คำสัญญาของกุหลาบ

ตอนที่ 10 : ตอนที่ 10 ความหลังที่เจ็บปวด

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 48
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    12 ก.ย. 54



 ****************************************************

แหะ แหะ กลับมาแล้วคร๊าบบบบ ขออภัยอย่างยิ่งที่ไม่ค่อยได้อัพเรื่องนี้ต่อเลย

แต่จะปรับปรุงตัวอัพต่อเนื่องแน่ๆค่ะ อย่าเพิ่งโกรธเค้าน๊าาาา

ว่าแล้วเชิญอ่านได้เลยค่ะ

อ่อเกือบลืม ที่เปลี่ยนแนวนั้นเพราะมีเพื่อนทักว่า "เฮ้ยของแกมันแฟนตาซีตรงไหนว่ะ ไม่เห็นมีฉากปล่อยพลังเลยนี่"

"ทำไมแฟนตาซีต้องมีปล่อยพลังอย่างเดียวว่ะ มีรักๆบ้างจะเป็นไรไป"

"บ้าเรอะ แฟนตาซีมันต้องอลังการเว้ย อย่างแกเปลี่ยนเป็นนิยายรักสะเถอะ ระวังจะไม่มีคนอ่านนะเฟ้ย"

เจ็บจี๊ดๆ แสบแปลบๆ มันพูดสะโดนเลย


-----------------------------------------------------------------------------



ตอนที่ 10 ความหลังที่เจ็บปวด



------------------------------------------------------------------------------


“นานมาแล้ว ที่ประเทศนี้ยังมีพระราชาเป็นผู้ปกครอง เมืองน้อยใหญ่นั้นขึ้นตรงต่อท่านเพียงผู้เดียว แม้แต่เจ้าเมืองถ้ามีพระราชองการลงมาก็ไม่อาจขัดได้ แต่ท่านก็ปกครองประเทศได้อย่างเข้มแข็ง ดินแดนของท่านไม่เคยถูกรุกราน ประชาชนนับถือท่านในเรื่องนี้มาก” เขาหลุบตาลงเล็กน้อย

“แต่ไม่ว่าใครก็ทำผิดพลาดได้ และสิ่งผิดพลาดนั้น ทำให้พระองค์ต้องทุกทรมานจนถึงทุกวันนี้”

“ทุกวันนี้เหรอคะ แต่ว่า แต่ว่าเรื่องนั้นมันนานมากแล้วนะคะ เป็น... พันปี”  เสียงเธอขาดห้วงเมื่อชายตรงหน้าพยักหน้ารับคำพูดของเธอ

“ถ้าอย่างนั้น คุณก็คือชายคนนั้นเหรอคะ คนที่เป็นคนรักของผู้หญิงคนนั้น” อีกฝ่ายส่ายหน้าช้าๆ

“หรือถ้างั้น คุณคือพระราชา” เขาก็ส่ายหน้าอีก

“งั้นคุณคือใครกันแน่คะ คุณคือใครในเรื่องนั้น อ๊ะ หิมะนี่นา” หิมะสีขาวนับร้อยร่วงหล่นจากท้องฟ้าที่มืดมิด ชายหนุ่มจึงเข็ญรถกลับเข้าข้างใน แล้วเข็ญเรื่อยไปจนถึงหน้าประตูห้องนอนของเธอ เด็กหญิงกล่าวขอบคุณเขาเบาๆ ขณะที่ประตูจะปิดลง เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นลอยๆว่า

“ผมก็แค่คนบาป ที่อยากได้รับการให้อภัยจากเธอคนนั้นน่ะครับ”

     ก่อนที่แสงแรกของดวงอาทิตย์จะมาเยือน เด็กหญิงรีบลุกขึ้นแล้วเข็ญรถออกไปที่ระเบียง เธอต้องการพิสูจน์ว่าที่เขาพูดมานั้นเป็นเรื่องจริงไม่ใช่แค่ฝันไป และราวกับภาพตรงหน้ากำลังตอบคำถาม แสงไฟจากบ้านเรือนกำลังจางหายไปช้าๆ ทุ่งดอกกุหลาบกับภูเขาสีน้ำเงินกลับมาอีกครั้ง ร่างบางถอนหายใจ ไม่อยากเชื่อเลยว่าตำนานนับพันปีจะมาอยู่ตรงหน้าเธอ แล้วคำพูดสุดท้ายนั่น ตกลงเขาเป็นใครกันแน่นะ น่าเสียดายที่เมื่อคืนหิมะตกสะก่อนที่จะถามอะไรอีก เฮ้อ เอาน่าแอนเซลใจเย็นหน่อย คืนนี้ค่อยถามอีกทีล่ะกัน

“คุณหนู คุณหนูอยู่ที่ไหนคะ” เสียงแม่บ้านคนเก่งร้องหาเธอเพื่อช่วยเธอทำธุระยามเช้า

“แอนเซลอยู่นี่ค๊าาาาา” เธอขานตอบโดยเน้นชื่อตัวเต็มที่ ทำให้หญิงชราหัวเราะกับความดื้อดึงของเธอ

     เมื่ออาหารเช้าเสร็จเรียบร้อย ร่างบางตีท้องน้อยที่ใหญ่ขึ้นนิดหน่อยตั้งแต่มาอยู่ที่นี่ ชุดกระโปรงฟูฟ่องสีครีมตัดแบบเจ้าหญิงเริ่มจะคับขึ้นทุกวัน เมื่อเธอบอกหญิงชรา นางก็ยิ้มแป้นแล้วรีบวิ่งไปที่ตู้เสื้อผ้าของเธอที่เต็มไปด้วยชุดหลากสีเต็มตู้ ก่อนจะเลือกหยิบชุดกระโปรงสีฟ้าอ่อนมีระบายจุดๆสีขาวทั้งตัว แล้วรีบพาเธอไปเปลี่ยนชุดทันที

“คุณหนูเริ่มโตขึ้นแล้วนะคะ เริ่มจะเป็นสาวแล้วนะคะนี่” นางจ้องมองอย่างชื่นชม เด็กตัวน้อยๆที่วันแรกมาถึงดูบอบบาง อ่อนแอ แต่หลายเดือนที่ความเป็นอยู่ดีขึ้น จากเด็กหญิงตัวเล็กเริ่มกลายเป็นหญิงสาวขึ้นมาแล้ว ผมสีน้ำตาลเริ่มยาวถึงกลางหลัง ใบหน้าดูเรียวขึ้นแก้มแดงอมชมพู ผิวพรรณเริ่มมีน้ำนวลบวกกับไม่ค่อยได้ออกแสงแดดเท่าไร ทำให้ดูขาวใส เหมาะกับชุดกระโปรงยาวสีลูกกวาดที่ช่วยคลุมขาที่เล็กกว่าปกติของเธอ

“คุณรีนาขา มองหนูมากๆ เดี๋ยวหนูก็ลอยหรอกค่ะ” เด็กหญิงแซวแม่บ้านก่อนจะทำหน้ามุ่ยเมื่อโดนแซวกลับ

“แหม ก็ป้ามองคนสวยนี่คะ ยิ่งสวยยิ่งต้องมองมากๆ” นางหัวเราะกับหน้าป่องๆของเด็กหญิง ก่อนที่จะทำหน้าจริงจังแล้วยื่นหนังสือเล่มหนาเล่มหนึ่งมาให้เธอ

“อะไรคะนี่” เด็กหญิงเปิดดูหน้าแรกที่เขียนด้วยภาษาโบราณเอาไว้ว่า หนังสือเล่มนี้เป็นสมบัติของ เชน วิลเลท ดาร์ค

“ใครกันคะ คุณเชน วิลเลท ดาร์ค คนนี้”

“บันทึกเล่มนี้คุณท่านให้เอามาให้คุณหนูค่ะ ท่านฝากบอกว่าแล้วคุณหนูจะเข้าใจเรื่องทั้งหมดเอง”

“เรื่องทั้งหมด หมายถึงเรื่องเล่าของเมืองที่หนูอยู่น่ะเหรอคะ” นางพยักหน้าก่อนจะขอตัวออกไป เธอมองดูลายเซ็นคุ้นตาที่ข้างใต้ชื่อนั้น นัยน์ตาสีเขียวก็เบิกกว้างนี่มันลายเซ็นของคุณท่านนี่นา งั้นก็หมายความว่าบันทึกเล่มนี้เป็นของคุณท่านน่ะสิสองแขนเรียวเล็กยกบันทึกขึ้นอย่างทุลักทุเล ปกหนังสีน้ำตาลกับตัวอักษรโบราณสีทองนูนสวยงาม ความหนาของมันทำให้รู้ว่าคนที่เขียนทั้งหมดนี่ต้องมีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมายแน่ๆ ตายล่ะ กี่วันจะอ่านจบกันล่ะนี่ เฮ้อออ ช่างมันหาที่อ่านก่อนดีกว่า

รถเข็ญสีทองเล็ก เคลื่อนที่ไปทั่วคฤหาสน์ สายตาสีเขียวสอดส่องหามุมสวยๆเพื่อนั่งอ่านบันทึกเล่มหนานี่ เดี๋ยวนี้อารมณ์ศิลปินในตัวเธอเริ่มปะทุขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ ก็วันๆนึงเธอเค้นสมองอยู่แต่ในห้องดนตรีทั้งวัน อารมณ์นี้จึงติดตัวเธอมาจนกลายเป็นอีกนิสัยหนึ่งของเธอ ร่างเล็กเข้าห้องโน้นทีห้องนี้ทีก็ยังไม่ถูกใจ

“คุณหนูจะไปที่ไหนหรือเปล่าค่ะ ป้าเห็นไปสะทั่วเลย” แม่บ้านชราเดินเข้ามาถามอย่างห่วงใย

“เอ่อคือหนูอยากหามุมอ่านบันทึกเล่มนี้น่ะค่ะ แต่ว่ายังไม่เจอที่ถูกใจเลย”

“คุณหนูต้องการที่แบบไหนเป็นพิเศษเหรอคะ” คิ้วบางขมวดมุ่น มือเล็กๆสางผมไปมาอย่างใช้ความคิด ก่อนจะเอ่ยอย่างเลื่อนลอยว่า

“หนูอยากได้ที่สงบ มีแสงแดดรำไร แล้วก็เงียบๆน่ะค่ะ” หญิงชราจึงเดินมาเข็ญรถให้เธอแล้วพาไปยังห้องที่เธอต้องการ

ห้องสมุดให้ตายสิเธอลืมไปได้ไงนะ ห้องหนังสือก็ต้องคู่กับการอ่านหนังสือสิ หญิงชรากำลังเซ็นชื่อเข้าใช้อยู่ที่เคาเตอร์ด้านหน้าทางขวามือ เธอจึงมองไปรอบๆห้องที่เป็นทรงโดมยอดแหลมของมันเป็นกระจกสีรูปหกเหลี่ยมแสงแดดเป็นสีสันส่องลงมากระทบชั้นหนังสือที่เรียงกันเป็นรูปตัวยูโค้งรับกับกำแพง ตรงกลางตัวยูเป็นโซฟานุ่มสีขาวหลายตัววางอยู่บนพรมขนสัตว์หนา โต๊ะกลางตัวเตี๊ยเป็นกระจกใสมีแจกันสีครีมโบราณ ช่อดอกกุหลาบสีแดงสดส่งกลิ่นหอมอ่อนๆกระจายไปทั่วห้อง

“คุณหนูใช้ห้องนี้ได้ตามสบายเลยนะคะ เดี๋ยวถึงเวลาอาหารเดี๋ยวป้าจะมาพาไปเองค่ะ” พูดเสร็จนางก็ค้อมตัวลงแล้วเดินจากไปพร้อมกับปิดประตู แต่ประตูก็เปิดออกอีกทันที เด็กสาวหันไปดูแล้วยิ้มแป้นเมื่อเห็นเจ้าชาร์เดินมาพร้อมกับลูกๆของมัน

“แหม ไปไหนไปด้วยเลยนะเจ้าชาร์ แต่เจ้าอย่ากวนฉันตอนกำลังอ่านหนังสือนี่นะ” เธอพูดพลางชูหนังสือเล่มหนาให้มันดู มันดูเหมือนจะรู้เรื่องเล็กน้อยจึงพาลูกๆของมันเดินไปที่มุมห้องหนึ่งอย่างเงียบๆ เธอจึงเริ่มลงมืออ่าน

วันที่ 1 ปี เดือน 6 ษษ. 198

ผมชื่อเชน วิลเลท ดาร์ค อายุ 23 ปี วันนี้เป็นวันแรกที่ได้เข้ามาทำงานในพระราชวังของพระราชา ผมได้รับเลือกให้เข้าตำแหน่งว่าที่ที่ปรึกษาของพระองค์เนื่องจากที่ปรึกษาคนก่อนเตรียมจะเกษียนอายุแล้ว ผมจึงได้มารับตำแหน่งที่ทรงเกียรติแห่งนี้ แต่ผมเพิ่งเข้าทำงานวันแรกคงต้องมีอะไรอีกหลายอย่างที่ผมต้องเรียนรู้ ผมได้เข้าเฝ้าพระราชาด้วยล่ะ ท่านดูเป็นคนที่น่าเกรงขามจริงๆ ท่านกล่าวทักทายผมแล้วชมผลคะแนนสอบของผมด้วย(ผมสอบได้ที่ 1 ของรัฐล่ะ) ผมรู้สึกภูมิใจมากจริงๆ แล้วท่านก็ขอตัวไปประชุมกับเจ้าเมืองต่างๆ ท่านฝากให้ท่านที่ปรึกษาเก่าให้ดูแลผมอย่างดีด้วย

(ลายมือที่ดูรีบร้อนเขียนสงสัยเจ้าตัวกำลังตื่นเต้นมากแน่ๆ เธอจึงอ่านไปอมยิ้มไปโดยไม่รู้ตัว)

วันที่ 5 เดือน 6 ษษ. 198

ผ่านมาห้าวันแล้วที่ผมได้เรียนรู้งาน เป็นอะไรที่ยากมากจริงๆ เรื่องการบริหาร เรื่องการดูแลราษฏร เรื่องการปกครอง รวมถึงทุกเรื่องต่างๆของพระราชา ผมต้องรู้ให้หมด ท่านที่ปรึกษาเก่าบอกผมว่า หลักสูตรการเรียนนี้เหมือนกับหลักสูตรคนที่จะเป็นพระราชาเพราะเราต้องให้คำปรึกษาที่ดีที่สุดแก่ท่าน ฉะนั้นเราจะต้องเรียนรู้ให้มากกว่าท่านเป็นเท่าตัว เพราะการตัดสินใจที่ผิดพลาดของพระราชา จะทำให้ประชาชนทั้งแผ่นดินเดือดร้อน พอท่านพูดแบบนั้น ผมก็เลยตั้งใจให้มากขึ้นอีกครับ

วันที่ 15 เดือน 7 ษษ.198

ช่วงนี้บทเรียนหนักมากจริงๆเลยไม่ค่อยได้เขียนเท่าไร แต่บางครั้งผมก็ได้เข้าไปร่วมประชุมกับพระราชาด้วยนะ ท่านเห็นความสามารถผมแล้วจริงๆ

(เธอเริ่มปวดตาเพราะลายมือที่อ่านค่อนข้างยากของเจ้าของ เธอจึงอ่านข้ามๆไปบ้างเมื่อยังไม่เห็นอะไรที่สะดุดตา)

วันที่ 1 เดือน 9 ษษ.198

ผมได้เข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการแล้วล่ะ บทเรียนที่มากมายได้ผ่านพ้นไปแล้ว คราวนี้จะได้เริ่มของจริงเสียที วันพรุ่งนี้ผมจะได้เข้าประชุมที่สำคัญมากๆด้วยล่ะ ผมจะพยายามอย่างเต็มที่

วันที่ 20 เดือน 11 ษษ. 198

พระราชาทรงประชวรหนักมาก แพทย์ประจำราชวังเข้าออกกันวุ่นวายไปหมด ผมต้องจัดการเรื่องต่างๆแทนพระราชาเลยทีเดียว

วันที่ 1 เดือน 1 ษษ. 199

พระราชาดูเหมือนจะหายดีแล้ว ท่านสามารถลุกขึ้นประทับได้เองเหมือนปกติ วันนี้เป็นวันขึ้นปีใหม่ด้วย ดูท่าจะเป็นปีที่ดีนะ

วันที่ 12 เดือน 1 ษษ. 199

วันนี้พระราชาทรงเสด็จร่วมประชุมได้แล้ว ท่านสั่งให้เรียกบรรดาเจ้าเมืองมาเข้าเฝ้าอย่างพร้อมเพรียง ท่านถามถึงความเป็นอยู่ของประชาชน สภาพการเงิน และเรื่องอื่นๆอีกมากมาย วันนี้ผมได้จดข้อมูลอย่างเต็มที่ เพราะผมไม่ต้องคอยไปนั่งโต้เถียงกะพวกเจ้าเมืองที่วางอำนาจใหญ่โต แต่พอท่านกลับมาก็นั่งเงียบเหมือนเดิม ช่างเป็นพวกที่หน้าอย่างหลังอีกอย่างจริงๆ อ่อแต่ผมขอยกเว้นไว้เมืองหนึ่ง คือเมืองโรสแซล เมืองเล็กๆที่เจ้าผู้ครองดูเป็นคนดีที่สุด เขามักจะคอยช่วยเหลือผมยามที่ผมตกที่นั่งลำบากในที่ประชุมเสมอ แถมขุนนางประจำตัวท่านก็เป็นคนสุขุมรอบคอบ คอยให้คำแนะนำดีๆแก่ผม สักวันหนึ่งผมจะต้องไปเยือนเมืองนี้ให้ได้

(ก็ได้อยู่นี่สมใจแล้วล่ะ เธอนึกขึ้นขัดการอ่านทันที)

วันที่ 28 เดือน 1 ษษ. 199

พระราชาทรงประชวรอีกแล้ว คราวนี้ดูท่านจะอาการหนักมาก ท่านถึงกับไอเป็นเลือดกลางห้องโถงเลยทีเดียว แล้ววันนี้ดูเหมือนองค์ชายใหญ่จะเสด็จกลับจากเมืองทางเหนือเลยด้วยนะ จะเกิดอะไรขึ้นอีกล่ะนี่

วันที่ 3 เดือน 2 ษษ. 199

วันนี้ผมต้องงดประชุมกับบรรดาเจ้าเมือง เพราะเจ้าชายใหญ่เรียกผมเข้าพบเป็นการส่วนตัว ผมตามทหารองครักษ์ไปยังพระราชฐานด้านในซึ่งเป็นที่ของเชื้อพระวงษ์โดยเฉพาะ ผมไปถึงก็พบว่าไม่ได้มีแค่เจ้าชายใหญ่ มีทั้งเจ้าชายรอง และเจ้าชายสามอยู่ด้วยอย่างพร้อมเพรียง ผมนึกแปลกใจทำไมพวกท่านไม่ออกไปดูแลว่าราชกิจแทนพระราชานะ ทำไมต้องให้ผมออกทุกที แต่บ่นไปก็เท่านั้น เพราะเรื่องที่ท่านรับสั่งผมก็พอจะเดาอุปนิสัยของทั้งสามได้แล้วล่ะ เพราะท่านทั้งสามสั่งให้ผมหาสาวงามให้พวกท่านน่ะสิ ผมถึงกับอึ้งไปเลยทีเดียวตอนที่เจ้าชายใหญ่รับสั่งเสร็จ แถมท่านยังกำชับอีกด้วยว่าห้ามผมบอกท่านพ่อของท่านเด็ดขาด ถ้าผมบอกท่านจะหาที่ปรึกษาคนใหม่ทันที ส่วนตัวผมนั้นไม่ต้องบอกก็คงรู้ เฮ้อ ผมเริ่มเห็นเค้าลางที่ไม่ดีสะแล้วล่ะ ผมจะทำอะไรได้บ้างไหมนี่

วันที่ 17 เดือน 3 ษษ. 199

เมื่อไรพระราชาจะหายป่วยนะ ผมจะบ้าตายอยู่แล้ว เจ้าชายสามคนนั้นวันๆไม่ทำงานทำการ เอาแต่ให้ทหารคนสนิทมาบอกผมให้จัดหาสาวงามให้อยู่ทุกวี่ทุกวัน แถมถ้าคนไหนถูกใจก็รับเข้าตำแหน่งอย่างง่ายๆอีก ผมต้องสั่งให้สร้างตึกเพิ่มในเขตราชฐานให้เพียงพอแก่เหล่าสาวงามนั้นที่มาไม่รู้จักหมดสะที อันที่จริงผมก็สงสารพวกเธอมาก บางคนแต่งงานแล้วก็ยังโดนพามาอีก แต่ว่าตอนนี้ผมแทบไม่มีเวลาคิดอย่างอื่นเลย แค่แผนการบริหารแผ่นดิน การประชุมที่จัดขึ้นอยู่ได้ทุกอาทิตย์ต้องมานั่งฟังพวกผู้เฒ่าพวกนั้นโต้เถียงไร้สาระ นี่ถ้าไม่มีเจ้าเมืองคนนั้นคอยช่วยล่ะก็ผมคงอกแตกตายเข้าสักวัน

วันที่ 25 เดือน 5 ษษ. 199

วันที่รอคอยของผมมาถึงแล้ว พระราชาทรงหายประชวรเสียที แต่สุขภาพท่านอ่อนแอลงมาก ท่านสั่งให้ผมฟังแทนท่านเสียเป็นส่วนใหญ่ ระหว่างประชุมท่านก็นั่งหลับตา เพียงแค่พยักหน้าเมื่อเห็นชอบเท่านั้น ผมสงสารท่านจริงๆ

วันที่ 2 เดือน 6 ษษ. 199

แย่แล้ว ดูเหมือนท่านจะรู้เรื่องที่ผมคอยหาสาวงามให้พวกเจ้าชายแล้วล่ะ ผมถูกจับมาขังไว้ที่คุกหลวงทันที คว้ามาได้แค่บันทึกนี่เพียงเล่มเดียว ผมถึงกับต้องขอร้องทหารที่เฝ้าให้หาขวดหมึกมาให้เลยนะเนี่ย เฮ้อ นี่ผมตกต่ำขนาดไหนกันนะ

วันที่ 7 เดือน 6 ษษ. 199

ผมเริ่มตีซี้กับทหารได้บ้าง พวกเขาเล่าว่าพระราชาทรงกริ้วมากเมื่อรู้เรื่องของพวกองค์ชาย แต่ที่กริ้วหนักคือเป็นตัวผมเองที่เป็นคนจัดหาให้พวกเขา ผมได้ฟังก็รู้สึกเสียใจอย่างมาก เป็นความผิดพลาดของผมเองที่รักตัวกลัวตายปล่อยให้พวกองค์ชายทำเลยเถิด เสื่อมเสียเกียรติแก่ราชวงษ์ พวกทหารยังเล่าอีกว่า ตอนแรกท่านจะสั่งประหารผมทันที แต่ท่านเจ้าเมืองเล็กๆคนนึงได้ไปขอร้องไว้ เห็นเขาบอกว่าท่านถูกบังคับให้ทำ ก็เลยเลื่อนการประหารออกไป ผมเดาได้เลยว่าเป็นเจ้าเมืองเมืองไหน ผมรู้สึกขอบคุณเจ้าเมืองคนนั้นมากมายเสียจริงๆ ถ้าออกไปได้ ผมคงต้องไปขอบคุณท่านด้วยตัวเอง

วันที่ 15 เดือน 6 ษษ. 199

ผมถูกปล่อยตัวแล้ว พระราชาทรงเรียกให้ผมเข้าเฝ้าทันที ผมรู้สึกอายนิดหน่อยจากสภาพในคุก เนื้อตัวผมค่อนข้างสกปรก แต่ท่านก็ไม่ถือสา พระพักตร์ของท่านดูดีใจที่เห็นผม แต่ผมก็ต้องหลบสายตาของบรรดาเจ้าชายที่ส่งมาให้ผมอย่างอาฆาต สงสัยจะโดนลงโทษหนักสินะ ถึงได้แค้นจนออกนอกหน้ากันสะขนาดนี้ พระราชาวานให้ผมเป็นผู้สำเร็จราชการชั่วคราว เพื่อรอให้เจ้าชายใหญ่ได้ทำพิธีขึ้นครองราชย์อย่างสมบูรณ์ พอผมได้ฟังดังนั้นผมแทบผมหมดแรง ตามประเพณีแล้วพระโอรสองค์โตจะได้สืบราชสมบัติก็จริงอยู่หรอก เพียงแต่อุปนิสัยของท่านจะไหวหรือ ถึงอย่างนั้นผมก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา...

“คุณหนูได้เวลาทานอาหารแล้วค่ะ” เสียงหญิงชราดังขึ้นที่ประตูพร้อมกับรถเข็ญอาหารที่ส่งกลิ่นหอมยั่วน้ำลาย

“ขออีกแป๊ปนึงได้ไหมคะ หนูกำลังอ่านช่วงสำคัญอยู่พอดีเลย”

“แต่นี่มันจะบ่ายสองแล้วนะคะ คุณหนูจะเป็นลมเอานะคะ มาทานก่อนเถอะค่ะ หนังสือยังไม่ไปไหนหรอก” เด็กสาวจึงวางหนังสือบนโต๊ะตัวเล็กอย่างเสียดาย ระหว่างที่ป้าแม่บ้านเข็ญรถเธอไปหาอาหารอร่อยตรงหน้า

ก๊อก ก๊อก ก๊อก หญิงสาวที่ใส่ชุดแม่บ้านขออนุญาตเธอเข้ามาในห้อง กระซิบบางอย่างกับคุณป้าอยู่สองสามคำแล้วขอตัวออกไปทันที คุณป้ารอให้เธอทานอาหารให้เรียบร้อยก่อนที่จะพูดว่า คุณท่านให้เธอไปพบที่ห้องทำงานหลังจากรับประทานอาหารเสร็จ พอเธอถามว่าทำไม นางแค่บอกว่า ท่านมีเรื่องสำคัญจะคุยกับเธอ







--------------------------------------------------------------------

อย่าเพิ่งฆ่าคนเขียนน๊าาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาา

7 ความคิดเห็น