คำสัญญาของกุหลาบ

ตอนที่ 11 : ตอนที่ 11 เส้นทางที่ผ่านมา

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 51
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    14 ก.ย. 54

 ***************************************************

กลับมาแล้วค๊าาาา ขอโทดษด้วยที่หายไปไม่บอกไม่กล่าว 1 วัน ฮ่าๆ

เนื่องจากไรเตอร์โดนฝนมาสองวันติด โรคหวัดจึงตามมาเล่นงานเมื่อวานทันที

กลับมาได้อ่านคิมเม้นท์จากรีดเดอร์ใจดีหลายท่านก็รู้สึกเป็นปลื้ม มีคนติดตามเราได้ ดีใจๆ

จากตอนแรกที่เนื้อความยังสั้นอยู่นั้น ไรเตอร์ขออภัยจริงๆ

เพราะไรเตอร์ยังเริ่มแบบไม่มีรูปแบบ ยังไม่ทราบเรื่องความพอดีของหน้า ทำให้แต่ละตอนดูสั้นไปจริงๆ

ขออภัยอย่างสูงนะคะ ตอนนี้จึงจัดให้ยาวไปเลย ไม่รู้ว่ายาวพอรึยังนะ ช่วยติชมต่อด้วยนะคะ


--------------------------------------------------------------------------


ตอนที่ 11 เส้นทางที่ผ่านมา


-----------------------------------------------------------------------------


             ‘แปลกจังเลยนะ เรียกเธอเข้าพบตอนกลางวันเนี่ยเด็กสาวคิดระหว่างให้คุณป้าแม่บ้านพาเธอออกไป แต่นางไม่ได้พาไปที่ห้องทำงานใหญ่ที่อยู่ในตัวตึก นางเข็ญรถเธอมาที่ข้างหลังคฤหาสน์ที่ยังมีตึกเล็กแยกตัวออกไปไม่ไกล ที่นั่นเธอไม่เคยได้รับอนุญาตให้เข้าใกล้เลยนับตั้งแต่ได้มาที่นี่ คุณป้าบอกว่าเป็นเขตหวงห้ามของคุณท่าน สภาพตึกนั้นเป็นแบบทรงยุโรปเก่าเช่นเดียวกับตึกด้านหน้า แต่บรรดาพันธุ์ไม้เถาวัลย์เกาะเกี่ยวไปตามผนังเต็มไปหมด บริเวณลานหน้าประตูบ้านมีเศษใบไม้ปกคลุมเหมือนอยู่เหมือนไม่ได้รับการปัดกวาดมานานหลายปี ความวังเวงของบรรยากาศทำให้เธอขนลุก เธอนึกว่าคุณป้าจะเข้าไปด้วย แต่นางกลับหยุดรถเข็ญเธอแค่ที่ลานบ้าน

              “ป้าส่งคุณหนูได้แค่นี้แหละค่ะ คุณหนูเปิดประตูเข้าไปได้เลยนะคะ” หล่อนส่งยิ้มให้เธอที่ดูกล้ากลัวๆ เด็กสาวไม่อยากเข้าไปเลย บรรยากาศหน้าวังเวงแบบนี้ในหนังมีอยู่บ่อยๆนี่นา เธอสูดหายใจลึกก่อนจะกลั้นใจกดปุ่มเดินหน้าไปที่ประตูใหญ่ สีส่วนใหญ่ของประตูลอกไปหมดแล้วเห็นแค่ลวดลายของไม้เดิมเท่านั้น  เด็กหญิงเอื้อมมือไปบิดลูกบิดสีคล้ำ บานประตูเปิดออกช้าๆ กลิ่นฝุ่นกับเฟอร์นิเจอร์เก่าลอยขึ้นมาเตะจมูกทันที บันไดใหญ่ตรงหน้าทอดตัวขึ้นไปบนชั้นสอง โคมไฟระย้าสีทองเต็มไปด้วยหยากไย่เกาะหนา

              “ขอโทษด้วยที่ต้องให้มาในที่แบบนี้” เสียงทุ้มดังขึ้นข้างหลังอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย ทำให้เด็กสาวร้องวี้ดขึ้นมาทันที มือเล็กยกมือขึ้นปิดตาตัวเองแน่น เขาจึงรีบคว้าไหล่บางไว้ก่อนจะล้มลงไปกองกับพื้น

               “ไม่เป็นไรครับ ไม่ต้องกลัว นี่ผมเอง” เขาพูดแต่เธอก็ยังไม่ยอมเอามือออกสะที จึงเอื้อมมือไปดึงมือเล็กออกเบาๆ นัยน์ตาสีเขียวเต็มไปด้วยหยดน้ำตา สีหน้าหวาดกลัวอย่างเด็กๆของเธอ ทำให้เขาหลุดหัวเราะออกมานิดหน่อยทันที

             “คุณ คุณหัวเราะหนูเหรอคะ” เสียงเธอออกแววตัดพ้อ คิ้วบางขมวดน้อยๆอย่างไม่พอใจ เขาจึงหยุดหัวเราะแล้วเริ่มเข็ญรถเด็กหญิงไปทางปีกตะวันตก ผ้าม่านผืนใหญ่ถูกปิดลงทั้งหมดทำให้แสงลอดเข้ามาไม่ได้เลย

            “ทำให้ถึงมืดแบบนี้ล่ะคะ ยิ่งเหมือนบ้านผีสิงเข้าไปใหญ่” เด็กหญิงหน้ามุ่ยลงไปอีกพร้อมกับยกมือขึ้นกอดตัวเอง

             “ไม่ต้องกลัวหรอกนะครับที่นี่ไม่มีผีแน่นอน ว่าแต่คุณอ่านถึงไหนแล้ว บันทึกนั่น” เสียงเล็กหัวเราะขึ้นทันที ทำให้ร่างสูงแปลกใจ เดี๋ยวร้องไห้เดี๋ยวหัวเราะ เด็กผู้หญิงเขาเป็นแบบนี้กันหมดหรือเปล่านะ

             “ขอโทษค่ะ หนูรู้ว่ามันไม่ควรแต่ ฮิฮิ คุณเขียนบรรยายได้ดีนะคะ” รถเข็ญชะงักเล็กน้อยทำให้เด็กสาวถึงกับหัวเราะดังขึ้นไปอีก ชายหนุ่มทำหน้าไม่ถูกเมื่อเด็กที่อายุน้อยกว่าเขาหลายร้อยปีกำลังหัวเราะเขาจนตัวงอ

             “เอ่อ คุณรีนาคงไม่ได้บอกคุณให้อ่านแค่หน้าที่พับไว้ใช่ไหมครับ”

             “เอ๋ มีหน้าพับไว้ด้วยเหรอคะ?” นั่นไงเขาว่าแล้วเชียว

             “ถ้าอย่างนั้นคุณอ่านถึงวันไหนแล้วครับ” เขารีบเปลี่ยนเรื่องแล้วรถเข็ญต่อไปเหมือนเดิม เด็กสาวจึงหยุดหัวเราะทันที

             “ค่ะ ถึงวันที่ 15 เดือน 6 ษษ. 199 ตอนที่พระราชาเรียกคุณเข้าพบเพื่อแจ้งว่าเจ้าชายองค์ใหญ่จะได้ขึ้นครองราชย์ แล้วให้คุณช่วยสำเร็จราชการชั่วคราวค่ะ” เขาเลิกคิ้วแล้วหันมามองเธอ

             “คุณความจำดีมากนะครับ”

             “ค่ะ มาดามก็เคยบอกว่าหนูจำโน๊ตเพลงได้เร็วมาก” เธอพูดเหมือนเป็นเรื่องปกติที่เด็กทุกคนต้องทำได้

              “งั้นเหรอครับ นั่นสินะ” เขาพูดเพียงแค่นั้นแล้วก็ยิ้ม ทำให้เธอต้องหันมามองเขาอย่างสงสัย

              “คุณดูแปลกๆนะคะเนี่ย”

               “แปลกยังไงครับ”

               “ก็ วันนี้คุณพาหนูมาที่นี่ แถมยังพูดเหมือนจะล้อเล่นหนูด้วยนี่คะ” ตากลมจ้องมองเขาอย่างจับผิด พูดอย่างกับเขาไปกินอะไรผิดมายังงั้นแหละ ขี้สงสัยไม่เปลี่ยนเลยจริงๆ

               “นี่ นี่ คุณอย่ามาเงียบเบี่ยงประเด็นนะคะ ไหนคุณว่าจะเล่าทุกอย่างให้ฉันฟังไง” เขาอดยิ้มนิดๆไม่ได้ สรรพนามที่เธอแทนตัวเองเปลี่ยนไป ท่าทางเธอจะเริ่มโกรธเขาขึ้นมาแล้วสินะ แต่ร่างสูงก็ไม่ได้ตอบอะไร เขาเข็ญรถเด็กสาวที่งอนแก้มป่องไปจนถึงห้องสุดท้ายของทางเดิน เขาเอื้อมมือหนาไปแตะเพียงแผ่วเบาประตูสองบานก็เปิดออกเผยให้เห็นห้องขนาดกว้างที่เต็มไปด้วยแสงเทียนสลัว จนเมื่อเขาผายมืออกไปนั้น แสงสว่างก็สาดออกมาทันที

               “ยินดีต้อนรับสู่ห้องทำงานของผมครับ” เด็กสาวอ้าปากค้างเมื่อภาพตรงหน้านั้นปรากฏต่อสายตา ห้องที่เธอคาดว่าขนาดคงจะเล็กเท่าห้องดนตรีนั้นกลับใหญ่โตราวเวทีแสดงคอนเสิร์ต เสาสี่เสาทรงโบราณขนาดสองคนโอบตั้งตระง่านอยู่สี่มุมของห้อง โต๊ะไม้สีเข้มยาวมีเก้าอี้ที่เข้าชุดกันเรียงรายอยู่เต็ม บนนั้นมีเอกสารกองพะเนินเป็นจุดๆวางอยู่ทั่วทั้งโต๊ะ เขาเริ่มเข็ญรถเธอเข้าไปที่ด้านในก็พบว่าเป็นพื้นยกสูงขึ้นเล็กน้อยแล้วมีโต๊ะทำงานคล้ายกับสมัยปัจจุบันตั้งอยู่บนแท่น บนโต๊ะนั้นมีโคมไฟแบบสมัยใหม่ คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กและด้านซ้ายมีรูปปั้นสิงโตมีปีกสีทองบริสุทธิ์

               “คุณอยากจะนั่งตรงไหนหรือครับ” เธอสะดุ้งเมื่อถูกถามแต่พอมองรอบๆเธอก็พบว่าเขาเข็ญรถของเธอมาที่ด้านข้างของโต๊ะทำงานแล้ว

               “เอาตรงนี้ก็ได้ค่ะ ขอบคุณค่ะ” แล้วเขาก็นั่งลงที่โต๊ะทำงานใหญ่ เปิดไฟแล้วจึงเปิดโน้ตบุ๊ก เขาหันมาทางเธอที่ดูจะสนใจ จึงเลื่อนหน้าจอออกมาในมุมที่เธอเห็นได้ด้วย

               “เอ่อ ขอโทษค่ะ หนูไม่ได้ตั้งใจจะแอบดู หนูแค่....” แต่เขาเพียงแค่สายหน้า แล้วจับคันโยกของรถเข็ญให้เลื่อนเข้ามาเพื่อดูใกล้ๆ ทำให้เธอรู้สึกอึดอัดเล็กน้อย ก็เพราะว่ากลัวเขาจะได้ยินเสียงหัวใจแทบจะดังทะลุออกมาแล้วน่ะสิ เธอรีบปัดความรู้สึกนั้นทิ้งไป ไม่ได้นะจะปล่อยใจไม่ได้

              “นี่เป็นแผนที่ดังเดิมของอาณาจักรที่ผมเคยอยู่ครับ” เธอเงยหน้ามองก็พบภาพแผนที่โบราณ ที่ศูนย์กลางของแผนที่เขียนคำว่า เมืองหลวง รอบด้านนั้นมีเมืองอยู่ห้าเมืองที่รายล้อมเมืองหลวง แต่ที่เธอสะดุดตาก็คือเมืองเล็กที่ถัดออกจากเมืองรอบนอกนั่น มีชื่อเมืองเหมือนกับเมืองที่เธออยู่ เมืองโรสแซล

             “คุณท่านคะ นั่นมันเมืองของหนูใช่หรือเปล่า ทำไมมันไปอยู่ทางเหนือล่ะ ทำไมไม่ใช่ที่นี่” เด็กสาวถามอย่างสงสัยพลางชี้มือไปทางแผนที่ในจอ

              “เพราะเกิดเหตุการณ์แสนเศร้านั่นขึ้นมาน่ะครับ ทำให้มิติเวลาในตอนนั้นเกิดผิดเพี้ยนไป” เขาเลื่อนรูปไปเรื่อยๆจนมาหยุดที่รูปวาดของหญิงสาวคนหนึ่ง ผมสีแดงเพลิงนัยน์ตาสีทับทิม ใบหน้าอ่อนเยาว์น่ารักบอบบาง อ้อมแขนของเธอกอดช่อดอกกุหลาบป่าสีแดงสดที่กลืนไปกับเส้นผม  และรอยยิ้มนั่นทำให้เธอคิดว่าคนที่วาดภาพของเธอคนนั้นคงเป็นคนที่เธอรักสุดหัวใจแน่ๆ เพราะรอยยิ้มที่แสนบริสุทธิ์ของเธอดูเหมือนจะมอบให้คนวาดเพียงผู้เดียว

              “เธอเป็นใครกันหรือคะ หนูคิดว่าเธอสวยมากๆเลย” ร่างเล็กถอนหายใจอย่างปลื้มๆ อารมณ์ศิลปินทำให้เธอนึกอยากเล่นดนตรีให้เธอคนนี้ฟังบ้างได้ไหมหนอเพื่อเธอจะยิ้มแบบนี้ให้เราบ้าง

               “เธอเป็นลูกสาวของขุนนางใหญ่ของเจ้าเมืองโรสแซลครับ” เธอหันไปก็พบว่านัยน์ตาสีน้ำเงินกำลังส่องประกายความเศร้า ก่อนที่เขาจะเล่าต่อไปว่า

               “และเธอคนนี้ก็เป็นหนึ่งในบรรดาหญิงสาวที่ผมส่งรายชื่อไปให้เจ้าชายใหญ่ครับ” เธอเบิกตากว้างเมื่อมือหนาเริ่มกำที่เท้าแขนแน่นจนสั่นน้อยๆ เธอจึงเอื้อมมือไปแตะเพียงแผ่วเบา จนมือนั้นเริ่มคลายความตึงเครียดลง

               “ตอนที่ส่งไปผมไม่ทราบเลยว่ามีผู้หญิงคนนี้ด้วย ผมเคยพบเธอสองสามครั้งตอนที่เธอมากับท่านพ่อที่มาประชุมยังพระราชวัง”

               “วันนึงขณะที่พวกผมออกจากห้องประชุม เธอวิ่งออกมารับ เธอเป็นคนสวยมากอย่างที่คุณว่า เสียงของเธอไพเราะมาก เธอทักผมแล้วบอกว่าคุณพ่อของเธอเล่าเรื่องของผมให้เธอฟังด้วย” สีหน้าของเขาบ่งบอกว่าความทรงจำนั้นดูจะมีความสุขมาก เด็กสาวก็รู้สึกดีใจที่เขาทำสีหน้าแบบนี้ได้ แต่ในใจเธอทำไมมันโหวงๆชอบกลนะ

               “เธอบอกว่าเธอชื่นชมผมมาก ทั้งที่อายุน่าจะเท่ากันแต่เป็นถึงผู้สำเร็จราชการ แต่พอผมบอกอายุเท่านั้นแหละ เธอถึงกับอึ้งไปเลยทีเดียว แล้วหลังจากนั้นเธอก็รอพบผมจนท่านพ่อของเธอประชุมเสร็จอยู่ทุกครั้ง”

               “คุณชอบเธอหรือเปล่าคะ” เธอรีบยกมือขึ้นปิดปาก เมื่อเขาหยุดแล้วหันหน้ามามองเธอช้าๆ

               “ขอโทษค่ะ อย่าสนใจเลย เล่าต่อเถอะค่ะ” เธอรีบชี้มือไปยังหน้าจอที่ปรากฏรูปวาดครอบครัวนึงขึ้นมา

               “นั่นครอบครัวของใครเหรอคะ”

                “ครอบครัวท่านเจ้าเมืองโรสแซลครับ” เขากลับมาทำหน้าเศร้าอีกรอบเมื่อหันไปมองภาพที่ดูมีความสุขมากรูปนั้น

               “แล้วพวกเขาเกี่ยวข้องยังไงกับเรื่องนี้เหรอคะ”

               “เกี่ยวตรงที่ลูกชายของท่านเป็นคู่หมั้นของเธอคนนั้นครับ” เธอตกใจอีกรอบ ถ้าเช่นนั้นก็หมายความว่าผู้หญิงคนนั้นมีเจ้าของแล้วน่ะสิ

               “เมื่อถึงวันส่งตัว เธอคนได้ไปที่แม่น้ำแล้วเอ่ยคำสาปผูกมัดตัวเองกับแม่น้ำประจำเมืองว่าเธอจะรอคนรักอยู่ที่นั่น แล้วเธอก็ปลิดชีวิตตัวเองครับ”

               “น่าสงสารจังเลย เรื่องเศร้าแบบนี้” เธอเอ่ยเสียงเศร้า ทั้งๆในรูปเธอคนนั้นดูมีความสุขมากแท้ๆ ความเศร้าที่เกิดจากความรักไม่สมหวังเธอจะรู้สึกเสียใจขนาดไหนนะ

               “ครับ แล้วหลังจากนั้นที่แม่น้ำก็มีดอกกุหลาบที่เติบโตในน้ำได้มากมาย แม่น้ำจึงถูกตั้งชื่อตามเธอครับ”

               “แล้วคู่หมั้นของเธอล่ะคะ ผู้ชายคนนั้นเขาทำยังไงต่อ”

               “เขาก็คือคนที่เอ่ยคำสาปผูกมัดพระราชาครับ”

               “ผูกมัดเหรอคะ ด้วยอะไรคะ แล้วเกิดอะไรขึ้นกับพระราชาคะ” เธอถามอย่างร้อนรน แต่แค่เขาหันมาหาเธอก่อนจะลุกขึ้นแล้วเริ่มเข็ญรถของเธอไปที่กำแพงด้านหลังโต๊ะทำงาน เขาเอื้อมมือไปหมุนรูปปั้นสิงโตที่บนโต๊ะ แล้วกำแพงตรงหน้าเธอก็เลื่อนออกจากกันทันที

                “มะ ไม่จริง เป็นไปไม่ได้” เด็กสาวยกมือกอดตัวเองไว้แน่น ความจริงที่อยู่ตรงหน้านั้นทำให้เธอหวาดกลัว ร่างของชายชราผู้มีผมสีดอกเลา ร่างกายที่สมัยก่อนคงมีมัดกล้ามกลับถูกปกคลุมไปด้วยเส้นใยบางๆสีน้ำเงินเข้มร้อยรัดร่างนั้นไว้ทั่ว รอยรัดนั้นทิ้งบาดแผลลึกสีแดงยาว แถมบางที่ดูเหมือนจะมีเลือดไหลอยู่ด้วย นี่มันอะไรกัน

                “ถวายบังคมพะย่ะค่ะฝ่าบาท” ร่างสูงทำความเคารพคนตรงหน้าเธอทันที

                “ฝะ ฝ่าบาทเหรอคะ คุณคนนี้คือฝ่าบาทของคุณเหรอคะ” เขาผละจากเธอไปยังแท่นที่ตรึงร่างน่าสงสารนั่น มือหนาคว้าผ้าจากโถน้ำมาเช็ดตามเนื้อตัวชายชราอย่างเบามือ

                “วิล...เลทเหรอ ขอบ...ใจนะ” เสียงแหบพร่าเอ่ยขึ้นจากปากที่ไร้การขยับ จู่ๆไอเย็นเชียบก็มาสัมผัสที่ไหล่ของเธออย่างแผ่วเบา

               “กรี๊ดดดดดดด ผีหลอกกกก”

               “เดี๋ยวก่อนแม่หนู อย่าเพิ่งตกใจไป ข้าไม่ใช่ผีหรอกนะ เอ่อ ถึงจะเหมือนอยู่บ้างก็เถอะ ฮ่า ฮ่า ฮ่า”  ร่างขาวใสที่เหมือนคนตรงหน้าเปี๊ยบกำลังหัวเราะร่วนอย่างอารมณ์ดี ทั้งๆที่เธอตกใจแทบตาย

               “อ้าวนิ่งไปเลย ข้าแกล้งแม่หนูนี่แรงไปเหรอ เชน” ร่างนั้นหันหน้าไปถามชายหนุ่มที่ยังคงใช้ผ้าเช็ดบาดแผลอยู่โดยไม่พูดอะไร

               “อ้าวนี่ก็นิ่งประจำเลย เฮ้อออ ข้านึกว่าเจ้าจะพาสาวช่างพูดมาหาข้าสะอีก” ร่างนั้นพูดงึมงำอยู่สักพักก่อนจะลอยหายเข้าไปในกำแพง

               “คุณไม่เป็นไรนะ ท่านมักจะเป็นแบบนี้เสมอแหละ อย่าไปใส่ใจเลย” เขายื่นผ้าเช็ดหน้าผืนใหม่มาให้เธอ สายตาของเขาส่อแววกังวลเกี่ยวกับเหตุการณ์เมื่อกี้นี่

               “ขะ ขอบคุณค่ะ คนนั้น เอ้ย ร่างนั่นคือฝ่าบาทเหรอคะ เป็นผีเหรอคะ” เสียงเธอสั่นอย่างช่วยไม่ได้ รวมถึงร่างบางของเธอด้วย ก็ไหนบอกว่าไม่มีผีไง

               “ครับ นั่นคือฝ่าบาท แต่เป็นเพียงแค่จิตของท่านเท่านั้น” เขาคว้าผ้าเช็ดหน้าที่ส่งให้เธอมาเช็ดหน้าให้เธอเสียเอง เพราะดูเหมือนมือของเธอสั่นจนจับผ้าไว้ไม่ไหวแล้ว

               “นี่เป็นวิธีการลดความทรมานของท่านครับ ถ้าท่านยังอยู่ในกายเนื้อ ท่านจะเจ็บปวดมาก” เธอหันไปมองร่างที่เลือดเริ่มซึมออกมาอีกแล้ว เขาจึงรีบกลับไปเช็ดเลือดอีกครั้ง

               “เอ่อ หนูยังตามไม่ทันเลยค่ะ คุณช่วยอธิบายเพิ่มขึ้นได้ไหมคะ ว่าทำไมฝ่าบาทของคุณต้องมาอยู่ในสภาพนี้ และก็สภาพนั้น” เธอชี้มือไปที่ร่างที่ถูกตรึงก่อนจะชี้ที่กำแพงที่เขาเพิ่งลอยหายไป

               “ครับ นี่คือผลของคำสาปที่คู่หมั้นของเธอสาปพระราชาไว้ครับ ผลของมันกลายเป็นเส้นใยบางๆรัดร่างของท่านไว้ยามที่พระอาทิตย์สาดแสงขึ้นสู่ท้องฟ้า และจะหายไปในยามราตรี อายุขัยของท่านจะไม่ดับสูญจนกว่าจะแก้คำสาปได้ครับ” เขาหยุดเล่าแล้วหันไปเช็ดเลือดที่ใบหน้าของชายชราสักครู่ ก่อนที่จะเล่าต่อว่า

               “ส่วนร่างจิตนั่น เป็นการปลดปล่อยความเจ็บปวดของท่าน จากการให้อภัยของท่านเจ้าเมืองโรสแซลครับ ถ้าท่านยังอยู่ในร่างจิต ท่านจะไม่เจ็บปวด”

              “ยังงั้นเหรอคะ แล้วการให้อภัยล่ะคะ ท่านเจ้าเมืองให้อภัยฝ่าบาททั้งที่ทำเรื่อง...เอ่อไม่ใช่สิ ฝ่าบาทไม่ได้ทำนี่นา ถ้างั้นเจ้าชายใหญ่ล่ะคะ ตอนนี้ท่านเป็นเหมือนฝ่าบาทหรือเปล่า” เธอเข็ญรถเข้าไปช่วยเขาทันที เพราะบาดแผลทั่วทั้งตัวนั่นดูเหมือนเช็ดคนเดียวคงไม่ทันแน่ๆ

             “ขอบคุณครับ ท่านเจ้าชายใหญ่ได้ท่านราชินีขอร้องไว้น่ะครับ เขาจึงได้ครองราชย์ต่อและสวรรคตไปตั้งแต่สมัยนั้นแล้ว”

            “อะไรกัน ทั้งๆที่ท่านไม่ได้ทำอะไรผิดแท้ๆ แล้วทำไมท่านต้องมารับเคราะห์กรรมนี้ด้วยคะ” เธอเงยหน้าขึ้นมองชายชราที่ทนความทรมานมานับพันปี ใบหน้าเหี่ยวย่นแก้มซูบตอบ นัยน์ตาปิดสนิทที่มีรอยคล้ำหมองทำให้เธออดสงสารปนเวทนาไม่ได้

            “คุณคิดว่าคนที่เป็นพ่อคนจะยอมให้ลูกเจ็บปวดไปตลอดชีวิตเหรอครับ” เขาถามพลางหันมามองหน้าเธออย่างอ่อนโยน อ้านั่นสินะ เธอลืมข้อนี้ไปได้อย่างไร จะมีพ่อที่ไหนทนเห็นลูกอยู่ในสภาพอย่างนี้ได้กันนะ

            “ท่านเจ้าเมืองให้อภัยฝ่าบาทโดยการลดความเจ็บปวดทางร่างกาย แล้วท่านขุนนางใหญ่ล่ะคะ คุณพ่อของผู้หญิงคนนั้นไม่รู้สึกแค้นบ้างเลยเหรอ ลูกสาวของเขาก็ตายเหมือนกัน” ร่างสูงหยุดชะงักเล็กน้อย ก่อนจะวางผ้าเช็ดหน้าลงแล้วหันมามองเธอก่อนจะนิ่งเงียบไป เธอขมวดคิ้วอย่างงงๆก่อนที่สมองจะคำนวณอะไรบางอย่างออกมาได้ อะไรที่อยู่ตรงหน้าเธอนี่เอง

           “หรือว่า คุณก็ด้วย..” เธอร้องขึ้นอย่างตกใจเมื่ออีกฝ่ายพยักหน้ายืนยันในสิ่งที่เธอพูด

           “ครับ เขาเอ่ยคำสาปใส่ผม ให้ผมออกข้างนอกได้แค่ยามราตรี ส่วนกลางวันผมต้องอยู่ที่นี่เพื่อดูแลฝ่าบาทจนกว่าคำสาปจะได้รับการแก้ไข” เสียงของเขาบ่งบอกความเศร้าแต่กระนั้นเขาก็ยังยิ้มออกมาเล็กน้อย

           “อันที่จริงนี่ถือเป็นความกรุณาต่อผมมากกว่า ทั้งที่คนผิดของเรื่องนี้คือผมเอง” เขาหยุดเล็กน้อยก่อนที่จะพรั่งพรูคำพูดที่ดูเหมือนเก็บงำไว้หลายพันปี ภายในใจของเขา

           “ทั้งๆที่ทุกอย่างเริ่มต้นจากผม เพราะผมที่ส่งรูปเธอไปให้เจ้าชายใหญ่ ทำให้เธอต้องเจ็บปวดจนถึงกับฆ่าตัวตาย ทั้งคนรักของเธอ และยังฝ่าบาทอีกที่ต้องทรมาน ทั้งหมดเป็นเพราะผมคนเดียว” ร่างสูงค่อยๆทรุดตัวลงเมื่อเขาได้ระบายความรู้สึกออกมา และดูเหมือนพลังในตัวเขาก็จะหมดลงไปด้วย ไหล่หนาห่อลงอย่างน่าสงสาร เธอจึงลูบเส้นผมยาวสีดำของเขาแล้วเอ่ยคำพูดขึ้นอย่างอ่อนโยน

          “คุณไม่ได้เป็นคนหรอกผิดนะคะ คุณแค่ทำตามคำสั่งของเจ้าชายเท่านั้น แล้วคุณก็ยังพยายามทำเพื่ออาณาจักรของคุณ เพื่อฝ่าบาทคุณ” เขาเงยหน้าขึ้นมามองเธอ ใบหน้านั่นไม่มีน้ำตาสักนิดมีแต่ความเศร้าที่ลึกสุดประมาณ

          “คุณอย่าเศร้าอีกเลยนะคะ ฉันเชื่อว่าตลอดพันปีที่ผ่านมานี่ คุณได้ทำมามากพอแล้วล่ะค่ะ คุณดูแลฝ่าบาทอย่างดี แถมยังดูแลฉันอย่างดีอีก ฉันเชื่อว่าคุณเป็นคนดีค่ะ” แต่เขากลับส่ายหน้าช้าๆ เธอจึงรู้ว่าคำปลอบใจคงใช้ไม่ได้ผลกับเขาแล้ว เธอจึงจับไหล่ของเขาไว้แน่น แล้วเอ่ยเสียงเป็นงานเป็นการขึ้นมาว่า

          “คุณจะจมอยู่กับความเศร้าไม่ได้นะคะ ถ้าคุณมัวแต่เศร้าอยู่แบบนี้ จะมีแต่ทำให้คนรอบข้างเป็นห่วงนะคะ แล้วเรื่องการแก้คำสาปนั่นอีก คุณบอกฉันมาสิคะ ฉันจะช่วยคุณเองค่ะ ไม่ว่าจะนานแค่ไหน ต่อให้เป็นคุณป้าพันปีก็เถอะ เอ๊ะ!นี่คุณหัวเราะฉันทำไมเนี่ย” จู่ร่างสูงก็หลุดหัวเราะพรืดออกมา ทำให้เธอหยุดพูดทันทีก่อนจะหันรถหนีไปอีกทาง

          “ฉันไม่พูดแล้ว เชิญคุณแก้ไปคนเดียวเหอะ ไปเป็นตาแก่พันปีหมื่นปีไปเลย ฉันไม่สนแล้วฉันจะกลับบ้าน” มือหนารีบเอื้อมมือมาคว้ารถเข็ญไว้ทันที แต่หน้าตาของเขายังยิ้มกว้างอย่างน่าหมั่นไส้ เธอจึงพยายามจะไม่มองหน้าเขานัก

         “ขอโทษครับ ผมแค่แปลกใจเท่านั้น คุณตัวเล็กแค่นี้แต่พูดสะเป็นงานเป็นการเชียว” เขาเดินมานั่งตรงหน้าเด็กสาวที่ยังหันหน้าหนีเขาอยู่ เขาจึงลองถอนหายใจยืดยาว แล้วก็ได้ผลร่างบางหันมามองตาขวางใส่เขาทันที

         “คุณคงคิดว่าฉันเป็นเด็กใช่ไหม ใช่สิฉันคงช่วยอะไรไม่ได้ ก็ฉันมันเป็นแค่เด็กนี่ เดินก็เดินไม่ได้ แล้วให้ฉันมาที่นี่ทำไม จับฉันมาขังทำไม” เธอเริ่มร้องไห้ น้ำตาเม็ดเล็กใสร่วงพรูออกมาทำให้เขาตกใจ เขาทำอะไรไม่ถูกขึ้นมาทันที ถ้าให้แก้ปัญหาเด็กร้องไห้ร้องไห้ล่ะก็ขอเขาไปแก้ปัญหาการเมืองยังดีกว่าเสียอีก เขาจะทำยังไงดีนะนี่ แล้วจู่ๆเสียงเดิมก็ลอยกลับมา

          “เชนเจ้าทำเด็กผู้หญิงร้องไห้เหรอ ไม่เป็นสุภาพบุรุษสะเลยนะ” ร่างโปร่งใสกลับมาอีกครั้ง เขาเอ่ยใส่ร่างสูงอย่างตำหนิทันที

          “ขออภัยครับ ผมผิดเองที่หัวเราะใส่เธอ แต่ผมไม่ได้ตั้งใจ ผมไม่รู้จะทำให้เธอหยุดร้องไห้ยังไงจริงๆ” เขาเริ่มทำสีหน้าลำบากใจ มือที่คอยยื่นผ้าเช็ดหน้าให้เธอกลับถูกเธอดันออกหลายครั้ง แต่เขาก็ยังพยายามยื่นให้เธออย่างจนปัญญา

         “เฮ้ออออ เชนเจ้าออกจะเก่งเรื่องการแก้ปัญหานะ แต่ทำไมเด็กผู้หญิงร้องไห้แค่นี้กลับแก้ไม่ได้ล่ะนี่” แล้วร่างนั้นก็เคลื่อนมาลอยตรงหน้าเธอก่อนจะพูดอย่างอ่อนโยนว่า

         “แม่หนูน้อย อย่าไปโกรธเจ้าเชนเลยนะ เจ้านี่มันซื่อบื่อเรื่องผู้หญิงมาก ต่อให้มีสิบผู้หญิงมาร้องไห้อยู่ตรงหน้ามันก็ทำอะไรไม่ถูกหรอก” ชายชราพูดพร้อมกับยิ้มอย่างขบขันเมื่อชายหนุ่มข้างๆยกมือกุมหัวอย่างปลงๆ เธอจึงหลุดหัวเราะกับท่าทางเก๊กแตกของเขา

         “ฮ่า ฮ่า ดูสิเชน ข้าทำให้เธอหัวเราะแล้ว เห็นไหมข้าน่ะเก่งเรื่องนี้นะ ฮ่า ฮ่า ฮ่า” ว่าแล้วเขาก็ลอยหายไปอีกรอบ ชายหนุ่มมองเด็กสาวที่ยังคงอมยิ้มอยู่ เอาเถอะอย่างน้อยเธอก็หยุดร้องไห้แล้วล่ะนะ

         “ผมต้องขอโทษเรื่องเมื่อกี้ด้วยล่ะกัน ผมไม่ได้ตั้งใจจะจับคุณมาขัง ส่วนเหตุผลที่พามาคุณก็น่าจะรู้” เธอเอียงคออย่างสงสัย จนทำท่านึกขึ้นได้ว่า

         “หรือว่าเรื่องบทเพลงนั่น”

         “ครับบทเพลงนั่นสามารถแก้คำสาปทั้งหมดได้”  

         “ยังงั้นหรือคะ เป็นอย่างนี้นี่เองสินะ”เด็กสาวก้มหน้าลงพูดงึมงำก่อนจะพูดโดยไม่เงยหน้าขึ้นมา

          “แล้ว...ทำไมถึงต้องเป็นฉันคะ ทั้งๆที่มีนักดนตรีคนอื่นที่เก่งๆ ทำไมต้องเจาะจงว่าเป็นฉันเหรอคะ” เธอเงยหน้าขึ้นทันทีเมื่อเมื่อพูดจบ เขามองดวงตาของเธอที่คล้ายกับใครคนนึงมากจริงๆ

          “บทเพลงนั่นมีนักดนตรีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่สามารถเล่นได้ครับ แต่นักดนตรีคนนั้นต้องมีบางอย่างที่คนทั่วไปไม่มี”

          “อะไรบางอย่างงั้นเหรอคะ” เธอพูดอย่างงงๆเมื่อเขาเริ่มเข็ญรถของเธอออกจากตัวตึกเล็ก ความมืดทำให้เด็กสาวเพิ่งสังเกตว่าภายนอกเริ่มเป็นกลางคืนแล้วนี่เอง ทิวทัศน์ที่อยู่เบื้องหน้านั่นกลับมาเรืองรองด้วยแสงไฟอีกครั้ง เมื่อมาถึงที่หน้าตึกใหญ่ เขาหยุดรถเธอให้หันหน้ามาทางเขาแล้วพูดต่อว่า

         “สิ่งนั้นมีมาตั้งแต่สมัยโบราณแล้วครับ และสืบทอดต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน”  เขาสบตาเธอที่เอียงคอให้เขาอย่างเป็นคำถา

         “สิ่งนั้นคือสายเลือดของเธอคนนั้นครับ




------------------------------------------------------------------------

อี๊ดดดดดดดด ทิ้งท้ายไว้อีกแล้ว ขอคำวิจารณ์แบบหนักๆด้วยนะคะ อยากปรับปรุงตัวเองอยู่

ติดตามต่อตอนหน้านะคะ


7 ความคิดเห็น