[Legend Online] เปิดตำนาน ป่วนออนไลน์

  • 88% Rating

  • 99 Vote(s)

  • 1,473,906 Views

  • 14,490 Comments

  • 9,085 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    1,177

    Overall
    1,473,906

ตอนที่ 386 : บทที่ 40 งานเลี้ยงวันเกิด (ตอนต้น)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 4309
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 198 ครั้ง
    25 มี.ค. 61

บทที่ 40 งานเลี้ยงวันเกิด (ตอนต้น)

 



         ราล์ฟมาพร้อมกับสถานการณ์ไม่สู้ดีที่เกิดขึ้นภายในอาณาจักรเงือก ซากุระรับฟังเรื่องราวทั้งหมดเพื่อประกอบการตัดสินใจแผนการ ด้วยความที่ทั้งสองคนแม้จะเป็นผู้วางแผนเหมือนกัน แต่กลับแตกต่างในด้านของผลลัพธ์และความรู้สึก ซากุระจะเหนือกว่าราล์ฟในด้านของแนวทางปฏิบัติที่ส่งผลต่ออารมณ์และความรู้สึกของผู้ใต้บังคับบัญชา ส่วนราล์ฟจะให้ความสำคัญที่ผลลัพธ์มากกว่าวิธีการ เรื่องความเด็ดขาดจึงเหนือกว่า

         สิ่งที่ราล์ฟทำไปนั้นถูกพิจารณาอย่างถี่ถ้วน ซากุระที่ไม่อาจยอมรับวิธีการรุนแรงเช่นนี้ได้แต่ก็ทำใจปล่อยผ่านเพราะมันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้ว ได้แต่ขอให้เลิกใช้คนอื่นเป็นเบี้ยอย่างนี้อีก ราล์ฟเพียงพยักหน้าแต่ไม่ตอบรับจนซากุระรู้สึกว่าจะต้องดัดนิสัยให้เข็ดบ้าง ไม่อย่างนั้นคงยากที่จะปรามอยู่

         วิธีการของราล์ฟอาจรุนแรงแต่ก็ได้ผลในการสร้างแรงกระเพื่อมที่ไม่เป็นที่น่าพอใจขึ้นมาแล้ว เหลือเพียงแค่กระทำการบางอย่างให้พวกเขายอมลุกขึ้นสู้ก็จะได้กองกำลังทหารอาสามาเพิ่มอย่างง่ายดาย กรณีนี้เดาว่าทำเผื่อว่าเธอไม่สามารถชักจูงมนุษย์เงือกพเนจรมาร่วมได้ นอกจากนี้ความแข็งแกร่งของทหารมนุษย์เงือกก็ได้ถูกบอกเล่าอย่างละเอียดยิบ และสรุปว่าอาจจะต้องใช้คนถึงสองคนในการต่อสู้กับทหารมนุษย์เงือกหนึ่งคน หรือถ้าเป็นไปได้ที่สุดคือการปะทะกันแบบหนึ่งต่อหนึ่ง

         น่าจะรู้อยู่แล้วว่าการทำสงครามมันไม่ใช่เรื่องเล็กๆ

         ซากุระก่ายหน้าผาก เวลานี้ครั่นเนื้อครั่นตัวอยากจะแช่น้ำเพื่อผ่อนคลายติดปัญหาที่ว่ามันไม่สามารถทำได้

         ราล์ฟเพียงทำในสิ่งที่พอทำได้เพื่อเสริมโอกาสชนะ ซากุระเชื่อว่าเขามีวิธีการบางอย่างที่จะให้ผลลัพธ์เป็นไปในแบบที่ควรจะเป็น นิสัยที่ชอบทำงานเบื้องหลังนี่อาจจะเป็นข้อเสียของเขา

         ตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้ร่วมมือกันในความคิดของซากุระมองว่าราล์ฟเป็นบุคคลยอดเยี่ยมที่ยอมอยู่เบื้องหลังโดยไม่ปริปากบ่น เขาให้ความสำคัญกับหน้าที่และผลลัพธ์ในทิศทางที่ดีมากกว่าการดื้อดึงสร้างชื่อเสียงให้ตนเอง รู้ขอบเขตความสามารถของตนว่าอยู่ในระดับไหนและไม่ใช่คนที่ทำอะไรสุ่มเสี่ยง

         ขบคิดถึงวิธีการก็มีเพียงแต่ดื้อสู้ ต่อให้มีอาวุธลับที่เดฟอนเตรียมไว้แต่มันก็เป็นเพียงไพ่ตายที่ไม่อาจใช้พร่ำเพรื่อได้ ดังนั้นวิธีที่ราล์ฟทำอย่างการเพาะสร้างเมล็ดพันธุ์แห่งความขัดแย้งภายในเป็นวิธีที่ดี แต่มันก็ขัดต่อความรู้สึกด้านจริยธรรม เพราะวิธีนี้อาจจะทำให้ผู้บริสุทธิ์หลายคนต้องตาย จนกระทั่งเธอตระหนักถึงเหตุผลอย่างหนึ่งที่ทำให้ราล์ฟมีความเด็ดขาดขึ้นมาได้

         โลกนี้เป็นเพียงแค่เกม

         เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดในตอนนี้เป็นเพียงบทบาทการแสดงอย่างหนึ่งเท่านั้น

         เท่านี้ความสับสนใจจิตใจของซากุระก็พลันได้รับการปลดปล่อย

         การยึดมั่นในคุณธรรม จริยธรรมเป็นเรื่องที่ดี แต่ในสงครามที่มีการเข่นฆ่าเรื่องเหล่านี้ล้วนไร้ความหมาย แม้แต่ในโลกแห่งความเป็นจริงก็ยังมีบุคคลร้อยเล่ห์เพทุบาย ช่วงชิงความได้เปรียบทุกอย่างเพื่อให้ตนเองเหนือกว่า จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ราล์ฟจะยอมทำเรื่องเลวร้ายนี้ด้วยตัวเอง ตัดสินใจด้วยตัวเอง แบกรับความผิดบาปด้วยตัวเอง เพื่อป้องกันไม่ให้เธอต้องมีส่วนร่วมกับการตัดสินใจของเขา

         ตอนที่ถามเขาว่าอยากให้ช่วยในเรื่องใด คำตอบที่ได้รับกลับมาเป็นเพียงแค่คำปฏิเสธแบบเย็นชา

         แม้จะดูภายนอกเป็นคนเย็นชาและเงียบขรึม แต่ความเป็นจริงกลับอ่อนโยนและห่วงความรู้สึกของทุกคนที่อยู่รอบข้าง เขาเข้าใจว่าเธอมีนิสัยแบบใดจึงไม่อยากให้มาแบกรับความรู้สึกผิดบาปนี้ไปด้วย

         นึกขึ้นได้ว่ายังไม่ได้ทานมื้อค่ำ ซากุระพลันรู้สึกหิวขึ้นมาทันที คงเพราะใช้เวลาครุ่นคิดมากเกินไปตอนนี้ทุกคนน่าจะกินกันเสร็จแล้ว จำได้ว่าวาโยกับธิดาแห่งศาสตราก็เข้ามาเรียกเหมือนกันแต่เหมือนเธอจะบอกปัดและขออยู่คนเดียวเงียบๆ ออกมาจากกระโจมใหญ่ที่ใช้เป็นพื้นที่ประชุมวางแผน พบเห็นสมาชิกกิลด์แพนโดร่านั่งรวมกลุ่มกันอยู่ที่บังกะโลแต่กลับมีสมาชิกมาเพิ่มเติมทั้งผู้ชาย ผู้หญิงและสัตว์เลี้ยงจำนวนมาก

         “เฮ้ย! อย่ามาแย่งส่วนที่ฉันย่างไว้สิวะ นี่มันของน้องสาวฉันโว้ย”

         “ขอโทษนะลูกพี่ แต่สถานการณ์แบบนี้ไม่มีมิตรสหายทั้งสิ้น”

“ท่านพี่คิดหรือว่าเนื้อย่างเหล่านี้จะบรรเทาอารมณ์ขุ่นมัวของข้าได้ สวนดอกไม้นั่นข้าอุตส่าห์ดูแลมันอย่างดี”

         “ข้าขอโทษ อย่าโกรธข้าเลยนะ”

         “ถ้าท่องสูตรตัวนี้ได้ก็น่าจะทำข้อสอบไหวนะคะ ทั้งสองคนคิดว่าจำได้ไหม”

         “อารินจำได้แล้วค่ะพี่นิมป์ แต่โจทย์ที่อารินเจอมันไม่เหมือนในสูตรนี้เลยไม่รู้วิธีค่ะ”

         “หนูก็ไม่รู้เหมือนกัน บอกเลยค่ะว่าคณิตศาสตร์เป็นอะไรที่หนูแพ้ทางสุดๆ”

         “เกี่ยวกับสูตรนี้ต้องเอา a เข้าไปแทนตรงนี้ แล้วจะสามารถแก้สมการข้อนี้ได้”

         ดูเหมือนกิลด์แพนโดร่าจะไม่ได้มีความทุกร้อนใดๆ กับสถานการณ์ที่คล้ายกับการติดเกาะนี่เลย พวกเขาย่างเนื้อกินกันอย่างเอร็ดอร่อย จับกลุ่มเป็นติวเตอร์สอนหนังสือให้กับเด็กสองคน แนวทางการเล่นเกมของกิลด์แพนโดร่าค่อนข้างมีเอกลักษณ์ ไม่เพียงให้ความสำคัญกับการเล่นเกม แต่ยังให้ความสำคัญกับการเรียนและการผ่อนคลายไปด้วย

         มองไปที่อีกด้านหนึ่งมีโชว์การละเล่นรอบกองไฟ พวกเขาเป็นคนของสมาพันธ์บลูลิเบอร์ตี้กับกลุ่มอาสาที่มาจาสมาคมคนโอตาคุ การรวมกลุ่มที่ให้บรรยากาศคล้ายลูกเสือเนตรนารีมาเข้าค่ายบนเกาะร้างชวนให้รู้สึกแปลก แต่กลับสร้างเสียงหัวเราะให้กับทุกคนได้เป็นอย่างดี คิดว่าตอนแรกคงเริ่มมาจากพวกสมาคมคนโอตาคุแล้วจึงค่อยลุกลามกลายเป็นการจัดกลุ่มหาการแสดง มีทั้งฮีโร่โชว์ เต้นโคฟเวอร์ รวมไปถึงการร้องเพลง

         ซากุระที่กำลังหิวเห็นว่ามีอาหารบุฟเฟ่ต์เหลืออยู่เล็กน้อยในถาดตั้งใจว่าจะไปตักแบ่งมา แต่ยังไม่ทันได้ขยับตัวก็ได้ยินเสียงร้องเรียกหวานใสของเด็กผู้หญิงที่รู้จักกัน

         “อ๊ะ พี่ซากุระเก่งภาษาญี่ปุ่นใช่หรือเปล่าคะ อารินมีคำถามค่ะ รบกวนเวลาได้หรือเปล่าคะ”

         “ใจเย็นก่อนอาริน เห็นได้ชัดว่าซากุระพึ่งจะรู้สึกตัวว่าหิว มันจะดีกว่าที่จะให้เธอได้กินอะไรสักหน่อย” ราล์ฟเอ่ยขึ้น แม้ว่าจะยุ่งอยู่กับการสอนคณิตศาสตร์ให้อารินกับลาเวนเดอร์แต่ก็ยังรับรู้สถานการณ์โดยรอบเพื่อความไม่ประมาท เห็นท่าทางของซากุระตอนมองไปที่โต๊ะอาหารและกำลังจะเดินไปก็พอเดาได้

         อารินได้ยินก็รีบขอโทษวิ่งไปขอเนื้อย่างจากอาคมผู้เป็นพี่ชายและนำมาให้ซากุระได้กินคลายความหิว เนื้อย่างพวกนี้แม้จะย่างโดยคนอื่นแต่สูตรการหมักก็เป็นราล์ฟที่จัดการเองทั้งหมด ให้ความสำคัญด้านรสชาติมากกว่าผลลัพธ์ของอาหารอย่างที่ควรจะเป็น มันจึงเป็นเนื้อย่างที่อร่อยมาก

         ซากุระมีความเชื่อมั่นว่าอาหารทั้งหมดในเกมนี้ให้ผลลัพธ์คล้ายกัน แต่รสชาติของผู้ทำย่อมแตกต่างกันออกไป เธอเคยทานอาหารในสมาพันธ์มาหลายครั้งย่อมรู้เรื่องนี้ดี การที่เนื้อย่างนี้กระตุ้นต่อมน้ำลายของเธอได้รุนแรงก็ต้องยอมรับแล้วว่าราล์ฟเป็นคนที่ทำอาหารได้เก่งราวกับว่าเขาศึกษาด้านนี้จนแตกฉาน ไม่ได้เน้นความสมบูรณ์แบบของอาหารจนเกิดเป็นรสชาติมาตรฐาน แต่เลือกจะทำให้มันมีรสชาติท้องถิ่นที่เป็นเอกลักษณ์แทน และเห็นได้ชัดว่ารสชาติของเนื้อย่างจานนี้ถูกปากซากุระอย่างมาก

         พอกินอิ่มก็เริ่มสอบถามจุดประสงค์ของอาริน ดูเหมือนว่าเธอจะได้รับการบ้านมาจากโรงเรียน น่าเสียดายที่ไม่มีหนังสือแบบเรียนดังกล่าว อารินมีปัญหาเกี่ยวกับตัวคันจิที่ไม่รู้ความหมาย แต่ปัญหานั้นถูกแก้ไขโดยง่ายเมื่ออารินขอเวลาสักพักและเริ่มขีดเขียนข้อความต่างๆ ลงในสมุด ตัวคันจิที่ว่าจดจำได้ยากมากถูกเขียนขึ้นมาอย่างถูกต้อง จนกระทั่งปากกาถูกวางลง ประโยคสมบูรณ์ของภาษาญี่ปุ่นในแบบเรียนก็ถูกเขียนจนเสร็จ

         “ที่ว่าเห็นครั้งเดียวก็จำได้นี่คงจะเป็นความจริง”

         ถึงจะเคยพิสูจน์ไปแล้วในการประลองรุ่นเยาว์ แต่พอได้มาเห็นจริงๆ ก็อดที่จะตกใจไม่ได้ ความสามารถในการจดจำเป็นพรสวรรค์ที่น่าอัศจรรย์ และยิ่งอารินเป็นเด็กที่ขยันเรียนเกรงว่าตำแหน่งอัจฉริยะของประเทศคงไม่หนีไปไหน

         ซากุระสอนภาษาญี่ปุ่นให้อารินที่เหมือนฟองน้ำดูดซับความรู้ทั้งหมด อธิบายคำศัพท์และต้นกำเนิดพร้อมความหมายแฝง เธอไม่เห็นอารินเขียนเลยคิดจะลองภูมิโดยการเขียนประโยคสื่อความหมายขึ้นมา ปรากฏว่าอารินสามารถทำได้ดีราวกับศึกษามานานแรมปี มารู้ในภายหลังจากอาคมว่าอารินเรียนรู้ภาษาต่างประเทศมากที่สุดเท่าที่หลักสูตรในโรงเรียนจะเพิ่มเติมเข้ามาไหว อย่างภาษาจีนเพียงแค่อ่านหนังสือคำศัพท์วันเดียวและเรียนรู้รูปประโยคเท่านั้นก็จ้อภาษาจีนได้อย่างคล่องแคล่ว หากเด็กนักเรียนที่ทุ่มเทเวลาหลายปีกับเงินทองมากมายเพื่อเรียนภาษาสักหนึ่งภาษารู้เรื่องนี้อาจจะถึงขั้นหมดกำลังใจไปเลยก็ได้

 

         หลังยุติบทบาทการเป็นติวเตอร์ ราล์ฟล้มตัวลงนอนบนเตียงไม้ที่ทำขึ้นแบบลวกๆ นับตั้งแต่มีภาระหน้าที่ของหัวหน้ากิลด์และต้องมีความรับผิดชอบต่อสิ่งที่ได้ทำลงไป เขาก็ไม่เคยได้นอนหลับจริงจังแบบที่เรียกว่าเป็นการพักผ่อนได้เลย มีเพียงแค่การหลับตามที่ระบบกำหนดเอาไว้ไม่ให้เป็นผลเสียต่อค่าสถานะ ดังนั้นหลังจากที่ทำงานเหน็ดเหนื่อยมาทั้งวันจึงไม่แปลกที่อยากจะล้มตัวลงนอนโดยไม่ต้องสนใจอะไรทั้งสิ้น

         ได้ยินเสียงมีคนเดินเข้ามาหา แต่ราล์ฟยังคงหลับตาพริ้มอยู่บนเตียง กลิ่นน้ำหอมเพิ่มค่าเสน่ห์เป็นเอกลักษณ์แบบนี้มีเพียงไม่กี่คนที่ใช้ ราล์ฟอาจถูกค่าเสน่ห์เล่นงานตามเงื่อนไข แต่มันไม่อาจทำอะไรสภาพจิตใจที่มั่นคงนี้ได้

         “บทเรียนมันง่ายเกินไปหรือไง” เขาเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบสงบ

         “อย่างน้อยก็สำหรับน้องอาริน ดิฉันไม่เคยพบเห็นคนที่เรียนรู้ได้เพียงอธิบายครั้งเดียว”

         “ถ้าความรู้พวกนั้นเป็นความรู้ผิดๆ มันก็จะถูกจดจำ ฉันเลยอยากให้อารินวิเคราะห์และหัดเรียนรู้ที่จะแก้ไขความถูกต้องด้วยตัวเอง”

         “ขออนุญาตนั่งได้หรือเปล่าคะ”

         ราล์ฟอนุญาตพร้อมขยับตัวเปิดพื้นที่นั่งให้ ซากุระนั่งลงปัดเส้นผมไปด้านหลังและไม่ได้พูดอะไรทั้งสิ้น บรรยากาศอึดอัดเข้ามาแทนที่ รู้ดีว่าซากุระเป็นหนึ่งในผู้หญิงที่มีความรู้สึกดีๆ ให้กับตนเอง แต่ด้วยเหตุผลส่วนตัวจึงไม่อาจตอบรับความรู้สึกนั้นได้

         เป็นเวลากว่าห้านาทีที่ทั้งสองคนประชันความอดทนกัน ครั้งนี้ราล์ฟกลับเป็นฝ่ายอึดอัดขึ้นมาแทน หากลุกขึ้นหรือพูดขึ้นก่อนก็เท่ากับว่าพ่ายแพ้ในการต่อสู้ครั้งนี้ ซากุระเป็นผู้หญิงที่มีความอดทนและอาจจะสูงกว่าราล์ฟ แรงกดดันลึกลับแบบนี้มักเกิดขึ้นเสมอเวลาเผชิญหน้ากับผู้หญิง จำได้ว่าเวลาถูกคุณแม่จ้องมองก็จะรู้สึกแบบนี้เช่นกัน สุดท้ายก็ต้องลืมตาขึ้นและถอนหายใจยาว

         “คงไม่คิดจะนั่งจ้องฉันอยู่แบบนี้หรอกนะ”

         “ถ้ามีอย่างอื่นให้ทำก็คงทำไปแล้วล่ะค่ะ” หญิงสาวลูกครึ่งญี่ปุ่นเพียงแค่มองและยิ้มต่อไป

         “โอเคเธอชนะ บอกมาว่ามีเรื่องอะไร” ราล์ฟยอมแพ้

         ซากุระยิ้มย่องในใจ ต้องขอบคุณที่ คุณน้า ซึ่งเป็นแม่ของราล์ฟสอนวิธีให้เนื่องจากว่าเธอมักมีปัญหาในการสื่อสารกับราล์ฟที่ชอบตัดบทหรือเปลี่ยนเรื่องในระหว่างการสนทนา แม้เขาจะเป็นคนไม่สุงสิงกับใครแต่กลับเป็นพวกพ่ายแพ้ต่อแรงกดดันเงียบๆ ของเพศตรงข้ามมากที่สุด ขอเพียงเป็นคนที่รู้จักมักจี่และสนิทสนมกันในระดับหนึ่งก็จะเกิดเป็นความรู้สึกเกรงใจขึ้นมา

         “แค่รู้สึกอิจฉานิดหน่อยน่ะค่ะ หากลองเปลี่ยนเป็นดิฉันอยู่ในสถานการณ์เดียวกันกับไซเรนคุณก็คงไม่สนใจ”

         “แน่นอน เธอเป็นเพลเยอร์คนหนึ่ง ผลลัพธ์ของการกระทำก็ต้องแก้ไขและรับผิดชอบด้วยตัวเอง กลับกันไซเรนเป็นเพียง AI ในระบบมันถูกออกแบบมาให้มีเนื้อเรื่องและความยากระดับสูง มันคือความรับผิดชอบของฉันนับตั้งแต่ได้ทำสัญญา หากฉันปล่อยทิ้งหรือละเลยเรื่องแบบนี้ก็คงไม่มีสิทธิ์รับผิดชอบชีวิตของคนที่รักได้หรอก”

         เมื่อได้เห็นราล์ฟพูดด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง ซากุระก็พลันฝืนยิ้มออกมา แม้จะมืดค่ำแต่แสงจันทร์ในเกมก็ยังคงทำหน้าที่ของมันเป็นอย่างดี ซากุระในเวลาเช่นนี้กลายเป็นผู้หญิงที่ดูมีเสน่ห์มากขึ้นเป็นเท่าตัว “ดิฉันเองก็พอจะเข้าใจความรู้สึกของคุณนะคะ คำพูดทั้งหมดของคุณที่คล้ายจะทำลายน้ำใจเป็นเพียงแค่การรักษาระยะความสัมพันธ์ไม่ให้มากเกินไป เดาว่าคุณกำลังกลัวบางสิ่งบางอย่าง กลัวว่าสิ่งนั้นจะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่เลวร้าย ขอพูดเอาไว้เลยนะคะว่าคุณไม่ควรจะตัดสินดิฉันแบบนั้น”

         ราล์ฟเหลือบมองซากุระด้วยอารมณ์สับสน ซากุระเป็นผู้หญิงที่เปี่ยมไปด้วยไหวพริบในการแก้ปัญหาที่เป็นเลิศ เธอไม่ได้เก่งจนเหมือนเป็นอัจฉริยะ ทั้งหมดที่เธอทำมาจากความพยายามที่จะกลายเป็นผู้หญิงที่สมบูรณ์แบบ

         เด็กหนุ่มถอนหายใจครู่หนึ่งแล้วตอบว่า “ที่เธอพูดมามันก็ถูก แต่ฉันว่าเราควรเอาเวลานี้ปรึกษากันเรื่องที่ว่าจะทำอย่างไรดีกว่า”

         “คุณเปลี่ยนเรื่องเก่งมาก”

         “บางทีนั่นอาจจะเป็นข้อดีของฉันก็ได้”

         “หรืออาจเป็นข้อเสีย” ซากุระพึมพำ

อุตส่าห์ปรับบรรยากาศได้แล้วแต่ถูกทำลายด้วยประโยคเดียว

 

มีเหตุการณ์เกิดขึ้นมากมายแต่เพลเยอร์อิสระหลายคนเลือกที่จะไม่สนใจและใช้ชีวิตไปกับการเล่นเกมตามปกติของพวกเขา จับกลุ่มกันลงดันเจี้ยน สนุกสนานเฮฮาไปกับเพื่อนฝูง บางคนก็เลือกที่จะเดินทางผจญภัยโดยหวังจะพิชิตป่าที่ยิ่งใหญ่ซึ่งอยู่ทางตะวันตก มีข่าวลือประมาณว่าเพลเยอร์อิสระคนหนึ่งค้นพบไอเทมในตำนานด้วยความบังเอิญ แม้ไม่รู้ว่าเป็นข่าวจริงเท็จแค่ไหนแต่ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้พวกเขาตัดสินใจที่จะแสวงโชคด้วยการเดินทาง

ด้านสถานการณ์ที่อยู่ในการเฝ้าระวังก็คืออาณาจักรอสูร หลังมีคนที่สามารถเล็ดรอดผ่านการคุ้มกันเข้าไปได้ด้วยความบังเอิญและถ่ายภาพส่งว่อนไปทั่วกระดานข่าวสาร มันเป็นภาพของเมืองและหมู่บ้านของเหล่าอสูรหลากหลาย โดยพวกมันเริ่มมีการสร้างอารยะธรรมเป็นของตนเอง ภาพที่จับได้มีอยู่ไม่กี่ใบเพราะคนที่เข้าไปถ่ายภาพถูกจัดการลงอย่างรวดเร็ว สิ่งที่พอจะรู้ได้จากมันก็คือมอนสเตอร์เหล่านี้วิวัฒนาการจนมีความแข็งแกร่งเพิ่มขึ้นจากเดิมเป็นเท่าตัว และยิ่งวิวัฒนาการมากเท่าไหร่ก็ยิ่งเก่งขึ้นมากเท่านั้น พอรู้แบบนั้นแล้วก็คิดกันว่านี่อาจจะเป็นจุดเริ่มต้นของอีเวนท์ใหม่ก็ได้

การปะทะกันระหว่างสมาพันธ์ยังคงเกิดขึ้นเป็นระยะ แต่เบาลงไปมากเมื่อทั้งสองฝั่งต่างคนต่างอยู่ นอกจากการแย่งชิงพื้นที่ในการฟาร์มไอเทมก็ไม่มีการปะทะแบบเห็นได้ชัด อาจพูดได้ว่าเป็นเหตุการณ์ที่สงบเรียบร้อยในเบื้องหน้า หากแต่เบื้องหลังกำลังแข่งขันด้านต่างๆ เพื่อชิงความได้เปรียบกัน ทั้งการรับสมัครคน การลอบสังหาร หรือการผลิตชิ้นงานใหม่ๆ เสริมอำนาจให้กลุ่มของตนเองเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

การหายตัวไปของบุคลากรสำคัญในสมาพันธ์บลู ลิเบอร์ตี้ก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่สร้างความเดือดร้อนให้กับเหล่าขั้วอำนาจภายใน พวกเขาเคยคิดว่าจะสามารถดูแลสมาพันธ์ที่ยิ่งใหญ่ได้โดยไม่ต้องมีซากุระ แต่เมื่อไม่มีเธอคอยจัดการเรื่องเล็กน้อยปัญหาต่างๆ ที่ปล่อยให้คาราคาซังมาจนถึงตอนนี้ก็เริ่มบานปลาย การจัดหางบประมาณทำได้ยากขึ้นเพราะพวกเขาแม้จะรู้ช่องทางการตลาดเป็นอย่างดีและหวังจะขายมันออกไปในราคาแพงเพื่อฟันกำไร กลับทำให้ของเหล่านั้นขายไม่ออกและเริ่มมีภาระค่าใช้จ่ายมากขึ้น ตอนนี้ต่างฝ่ายต่างก็รู้ซึ้งแล้วว่าการบริหารสมาพันธ์ที่มีจำนวนคนมหาศาลแตกต่างจากการบริหารกิลด์ที่มีจำนวนคนไม่กี่ร้อย ดังนั้นพวกเขาจึงพยายามหาทางติดต่อกับซากุระหรือคนที่พอจะทำหน้าที่นี้ได้มาให้จัดการอย่างรวดเร็ว

ในขณะเดียวกันเวลานี้สมาพันธ์วอร์ลอร์ดเริ่มเติบโตขึ้น และโดยเฉพาะอย่างยิ่งการจำหน่ายอาวุธปืนเล็กยาวพร้อมเครื่องกระสุนผ่านช่องทางพิเศษทำให้หลายคนเริ่มละทิ้งแนวทางอาชีพ หันไปพึ่งพาความสะดวกสบายของอาวุธทันสมัย มันหมดยุคของการออกไปต่อสู้เสี่ยงตายต่อการล่าธรรมดาที่ไม่คุ้มค่า มิหนำซ้ำอาวุธปืนนี้ยังถูกใช้แพร่หลายมากขึ้นในการลอบสังหารคนที่ไม่ชอบหน้า หรือกระทั่งการดวลกันก็ยังมีคนใช้วิธีที่สกปรกในการเอาชนะ วอร์ลอร์ดไม่สนใจเสียงวิพากษ์วิจารณ์เพราะพวกเขาเพียงแค่ขายมันเพื่อความสะดวกในการเก็บเลเวล แต่ผู้คนที่ซื้อไปเลือกใช้กันผิดวิธีเอง

ด้วยการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ส่งผลให้เกิดการแบ่งข้างเป็นกลุ่มคนที่ยึดถือแนวทางหลักของเกมคือการต่อสู้ด้วยสไตล์อาชีพของพวกเขา กับกลุ่มคนที่ใช้อำนาจของเงินในการซื้ออาวุธอานุภาพร้ายแรงมาใช้งาน ซึ่งทั้งสองฝ่ายต่างก็ถกเถียงกันจนเป็นประเด็นร้อนแรงและสิ่งเหล่านี้ทำให้หลายคนที่เคยหลงใหลในเสน่ห์ของเกมด้านความสมจริงในการต่อสู้พากันรู้สึกสิ้นหวังกับมัน หลายคนพากันตัดสินใจยุติบทบาทภายในเกมเพื่อไปหาเกมอื่นเล่นแทน นี่เป็นปัญหาที่ทางค่ายเกมจำเป็นจะต้องหาทางแก้โดยเร่งด่วน พวกเขาได้แต่หวังว่าคงไม่ใช้เวลานานเกินไป

อย่างไรก็ตามมีเพียงคนเดียวที่รู้สึกยินดีกับเรื่องที่เกิดขึ้น เพราะไม่ว่าเกมจะดำเนินไปในทิศทางไหนก็ไม่มีผลกระทบใดๆ ที่ส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน คนคนนั้นคือราล์ฟ อีกทั้งการกระทำของคนเหล่านี้จะช่วยทำให้เป้าหมายของเขาสำเร็จขึ้นรวดเร็วไปอีก อาวุธปืนที่ขายผ่านช่องทางพิเศษที่ใช้เงินจริงในการแลกเปลี่ยนสินค้า เพียงแค่ยอมควักเงินซื้ออาวุธเหล่านั้นมาและนำไปส่งมอบให้กับพวกมอนสเตอร์เพื่อวิจัยและสร้างเลียนแบบ นี่ก็ไม่ต่างอะไรกับการทำให้เกมนี้สูญเสียสมดุลเร็วยิ่งขึ้นไปอีก และเป็นเรื่องที่น่าสนุกตรงที่ราล์ฟไม่ได้โกงเกมเลยแม้แต่นิดเดียว เขาแค่ใช้ทุกอย่างที่เพลเยอร์สร้างขึ้นมาเพื่อตอบสนองความเกียจคร้านของตนเอง

หากพูดให้ถูกเกมนี้ถูกทำลายลงโดยน้ำมือของเพลเยอร์ที่เห็นแก่ตัว และมีราล์ฟเป็นคนประสานงาน

ใครจะต่อว่าเขาได้ล่ะ?

ไม่มีหรอกเพราะต่อให้มีราล์ฟก็ไม่เคยคิดจะใส่ใจอยู่แล้ว

 

         ซูหลินกลับมาหลังจากไปออกกำลังกายยามเช้าก็พบกับความประหลาดใจ เมื่อเห็นวิลาวรรณนั่งดูรายการข่าวยามเช้า ถ้าหากเธอไม่ได้ฝันไปคงคิดว่าโลกใบนี้ต้องมีบางอย่างที่ผิดพลาดแน่ ตั้งแต่ที่ย้ายมาอยู่ด้วยกันจึงพอจะทราบว่าหากเป็นวันหยุดธรรมดาวิลาวรรณจะไม่มีทางตื่นขึ้นมาก่อนแปดโมงเช้าได้เป็นอันขาด ดังนั้นการเห็นวิลาวรรณตื่นเร็วผิดปกติจึงเกิดความสงสัยและแทนที่จะเข้าไปถามตรงๆ เธอกลับเดินไปที่ครัวและถามคนที่น่าจะรู้เรื่องนี้ดีที่สุด

         เจนภพยังคงทำหน้าที่ประจำวันราวกับหุ่นยนต์ที่ถูกตั้งโปรแกรมการทำงานเอาไว้ เรื่องนี้ซูหลินยอมรับว่าเขาเป็นคนที่ชอบทำอะไรซ้ำซากและน่าเบื่อ แม้จะมีหน้าตาที่ออกไปในทางหล่อและมีเสน่ห์ แต่ด้านนิสัยที่เงียบขรึม พูดน้อย มันส่งผลให้เขากลายเป็นคนน่าเบื่อมาก มั่นใจเลยว่าถ้าหากผู้หญิงคนไหนได้เขาเป็นแฟนอาจจะต้องมีความอดทนมากสักหน่อย เหมือนกับที่ซูหลินถึงจะอยู่ในสถานะของคู่หมั้นก็ยังรู้สึกว่าหากเป็นแบบนี้ต่อไปชีวิตคู่คงได้ประสบปัญหาแน่ๆ

         “ไม่เห็นจะแปลกเลย เป็นแบบนี้ทุกปี” เจนภพตอบ

         ซูหลินมองปฏิทินที่แขวนอยู่ที่ห้องครัวและเกิดความสับสน “ทุกปี? วันนี้ก็เป็นแค่วันหยุดธรรมดานี่นา”

         “เปล่า วันพิเศษของฉันน่ะ”

         “ของคุณ? หมายถึงอะไร”

         “แม่คิดว่าฉันยังไม่รู้ว่าวันนี้เป็นวันครบรอบวันเกิดอายุสิบแปดปี ที่เห็นอยู่นั่นกำลังวางแผนเซอร์ไพร์ส” เจนภพเฉลยความจริงที่ซุกซ่อนอยู่เบื้องหลังความผิดปกติของวิลาวรรณ

         อันที่จริงเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นอยู่ทุกปีและถึงเจนภพจะทำตัวเป็นคนที่ไม่สนใจเรื่องวันเกิด แต่สำหรับคนที่กรอกเอกสารสมัครเข้าเรียนหรือหยิบบัตรประชาชนขึ้นมาดูเป็นครั้งคราวก็คงยากที่จะจำไม่ได้ว่าตนเองเกิดวันที่เท่าไหร่ โดยคุณแม่ชอบที่จะหาทางเซอร์ไพร์สวันเกิดให้ตกใจเล่น ก่อนหน้านั้นช่วงมัธยมก็พาไปกินอาหารโดยขอใช้โปรโมชั่นวันเกิด ปีต่อมาก็เปลี่ยนที่ไปเรื่อยๆ เพราะว่านั่นเป็นความสุขเพียงอย่างเดียวของคุณแม่ก็เลยต้องยอมแกล้งทำเป็นลืมเกี่ยวกับวันเกิดทุกปี

         “แบบนั้นจะเรียกว่าเป็นเซอร์ไพร์สวันเกิดได้ยังไงกันถ้าอีกฝ่ายรู้อยู่แล้วน่ะ” ซูหลินหยิบแก้วไปกดน้ำที่ตู้เย็น “แต่ยังไงก็ขอแสดงความยินดีด้วย ส่วนเรื่องของขวัญถึงจะยังไม่ได้เตรียมให้แต่ก็ยังพอจะมีเวลาอีกหลายชั่วโมง”

         “ลองชิมนี่สิ อยากรู้ว่าเธอจะชอบรสชาติแบบนี้หรือเปล่า” เจนภพเชื่อใจลิ้นของตนเองมากเพราะเขามีสัมผัสที่ไวเป็นพิเศษ แต่กับคนหลายคนแล้วบางครั้งรสชาติที่เขาชื่นชอบอาจไม่ใช่คำตอบที่ถูกต้อง

         “ที่จริงคุณทำอาหารออกมาได้ยอดเยี่ยมอยู่แล้ว จะขอความเห็นของฉันไปทำไม” ถึงจะพูดประชดแต่ซูหลินก็ยื่นหน้าไปชิมน้ำแกงจากช้อนกลางที่เจนภพยื่นส่งให้ “อืมมันก็รสชาติไม่เลว มีรสเปรี้ยวกับหวาน แล้วก็มีกลิ่นเผ็ดขึ้นจมูกนิดหน่อย ฉันชอบนะ”

         “แล้วเซอร์ไพร์สที่ว่านี่คืออะไร?” ซูหลินถามต่อ

         “ดูเหมือนจะเป็นร้านเค้กยอดนิยม มีเบอร์โทรศัพท์เขียนติดเอาไว้บนกระดาษเมโม ไม่ใช่ลายมือของคุณแม่น่าจะเป็นของเพื่อนที่โรงแรมเขียนเบอร์ติดต่อให้ ถึงจะมีความเป็นไปได้ที่อาจจะเป็นงานเลี้ยงของใครคนใดคนหนึ่งที่เป็นแขก แต่คุณแม่ปกติทำหน้าที่จัดสถานที่ไม่เกี่ยวข้องกับการจัดซื้อ” เจนภพบอกข้อสันนิษฐานของตนเองออกไป และทุกปีเขามักจะสันนิษฐานถูกต้องเสมอ เพราะคุณแม่ถึงจะปกปิดความลับได้เก่งแค่ไหนแต่ก็ตบตาลูกชายที่ช่างสังเกตไม่ได้อยู่แล้ว

         “คุณชอบของหวาน?”

         “อย่างน้อยก็ไม่ได้เกลียดล่ะนะ”

         “ว้าย! สองคนนั้นทำอะไรกันอยู่ในครัวจ้ะ” วิลาวรรณเริ่มล้อเลียน เมื่อหันไปเห็นเจนภพกับซูหลินยืนกระซิบกระซาบกันพอดี

         “ไม่ใช่อย่างที่ท่านแม่คิดนะคะ” ซูหลินแสดงอาการร้อนรน ใบหน้าร้อนผ่าวเพราะสูญเสียความเยือกเย็นไปชั่วขณะ “คุณก็ช่วยพูดอะไรบ้างสิ ท่านแม่กำลังเข้าใจผิดอยู่นะ”

         “ไม่ใช่ว่าเป็นเธอเองที่เข้าใจผิดหรอกเหรอ? คุณแม่แค่ถามเองว่าทำอะไรกันอยู่ในครัว ไม่ได้มีความหมายหรือนัยยะซ้อนเร้นแม้แต่นิดเดียว เป็นแค่คำถามเชิงหยอกล้อเท่านั้น” เจนภพอธิบายเรียบๆ ไม่ได้ดูตื่นเต้นกับการถูกล้อเลียนเพราะชินแล้ว อีกทั้งคุณแม่รู้นิสัยของเขาดีว่าถ้าล้อเลียนมากเข้า เย็นนี้ก็ไม่ต้องกิน

         “คุณ!” ซูหลินเพิ่งจะรู้ตัวว่ามันเป็นเรื่องจริงจึงหมดคำพูด ทำได้เพียงสะบัดหน้าเดินหนีไปทั้งแบบนั้น

         “หลินเอ๋อร์ วันนี้ทั้งวันแม่ขอจองตัวไปเที่ยวด้วยกันนะ”

         “ค่ะ ท่านแม่” ซูหลินรับคำ อย่างน้อยเธอก็รู้แล้วว่าจุดประสงค์ของการไปเที่ยวครั้งนี้คืออะไร

         ซูหลินไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จแล้วจึงค่อยลงมาร่วมทานมื้อเช้าด้วยกัน ปริมาณอาหารยังคงน่ากลัวเหมือนเดิม และถึงซูหลินจะเป็นผู้หญิงคนหนึ่งที่กินค่อนข้างเยอะคล้ายจะไม่รักษารูปร่าง มันเป็นเพราะการฝึกวรยุทธ์ต้องใช้พลังงานมาก ถ้าต้องเทียบกับสองแม่ลูกคู่นี้แล้วปริมาณที่เธอกินแทบจะเรียกว่า เท่าแมวดมเล่น ไปเลย แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตามระยะหลังมานี้เธอเริ่มรู้สึกแล้วว่าอาหารที่มีขายอยู่ในมหาวิทยาลัยมีรสชาติจืดเกินไปเมื่อเทียบกับอาหารแบบเดียวกันที่เจนภพเป็นคนทำ

         วิลาวรรณบอกให้เจนภพชักชวนอาคมกับอารินมากินมื้อค่ำที่บ้าน โดยให้เหตุผลว่า อยู่ๆ ก็อยากซื้ออาหารข้างนอกมากิน และถ้าแฟนของอาคมอยากจะมาด้วยก็ให้พามาด้วยได้เช่นกัน เจนภพพยักหน้าตอบรับนิ่งๆ ทำทีเป็นไม่รู้เรื่องของแผนการเซอร์ไพร์สที่ถูกวางเอาไว้มานานหลายวัน ถ้าไม่ใช่เพราะซูหลินรู้เรื่องจากปากของเจนภพเธออาจจะงุนงงและสับสน แต่ท้ายที่สุดก็จะคิดว่าคงเป็นเรื่องปกติที่รู้สึกเบื่อหน่ายกับอาหารเลิศรสที่กินอยู่ทุกวัน

         สิบโมงเช้าวิลาวรรณอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า หยิบกุญแจรถกับกระเป๋าเงินและเตรียมตัวออกไปข้างนอก ไม่ลืมที่จะชักชวนซูหลินให้ไปด้วยกัน หากเป็นเมื่อก่อนจะไปเมื่อไหร่ก็ได้เพราะคิดว่าเจนภพไม่มีทางรู้ แต่ปีนี้มันผิดพลาดตรงที่ซูหลินมาอาศัยอยู่ด้วยและถ้าชวนแค่ซูหลินมันจะทำให้เจนภพสงสัยและสิ่งที่เธอเตรียมมาตลอดหลายวันจะหลายเป็นสูญเปล่า และเมื่อเธอเอ่ยปากชวนลูกชายที่นั่งพิมพ์งานอยู่ที่ห้องนั่งเล่น เจนภพก็พับหน้าจอลงและเดินไปหยิบนาฬิกามาสวมตั้งใจจะไปด้วย วิลาวรรณพบเจอกับปัญหาเร่งด่วนจากงานจนคุ้นชินแล้วจึงไม่ได้มีอาการตื่นตระหนก เธอยังคงแสร้งทำตัวปกติ

         ระหว่างทางมีฝนตกแต่ไม่หนักมาก และยังรู้สึกว่าโชคดีที่เก็บผ้าเข้ามาตากไว้ในร่มเรียบร้อยก่อนออกมาข้างนอก พอได้เจนภพช่วยชี้นำเส้นทางให้ก็มาถึงห้างสรรพสินค้าได้ในที่สุด ถึงแม้เจนภพจะไม่ได้คิดอะไรมากนักแต่เขาก็ยังคงจดจำเหตุการณ์วุ่นวายเกี่ยวกับห้างสรรพสินค้าได้เป็นอย่างดี จนถึงตอนนี้ที่เกิดเหตุแห่งนั้นได้อยู่ในระหว่างการปรับปรุงซ่อมแซม ยังคงเหลือร่องรอยเหตุการณ์ครั้งก่อนเหลืออยู่ด้วย ซูหลินที่มาหลังจากนั้นคงไม่รู้เกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่เพราะสาเหตุดังกล่าวยังคอยย้ำเตือนและสร้างความหวาดกลัวให้ผู้คนจนไม่กล้ามาเที่ยวกันอีก

         เจนภพไม่ได้ทิ้งห่างทั้งสองคนมากนัก บางครั้งก็หยุดแวะดูเสื้อผ้าบ้างเล็กน้อย ถึงแม้จะไม่ใช่คนที่ให้ความสำคัญด้านแฟชั่นแต่เสื้อผ้าก็มักจะเปลี่ยนมันทุก 2-3 ปี และคัดแยกนำไปบริจาค โดยเฉพาะตัวล่าสุดที่ซื้อมามันถูกมีดแทงทะลุเป็นรูจนดูน่าเกลียดแม้จะเย็บซ่อมมันแล้วก็ตาม ตัดสินใจอยู่ราวสองนาทีก็ตัดสินใจซื้อเสื้อยืดที่ไร้ลวดลายมาสองตัว และคุณแม่กับซูหลินก็ได้หายตัวไปอย่างเงียบๆ เจนภพหัวเราะขบขันแต่ก็ไม่ได้คิดจะออกตามหา และเดินหาร้านหนังสือที่ขายวรรณกรรมต่างประเทศแทนโดยไม่ลืมที่จะส่งข้อความบอกตำแหน่งให้กับคุณแม่รู้ด้วย

         ขณะที่เจนภพไปร้านหนังสือ วิลาวรรณก็พาซูหลินมาเลือกซื้อของขวัญที่จะมอบให้กับเจนภพ เธอรู้ว่าลูกชายอยากจะได้ของอะไรมากที่สุดจึงวางแผนที่จะซื้อมันมาตั้งนานแล้ว เธอเก็บเงินมาตลอดทั้งปีและยังต้องขอให้คุณพ่อกับคุณแม่ช่วยออกเงินเล็กๆ น้อยๆ ซึ่งพวกท่านก็ไม่ได้ว่าอะไรทั้งยังส่งเงินมาให้แบบไม่ขาดไม่เกิน เป็นจำนวนเงินที่ไม่ว่าใครเห็นแล้วก็ต้องอึ้งไปตามๆ กัน การซื้อในครั้งนี้จ่ายเป็นเงินสดในราคาเต็มทำให้พนักงานที่คอยให้บริการคนนั้นยากที่จะหุบยิ้มได้ วิลาวรรณได้ขอให้ช่วยนำไปส่งตามที่อยู่ที่ระบุเอาไว้จากนั้นจึงเดินออกจากร้านไป

         วิลาวรรณหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาและกดหมายเลขโทรออก เธอรอสายอยู่สักพักอีกฝ่ายก็รับ

         “สวัสดีครับ”

         “หนูอาคมเหรอจ๊ะ นี่แม่เองนะ”

         “ครับ”

         “ตอนนี้แม่อยู่ข้างนอกแล้ว ที่บ้านไม่มีใครอยู่จัดการตกแต่งได้เลยจ้ะ อีกเดี๋ยวจะมีคนเอาของไปส่งให้ช่วยรับแล้วบอกให้ย้ายไปวางไว้ที่ครัวด้วย แอบๆ หน่อยก็ดีแม่อยากให้เซอร์ไพร์ส”

         “เข้าใจแล้วครับ”

         วิลาวรรณเผยยิ้มขณะวางสาย แผนการนี้ใช้เวลาเตรียมการค่อนข้างนานเพราะเธอรู้ดีว่าเจนภพฉลาดแค่ไหน ถึงกับต้องไปขอความช่วยเหลือจากเด็กรุ่นลูกที่รู้จักกันในเกมเพื่อให้ช่วยหาทางรับมือจนได้แผนการเซอร์ไพร์สที่อาจทำให้เจนภพพูดไม่ออก เหตุผลที่ต้องชวนให้ออกมาด้วยก็เป็นหนึ่งในแผนการที่ไม่ต้องการให้เจนภพอยู่ในบ้านเพราะมันจะทำให้เตรียมการได้ลำบาก สำหรับคนที่คิดว่าตนเองฉลาดมักจะไม่ระมัดระวังตัวเพราะคิดว่าอ่านเกมได้ขาดแล้ว เจนภพก็เป็นคนหนึ่งที่บกพร่องในเรื่องนี้ คงคาดไม่ถึงว่าเบื้องหลังแผนการเซอร์ไพร์สวันเกิดครั้งนี้ได้หญิงสาวที่สามารถชิงไหวชิงพริบตัวเจนภพได้มาช่วย

         สู้กับเจนภพด้วยไหวพริบน่ะเหรอ? ยอมรับว่าเธอไม่ใช่คู่ต่อสู้ที่คู่ควรเลย

         เพราะงั้นจึงต้องชดเชยด้วยจำนวนที่มากกว่า

         ซื้อของเสร็จเรียบร้อยแล้วเหลือแค่ดึงเวลาให้เจนภพอยู่นอกบ้านให้ได้นานที่สุด วิลาวรรณเดินผ่านป้ายประกาศเกี่ยวกับภาพยนตร์ที่มีกำหนดฉายและเห็นว่ามีหนังซุปเปอร์ฮีโร่อยู่ด้วย วันที่ฉายครั้งแรกมันผ่านมาได้ราวสิบกว่าวันแล้วแต่ก็ยังหาเวลาว่างมาดูไม่ได้ สบโอกาสที่จะใช้ถ่วงเวลาเจนภพพอดีจึงโทรศัพท์หาเพื่อให้มาเจอกันที่หน้าโรงภาพยนตร์ ส่วนเธอกับซูหลินก็ไปจองตั๋วหนังพร้อมกับซื้อป๊อบคอร์นกับเครื่องดื่มมากถึงสามชุด กว่าเจนภพจะมาถึงเขาได้เผื่อช่วงเวลาก่อนถึงรอบฉายประมาณห้านาทีเพื่อทำธุระให้เรียบร้อย

         เนื่องจากมันเป็นภาพยนตร์ที่เข้ามาได้ประมาณสิบกว่าวันแล้วทำให้จำนวนคนที่มาชมวันนี้ค่อนข้างน้อย ยังเหลือที่นั่งอีกตั้งมากมายเลยไม่รู้สึกอึดอัด ที่นั่งของทั้งสามอยู่ในตำแหน่งที่ดีที่สุดและอยู่ตรงกลางที่เห็นจอได้อย่างชัดเจน หากเป็นสองคนคงไม่มีปัญหาเพราะจะนั่งที่ไหนก็ได้ แต่ซูหลินเกิดความรู้สึกไม่สบายใจถ้าต้องนั่งข้างเจนภพและอยากให้วิลาวรรณนั่งคั่นระหว่างพวกเธอสองคน น่าเสียดายที่วิลาวรรณไม่เล่นด้วยและตัดสินใจใช้วิธีจับฉลากที่นั่ง และซูหลินได้ที่นั่งตรงกลาง

         ภาพยนตร์เริ่มฉายมีการเท้าความเดิมตั้งแต่ตอนเริ่มต้นเพราะเป็นภาพยนตร์ในค่ายเดียวกันเกี่ยวกับเหตุการณ์ต่อเนื่อง เจนภพไม่ได้ติดตามภาพยนตร์เรื่องก่อนหน้านี้ที่เกี่ยวข้องกันแต่ใช้เวลาเพียงไม่กี่นาทีแรกของการเท้าความก็เข้าใจเรื่องราวทั้งหมดได้ นับว่าผู้สร้างทำหนังออกมาได้เข้าใจง่ายมากสำหรับคนที่ยังไม่เคยติดตามมาก่อนก็จะไม่พลาดเหตุการณ์สำคัญ แต่เมื่อเทียบกับซูหลินแล้วเธอยังดูเป็นมือใหม่ที่จะมาดูหนังซุปเปอร์ฮีโร่ เข้าใจว่าตลอดช่วงชีวิตของเธอการฝึกฝนคือการพักผ่อนที่ดีที่สุด

         หนังมาถึงช่วงหนึ่งเจนภพได้ยินเสียงพึมพำเล็กน้อยดังมาจากซูหลินประมาณว่า การเคลื่อนไหวหลบง่ายมากทำไมถึงหลบไม่ได้ หรือไม่ก็ ถ้าทักษะต่อสู้แบบนั้นเป็นฮีโร่ได้ ตระกูลจางก็ปกป้องโลกได้เช่นกัน ออกมา อย่างไรก็ตามความตื่นเต้นของหนังต่อสู้แนวพลังเหนือมนุษย์ก็ทำให้ซูหลินแสดงอาการตื่นเต้นได้ก็นับว่าบรรลุเป้าหมายแล้ว เจนภพไม่รู้ว่าหนังแบบใดที่ซูหลินชอบดูแต่มั่นใจว่าภาพยนตร์ฮีโร่แบบนี้ไม่เคยปรากฏในความคิดของเธอแน่นอน

         เป็นเวลาเกือบสองชั่วโมงในโรงภาพยนตร์จนกระทั่งเครดิตปิดท้ายจบ ไฟในโรงภาพยนตร์ก็เปิดเป็นสัญญาณที่บอกให้รู้ว่าหนังจบแล้ว ทั้งสามคนลุกเดินออกจากโรงภาพยนตร์โดยที่วิลาวรรณเล่าถึงความรู้สึกและซักถามข้อสงสัยกับเจนภพที่แม้จะไม่เคยดูแต่ก็พอจะรู้ความเป็นมาเป็นไปของเหตุการณ์ทั้งหมดก็ตอบคำถามทั้งหมดเพื่อคลายข้อสงสัยให้ นอกจากนี้เจนภพยังแอบใช้ความสามารถของตนเองเล็กน้อยในการจดจำภาพและวิเคราะห์จนหาจุดผิดพลาดเล็กๆ ในภาพยนตร์ได้ทั้งหมด นึกถึงข้อผิดพลาดเหล่านั้นก็อดที่จะยิ้มไม่ได้เพราะมันเนียนมากแถมยังเกิดขึ้นเร็วจนมองไม่ทัน

         “ชักจะหิวแล้วสิ ไปกินบุฟเฟ่ต์ดีไหม”

         “คุณแม่อยากให้พวกเขาล้มละลายเหรอครับ” เจนภพทักท้วง หากให้พวกเขาไปกินบุฟเฟ่ต์เชื่อได้เลยว่าร้านนั้นจะต้องเผชิญหน้ากับหายนะครั้งใหญ่แน่ๆ สองคนมีกรรมพันธุ์พิเศษที่ต้องอาศัยแคลอรีจำนวนมากในแต่ละวัน ส่วนอีกคนก็เป็นผู้ฝึกยุทธ์ที่มีการเผาผลาญเหนือว่าคนธรรมดาเป็นเท่าตัว ร้านอาหารบุฟเฟ่ต์จึงเหมือนกับสวรรค์ของพวกเขาที่กินได้ไม่อั้นในราคาถูกแสนถูก

         วิลาวรรณนิ่วหน้าเล็กน้อย แต่ก็เปลี่ยนความตั้งใจอย่างรวดเร็ว “งั้นเราไปกินอาหารญี่ปุ่นกัน หลินเอ๋อร์กินได้หรือเปล่า”

         “หลินเอ๋อร์ทานได้หมดค่ะ ไม่มีของที่ไม่ชอบเป็นพิเศษ”

         ตกลงกันเป็นที่เรียบร้อยทั้งสามก็ไปกินมื้อเที่ยงที่ร้านอาหารญี่ปุ่น

         หาที่นั่งสั่งอาหารเสร็จแล้วก็หาเรื่องพูดคุยกัน เจนภพมีนิสัยเงียบขรึมจึงไม่ใช่คนประเภทที่ชอบการสนทนามากนัก แต่วิลาวรรณไม่ใช่ เธอสามารถเปิดประเด็นเรื่องต่างๆ ขึ้นมาได้และดูจะเข้ากันได้ดีกับซูหลินยามที่ถกเถียงกันเรื่องข้อผิดพลาดในกระบวนท่าวิชายุทธ์ ถึงแม้ว่าวิลาวรรณจะไม่ใช่ผู้ที่แตกฉานเรื่องกระบวนท่า แต่ก็เป็นความจริงที่ว่าเพียงแค่มองดูและเลียนแบบในเบื้องต้นก็สามารถพัฒนาไปสู่ขั้นต่อไปโดยไม่ต้องฝึกฝนอะไรมากมายได้อย่างง่ายดาย

         ในวงการนี้เธอมีชื่อเสียงอย่างมากในฐานะอัจฉริยะวิชายุทธ์

         ซึ่งมันเสียเปล่าหากอัจฉริยะที่สามารถสั่นสะเทือนโลกของผู้ฝึกวิชายุทธ์ได้เป็นเพียงผู้หญิงคนหนึ่ง

         พออาหารที่สั่งถูกนำมาเสิร์ฟให้บนโต๊ะทั้งสองก็หยุดพูดคุยเรื่องวิชายุทธ์และให้ความสำคัญกับการกิน ขอเพียงมีความสุขกับการกินแม้ว่ามันจะได้น้อยก็ตาม ราเม็งถ้วยใหญ่ที่คนเดียวกินก็รู้สึกอิ่มกลับไม่สามารถเติมเต็มกระเพาะของสองแม่ลูกได้

         รู้สึกได้เลยว่ากระเพาะกำลังทำงานนับตั้งแต่คำแรกที่ตกลงสู่กระเพาะอาหาร ทางเดียวที่จะชดเชยมันได้คือการกินให้มากกว่าความเร็วในการย่อย และตอนนี้ทั้งสองคนก็พร้อมใจกันสั่งอาหารเพิ่มอีกหนึ่งชุด บางครั้งเจนภพก็มองว่านี่เป็นปัญหาใหญ่ที่ต้องเร่งดำเนินการแก้ไขโดยเร็ว ไม่อย่างนั้นต่อให้คุณแม่ทำงานหาเงินได้เดือนละเป็นแสนก็ไม่พอสำหรับค่าอาหารที่ต้องจ่ายในแต่ละวันอย่างแน่นอน

         กว่าจะรู้สึกพอกับมันก็กินราเม็งไปถ้วยที่สามแล้ว มันยังไม่สามารถเติมเต็มความหิวโหยนี้ได้ เป็นครั้งแรกที่เจนภพรู้สึกทรมานอย่างมากและเข้าใจแล้วว่าเหตุใดคุณแม่ถึงได้บ่นเวลามีงานเลี้ยงที่ไม่ใช่บุฟเฟ่ต์ตักไม่อั้น

         ภายหลังชำระเงินเสร็จแล้ววิลาวรรณมองดูนาฬิกาเห็นว่ามันเป็นเวลาสามโมงเย็นแล้ว เธอเสียเวลาไปค่อนข้างมากแต่ถือว่าเป็นเรื่องดีที่สามารถดึงเจนภพให้อยู่ข้างนอกได้นานขนาดนี้ ก่อนกลับก็ไปซื้อไก่ทอดกับพิซซ่ามาในจำนวนมากสำหรับจัดการเลี้ยงที่กินกันได้นับสิบคน และยังมีน้ำผลไม้กับน้ำอัดลมอีกชุดใหญ่ เจนภพจึงแกล้งถามออกไปเกี่ยวกับงานเลี้ยงก็ได้คำตอบกลับมาประมาณว่า ก็แค่อยากกิน ที่ฟังดูไม่มีน้ำหนักเอาเสียเลย

         ออกจากห้างสรรพสินค้ามาเจอกับการจราจรที่คับคั่ง อาศัยเจนภพที่สามารถตรวจสอบเส้นทางการจราจรปัจจุบันได้ในที่สุดก็หนีพ้นสำเร็จ เพราะเจนภพรู้อยู่แล้วว่าคุณแม่ต้องการจะไปที่ไหนจึงตัดสินเลือกเส้นทางที่ดีที่สุดออกมา วิลาวรรณอาจจะคิดแค่ว่าเป็นเพียงความบังเอิญจึงไม่ได้ใส่ใจมากนัก จนเมื่อสายตาเหลือบไปเห็นป้ายร้านที่โชว์ให้เห็นแต่ไกล เจนภพเห็นความเร็วตกลงก็ถามขึ้น

         “มีอะไรเหรอครับ?”

         “แม่ว่าแม่จะแวะซื้อเค้กสักหน่อย อยากกินเค้กพอดีเลย”

         “จะให้ไปด้วยหรือเปล่าครับ”

         “ไม่เป็นไร ลูกอยู่กับหลินเอ๋อร์ที่รถนี่แหละ ขับวกไปจอดที่หน้าร้านด้วยมันมีที่จอดรถได้อยู่ แม่จะไปสั่งเค้กเสร็จแล้วจะได้กลับทันที”

         กล่าวจบก็เปิดประตูลงจากรถและเดินข้ามถนนมุ่งหน้าไปยังร้านเค้กที่อยู่ฝั่งตรงข้าม เจนภพหัวเราะขบขันกับความพยายามปกปิดความลับจากเขา ก่อนจะเปลี่ยนเดินลงจากรถไปนั่งในที่นั่งคนขับแทน ใช้เวลาปรับเบาะนั่งไม่กี่นาทีแล้วจึงค่อยขับรถออกไป

         “คุณนี่เหลือเกินจริง ท่านแม่อุตส่าห์ตั้งใจจะทำให้คุณมีความสุขแท้ๆ”

         “ฉันเลยแกล้งทำเป็นไม่รู้ยังไงล่ะ” เจนภพตอบยิ้มๆ

 

         รถตู้สีบรอนซ์กำลังขับไปด้วยความเร็วที่เชื่องช้าเนื่องด้วยการจราจรช่วงเย็นนี้ค่อนข้างจะหนาแน่น ภายในรถนอกจากคนขับรถแล้วยังมีอีกสองคนที่นั่งอยู่ด้วย เป็นชายวัยกลางคนที่แต่งกายดูมีภูมิฐานด้วยชุดสูทสั่งตัดพิเศษ กับเด็กสาวที่นั่งทำหน้าบูดราวกับถูกพรากสิ่งสำคัญในชีวิตไปต่อหน้าต่อตา

เจนจิรา รัตนพิทักษ์ไม่อาจระงับความหงุดหงิดที่ถูกลากออกจากห้องทำงานให้ขึ้นรถตามมาด้วย เธอจึงลืมโน้ตบุ๊กส่วนตัวไว้ที่ห้องและมันกำลังทำงานวิเคราะห์อยู่ มันเป็นโน้ตบุ๊กที่เจนจิราเป็นผู้สร้างและเขียนระบบปฏิบัติการเฉพาะด้วยตัวเอง กล่าวได้ว่ามันเป็นเครื่องที่มีเพียงหนึ่งเดียวอย่างแท้จริง

         “ที่บ้านยังมีโน้ตบุ๊กให้ใช้งานตั้งหลายเครื่อง”

         “ไม่มีโน้ตบุ๊กเครื่องไหนมีสเปกเทียบเท่ากับเครื่องส่วนตัวของเจนได้หรอกค่ะ ระบบปฏิบัติการพวกนั้นและโปรแกรมทั้งหมดเป็นสิ่งที่เจนทำมันขึ้นมาด้วยตัวเอง”

         “ถ้าอย่างนั้นพ่อจะให้คนนำกลับมาให้ที่บ้าน” ธวัชชัยหลังจากที่พยายามใช้ไม้อ่อนมาโดยตลอดเพื่อกล่อมให้เจนจิรากลับบ้านและไม่ได้ผล สุดท้ายต้องใช้ไม้แข็งเพราะแม่ของเธอก็ไม่ได้พบหน้ามานานมาก แม้จะโทรศัพท์ติดต่อกันแต่มันก็เพียงไม่นานเพราะทันทีที่วกเข้าไปที่เรื่องกินข้าวกับลูกชายของคนรู้จักก็จะรบกวนสัญญาณจนไม่สามารถติดต่อได้อีก

         “ไม่ต้องค่ะ แค่ไปทานข้าวที่บ้านกับนอนค้างสักคืนไม่มีปัญหาอะไรอยู่แล้ว”

         ถ้าต้องให้คนอื่นเข้าไปแตะต้องของส่วนตัว สู้ปล่อยมันทิ้งเอาไว้แบบนั้นจะดีซะกว่า

         ธวัชชัยได้แต่มองลูกสาวที่กำลังอยู่ในช่วงวัยต่อต้าน ถึงแม้จะจบปริญญาจากมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก แต่ในความเป็นจริงเธอก็ยังเป็นแค่เด็กผู้หญิงคนหนึ่งเท่านั้น ถึงจะมีสถานะเป็นพ่อบังเกิดเกล้าแต่ธวัชชัยไม่เคยแสดงออกว่าเป็นห่วงนอกจากความรู้สึกเห็นใจเมื่อรู้ว่าเจนจิราถูกกำหนดหน้าที่ของตระกูลเพื่อขยายความมั่งคั่งในทุกๆ ด้าน ยังมีเรื่องการแต่งงานที่ถูกกำหนดตัวคู่หมั้นเอาไว้ล่วงหน้า ตอนที่เจนจิรารู้เรื่องพวกนี้เธอพยายามที่จะไม่กลับบ้าน

         “ช่วยเปลี่ยนเส้นทางเลี้ยวขวาที่แยกข้างหน้าด้วยนะคะ” เจนจิราละสายตาจากเครื่อง PDA แล้วบอกกับคนขับรถ

         “มีอะไรงั้นหรือ?” ธวัชชัยเอ่ยถาม และรู้สึกเป็นกังวลว่าลูกสาวของเขาจะหาทางบ่ายเบี่ยงไม่ยอมกลับบ้านอีก

         “เจนแค่จะซื้อเค้กค่ะ” เจนจิราตอบ

         “ถนนเส้นนั้นมันต้องอ้อมอีกไกลเลยนะ” ธวัชชัยโต้แย้ง ในฐานะที่เป็นนักธุรกิจคนหนึ่งเขาถึงกับเข้าใจคำว่า เวลาคือเงินทอง และถ้าไปตามเส้นทางที่เจนจิราบอกพวกเขาอาจจะต้องใช้เวลามากกว่าหนึ่งชั่วโมงกว่าจะกลับถึงบ้าน “ทำไมไม่หาซื้อจากร้านที่อยู่ระหว่างเส้นทางล่ะ”

         “โปรโต้ แสกนแผนที่เส้นทางปัจจุบันจนถึงบ้านของฉัน คำนวณความเป็นไปได้ทั้งหมดในแต่ละเส้นทางและค้นหาตำแหน่งที่ตั้งของร้านเค้ก”

         สิ้นคำสั่งของเจนจิรา PDA ในมือก็เริ่มแสกนแผนที่ทั้งหมดและมาร์กตำแหน่งของร้านที่ขาย ขนมเค้ก ซึ่งธุรกิจเหล่านี้มีอยู่ไม่มาก และส่วนใหญ่จะใช้พื้นที่อยู่แต่ในห้างสรรพสินค้าหรือไม่ก็จะเป็นร้านสะดวกซื้อที่มีสาขาอยู่ทั่วไป ภายใต้ข้อกำหนดของเจนจิราตำแหน่งมาร์กเหล่านั้นก็ถูกตัดออกไปจนเหลืออยู่เพียงไม่กี่ร้านที่จะพบได้ระหว่างทางกลับบ้าน

         “นี่คือตำแหน่งที่ตั้งของร้านเค้กที่อยู่ระหว่างทางที่คุณพ่อพูดถึง ถ้าในความหมายของคุณพ่อที่คิดว่า เค้กทุกที่ก็เหมือนกัน เช่นนั้นก็ลืมมันไปซะเถอะค่ะ” เจนจิราประชดประชัน

         ธวัชชัยอาจจะไม่ฉลาดเทียบเท่ากับเจนจิราแต่ก็รู้ความหมายแฝงในคำพูดนั้นอยู่บ้าง สำหรับคนที่ไม่เคยทำอะไรเพื่อลูกสาวเลยสักครั้ง แค่การอนุญาตให้ไปร้านเค้กที่เธอชื่นชอบแลกกับการสละเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมงจะไม่สามารถให้ได้เลยงั้นหรือ?

         “ก็ได้ ช่วยไปร้านเค้กที่เจนจิราบอกด้วย” เขาบอกกับคนขับรถ

         “ขอบคุณค่ะ”

         เจนจิราให้โปรโต้ช่วยคำนวณเส้นทางผ่านระบบตรวจเส้นทางจราจรออนไลน์ คำนวณกระทั่งระยะเวลาของสัญญาณไฟ จำนวนและความเร็วเฉลี่ยของรถที่ใช้ออกมาเป็นตัวเลขที่ใกล้เคียงมากที่สุด แต่การคำนวณตัวเลขไม่อาจใช้ได้กับนิสัยการขับขี่ของผู้คนทำให้มันคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงไปไกลมาก ถึงสุดท้ายจะมาถึงถนนที่เป็นที่ตั้งของร้านเค้กดังกล่าวได้ภายในสิบห้านาทีก็ตาม

         มันเป็นร้านที่ตั้งอยู่ในซอยตันซึ่งมีพื้นที่เตรียมเอาไว้สำหรับจอดรถลูกค้า มอเตอร์ไซค์จอดเรียงรายอยู่บริเวณหน้าร้านและลึกเข้าไปอีกไม่กี่เมตรจะมีรถยนต์มาจอด แต่ด้วยมันเป็นพื้นที่ในเมืองที่การจราจรหนาแน่นอีกทั้งตัวร้านยังอยู่ไม่ไกลจากป้ายรถเมล์ ลูกค้าส่วนมากแล้วจะใช้บริการสาธารณะหรือไม่ก็รถมอเตอร์ไซค์ที่ลัดเลาะไปได้สะดวกกว่าแทน

         เด็กสาวเดินลงมาจากรถและใช้ PDA ตรวจดูรายการแนะนำที่ขึ้นโพสต์อยู่ในโลกโซเซียล มีทั้งเค้กที่หน้าตาน่ารักและยังมีอันที่สวยจนไม่กล้าที่จะกิน ราคาของมันไม่ถือว่าแพงสำหรับเค้กก้อนเล็กๆ อยู่ในขอบเขตที่นักศึกษาหรือเด็กนักเรียนสามารถจ่ายไหว ส่วนเค้กก้อนใหญ่สำหรับจัดเลี้ยงมีราคาที่แพงพอสมควร แต่สำหรับลูกสาวผู้ซึ่งเป็นทายาทของมหาเศรษฐีมันเป็นราคาเล็กน้อยที่ไม่ควรค่าจะสนใจ

         “คุณพ่อไม่ต้องลงมาด้วยก็ได้นะคะ” เด็กสาวพูดเมื่อเห็นผู้เป็นพ่อขยับตัวคล้ายว่าจะลงไปด้วยกัน

         “ไม่เป็นไร พ่อคิดว่าจะซื้อไปฝากแม่ด้วยเหมือนกัน”

         “เท่าที่รู้คุณแม่ชอบขนมไทยโบราณไม่ใช่หรือคะ”

         “แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะรังเกียจถ้าพ่อบอกว่าเป็นของที่ลูกตั้งใจจะซื้อให้” ธวัชชัยยกยิ้ม เจนจิราพยักหน้าแล้วตอบ

         “ถ้าอย่างนั้นก็คงไม่เป็นไรถ้าคุณพ่อจะช่วยออกเงินค่าเค้กที่เจนซื้อใช่หรือเปล่าคะ?”

         “ลูกนี่จะงกเกินไปแล้วนะ”

         “เจนอาจเป็นซีอีโอก็จริงแต่มันก็แค่ตำแหน่งในนามที่มีอำนาจแค่สั่งงานให้คนอื่นทำได้ เงินเดือนที่ได้เอาไปจ่ายค่าเช่าเซิร์ฟเวอร์ก็แทบจะไม่มีเหลือให้ฟุ่มเฟือยแล้วค่ะ”

         ลงจากรถตู้และมองไปที่ร้านเค้ก หน้าร้านออกแบบมาเป็นอย่างดีโดยเฉพาะพื้นกระเบื้องที่ทำให้ดูเด่นกว่าอาคารรอบๆ หน้าต่างกระจกกัดลวดลายสวยงาม มีอยู่ด้วยกันสองชั้นโดยชั้นแรกจะเป็นหน้าร้านที่คอยรับรายการและชำระเงิน ส่วนด้านบนถูกทำไว้เพื่อให้ลูกค้ามานั่งกินเค้กไปพลางพูดคุยกันไปพลางได้ เนื่องจากอยู่ใกล้กับโรงเรียนมัธยมกับโรงเรียนสอนพิเศษนั่นอาจจะเป็นลูกค้ากลุ่มเป้าหมายก็ได้

         เดินเข้ามาในร้านสัมผัสกับเครื่องปรับอากาศที่เย็นฉ่ำ อากาศข้างนอกนั้นร้อนชื้นเพราะฝนที่พึ่งจะหยุดตกไปเมื่อตอนบ่าย ยังมีร่องรอยของพรมที่เปียกแฉะอยู่หน้าประตู ได้กลิ่นหอมหวานมากๆ อบอวลไปทั่วห้อง เจนจิราเดินไปที่ตู้กระจกที่มีเค้กหน้าต่างๆ วางเรียงสวยงาม มีทั้งเค้กที่เป็นชิ้นเล็กพอดีคำเรียงอยู่ในถาด กับเค้กปอนด์ที่ตกแต่งสวยงามมีราคาหลายร้อยบาท เพราะมีหลายรสชาติให้เลือกทำให้ต้องเสียเวลาในการตัดสินใจเพราะดันเกิดรู้สึกเสียดายถ้าไม่ได้ซื้อพวกมันไป

         “คิดว่าแม่จะชอบแบบไหน” ธวัชชัยเอ่ยถามความเห็น เจนจิรามองดูพวกมันแล้วชี้ไปที่ตู้ของเค้กหน้าผลไม้

         “คุณแม่ชอบส้มกับกีวี่” เจนจิราตอบ และเห็นผู้เป็นพ่อมองด้วยสายตาใคร่รู้ “แม้คุณแม่จะไม่บอกแต่ก็รู้ได้จากกระเช้าผลไม้ที่มีคนเอามาให้ ส้มกับกีวี่มักจะเป็นสองอย่างแรกที่หมดก่อน”

         เนื่องจากธวัชชัยเป็นคนจ่ายเงิน เจนจิราจึงคีบเค้กชิ้นเล็กมาเต็มถาด เวลานี้เธอดูเหมือนเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่ชอบของหวานแม้จะถูกเอไอรูปหมึกกล้วยคำนวณแคลอรีกับน้ำหนักที่จะเพิ่มขึ้นหลังจากกินมันหมดจนเกิดความลังเลขึ้นมา ไม่ว่าจะอย่างไรเด็กผู้หญิงก็ย่อมต้องห่วงสวยเป็นธรรมดา เสียเวลาตัดสินใจอยู่นานจนรู้สึกว่าข้างๆ มีพี่สาวคนหนึ่งยืนมองอยู่ก็พลันตกใจ รีบขยับตัวหนีให้

         “ขอโทษนะคะ”

         “ไม่เป็นไรจ้ะ เป็นน้าเองก็ต้องคิดหนักเหมือนกัน” ผู้หญิงคนนั้นตอบ คีบเค้กชิ้นแล้วชิ้นเล่าใส่ถาดด้วยจำนวนที่เห็นแล้วยังต้องอึ้ง

         เจนจิรามองดูพี่สาวคนนี้พลางคิดในใจว่า เคยเห็นที่ไหนมาก่อน ถึงจะไม่ได้สูงไปกว่ากันสักเท่าไหร่แต่ก็ถือว่าเป็นคนที่สวยมาก น่าจะเป็นคนที่ดูแลสุขภาพเป็นอย่างดี มีรูปร่างที่ชวนให้ผู้หญิงร่างเล็กเกิดความรู้สึกอิจฉา

         คงรับรู้ได้ว่าถูกจ้องมองผู้หญิงคนนั้นจึงหันมามองแล้วถาม

         “มีอะไรหรือเปล่าจ้ะ”

         “เปล่าค่ะ พอดีคิดว่าพี่สาวเป็นคนสวยมากจริงๆ”

         “จริงเหรอ? เขินจังเลย” พี่สาวออกอาการขวยเขินเล็กน้อย แต่มือยังคีบเค้กชิ้นแล้วชิ้นเล่าใส่ถาดจนเต็มแน่น ราคาถ้านับรวมกันก็เกือบหกร้อยบาทเข้าไปแล้ว “ถ้าไม่รีบล่ะก็เค้กรสชาติที่อยากได้จะหมดก่อนนะ”

         เจนจิรารีบคีบเค้กที่อยากกินใส่ถาดจนพอใจ และพ่อของเธอก็เดินเข้ามาพูดด้วยในถาดของเขามีขนมเค้กก้อนเล็กอยู่เพียงแปดชิ้น

         “เสร็จหรือยัง?”

         “ค่ะ” เจนจิราตอบ หมุนตัวยกถาดส่งให้กับพนักงานนำไปจัดใส่กล่องพร้อมกัน

         เวลานั้นเจนจิราไม่ทันได้สังเกตเลยว่าสายตาของผู้เป็นพ่อมองผ่านเธอไปและหยุดลงที่พี่สาวคนนั้น ดวงตาฉายแววตกตะลึงแต่ไม่ได้มาจากความสวยของพี่สาว แต่มันเป็นสายตาของคนที่กำลังเฝ้ามองหาใครสักคน พอคิดจะถามก็เป็นพ่อของเธอที่เดินตรงเข้าไปคว้าไหล่และเรียกชื่อ

         “วรรณ เป็นเธอใช่ไหม!?” ธวัชชัยร้องทัก จนเมื่อได้เห็นใบหน้านั้นอย่างชัดเจนมือของเขาก็พลันสั่นสะท้าน

         “คุณ!?” หญิงสาวที่ถูกทักยกคิ้ว เธอดูตกใจเล็กน้อย

         ชั่วพริบตาที่ตกใจก็เปลี่ยนมาเป็นความสงบ เพียงแค่ขยับไหล่และก้าวถอยหลังไปเล็กน้อยก็หลุดออกจากมือที่คว้าไหล่เอาไว้ได้ ธวัชชัยเพียงได้เห็นการเคลื่อนไหวที่คุ้นเคยก็ยืนยันได้ทันทีว่าผู้หญิงคนนี้คือคนที่เขาคิดว่าใช่จริงๆ

         ผู้หญิงที่ชื่อ วิลาวรรณ

         “บังเอิญจังเลยนะวัช” วิลาวรรณโต้ตอบด้วยท่าทีสงบเยือกเย็น “ลูกสาวน่ารักดีนะ”

         “ใช่แล้ว นี่ลูกสาวของผมเอง” ธวัชชัยรีบแนะนำให้รู้จักกับเจนจิรา “เจนจิรา ผู้หญิงคนนี้คือ

         “อดีตเพื่อนเก่าจากมหาวิทยาลัยเดียวกันจ้ะ” วิลาวรรณชิงตอบแทน

         แม้จะแนะนำตัวว่าเป็น เพื่อนเก่า แต่เจนจิราก็ไม่ได้ไร้สมองขนาดที่มองสถานการณ์นี้ไม่ออก เธอเคยได้ยินเรื่องซุบซิบของสาวใช้ในบ้านที่เคยอยู่มาก่อนที่เธอจะเกิดได้และรู้ว่าในอดีตนั้นพ่อเคยติดพันกับผู้หญิงคนหนึ่ง ก่อนที่จะถูกคุณปู่บังคับให้ไปเรียนต่อเมืองนอก คุณปู่นั้นไม่ชอบผู้หญิงคนดังกล่าวเนื่องจากมีพื้นเพที่ไม่ได้ร่ำรวย ทำให้กลายเป็นที่พูดกันว่าเธอเป็นผู้หญิงหากินที่คิดแต่จะเป็นหนูตกถังข้าวสาร สุดท้ายเมื่อคุณปู่ลงมือจัดการเธอคนนั้นก็ได้หายไปจากชีวิตของคุณพ่อ หลังจากนั้นไม่นานคุณพ่อก็แต่งงานกับคุณแม่

         สำหรับคนที่รู้จักนิสัยของไพศาล รัตนพิทักษ์ คำกล่าวอ้างพวกนั้นไม่มีความจริงเลยสักส่วน

         เพราะมันคือสิ่งที่ไพศาลคิดและทุกคนจะต้อเชื่อว่ามันเป็นเช่นนั้นจริงๆ

         “เจนจิราค่ะ เมื่อกี้ต้องขอโทษด้วยนะคะพอดีคิดว่าอายุต่างกันไม่มาก”

         “ไม่เป็นไรหรอก ถูกเข้าใจผิดจนชินแล้วล่ะ” วิลาวรรณไม่ถือสาหาความ จากนั้นก็นำถาดไปส่งให้กับพนักงานที่ยืนรออยู่ที่เคาท์เตอร์เพื่อนำไปจัดใส่กล่อง เธอหันกลับมาแล้วพูดกับธวัชชัยด้วยน้ำเสียงเย็นชา “แล้วไม่คิดเลยนะว่าคุณยังจำฉันได้อยู่”

         “เพราะคุณไม่ได้เปลี่ยนไปเลยแม้เพียงสักนิดเดียว”

         ธวัชชัยก็ไม่อยากที่จะเชื่อเหมือนกันว่าจะมีคนที่รักษาความอ่อนเยาว์เอาไว้ได้นานเกือบยี่สิบปี ทั้งที่อายุแทบจะไม่ต่างกันแต่เวลานี้เขากลับกลายเป็นตาลุงคนหนึ่ง ถึงจะเป็นเช่นนั้นแต่ธวัชชัยก็ยังถือได้ว่าเป็นคุณลุงที่มีหน้าตาและรูปร่างที่ดูดีกว่าคนรุ่นเดียวกันมาก แต่กับวิลาวรรณแล้วเหมือนกับว่าเธอหยุดรูปร่างและหน้าตาไว้ที่ตอนเป็นนักศึกษา

         “ขอบคุณ ระยะหลังมานี้ก็ออกกำลังกายแล้วก็กินดีอยู่ดีน่ะ” วิลาวรรณผู้ซึ่งไม่เคยรู้เกี่ยวกับความพิเศษทางกรรมพันธุ์ตอบ “แต่คุณก็แก่ขึ้นเยอะเลยนะโดยเฉพาะพุงที่ยื่นออกมาเล็กน้อยนั่นน่ะ เลิกฝึกเทควันโดแล้วหรือไง”

         “เพราะตอนนี้ผมเป็นนักธุรกิจเต็มตัวแล้วเลยไม่มีเวลา แต่ผมยังวิ่งจ็อกกิ้งทุกวันที่มีโอกาส”

         วิลาวรรณเข้าใจในฐานะที่เป็นคนที่อยู่ในช่วงวัยทำงานและมีครอบครัวให้ต้องดูแล ขนาดเธอเองถ้าไม่ได้เจนภพคอยดูแลเรื่องงานบ้านงานเรือนกับคอยชำระค่าใช้จ่ายหลักๆ ก็คงหาเวลาว่างพักผ่อนแทบไม่ได้ ไม่ต้องพูดถึงคนที่เป็นเจ้าของธุรกิจใหญ่ที่ต้องไปนู้นมานี่จนไม่มีเวลาให้กับครอบครัว

         หากไม่ใช่เพราะว่าตอนนี้เธอกำลังซื้อเค้กเพื่อไปจัดงานเลี้ยงวันเกิดให้ลูกชาย โอกาสที่จะได้มายืนพูดคุยกับผู้ชายคนนี้แทบจะเป็นศูนย์ ถ้าเลือกได้ล่ะก็เธออยากจะเดินออกจากร้านนี้ในทันทีด้วยซ้ำ ที่ยังคงทำใจเย็นอยู่ได้ก็เพราะตอนนี้เธอไม่มีอะไรจะต้องกลัวอีก

         บทสนทนาของพวกเขาถูกขัดจังหวะโดยพนักงานที่เรียกให้ไปชำระเงิน ธวัชชัยชำระเงินเสร็จแล้วจากนั้นก็เป็นรอบของวิลาวรรณบ้าง กล่องเค้กมีมากถึงสามกล่องและยังมีเค้กปอนด์ใหญ่ที่แต่งหน้าตาพร้อมข้อความอวยพรวันเกิด ธวัชชัยไม่ได้ตั้งใจมองมันแบบสนใจเพียงแค่บังเอิญเหลือบไปเห็นข้อความพอดิบพอดี

         สุขสันต์วันเกิดลูกชายของแม่

         “วรรณ หรือว่าคุณมีลูกแล้ว”

         “ในเมื่อคุณยังมีลูกได้ทำไมฉันจะมีบ้างไม่ได้?”



เออ ถึงว่าลืมอะไร เขียนเสร็จตั้งนานแล้วลืมอัพนี่เอง

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 198 ครั้ง

6 ความคิดเห็น

  1. #14286 kitbunchu (@kitbunchu) (จากตอนที่ 386)
    วันที่ 26 มีนาคม 2561 / 10:23
    โหนววว ไรท์ ทำรูท น้องเจน จบ สิ้นหวังแล้ว กลายเป็นรูท พี่น้อง T T
    #14286
    0
  2. #14279 Sirimol9236 (@Sirimol9236) (จากตอนที่ 386)
    วันที่ 25 มีนาคม 2561 / 13:00
    ท่าน mirrorได้โปรดอย่าทำร้ายรีดเดอร์แบบนี้เลย(กระอักเลือด)
    #14279
    0
  3. #14278 Sirimol9236 (@Sirimol9236) (จากตอนที่ 386)
    วันที่ 25 มีนาคม 2561 / 12:59
    ลืมอัพ!!...ไม่นะ ขอตัวไปหาแม่หญิงการะเกดออนไลน์แป๊บ
    #14278
    0
  4. วันที่ 25 มีนาคม 2561 / 12:35
    เชี่ยยยย ลืมอัปเนี่ยนะ พิมพ์ผิดๆ ^^ //// -*-
    #14276
    0
  5. #14275 กิงโนคุง (@kengtaykung) (จากตอนที่ 386)
    วันที่ 25 มีนาคม 2561 / 11:18
    ได้หรอลืมอัพนี้
    #14275
    0
  6. #14267 Saruya_Sun (@sironeko1) (จากตอนที่ 386)
    วันที่ 25 มีนาคม 2561 / 04:03
    ลืมอัพงี้เลยหรออ ไรท์ง่าาา555555555
    #14267
    0