ตอนที่ 387 : บทที่ 41 งานเลี้ยงวันเกิด (ตอนจบ) 100%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 8596
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 548 ครั้ง
    18 เม.ย. 61

บทที่ 41 งานเลี้ยงวันเกิด (ตอนจบ)

 



         การจะกลับรถเพื่อไปยังร้านเค้กไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะถนนที่แทบจะไม่มีเส้นทางให้ยูเทิร์น และถึงจะมีแต่มันก็ถูกแบริเออร์ปิดกั้นเส้นทางเอาไว้ มีเพียงรถเล็กเท่านั้นที่พอจะผ่านมันไปได้ แต่ปัญหานี้ไม่มีผลต่อเจนภพเพราะเขาเปลี่ยนเส้นทางเพื่อออกไปยังตรอกที่ทะลุผ่านไปยังถนนอีกเส้นและใช้มันเพื่อช่วยในการยูเทิร์น ผลลัพธ์ก็คือเขาใช้เวลาเพียงไม่ถึงยี่สิบนาทีก็กลับมาอยู่บนถนนเส้นเดิมในฝั่งตรงข้ามได้ในที่สุด

         เจนภพสังเกตเห็นว่าซูหลินชำเลืองมองตนเองอยู่หลายครั้ง ท่าทางคล้ายกำลังตัดสินใจบางอย่าง บางครั้งก็จะขยับมือแต่ก็หยุดมันและก็ทำเป็นมองออกไปข้างนอก จนกระทั่งขับรถเลี้ยวเข้ามาจอดที่หน้าร้านเค้ก

         “มีอะไรหรือเปล่า” เจนภพถามขึ้น

         ซูหลินพอถูกถามตรงๆ ก็เกิดความลังเล เธอตัดสินใจหยิบเอากล่องสี่เหลี่ยมเรียวเล็กออกมาจากเกะหน้ารถและยื่นให้ มันคือปากกาลูกลื่นแบบที่พวกนักธุรกิจส่วนใหญ่นิยมใช้กัน ราคาไม่แพงแต่ก็ไม่ใช่ปากการาคาถูกๆ ที่ขายกันแท่งละสิบบาท

         “ไม่มีเวลาให้เตรียมตัวเลยไม่รู้จะซื้ออะไรให้”

         “รู้หรือเปล่าว่ามีคนให้คำนิยามคนที่มีนิสัยแบบเธอว่า ซึนเดเระ ตอนแรกฉันไม่เคยเชื่อว่าคนแบบนั้นจะมีอยู่จริงนอกจากในการ์ตูนหรือภาพยนตร์” เจนภพหัวเราะ “นี่ต่างหากถึงจะเรียกว่าเซอร์ไพร์สจริงๆ”

         พอถูกเจนภพหยอกล้อก็พลันเดาะลิ้นไม่พอใจ จึงแก้เขินโดยการผลักไล่เจนภพให้ลงจากรถและลงตามมาด้วย

         ตอนแรกเจนภพก็ตั้งใจว่าจะยืนรออยู่ข้างนอกแต่ไม่คิดว่าคุณแม่จะใช้เวลานานขนาดนี้ จึงให้ซูหลินไปดูลาดเลาล่วงหน้าส่วนตนก็ยืนกดโทรศัพท์ส่งข้อความเพื่อจัดการด้านธุรกรรมการเงินของบริษัทที่เขาใช้ชื่อคุณตาในการดูแล อย่างไรก็ตามเมื่อถึงเวลาก็แค่ให้คุณตาเซ็นลงบนเอกสาร ธุรกิจเหล่านั้นก็จะกลายมาเป็นของเขาอย่างง่ายดาย ไม่นานหลังจากที่ให้ซูหลินไปดูเธอก็กลับมาและบอกว่าคุณแม่กำลังถกเถียงกับผู้ชายคนหนึ่งอยู่

         ในความคิดของเจนภพเป็นไปไม่ได้เลยที่คุณแม่จะไปถกเถียงกับคนอื่น คุณแม่อาจจะเป็นคนขี้เล่นและรักสนุกในบางเวลา แต่ด้านสังคมเธอให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์เป็นอย่างดี เธอเป็นคนเก็บอารมณ์เก่งมากและไม่เคยแสดงกิริยาก้าวร้าวสักครั้งเดียว ดังนั้นเจนภพจึงพยายามนึกหาดูว่ามีผู้ชายคนไหนในชีวิตของคุณแม่บ้างที่จะทำให้ถึงขั้นมีปากมีเสียงกันในที่สาธารณะ

         บางทีอาจจะเป็นญาติทางฝั่งของคุณตาก็ได้ ถึงแม้คุณตาจะตัดขาดเพราะเลือกเส้นทางของผู้ฝึกยุทธ์แต่ครอบครัวก็ยังเป็นครอบครัว ที่ดินจำนวนหนึ่งถูกแบ่งให้ผ่านมรดกและคุณตาได้รับมาน้อยที่สุด ซึ่งในช่วงเวลานั้นราคาที่ดินไม่ค่อยแพงมากนักเมื่อเทียบกับกิจการครอบครัวกับที่ดินอีกเกือบร้อยไร่ แต่เมื่อเวลาผ่านไปจนมีการพัฒนาพื้นที่บริเวณโดยรอบ ราคาของที่ดินแถบนั้นจึงพุ่งสูงขึ้นและกลายเป็นที่ต้องการอย่างมาก

         เมื่อเดินมาถึงบริเวณประตูและมองผ่านกระจกเข้าไปเจนภพถึงกับต้องหยุดกึก

         ทำไมถึงเป็นผู้ชายคนนั้น?

         ต่อให้คุณแม่ไม่เคยพูดเกี่ยวกับเรื่องนี้เลยก็ตาม แต่เจนภพก็หาความจริงได้จากคุณยายที่ไม่เคยพยายามปิดบัง การเลี้ยงดูด้วยเหตุและผลมากกว่าอารมณ์ความรู้สึกส่วนตัวทำให้เจนภพไม่เคยรู้สึกเสียใจแม้แต่นิดเดียว ตรงกันข้ามมันกลับทำให้เขารู้สึกไม่ชอบใจมากกว่า

         ครั้งแรกที่เจอกันคือโรงแรมที่คุณแม่ทำงาน เขาคิดว่านั่นเป็นสถานการณ์บังเอิญที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ หลังจากวันนั้นมาลองคิดดูก็เข้าใจได้ว่ามันมีที่มาที่ไปโดยเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อน เลขาที่ทำงานให้กับไพศาลแท้จริงแล้วก็เป็นเพื่อนกับวิลาวรรณสมัยที่เรียนมหาวิทยาลัย และไม่รู้เรื่องราวที่เกิดขึ้น ดังนั้นพอเห็นว่ามีโอกาสที่จะช่วยเหลือเพื่อนก็เลยพยายามแนะนำสถานที่จัดงานเป็นโรงแรมที่คุณแม่ทำงานอยู่นั่นเอง

         แต่ครั้งที่สองนี้มันยิ่งกว่าบังเอิญ หรืออาจจะเรียกว่าเป็นโชคชะตา

         เพียงหนึ่งวินาทีที่ชะงักกึกเจนภพทั้งคิดและสังเกตการณ์พร้อมกัน กับคนทั่วไปหนึ่งวินาทีมันเป็นช่วงเวลาพริบตาเดียวที่แทบจะไม่มีประโยชน์ แต่ในโลกความคิดของเจนภพนั้นทุกอย่างพลันหยุดนิ่ง

         ในที่สุดก็ตัดสินใจผลักประตูเปิดเข้าไป เหมือนวิลาวรรณเห็นว่าเจนภพเข้ามาในร้านสีหน้าก็พลันดูเจ็บปวด

         “มีเรื่องอะไรกันหรือเปล่าครับแม่” เจนภพถาม และคำพูดของเขาก็ได้เปิดเผยความจริงเรื่องที่เป็นลูกชายออกไป

         “ไม่มีอะไรหรอก แม่แค่เจอกับคนรู้จักสมัยเรียนมหาวิทยาลัยน่ะ”

         เจนภพหันไปมองทางธวัชชัยและยกมือไหว้สวัสดีตามมารยาท จากนั้นก็มองเด็กสาวที่ยืนอยู่ข้างหลังธวัชชัย

         “น้องเจน? ถ้าอย่างนั้นนี่ก็คงเป็นคุณพ่อของน้องเจนสินะ” เจนภพทักทายเด็กสาว

         “สวัสดีค่ะพี่ภพ สถานะของพี่ก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆ เลยนะคะ”

         เจนจิราที่ไม่ค่อยเปิดใจให้กับคนอื่นกลับสนิทสนมกับเจนภพได้อย่างง่ายดายทั้งที่พบเจอกันไม่กี่ครั้ง ธวัชชัยมองลูกสาวด้วยสายตาสงสัยใคร่รู้ ทั้งที่ในความจริงแล้วเจนจิรารู้จักเจนภพผ่านทางนลินทิพย์ที่แอบชอบ ทั้งยังรู้จักนิสัยใจคอในระดับหนึ่งหลังได้พบกันในงานสังคมที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้า ที่เจนจิรายอมรับเจนภพก็เพราะเขาไม่ได้ทำตัวจู้จี้เหมือนนรินทร์ที่หมายปองเธอในฐานะของผู้หญิงคนหนึ่ง ในขณะที่เขาทำตัวเหมือนเป็นพี่ชายคอยดูแลเรื่องเล็กน้อยกับคอยให้คำแนะนำในหลายๆ เรื่องได้

         ตอนที่แอบถือวิสาสะตรวจสอบประวัติก็ไม่พบอะไรเป็นพิเศษ ซึ่งการที่ไม่พบอะไรเลยนับว่าเป็นเรื่องที่แปลกมาก เจนภพคนนี้เหมือนกับครอบครัวอื่นๆ ตรงที่ฐานะไม่ได้ร่ำรวย มีคุณแม่ทำงานเป็นพนักงานโรงแรมรายได้ประจำปีก็ไม่ได้สูงมาก ยังมีภาพของเจนภพหลงเหลืออยู่ในโลกอินเตอร์เน็ตผ่านการรับรางวัลเมื่อสมัยตอนเป็นนักเรียน เป็นข้อมูลขยะที่อยู่ในเว็บไซต์ของโรงเรียน และน่าตกใจตรงที่โรงเรียนสมัยประถมนั้นเป็นโรงเรียนเดียวกันกับพี่นลินทิพย์ ซึ่งหลังจากเกิดเหตุการณ์เลวร้ายพี่นลินทิพย์ก็ได้ย้ายไปอยู่ในโรงเรียนอื่น

         ทั้งหมดนี้ก็เพื่อช่วยนลินทิพย์หากพบว่าเจนภพเป็นคนที่มีประวัติที่เลวร้าย เธอคงไม่มีทางสนับสนุนแน่นอน อย่างไรก็ตามไม่เพียงแต่ประวัติจะขาวสะอาดเท่านั้น แต่เขายังเป็นคนหนึ่งที่สามารถทำข้อสอบวัดความสามารถระดับประเทศได้ในคะแนนเต็มอีกด้วย ชัดเจนเลยว่าผู้ชายคนนี้มีความเป็นอัจฉริยะอย่างมาก และน่าแปลกตรงที่มันไม่ปรากฏข่าวใดๆ ออกมาสร้างความแตกตื่นให้กับคนทั้งประเทศ

         นั่นคือข้อมูลทั้งหมดที่หลงเหลืออยู่ในโลกไซเบอร์ เพราะความจริงที่ว่ามีการพยายามลบข้อมูลเกี่ยวกับครอบครัวของเจนภพออกจากฐานข้อมูล นอกจากข้อมูลของผู้หญิงที่ชื่อวิลาวรรณที่เป็นคุณแม่แล้ว ข้อมูลของปู่ย่าตายายกลับไม่สามารถตรวจสอบได้ มันเป็นการลบข้อมูลในระดับองค์กรที่ยิ่งใหญ่ และถ้าเจนจิราพยายามสืบค้นลึกมากกว่านี้ก็อาจจะเป็นอันตรายกับตนเองและคนรอบตัวด้วยก็ได้

         “พี่จำได้ว่าไม่เคยพูดเรื่องสถานะเลยนะ ทั้งหมดเป็นคนอื่นที่คิดกันไปเอง”

         “พวกลูกรู้จักกันงั้นเหรอ?” วิลาวรรณถาม

         “ครับ” เจนภพตอบ ก่อนจะหันไปมองธวัชชัยด้วยสายตาจริงจัง มันทำให้คนที่ขาดความมั่นใจรู้สึกหวั่นเกรงได้เลย

         ธวัชชัยคับคล้ายคับคลาว่าจะเคยเห็นเด็กหนุ่มคนนี้ที่ไหน พอนึกย้อนดูก็จำได้ว่าเป็นเด็กที่พบเจอกันในโรงแรมนั่นเอง

         “เธอ!? เมื่อตอนนั้น” พูดพลางมองสลับไปที่วิลาวรรณ บทสนทนาเมื่อครั้งก่อนจำได้ว่าเขามาช่วยงานแม่ที่ทำงานอยู่ที่นั่น

         แต่เจนภพแสร้งทำเป็นมองนาฬิกาก่อนจะหันไปพูดกับคุณแม่ “พวกเราควรจะกลับได้แล้วนะครับ พยากรณ์อากาศบอกว่าเย็นนี้ฝนจะตกอีกและถ้าน้ำระบายออกไม่ทันพวกเราอาจจะต้องติดแหง็กอยู่บนถนนเป็นชั่วโมง”

         “นั่นสินะ กลับบ้านกันเถอะ” วิลาวรรณเห็นด้วยและส่งถุงกล่องเค้กให้ซูหลินช่วยถือ ปรายตามองไปทางธวัชชัยครั้งหนึ่งแล้วจึงเดินออกจากร้านไป

         บนรถยนต์เปลี่ยนมาเป็นวิลาวรรณเป็นคนขับอีกครั้ง เจนภพให้เหตุผลว่ารู้สึกคลื่นไส้ แต่ในความเป็นจริงแล้วดันเกิดมีอาการชาที่บริเวณหลังเท้าและมือ มันเกิดขึ้นเพียงไม่กี่วินาทีแต่ก็นานพอจะทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ หลังจดบันทึกช่วงเวลาการเกิดอาการทำเป็นรายงานส่งให้กับคุณยายเสร็จก็ปิดแล็บท็อปแล้วมองดูการจราจรจากข้างหน้าต่าง หันไปเห็นสายตาที่มองผ่านกระจกมองหลัง

         “หน้าภพมีอะไรติดอยู่เหรอครับ”

         “สบายใจจริงนะ ทางนี้รู้สึกเครียดจะแย่”

         “ว่ากันตามตรงก็ไม่ได้รู้สึกสบายใจขนาดนั้นหรอกนะครับ” เจนภพตอบ พลางมองดูข้อความบนหน้าจอโทรศัพท์ที่เด้งขึ้นมา เป็นคุณยายที่บอกว่าได้รับรายงานเรียบร้อยแล้ว “แล้วเครียดเรื่องอะไรเหรอครับ”

         “แม่คิดว่าลูกน่าจะรู้อยู่แล้ว” วิลาวรรณถอนหายใจ

         “หมายถึงเรื่องคุณพ่อสินะครับ” เจนภพตอบ

         “ลูกรู้แล้วจริงๆด้วย ขอโทษที่แม่ปิดบังเอาไว้นะ” วิลาวรรณไม่ใช่คนที่หนีความจริงเพราะนั่นเป็นสิ่งที่ถูกหล่อหลอมมาตั้งแต่เด็ก แต่ถึงจะเก่งกล้าสามารถเพียงใดกับอีกฝ่ายที่มีอำนาจในสังคมที่มากกว่าก็สามารถทำให้เธอเจ็บปวดได้เช่นกัน

         เท่าที่เจนภพรู้คร่าวๆ สมัยที่คุณแม่เป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยได้ล้างมือจากวงการผู้ฝึกวิชายุทธ์ ด้วยความที่ไม่สามารถสอบเข้าแบบปกติจึงได้ใช้โควต้านักกีฬาเทควันโดเพื่อเข้ามหาวิทยาลัย ในช่วงนั้นเธอได้มีความสัมพันธ์กับชายหนุ่มคนหนึ่งและได้มอบความรักให้แก่กัน จนกระทั่งภายหลังพ่อของฝ่ายชายทราบเรื่องและไม่ยอมรับเรื่องเหล่านี้ก็ได้ตัดสินใจส่งไปศึกษาต่อที่เมืองนอก คุณแม่ที่ตอนนั้นตั้งท้องอยู่ก็ได้งานเป็นพนักงานบริษัทเล็กๆ แต่ทำไปได้ไม่กี่เดือนก็ถูกขอให้ออกจากงาน จนต้องกลับไปอยู่บ้านพ่อกับแม่เพื่อคลอดลูก

         และผู้ชายคนนั้นก็คือ ธวัชชัย รัตนพิทักษ์

         ครั้งแรกที่รู้เรื่องนี้เจนภพในวัยเด็กก็ได้ตรวจสอบข้อมูลทำเป็นบันทึกข้อความส่งถึงตัวเองในอนาคตเพื่อชี้แจงให้ทราบถึงเรื่องนี้ โดยตัวเขาได้ให้เหตุผลไว้เพียงว่า ต้องการให้รู้และตัดสินใจด้วยตัวเอง ในข้อมูลที่สืบค้นมานั้นมีประวัติทุกอย่างเกี่ยวกับพ่อบังเกิดเกล้า เจนภพไม่ใช่คนที่มีอารมณ์ความรู้สึกรุนแรงเกี่ยวพันทางสายเลือด สำหรับเขาแล้วธวัชชัยก็ไม่ต่างอะไรกับคนอื่น ถึงจะมีศักดิ์เป็นพ่อแท้ๆ ก็ตาม ปฏิเสธความจริงที่ว่าคนที่กัดฟันดิ้นรนเลี้ยงดูตนเองมาก็คือคุณแม่เพียงคนเดียว

         “ภพไม่ใช่คนคิดเล็กคิดน้อยนะครับ ตอนนี้ภพก็อายุสิบแปดปีแล้วถือว่าพ้นสภาพความเป็นผู้เยาว์แล้ว และภพเองก็ไม่ใช่เด็กเล็กที่ต้องการการดูแลในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม อีกทั้งถ้าทางฝ่ายนั้นตั้งใจจะงัดข้อกฎหมายมาใช้ก็ต้องพยายามกันหน่อย”

         “ใช่ ลูกอายุสิบแปดปีแล้วนี่นา เป็นหนุ่มหล่อเลยด้วย” วิลาวรรณยิ้มแฉ่ง อารมณ์ขุ่นมัวในใจหายไปจนหมด แต่เพียงไม่นานเท่านั้นวิลาวรรณก็ทำหน้าเหยเก มองดูลูกชายผ่านกระจกหลัง ซูหลินคล้ายจะรู้แล้วว่าความลับถูกเปิดเผยก็เบือนหน้าหนี

         “ลูกรู้อยู่แล้ว?”

         “ไม่ใช่ว่าไปที่ร้านเค้กเพื่อรับเค้กวันเกิดเหรอครับ จำได้ว่ามันมีกล่องที่ผูกโบเป็นพิเศษอยู่ด้วยหนึ่งกล่อง”

         “ลูกนี่น่าตีจริงๆ แล้วที่แม่อุตส่าห์เตรียมแผนเอาไว้ก็ล้มเหลวไม่เป็นท่าเลย”

         “รวมถึงเรื่องที่ให้อาคมไปช่วยจัดเตรียมสถานที่ภายในบ้านด้วยใช่หรือเปล่าครับ”

         เจนภพเล่นเปิดโปงทุกอย่างจนหมดเปลือกจนไม่เหลือสิ่งใดให้รู้สึกเซอร์ไพร์ส การทำแบบนี้ทำให้วิลาวรรณได้แต่ทำหน้าบูดบึ้ง เธอคาดไม่ถึงว่าเจนภพจะรู้เรื่องนี้ด้วย อุตส่าห์คิดว่าเตรียมแผนตลบหลังเพื่อที่จะได้เห็นอาการตกใจสุดท้ายก็ล้มเหลวโดยสิ้นเชิง ที่เจนภพตั้งใจเปิดเผยมันออกมามีเหตุผลเดียวคือการเปลี่ยนเรื่อง รู้ดีว่าถึงวิลาวรรณจะทำตัวเข้มแข็งให้เห็น แต่ความจริงแล้วเธอกำลังรู้สึกเจ็บปวดใจไม่น้อยที่ต้องปิดบังความจริงกับเขา

         ไม่นานนักฝนก็เริ่มตกจริงๆ พยากรณ์อากาศที่ค่อนข้างจะแม่นยำทำให้วิลาวรรณเหลือบมองลูกชายที่บอกให้เปลี่ยนเส้นทางเมื่อไม่กี่นาทีก่อนทำให้ไม่ต้องเจอกับสภาพการจราจรที่ติดขัดเพราะน้ำระบายออกไม่ทัน

 

         แต่เดิมนั้นธวัชชัยเป็นคนที่นิ่งขรึม มีมาดของนักธุรกิจใหญ่ที่ทุกคนต้องให้ความเคารพ เวลานี้กลับถอนหายใจหลายครั้งหลังจ้องมองโทรศัพท์ที่กดเรียกเบอร์แล้วแต่ยังตัดสินใจที่จะโทรออกไม่ได้

         เจนจิราชำเลืองสายตามองเป็นบางครั้งด้วยอารมณ์ที่หลากหลาย ผิดหวัง ท้อแท้ และเหนื่อยหน่าย ดูท่าทางแล้วผู้หญิงคนที่พบกันในร้านเค้กมีอิทธิพลต่อพ่อของเธออย่างมาก หากมันเป็นเรื่องของเธอก็เป็นธรรมดาที่จะต้องตรวจสอบให้แน่ใจ ทว่ามันกลับเป็นเรื่องของพ่อของเธอที่เคยให้คำมั่นสัญญาแล้วว่าจะไม่ขอเข้าไปยุ่งเกี่ยว

         “ลูกรู้จักกับเด็กหนุ่มคนนั้นได้ยังไง” ธวัชชัยเปิดปากถาม

         “พี่ภพน่ะเหรอคะ?” เจนจิราถามกลับและธวัชชัยก็พยักหน้า เธอเงียบไปครู่หนึ่งและตอบ “ครั้งแรกเจอกันที่งานเลี้ยงวันเกิดในฐานะของบริกร ตอนนั้นเจนคิดว่าพี่เขาคงทำงานอยู่ที่นั่น ต่อมาเจอกันในโรงภาพยนตร์ตอนที่ไปดูหนังกับพี่ทิพย์ซึ่งก็ไม่ได้พูดคุยอะไรกันมากนักหรอกค่ะ แต่ครั้งล่าสุดที่เจอและได้พูดคุยกันก็คือวันที่เจนไปกับคุณแม่ในงานการกุศลที่บ้านเด็กกำพร้าค่ะ”

         “เขาไปช่วยงานเหรอ?”

         “คุณพ่อไม่ได้คุยกับคุณแม่เกี่ยวกับมูลนิธิสินะคะ ถ้าคุยล่ะก็จะต้องได้ยินชื่อของพี่ภพอย่างแน่นอน ก็เขาเป็นคนหนึ่งที่ร่วมบริจาคเงินให้กับมูลนิธิที่คุณแม่เป็นคนก่อตั้งขึ้น”

         “บริจาคเงิน? เด็กหนุ่มคนนั้นมีเงินมากพอจะช่วยสนับสนุนขนาดนั้นเลยงั้นเหรอ?”

         “ทำไมจะไม่ได้ล่ะคะ ก็ในเมื่อพี่ภพเป็นหลานชายของไกรษรที่เป็นคนซื้อกิจการที่กำลังจะล้มละลายมาบริหารดูแลจนเฟื่องฟู เรื่องที่คุณพ่อถูกคุณปู่ตำหนิเพราะถูกชิงตัดหน้าซื้อหุ้นกิจการโรงงานผลิตไปก็เป็นเพราะไกรษรคนนี้นั่นแหละค่ะ”

         นั่นคือสาเหตุของความล่าช้าในการผลิตอุปกรณ์ทางการแพทย์ เพราะโรงงานผลิตชิ้นส่วนจะช่วยลดค่าใช้จ่ายหากสามารถเข้าไปควบกิจการ กลับถูกชิงตัดหน้าซื้อไปด้วยราคาที่สูงกว่าที่เคยให้ไว้เลยต้องเปลี่ยนไปใช้วิธีอื่นเพื่อแก้ปัญหา นอกจากนี้ไกรษรคนนั้นไม่ได้ขับไล่พนักงานคนใดออกเพียงแค่ปฏิรูปแนวทางการบริหารใหม่ทั้งหมด ปัจจุบันโรงงานผลิตอุปกรณ์กำลังจะได้รับการตรวจสอบมาตรฐานในระดับสากลและถ้าหากผ่านมันมาได้พวกเขาจะได้รับการรับรองว่าเป็นอีกหนึ่งโรงงานการผลิตชิ้นส่วนอุปกรณ์เทคโนโลยีที่มีคุณภาพในทวีปเอเชีย

         การทำธุรกิจนั้นไม่ง่าย เช่นเดียวกับการฟื้นฟูกิจการที่กำลังจะปิดตัวลงก็ไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ง่ายภายในเวลาไม่กี่เดือน แต่ไกรษรสามารถสร้างปาฏิหาริย์ได้อย่างต่อเนื่องชนิดที่ไพศาลยากจะทำได้สำเร็จในระยะเวลาสั้นๆ ไกรษรมีเส้นสายสำหรับธุรกิจทุกชนิดและสามารถตอบสนองความต้องการให้กับคู่เจรจาได้ กิจการหรือบริษัทที่มีไกรษรเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุดสามารถขึ้นมาทัดเทียมกับบริษัทชั้นนำของประเทศได้มันจึงสร้างปรากฏการณ์ที่นักข่าวแวดวงธุรกิจให้ความสนใจและต้องการสัมภาษณ์ชายผู้ลึกลับคนนี้

         ธวัชชัยรู้เรื่องนี้มาไม่มากก็น้อยแต่เขากลับไม่ได้ฉุกคิดเรื่องสำคัญบางอย่าง

         “ไกรษร พิทักษ์เทวา?” เขาพึมพำชื่อของนักธุรกิจใหญ่ที่มีชื่อเสียงทัดเทียมกับบิดา

         นามสกุลนั้นช่างคุ้นหูเป็นอย่างมาก ไม่ใช่เพราะเป็นนักธุรกิจที่มีชื่อเสียงเมื่อไม่กี่สิบปีที่ผ่านมา แต่เขาเคยได้ยินมานานกว่านั้น

         “เอ๊ะ! พิทักษ์เทวา ไม่ใช่ว่าเป็นนามสกุลของวิลาวรรณหรอกเหรอ?”

         เรื่องนี้น่าตกใจมาก เพราะในอดีตไพศาลได้ว่าจ้างนักสืบไปสืบพื้นเพของผู้หญิงที่ชื่อวิลาวรรณมา พบว่าเธอไม่ได้มีฐานะร่ำรวยแต่อย่างใด มีพ่อเป็นแค่ครูฝึกสอนสตั้นท์แมน ลูกสาวก็มีฝีมือพอตัวได้เป็นตัวแทนไปลงแข่งขันระดับประเทศจนได้รับรางวัลชนะเลิศ ตอนนั้นไพศาลจึงได้สั่งให้เขายุติความสัมพันธ์กับวิลาวรรณทันที เนื่องจากไม่ได้มีประวัติที่น่าสนใจหรือควรค่าจะเก็บไว้พิจารณา แต่เพราะเขาไม่ได้เชื่อฟังผลลัพธ์หลังจากนั้นคือการถูกส่งไปเรียนต่อเมืองนอก และวิลาวรรณหายตัวไปไม่เข้ามาวุ่นวายในชีวิตของเขาอีก

         “ถ้าอยากรู้ขนาดนั้นก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีวิธีนะคะ” เจนจิราอาสาที่จะช่วยคลายความสงสัยให้ จึงสั่งโปรโต้ให้ตรวจสอบข้อมูลสาธารณะของโรงแรมที่เคยจัดงานเลี้ยงวันเกิด “เจนให้โปรโต้ตรวจสอบรายชื่อพนักงานทั้งหมดที่ปรากฏอยู่บนเว็บไซต์ของโรงแรมแล้ว ผู้หญิงคนที่พ่อรู้จักตอนนี้เธอใช้นามสกุลกิตตินนท์ บางทีอาจจะเป็นนามสกุลของสามีก็ได้เพราะขนาดคุณแม่เองก็เปลี่ยนมาใช้นามสกุลรัตนพิทักษ์เหมือนกัน”

         ความจริงเจนจิราค่อนข้างสงสัยความร่ำรวยผิดปกติที่ย้อนแย้งกับข้อมูลเบื้องต้น ราวกับว่าผู้หญิงที่ชื่อวิลาวรรณไม่รู้เรื่องความร่ำรวยของคนเป็นพ่อ ไม่อย่างนั้นเหตุใดเธอจึงต้องมาทำหน้าที่เป็นพนักงานโรงแรมรับเงินเดือนเพียงน้อยนิด กลับกันเจนภพที่เป็นลูกชายกลับเข้าถึงความร่ำรวยและปรากฏตัวในฐานะตัวแทนของไกรษรในงานการกุศลได้

         ยิ่งคิดก็ยังไม่เข้าใจความสัมพันธ์ของคนในครอบครัวนี้

         ธวัชชัยสีหน้าดูไม่ค่อยดีหลังได้ฟังความเห็นจากลูกสาว เขาเอนตัวพิงเบาะขยับเนกไทหลวมๆ เพื่อให้หายใจได้สะดวกยิ่งขึ้น ถึงจะบอกว่าตอนนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกันแต่ลึกๆ ก็ยังคงหลงเหลือความรู้สึกที่ดีต่อกันอยู่

         ยังไงก็เคยเป็นถึงผู้หญิงที่เขามอบความรักให้ด้วยความรู้สึกที่แท้จริง

         “เรื่องนี้ลูกอย่าพึ่งบอกให้คุณปู่รู้ล่ะ”

         เจนจิราปรายตามองแล้วตอบ “คิดว่าเจนจะพูดเหรอคะ สบประมาทกันเกินไปแล้วค่ะ”

 

         เมื่อกลับมาถึงบ้านก็นำรถเข้ามาจอดข้างในเพราะมีของที่อยู่ท้ายรถที่จะต้องนำกลับเข้าไปด้วย เมื่อเจนภพเปิดประตูเข้าไปในบ้านก็สังเกตถึงจุดผิดพลาดในหลายๆ อย่าง ทั้งเศษกระดาษสีที่ตกอยู่บนพื้นห้อง รอยรองเท้าที่เปื้อนโคลนบริเวณประตูหน้า ถึงรองเท้าจะถูกนำไปเก็บซ่อนเอาไว้ก็คงไม่คิดหรอกว่าจะมีคนสนใจกระทั่งรอยรองเท้าด้วย มันมีอยู่หลายรอยทำให้คิดว่าคงไม่ได้มีแค่อาคมเท่านั้นที่อยู่ในบ้านนี้ แต่เขาก็คิดไม่ออกว่าตนเองมีเพื่อนที่ไหนอีกแล้ว คนรู้จักที่สนิทสนมด้วยก็มีแค่อาคมกับอารินเพียงแค่สองคนเท่านั้น

         เจนภพกำลังคิดว่าควรจะเปิดเผยมันออกไปดีหรือไม่ แต่พอนึกว่าอารินช่วยเตรียมงานด้วยความบริสุทธิ์ใจบางครั้งการยอมตกหลุมพรางบ้างก็ไม่ใช่เรื่องเสียหาย จึงยอมทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ยกของกลับเข้าบ้านเงียบๆ โดยไม่พูดอะไรทั้งสิ้น จนเมื่อมาถึงประตูห้องครัวซึ่งปกติจะเปิดไว้เพื่อระบายอากาศ ตอนนี้มันถูกเปิดแง้มเอาไว้เพียงเล็กน้อย

         เผลอหัวเราะขบขันกับกลไกเด็กเล่นที่มักจะเห็นในภาพยนตร์แนวจารกรรม คอมมาดี้

         เขาผลักประตูเปิดช้าๆ

         ปุ้ง!

         เสียงเหมือนปะทัด มีกระดาษสีตัดเป็นชิ้นเล็กๆ โปรยตกลงมา แผ่นกระดาษข้อความคำว่า ‘Happy Birthday’ ที่เขียนด้วยดินสอสี ลายมือค่อนข้างน่ารักประกอบกับรูปวาดตัวการ์ตูนขนาด SD เป็นรูปของเด็กหนุ่มหูแมว เด็กหนุ่มหูหมา กับเด็กผู้หญิงที่มีปีกผีเสื้อ ที่ใช้เป็นตัวแทนของใครบางคนที่น่าจะรู้จักกันดี

         คนที่กระตือรือร้นเป็นพิเศษคือเด็กหญิงที่เข้าสู่ช่วงวัยรุ่นแต่ยังคงมีความคิดอ่านเป็นเด็กอยู่ครึ่งหนึ่ง กระโดดออกมาจากหลังประตูที่ซ่อนแอบอยู่ด้วยท่าทางซุกซน

         “สุขสันต์วันเกิดค่ะพี่ราล์ฟ”

         เจนภพไม่ได้ตกใจสักนิด เขายังคงใจเย็นและตอบกลับ “ดูเหมือนว่านั่นจะกลายเป็นชื่อเล่นของพี่ไปซะแล้วสินะ”

         “อาริน พี่ว่าพวกเราเหนื่อยฟรีแล้วล่ะ เห็นชัดเลยว่าไอ้แมวผีนี่มองออกตั้งแต่แรกแถมยังมีหน้ามาทำเป็นตกหลุมพรางซะได้”

         “คิดมากไปแล้ว ฉันตกใจจริงๆ อย่างน้อยก็ไม่คิดว่าจะมีรูปวาดตัวการ์ตูนเหมือนฉันอยู่ในนั้นด้วย”

         “ไอ้ตอแหล” อาคมสบถเสียงเบา เขาพยายามจะไม่หยาบคายต่อหน้าน้องสาวแต่ว่าพอเห็นอีกฝ่ายทำหน้าตากวนเบื้องล่างก็อดไม่ได้จริงๆ “อย่ามาถามหาของขวัญจากฉันก็แล้วกัน ที่ฉันกับน้องมาช่วยไม่ได้อยากจะมาอวยพรแต่แม่แกบอกว่าจะเลี้ยงข้าวทำไมฉันต้องปฏิเสธความหวังดีนั่นด้วย ไม่ใช่ทุกวันที่อารินจะได้กินไก่ทอด พิซซ่า กับเค้ก”

         เจนภพไม่ได้ใส่ใจเรื่องของขวัญตั้งแต่แรกและให้อาคมมาช่วยขนของกินมาจัดวางบนโต๊ะ อารินจึงมีโอกาสได้ไปพูดคุยกับซูหลินโดยใช้ภาษาจีนเป็นพื้นฐาน ซึ่งซูหลินตกใจมากที่อารินสามารถจ้อภาษาจีนได้แม่นยำตรงตามหลักไวยากรณ์ทั้งหมด ถึงจะมีสำเนียงแปร่งๆ อยู่บ้างเหมือนผสมผสานหลายภาษาเข้าด้วยกันก็ตาม

         บนโต๊ะมีอาหารจัดวางอยู่เต็มจนแน่นเอี๊ยดแทบไม่เหลือที่ว่างให้วางของอย่างอื่นอีก จึงต้องนำส่วนที่เหลือไปวางไว้ที่โต๊ะทำครัวที่ฝังติดผนัง เจนภพแม้จะไม่มีความทรงจำเสี้ยววินาทีแบบอารินแต่ก็จดจำสภาพห้องครัวที่ใช้มาตลอดหลายปีได้แม่นยำ เขาพบว่ามีบางอย่างที่ผิดปกติในห้องนี้จึงกวาดตามองครู่หนึ่ง

         “มีบางอย่างเพิ่มเข้ามาในห้องนี้” เขาเอ่ยขึ้นเดินไปยังจุดที่ต้องสงสัย “นี่อะไร?”

         “นั่นสิ อะไรก็ไม่รู้นะ” วิลาวรรณเฉไฉ

         เจนภพกวาดสายตามองอยู่ครู่หนึ่ง วิเคราะห์มันจากรูปทรงที่เห็นสลับกับมองไปทางอาคม ถ้านี่เป็นฝีมือของอาคมล่ะก็เขาสามารถปลอมแปลงอุปกรณ์ให้ไม่เป็นที่เตะตาได้ ยอมรับว่าตอนเข้ามาก็ไม่ทันได้สังเกตเพราะอาคมนำของไปวางเอาไว้เสมือนเป็นที่วางของจุดหนึ่ง ทั้งยังพยายามใช้ตัวเองบังสายตามาตลอด

         “แม่ซื้อตู้อบมาแล้วสินะครับ ขอบคุณมากครับ” เจนภพหันไปพูดกับคุณแม่ และเลื่อนส่วนที่ซ่อนไว้กับกำแพงออกมา เผยให้เห็นหน้าตาของมันอย่างชัดเจน “รุ่นที่ภพอยากได้พอดีเลย”

         เจนภพมีความชอบในเรื่องของอาหาร ดังนั้นอุปกรณ์ทำอาหารทั้งหมดก็เป็นเขาที่เลือกซื้อมันด้วยตัวเอง บางครั้งถ้ามีเวลาว่างก็จะเข้าเว็บไซต์เพื่อตรวจดูเครื่องครัวออกใหม่เพื่อหาของที่ดีเลิศในสายตาของเขา ตู้อบเครื่องนี้ก็เป็นหนึ่งในนั้น ข้อมูลทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นขนาด ความสูง รูปทรง ทุกอย่างสามารถจดจำได้เป็นอย่างดี ถึงขนาดวางแผนเพิ่มเติมมันไว้ในครัวเพื่อความสะดวกในการใช้งาน

         เห็นสีหน้าของคุณแม่ที่ดูเศร้าลงก็รีบอธิบาย “อันที่จริงภพรู้สึกเซอร์ไพร์สมากที่แม่ซื้อมันให้ในวันเกิด แต่ก็น่าจะรู้ว่าภพไม่เหมือนคนอื่นที่ต้องแสดงอาการออกนอกหน้า แค่ชะงักหรือหยุดคิดไปหนึ่งจังหวะก็ถือว่าตกใจมากแล้ว”

         วิลาวรรณไม่ใช่ว่าไม่เข้าใจ เจนภพเป็นลูกชายของเธอย่อมรู้นิสัยนี้ดีกว่าใคร ทุกครั้งที่เขาตกใจหนักหน่อยก็จะมี โอ้หลุดมาในบางโอกาส แต่ส่วนใหญ่จะไม่เกิดขึ้นเลยแค่ทำให้ชะงักไปหนึ่งจังหวะก็ถือว่าประสบผลสำเร็จแล้ว

         อ้างเรื่องที่ให้เจนภพกลับไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าก็เพื่อที่จะได้เตรียมงานส่วนที่เหลือ ปิดบังต่อไปก็เท่านั้นเลยทำมันโจ่งแจ้งแค่ให้ดูเป็นพิธีการก็พอ จะอย่างไรเจนภพก็ไม่ใช่คนที่ปฏิเสธคุณแม่ได้อยู่แล้วจึงจำยอมต้องขึ้นไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า และเมื่อกลับลงมาพบว่าไฟในห้องครัวถูกปิดจนมืด มีเพียงแสงสลัวจากเทียนเล่มเล็กที่ปักอยู่บนกลางเค้ก แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้เจนภพรู้สึกรู้สาอะไรมากนักเลยปล่อยให้ทุกคนทำตามใจอยาก

         “อธิษฐานเลย อธิษฐานเลย พูดตามแม่นะ ขอภรรยาน่ารักๆ ให้แม่สักสามสี่คน มีลูกสักหกเจ็ดคนพอ” วิลาวรรณเสี้ยมสอน

         “นี่มันวันเกิดภพนะครับ”

         “ทำไมล่ะ คนที่คลอดลูกออกมาก็คือแม่ แล้วจะไม่ให้รางวัลแม่บ้างเลยเหรอ หรือว่า” วิลาวรรณยกมือปิดปาก เบือนหน้าหนีและเริ่มร้องห่มร้องไห้ “ลูกชายแม่คิดจะทอดทิ้งแม่ไป จะไม่หาหลานให้แม่เลี้ยง จะไม่มาอยู่กับแม่แล้ว”

         “คุณน้าครับ บางทีมันอาจจะไม่ได้ชอบผู้หญิงก็ได้” อาคมเติมเชื้อไฟ วิลาวรรณเงยหน้ามองและร้อง อ๋อ คล้ายจะบรรลุบางเรื่อง

         “แบบนี้นี่เอง มิน่าล่ะทำไมเพื่อนของลูกแต่ละคนถึงมีแต่ผู้ชายหน้าตาดีๆ ทั้งนั้น อาคมสนใจลูกชายแม่ไหม? สินสอดไม่ต้องลากตัวไปได้เลย”

         “แม่อาจจะลืมไปแล้วก็ได้นะครับ อาคมมีเจ้าของแล้ว แถมยังตามมาจากอีกซีกโลกหนึ่งด้วย” เจนภพกล่าวจบก็เป่าเทียนให้ดับทันที

         “นั่นสินะ ชื่ออะไรนะ? คริสต้าใช่ไหม?”

         “คริสติน่าครับแม่”

         “ยายนั่นน่ะเหรอ” อาคมนึกภาพของคริสติน่าที่ปัจจุบันเข้ามาแทรกแซงการใช้ชีวิตปกติสุขของเขากับน้องสาว “แกต้องรู้ซึ้งถึงความน่ากลัวของยายนี่ด้วย แอบสะเดาะกุญแจเข้ามาในห้องฉันโดยไม่ได้รับอนุญาต เอาเสื้อผ้าฉันกับน้องสาวไปซักแถมยังทำมื้อเช้าให้อีกด้วย”

         “ไม่ได้สะเดาะกุญแจนะคะแบบนั้นมันผิดกฎหมาย อารินเป็นคนให้กุญแจพี่คริสตี้ไปเอง” อารินเห็นว่าพี่ชายกำลังเข้าใจอะไรบางอย่างผิดไปก็เลยบอกความจริงให้ “แล้วพี่คริสตี้ก็เอาไปปั้มค่ะ”

         “รู้ตัวคนร้ายที่แท้จริงแล้วนะ”

         “หุบปากไปซะไอ้แมวผี”

         ตัดแบ่งเค้กให้เสร็จก็ยกจานให้แต่ละคน เจนภพกล่าวขอบคุณเล็กน้อยในฐานะที่เป็นเจ้าของงานวันนี้และจากนั้นทุกคนก็เริ่มลงมือกินกันอย่างเอร็ดอร่อย เจนภพตอนที่กำลังจะยกจานรู้สึกได้ว่ามีบางอย่างอยู่ใต้จานของตนเองก็ยกขึ้นมาอยู่เป็นไพ่รูปโจ๊กเกอร์ ที่หน้าไพ่และหลังไพ่แตกต่างจากไพ่สำรับทั่วๆ ไป มันเป็นของที่สั่งทำขึ้นมาเองจึงมีรูปแบบเฉพาะ ในห้องนี้คนที่พกไพ่ไปไหนมาไหนก็มีอยู่คนเดียวจึงไม่ต้องทายเลยว่าเป็นใคร

         “ของนายเหรอ?”

         “เปล่า ของน้องสาวฉันต่างหาก”

         “อารินเป็นคนวาดรูปบนหน้าไพ่ค่ะ พี่ชายเป็นคนเอาไปให้ร้านทำให้”

         “ถ้าเป็นแกก็คงจะรู้ความหมายของมันดีสินะ”

         เจนภพพยักหน้าตอบ เขารู้จักความหมายของมันดีและมันบ่งบอกถึงตัวเขาได้อย่างดีที่สุด

         อย่างไรก็ตามมันเป็นไพ่ที่มีเพียงใบเดียวในโลก เพราะขึ้นชื่อว่าเป็นของสั่งทำแล้วอาคมคงไม่คิดจะผลิตซ้ำขึ้นมา แถมด้านหลังไพ่ก็ยังเป็นตัวข้อความอวยพรเป็นตัวอักษรภาษาอังกฤษที่เขียนด้วยตัวเขียนอย่างสวยงาม ลงท้ายชื่อว่า ‘Arkhom & Arin’ มันคือของขวัญที่สองพี่น้องตั้งใจมอบให้

         “จะเก็บเอาไว้อย่างดี”

         “ลองแกทำหายดูสิฉันจะฆ่าแกแน่ น้องสาวฉันอุตส่าห์นั่งออกแบบให้ทั้งวัน”

         เจนภพยิ้มและพลิกมือครั้งหนึ่งก็ทำให้ไพ่นั่นหายไป อารินทึ่งจนต้องปรบมือให้เพราะไม่คิดว่าเจนภพจะสามารถเล่นมายากลได้เหมือนพี่ชาย อารินรู้ว่ามายากลซ่อนสิ่งของพวกนี้จะต้องฝึกนับพันนับหมื่นครั้งกว่าจะชำนาญมากพอจะนำไปใช้ในการแสดงได้ อาคมเดาะลิ้นขัดใจและหยิบไก่ทอดขึ้นมาฉีกกินด้วยท่าทีหงุดหงิด เนื่องจากเทคนิคที่เจนภพใช้นั้นอยู่ในระดับที่พอจะใช้เป็นมายากลเล่นกับเพื่อนหรือแสดงให้พวกเด็กๆ ได้ดู ความรู้สึกเลยเหมือนกับอีกฝ่ายจงใจท้าทายมากกว่า

         อารินเคยเห็นมายากลของอาคมมาหลายครั้งแล้วแต่จับผิดอะไรไม่ค่อยได้ อย่างที่ทราบกันดีว่าถ้าคุ้นเคยกับการมองบางสิ่งที่เร็วมากๆ เมื่อเจอกับบางสิ่งที่เคลื่อนไหวได้ช้ากว่าจะรู้สึกเหมือนกับว่ามันหยุดนิ่ง ถึงจะตื่นเต้นที่เห็นเจนภพใช้มายากลซ่อนไพ่ได้แต่ก็บอกได้ว่ามันถูกซ่อนเอาไว้ที่ไหนผ่านการเคลื่อนไหวมือ ด้วยการเฉลยของอารินทำให้อาคมรู้สึกยินดีมากที่อย่างน้อยเขาก็เหนือกว่าเจนภพได้

         ขณะที่กินกันอย่างเอร็ดอร่อยก็หาเรื่องพูดคุยกันไปด้วย ตอนนี้อาคมได้งานพาร์ทไทม์ที่สวนสนุกแล้ว เจนภพที่บอกว่าครั้งหน้าจะไปเยี่ยมก็ถูกตอบปฏิเสธมาโดยให้เหตุผลว่าเขาอยากทำงานที่นั่นไปอีกนาน และกำชับว่าให้อยู่ห่างจากสวนสนุกให้ไกลที่สุด

         แต่เรื่องที่ได้รับความสนใจกลับเป็นเรื่องแฟนของอาคมซะมากกว่า อารินบอกทุกอย่างที่เกิดขึ้นให้วิลาวรรณที่เกิดความสนใจเกี่ยวกับชีวิตความเป็นอยู่ของสองพี่น้อง จนได้รู้ว่าคริสติน่า ไอริส นักมายากลสาวซึ่งเป็นแฟนของอาคมได้เข้ามาดูแลชีวิตความเป็นอยู่ให้ ทั้งเข้ามาปลุกตอนเช้า ทำอาหาร หรือกระทั่งเรื่องของการซักผ้าก็ยังทำให้ จนอาคมที่รู้สึกอึดอัดยอมทำข้อตกลงจะไปเดทด้วยแลกกับขอพื้นที่ส่วนตัวให้เขากับน้องสาวได้ใช้เวลาร่วมกัน

         อันที่จริงแล้วเจนภพรู้สึกว่าอาคมไม่ได้ต่อต้านการมีแฟนสักเท่าไหร่ เหตุผลที่ยังไม่ยอมคบหาดูใจกับใครสักคนก็เพราะเขาต้องการทุ่มเทความรับผิดชอบในการเลี้ยงดูอารินจนกว่าจะบรรลุนิติภาวะและสามารถใช้สิทธิ์ในบัญชีธนาคารที่มีเงินฝากอยู่ได้ โชคดีที่ไอริสเป็นผู้ใหญ่พอจะเข้าใจปัญหาของอาคมเลยไม่มีข้อเรียกร้องอะไรมากมายนอกจากแค่ไปกินข้าวด้วยกันสักมื้อต่อสัปดาห์

         มันเป็นเวลาสองทุ่มกว่าเกือบจะสามทุ่มแล้ว อาหารและเครื่องดื่มที่ค่อยๆ กินกันมาตั้งแต่เริ่มงานก็เริ่มร่อยหรอลง อารินกินจนอิ่มหนำแต่ก็ยังเทียบปริมาณกระดูกไก่ในจานของวิลาวรรณแทบจะไม่ได้เลย ถ้าไม่นับรวมพิซซ่าที่เล่นเหมาเป็นคนเดียวสามถาดใหญ่ วิลาวรรณกินอาหารในปริมาณเทียบเท่ากับคนสิบคนได้แล้ว และเรื่องนี้ก็รวมถึงตัวเจนภพที่เตรียมการรับมือกับเรื่องเหล่านี้ทำกับแกล้มมาคอยเติมอยู่เสมอ จนถึงขนาดที่อาคมบ่นเปรยๆ ทำนองเข้าใจแล้วว่าเหตุใดครอบครัวของเจนภพจะต้องรวยขนาดนั้น

         ข้างนอกฝนตกอยู่และมันไม่มีทีท่าว่าจะหยุด อาคมไม่ได้คิดเผื่อถึงเรื่องนี้เลยไม่ได้เตรียมร่มหรืออะไรมาเลย ทั้งที่ตั้งใจว่าถ้าฝนหยุดตกแล้ววิลาวรรณจะขับรถพาไปส่งแต่เจนภพก็ทำลายความหวังด้วยการบอกความจริงที่ว่าฝนจะไม่หยุดตกไปจนถึงกลางดึก นั่นทำให้ต้องเปลี่ยนแผนมาใช้อีกหนึ่งวิธีคือการให้พักค้างที่บ้าน

         ปกติแล้วจะมีห้องให้แขกมาพักซึ่งเมื่อก่อนวิลาวรรณก็จำเป็นจะต้องเข้าสังคมเลยมีเพื่อนมาพักค้างที่บ้านเป็นประจำ ปัจจุบันห้องนั้นก็ได้ถูกยกให้เป็นห้องของซูหลินไปแล้ว ปัญหานี้แก้ไขได้ง่ายแม้ไม่ต้องพึ่งพาความคิดอันปราดเปรื่องของเจนภพ เพียงแค่ให้อารินนอนห้องเดียวกับวิลาวรรณ เตียงที่นั่นใหญ่พอจะนอนเบียดกันได้สามคน ส่วนอาคมก็ให้นอนในห้องของเจนภพแทนซึ่งคนที่คัดค้านข้อเสนอกลับเป็นฝ่ายอาคมเสียเอง สุดท้ายเขาก็ตัดสินใจจะนอนที่โซฟาแทนอย่างน้อยก็พอจะมีดีวีดีหนังที่วิลาวรรณสะสมไว้ดูฆ่าเวลาก่อนนอนได้ด้วย

         ตกลงกันเสร็จเรียบร้อยแล้วเจนภพก็ต้องไปรื้อหาชุดเครื่องนอนสำหรับแขกที่มีเตรียมเอาไว้ในบ้าน ผ้าขนหนูในถุงพลาสติกยังคงมีกลิ่นหอมแม้จะถูกเก็บไว้ในตู้มานานถูกมอบให้กับทั้งสองคน เจนภพเห็นอาคมโทรศัพท์หาใครบางคนก็รู้ได้ว่าอีกฝ่ายเป็นใครจากภาษาที่ใช้

         “สรุปแล้วนายยอมให้คริสติน่าเป็นแฟนแล้วใช่ไหม”

         “ตราบใดก็ตามที่ผู้หญิงคนนั้นสามารถช่วยฉันดูแลอารินได้ก็ไม่มีปัญหาอะไร”

         “ถึงกับต้องโทรศัพท์ไปรายงานความเป็นอยู่ด้วยสินะ”

         “แล้วแกจะมายุ่งอะไรเรื่องของฉันวะไอ้แมวผี”

         “เปล่าสักหน่อย” เจนภพวางหมอนและผ้าห่มลงบนโซฟา “จะว่าไปแล้วปลายทางชีวิตของนายจะหยุดแค่การเป็นพนักงานบริษัทเล็กๆ กินเงินเดือนเพียงอย่างเดียวสินะ ถ้าเป็นแบบนั้นจริงก็น่าเสียดายพรสวรรค์ด้านมายากลมาก”

         อาคมแปลกใจเล็กน้อยที่อยู่ๆ เจนภพก็พูดเรื่องแบบนี้ขึ้นมา แต่ความจริงแล้วอาคมสามารถทำงานในวงการบันเทิงได้ในฐานะของนักมายากล สิ่งเดียวที่เขากังวลก็คือการเปิดเผยชื่อเสียงออกไปก็อาจจะทำให้ญาติที่เหลืออยู่มาแสดงตัวเพื่อรับสิทธิ์เลี้ยงดูอาริน ถึงแม้ว่าตอนนี้อาคมจะบรรลุนิติภาวะแล้วแต่ก็ยังไม่มีอาชีพหรือรายได้ที่แน่ชัด ซ้ำยังมีสถานะเป็นเพียงนักศึกษาคนหนึ่งเท่านั้น อาศัยเพียงรายได้เล็กๆ น้อยๆ กับเงินในบัญชีที่ได้รับมาจากมรดกในการเลี้ยงดูอาริน

         “ถ้าสวัสดิการดีก็คงทำแบบนั้น อยู่ๆ ถามทำไม”

         เจนภพหัวเราะ อาคมเป็นคนที่อ่านทางออกได้ง่ายโดยเฉพาะความรักที่มีให้กับน้องสาว เขาสามารถทิ้งทุกอย่างได้เพื่อเธอคนเดียวต่อให้อีกเส้นทางหนึ่งคือชื่อเสียงและความร่ำรวย แต่สุดท้ายเส้นทางที่เลือกกลับเป็นเส้นทางที่อารินจะเติบโตได้อย่างปลอดภัย

         “ก็แค่อยากจะให้แน่ใจว่านายจะเลือกทางไหนในการปกป้องน้องสาว ตอนนี้ฉันรู้แล้วว่านายเป็นคนที่ยอมทำได้ทุกอย่างเพื่ออารินดังนั้นฉันเลยมีข้อเสนอมายื่นให้กับนาย ไม่เพียงแค่อารินจะปลอดภัย นายไม่จำเป็นจะต้องไปเป็นพนักงานบริษัทกินเงินเดือนอีก”

         “พูดมา”

         “นายคงจะรู้อยู่แล้วว่าทั้งแม่ฉัน ทั้งคุณยายฉันต่างก็เอ็นดูน้องสาวนาย ทีนี้ฉันเลยได้รับคำขอมาให้พูดคุยกับนาย เพียงแค่นายตกลงความปลอดภัยของน้องสาวนายจะได้รับการประกันโดยคุณยายของฉันทันที ไม่ต้องให้สาธยายหรอกนะว่านั่นหมายความว่ายังไง นอกจากนี้ปัญหาที่อารินเจออยู่เกี่ยวกับพรสวรรค์นั่น คุณยายฉันก็รู้และเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านนี้ท่านสามารถช่วยให้เธอควบคุมการใช้งานมันได้ ส่วนสิ่งที่นายจะได้รับจากคุณยายฉันคือไม่มี”

         ฟังมาถึงตรงนี้อาคมก็แยกเขี้ยวขู่ ทำท่าจะบีบคอแต่สุดท้ายก็ต้องกล้ำกลืนความโกรธลงไป เขาตระหนักได้ดีถึงความหมายที่เจนภพอยากจะบอก หากบอกว่าเขาจะได้รับสิ่งตอบแทนล่ะก็ข้อเสนอนั่นคงเป็นอะไรที่เลวร้ายที่สุดในความรู้สึกของเขา มันจะไม่ต่างอะไรกับการขายน้องสาวตนเองเพื่ออนาคตที่สดใสของตน แต่สิ่งที่ได้รับจริงๆ คือการปลดปล่อยเพื่อให้ทำตามความฝัน หรือมีชีวิตเพื่อตนเองอย่างแท้จริง

          ความจริงอาคมก็กำลังเผชิญหน้ากับความลำบากอยู่ไม่น้อย ถึงจะยังมีเงินอยู่ในบัญชีธนาคารแต่ก็เป็นธนาคารของประเทศไทยและก่อนหน้านั้นมันก็ถูกเบิกถอนไปเป็นจำนวนมาก ที่เหลืออยู่นี่ก็พอจะส่งเสียให้อารินได้เรียนจนจบปริญญาตรีเท่านั้น เพื่อที่จะลดภาระเขาจึงต้องทำงานหาเงินมาใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ชายหนุ่มรู้สึกว่าพ่อกับแม่ของเขานั้นยังคงเป็นนักมายากลที่มีความเตรียมพร้อมในนาทีสุดท้าย เพราะการที่พวกเขาสองพี่น้องไม่ได้ลำบากในด้านความเป็นอยู่ก็เป็นหลักฐานอย่างดี

         ข้อเสนอของเจนภพก็ไม่ได้เลวร้ายซะทีเดียว หากอารินมีผู้ปกครองที่สามารถให้การรับรองได้ก็จะไม่ต้องประสบปัญหาเรื่องหลักฐานในการแสดงตัวอีก ที่ผ่านมาอาคมต้องไปขอคำปรึกษากับเพื่อนสนิทของคุณแม่ที่เป็นหมออยู่เรื่อย แม้เธอคนนั้นจะไม่ได้เชี่ยวชาญเรื่องกฎหมายแต่ก็พอจะมีเพื่อนฝูงคอยช่วยหาทางออกให้จนอารินเข้าเรียนได้ตามปกติ ส่วนเรื่องงานประชุมผู้ปกครองก็เป็นอาคมที่รับอาสาทำหน้าที่แทน

         การโกหกระยะยาวมันไม่ใช่เรื่องที่ดี และอาคมมั่นใจมากว่าถ้าทางหน่วยงานภาครัฐที่รับผิดชอบเรื่องของอารินรู้เรื่องนี้จะต้องกลายเป็นเรื่องใหญ่ ทางญาติอาจได้รับการติดต่อและรู้เรื่องที่อาคมมีคอนโดมิเนียมสุดหรูราคาแพงที่ได้รับมาจากคุณพ่อ พวกเขาจะต้องหาทางยึดมาให้ได้เหมือนบ้านที่ไม่อาจปล่อยขายได้หากไม่มีชื่อของตนและอาริน

         “แน่นอนว่านายสามารถปฏิเสธก็ได้ แต่ฉันกล้ารับประกันเลยว่าสุดท้ายแล้วคำนำหน้าของอารินจะต้องเป็น ศาสตราจารย์ อย่างแน่นอน คุณยายฉันเห็นแบบนี้แต่นิสัยเอาแต่ใจสุดๆ”

         อาคมขมวดคิ้วแล้วตอบกลับ “พึ่งจะรู้นะว่านิสัยนี่มันถ่ายทอดกันได้ด้วย”

         เจนภพยิ้มแห้งๆ สำหรับคนที่กล้ามีปัญหากับคุณยายในความทรงจำของเขานั้นแทบจะไม่มีสักคน

         ต่อให้เป็นฝ่ายความมั่นคงของแต่ละประเทศก็ยังต้องไว้หน้า

         “สำหรับอารินนี่คงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดแล้วสินะ” ชายหนุ่มยิ้มอย่างอ่อนแรง นึกถึงความจริงที่ว่าจะต้องจากน้องสาวตัวเองไปตลอดกาลโดยได้โอกาสพบเจอกันไม่กี่ครั้งก็รู้สึกปวดใจหน่อยๆ

         เจนภพมองออกว่าอาคมกำลังคิดเรื่องแย่ๆ อยู่ก็พูดขึ้นมาว่า

         “อารินจะยังคงอยู่กับนายที่คอนโดฯ ของนาย บางครั้งบางคราวก็จะมานอนเล่นที่นี่ก็ได้ แม่ฉันคงยิ่งกว่ายินดีซะอีกเพราะเห็นว่าอยากมีลูกสาวเหมือนกัน”

         “งั้นแกก็เป็นลูกสาวให้ซะสิ ง่ายจะตาย ฉันบอกได้เลยว่าแกมีความสามารถ” อาคมแสยะยิ้ม พลันนึกไปถึงภาพของเจนภพตอนที่ถูกเขาจับแต่งหญิงขึ้นมาได้ เขาจำได้ว่ามีข่าวลือในมหาวิทยาลัยเกี่ยวกับ เจ้าหญิงโอลาฟ ที่ปรากฏตัวในงานรับน้องเหมือนกัน จนถึงตอนนี้มีภาพหลุดปรากฏขึ้นในเว็บบอร์ดของมหาวิทยาลัยและปัจจุบันมันกลายเป็นกระทู้บอกรักของบรรดาชายหนุ่มร่วมมหาวิทยาลัยไปแล้ว

         “คิดเอาไว้แล้วว่านายจะต้องล้อเลียนฉันเกี่ยวกับเรื่องนี้แน่ บางทีคริสติน่าอาจจะชอบรูปภาพที่ฉันส่งให้ก็ได้ มุมสวยซะด้วย” เจนภพตอบกลับด้วยอารมณ์เจ้าคิดเจ้าแค้น โบกโทรศัพท์มือถือโดยนิ้วโป้งคาอยู่ที่กดปุ่มส่งแบบทัชสกรีน

         “ไอ้แมวผีฉันจะฆ่าแก” อาคมกระโดดข้ามโซฟาวิ่งเข้าไปหาเจนภพ

         โชคร้ายที่ต่อให้เขาคล่องแคล่วแค่ไหนก็ตาม ก็ไม่อาจเทียบได้กับเจนภพที่ฝึกฝนร่างกายมาจนช่ำชอง

 

         ยานพาหนะลำใหญ่จอดนิ่งสนิทอยู่เหนือผิวน้ำ แม้จะมีคลื่นที่สาดซัดเข้ามาเป็นระยะก็ไม่อาจตีตัวเครื่องให้พลิกหงายท้องลงได้ สมาชิกที่เป็นลูกเรือหลายคนใช้ช่วงเวลานี้ออกมาสูดอากาศบริสุทธิ์อยู่บนดาดฟ้าของยาน บางคนนั่งอยู่บนปีกของมันและตวัดคันเบ็ดตกปลาเพื่อนำมาทำเป็นอาหารเย็นของวันนี้ สีหน้าของแต่ละคนแสดงออกถึงความเบื่อหน่าย หากความรู้สึกเหล่านี้ฆ่าพวกเขาได้ป่านนี้ก็คงตายไปไม่ต่ำกว่าคนละยี่สิบรอบ

         พวกเขาทุกคนทราบดีถึงการเดินทางไปยังอาณาจักรที่ยังไม่มีการเปิดเผย การได้เป็นคนกลุ่มแรกในการเปิดเผยความลับของเกมนับได้ว่าเป็นเกียรติในฐานะของคนที่มีความรักในการเล่นเกม แต่ใครจะไปคาดคิดล่ะว่าความโหดร้ายของเกมนี้คือการเดินทางที่แสนจะยาวนาน นับตั้งแต่ที่เริ่มเดินทางกันมาก็ทำได้เพียงแต่อยู่ภายในยาน จับกลุ่มพูดคุยกันเพื่อไม่ให้เบื่อตายไปเสียก่อน หากไม่ใช่มีคนกลุ่มตลกโปกฮาอย่างสมาคมคนโอตาคุอยู่ด้วยเกรงว่าพวกเขาทั้งหมดคงทรมานยิ่งกว่าตายทั้งเป็น

         การเดินทางในหลายวันมานี้ได้มาถึงสถานที่ที่เป็นเป้าหมายแล้ว เนื่องจากบริเวณหลังจากนี้นั้นเป็นเขตน้ำตื้น มีหินโสโครกอยู่เยอะแยะไม่เหมาะจะนำยานผ่านเข้าไปจึงต้องจอดนิ่งอยู่เหนือผิวน้ำ

         เบื้องหน้าที่ปรากฏอยู่นั้นคือเกาะที่มีสภาพที่อุดมสมบูรณ์ มันมีขนาดใหญ่และมีทางน้ำไหลผ่านเข้าไปสู่ใจกลางเกาะได้ รอบเกาะบางแห่งมีร่องรอยของอารยะธรรมที่ถูกสร้างขึ้นด้วยไม้และหิน มันดูเหมือนทำเพื่อพิธีกรรมบางอย่างของกลุ่มชนเผ่าซึ่งเพลเยอร์ส่วนใหญ่แทบจะไม่สนใจมันด้วยซ้ำ คนที่มักจะให้ความสนใจกับเรื่องเล็กน้อยอย่างอารยะธรรมก็คงมีเพียงคนที่ช่างสังเกตอย่างซากุระเท่านั้น

         ในขณะที่ผู้คนคิดว่าสิ่งของทั้งหมดเป็นเพียงออฟเจคอย่างหนึ่งของเกมที่ทำขึ้นเป็นสีสัน ซากุระมีประสบการณ์หลายอย่างจากการที่ไขความลับจึงมองออกว่าสิ่งใดควรศึกษาเป็นกรณีพิเศษ และจากมุมมองของเธอนั้นพบว่าผู้คนที่อาศัยอยู่บนเกาะนี้มีการนับถือความเชื่อบางอย่างทำให้ต้องระมัดระวังคำพูดและการกระทำอย่างมาก ซากุระจึงเรียกประชุมกลุ่มเพื่อหาข้อสรุปเกี่ยวกับเรื่องนี้ จนได้รับคำตอบที่ชัดเจนจากเด็กตกปลาที่มากประสบการณ์ทางทะเล

         ซากุระตั้งใจจะไปเจรจาแบบฉันท์มิตร เธอมองว่าเด็กตกปลาเคยมีประสบการณ์เหมาะจะเป็นคนกลางในการเชื่อมความสัมพันธ์เนื่องจากเขารู้จักคนพวกนั้นเป็นการส่วนตัว จึงได้ขอให้เด็กตกปลาพาเธอไปยังเกาะแห่งนั้น เด็กตกปลาเรียกโมโมทาโร่ที่เป็นเต่ามังกรออกมา ตอนแรกมันอิดออดไม่ยอมให้คนอื่นขึ้นไปขี่มันด้วยความเย่อหยิ่ง ถึงขนาดงับหัวของชายหนุ่มเหวี่ยงไปมา ไม่รู้ว่าซากุระทำอย่างไรถึงทำให้มันยอมอ่อนลงได้ อย่างไรก็ตามสุดท้ายแล้วทั้งสองคนก็มุ่งหน้าสู่เกาะมนุษย์เงือกพเนจร

         มนุษย์เงือกที่อาศัยอยู่บนเกาะรับทราบเรื่องที่พบเห็นวัตถุประหลาดบนผิวน้ำจึงตื่นตัวมาก เด็กๆ ถูกอพยพไปซ่อนตัวในขณะที่เหล่านักรบผู้กล้าของเผ่ามนุษย์เงือกพเนจรต่างระดมกำลังออกมาซ่อนตัวอยู่บริเวณริมชายหาด และไม่คิดจะเปิดเผยตัวออกมาให้เห็น

         แต่ทันทีที่ทั้งสองคนสัมผัสกับพื้นทรายการโจมตีของมนุษย์เงือกพเนจรก็ได้เริ่มต้นขึ้น

         ซากุระระมัดระวังตัวแจ ซ้ำยังมีสติสมบูรณ์จึงระงับไม่ให้เผลอนำอาวุธออกมา ต่างจากเด็กตกปลาที่สะบัดคันเบ็ดปะทะเข้ากับพลองไม้ที่จู่โจมเข้ามา ซากุระไม่ได้มีความชื่นชอบในการต่อสู้จึงไม่อาจรับรู้ความรู้สึกที่ได้สะบัดดาบ แต่เมื่อได้เห็นเด็กตกปลาแสยะยิ้มก็ยอมถอยกลับไปยืนดูอยู่ข้างๆ เต่ามังกรที่อ้าปากหาวนอนด้วยความรำคาญ

         การต่อสู้นั้นมีความรุนแรงค่อนข้างมาก เด็กตกปลาแทบจะไม่ได้เปรียบเลยเนื่องจากเขามีระดับพลังอยู่แค่คลาสทหารเท่านั้น ซากุระไม่เคยเจอคนที่มีความสามารถพิสดารแบบนี้มาก่อน แต่ได้อยู่ด้วยกันมาหลายครั้งและเห็นการต่อสู้ที่ไม่ต่างอะไรกับคนที่มีชีวิตเป็นอมตะ ถึงได้เข้าใจว่าพลังความสามารถทั้งหมดของเด็กตกปลาเกิดจากการขัดเกลาทักษะติดตัวแทบทั้งสิ้น และดูเหมือนว่าเด็กตกปลาจะเข้าใจระบบมากกว่านักเล่นเกมมืออาชีพเสียอีก

         ทั้งสองผลัดกันรุกรับอยู่นาน แต่ไม่มีใครสร้างความเสียหายให้กับสภาพพื้นที่จนกระทั่งแยกกันจึงได้รู้ว่าทั้งหมดที่เกิดขึ้นนั้นเป็นเพียงแค่การทักทายประสาคนรู้จัก จากนั้นเด็กตกปลาก็ได้แนะนำให้รู้จักกับซากุระ เธอพบว่ามนุษย์เงือกพวกนี้นิสัยก็ไม่ได้แย่มากนัก มีรูปแบบการใช้ภาษาท้องถิ่นที่ฟังแสลงหูอยู่บ้าง ยังดีที่สามารถสื่อสารกันได้ด้วยภาษาสุภาพแม้ว่าคนพวกนั้นจะมองด้วยสายตารังเกียจนิดๆ ก็ตาม เด็กตกปลาแอบกระซิบบอกเรื่องที่มนุษย์เงือกพเนจรมีปัญหากับพวกมนุษย์เงือกราชวงศ์ที่ใช้ภาษาสุภาพแต่กระทำตัวน่ารังเกียจ จึงมักจะตัดสินใจผู้คนจากภาษาที่ใช้แทน

         ซากุระพอทราบเรื่องนี้ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่ปรับปรุงตัว ในชีวิตของเธอนั้นเรียนรู้คำแสลงและคำหยาบคายจากเพื่อนร่วมสถาบันมาไม่น้อย เธอยอมรับว่าเคยพูดในกลุ่มเพื่อนอยู่บ้างแต่ธรรมเนียมปฏิบัติที่ฝังรากลึกลงไปจนกลายเป็นนิสัยทำให้รู้สึกอึดอัดพอสมควร ซากุระใช้เวลาปรับตัวอยู่พักหนึ่งก็เริ่มใช้ศัพท์แสลงเหมือนพวกคนท้องถิ่น เมื่อพูดคุยทำความรู้จักกันได้ในระดับหนึ่งแล้วมนุษย์เงือกพเนจรเหล่านั้นก็ให้คนไปส่งข่าวบอกเพื่อบรรเทาความกลัว จากนั้นจึงนำทางทั้งสองเข้าสู่พื้นที่ใจกลางเกาะซึ่งเป็นแหล่งอาศัยของพวกเขา

         ตอนที่เข้ามาซากุระค้นพบว่าเธอตัดสินใจถูกแล้วที่แสดงความบริสุทธิ์ใจโดยการมาเพียงสองคนกับเด็กตกปลา ที่นี่มีเงือกที่เป็นนักรบอยู่นับพันคนและทุกคนล้วนมีประสิทธิภาพในการสู้รบ อาจเทียบเท่าได้กับพวกคลาสอัศวินที่สวมใส่อุปกรณ์ครบชุดนับได้ว่าเป็นขุมกำลังรบที่น่ากลัว ทว่าจุดอ่อนของพวกเขาที่เกิดจากการวิวัฒนาการกลับเป็นการที่ต่อสู้ใต้ทะเลลึกได้ลำบากมากขึ้น

         มนุษย์เงือกที่เป็นเด็กจดจำได้ว่าเป็นเด็กตกปลาก็วิ่งออกมาทักทายกันอย่างเริงร่า เด็กบางคนมีรูปร่างเป็นสัตว์น้ำตลอดทั้งตัว บางคนก็มีลักษณะไปทางมนุษย์ แต่เมื่อนำไปเปรียบเทียบกับพวกผู้ใหญ่แล้วกลับมีรูปร่างเหมือนมนุษย์ไม่มีผิดเพี้ยน สิ่งที่ทำให้เธอตกใจก็คือการที่พวกเขาสามารถเปลี่ยนร่างสลับไปมาระหว่างร่างมนุษย์และสัตว์ทะเลได้

         พอมาถึงพื้นที่ส่วนภายในเกาะซากุระพบว่าทั้งหมดที่นี่เป็นเหมือนเมืองขนาดใหญ่ มีอารยะธรรมเก่าแก่ คล้ายเมืองโบราณที่เคยรุ่งเรืองในอดีตกาล ทางน้ำที่กว้างขวางมีมนุษย์เงือกหลายคนแหวกว่ายไปมาหาสู่กัน มันไม่ต่างอะไรกับสรวงสวรรค์ในนิทานภาพก่อนนอน แม่น้ำพวกนี้ค่อนข้างลึกอย่างน้อยก็ประมาณยี่สิบเมตร สัตว์ทะเลบางชนิดก็ถูกเลี้ยงดูเป็นพาหนะสำหรับเดินทางโดยเฉพาะฉลามเพชฌฆาตที่มีรูปร่างดูแฟนตาซีสามารถเล่นหยอกล้อกับพวกเด็กมนุษย์เงือกได้ด้วย

         เมื่อที่นี่เป็นเกมสิ่งสำคัญหลักๆ ที่ต้องทำเป็นอย่างแรกคือหาข้อมูลและสะสมค่าความสนิทสนม ซากุระมักจะทำเช่นนี้เสมอเพื่อหาข้อมูลจากพวก NPC ภายในเกม บางคนก็จะให้เบาะแสสำคัญ บางคนก็มอบสิ่งของล้ำค่าให้ มันเป็นที่นิยมในช่วงเริ่มต้นใหม่ๆ ที่คนยังไม่รู้จักวิธีหาเงินในเกม มีวิธีหนึ่งที่ซากุระนิยมใช้เพื่อความสะดวกในการเพิ่มค่าความสนิทสนมคือการเพิ่มผ่านคนกลางที่สนิทสนมแล้ว เหมือนกับการให้เพื่อนแนะนำเพื่อนสนิทอีกคนให้รู้จักกัน ถ้าไปได้สวยก็จะได้กลายเป็นเพื่อนสนิทกันในระยะเวลาสั้นๆ เงื่อนไขเหล่านี้ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าสามารถทำได้จริง และมันเป็นความลับที่ซากุระไม่ยอมเปิดเผยมันให้ทุกคนได้รับรู้

         เรื่องแบบนี้ต้องค่อยเป็นค่อยไป ซากุระเป็นผู้หญิงที่ชาญฉลาดมากอาศัยเพียงคำพูดไม่กี่ประโยคก็พอจะจับใจความถึงปัญหาที่พวกเขาเผชิญอยู่ แต่เธอไม่ยอมเสนอความช่วยเหลือแม้จะมีวิธีอยู่กับก็ตาม NPC เหล่านี้ฉลาดและมีอารมณ์ตอบโต้แม้จะเป็นแค่การแสดงสีหน้าก็ส่งผลไปในทางลบได้ การยื่นข้อเสนอในทันทีแทนที่จะให้ผลดีกลับส่งผลในทางตรงกันข้าม และยิ่งเด็กตกปลากำชับแล้วว่ามนุษย์เงือกพวกนี้เป็นชนเผ่าที่รักศักดิ์ศรีไม่มีทางยอมรับความเมตตาแน่นอน

         และเพื่อสร้างความสัมพันธ์กับมนุษย์เงือก ซากุระคิดว่าควรจะเริ่มจากผู้ที่มีอำนาจมากที่สุดที่นี่อย่างหัวหน้าหมู่บ้าน หวังว่าเด็กตกปลาจะมีค่าความสนิทสนมมากพอจะช่วยให้เธอเข้าพบได้ แต่สุดท้ายกลายเป็นว่าเธอประเมินเด็กตกปลาต่ำเกินไป

         เพราะเขารู้จักแทบจะทุกคนที่อาศัยอยู่ที่นี่

         ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์เงือกที่เป็นประชาชนธรรมดา หรือกระทั่งนักรบก็วิ่งเข้ามาตบไหล่ทักทายกันอย่างสนิทสนม

         “จำได้ว่าคุณบอกว่ามนุษย์เงือกพวกนี้ไม่ค่อยเป็นมิตรใช่หรือเปล่าคะ?”

         “ก็ถ้าเอายานนั่นเข้ามาใกล้อีกห้าสิบเมตรก็คงเจอการตอบโต้แบบคาดไม่ถึงเลยล่ะ คนพวกนี้อาจจะนิสัยเถื่อนและหยาบคายแต่ถ้ามองข้ามเรื่องเหล่านี้ไปก็แทบจะไม่ต่างอะไรจากพวกเราเลย”

         ที่เด็กตกปลากังวลก็คือการกลายเป็นศัตรูเพียงเพราะบางคนทำบางอย่างที่ผิดพลาด จึงไม่กล้าเสี่ยงให้ใครก็ตามแอบขึ้นเกาะตามมาด้วยโดยเด็ดขาด หากเผชิญหน้ากับความโกรธเกรี้ยวของพวกมนุษย์เงือกแล้ว แม้แต่ค่าความสนิทสนมที่มีอยู่เต็มหลอดก็จะเปลี่ยนเป็นค่าความเกลียดชังเต็มหลอดได้เช่นกัน

         สุดท้ายแล้วการที่เด็กตกปลามาด้วยนั้นก็เพื่อช่วยเหลือซากุระในการสร้างความสนิทสนมกับมนุษย์เงือก เขาใช้เวลาร่วมเดือนอยู่กับมนุษย์เงือกพวกนี้ จากนี้ก็ขึ้นอยู่กับความสามารถของซากุระเท่านั้น

         น่าเสียดายที่หนุ่มนักตกปลาคนนี้ประเมินจ้าวกลยุทธ์สาวต่ำเกินไป

         เพียงครึ่งวันเท่านั้นที่ซากุระใช้เวลาอยู่กับพวกเด็กๆ ค่าความสนิทสนมกลับเพิ่มขึ้นจนเธอสามารถเก็บรวบรวมข้อมูลต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว กรณีนี้ขึ้นอยู่กับบุคคลเนื่องจากยังเป็นเด็กทำให้ตรรกะของพวกเขาบริสุทธิ์จึงเข้าถึงได้ง่าย

         นี่ยังไม่ใช่ผลลัพธ์ที่ซากุระต้องการ เธอคาดหวังว่าเด็กๆ จะบอกเล่าเรื่องของเธอเพื่อให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น

         ในมุมมองของค่าความสัมพันธ์ ชื่อเสียงและข่าวลือก็มีผลกระทบต่อความเปลี่ยนแปลงด้วย

         ทั้งหมดเป็นผลลัพธ์จากการลองผิดลองถูกจนได้คำตอบที่ถูกต้อง

         หากเป็นเรื่องเกี่ยวกับการสร้างความสัมพันธ์ในระยะสั้น ถ้าเธอบอกว่าตนเป็นที่สองก็คงไม่มีใครกล้าแสดงตัวว่าเป็นที่หนึ่งอย่างแน่นอน

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 548 ครั้ง

32 ความคิดเห็น

  1. #14310 cheeta19 (@cheeta19) (จากตอนที่ 387)
    วันที่ 30 เมษายน 2561 / 19:00
    ขุนแม่จะไปขอให้ลูกชายเปิดฮาเร็มไม่ได้ (ซุบซิบๆ) แต่จริงๆผมสนับสนุนน้ะ//อะไรคือการขอให้ลูกมีภรรยาน่ารักๆสามสี่คน=_=
    #14310
    0
  2. #14306 Rose37 (@082244rose) (จากตอนที่ 387)
    วันที่ 19 เมษายน 2561 / 21:33
    อยากให้มีตอนแบบว่าทางฝั่งพ่อของเจนรู้ว่าแท้จริงแล้วเป็นของใคร...แล้วแบบให้ใหญ่โตกว่าฝั่งพ่อไรงี้# หึหึ
    #14306
    0
  3. #14305 ynotme (@ynotme) (จากตอนที่ 387)
    วันที่ 19 เมษายน 2561 / 08:01
    รอเธอมานานแสนนานนนน
    #14305
    0
  4. #14304 moonsystem (@moonsystem) (จากตอนที่ 387)
    วันที่ 19 เมษายน 2561 / 07:04
    <p>ขอบคุณครับ </p>
    #14304
    0
  5. #14303 ไอ้บ้่า 500 (@zero2piece) (จากตอนที่ 387)
    วันที่ 19 เมษายน 2561 / 01:50
    มาแล้วเว้ยยยยยยยย จะรอออกเล่มนะครับ ขอหน้าปกสวยๆ ผมตามซื้อทุกเล่มเลยรอเล่มใหม่ที่จะออกอย่างเดียวแล้วตอนนี้อะ

    ผมจะไม่อ่านจนกว่าจะออกเป็นเล่ม
    #14303
    0
  6. #14302 Dark in Heart (@bugsbunne) (จากตอนที่ 387)
    วันที่ 18 เมษายน 2561 / 21:29
    เข้าเกมมาได้แล้ว ท่านเทพทั้ง 2
    #14302
    0
  7. #14301 นักอ่านในเงา (@batamana) (จากตอนที่ 387)
    วันที่ 18 เมษายน 2561 / 20:47
    <p>เด็กตกปลาลุย ย ย ย ย ยยยย</p>
    #14301
    0
  8. #14300 MarsWell (@spit) (จากตอนที่ 387)
    วันที่ 18 เมษายน 2561 / 20:32
    ในที่สุดๆๆๆ
    #14300
    0
  9. #14299 loliz (@neospobkap) (จากตอนที่ 387)
    วันที่ 18 เมษายน 2561 / 20:01
    ตัวพ่อไม่ต้องมาร๊อก ดูปล้วน่ารำคาญแทน
    #14299
    0
  10. #14298 KurouNeko (@blackcat013) (จากตอนที่ 387)
    วันที่ 18 เมษายน 2561 / 19:40
    ใครจะมาเป็นคนดูแล ราล์ฟหนอ
    #14298
    0
  11. #14297 newkingdom (@newkingdom) (จากตอนที่ 387)
    วันที่ 18 เมษายน 2561 / 19:33
    ขอบคุณครับ
    #14297
    0
  12. #14296 ลูปส์ (@follow_it) (จากตอนที่ 387)
    วันที่ 18 เมษายน 2561 / 18:51
    อาคมกับราล์ฟนอนด้ว&#8212; //โดนหางฟาด
    #14296
    0
  13. #14295 Pompam Makionna (@suppamas) (จากตอนที่ 387)
    วันที่ 18 เมษายน 2561 / 18:50
    ชอบบบบ 555555
    #14295
    0
  14. #14291 Rose Glory (@RFDest) (จากตอนที่ 387)
    วันที่ 5 เมษายน 2561 / 18:04
    สินสอดไม่ต้อง ลากตัวไปได้เลย 5555555555555555555555555555555555555555555555555555555555
    //อาคมราล์ฟ บันไซ !
    #14291
    0
  15. #14290 maruchan (@RoosT) (จากตอนที่ 387)
    วันที่ 5 เมษายน 2561 / 13:23
    พูดเข้าตัวเองซะงั้นเจ้าหมาบ้า 55555
    #14290
    0
  16. #14288 K17099 (@17099) (จากตอนที่ 387)
    วันที่ 28 มีนาคม 2561 / 02:39
    คุณน้าอย่าล้อเล่นอย่างนี้สิ ถ้าเจนภพโดนลากไปจริงๆจะทำยังไง =_=
    #14288
    0
  17. #14287 Dark in Heart (@bugsbunne) (จากตอนที่ 387)
    วันที่ 26 มีนาคม 2561 / 13:34
    ชงมา 3 4 คนแล้วววว
    #14287
    0
  18. #14285 Razel (@kittipat159) (จากตอนที่ 387)
    วันที่ 26 มีนาคม 2561 / 02:24
    คุณแม่ยกให้แล้วก็รับไปสิ
    //เหอะๆ เรื่องซับซ้อนอีกแล้ว
    #14285
    0
  19. #14284 Kuroshio (@mooky-1234) (จากตอนที่ 387)
    วันที่ 26 มีนาคม 2561 / 01:01
    สินสอดไม่ต้องลากตัวไปได้เลย ชอบประโยคนี้ของคุณแม่มากค่ะ 555555
    #14284
    0
  20. #14283 Sirayu Manachot (@3468) (จากตอนที่ 387)
    วันที่ 26 มีนาคม 2561 / 00:35
    ทำไมแอบละครหลังข่าวพิกล?

    #14283
    0
  21. #14282 YT CH (@onevay) (จากตอนที่ 387)
    วันที่ 25 มีนาคม 2561 / 22:17
    ชอบตอนอยู่ในชีวิตจริงมากกว่าอยู่ในเกมอ่ะฮือ
    #14282
    0
  22. #14281 นิรนาม4771 (@sd4637) (จากตอนที่ 387)
    วันที่ 25 มีนาคม 2561 / 21:46
    อาคมโดนเข้าแล้วๆๆๆ จะตอบไงล่ะ 5555
    #14281
    0
  23. #14280 Lovenovel_>o< (@LoveStampberryGG) (จากตอนที่ 387)
    วันที่ 25 มีนาคม 2561 / 20:14
    รอออ หุๆๆๆ
    #14280
    0
  24. วันที่ 25 มีนาคม 2561 / 12:46
    ลากไปเลยยยย อย่าให้รอดนะ!!!! 18มันไม่ใช่นิติภาวะรึป่าว หรือเราเข้าใจผิดเอง นางเอกขอเป็น เจนจิราได้ม้ายยย แง้ๆๆ
    #14277
    5
    • #14277-4 Vampire_killeR (@vana_killer) (จากตอนที่ 387)
      26 มีนาคม 2561 / 03:27
      หาเรื่องเข้าตัวซะได้นะอาคม 55555
      #14277-4
    • #14277-5 Vampire_killeR (@vana_killer) (จากตอนที่ 387)
      26 มีนาคม 2561 / 03:35
      ตามที่ท่านชาเขียวมะนาวเข้าใจค่ะ เจนจิราเป็นน้องคนละแม่กับเจนภพ

      ตอนที่คุณแม่ท้องเจนภพ ทางพ่อไม่รู้เพราะถูกส่งไปเรียนต่อต่างประเทศและติดต่อคุณแม่ไม่ได้
      พอกลับมาก็แต่งงานกับแม่ของเจนจิราและมีเจนจิราค่ะ
      #14277-5
  25. #14274 ท่านข้าพเจ้า (@oat456258) (จากตอนที่ 387)
    วันที่ 25 มีนาคม 2561 / 10:53
    อาคมมนายโดนแน่555 แต่ไรท์ครับ สอบถามนิดนึงเรื่องการบรรลุนิติภาวะนี่อิงตามกฎหมายไทยรึเปล่าครับ ถ้าใช่ บรรลุนิติภาวะจริงๆแล้วคือ20ปีนะครับ 18ปี คือพ้นจากความเป็นผู้เยาว์ แต่ถ้าไม่ใช่ขออภัยด้วยครับบ
    #14274
    0