[Legend Online] เปิดตำนาน ป่วนออนไลน์

  • 88% Rating

  • 99 Vote(s)

  • 1,474,025 Views

  • 14,490 Comments

  • 9,086 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    1,296

    Overall
    1,474,025

ตอนที่ 359 : บทที่ 13 สมาชิกกิลด์แพนโดร่า (100%)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3661
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 47 ครั้ง
    16 พ.ย. 59

บทที่ 13 สมาชิกกิลด์แพนโดร่า (100%)

 

        หากเป็นเมืองที่ราล์ฟเคยเดินทางไปนั่นหมายความว่าเขาไม่จำเป็นต้องพึ่งการใช้บริการประตูวาป ขอเพียงจดจำสถานที่หลักๆ นั้นได้ก็จะสามารถเดินทางไปกลับได้อย่างง่ายดาย จากการทดสอบหลายครั้งที่ผ่านมาทำให้ทราบเงื่อนไขเพียงแค่สถานที่สำคัญเท่านั้น ไม่สามารถกำหนดพิกัดได้เหมือนการเปิดประตูมิติแบบซีกเกอร์นี่น่าจะเป็นเงื่อนไขอย่างหนึ่ง แต่ในกรณีของการได้รับยืนยันข้อมูลพื้นที่ทางสายตาสามารถใช้งานมันได้อย่างไร้ข้อจำกัด

        มาถึงเมืองกรีนเบส ก็ไม่มัวเสียเวลาเปล่ารีบตรงไปยังสถานที่นัดพบกันทันที โดยพวกเขานัดกันที่ประตูตะวันตกในร้านอาหารเล็กๆ แต่เมื่อมาถึงถึงก็เห็นว่ามีผู้ชายร่างใหญ่ถูกโยนออกมาจากร้าน

        "โธ่เว้ย! ฆ่าพวกมันให้หมด" ชายคนนั้นคำรามเจ็บใจ ออกคำสั่งให้ใครบางคนจัดการศัตรูของตัวเอง

        ราล์ฟยังคงใจเย็น ประเมินเหตุการณ์อย่างมีสติ ขยายทัศนสัมผัสเข้าไปภายในร้าน ถึงจะไม่เห็นภาพบุคคลชัดเจนแต่ก็มองเห็นเป็นภาพเสมือนของกลุ่มก้อนออร่าภายใน และในวินาทีต่อมาร่างของอีกสองคนก็กระเด็นออกมาโดยเสื้อเกราะเหล็กขัดเงาวับถูกฟันจนแตก

        "บ้าเอ๊ย! อาวุธนั่นมันอะไรกันเนี่ย"

        "พวกได้ของ S คลาสมาสินะ น่าอิจฉาชะมัด"

        "ต้องหาทางแย่งมาให้ได้"

        ฟังบทสนทนาราล์ฟก็พอจะเข้าใจสถานการณ์แล้ว แต่นั่นก็ไม่ใช่ปัญหาอะไรของเขาก็เลยแค่ยืนดูอยู่วงนอก สักพักก็มีคนเดินออกมาจากร้าน เป็นหญิงสาวผู้มีใบหน้าเรียบเย็นคล้ายจะไร้ซึ่งอารมณ์ความรู้สึก เสื้อผ้าของเธอเป็นชุดกระโปรงสีดำขอบสีทอง ใช้อาวุธกระบี่ที่เข้าชุดกัน แต่สิ่งที่เธอปล่อยมันออกมานั้นคือบรรยากาศแห่งความมืด

        "พวกคุณเริ่มก่อน" เธอกล่าวมันออกมาด้วยเสียงอันแผ่วเบา และล้มล้างความคิดที่ว่ารังแกคนอื่นในทันที

        "หนวกหู ของดีๆ แบบนั้นไม่เหมาะกับแกหรอก"

        "ใครตัดสิน?"

        เพียงแค่สะบัดกระบี่ในมือก็เพียงพอที่จะสังหารคนตรงหน้า ยิ่งไปกว่านั้นเธอไม่สนใจภาพลักษณ์ที่มีคนมองตัวเองเป็นปีศาจ บางคนอาจจะตระหนักรู้ว่าเกมนี้การฆ่ากันเป็นเพียงแค่เรื่องปกติจึงไม่มีใครรู้สึกว่าเธอทำเกินไป อาจมองว่าทำถูกแล้วก็ได้

        "อาวุธนั่นมัน?" ราล์ฟมองอาวุธในมือของผู้หญิงคนนั้น พลันนึกย้อนไปถึงสิ่งที่เคยได้อ่านมาในหอสมุดแห่งปราชญ์ "ไม่น่าเชื่ออาวุธระดับ S คลาส กระบี่มารฟ้ากับชุดมารฟ้าถูกค้นพบแล้ว"

        นิมป์ได้ฟังก็รู้สึกสงสัย แต่ก็ได้รับคำตอบจาก AI ส่วนตัวของเธอที่ค้นหาข้อมูลมาบอกให้ โดยอุปกรณ์ที่ผู้หญิงคนนั้นใช้อยู่คืออุปกรณ์สายมารคลาส S มีอานุภาพที่น่ากลัวมาก หากครอบครองแล้วจะไม่สามารถเปลี่ยนเครื่องแบบหรืออาวุธที่ใช้ได้อีกต่อไป คือการจำกัดรูปแบบเอาไว้ถาวร ทั้งยังมีทักษะเสริมมอบให้ผู้ครอบครองอีกด้วย นอกจากนี้ด้วยแพทซ์ใหม่ทำให้การแย่งชิงอาวุธระดับสูงสามารถทำได้หลายกรณี เช่นการมอบให้ด้วยตัวเอง แย่งชิงจากการสังหาร หรือทำให้อาวุธยอมเปลี่ยนผู้ถือครองด้วยตัวมันเอง

        อีกฝ่ายไม่คิดจะยอมแพ้ดังนั้นหญิงสาวผู้ครอบครองอาวุธมารจึงลงมือจัดการขั้นเด็ดขาด ในตอนนั้นมีคนลอบโจมตีจากระยะไกล จังหวะนั้นก็มีคนขยับตัวเข้ามายกโล่ขึ้นรับการโจมตีนั้นเอาไว้ แรงปะทะทำให้โล่สะบัดแต่เจ้าตัวกลับตะโกนบอกตำแหน่งของผู้ลอบโจมตีให้ เวทมนตร์ลูกไฟยักษ์พุ่งเข้าไปปะทะผู้ลอบโจมตีอย่างแม่นยำ เพียงไม่นานศัตรูที่มาก่อกวนก็ถูกจัดการลงหลังจากทิ้งคำขู่เอาไว้ให้ แม้จะมีคนหวาดกลัวแต่มันไม่ได้ผลกับผู้ที่ครอบครองอาวุธมาร

        สายตาของหญิงสาวผู้ถือครองอาวุธมารมาหยุดอยู่ที่ราล์ฟ ก่อนที่เธอจะพูดเพียงสั้นๆ ว่า 'มาแล้ว'

        แท้ที่จริงแล้วเจ้าของอาวุธมารคนนี้คือ ลิลลี่ และเพื่อนๆ ของเธอที่อยู่ด้วยกันก็เป็นใครไปไม่ได้นอกจากกลุ่มไรอัน และจากที่เห็นพวกเขาล้วนแล้วแต่มีความเปลี่ยนแปลงไปหลายอย่าง ทั้งอุปกรณ์สวมใส่ที่ดีขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก

        นี่คือกลุ่มคนที่ราล์ฟได้วางตัวเอาไว้ตั้งแต่แรกแล้วว่าจะให้มาเข้าร่วมกิลด์ด้วย แต่ไรอันไม่ใช่คนที่สามารถตัดสินชะตากรรมของคนในกลุ่มได้ก็เลยพยายามบ่ายเบี่ยงที่จะให้คำตอบเรื่อยมา พวกเขาตระหนักได้ว่าการเข้ากิลด์มันช่วยให้อะไรหลายๆ อย่างดีขึ้น แต่ขณะเดียวกันพวกเขาจะต้องสูญเสียอิสระไปเช่นกัน หากเพียงแค่เข้าร่วมสงครามในฐานะกองกำลังพิเศษก็ย่อมได้ แต่ถ้าจะให้อุทิศทั้งชีวิตเพื่อความอยู่รอดของกิลด์เป็นอะไรที่ยากลำบาก

        "ที่ว่านัดเจอ อีตาแว่นนี่อีกแล้วเหรอ" คำกล่าวที่ฟังดูไม่เป็นมิตรนี้ ไม่จำเป็นต้องมองหน้าก็รู้ว่าเป็นใคร หงส์ นักเวทประจำกลุ่มไรอันที่ทั้งปากและนิสัยค่อนข้างจะเสียมาก ถึงอย่างนั้นราล์ฟก็ไม่เคยเก็บเอาคำพูดจิกกัดของเธอมาใส่ใจ เพราะเข้าใจดีว่านิสัยเอาแต่ใจของเธอมีเพียงแค่เพื่อนสนิทจริงๆ เท่านั้นที่จะยอมรับได้

        เกิดเสียงฮือฮาเล็กน้อยเพราะชื่อเสียงของราล์ฟก็ดังใช่ย่อย นักบวชเพียงคนเดียวที่ได้ขึ้นทำเนียบยอดฝีมือ ที่ที่ใครต่อใครพากันคิดไปก่อนแล้วว่าไม่มีทางเป็นไปได้อย่างเด็ดขาด

        "พวกเราได้เขาช่วยในหลายๆ เรื่องนี่นา ไม่ใช่คนอื่นคนไกลถึงขนาดนัดมาพูดคุยกันแล้วจะปฏิเสธได้ลงคอ" ไรอันให้ความเห็นแบบไร้ซึ่งอคติ เพราะนิสัยที่เปี่ยมไปด้วยคุณธรรมสูงทำให้ภาวะผู้นำของไรอันค่อนข้างจะเถรตรงแบบสุดๆ ซึ่งตรงกันข้ามกับลิลลี่ที่มีความยืดหยุ่นสูงกว่า

        "พวกนายนี่แข็งแกร่งขึ้นนะ โดยเฉพาะกับลิลลี่ยินดีด้วยกับสิ่งนั้น"

        "ศัตรูเยอะด้วย"

        "งั้นก็เก่งขึ้นจนพวกนั้นสู้ไม่ได้ก็จบเรื่อง" ราล์ฟแนะนำ พอเห็นว่าตอนนี้เริ่มเป็นที่สนใจก็ตัดสินใจเดินเข้าร้านอาหารที่พวกไรอันมาจองไว้ล่วงหน้า "งั้นไปหาอะไรกินกันเถอะ มื้อนี้ฉันเลี้ยงเอง"

        "นั่นมันเรื่องสมควรอยู่แล้ว ฉันจะถล่มกระเป๋าตังนายให้ยับเลย อีตาแว่น"

        "ถ้าคิดว่าทำได้ก็ลองดูสิ"

        "แล้วนั่นใคร? แฟนหรือไง น่าจะเลือกที่ดีๆ สักหน่อยนะ" หงส์ถามด้วยท่าทีเสียมารยาท มองไปยังหญิงสาวที่ยืนอยู่ข้างราล์ฟ ภาพลักษณ์ของนิมป์ที่ทุกคนเห็นอยู่ภายนอกนั้นมองไม่เห็นถึงความงดงามเลย แต่ก็ไม่เชิงถึงขั้นน่าเกลียดจนมองไม่ได้ แค่มักจะถูก 'มองข้าม' ไปโดยไม่มีใครให้ความสนใจเท่านั้น

        "เธอคงรู้สึกดีที่ได้อยู่บนที่สูงอยู่กับคนที่คู่ควรเพื่อยกระดับให้ตัวเอง มันอาจทำให้เธอดูดีแต่มันก็ทำให้เธอดูเป็นคนเลวร้ายและน่าเกลียดที่สุด"

        "หมอนั่นด่าฉันเป็นพวกเย่อหยิ่ง จองหองงั้นเหรอ?"

        "ฉันแค่พูดเปรียบเปรยเท่านั้น เธอแค่ตีความเป็นคำด่าตัวเองนั่นเพราะว่าเธอรู้ความหมายของมันดีต่างหาก"

        ครั้งนี้ไม่มีใครอยู่ข้างหงส์ กระทั่งไรอันกับคุโระยังต้องหลบสายตา เห็นท่ากำหมัดของคุโระแล้วคงรู้สึกดีที่หงส์โดนด่าไม่น้อย พวกเขาไม่มีใครเถียงชนะหงส์แม้แต่จะให้ลิลลี่ที่เป็นผู้หญิงช่วยกลับพูดน้อยเสียจนช่วยอะไรไม่ได้เลย รู้ดีว่าคนที่กล้าจะต่อว่าอย่างตรงๆ และปราบพยศได้มีแค่ราล์ฟคนเดียวเท่านั้น

        จะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม ราล์ฟไม่ใช่คนที่ยอมเสียเวลาอันมีค่าไปกับการต่อล้อต่อเถียงที่ไร้สาระ เขาให้ทุกคนสั่งอาหารที่อยากกินได้ตามใจชอบจนพื้นที่บนโต๊ะไม่เหลือที่ว่างแม้จะวางตะเกียบเพิ่ม ถ้าไม่ใช่เพราะราล์ฟรู้สึกว่ามีบางอย่างขาดหายไปก็คงคิดว่ากลุ่มนี้อยู่กันครบแล้ว

        "ลาเวนเดอร์ล่ะ" เขาถามถึงเด็กสาวที่เป็นน้องของลิลลี่ซึ่งตามติดมาเล่นเกมนี้ด้วยกัน

        "ติดเรียน" ลิลลี่ตอบ

        "งั้นเหรอ การเรียนก็เป็นสิ่งสำคัญล่ะนะ ทางฉันเองก็มีคนที่อยู่ในช่วงเวลานั้นเหมือนกันถึงจะมาเล่นเกมแต่พักนี้เอาแต่นั่งอ่านหนังสือกับทำแบบฝึกหัดอยู่เลยไม่อยากรบกวน"

        เพราะลาเวนเดอร์กับอารินอายุใกล้เคียงกันเลยเข้าใจดี อย่างไรก็ตามเขาไม่ใช่คนประเภทที่เห็นแก่ตัวถึงขนาดที่กำหนดอิสระของคนอื่นเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง อารินเลยได้ทำในสิ่งที่อยากทำ ยิ่งตอนนี้มีทั้งร้านน้ำยา เกาะส่วนตัวให้เล่นสนุก เพียงเท่านี้อารินก็ปลอดภัยไม่มีใครมารบกวนได้แล้ว

        ก่อนที่จะพูดคุยกันราล์ฟยังพอรู้ธรรมเนียมปฏิบัติอยู่ เลยยังไม่ชวนเข้าประเด็นเอาแต่ถามเรื่องราวหลังจากที่จบการประลอง ซึ่งก็มีการพูดถึงสถานที่ที่ไปผจญภัยกันมาจนพวกเขาเลื่อนขั้นเป็นคลาสขุนนางกันครบหมดแล้ว และยังแอบบอกเรื่องตำแหน่งที่ลิลลี่ได้อุปกรณ์คลาส S สายมารมาด้วยความบังเอิญแบบสุดๆ จากนั้นเป็นต้นมาก็มีการต่อสู้เกิดขึ้นเรื่อยๆ โดยในการต่อสู้นั้นต่างก็บาดเจ็บกันไม่น้อยถึงขั้นเสียชีวิต จะมีก็แค่ลิลลี่ที่พัฒนาก้าวนำคนอื่นปกป้องตัวเองได้จนถึงปัจจุบัน

        ว่าด้วยเรื่องศักยภาพของลิลลี่นั้นราล์ฟไม่ได้มองข้ามเลยแม้แต่น้อย แม้แต่ซากุระหรือคนอื่นๆ ที่ได้เห็นความสามารถของเธอคนนี้ต่างก็ตระหนักได้ถึงความเสียดายที่ต้องไปรวมกลุ่มกับคนกลุ่มเล็กๆ เชื่อว่ามีหลายคนที่ต้องการคนแบบลิลลี่มากทีเดียว

        ต่อมาเรื่องที่ไรอันค้นพบแนวทางการต่อสู้ของตัวเอง และมีกลุ่มกองกำลังที่คลั่งไคล้ในบทบาทของอัศวินมาชักชวนให้ไปร่วมอุดมการณ์กัน ตอนนี้ไรอันเป็นนักดาบที่เลือกเดินทางสายอัศวินโดยตรง เทคนิคการต่อสู้ด้วยดาบและโล่ของเขาพัฒนาขึ้น นอกจากนี้ยังได้สัตว์เลี้ยงอสูรเป็นหมาป่าตัวใหญ่จนโดนคุโระแกล้งแซ็วด้วยฉายา 'อัศวินบนหลังหมา'

        ใช่ว่าจะมีแค่ลิลลี่กับไรอันที่พัฒนา ตั้งแต่ที่มีระบบเสริมพลังด้วยรูปแบบของลมปราณกับจิต ฝีมือของคุโระก็พัฒนาขึ้นแบบก้าวกระโดด จินตนาการของเขาไร้ซึ่งขีดสุดทำให้มีกระบวนท่าโจมตีของวิชากระบองที่คิดขึ้นมาเอง แม้ว่าตอนนี้จะมีอาชีพเริ่มต้นเป็นนักผจญภัยก็ตาม

        ส่วนคนสุดท้ายนั้นละไว้ในฐานที่เข้าใจ ถึงจะมีเวทมนตร์ที่รุนแรงมากแค่ไหน มีความเชี่ยวชาญมากขึ้นเพียงใด แต่ด้านการเคลื่อนไหวก็ยังเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน จะว่าพัฒนาขึ้นมาก็พูดได้ไม่เต็มปากนัก เพราะเธอเป็นแบบนั้นคนในกลุ่มก็เลยต้องพัฒนารูปแบบการเคลื่อนไหวให้เข้ากับตัวเธอซะมากกว่า น่าแปลกที่ยังคบอยู่เป็นเพื่อนฝูงมาได้จนถึงปัจจุบันนี้

        และแม้ว่าตั้งใจจะพานิมป์มาแนะนำพวกไรอันให้รู้จัก กลายเป็นว่านิมป์ไม่พูดไม่จาอะไรกับใครทั้งสิ้น เอาแต่นั่งมองจานตัวเองอยู่แบบนั้น ไม่แม้แต่จะแตะต้องอาหารที่สั่งมาแม้แต่คำเดียว ราล์ฟเคยคิดว่าเธออาจจะมีปัญหาเกี่ยวกับการเข้าสังคมก็เลยไม่ได้ว่าอะไร แต่ก็แค่แนะนำให้พอเป็นพิธีเท่านั้น และเริ่มพูดเข้าเรื่องในทันที

        "ฉันจะไม่ขอพูดอ้อมค้อมล่ะนะไรอัน ตอนนี้ฉันสร้างกิลด์ของตัวเองขึ้นมาแล้วแต่สมาชิกมีอยู่ไม่มาก"

        "เร็วจังเลยนะครับ พึ่งเดือนที่สามเท่านั้นเอง"

        เดือนที่สามที่ไรอันกล่าวถึงคือนับตั้งแต่เจอกับราล์ฟที่เป็นเพียงมือใหม่ธรรมดา ราล์ฟในตอนนั้นแทบจะไม่ได้มีบทบาทอะไรสำคัญในเกมนัก อาจเป็นได้แค่เพลเยอร์ธรรมดาทั่วไปที่ไม่ก่อปัญหาอะไร ทว่าหลังจากนั้นเขาก็เปลี่ยนไป ความแข็งแกร่งที่พัฒนาขึ้นอย่างก้าวกระโดด พวกพ้องที่แสนเก่งกาจ ต่อสู้กับกลุ่มผู้มีอำนาจภายในเกมและเอาชนะมาได้หลายครั้ง ล่าสุดก็สร้างชื่อเสียงในฐานะของยอดฝีมือลำดับสองทั้งที่มีอาชีพเป็นเพียงนักบวชเท่านั้น

        ไม่มีใครไม่รู้จักราล์ฟ นักบวชแมวเหมียวผู้ครอบครองอาวุธในตำนาน ผู้มีพลังฝีมือที่ว่ากันว่าอาจจะเหนือกว่ายอดฝีมือในปัจจุบันเล็กน้อย การต่อสู้ชิงชัยในครั้งนั้นทำให้เพลเยอร์ที่เคยมั่นใจในฝีมือตัวเองหันมาโหมฝึกฝนตัวเองอย่างหนัก คงตระหนักได้ถึงความต่างชั้นของตัวเองกับทักษะในเกมและกระบวนท่าที่ใช้ออกไป อาจพูดได้ว่าการปรากฏตัวของเขาสร้างผลกระทบออกไปเป็นวงกว้าง

        "ใช่ เพราะแบบนั้นฉันถึงอยากเชิญพวกนายมาเข้าร่วมกิลด์ของฉัน"

        "ผมคิดว่าคุณน่าจะมีตัวเลือกที่ดีกว่าพวกเรา อย่างที่รู้พวกเรามาเล่นเกมเพื่อผ่อนคลายไม่ใช่วัตถุประสงค์ที่ยิ่งใหญ่ และการเข้ากิลด์ผมคิดว่าคุณน่าจะรู้ว่ามันหมายถึงอะไร"

        คำตอบที่คล้ายกึ่งปฏิเสธนี้ราล์ฟพอจะเดาได้แต่แรกแล้ว การเข้าร่วมกิลด์หลายคนอาจจะมองเป็นเรื่องทั่วไปที่ไม่สลักสำคัญอะไรนัก แต่กับบางคนแล้วมันเป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องคิดให้ถี่ถ้วน และไรอันก็เป็นคนประเภทหลังที่ไม่ชอบยุ่งเกี่ยวกับปัญหาใหญ่ๆ

        "แน่นอนว่าฉันเข้าใจดีมากด้วย" ราล์ฟตอบ และมองไปรอบๆ เพื่อดูปฏิกิริยา ดูเหมือนว่าทุกคนในกลุ่มไรอันนอกจากหงส์แล้วจะยกหน้าที่ตัดสินใจให้ไรอันเพียงคนเดียว เพราะถึงจะมีเสียงแทรกสอดของหงส์ที่ไม่เห็นด้วยกับการเข้ากิลด์ดังขึ้นแต่ก็ไม่ได้คิดจะรับฟัง

        "นายคิดยังไงกับเกมเลเจ้นด์ออนไลน์"

        "ถ้าถามว่าคิดยังไง ผมคงตอบว่ามันก็สนุกดีนะครับ พวกเรามีเวลาให้ผจญภัยมากขึ้นได้ทำตามสัญชาตญาณของมนุษย์ที่กระหายความท้าทาย ผมคิดว่ามันเป็นเกมที่ดีเลยล่ะ"

        "งั้นเหรอ ส่วนตัวฉันคิดว่าเกมนี้มันให้อิสระมากจนเกินไป" ราล์ฟเห็นสีหน้าฉงนของไรอันที่เหมือนจะไม่เข้าใจว่า 'อิสระ' คำนี้มันไม่ดีตรงไหน เขาจึงอธิบายต่อว่า "แน่นอนว่าอิสระมันเป็นเรื่องดีที่พวกเราได้ทำในสิ่งที่อยากทำ แต่การที่อิสระมันมากเกินไปทำให้กฎสำคัญหลายอย่างถูกละเลยไปจนหมดจนกลายเป็นเพียงแค่เกมเถื่อนเกมหนึ่ง ฉันตระหนักได้ถึงปัญหานี้จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับตัวเอง และมั่นใจว่าฉันไม่ใช่คนเดียวที่โดนเรื่องแบบนี้"

        "ปล้น ฆ่า?" ลิลลี่ที่เริ่มเข้าใจกล่าวขึ้น เธอเองก็เป็นอีกหนึ่งคนที่อยู่ในสถานการณ์เดียวกัน อิสระที่มากเกินไปและที่ระบบอนุญาตให้แย่งชิงสิ่งของได้หลังจากการฆ่าเป็นระบบที่โหดร้ายเกินไป

        "ถูกต้อง" ราล์ฟประสานมือและขยับตัวเล็กน้อยและกล่าวต่อว่า "ตอนที่ฉันถูกปล้นชิงไอเทมแบบหน้าด้านๆ ตอนแรกก็คิดว่ามันเป็นเพียงแค่เรื่องที่ช่วยไม่ได้แหละนะ แต่พอได้ผ่านเหตุการณ์หลายๆ อย่างก็เข้าใจอะไรต่อมิอะไรมากขึ้น จะว่าไปลาเวนเดอร์อายุเกินสิบห้าปีหรือยัง?"

        ลิลลี่นึกอยู่พักหนึ่งก็ตอบว่า "อีกไม่กี่เดือน"

        "หลังจากนั้นระบบคุ้มครองเยาวชนจะถูกยกเลิก นั่นหมายความว่าลาเวนเดอร์จะพบเจอกับเหตุการณ์เดียวกับพวกเธอทั้งหมด การปล้นฆ่า หรือ กระทั่งการลวนลาม เวลานั้นยังจะคิดว่ามันเป็นเกมที่สนุกอีกหรือเปล่าถ้ามองในอีกแง่มุมหนึ่ง" ราล์ฟหันไปพูดกับไรอันที่ทำหน้าเหมือนพึ่งกลืนยาขมลงไป

        ที่จริงไรอันควรจะรู้อยู่ก่อนแล้วเพียงแต่เขาไม่เคยคิดถึงมัน และด้วยเหตุการณ์นั้นยังไม่เคยเกิดขึ้นก็เลยไม่รู้สึกติดใจสงสัยอะไร ไรอันจ้องมองราล์ฟที่ทำหน้าเรียบเฉย ทั้งที่อายุน้อยกว่าแต่กลับมองเหตุการณ์ต่างๆ ได้อย่างมีสติ ฟังที่พูดมาเหมือนกับว่าเขาพร่ำถึงอุดมการณ์และอยากจะเชื้อเชิญให้เข้าร่วมด้วย กับคนที่ยึดมั่นในคุณธรรมแล้วกลับมองว่าความคิดของราล์ฟนั้นแม้จะไม่ถูกต้องที่สุด แต่ก็ไม่ผิดที่จะเชื่อเช่นกัน

        "อย่าคิดว่าฉันมาเพื่อพร่ำอุดมการณ์ไร้สาระก็แล้วกัน ฉันมันก็แค่คนที่ไม่เห็นด้วยกับความไร้ระเบียบของสังคม ก็แค่อยากจะลองดูว่าตัวเองมีความสามารถพอจะเปลี่ยนแปลงมันได้ไหมก็เท่านั้น เพราะงั้นถึงได้ทุ่มเททุกอย่างในโลกจำลองแห่งนี้ อย่างน้อยฉันก็อยากเชื่อว่ามันยังเปลี่ยนแปลงได้ แต่ฉันคนเดียวไม่สามารถทำได้เพราะแบบนั้นเลยต้องหาคนมาช่วยเสริม"

        "แต่การเข้ากิลด์มันก็..."

        ราล์ฟยิ้มแล้วบอกว่า "ฉันไม่รบกวนเวลาส่วนตัวหรอกน่า เข้าใจว่าพวกนายอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิตเด็กมหาวิทยาลัย พวกนายจะได้รับอิสระอย่างเต็มที่ แต่ในบางสถานการณ์ก็ต้องการความช่วยเหลือของพวกนายด้วยอย่างเช่นการต่อสู้หรือสงครามเท่านั้น ส่วนเรื่องการบริหารกิลด์ฉันจะเป็นผู้รับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว ถ้าหากไม่รังเกียจกิลด์เล็กๆ ที่พึ่งสร้างใหม่ล่ะก็อยากเชิญเข้าร่วมกิลด์ฉันอย่างเป็นทางการ"

        ไรอันส่งสายตามองไปยังสมาชิกกลุ่มของเขา เห็นคุโระไหวไหล่วืดคล้ายจะบอกว่ายกให้เป็นการตัดสินใจของเขา หงส์พยายามบอกให้ปฏิเสธไปซะ และลิลลี่ที่ไม่มีความเห็นแต่อย่างใด แถมเธอยังเป็นคนเดียวในสถานการณ์นี้นั่งฉกเกี๊ยวซ่ามากินชิ้นแล้วชิ้นเล่า

        "เทียบกันไม่ได้เลยนะครับ ผมกับคุณราล์ฟเนี่ย"

        "พูดบ้าๆ มันไม่มีทางเทียบกันได้อยู่แล้ว นายไม่ใช่ฉันสักหน่อย" ราล์ฟหัวเราะขบขัน ตรรกะของไรอันไม่ใช่ว่าเขาจะไม่เข้าใจ การพัฒนาของไรอันมาจากการเรียนรู้จากคนรอบข้างเปรียบเทียบข้อด้อยของตัวเองและพยายามให้มากขึ้น คงจะเอามาเปรียบเทียบกันและรู้ถึงความต่างชั้น "อย่าประเมินศักยภาพของตัวเองผิดไปนักล่ะ นายมีคุณสมบัติเพียงพอแล้ว จากนี้แค่มองให้มากขึ้นก็พอ"

        ราล์ฟส่งคำเชิญไปให้กับกลุ่มไรอันทุกคน ก็ไม่ได้คาดหวังหรอกว่าหงส์จะยอมรับการเข้ากิลด์ด้วย เธอคงเป็นคนประเภทที่ว่าไม่อยากถูกทิ้งเอาไว้คนเดียว ถึงจะไม่พอใจแค่ไหนแต่ในเมื่อเพื่อนเพียงกลุ่มเดียวของเธอมีความเห็นตรงกันว่าควรเข้าเธอก็ปฏิเสธไม่ได้อยู่แล้ว

        "แล้วเรื่องเควสต์กิลด์ล่ะ ต้องทำอะไรบ้าง" คุโระทำการบ้านมาดีรู้ว่าเมื่อมีกิลด์แล้วสามารถรับเควสต์พิเศษได้ ระดับความยากง่ายนั้นขึ้นอยู่กับเลเวลของกิลด์ ผลตอบแทนที่จะได้รับกลับมามีเพียงแค่ค่าประสบการณ์กิลด์เท่านั้น

        "เรื่องนี้แล้วแต่พวกนายเลย ฉันไม่ได้ให้ความสนใจของเลเวลกิลด์มากนักหรอก"

        "แต่ถ้าเลเวลกิลด์สูงมากๆ มันจะรับคนได้มากขึ้นนะ" คุโระตอบเต็มเสียง ท่าทางมั่นใจมากว่ามันถูกและเป็นวิธีคิดของคนทั่วไป

        "นั่นก็ใช่อยู่หรอก แต่ฉันไม่สร้างกิลด์ที่มีดีที่จำนวนเพลเยอร์ อีกไม่นานพวกนายจะรู้ว่ามันหมายถึงอะไร"

        คงมีเพียงนิมป์ที่ร้อง 'อ๊ะ' ขึ้นมา แต่พอเห็นนักบวชแมวเหมียวยกนิ้วจ่อริมฝีปาก เธออาจจะเป็นคนเดียวที่ทราบว่าเวลานี้ราล์ฟมีกำลังพลที่ไม่ใช่มนุษย์อยู่ สาเหตุที่เขาให้ความช่วยเหลือก็อบลิน ออร์ค เดบอร์ และดรอฟว์ ก็เพื่อต้องการกำลังพลที่ภักดีตอนนี้เหลือแค่ทำทุกอย่างให้ได้รับความเชื่อใจ กิลด์แพนโดร่าจะเป็นกิลด์แรกที่มีพันธมิตรอสูรคอยเป็นปราการป้องกันให้ยามที่ไม่มีใครอยู่ นี่อาจจะเป็นการวางแผนป้องกันล่วงหน้าเอาไว้ก็ได้

        นิมป์คงคิดไม่ถึงว่าราล์ฟไม่ได้คาดหวังแค่กำลังพล จากนี้เขาจะใช้กำลังพลที่มียึดครองแหล่งทรัพยากรต่างๆ ที่สำคัญโดยการใช้พวกมอนสเตอร์เหล่านี้ จะไม่มีผู้ใดคิดว่ามีคนอยู่เบื้องหลัง ถ้าพัฒนาพวกมันให้แข็งแกร่งขึ้นจนยากที่จะมีใครต่อกรได้ ทำให้ทรัพยากรในเกมถูกจำกัดเอาไว้โดยที่เขาเป็นเพียงคนเดียวที่สามารถเรียกใช้เมื่อไหร่ก็ได้

        ทานอาหารเสร็จแล้วราล์ฟก็ไม่ได้มอบหมายงานอะไรให้เป็นพิเศษนัก เขาบอกสถานที่ตั้งของร้าน เดอะมารีน ซึ่งจะใช้เป็นสถานที่รวมพลของกิลด์และมันยังเป็นร้านอาหารที่มอบสิทธิพิเศษให้สมาชิกกิลด์อีกด้วย พอบอกว่ามีของหวานให้ไม่อั้นหงส์ก็เปลี่ยนคำพูดจาก 'ร้ายห่วยๆ' เป็น 'ร้านเลิศหรู' ดูท่าในเกมนี้ขนมหวานกับความสวยความงามน่าจะใช้จูงใจพวกผู้หญิงได้ล่ะนะ

        จากนั้นก็แยกย้ายกัน เพราะจากนี้เขาจะต้องไปหาสมาชิกกิลด์อีกหลายคนที่มีความสามารถมาเข้าร่วมกิลด์ มันยากที่จะให้คนพวกนั้นยอมเข้ากิลด์โดยง่ายเว้นแต่จะมีอะไรมาจูงใจ นิมป์ไม่ได้โง่ถึงขนาดดูไม่ออกว่าตัวเองจะเป็นตัวถ่วงเลยขอออกไปซื้อของและจะไปรอที่บ้านพัก หลังจากที่นิมป์เดินแยกตัวไปแล้วเขาก็เทเลพอตตัวเองไปยังที่แห่งหนึ่งทันที

 

        มีเพลเยอร์กำลังถูกปล้น ฝีมือการซุ่มโจมตีแบบกองโจรนั้นเป็นอะไรที่น่ากลัวมาก พวกมันเตรียมการมาเป็นอย่างดีโดยยึดพื้นที่ในป่าเอาไว้ คนเหล่านี้แม้จะทำตัวเป็นโจรคอยดักปล้นแต่จะไม่ยุ่งกับเพลเยอร์ที่ไม่ได้กำลังทำเควสต์คุ้มครองสินค้าโดยเด็ดขาด พักหลังมานี้มีเพลเยอร์บางกลุ่มที่สนใจค่าความเลวโดยการทำเควสต์ประเภทนี้ ถึงจะพูดว่ามันเป็นการกระทำที่ไม่ดีแต่มันก็เป็นเพียงแค่เหตุการณ์สมมติในเกมเท่านั้น

        สิ่งตอบแทนที่คนเหล่านี้จะได้รับก็คือสินค้าที่ยึดมาได้ 20% หากพวกเขาทำเควสต์นี้สำเร็จก็จะได้มีโอกาสจัดงานเลี้ยงฉลองภายในป่ากันอย่างครื้นเครง หลายคนเดือดร้อนกับสิ่งที่พวกกองโจรนี้ทำ แต่ในขณะที่บางคนซึ่งอยู่ในวงการเดียวกันมองด้วยความชื่นชมในฝีมือการดักซุ่ม

        เวลานี้มีเกวียนบรรทุกสินค้ากำลังเดินทางผ่านเข้ามา ตราสัญลักษณ์ที่ข้างเกวียนระบุว่าเป็นการทำเควสต์คุ้มครองสินค้า เหยื่ออันโอชะเดินทางเข้ามาสู่เส้นทางที่ผ่านได้ยากที่สุดเช่นนี้ถือเป็นโชคดีสำหรับกองโจรเสียจริง เพราะเส้นทางที่ผ่านได้ยากทำให้ค่าเสี่ยงอันตรายมีสูงขึ้นตามไปด้วย บางคนที่อยากเสี่ยงดวงรับทรัพย์ก้อนโตยอมเลือกเควสต์ที่ทำได้ยาก แต่ผลก็คือความเสียหายที่ย้อนคืนกลับเป็นเท่าตัว

        ผู้ที่กำลังควบคุมบังเหียนอยู่นั้นเป็นเพลเยอร์ที่สวมใส่ชุดผ้าป่านที่พวกเด็กใหม่พอมีเงินจะซื้อมาใส่กัน หมวกผ้าปอนๆ สวมปิดลงมาทำให้ไม่เห็นหน้าตาชัดเจน แต่สภาพแบบนี้ทำให้พวกกองโจรรู้สึกว่าอีกฝ่ายไม่มีพลังพอที่จะขัดขืน และคิดจะใช้กลยุทธ์ธรรมดาที่จัดการได้ง่ายดายที่สุด ทว่าก็ถูกหัวหน้าใหญ่ของพวกมันเขกกบาลไปพร้อมกำชับว่าห้ามประมาทแม้อีกฝ่ายจะเป็นเพียงมือใหม่

        กลยุทธ์หลักๆ ที่ใช้จะเป็นการปรับสภาพพื้นที่ให้ตนเองได้เปรียบ มีการขุดหลุมเพื่อหยุดเกวียนไม่ให้เคลื่อนย้าย มีการใช้สมุนไพรที่เป็นพิษแพร่ไปยังกลุ่มเป้าหมายทำให้พวกเขาสามารถจัดการได้โดยง่าย ลอบโจมตีเพื่อสร้างความปั่นป่วน ใช้กลกับดักทางจิตวิทยาต่างๆ นานาทำให้เป้าหมายรู้สึกสิ้นหวัง จากนั้นก็บุกโจมตีแบบสายฟ้าแลบ เป็นการปิดฉากสู่ชัยชนะที่สวยงาม

        เกวียนรถม้าหยุดลงแล้ว เด็กหนุ่มเดินลงมาพร้อมมองเข้าไปในป่าก่อนจะกล่าวว่า

        "ไม่ต้องซ่อนหรอก กลยุทธ์แบบกองโจรพวกนี้ก็แค่ถอดแบบมาจากแผนการรบของทหารในเขตชายแดน ถึงฉันจะไม่ใช่ทหารแต่ก็เคยศึกษารูปแบบการรบพวกนี้มาบ้าง ประกอบกับข้อมูลในกระดานข่าวสารก็เลยรู้ว่าจะต้องเจอกับอะไร"

        เพียงแค่กล่าวจบสัมผัสของเขาก็รับรู้ได้ถึงตัวตนที่ชัดเจนมากขึ้น ที่ผ่านมามีการลบตัวตนจนยากจะสัมผัสได้ทำให้หลายคนถูกซุ่มโจมตีได้ คนที่ทำได้ระดับนี้นับว่าน่ากลัวมาก แต่ก็เป็นโชคดีที่ผันตัวมาเป็นโจรปล้นเควสต์เท่านั้น ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีในเกมนี้เป็นแค่มุมมองของผู้คน

        สายตาของเด็กหนุ่มพลันจ้องมองไปที่ต้นไม้ มีบางคนซ่อนตัวอยู่ที่นั่นด้วย กระแสลมปราณที่ปล่อยออกมานั้นคล้ายจะควบคุมไม่อยู่ แต่เมื่อพิจารณาดูให้ดีราวกับว่ากำลังเตรียมพร้อมสำหรับการต่อสู้เท่านั้น ไร้ซึ่งการควบคุมอย่างมีชั้นเชิง ดูเหมือนการต่อสู้นี้จะกินเวลาไม่มากนักหากต้องปะทะกันจริง

        "ปากกล้าดีนี่นาไอ้หนู"

        "ฉันไม่ใช่ 'ไอ้หนู'"

        ประโยคตอบกลับอันคุ้นหูทำให้ชายคนนั้นพลันตกใจไปครู่หนึ่ง สภาพของเด็กหนุ่มคนนี้ดูยังไงก็ไม่น่าจะใช่ บรรยากาศรอบตัวก็ดูไม่มีพิษมีภัยสักเท่าไหร่

        "แต่ว่าสวมบทบาทเป็นโจรปล้นเควสต์นี่ อยากทำอะไรที่มันถูกกฎหมายมากขึ้นยังงั้นเหรอ"

        โจรปล้นเควสต์อาจจะไม่ได้รับความนิยมมากนัก แต่ในมุมมองของเพลเยอร์หลายคนพวกนี้แค่สวมบทบาทที่ถูกต้อง ไม่ใช่โจรที่คอยดักปล้นไอเทมจากทุกคนเพื่อความสะดวกสบายของตัวเอง แต่นิยมเลือกเหยื่อที่ทำเควสต์คุ้มครองสินค้าเพื่อนำสิ่งเหล่านั้นไปขายเป็นเงินและใช้ดื่มกินแทน วิธีนี้ทำให้ได้ค่าความเลวสูงขึ้นและอาจจะได้เควสต์พิเศษจากการทำแบบนี้

        "หุบปากของแกซะไอ้หนู กระจอกแบบแกไม่ควรได้พูดคุยกับพี่ใหญ่ของข้า"

        "ใช่แล้ว แกจะต้องโดนกลยุทธ์ของพี่ใหญ่เล่นงานจนต้องหนีตายแน่ ฮ่าๆ"

        "พี่ใหญ่?" เด็กหนุ่มขมวดคิ้ว "ที่จริงฉันมีธุระจะคุยกับหมีใหญ่...อ๊ะ ตอนนี้ต้องเรียกว่า เฮียหมี ซะแล้วสิ เพราะงั้นถ้าอยากได้ของเควสต์ก็เอาไปเถอะ ฉันไม่ได้คิดจะไปส่งอยู่แต่แรกแล้ว เรื่องค่าเสียหายเดี๋ยวฉันไปจัดการเอง"

        บอกปัดไปด้วยความรำคาญ ความเสียหายเหล่านี้ไม่ได้อยู่ในสายตาของเด็กหนุ่มเสียด้วยซ้ำ เพราะมันเป็นเพียงเหยื่อล่อที่จะดึงให้โจรปล้นเควสต์อย่างเฮียหมีปรากฏตัวออกมา

        "มีเรื่องจะคุยงั้นเหรอ คุยกับขวานของข้าก็แล้วกัน" เฮียหมีทะยานเข้ามา แต่เด็กหนุ่มกลับเดินก้าวเข้าไปและจับที่ด้ามขวานเอาไว้ด้วยกำลังแขนที่เหนือกว่า คมขวานหยุดตรงหน้าและแรงลมพัดเอาหมวกผ้าปลิวหล่น เผยให้เห็นใบหูแมวสีดำที่ขยับไปมา

        "นั่นมัน...นักบวชแมวเหมียว นักบวชแมวเหมียวแน่ๆ"

        มีคนหนึ่งร้องขึ้นมาด้วยความตกใจ พวกเขาหยุดที่จะทำอะไรแปลกๆ อย่างการลอบโจมตี ไม่ว่าใครต่างก็รู้ดีว่านักบวชแมวเหมียวมีท่าโจมตีหนึ่งที่ร้ายกาจ มันถูกเรียกว่า 'ค่ายกลดาบ' และมอบฉายา 'ร้อยศาสตรา' ให้กับเขา

        "ใจเย็นน่าเฮียหมี ฉันไม่ได้มาเพื่อสู้ด้วยหรอกนะ"

        "ใช่แกจริงๆ ด้วย" เฮียหมี ยกเท้าหมายจะถีบให้กระเด็นแต่ราล์ฟยกเท้าสกัดเอาไว้

        "เปล่าประโยชน์ เฮียหมีในตอนนี้เอาชนะฉันไม่ได้หรอก ไม่ใช่ด้วยการต่อสู้แบบตัวต่อตัวแบบนี้ แต่เป็นต้องเป็นตอนที่มีครบทั้งอาวุธและกำลังพล ใช่ไหมคุณทหารผ่านศึก"

        ดวงตาของเฮียหมีหดวูบ มันไม่เคยบอกใครว่าตนเองเป็นทหารผ่านศึก แต่ถ้าคนที่เคยเป็นทหารมาเห็นกลยุทธ์ของมันย่อมเข้าใจได้ไม่ยากอยู่แล้ว เพราะยุทธวิธีการรบนี้เป็นสิ่งที่มีอยู่ในแบบเรียนของทหาร การเรียนรู้จากในหนังสือไม่เท่ากับนำไปปฏิบัติจริงที่ภูมิประเทศเปลี่ยนไปได้ทุกวันตามสภาพอากาศ ดังนั้นเทียบกับพวกเด็กๆ ที่เล่นเกมเชิงกลยุทธ์แล้ว เฮียหมีมั่นใจว่ายุทธวิธีในการรบจริงของมันไม่น้อยหน้าใครทั้งสิ้น

        เฮียหมีไม่ได้โง่นัก เขาแผ่ประสาทสัมผัสออกไปแล้วพบว่ารอบๆ ตัวของกลุ่มโจร เวลานี้มีอาวุธนับร้อยเล่มซุกซ่อนอยู่ตามพุ่มไม้ และพร้อมจะลงมือใส่พวกเขาทุกเมื่อ ดังนั้นการที่ไม่คิดจะทำก็แปลว่าต้องการใช้ความรักในลูกน้องของเขาเป็นเครื่องมือ

        "อยากเจรจาด้วยงั้นรึ?"

        "ฉันอยากชวนเฮียหมีเข้ากิลด์ด้วย พลังในการรบด้วยยุทธวิธีนั่นมีประโยชน์อย่างมหาศาล ถ้ามีอาวุธและกำลังพลรบที่คู่ควรมันจะเป็นความท้าทายที่เฮียหมีอยากได้มานาน ไม่อยากลองเป็นผู้บังคับบัญชากองกำลังที่ยิ่งใหญ่ดูยังงั้นเหรอ ฉันสามารถจัดเตรียมกำลังพลที่มากพอให้ฝึกได้เป็นหมื่นเป็นแสน"

        ถ้ามีมอนสเตอร์พันธมิตรที่พัฒนาความสามารถเกินมนุษย์ รวมเข้ากับความสามารถด้านยุทธวิธีทหารของเฮียหมี กองกำลังกิลด์แพนโดร่าก็ยากที่จะมีใครต่อต้าน นอกจากนี้ต่อให้พวกเขาไม่อยู่พวกมันก็จะสามารถปกป้องตัวเองได้และยังทำงานที่ได้รับมอบหมายระยะยาวได้อีกต่างหาก

        "จะไปมีเรื่องแบบนั้นได้ยังไง"

        "มีหรือไม่ฉันจะพิสูจน์ให้ดูเอง แต่ต้องหลังจากที่ยอมรับการเข้ากิลด์ซะก่อน ฉันจะยังไม่ขอรับคำตอบตอนนี้แต่คำเชิญนั่นน่ะเก็บไว้ให้ดี ทันทีที่ตกลงฉันจะมารับไปดูกองกำลังของคุณ"

        ราล์ฟเผยยิ้มกดส่งข้อความเชิญเข้ากิลด์ไปให้กับเฮียหมี จากนั้นก็เรียกอาวุธทั้งหมดมาเก็บและหายวับไปต่อหน้าต่อตาทุกคน

 

        ถึงจะยังไม่มีพลังอำนาจในการสืบข่าวมากนัก แต่ด้วยอำนาจของเงินมันก็เพียงพอให้หาข่าวที่มีความแม่นยำที่สูงได้ เขารู้ตำแหน่งสถานที่ที่เป้าหมายของเขาจะไปปรากฏตัวจากข่าวสารที่ได้รับมา การเดินทางไปยังเมืองต่างๆ สำหรับผู้ที่มี เทเลพอต และเคยเดินทางไปทุกเมืองหรือสถานที่สำคัญหลักๆ มาแล้ว ย่อมเป็นเรื่องง่ายดาย

        ข่าวล่าสุดบอกว่าอีกฝ่ายกำลังจะมุ่งหน้ามาที่อาร์วิเนียตอนใต้ ใช้เส้นทางที่ค่อนข้างจะลำบากนิดหน่อย ด้วยเหตุผลที่ว่าพวกเขารับงานที่ให้ค่าตอบแทนดี ดังนั้นงานของพวกเขาจึงไม่ใช่งานง่ายๆ มีทั้งการล่าบอส หรือกระทั่งตามฆ่ายอดฝีมือ และเท่าที่ทุกคนรู้พวกเขาไม่เคยทำงานพลาดมาก่อน...ก็แค่เท่าที่รู้ล่ะนะ

        ดังนั้นยามที่พวกเขาเห็นคนแปลกๆ มายืนขวางทางต่างก็พากันลงจากเกวียนและเรียกสัตว์เลี้ยงอสูรออกมา แรงกดดันที่ส่งออกมานี้ถ้ามองในฐานะเพลเยอร์แล้วพวกเขาย่อมน่ากลัวเป็นธรรมดา แต่กับผู้ที่มายืนขวางทางนั้นไม่รู้สึกกลัวแต่อย่างใด และก่อนที่จะได้พูดจากันการโจมตีก็พลันเริ่มขึ้นด้วยลูกธนูจากชายที่อยู่ด้านหลังสุด ทว่ามันก็ได้ถูกคว้าเอาไว้ก่อนที่มันจะถึงตัว

        "ต้อนรับได้น่าสนุกดีนี่นา" เขากล่าวจบปุ๊บ คนพวกนั้นพร้อมด้วยสัตว์เลี้ยงอสูรก็กรูกันเข้ามา แม้อาชีพจะเปลี่ยนแปลงไปบ้างแต่พบว่าความแข็งแกร่งของคนพวกนี้ไม่ได้ลดลงไปเลย หรือถ้าจะให้เปรียบเทียบรู้สึกว่ามันมีมากขึ้นกว่าที่ผ่านมาหลายเท่านัก

        ไม่จำเป็นต้องใช้อาวุธก็จัดการปลดอาวุธ ส่วนพวกสัตว์เลี้ยงอสูรนั่นก็จัดการด้วยสัตว์เลี้ยงอสูรของเขาเอง เจ้าปลิงนั่นเพียงแค่ดูดเลือดก็มากพอจะสัตว์เลี้ยงอสูรได้หนึ่งตัวโดยง่าย และเมื่อเห็นว่าสถานการณ์ไม่สู้ดีอยู่ๆ ผู้ชายคนนั้นก็พูดขึ้นมาว่า

        "นายเป็นใคร"

        "อันที่จริงควรจะเจรจากันก่อนจะต่อสู้นะ แต่ก็เข้าใจอยู่หรอกว่าเพราะมีศัตรูอยู่ไม่น้อยเลยหวาดระแวง"

        "หัวหน้าดูเหมือนฝีมือของมันจะเป็นของจริง" ผู้หญิงที่มาด้วยกันบอก แต่ทันทีที่จ้องมองใบหน้านั่นเธอกลับรู้สึกขนลุกซู่อย่างบอกไม่ถูก มันเหมือนกับความกลัวได้แทรกผ่านเข้ามาในจิตใจของเธอ ร่างกายเริ่มสั่นสะท้านเบาๆ โดยไม่รู้สาเหตุ

        "เผ่าแมว...ยอดฝีมือเผ่าแมวงั้นเหรอ เท่าที่รู้ก็มีหลายคน แต่หลักๆ ก็คือ...อย่าบอกนะว่าเป็นเจ้านั่น..."

        วินาทีนั้นคนที่เป็นหัวหน้ากลุ่มถึงกับสั่นสะท้าน ภาพในอดีตฉายวนย้อนกลับมาถึงความโหดเหี้ยมของอดีตเด็กหนุ่มคนหนึ่งซึ่งเคยเป็นเป้าหมายของพวกเขา นั่นเป็นความพ่ายแพ้ที่สร้างความหวาดกลัวให้กับสมาชิกทุกคนจนจิตตกไปหลายวันมาก มันกล้าสาบานเลยว่าไม่เคยกับคู่ต่อสู้ที่สนุกกับการทรมานผู้คนจนตายมาก่อน

        "ว่ายังไงหน่วยลับเต่าดำ...ไม่สิ รู้สึกว่าพวกนายจะกลัวอะไรบางอย่างเลยเปลี่ยนชื่อกลุ่มใหม่สินะ ถ้าจำไม่ผิดดูเหมือนจะชื่อว่า 'ตะวันไร้แสง' ใช่ไหม แต่ถึงจะเปลี่ยนชื่อไปสมาชิกก็ไม่เคยเปลี่ยนแปลง ฉันยังจำความรู้สึกในตอนนั้นได้อยู่เลยนะ" ราล์ฟเผยยิ้ม จำได้ว่านั่นเป็นครั้งแรกที่เขาเปิดเผยอารมณ์สนุกออกมา นั่นทำให้เขาเกิดความย้อนแย้งกับความรู้สึกที่ว่าการฆ่าเป็นเหมือนการเล่นสนุกเท่านั้น และนั่นก็น่าจะเป็นเหตุผลที่ทำให้คนพวกนี้เกิดความหวาดระแวง

        "แก้แค้นเรื่องเมื่อคราวนั้นหรือยังไง" ผู้หญิงหนึ่งในสองคนถามด้วยเสียงสั่นเครือ เธอยังจดจำความรู้สึกยามถูกไฟเผานั่นได้เป็นอย่างดี

        "แก้แค้น? ทำไมต้องทำอะไรแบบนั้นด้วย ถ้าฉันอยากจะทำจริงๆ คงลงมือไปตั้งนานแล้ว"

        "เพราะพวกเราเปลี่ยนชื่อใหม่หมด ทั้งชื่อกลุ่มก็เปลี่ยน คงเพราะหาเบาะแสของพวกเราไม่เจอ" ผู้หญิงอีกคนพูดบ้าง ตอนนี้เธอกำลังขยายประสาทสัมผัสออกไปรอบตัวเพราะรู้จักความสามารถของนักบวชแมวเหมียวที่ควบคุมศาสตราวุธได้อย่างอิสระ

        "คิดแบบนั้นเหรอ สงสัยหรือเปล่าว่าฉันรู้ความเคลื่อนไหวพวกนายได้ยังไง และรู้ว่าควรมาดักรอที่ไหน เควสต์บางอย่างที่พวกนายรับไปน่ะเคยเห็นตัวผู้ว่าจ้างจริงๆ หรือเปล่า พวกนายน่ะทำงานให้กับคนที่จ่ายเสมอ มันคงไม่แปลกถ้าจะมีงานที่ฉันเป็นผู้ว่าจ้างปะปนลงไปด้วย...ฉันหาพวกนายเจอแล้วครั้งหนึ่ง ครั้งต่อไปที่เจอกันอาจจะเป็นจุดที่พวกนายออฟไลน์ไปก็ได้"

        ราล์ฟไม่เคยปล่อยให้คนที่เคยเป็นศัตรูจนมีความแค้นต่อกันละสายตา ต้องรู้ทุกอย่างที่อีกฝ่ายกระทำเพื่อป้องกันตัวเอง ไม่ว่าพวกนั้นจะเป็นคนยิ่งใหญ่แค่ไหนหรือเป็นพวกที่ไม่มีใครสนใจ ขอเพียงมีความเป็นไปได้เพียงเล็กน้อยที่จะกลับมาแว้งกัดในภายหลังย่อมต้องมีการเตรียมรับมือเอาไว้เสมอ

        ตอนนี้ราล์ฟสามารถจัดการกับอดีตกลุ่มเต่าดำได้แต่ที่ไม่ทำเพราะเขาต้องการคนพวกนี้มาร่วมงานด้วย ความสามารถของพวกเขาแต่ละคนก็ไม่ได้กระจอก มีฝีมือถึงขนาดที่ทำให้เขาต้องเปิดเผยอารมณ์ออกมาอย่างจริงจัง นั่นก็ควรค่าแก่การดึงมาเป็นพวกและสนับสนุนแล้ว

        "เข้าเรื่องเลยก็แล้วกัน ที่มานี่ก็เพื่อชวนพวกนายเข้ากิลด์ของฉัน"

 

        แม้ว่าจะยังไม่ได้รับการตอบรับแต่ราล์ฟก็จงใจทิ้งคำเชิญเอาไว้ให้ มันมีโอกาสน้อยมากที่คนพวกนั้นจะยอมเข้ากิลด์แต่ก็อยากจะเดิมพันกับความเป็นไปได้เพียงน้อยนิด เขายังต้องเดินทางไปยังอีกแห่งเพื่อรวบรวมคนที่มีฝีมือ กลุ่มเป้าหมายในคราวนี้เป็นอดีตศัตรูอีกกลุ่มที่ทำงานเป็นทีมได้ดีมาก การเคลื่อนไหวของคนกลุ่มนี้ไม่ได้หายากเท่ากับกลุ่มตะวันไร้แสงที่พยายามซ่อนตัวตน เพราะพวกเขาพยายามหันมาทำงานรับจ้างที่ไม่สร้างศัตรูกับใคร

        พวกเขาคือกลุ่มนักผจญภัยที่มีอิจิโนะ นินจาหนุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านการขโมยเป็นหัวหน้ากลุ่ม ตั้งแต่ที่ได้เริ่มต้นใหม่ก็รวมกลุ่มเก็บตัวและฝึกฝนตัวเองจนมีฝีมือและเริ่มรับจ้างช่วยทำเควสต์ กับออกล่าไอเทมมาขายในตลาด มีบางครั้งที่รับจ้างหาไอเทมตามที่มีคนจ้างวานให้ แต่ไม่คิดเลยว่าจะมีคนมาดักรอพวกเขาล่วงหน้า

        คนคนนั้นก็คือราล์ฟ...

        เพราะเคยเผชิญหน้ากันมาก่อนจึงรู้ถึงความร้ายกาจของราล์ฟ ทันทีที่เห็นก็คิดว่าเขามาเพื่อเอาคืนเรื่องในครั้งก่อน ก็เลยจำเป็นต้องเลือกทางหนีเป็นอันดับแรก ด้วยชื่อเสียงของราล์ฟในตอนนี้คิดว่าคงมีหลายคนรู้จักความน่ากลัว หากสู้ด้วยแล้วผลลัพธ์มีเพียงแค่ความตายเท่านั้น

        วิชาตัวเบาพื้นฐานต่อให้พัฒนาแค่ไหนแต่เมื่อเทียบกับก้าวเท้าเงาจันทราแล้วความแตกต่างมันเห็นได้ชัด ราล์ฟพยายามหยุดการเคลื่อนไหวมากกว่าโจมตีถึงตาย ใช้เวลาอยู่ตั้งนานกว่าจะไล่ต้อนพวกนั้นจนมุมและยังจับตัวของเพียวเพียวเป็นตัวประกัน พวกเขาเข้าใจถึงความสูญเสียที่จะเกิดขึ้นเลยคิดว่าหากตายเพียงคนเดียวก็ไม่มีปัญหาอะไร เมื่อราล์ฟบอกว่าสามารถหาตัวพวกเขาได้ทุกเวลาและไปหาได้ทันทีก็เปลี่ยนใจและยอมเจรจาด้วย

        อย่างแรกที่พวกเขาทำก็คือการขอโทษเรื่องราวในอดีต แต่ราล์ฟบอกไปว่าไม่ได้เก็บมาใส่ใจเพราะเป็นบทบาทหน้าที่ที่พวกนั้นต้องทำ และเขาเคารพในการกระทำเพื่อความอยู่รอดของตนเอง อีกทั้งในตอนนั้นก็ตัดสินจนรู้ผลแพ้ชนะไปเรียบร้อยแล้ว

        อิจิโนวดูแววตาก็รู้ว่าราล์ฟไม่ได้พูดโกหก เขาไม่ได้มาเพื่อสะสางหนี้แค้นในอดีตจึงยอมลดอาวุธลง สุดท้ายราล์ฟก็บอกความต้องการสมาชิกกิลด์มาและเลือกพวกเขาให้เข้ากลุ่ม

        "พวกเราไม่อยากมีสังกัดกิลด์ การทุ่มเทให้กับกิลด์มันเสียเวลาของพวกเรา"

        "ฉันว่าพวกนายเข้าใจอะไรผิดไปอย่างนะ ฉันไม่ได้ให้พวกนายมาดูแลบริหารกิลด์ นั่นเป็นหน้าที่ของฉันที่จะรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว รายได้ของพวกนายจะเป็นอิสระไม่จำเป็นต้องส่งมอบไอเทมหรืออุปกรณ์ดีๆ ให้เป็นส่วนกลางแต่อย่างใด ที่ฉันต้องการก็มีแค่กำลังของพวกนายในช่วงเวลาสงครามเท่านั้น แน่นอนว่าการเป็นสมาชิกกิลด์ของฉันจะได้รับสิทธิพิเศษในการซื้ออาหารและน้ำยาในราคาพิเศษ กระทั่งเหตุการณ์พิเศษที่จะเกิดขึ้นในเร็วๆ นี้อีกด้วย"

        ราล์ฟอธิบายจบก็ส่งคำเชิญเข้ากิลด์ไปให้ทั้งสามคน โดยไม่เร่งขอเอาคำตอบในตอนนี้ จากนั้นก็เทเลพอตตัวเองไปทำหน้าที่อย่างอื่นต่อ

        ราล์ฟระดมความคิดร่างแผนการต่างๆ ออกมาหลังจากที่ไปเตรียมพร้อมเรื่องสมาชิกกิลด์ใหม่แล้วก็ยังต้องไปให้ความช่วยเหลือพวกมอนสเตอร์ที่เขาควบคุมดูแลอยู่อีกด้วย ปัจจุบันนี้พวกมันมีการแบ่งแยกกองกำลังกันอย่างชัดเจนและเริ่มสร้างป้อมปราการอันแข็งแกร่งขึ้น และด้วยแบบแปลนอาวุธที่สร้างได้จากวัสดุธรรมชาติพวกเขามีเครื่องยิงหินไว้รับมือกับพวกเพลเยอร์ที่มาทำเควสต์ปราบปราม

        การมีแหล่งข่าวภายในที่รู้ว่าจะมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นทำให้ราล์ฟสามารถแจ้งเตือนและปรับปรุงการป้องกันเอาไว้ได้ทั้งหมด คาดการณ์จุดที่มนุษย์จะซ่อนตัวและทำกับดักเอาไว้ จากนั้นก็เริ่มให้พวกมันต้อนมอนสเตอร์ในป่ามาทำปศุสัตว์สำหรับเป็นอาหาร นั่นคือแผนงานที่ราล์ฟมอบให้ราชาดรอฟว์เป็นผู้ดูแลงานทั้งหมด หากทั้งหมดสำเร็จไปได้ด้วยดีก็ให้เริ่มมองหาแหล่งทรัพยากรใกล้เคียงและยึดเอาไว้เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในอนาคตข้างหน้า

        ราล์ฟยังไม่ลืมจุดประสงค์ที่จะไปช่วยไซเรน เพียงแต่ในปัจจุบันยังไม่มีวิธีที่จะไปยังอาณาจักรเงือกได้ และไม่มียานพาหนะที่จะพาคนจำนวนมากไป ความแข็งแกร่งของพวกมนุษย์เงือกนั้นเขารู้อยู่แก่ใจดีและตอนนี้คงเอาชนะได้ไม่ยาก ทว่าตอนนี้เขากำลังรอให้ระบบเคลื่อนไหวเท่านั้น หากนี่เป็นเควสต์เนื้อเรื่องแล้วล่ะก็จะต้องมีเหตุการณ์บางอย่างตามมาอย่างแน่นอน เพราะสิ่งนั้นจะเป็นเบาะแสสำคัญที่พาไปสู่อาณาจักรเงือกได้

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 47 ครั้ง

7 ความคิดเห็น

  1. #13545 watch012 (@watch012) (จากตอนที่ 359)
    วันที่ 21 พฤศจิกายน 2559 / 13:33
    ว้าวๆๆๆ
    #13545
    0
  2. วันที่ 20 พฤศจิกายน 2559 / 18:28
    เริ่มต้นกิลด์ในตำนาน
    #13532
    0
  3. #13509 นนท์ นัน (@gurookinwza) (จากตอนที่ 359)
    วันที่ 17 พฤศจิกายน 2559 / 22:20
    รอเล่ม7ที่เดียวเลยดีกว่าตอนนี้ขี้เกรียจรอ รออ่านรวดเดี่ยวเลยดีกว่า อิอิ
    #13509
    0
  4. #13508 bluerosttime (@yokouo) (จากตอนที่ 359)
    วันที่ 17 พฤศจิกายน 2559 / 18:18
    ดีใจจังที่มา อยากให้อัพบ่อยๆนะแต่่มันคงเป็นไปไม่ได้ เนื้อเรื่องกำลังสนุกเลยละ พยายามเข้าจะเป็นกำลังใจให้ สู้สู้
    #13508
    0
  5. #13506 Empty_Mind (@mrsuchart1970) (จากตอนที่ 359)
    วันที่ 17 พฤศจิกายน 2559 / 08:50
    แม้ว่าจะมาทีละ 50% แต่ต้องรอให้ครบ 100 ถึงจะอ่านค่ะ....
    ไม่งั้นมันจะค้างงงงงงงงงงงงง...
    #13506
    2
  6. #13504 สูรย์ (@chamoisee) (จากตอนที่ 359)
    วันที่ 17 พฤศจิกายน 2559 / 00:37
    ขอบคุณมากค่ะ
    #13504
    0
  7. #13503 KurouNeko (@blackcat013) (จากตอนที่ 359)
    วันที่ 16 พฤศจิกายน 2559 / 23:51
    รอรวมพลไปถล่มแล้วสินะ
    #13503
    0