางอากาศ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,243
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 20 ครั้ง
    2 ต.ค. 63

บทที่ ๘ โกลาหลกลางอากาศ

             แล้วฉันก็รู้สึกว่าร่างกายของตัวเองกำลังร่วงหล่นมาจากที่สูง ภาพรอบกายทั้งหมดก็พร่าเลือนไปในทันตา! แล้วเมื่อความรู้สึกเหมือนการร่วงหล่นสิ้นสุด ฉันก็พบว่าตัวเองนอนอยู่บนเตียงในห้องที่อรัญญาณีเตรียมไว้ให้ และมันก็ทำให้ตัวฉันเข้าใจได้เลยว่าเมื่อครู่นี้คงจะเป็นเพียงความฝันไปเท่านั้น

                “นายหญิงให้คุณหนูทานอาหารเช้าให้เสร็จ แล้วออกไปพบนายหญิงที่ห้องโถงเจ้าค่ะ” เสียงเรียบเฉยไร้ความรู้สึกดังขึ้นมาจากปากของใครบางคนที่เข้ามาทำอะไรบางอย่างในห้อง แล้วเมื่อฉันหันไปมองต้นเสียงก็พบกับตุ๊กตาดินหญิงที่เป็นคนรับใช้ของอรัญญาณี ซึ่งกำลังยกถาดใส่อาหารมาวางไว้บนโซฟาหวายก่อนที่เจ้าของเสียงจะค่อยๆ กลับหลังหันแล้วเดินจากไปเหมือนกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น

                อันที่จริงฉันก็มีอะไรที่อยากจะถามเธออยู่เยอะแยะเหมือนกัน แต่ฉันคิดว่าพอกินข้าวเสร็จ ฉันก็จะไปเจอกับอรัญญาณีแล้วนี่นา ถึงตอนนั้นค่อยถามแม่คนธรรพ์เอาคงจะดีกว่ามาถามคนรับใช้ของเธอน่ะนะ

                ฉันค่อยๆ ลุกขึ้นจากเตียง แล้วหันมาเก็บที่นอนให้เรียบร้อย จะว่าไปแล้วมันก็รู้สึกแปลกดีเหมือนกันที่พอตื่นขึ้นมาแล้วไม่รู้สึกอยากจะไปทำธุระส่วนตัวใด ๆ ในห้องน้ำเลยสักนิด ถึงแม้ว่ากลิ่นของตัวเองจะเป็นกลิ่นเหมือนดินอยู่ก็เถอะ สงสัยมันจะเป็นผลของการอยู่ในโลกภพนี้หรือเปล่านะ?

                ฉันเดินตรงไปที่ถาดใส่อาหารที่ตุ๊กตาดินสาวยกมาให้ ก่อนที่จะลงมือจัดการส่งก้อนข้าวในถาดเข้าปากอย่างรวดเร็ว แล้วปล่อยให้ถาดอาหารนั้นหายไปเมื่อหมดหน้าที่ของมัน จากนั้นก็เดินออกจากห้องนอนชั่วคราวไปทางที่เข้ามาเมื่อคืน โดยไม่มีอาการกระโผลกกระเผลกอีก เพราะได้พักฟื้นหนึ่งคืนตามที่อรัญญาณีได้บอกไว้

                เมื่อสาวเท้าก้าวเดินจนกระทั่งมาถึงห้องโถงใหญ่ของโพรงไม้ ฉันก็พบคนธรรพ์สาวที่อยู่ในชุดเดียวกับเมื่อวาน กำลังนั่งร้อยพวงมาลัยอยู่กับเหล่าคนรับใช้ของเธอ

                เมื่อเธอเห็นฉัน ก็ทำสัญญาณอะไรบางอย่างกับพวกคนรับใช้ ก่อนที่พวกเขาจะเก็บอุปกรณ์ทั้งหมดแล้วเดินกลับเข้าไปในโพรงที่น่าจะเป็นที่อยู่ของพวกเขา ทำให้ทั้งโถงนั้นเหลือเพียงฉันและอรัญญาณีเพียงแค่สองคน

               “วันนี้สวยขึ้นกว่าเมื่อวานนะ สาวน้อย“ อรัญญาณีกล่าวขึ้นมาเป็นประโยคแรกเมื่อเห็นหน้าฉัน ก่อนจะค่อยๆ ยืนขึ้นมาแล้วยิ้มให้

                “ก็เป็นเพราะของวิเศษที่คุณนีให้ฉันใช้ล่ะค่ะ” ฉันตอบพลางยิ้มเจื่อน ๆ “ว่าแต่ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้ว ทำไมคุณนีไม่ทำให้ฉันกลับเป็นเหมือนเดิมเลยล่ะคะ?”

                “แค่นี้ก็พอแล้วล่ะจ้ะ เดี๋ยวกลับมาเป็นเหมือนเดิมแล้วจะสวยเกินหน้าเกินตาฉัน” คนธรรพ์สาวนัยน์ตากลมพูดพลางหัวเราะอย่างขบขัน แต่ฉันไม่ขำกับเธอด้วยหรอกนะ!

                “ล้อเล่นน่า สาวน้อย” เธอกล่าวขึ้นมาเมื่อเห็นว่าฉันไม่ได้ตลกกับเธอด้วยเลยสักนิดเดียว “เอาเป็นว่าระหว่างเดินทางกัน เธอต้องอยู่ในสภาพแบบนี้ไปก่อน แล้วเมื่อถึงที่หมายแล้ว หน้าตาเธอจะกลับเป็นเหมือนเดิมเอง ตกลงไหม?”

                “ก็ได้ค่ะ” ฉันรับคำเพราะไม่รู้ว่าจะพูดอะไรกับคนที่ถือไพ่เหนือกว่าอย่างอรัญญาณี “ว่าแต่เราจะออกเดินทางกันตอนไหนเหรอคะ?”

                “ตอนนี้เลยสาวน้อย เพราะเธอเองก็คงไม่อยากจะรู้เรื่องเพื่อนๆ ช้าลงแม้แต่วินาทีเดียวใช่ไหมล่ะ? ถ้ามีอะไรจะถามฉันก็เอาไว้ถามระหว่างทางแล้วกัน” เธอกล่าวพลางพาฉันเดินออกไปทางหน้าปากโพรง จนกระทั่งเท้าของเราทั้งสองคนนั้นก้าวพ้นปากโพรงออกมา

                แสงตะวันอุ่น ๆ ในยามสายทอลงมากระทบกับผิวกาย ราวกับจะต้อนรับฉันเข้าสู่วันใหม่ดินแดนแห่งนี้ สองตาของฉันมองออกไปยังทิวทัศน์รอบตัวแล้วก็พบว่าที่ซึ่งตัวเองนั้นกำลังยืนอยู่คือกิ่งหนึ่งของต้นไม้ยักษ์ ที่กิ่งของมันก็กว้างใหญ่พอกับซอยบ้านฉันได้เลย

                เบื้องหน้าของฉันเป็นหมู่นกประหลาดนานาชนิดกำลังโบยบินไปมาบนท้องฟ้านั้นเป็นผืนป่าเขียวขจีที่ไกลออกไปเกือบสุดลูกหูลูกตา ส่วนที่เส้นขอบฟ้านั้นเป็นเทือกเขาสีขาวที่ดูเหมือนถูกปกคลุมด้วยหิมะ จะว่าไปแล้วที่ดินแดนนี้มันก็สวยงามสำหรับคนที่ชื่นชอบธรรมชาติอยู่ไม่น้อย

                “แล้วเราจะไปที่ไหน? แล้วไปกันยังไงเหรอคะ?” ฉันถามขึ้นด้วยความสงสัย ก็ในเมื่อพวกเราอยู่บนต้นไม้ที่สูงขนาดนี้นี่นา ถ้าจะให้ปีนลงไปล่ะก็ ฉันไม่เอาด้วยหรอกนะ!

                “เจ้าตัวนั้นจะพาพวกเราขึ้นหลังไปส่งให้” อรัญญาณีกล่าวพลางชี้ไปที่ยอดไม้ที่อยู่สูงลิบ ก่อนที่เงาร่างของนกที่ขนาดมหึมาจะบินร่อนลงมาอย่างช้า ๆ จนกระทั่งร่างที่ใหญ่กว่าช้างราวสิบเท่าบินลงมาเกาะยังกิ่งไม้เดียวกันกับที่เราทั้งสองกำลังยืนอยู่

                “จ... เจ้าตัวนี้คือ...”

                “ใช่ มันคือนกตัวเดียวกันกับที่โฉบเธอมาไว้ที่นี่เองล่ะ” หญิงสาวผู้ห่มสไบเขียวตอบขึ้นมาก่อนที่ฉันจะถามจบ “มันมาอาศัยบนต้นไม้ที่เป็นบ้านของฉัน ดังนั้นก็เหมือนกับเป็นสัตว์เลี้ยงของฉันนั่นแหละ”

                “แต่ฉันไม่ได้สั่งให้มันโฉบเธอมาที่นี่หรอกนะ มันก็แค่ไปออกล่าเหยื่อตามปกติ แล้วจับเธอมาได้พอดีก็เท่านั้นเอง” อรัญญาณีกล่าวก่อนที่ฉันจะทันได้ถามอะไร แต่ฉันก็รู้สึกได้ว่าเหมือนเธอกำลังโกหกหรือซ่อนความจริงอะไรบางอย่างเอาไว้ไม่ให้ฉันได้รู้

                “งั้นก็หมายความว่า... คุณนีจะให้ฉันนั่งบนเจ้านกที่คิดจะส่งฉันไปให้ลูกมันกินเมื่อวานนี้งั้นเหรอ?! พูดเป็นเล่นไปหน่อยไหมคะเนี่ย?”

                “ฉันไม่ได้พูดเล่น และถ้าเธอไม่คิดจะนั่งหลังเจ้าตัวนี้ไปล่ะก็ ก็มีทางเลือกให้เธอแค่สองทาง คือให้เธอเดินไปเองแล้วไปตายเอากลางทาง ไม่ก็อยู่ที่นี่ไม่ต้องไปไหนทั้งนั้น” อรัญญาณีกล่าวพลางยิ้มน้อย ๆ ที่มุมปาก บ่งบอกให้เห็นว่าเธอกำลังดีใจอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียวที่ได้เห็นฉันไม่มีทางเลือกอื่น

                “แน่ใจนะคะ ว่ามันจะไม่จับฉันกินเอาระหว่างทาง” ฉันถามอย่างไม่แน่ใจเมื่อเห็นเจ้านกยักษ์นั่นมองมาที่ฉันด้วยสายตาแปลก ๆ

                จะว่าไปแล้วนี่เป็นครั้งแรกที่ได้มองหน้ามันชัด ๆ และฉันก็กล้าพูดได้เต็มปากเลยว่า ตั้งแต่จำความได้ฉันยังไม่เคยเจอนกอะไรหน้าตาประหลาดขนาดนี้มาก่อน เพราะดวงตาของมันเล็กมากเมื่อเทียบกับส่วนหัว แถมมันยังมีงวงคล้ายกับช้างอีกต่างหาก!

                “ไม่ต้องกลัวว่ามันจะจับเธอกินอีกหรอกน่า กลิ่นเธอในตอนนี้มันไม่ใช่กลิ่นของสิ่งที่มันกินได้เสียหน่อย วางใจเถอะ” อรัญญาณีกล่าวขึ้นมา ทำให้ฉันเข้าใจได้เลยว่าทำไมเธอจึงไม่เอากลิ่นที่คล้ายกับกลิ่นดินออกจากตัวของฉัน “และแทนที่เธอจะมาระแวงมัน ฉันว่าเธอควรจะขอบคุณมันด้วยซ้ำ ที่ทำให้เธอกับฉันได้มาเจอกัน ไม่เช่นนั้นป่านนี้เธออาจจะติดไปกับฝูงช้างนั่นจนไปตายเอากลางทางแล้วล่ะ”

                “เอาล่ะ ไปกันได้แล้ว” หญิงสาวอมนุษย์กล่าวพลางพาฉันเดินตรงไปยังเจ้านกยักษ์หน้าช้าง แล้วหมุนนิ้วชี้ไปมาหนึ่งรอบซึ่งน่าจะเป็นการใช้คาถาอะไรสักอย่างของเธอ ซึ่งก็ส่งผลให้ร่างกายของทั้งฉันและเธอลอยขึ้นไปอยู่บนหลังของเจ้านกนั่น ก่อนที่นกประหลาดจะกระพือปีกและทะยานออกไปจากกิ่งของต้นไม้ยักษ์ที่เป็นบ้านของอรัญญาณีไปในทันที

                ฉันหมอบลงเกาะหลังเจ้านกยักษ์เพราะกลัวตก ทว่าเมื่อลอยบนฟ้าได้ระยะหนึ่ง ฉันก็เริ่มเคยชินกับการบินจนไม่ต้องนอนเกาะที่เส้นขนของมันอีกแล้ว เลยปล่อยมือออกและลุกขึ้นมานั่ง เช่นเดียวกับอรัญญาณีที่ลุกขึ้นมานั่งก่อนหน้าฉันเรียบร้อยแล้ว แถมยังนั่งเล่นเครื่องดนตรีที่คล้ายกับพิณของไทยอยู่อีกต่างหาก

                “คุณนีคะ คนที่คุณนีจะพาฉันไปหานี่เป็นใคร แล้วอยู่ที่ไหนกันเหรอคะ?” ฉันเอ่ยถามขึ้นมาถึงเป้าหมายของสายการบินนี้

                “ไว้เธอไปถึงที่นั่นแล้ว เธอก็จะรู้เองล่ะจ้ะ” อรัญญาณีกล่าวขึ้นพลางหยุดดีดพิณ “แต่ฉันขอเตือนเธอเอาไว้อย่างหนึ่งนะ ว่าคนที่ฉันกำลังจะพาเธอไปหาเนี่ย เขาเป็นคนที่เก่งและฉลาดมากจนบางครั้งฉันกับเพื่อน ๆ ก็ไม่ค่อยเข้าใจสิ่งที่เขาทำสักเท่าไร แต่ก็ไม่ใช่คนเลวร้ายหรอกนะ ดังนั้นถ้าเขาขอให้เธอทำอะไรบางอย่างเพื่อแลกเปลี่ยนกับสิ่งที่เธอต้องการล่ะก็ เธอก็ช่วยทำตามที่เขาต้องการไปแล้วกันนะ รับรองว่าไม่มีอะไรที่เป็นผลเสียกับเธอหรอก”

                “ค่ะ” ฉันรับคำ ก่อนที่จะหยุดการสนทนาแล้วมองไปยังทิวทัศน์รอบตัว ดูก้อนเมฆและหมู่นกกำลังเคลื่อนที่ผ่านฉันไปอย่างช้า ๆ มีเสียงเพลงของคนธรรพ์สาวกล่อมเบา ๆ มันช่างเป็นความรู้สึกที่ดีเหลือเกินสำหรับประสบการณ์แบบนี้

                เอ๊ะ! นกยักษ์เหรอ? งั้นก็หมายความว่าถ้าเจอเพื่อน ๆ ฉันหมดทุกคนแล้ว ฉันจะให้นกยักษ์นี่บินขึ้นไปส่งที่จุดที่มีการบิดเบี้ยวของมิติแบบไม่ต้องสนใจเจ้านางอะไรนั่นก็ได้น่ะสิ! ทำไมฉันถึงลืมคิดเรื่องนี้ไปได้นะ

                “ทำแบบนั้นไม่ได้หรอกสาวน้อย เจ้านกตัวนี้ไม่กล้าพอที่จะเสี่ยงขนาดนั้นหรอก” อรัญญาณีกล่าวทั้งที่มือยังคงดีดพิณอยู่ “ปกติแล้วจุดที่มีการบิดเบี้ยวของมิติ จะถือเป็นเขตอันตรายสำหรับที่นี่ ไม่มีใครกล้าเข้าไปใกล้เกินครึ่งโยชน์เลยด้วยซ้ำ มันก็เหมือนกับกัมมันตภาพรังสีในโลกของเธอนั่นแหละ อธิบายแบบนี้พอจะเข้าใจสินะ”

                “แต่ฉันก็ไม่เห็นเป็นอะไรเลยนี่นา”

                “ตกลงมาจากความสูงขนาดนั้นยังเรียกว่าไม่เป็นอะไรอีกรึ?” อรัญญาณีกล่าวพลางมองที่ร่างกายของฉัน เพลงที่เธอบรรเลงก็เริ่มเปลี่ยนท่วงทำนองเหมือนคนกำลังโกรธเกรี้ยว

                “คนที่ทะลุมิติมาจากโลกมนุษย์อย่างเธออาจจะโชคดี ได้รับผลจากการทะลุมิติมาแค่ถูกสุ่มสถานที่  แต่สำหรับการทะลุมิติจากที่นี่ไปที่นั่นผ่านทางนั้น ไม่มีใครรู้เลยว่าจะไปโผล่ที่นั่นในสภาพกายหยาบหรือกายละเอียด นอกจากนี้ยังอาจมีผลข้างเคียงอย่างอื่น เช่นบาดเจ็บ พิการ หรือสูญเสียพลังไปก็ได้ สรุปคือพื้นที่ตรงนั้นเป็นที่สำหรับเข้ามาที่ดินแดนนี้อย่างเดียว ไม่ใช่ที่สำหรับกลับไป ดังนั้นสิ่งมีชีวิตที่อยู่ในมิตินี้อย่างเจ้านกนี่ ถึงไม่มีทางไปส่งเธอยังจุดที่มีการบิดเบี้ยวของมิตินั่นเด็ดขาดไง”

                “หมายความว่าฉันต้องไปพบกับเจ้านางอย่างเดียวสินะคะ ถึงจะกลับไปโลกมนุษย์ได้”

                “บางทีถ้าเธอพบกับเจ้านางนั่น เธออาจจะไม่อยากกลับไปก็ได้ ใครจะไปรู้” คนธรรพ์สาวตอบแบบเหมือนมีอะไรบางอย่างในใจ ทำเอาฉันอยากจะฝึกวิชาอ่านความคิดชาวบ้านได้แบบเธอเหลือเกิน

                “ฉันคิดว่าเมื่อถึงที่นั่น คำถามอะไรหลายอย่างที่เธอต้องการคำตอบ มันจะถูกเฉลยออกมาเองล่ะ ตอนนี้มาเพลิดเพลินกับเสียงเพลงดีกว่านะ” อรัญญาณีกล่าวขึ้นแบบปัดความรับผิดชอบไปยังคนที่ฉันจะไปหา ก่อนที่จะเริ่มดีดพิณเป็นทำนองสนุกสนาน

                “ค่ะ” ฉันตอบเธอไปด้วยคำสั้นๆ เพราะไม่รู้จะพูดอะไรต่อไปดี แต่แล้วก็นึกเรื่องที่พูดขึ้นมาได้ “ช่วยเล่นเพลงตามที่ฉันขอได้ไหมคะ เพลงที่เล่นเมื่อคืนตอนที่ฉันเข้านอนแล้วน่ะค่ะ”

            “เพลงที่เล่นเมื่อคืนก่อนที่เธอจะหลับ... เพลงนั้นน่ะเหรอ?” เธอกล่าวพลางหลับตาแล้วยิ้มน้อยๆ “ไม่อยากเชื่อเลยว่าพวกที่โตมาในโลกมนุษย์แบบเธอจะชอบเพลงนั้นกับเขาด้วย”

            “มันเป็นเพลงอะไรเหรอคะ?”

            “เพลงกล่อมเด็กของที่นี่น่ะ มีแต่ทำนองไม่มีเนื้อร้องหรอกนะ สมัยก่อนพวกคนใหญ่คนโตของที่นี่มักจะให้คนธรรพ์อย่างฉันไปเล่นกล่อมลูก ๆ ของพวกเขาน่ะ” คนธรรพ์สาวพูดพลางหัวเราะเบา ๆ ก่อนที่มือของเธอจะบรรเลงเพลงเดียวกันกับที่ฉันได้ฟังเมื่อคืน

                เสียงบรรเลงอันไพเราะแว่วกระทบโสตประสาทเบา ๆ มันทำให้ฉันที่กำลังคิดมากเมื่อครู่รู้สึกดีขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก มันเหมือนกับว่ากลับไปเป็นเด็กน้อยไร้เดียงสาที่ไม่มีเรื่องอะไรให้ต้องกังวลอีกครั้งหนึ่ง ถึงแม้ฉันจะจำไม่ได้ว่าเคยอยู่ในช่วงเวลาแบบนั้นก็ตามที

                ท่วงทำนองเพลงยังคงบรรเลงเรื่อย ๆ ในขณะที่ฉันนอนหงายหน้ามองท้องฟ้าและหมู่เมฆที่เคลื่อนตัวผ่านไป ถ้าเป็นไปได้ล่ะก็ ฉันอยากจะหยุดช่วงเวลาที่สบายอารมณ์แบบนี้ไปนาน ๆ ปล่อยตัวไปกับเสียงเพลงและสายลม แล้วค่อยๆ หลับไปตรงนี้...

                “แย่แล้ว สาวน้อย” อรัญญาณีหยุดบรรเลงเพลง ทำเอาฉันต้องออกมาจากห้วงความสบายอารมณ์อย่างไม่ทันได้ตั้งตัว

                “ฉันสัมผัสได้... หนึ่งในสี่โยชน์จากด้านหลัง มีกลุ่มจิตใจที่เต็มไปด้วยความโกรธแค้นกำลังตามพวกเรา ตามมาด้วยความเร็วที่สูงมากด้วย!

                “จิตใจที่เต็มไปด้วยความโกรธแค้นกำลังตามเรามา? หมายความว่าอะไรกันเหรอคะ?” ฉันถามอรัญญาณีเพราะไม่เข้าใจในสิ่งที่เธอต้องการจะพูดเท่าไรนัก

                “ไม่มีเวลาอธิบายมากแล้วล่ะสาวน้อย” เธอพูดด้วยน้ำเสียงที่รีบร้อนและวิตกกังวลอย่างที่คนธรรพ์ใจเย็นอย่างเธอไม่เคยแสดงให้เห็นมาก่อน พลางหมุนนิ้วเรียกคนโทสีดำออกมา แล้วส่งมันมาให้ฉัน

                “นี่เป็นยาสูตรลับพิเศษที่ฉันปรุงขึ้นมาเอง มีฤทธิ์ทำให้ผู้ที่ดื่มมันเข้าไปตกอยู่ภายใต้การควบคุมของฉัน เธอเองก็เคยดื่มมันมาแล้วในโพรงไม้นั้น และฉันก็ต้องการให้เธอดื่มมันอีกครั้งหนึ่ง” เธอพูดขณะที่ฉันกำลังถือคนโทสีดำอยู่ในมือ

                เมื่อเห็นว่าเธอต้องการแบบนั้น ฉันดื่มน้ำในคนโทนั้นเข้าไป จนกระทั่งอรัญญาณีทำสัญญาณให้พอ ก่อนที่เธอจะคว้าคนโทไปแล้วทำให้มันหายไปในอากาศ จากนั้นก็หันมาทางฉันพลางพึมพำอะไรบางอย่าง พลางยื่นพัดแบบโบราณที่เพิ่งเรียกออกมาให้กับฉัน และจู่ ๆ ร่างกายของฉันก็เริ่มขยับไปเองเหมือนคราวที่อยู่ในโพรงไม้ ฉันค่อยๆ เดินเข่าไปนั่งพับเพียบข้างอรัญญาณี ก่อนที่จะใช้พัดนั้นพัดให้เธอเบา ๆ

                อรัญญาณีคงทำให้ฉันมีสภาพใกล้เคียงกับพวกคนรับใช้ของเธออีกครั้งหนึ่งสินะ ว่าแต่เธอจะทำแบบนั้นเพื่ออะไรกันล่ะ?

                แล้วฉันก็เข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง เมื่อใบหน้าของฉันค่อย ๆ หันไปยังทิศทางที่เป็นทางด้านหลังของเจ้านกมีงวงที่นั่งอยู่  ทำให้มองเห็นฝูงช้างบินที่ฉันไปอยู่บนหลังของมันเมื่อวันก่อน กำลังบินตามพวกเรามาอย่างรวดเร็ว แต่นั่นก็ยังไม่น่าตกใจเท่าบนหลังของช้างบินตัวสีทองที่น่าจะเป็นหัวหน้าฝูงนั้น มีเจ้านักกล้ามตัวเขียวที่ถูกอรัญญาณีเล่นงานไปเมื่อวานอยู่ด้วย! แถมบนหลังของเจ้าช้างบินบางตัว ก็มีคนที่หน้าตาน่ากลัวหลากสีผิวอยู่บนหลังของพวกมันอีกต่างหาก!

                “นางคนธรรพ์!” เสียงตะโกนอย่างเกรี้ยวกราดของเจ้านักกล้ามที่ถูกเล่นงานไปเมื่อวานดังขึ้นมา เมื่อมันเร่งความเร็วของช้างบินสีทองมาจนบินตีคู่กับนกยักษ์ที่พวกเรานั่งอยู่ “เจ้าจะบอกข้ามาแต่โดยดีว่าเอาผู้หญิงคนนั้นไปซ่อนไว้ที่ไหน รึว่าจะให้ข้ากับบริวารใช้กำลังบังคับ!”

                “ตายแล้ว พูดจาน่ากลัวจังเลยนะ พ่อยักษ์ตัวเขียว” อรัญญาณียิ้มยียวนพลางลุกขึ้นยืนอย่างสง่างามราวกับจะบอกว่า เธอไม่ได้กลัวพวกมันเลยแม้แต่น้อย ท่าทีวิตกกังวลของเธอในเมื่อครู่นั้นหายไปหมดจนเหมือนไม่เคยมีท่าทีแบบนั้นมาก่อน คงเป็นเพราะเธอคงสบายใจได้ที่พวกมันไม่รู้ว่าฉันคือคนที่พวกมันตามหาตัวอยู่ ไม่เช่นนั้นก็คงเป็นเพราะเธอเก็บอาการได้ดีอย่างมากแน่ ๆ

                “อยากรู้เหมือนกันว่าเจ้าจะบังคับข้าได้ หรือจะถูกเล่นงานจนกระเด็นเหมือนคราวก่อนกันแน่ล่ะ”

                “แปลว่าอยากจะให้ใช้กำลังบังคับสินะ อรัญญาณี!” เจ้าคนที่ถูกเรียกว่ายักษ์เขียวตะโกนกลับมาด้วยน้ำเสียงดุดันราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ มันน่ากลัวเสียจนฉันคงจะเป็นลมล้มพับไปแล้วแน่ ถ้าหากว่าไม่ถูกบังคับร่างกายอยู่แบบนี้

                “อย่างเจ้าจะทำอะไรข้าได้ ใช้ฝูงสัตว์ชนิดที่เป็นอาหารเจ้านกนี่มาบินไล่ตามแบบนี้ คิดว่าข้าจะกลัวหรือ?” หญิงสาวผู้ห่มสไบเขียวกล่าวพลางสยายผมปลิวให้ปลิวไสวไปกับสายลม

                “เจ้านี่ช่างไม่รู้อะไรจริง ๆ หึหึ” เจ้านักกล้ามตัวเขียวกล่าว “เจ้าพวกนี้เป็นสัตว์จากอาณาจักรข้า ถูกฝึกมาเพื่อการสู้รบโดยเฉพาะ ระดับมันต่างจากช้างป่าที่นกของเจ้าจับกินอยู่มากโข นกของเจ้าสู้กองทัพช้างของข้าไม่ได้แน่ ๆ!”

                “ฟังดูน่ากลัวจังเลยนะ ช้างป่าทั้งฝูงรุมจัดการนกตัวเดียว ผู้ชายทั้งกลุ่มคิดจะมาเล่นงานผู้หญิงคนเดียวเนี่ย” อรัญญาณีพูดยั่วโมโห “ว่าแต่ผู้ชายไล่ตามผู้หญิงมาแบบนี้ ถ้าจับได้แล้วคิดจะทำอะไรกันเหรอจ๊ะ?”

                “ไม่ต้องมาเล่นลิ้น! เมื่อไม่ยอมบอกมาว่าเจ้าเอานางคนนั้นไปซ่อนไว้ที่ไหนแต่โดยดี ก็คงต้องจับเจ้ามาทรมานให้บอกความจริงแล้วล่ะ!” เจ้านักกล้ามบนหลังช้างทองกล่าวพลางทำสัญญาณอะไรบางอย่างกับบริวารบนหลังช้างบินที่ตามมาทางด้านหลัง

                “จัดการมันได้!” เสียงตะโกนของเจ้ายักษ์เขียวดังขึ้น ตามมาด้วยลูกธนูจำนวนมากที่พุ่งออกมาจากพวกพลธนูบนหลังช้างบินเข้ามาหาอรัญญาณีและฉัน แต่คนธรรพ์สาวก็ไม่ได้แสดงท่าทีวิตกกังวลแต่อย่างใด แถมเธอยังนั่งลงและลงมือดีดพิณอย่างสบายใจอีกต่างหาก

                ทันใดนั้นร่างกายของฉันก็ขยับไปเองอีกครั้ง ฉันวางพัดในมือลงและลงไปนอนหงายกับแผ่นหลังนกยักษ์ พลางเกาะเส้นขนของมันไว้แน่น ก่อนที่จะรู้สึกว่าเจ้านกที่ฉันนอนอยู่บนหลังกำลังบินฉวัดเฉวียนไปมาด้วยความเร็วสูงจนฉันตาลายไปหมด และเมื่อร่างกายของฉันขยับไปนั่งพับเพียบเหมือนเดิม ฉันก็พบว่าพวกเราทิ้งห่างกองทัพช้างบินนั่นมาไกลหลายร้อยเมตรเลยทีเดียว แถมลูกธนูของพวกนั้นก็ไม่ได้โดนพวกเราหรือเจ้านกตัวนี้เลยแม้แต่น้อย

                “ใช้ดนตรีสื่อสารกับพาหนะของตัวเองงั้นเรอะ ฉลาดมาก แต่ยังไม่พอที่จะเอาตัวรอดจากพวกข้าหรอกนะ นางคนธรรพ์!” เจ้ายักษ์เขียวกล่าวพลางบังคับช้างบินสีทองที่มันขี่ให้เร่งความเร็วเข้ามาหาพวกเราจนห่างจากเราไม่ถึงห้าสิบเมตร แล้วเรียกหอกเหล็กขนาดใหญ่ที่ปลายหอกเป็นสีแดงส้มเพราะความร้อนออกมาแบบอรัญญาณีเรียกสิ่งของ ก่อนจะซัดหอกนั่นเข้าไปที่ศีรษะของเจ้านกมีงวงที่พวกเรานั่งอยู่ในทันที!

                อรัญญาณีถึงกับแสดงสีหน้าตระหนกไปชั่วขณะเมื่อหอกพุ่งข้ามหัวเธอไปทางศีรษะของนกยักษ์ แต่เธอก็เรียกโล่เหล็กออกมากลางอากาศจนป้องกันหอกนั่นได้ทันท่วงที ส่งผลให้เจ้าหอกเหล็กและโล่กระเด็นไปอีกทางหนึ่ง แต่โชคร้ายไปนิดที่มันกลับกระเด็นมาทางฉันที่เคลื่อนไหวเองไม่ได้!

                โล่เหล็กที่มีหอกปักอยู่กระแทกเข้ากับศีรษะของฉันพอดิบพอดี ถึงแม้ว่าอรัญญาณีจะทำให้มันหายไปกลางอากาศก่อนที่มันจะทำความเสียหายรุนแรงถึงชีวิต แต่แรงกระแทกแค่นั้นก็ทำให้ฉันรู้สึกว่ามีเลือดอุ่นๆ ไหลออกมาจากศีรษะ และความเจ็บปวดนั้นเจ็บจนฉันแทบจะร้องออกมาเลยทีเดียว เพียงแต่ฉันไม่สามารถจะทำแบบนั้นได้ด้วยตัวเองในเวลาที่ถูกอรัญญาณีควบคุมร่างแบบนี้

                “อรัญญาณี! เจ้าพลาดแล้ว!” เจ้าคนที่อรัญญาณีเรียกว่ายักษ์เขียวตะโกนลั่น เมื่อมันมองมาที่ฉัน“แต่ข้าก็ต้องชื่นชมในความฉลาดของเจ้าไม่น้อยเลยทีเดียว ที่ทำให้คนที่พวกข้ากำลังตามหามีสภาพคล้ายกับพวกตุ๊กตาดินของเจ้า ไม่ว่าจะเป็นท่าทาง กลิ่น หรือว่าแววตา แต่เจ้าคงลืมไป ว่าพวกตุ๊กตาดินหุ่นพยนต์ทั้งหลายน่ะ มันไม่มีเลือด!”

                เจ้ายักษ์เขียวพูดจบ อรัญญาณีก็หมุนนิ้วชี้หนึ่งรอบแล้วชี้มาทางฉัน ซึ่งทำให้ฉันกลับมาเป็นตัวของตัวเองอีกครั้ง ก่อนที่จะหันกลับไปมองเจ้าคนบนหลังช้างบินสีทองอย่างไม่สะทกสะท้าน

                “เพิ่งมาฉลาดเอาตอนนี้เหรอ? ก็ยังดีนะ นึกว่าเจ้าจะโง่เง่าตลอดชีวิตเสียอีก” เธอกล่าวขึ้นมาก่อนที่จะหันมาทางฉันแล้วพูดขึ้น “ถ้าซ่อนเธอจากพวกมันไม่พ้น ก็คงต้องหนีด้วยความเร็วเต็มที่ล่ะนะ”

                “คิดว่าทำได้ก็ลองดู” เจ้ายักษ์นั่นกล่าวพลางเรียกหอกเหล็กแบบเดียวกับเมื่อครู่นี้ออกมาอีกครั้งหนึ่งแล้วแสยะยิ้มที่น่ากลัวราวกับปีศาจร้ายกระหายเลือด

                เจ้าตัวเขียวจ้องมองมาที่อรัญญาณีด้วยแววตาโกรธแค้น ก่อนจะง้างหอกเหล็กที่ร้อนจนแดงนั่นเพื่อซัดเข้าหาเธอ แต่มันยังไม่ทันได้ซัดหอก อรัญญาณีก็ชิงลงมือก่อนด้วยการหลับตา แล้วผายมือไปทางเจ้าคนที่กำลังจะเล่นงานพวกเรา แล้วทำให้เกิดแสงที่สว่างจ้าขึ้นมาราวกับแสงของดวงอาทิตย์!

                แสงนั่นมันไม่ได้มีความร้อนอะไร แต่มันสว่างเอาเสียจนแม้กระทั่งฉันที่ไม่ได้ตกเป็นเป้าหมายของแสงนั้นโดยตรงยังต้องตาพร่า และเมื่อกลับเป็นปกติดี ฉันก็พบว่ากลุ่มพวกที่ตามล่าเรามานั้นหายไปจากสายตาแล้ว ที่จู่ ๆ พวกมันเลิกล้มการตามเรามากะทันหัน หรือว่าอรัญญาณีกำจัดพวกมันไปหมดด้วยแสงประหลาดเมื่อครู่นี้กันแน่ล่ะ?

                “คุณนีทำอะไรมันเหรอคะ? หรือว่าคนธรรพ์ยิงลำแสงได้แบบพวกยอดมนุษย์กันล่ะคะเนี่ย?” ฉันถามด้วยความสงสัยในสิ่งที่คนธรรพ์สาวทำเมื่อครู่

                “คิดไปไกลเลยนะสาวน้อย” อรัญญาณีกล่าวพลางหัวเราะเบาๆ และนั่งลงคว้าพิณ “เวลาคนเราอยู่ในความมืด แล้วมีแสงสว่างจ้าขึ้นมาก็ย่อมตาพร่าจนเสียการควบคุมตัวเองไปชั่วขณะใช่ไหมล่ะ? ฉันก็แค่ใช้หลักเดียวกัน สร้างแสงสว่างขึ้นมาทำให้เจ้าช้างพวกนั้นตาพร่าจนเสียการควบคุมตัวเองไประยะหนึ่งเท่านั้น แต่สำหรับการบินกลางอากาศน่ะ แค่ควบคุมตัวเองไม่ได้ไม่กี่อึดใจก็มีสิทธิ์ร่วงไปเยี่ยมพื้นดินได้แล้วล่ะ”

                “แปลว่าพวกนั้นร่วงลงไปตายกันหมดแล้วเหรอคะ?”

                “ไม่หรอกจ้ะสาวน้อย” หญิงสาวผู้ห่มสไบเขียวกล่าวพลางทำให้พัดโบราณที่ฉันเคยถือหายไป เพราะคงเห็นว่ามันไม่มีความจำเป็นที่ต้องใช้ตบตาใครอีกแล้ว “ตกลงจากความสูงไม่ถึงโยชน์ มันไม่ทำให้เจ้าพวกกรินทร์ปักษาหรือพวกยักษ์นั่นตายหรอกนะ แต่ก็คงทำให้พวกมันเสียเวลารวบรวมพลเพื่อตามพวกเรามาอีกสักพักหนึ่ง ซึ่งจนกว่าจะถึงตอนนั้น พวกเราก็คงถึงที่หมายกันพอดีน่ะแหละจ้ะ”

                “กรินทร์ปักษา? ใช่พวกช้างมีปีกนั่นหรือเปล่าคะ?”

                “ใช้แล้วล่ะจ้ะ แต่ถ้าเธอเรียกว่าช้างบินก็น่าจะสะดวกปากกว่าน่ะนะ เพราะไม่ว่าจะเรียกว่าอะไร มันก็คือช้างที่มีปีกบินได้ทั้งนั้นแหละจ้ะ” คนธรรพ์สาวตอบพลางลงมือบรรเลงเพลงพิณ

                “ว่าแต่พวกนักกล้ามพวกนั้นไม่ใช่มนุษย์เหมือนกับคุณใช่ไหมคะ?” ฉันตอบกลับไปพลางจ้องมองที่ตาคู่งามของอรัญญาณี

                “ถูกครึ่งหนึ่งนะสาวน้อย” อรัญญาณีกล่าวขึ้นพลางอมยิ้ม “พวกนั้นไม่ใช่มนุษย์ แต่ไม่ใช่คนธรรพ์แบบฉันหรอกนะ พวกนั้นเป็นเผ่าพันธุ์ ที่พวกเธอรู้จักกันว่ายักษ์น่ะจ้ะ”

                “ยักษ์? หมายความว่าเป็นเผ่ายักษ์แบบในวรรณคดีหรือในนิทานงั้นเหรอคะ? ฉันเห็นคุณนีเรียกมันว่ายักษ์ ก็นึกว่าเป็นฉายา หรือคำเปรียบเทียบว่าตัวใหญ่อะไรแบบนั้นซะอีก”

                “เจ้าพวกนั้นก็คือยักษ์จริงๆ น่ะแหละจ้ะ เธอนี่คิดอะไรมากอยู่เรื่อยเลยนะ” สาวงามผู้ห่มสไบเขียวกล่าวพลางแอบหัวเราะขบขัน “พวกนั้นเป็นเผ่าพันธุ์ที่โกรธง่าย แล้วก็ชอบใช้กำลังกันเป็นส่วนใหญ่ ต่างจากคนธรรพ์อย่างพวกเราลิบลับเลยล่ะจ้ะ”

                “แต่ยักษ์ที่ฉันเคยได้ยินมาในนิทานบางเรื่อง สูงใหญ่กันหลายสิบเมตรไม่ใช่เหรอคะ? แต่พวกนี้ตัวสูงอย่างมากก็ไม่น่าเกินสามเมตรเองนี่คะ”

                “ฉันก็เคยเห็นพวกที่ตัวใหญ่หลายสิบเมตรมาเหมือนกันล่ะนะ แต่ว่าฉันไม่ค่อยคบค้าสมาคมกับพวกชอบใช้แต่กำลังแบบนั้นสักเท่าไร เลยไม่ค่อยรู้รายละเอียดเกี่ยวกับพวกเขาน่ะจ้ะ พอจะรู้แค่บ้างว่าพวกที่เรียกรวม ๆ ว่ายักษ์ จริง ๆ แล้วประกอบไปด้วยหลายเผ่า อย่างพวกรากษส กุมภัณฑ์ แทตย์ ทานพ ในดินแดนแถบนี้ หรือพวกในดินแดนอันห่างไกล ที่คนบนโลกมนุษย์จากความทรงจำของเธอเรียกว่าพวกโทรลล์ พวกออร์ก ด้วยน่ะจ้ะ”

                “โทรลล์? ออร์ก? ที่โลกมิตินี้มีพวกอะไรแบบนั้นด้วยงั้นเหรอคะ?” ฉันถามด้วยความประหลาดใจ เมื่อรู้ว่าในโลกที่ฉันอยู่ตอนนี้มีอะไรที่อยู่ในตำนานอื่นด้วย

                “มิตินี้มีความพิศวงมากกว่าที่เธอคิดมากนะ อย่างเช่นเรื่องภาษาที่ใช้ในการพูด ไม่ว่าเผ่าพันธุ์ใดเมื่ออยู่ในมิตินี้ ไม่ว่าจะพูดภาษาอะไร อีกฝ่ายก็จะได้ยินเป็นภาษาที่ตนเองเข้าใจได้ แล้วก็...” อรัญญาณีกล่าวยังไม่ทันจบ ก็หันไปมองทางด้านหลังเสียก่อน

                “สงสัยนอกจากจะใช้แต่กำลังแล้ว ยังเจ็บไม่รู้จักจำอีกต่างหาก สงสัยในหัวจะมีแต่มัดกล้ามล่ะมั้ง”

                “อรัญญาณี!” เสียงตะโกนอย่างเกรี้ยวกราดที่คุ้นหูดังขึ้นมาจากทางด้านหลังของนกที่พวกเรานั่งอยู่อีกครั้ง และเมื่อหันไปมองก็พบเจ้าของเสียงร่างยักษ์บนหลังช้างบินที่ไม่ใช่สีทองเหมือนเมื่อครู่ กำลังบินไล่ตามพวกเรามาด้วยระยะห่างราวห้าร้อยเมตร

                “คราวนี้เอาช้างตกมันมาเล่นเลยเหรอเนี่ย? แต่มาแค่หนึ่งแบบนี้นี่มั่นใจในตัวเองเกินไปหน่อยนะ” คุณนีกล่าวเยาะเย้ยในขณะที่มือยังคงดีดพิณอยู่

                “พูดมากน่ารำคาญ! เอาไว้ข้าจับตัวเจ้าได้เมื่อไร ข้าจะตัดลิ้นเจ้าออกมาเป็นอันดับแรก!” เจ้ายักษ์กล่าวพลางเรียกหอกออกมาจากหลังช้างสองเล่มมาถือไว้ในมือซ้ายขวา แล้วบังคับช้างของมันให้พุ่งตรงเข้ามาหาพวกเราอย่างบ้าคลั่ง

                “เอาไว้จับให้ได้ก่อนค่อยพูดก็ยังไม่สายนะ” อรัญญาณีเยาะเย้ยอีกครั้งแล้วหันมามองฉัน “เกาะให้แน่นล่ะสาวน้อย จะเร่งความเร็วเต็มที่ของจริงแล้วนะ”

                ฉันรีบหมอบลงตามที่อรัญญาณีกล่าวมาทันทีอย่างไม่มีข้อโต้แย้ง แต่ว่ายังหันหน้าไปมองเหตุการณ์ทางฝั่งเจ้ายักษ์บนหลังช้างนั่น ซึ่งกำลังพุ่งเข้ามาหาเราด้วยความเร็วที่สูงมากเสียจนเข้ามาห่างจากเราแค่ไม่ถึงยี่สิบเมตรในวินาทีเดียว แต่ว่าก่อนที่มันจะเข้ามาประชิด คุณนีก็เปลี่ยนทำนองเพลงพิณขึ้นมาเสียก่อน และนั่นก็ทำให้นกยักษ์ที่พวกเรานั่ง เร่งความเร็วขึ้นมาอย่างกะทันหันจนทิ้งห่างเจ้าช้างบินนั่นไปหลายร้อยเมตร

                “ทำไมไม่ใช้แสงแบบนั้นอีกล่ะคะ? ไม่งั้นก็ให้นกเราสู้กับมันก็ได้ นกเราตัวใหญ่กว่าช้างตั้งสิบกว่าเท่านี่นา” ฉันพูดขึ้นเมื่อเห็นว่าคนธรรพ์สาวไม่ยอมตอบโต้อะไรเสียที

                “ตาพร่าก็หยุดเจ้าช้างตัวนี้ไม่ได้หรอก มันคลั่งแบบนี้แล้ว ถึงเสียการควบคุมตัวเองมันก็บินพุ่งเข้ามาอยู่ดี” คุณนีกล่าวพลางหันไปมองผู้ไล่ล่า

                “ส่วนเรื่องสู้ตัดไปได้เลย เพราะเห็นเจ้ายักษ์นั่นตัวใหญ่ไม่ถึงสามเมตร แต่พลังของมันล้มช้างที่มันขี่หรือรับมือกับนกของฉันได้สบายเลยล่ะ แถมหอกร้อน ๆ นั่น ถ้าทิ่มมาโดนเจ้านกตัวนี้ มีหวังมันดิ้นพราดๆ จนเหวี่ยงพวกเราตกลงไปข้างล่างแน่ ๆ แต่ไม่ต้องห่วงนะ พวกเราใกล้จะถึงแล้ว”

                อรัญญาณีกล่าวจบก็บรรเลงเพลงสื่อสารกับนกยักษ์ต่อไปโดยไม่ได้หันมาพูดกับฉันอีก ส่วนเจ้ายักษ์นั่นก็ซัดหอกของมันมาอย่างไม่หยุดมือ พอหมดสองเล่มที่ถือก็เรียกออกมาใหม่แล้วซัดเข้ามาอีก แต่อรัญญาณีก็สั่งเจ้านกให้บินหลบไปหลบมาจนพ้นจากหอกร้อนๆ ได้ทุกเล่ม

                “หลบเก่งนักรึ นางคนธรรพ์” เจ้ายักษ์คำรามพลางเรียกหอกอีกเล่มออกมาจากหลังช้าง มันเป็นหอกที่ดูแตกต่างจากเล่มก่อนๆ ที่มันซัดเข้ามาเป็นอย่างมาก เพราะที่ด้ามของมันนั้นเป็นสีทองและสลักเป็นลวดลายที่สวยกว่าหอกเล่มที่แล้วมา แถมยังมีผ้าแพรสีแดงผูกเอาไว้ นอกจากนี้ที่คมหอกยังดูเหมือนมีรัศมีสีแดงส้มแผ่อยู่รอบ ๆ อีกต่างหาก

                “ถึงกับทำให้ข้าต้องเรียกสิ่งนี้ออกมาใช้ได้ ข้าล่ะนับถือเจ้าจริง ๆ ไว้จับพวกเจ้าได้เมื่อไร ข้าจะไว้ชีวิตเจ้าแล้วเอาไปเป็นนางบำเรอของข้าเพื่อเป็นการให้เกียรติแล้วกัน นางคนธรรพ์!” มันพูดพลางจับหอกขึ้นกวัดแกว่งไปมา พลางพึมพำอะไรบางอย่างที่เหมือนกับการร่ายมนตร์คาถา

                “ชอบข้าขึ้นมาแล้วสิท่า” อรัญญาณีพูดขึ้นมาพลางส่งสายตาเหมือนกับจะยั่วเจ้ายักษ์ให้โกรธและหลงใหลในเวลาเดียวกัน “แต่ว่าข้าคงไม่อยากจะไปเป็นนางบำเรอของพวกป่าเถื่อนอย่างเจ้าหรอกนะ ข้ามีคนที่ชอบพอกันอยู่แล้วน่ะ”

                “เรื่องของเจ้า!” ยักษ์บนหลังช้างตกมันกล่าวพลางซัดหอกประหลาดเล่มนั้นออกมาอย่างรุนแรงและรวดเร็วมากจนฉันมองแทบไม่ทัน แต่อรัญญาณีก็ในดนตรีสั่งนกให้บินหลบได้อย่างเฉียดฉิว หอกนั่นจึงลอยเหนือข้ามปีกขวาของเจ้านกไปอย่างฉิวเฉียด

                “โล่งอกไปที เมื่อกี้นึกว่าจะไม่รอดซะแล้วนะเนี่ย” ฉันพูดขึ้นมาเมื่อเห็นว่าหอกเล่มนั้นไม่ได้ทำอันตรายพวกเราหรือเจ้านก “นึกว่าจะแน่ ที่แท้ก็เก่งแต่ปากนี่นา เนอะคุณนี”

                “ไม่จริงน่า!” อรัญญาณีกล่าวขึ้นมาเหมือนไม่ได้สนใจในคำพูดของฉันเลยแม้แต่น้อย แววตาของเธอฉายความวิตกกังวลออกมาอย่างเห็นได้ชัดเจน เหงื่อเม็ดโตที่ฉันไม่เคยเห็นมาก่อนผุดขึ้นบนใบหน้าของเธอ ก่อนที่เธอปล่อยพิณออกจากมือแล้วใช้มือขวาแกะมือซ้ายของฉันที่เกาะขนนกอยู่ แล้วผลักฉันให้กลิ้งไปอีกทางในทันที  ทำเอาฉันแทบจะกลิ้งตกจากหลังนกยักษ์ไปแล้ว ถ้าหากว่ามือขวาฉันไม่ได้เกาะขนของมันอยู่! แต่ว่านั่นก็ไมใช่เรื่องใหญ่อะไรเลย เมื่อเทียบกับสิ่งที่เกิดขึ้นต่อจากนี้...

ฉัวะ!!

                เสียงโลหะร้อน ๆ ปักเข้าไปในเนื้อ และเสียงไอร้อนฉ่าของมันดังขึ้นมา ตามด้วยเสียงกรีดร้องอย่างเจ็บปวดของใครสักคน และเมื่อฉันเหลียวไปมองก็ต้องตกตะลึงถึงขีดสุดจนเกือบปล่อยมือจากการเกาะขนนกยักษ์ เมื่อพบว่าเจ้าของเสียงกรีดร้องนั้นคือคนธรรพ์สาวที่มีหอกร้อน ๆ เล่มเมื่อครู่นี้ปักแน่นอยู่ที่มือขวา!  ก็เมื่อครู่นี้พวกเราหลบหอกเล่มนั้นพ้นไปแล้วนี่นา แล้วนี่หมายความว่าอะไรกัน?

                ฉันอยากจะเอ่ยถามคนธรรพ์สาว แต่ดูเหมือนว่าเธอจะเจ็บปวดทรมานมากจนไม่อาจจะตอบคำถามใดๆได้ และเมื่อคนธรรพ์สาวไม่อาจจะเล่นดนตรีสั่งการบินของนกยักษ์ได้แล้ว นั่นก็หมายความว่า...

ฉัวะ! ฉัวะ!

                เสียงหอกอีกสองเล่มปักบนเป้าขนาดใหญ่อย่างนกยักษ์ที่ฉันกำลังนั่งอยู่ และก็เป็นตามที่อรัญญาณีเคยว่าไว้ ความร้อนของหอกที่ปักกลางหลังนั้นทำเอาเจ้านกยักษ์ทรมานมากจนดิ้นไปมา มันรีบบินลงไปยังพื้นดินแทบจะในทันที แต่หอกหลายเล่มก็พุ่งปักปีกซ้ายของมันจนสูญเสียการทรงตัวเอาเสียก่อน และถ้าเป็นแบบนี้ พวกเราคงต้องร่วงไปโหม่งโลกอย่างไม่ต้องสงสัย!

                แต่พวกเราไม่ทันจะร่วงลงไป อรัญญาณีก็รวบรวมสติที่เหลือกระชากหอกนั่นออกมาจากมือของตัวเองแล้วโยนทิ้งไปเสียก่อน แล้วหลังจากนั้นก็หันมามองที่ฉันแล้วยิ้มแห้ง ๆ

                “ความสูงแค่นี้ร่วงลงไปฉันกับเจ้านกก็ไม่ตายหรอกนะ ไม่ต้องห่วงหรอก แล้วเธอที่อยู่บนหลังนกนี่ก็ไม่น่าจะตายเหมือนกันน่ะแหละ” เธอกล่าวขึ้นมาพลางกุมมือข้างที่เจ็บของตัวเอง “พอถึงพื้นแล้วเธอวิ่งหนีไปซ่อนตัวเลยนะ ฉันจะถ่วงเวลาให้”

                “คุณนียังวิ่งได้ไม่ใช่เหรอคะ? พอถึงพื้นแล้วเราวิ่งไปด้วยกันก็ได้นี่! ทำไมถึงยอมทำเพื่อฉันขนาดนี้ล่ะคะ? ฉันกับคุณไม่เคยเป็นอะไรกันมาก่อนซะหน่อย! แล้วแผลของคุณ...”

                “แผลแค่นี้ ถ้ามีเวลากับสมาธิมากกว่านี้อีกนิด รักษาไม่กี่อึดใจก็หาย” เธอกล่าวพลางมองมาที่ฉันด้วยสายตาที่เศร้าสร้อยอย่างที่เธอไม่เคยแสดงให้ฉันเห็นมาก่อน “นิสัยของเธอ เหมือนกับใครบางคนที่ฉันรู้จักในสมัยก่อนเลยล่ะ เด็กน้อยที่เอาแต่คิดถึงคนอื่นจนไม่สนใจตัวเองน่ะ”

                “เธอเป็นใครเหรอคะ?”

                “เธอเป็นคนที่ฉันปกป้องเอาไว้ไม่ได้... ช่างมันเถอะ เอาไว้รอดไปได้แล้วค่อยว่ากันแล้วกันนะ” อรัญญาณีกล่าวพลางใช้มือข้างที่ไม่เจ็บเช็ดน้ำใสๆ ที่ริมขอบตา “เอาล่ะ เรากำลังจะ...”

ฉัวะ

                เสียงโลหะปักเข้าไปในเนื้อของใครบางคนดังขึ้นมาก่อนที่คุณนีจะพูดจบ และสิ่งที่ทำให้เกิดเสียงนั้นก็คือหอกเหล็กที่ร้อนจนแดงเล่มเดียวกับที่ปักลงไปในมือขวาของอรัญญาณีในตอนแรก แต่ว่าในคราวนี้ คมหอกที่ร้อนจนกลายเป็นสีแดงส้มนั้นปักเข้าไปในมือซ้าย! ฉันไม่อยากจินตนาการเลยว่ามันจะเจ็บปวดทรมานขนาดไหน ที่ถูกโลหะร้อนๆ ปักลงไปในมือทั้งสองข้างแบบนั้น!

                ไอร้อนพวยพุ่งออกมาจากปากแผลของคนธรรพ์สาว ในขณะที่เธอกำลังดิ้นด้วยความเจ็บปวดทรมาน แต่ดูเหมือนว่ามันจะยังไม่จบ เมื่อหอกนั้นขยับไปมาได้เอาราวกับมีชีวิต! มันเสียบลึกลงไปอีกจนมือซ้ายของเธอทะลุ และมันก็พุ่งกลับไปหาเจ้าของบนหลังช้างบินทั้งที่ยังมีคนธรรพ์สาวเสียบอยู่กับมัน!

                “ท่าทางเก่งกล้าเมื่อครู่หายไปไหนหมดล่ะ นางคนธรรพ์” มันพูดขึ้นมาเมื่ออรัญญาณีโดนหอกของมันพาเข้าไปในอ้อมแขนที่เต็มไปด้วยพละกำลังจากมัดกล้าม ก่อนที่เจ้าหอกนั้นจะดึงตัวเองออกมาจากเป้าหมายที่เสียบอยู่แล้วกลับไปอยู่ในมือเจ้าของ “เอาล่ะนะ ข้าจะทำตามที่พูดไว้แล้วกันนะ ตัดลิ้นของเจ้าแล้วเอาไปเป็นนางบำเรอของข้า”

                “ปล่อยคุณนีเดี๋ยวนี้นะ! แกต้องการตัวฉันไม่ใช่เหรอ?” ฉันร้องบอกมัน เสียงเจ้านกยักษ์กระแทกกับพื้นอย่างรุนแรงจนเกือบจะทำให้ฉันหลุดร่วงออกมาจากหลังของมันดังกลบขึ้นมาเสียก่อน

                เจ้านกยักษ์นั้นก็เหมือนรู้หน้าที่ คงเป็นเพราะการร่วงมาเมื่อครู่ทำให้หอกหลุดจากหลังของมัน มันจึงกลับมาควบคุมตัวเองได้อีกครั้ง มันจึงวิ่งไปในทิศทางที่เป็นที่หมายของการเดินทางของพวกเราต่อไป ราวกับจะสานต่อความต้องการของเจ้านาย

                “แบบนี้ข้าคงต้องทำตามภารกิจก่อน แล้วค่อยตัดลิ้นว่าที่นางบำเรอของข้าก็แล้วกัน มือเป็นแบบนี้ก็ขัดขืนอะไรข้าไม่ได้อยู่แล้วนี่” เจ้ายักษ์ตัวเขียวพูดขึ้นมา ก่อนจะบังคับช้างบินให้บินต่ำลงจนสูงจากพื้นแค่ไม่กี่เมตร พลางง้างหอกเล่มที่เคยปักมืออรัญญาณี เตรียมซัดใส่ฉันกับนกหัวช้างอีกครั้งหนึ่ง แต่ว่า...

                “เมื่อครู่นี้พูดว่าจะเอาใครไปเป็นนางบำเรอนะขอรับ? คุณขุนพลแห่งเผ่าพันธุ์ยักษ์” เสียงทุ้มๆ ที่เต็มไปด้วยพลังอำนาจดังขึ้นมาจากทางด้านหลังของเจ้ายักษ์เขียวพร้อมกับสายลมร้อนระอุ ทำเอามันต้องหยุดชะงักการพุ่งหอกเข้ามาและหันไปมองต้นเสียงนั้น

                ไม่ใช่แค่เจ้ายักษ์ แม้กระทั่งนกยักษ์ที่แบกฉันอยู่ก็หยุดนิ่งแล้วหันไปทางต้นเสียงนั้นด้วย หรือแม้กระทั่งเจ้าช้างบินเองก็พยายามหันไปหาเจ้าของเสียงที่ยืนตระหง่านอยู่บนหลังของมัน แม้แต่ฉันเองก็ต้องหันไปมองด้วยความประหลาดใจมากยิ่งกว่าตอนที่เจอเอื้องคำครั้งแรก ประหลาดใจยิ่งกว่าตอนมาดินแดนนี้ใหม่ ๆ ประหลาดใจยิ่งกว่าตอนพบอรัญญาณีเอาเสียอีก…

                ร่างผิวคล้ำดำแดงและเปลือยท่อนบนเผยให้เห็นกล้ามหน้าท้อง กำลังยืนกอดอกอยู่ด้านหลังของเจ้ายักษ์ที่อุ้มคุณนีในอ้อมแขน แววตาดุดันและเต็มไปด้วยอำนาจราวกับปีศาจบนใบหน้าราวกับนักรบยุคโบราณจ้องมองไปที่เจ้ายักษ์อย่างเหยียดหยามและโกรธเคือง นี่เขาไปปรากฏตัวบนหลังช้างที่กำลังบินอยู่ได้อย่างไรกันนะ? ไม่สิ... มาที่ดินแดนนี้ได้อย่างไรกันล่ะเนี่ย?

 

                “นาย... นายจักร” ฉันพึมพำเรียกเจ้าของเสียงนั้นเบา ๆ ด้วยความรู้สึกที่ไม่สามารถบรรยายเป็นคำพูดได้

                “เจ้า คือ...” เจ้ายักษ์เขียวคำรามเมื่อเห็นผู้มายืนอยู่ข้างหลังมันได้อย่างถนัดตา ดูท่าทางของมันเป็นกังวลกับการปรากฏตัวของเขาเป็นอย่างมาก

                “เจ้าชายเกาโมทกีเทพคทาวุธ รัชทายาทอันดับสองแห่งนครต้นงิ้วที่อยู่ข้างหน้านั่นไงล่ะ เรียกสั้นๆ ว่าคทาวุธก็ได้นะขอรับ” เขาพูดพลางพลางมองไปที่เจ้ายักษ์อย่างไม่หวั่นเกรง “ในเมื่อรู้แล้วก็ปล่อยสหายของข้าน้อยดีกว่า ยักษ์ระดับคุณขุนพลน่าจะรู้ความแตกต่างระหว่างตัวเองกับข้าน้อยดีนะ”

                “แตกต่างกันแล้วทำไมล่ะเจ้าชาย? ไม่เห็นรึว่าคนธรรพ์ที่ท่านเรียกว่าเป็นสหายน่ะ ตอนนี้อยู่ในเงื้อมมือของข้าเรียบร้อยแล้ว ถ้าท่านทำอะไรข้าล่ะก็ ข้าจะฆ่านางตรงนี้เลยก็ได้” เจ้ายักษ์เขียวเริ่มขู่ผู้ที่บอกว่าตัวเองชื่อคทาวุธ พลางเอาหอกจ่อคอของอรัญญาณีแล้วบีบปากของเธอจนแน่นเพื่อไม่ให้พูดอะไร พลางยืนขึ้นบนหลังช้างแล้วหันไปเผชิญหน้ากับชายที่ดูคล้ายกับจักร

                “ข้าน้อยรู้ดีว่าคุณขุนพลไม่มีวันทำ ด้วยเหตุผลสองข้อ” คนที่ถูกเรียกว่าเจ้าชายกล่าวพลางหัวเราะในลำคอ ก่อนที่จะมองไปที่เจ้ายักษ์ที่จับอรัญญาณีอย่างไม่หวั่นเกรง ทำเอาเจ้ายักษ์ชะงักไปเล็กน้อย “ข้อที่หนึ่ง ใจจริงแล้วคุณขุนพลต้องการให้สหายข้าไปเป็นนางบำเรอ เพราะฉะนั้น ท่านจะไม่มีทางฆ่านางเด็ดขาด”

                “แค่นางบำเรอ ข้าหาใหม่เมื่อไรก็ได้ ท่านประเมินข้าผิดไปหน่อยนะ เจ้าชายแห่งนครต้นงิ้ว” เจ้ายักษ์พูดพลางเอาหอกที่ร้อนแดงจี้ไปที่จนอรัญญาณีใกล้เข้าไปอีก ฉันล่ะสงสารคุณนีจับหัวใจ แต่ก็ไม่รู้ว่าจะไปช่วยเธอด้วยวิธีไหนนี่ล่ะสิ

                “อยากฟังเหตุผลข้อที่สองไหมล่ะ?” เจ้าชายผู้ดูคล้ายเพื่อนของฉันกล่าวขึ้นมาราวกับไม่ได้ใส่ใจคนที่ตัวเองเรียกว่าสหายเลยสักนิด “ข้อที่สองก็คือ คุณช้าเกินไปกว่าที่จะทำแบบนั้นน่ะสิ”

                “ช้าเกิน ป...” เจ้ายักษ์เขียวพูดไม่ทันขาดคำก็ต้องร้องเสียงหลง เมื่อถูกฝ่าเท้าของเจ้าชายกระแทกเข้ากับใบหน้า และนั่นก็ทำให้มันเสียจังหวะจนคลายตัวอรัญญาณีออกมาก่อนที่จะร่วงลงไปยังพื้นเบื้องล่าง

                เจ้าชายผู้หน้าตาคล้ายเพื่อนฉันก็ใช้โอกาสนั้นคว้าตัวสหายของเขากลับมาจากอ้อมแขนเจ้ายักษ์อย่างเร็วจนแทบมองไม่ทัน ก่อนที่จะกระทืบเจ้าช้างบินที่ตัวเองยืนอยู่ให้ร่วงลงมากระแทกกับพื้นดินจนเสียงดังสนั่น ขณะที่ตัวเองก็กระโดดลงมาจากหลังช้างบินแล้วพาอรัญญาณีลงมายังเบื้องหน้าฉันได้อย่างปลอดภัย  โดยที่เหตุการณ์ทั้งหมดกินเวลาไม่ถึงสามวินาที!

                “เจ็บมากสินะขอรับ” เขาพูดเมื่อวางอรัญญาณีลงมานั่งกับพื้นเรียบร้อยแล้ว

                “ตอนนี้ดีขึ้นมากแล้วล่ะ แต่ก็ยังดีไม่พอที่จะรักษาตัวเองอยู่ดี ช่วยรักษาให้ตอนนี้ได้ไหม? จะได้ช่วยเจ้าอีกแรง” อรัญญาณีกล่าวพลางยื่นมือสองข้างให้กับเพื่อนของเธอ

คทาวุธดีดนิ้วครั้งหนึ่ง แล้วคนโทสีทองก็ปรากฏขึ้นมาในมือของเขา จากนั้นเขาก็เปิดคนโทแล้วรินน้ำลงไปที่มือของอรัญญาณี จากนั้นบาดแผลของเธอก็พลันหายไปในไม่กี่พริบตา

                ฉันจ้องเจ้าชายอย่างพินิจพิเคราะห์อีกครั้ง จะว่าไปแล้วพอดูใกล้ ๆ เขาก็แตกต่างจากนายจักรจริง ๆ ด้วยนั่นแหละ เพราะเขาสูงกว่าฉันไม่มาก อีกทั้งใบหน้ายังกลมและดูอ่อนวัยกว่าจักรอีกต่างหาก

                “ไม่เท่าไรหรอกขอรับ” เขากล่าวพลางยิ้มให้กับฉันแล้วมองด้วยสายตาเป็นมิตร ซึ่งเป็นสิ่งที่แทบจะไม่เคยหาได้ในตัวนายจักร! “ว่าแต่คุณเป็นเพื่อนกับอรัญญาณีสินะขอรับ ชื่ออะไรหรือ?”

                “เอ่อ ขวัญนภา...” ฉันพูดกับเจ้าชายผู้แสนสุภาพยังไม่ทันขาดคำดีก็ต้องหยุดชะงักไป ก่อนที่จะตะโกนบอกกับเขาเมื่อเห็นว่าหอกเล่มที่เคยเสียบอรัญญาณีกำลังพุ่งมาหาเขาจากทางด้านหลัง!

                “ระวังค่ะ!”

                “ไม่ต้องห่วงหรอกขอรับ” เขากล่าวพลางยิ้มให้ฉัน ทั้งที่หอกร้อนๆ นั้นแหวกอากาศมาจนห่างจากแผ่นหลังของเขาไม่ถึงเมตร ฉันพยายามหันไปหาอรัญญาณีเพื่อส่งสายตาขอให้ทำอะไรสักอย่าง แต่ดูเหมือนเธอจะไม่ได้สนใจทั้งเพื่อนและสายตาของฉันเลยสักนิด เพราะเธอกลับยืนมองเจ้าหอกที่กำลังพุ่งเข้ามาหาเพื่อนของเธอได้อย่างหน้าตาเฉย!

                “ก็บอกแล้วไงว่ามันช้าเกินไป” คทาวุธกล่าวพลางหมุนตัวไปคว้าหอกนั่นอย่างว่องไวด้วยมือข้างเดียว แล้วหมุนควงมันโยนไปโยนมาราวกับดรัมเมเยอร์โยนคทาในงานกีฬาสี ก่อนที่จะกล่าวขึ้นกับผู้ที่ขว้างหอกซึ่งอยู่ไกลออกไปหลายสิบเมตร “ยอมแพ้แล้วกลับไปดีกว่านะ ตามปกติเผ่าพันธุ์ของเราก็ไม่ได้เป็นศัตรูกันอยู่แล้ว และเราก็ไม่เคยมีเรื่องบาดหมางกันมาก่อนด้วยนะขอรับ”

                “ขออภัยนะเจ้าชาย ข้าไม่สามารถกลับไปพบนายของข้าด้วยการทำภารกิจพลาดเป็นครั้งที่สองได้ มันเป็นเรื่องที่น่าอับอายเกินไปสำหรับข้า” เจ้ายักษ์พูดพลางพึมพำอะไรบางอย่างแล้วชี้มาทางหอกของมัน จากนั้นหอกที่คทาวุธโยนเล่นอยู่นั้นขยับไปมาเองราวกับมีชีวิต และเอาด้านคมของมันพุ่งเข้าเสียบเจ้าชายแห่งเมืองต้นงิ้วอย่างรวดเร็วจนเขาไม่น่าจะรับหรือหลบได้แน่ ๆ

                คมหอกที่เต็มไปด้วยความร้อนก็พุ่งเข้ากระทบกับอกซ้ายของเจ้าชายอย่างรุนแรง แต่ว่ากลับทำอันตรายเขาไม่ได้เลยแม้แต่นิดเดียว แถมหอกยังถูกสะท้อนกลับออกมาจากอกเขาราวกับลูกบอลที่กระเด็นออกมาจากการถูกเตะอัดกำแพง!

                ผู้ที่หน้าตาคล้ายเพื่อนของฉันไม่รอช้า รีบคว้าหอกที่กระเด็นออกมาไว้ในมือขวา แล้วกระโจนเข้าไปหาเจ้าของหอกอย่างรวดเร็วเสียจนฉันมองไม่เห็น! และเมื่อเขาหยุดการเคลื่อนไหวนั้น เขาก็ยืนตระหง่านอยู่หน้าเจ้ายักษ์เขียวเรียบร้อยแล้ว

                “ถ้าจะฆ่าข้าน้อยล่ะก็ ไปทำให้หอกแหลมคมจนตัดเพชรได้ ไม่ก็ร้อนเท่าดวงอาทิตย์ก่อนนะขอรับ” เขากล่าวพลางส่งหอกนั่นคืนให้กับเจ้ายักษ์ “เอาหอกคืนแล้วกลับไปเถอะ ถ้ากลับไปหาเจ้านายของคุณ อาจจะแค่เสียหน้า แต่ถ้าอยู่ต่อคุณอาจจะเสียชีวิตได้นะขอรับ เพราะข้าน้อยจะเริ่มเอาจริงบ้างแล้ว”

                เจ้ายักษ์รับหอกคืนมาแล้วมองมาที่ฉันและอรัญญาณีด้วยแววตาอาฆาต พลางเดินไปทางช้างบินที่ถูกกระทืบจนจมดินไปครึ่งตัว ก่อนที่จะดึงมันขึ้นมาแล้วแบกเจ้าช้างขึ้นบ่ากลับไปอย่างเงียบ ๆ โดยไม่ได้หันมาพูดอะไรหรือกล่าวอะไรกับพวกเราอีกเลยแม้แต่น้อย และเมื่อคนที่อ้างว่าตัวเองเป็นเจ้าชายเห็นดังนั้น เขาก็เดินกลับมาหาพวกเราทันทีด้วยสีหน้าที่มีรอยยิ้มแห่งความพึงพอใจ

                “ข้าน้อยเก่งไหมล่ะขอรับทุกคน” เขากล่าวพลางมองมาที่ฉันและคนธรรพ์สาว

                “สุดยอดมากเลยค่ะ คุณนี่ยอดเยี่ยมไปเลย” ฉันเอ่ยปากชื่นชมเขาอย่างจริงใจ เพราะฉันเองยังไม่เคยพบเคยเจออะไรที่มันสุดยอดขนาดนี้มาก่อน แต่รู้สึกว่าอรัญญาณีจะไม่คิดแบบฉัน แถมเธอยังเดินไปที่เขาแล้วเหวี่ยงฝ่ามือตบใส่ใบหน้าของเขาอีกต่างหาก

                “ตบข้าน้อยทำไมล่ะขอรับ? ข้าน้อยอุตส่าห์ช่วยพวกคุณไว้นะ และอีกอย่าง ตบมาข้าน้อยก็ไม่ได้รู้สึกเจ็บอะไรด้วย” เขาพูดขึ้นมาพลางทำหน้าสงสัย

                “เจ้าโง่! คราวหลังอยู่ต่อหน้าศัตรูอย่าไปประกาศวิธีจัดการตัวเองสิ! ถ้าเกิดว่าอีกฝ่ายมีหอกแบบนั้นเอาจริง ๆ ป่านนี้เจ้าไม่ตายไปแล้วรึ?” อรัญญาณีต่อว่าคทาวุธไปชุดใหญ่ ก่อนจะมีน้ำตาซึมแล้วลดโทนเสียงอย่างโกรธเกรี้ยวลงมาเป็นเสียงหวานหูเหมือนเดิม

                “รู้ไหมว่าถ้าเจ้าเป็นอะไรขึ้นมา ข้าจะเสียใจขนาดไหน...”

                “ข้าน้อยขออภัยขอรับ ต่อไปจะระวังปากให้มากขึ้น” เจ้าชายกล่าวพลางยิ้มแห้ง ๆ

                “ก็เรื่องเพื่อนข้าคนนี้ ที่ข้าคุยกับเจ้ากับพี่เจ้าเมื่อคืนน่ะ” อรัญญาณีกล่าวขึ้นพลางมองมาที่ฉัน แล้วส่งสายตาให้คทาวุธเหมือนมีลับลมคมใน

                “นึกว่ามาหาข้าน้อยเพราะคิดถึงเสียอีก” คทาวุธแซวคุณนีเบาๆ ก่อนหันมายิ้มต่อ ราวกับพึงพอใจที่คุณนีเป็นห่วงตน ตอนนี้แววตาของเขาไม่น่ากลัวเหมือนตอนสู้กับเจ้าขุนพลยักษ์อีกแล้ว คงเป็นเพราะว่าไม่มีความจำเป็นต้องกดดันใครแล้วก็ได้

                “ที่ข้าน้อยออกมานอกเมือง เพราะกำลังจะไปหาคุณอรัญญาณีอยู่พอดี ท่านอาจารย์กับท่านพี่บอกให้รับคุณอรัญญาณีกับเพื่อนมาที่นี่น่ะขอรับ”

                “ข้าไม่น่ารีบร้อนออกมาเลยจริง ๆ” สาวงามผู้ทัดดอกไม้ม่วงบ่นพึมพำ “ว่าแต่เจ้าเถอะ เป็นถึงรัชทายาทอันดับสองแท้ๆ แต่ทำไมถึงชอบพูดข้าน้อย กับ ขอรับ อยู่แบบนี้ล่ะ? เดี๋ยวบริวารก็เสื่อมศรัทธาหรอก”

                “ไม่มีอะไรหรอกขอรับ มันเคยปากน่ะ ปกติพูดกับท่านพ่อ ท่านพี่ แล้วก็ท่านอาจารย์แบบนี้มาตลอดนี่นา และท่านอาจารย์ก็เคยสอนไว้ว่าการอ่อนน้อมถ่อมตนเป็นหนึ่งในมงคลอันสูงสุดด้วย ข้าน้อยเลยคิดว่าสุภาพเข้าไว้ได้ใจคนมากกว่านะขอรับ” ชายผิวดำแดงกล่าวพลางหัวเราะเบาๆ ก่อนที่จะหันมาทางฉัน “ว่าแต่เมื่อตอนอยู่บนหลังช้าง คุณขวัญนภาเรียกข้าน้อยว่าอะไรงั้นเหรอขอรับ?”

                “อ่อ... ไม่มีอะไรหรอกค่ะ ฉันก็แค่เข้าใจผิดไปว่าคุณเป็นเพื่อนคนหนึ่งของฉัน คงเพราะรูปร่างหน้าตาคล้ายกันมั้งคะ”

                “ส่วนใหญ่เผ่าพันธุ์ข้าน้อยก็รูปร่างหน้าตาประมาณนี้แหละขอรับ ถ้าไม่ได้เจอกันเป็นประจำหรือใกล้ชิดกับพวกข้าน้อยมาก บางทีอาจจะแยกออกยากพอสมควรเลยล่ะขอรับ” เขาอธิบายขึ้นมา และนั่นทำให้ฉันอดคิดไม่ได้ว่าแท้จริงแล้ว จักรอาจจะเป็นเผ่าพันธุ์เดียวกับเจ้าชายคทาวุธ หรือว่ามีความเกี่ยวข้องอะไรกันสักอย่างก็ได้ แต่ไม่ทันจะคิดอะไรมากกว่านั้น เสียงของคุณนีก็ดังขึ้นมาเสียก่อน

                “เอาเป็นว่าพวกเรามาถึงที่นี่เองแล้ว ก็ขอไปพบท่านอาจารย์ก่อนล่ะนะ ส่วนเจ้าก็ช่วยเอานกของไปข้ารักษาให้ทีนะ แล้วก็ฝากเอาอาหารให้มันด้วยล่ะ เดี๋ยวมันจะต้องบินกลับไปเลี้ยงลูกของมันอีก เสร็จธุระแล้วก็พบกันที่เก่าเวลาเดิมแล้วกันนะ” หญิงสาวผู้ห่มสไบเขียวรีบตัดบท ก่อนจะคว้าข้อมือของฉันให้เดินตามเธอไป ปล่อยให้คทาวุธกับเจ้านกตัวนั้นอยู่กันเพียงลำพัง แต่ยังไม่ทันจะเดินไปจากไปได้ไกลนัก คทาวุธก็ตะโกนขึ้นมาเสียก่อน

                “อาจจะไปเวลาเดิมไม่ได้นะขอรับ คงต้องเลื่อนไปเป็นวันรุ่งขึ้น เพราะสักพักข้าน้อยจะต้องไปเป็นหนึ่งในคณะกรรมการไต่สวนรอบพิเศษเรื่องเจ้าเด็กหนุ่มชาวมนุษย์ที่ตกจากบนฟ้ามาในดินแดนของพวกเราน่ะขอรับ”

                “เด็กหนุ่มชาวมนุษย์?” ฉันทวนคำอย่างกระวนกระวาย “รูปร่างหน้าตา ลักษณะนิสัยเป็นยังไงเหรอ? มนุษย์คนนั้นน่ะ แล้วเขาบอกว่าเขามาที่นี่ทำไมเหรอคะ?”

                “ก็ร่างผอมบาง ตัวสูงพอกับข้าน้อย เห็นบอกว่าตัวเองมาตามหาเพื่อน ว่าแต่มีอะไรหรือขอรับ?”

                ฉันเดาไม่น่าจะผิดแน่ ๆ เด็กหนุ่มที่สูงพอกับฉันและคทาวุธ ตัวผอมแล้วก็ชอบพูดจากวนประสาท แถมเข้ามาตามหาเพื่อน มันจะเป็นใครไปไม่ได้ นอกจากนายเอก หนึ่งในเพื่อนที่ฉันกำลังตามหาอยู่!


 

 

 
 

 


............................

ส่วนนี่เป็นภาพ FAN - ART เหตุการณ์ในบทนี้ โดยเพจ MinervaMochi ครับ




ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 20 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,057 ความคิดเห็น

  1. #999 อัจฉราโสภิต (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 28 มกราคม 2560 / 08:42
    อ่านจากตอนที่แล้ว จักรเหมือนยากูซ่ากลายร่างเป็นตำรวจญี่ปุ่น สุภาพเรียบร้อยทำงานมีประสิทธิภาพ
    #999
    0
  2. #954 2-CHAIR (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 2 สิงหาคม 2559 / 08:28
    หรือเป็นฝาแฝดนายจักร!? Oo
    #954
    1
    • #954-1 รักต์ศรา(จากตอนที่ 10)
      2 สิงหาคม 2559 / 13:43
      แค่หน้าคล้ายๆ กัน ฮา
      #954-1
  3. #708 Kaewpada ( นิจนิรันด์กาล ) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 14 พฤษภาคม 2556 / 19:09
    นครต้นงิ้ว - -* ตั้งชื่อได้แบบว่า...
    อ่อ พื้นหลังรูปห้องฟ้าแสบตามากค่ะ

    แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 14 พฤษภาคม 2556 / 19:09
    #708
    0
  4. #588 ฝนธารา (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 5 เมษายน 2555 / 16:41
    เพื่อนๆไปอยู่ไหนกันนะ
    #588
    0
  5. #451 Thong-Hngurn (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 25 กันยายน 2554 / 09:15

    ช้างบินได้นึกถึงกรินทร์ปักษา

     

    บทนี้คาดว่าสถานการณ์น่าจะบีบคั้น แต่ช่วงที่เป็นความคิดของฟ้า
    มันดูไม่...ไม่อะไรดีนะ ไม่หนักเท่าสถานการณ์ รู้สึกจะพะวงกับเรื่อง
    การกินมากกว่าอย่างอื่น ๕๕๕ เอ๊ะ หรือจะมีความนัยซ่อนอยู่....

    #451
    0
  6. #429 Iz.Adiemus (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 21 กันยายน 2554 / 21:34
    นางเอกเราสวย(?)ถึก และบึกบึน มาก...
    #429
    0
  7. #197 -netto- (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 13 เมษายน 2554 / 02:19
    เอื้อว>>>เอื้อง

    #197
    0
  8. #31 _ส๓รีนิรuาม_ (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 5 มกราคม 2554 / 20:37

    มาอ่านต่อแล้วนะคะ

    =[]= อ้าว แฟนตาซีหรอกเหรอ???

    ยังไงจะรอบทที่10นะคะ ^^ อยากรู้จัง คนที่ช่วยเป็นใคร??

    #31
    0