[END] ยอดนายสนมกับวิถีชีวิตเยี่ยงคนเกียจคร้าน

ตอนที่ 84 : (อ่านฟรีวันที่ 25/9/63) ตอนที่ 24 ความผิดพลาดของราชวงศ์ปักษา (1)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 458
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 24 ครั้ง
    14 ส.ค. 63

 “เห็นไหมล่ะ ข้าบอกแล้วว่าให้เวลาพวกเขาสามวัน”

 

“แต่ก็ไม่คิดว่าใช้สามวันแบบคุ้มค่าสุดๆ เช่นนี้นะเจ้าคะ”

 

นั่นคือการพูดคุยหลิวเซี่ยกับหลานอันฮุ่ยหลังปลอดกลอนประตูให้อวี้เหวินเฉิงและต้วนมู่ชิงออกมาจากห้องนั้นเสียที ซึ่งแน่นอน พวกเขารู้อยู่แล้วว่ามีกิจกรรมอะไรเกิดขึ้น จึงไม่ได้มีสีหน้าแปลกใจกับร่องรอยบนตัวคนทั้งสอง

 

“...พวกท่านนี่มัน” ต้วนมู่ชิงโอด ส่วนอวี้เหวินเฉิงก็ได้เบนสายตา จะบ่นด้วยก็บ่นไม่เต็มปากเพราะตนเป็นฝ่ายได้กำไรในเรื่องนี้

 

“มีปากเสียงได้ ก็แสดงว่าสำเร็จด้วยดี ก็เป็นเรื่องที่น่ายินดีแล้วล่ะ” หลานอันฮุ่ยพยักหน้ากลับตัวเองแล้วลูบเส้นผมสีดำขลับของคนตรงหน้าเบาๆ โดยที่ต้วนมู่ชิงรู้สึกเหมือนโดนถีบลงปากเหวแล้วปลอบใจทีหลัง “จากนี้ไปเรื่องการคืนแกนปราณคงไม่น่าห่วงอะไรแล้ว เหลือแค่ระยะเวลาฟื้นฟูเท่านั้น”

 

ต้วนมู่ชิงเลิกคิ้ว คล้ายสงสัยคำว่าระยะเวลา 

 

“ก็ถ่ายโอนอย่างสม่ำเสมอ สักปีหนึ่งก็คงกลับคืนอย่างสมบูรณ์ล่ะนะ”

 

“ที่ว่าสม่ำเสมอนี่อย่างไรนะขอรับ” เริ่มรู้สึกถึงลางสังหรณ์แปลกๆ ต้วนมู่ชิงจึงได้แต่ก้มหน้าก้มตา ขนแขนลุกชันยามที่ได้ยินคำต่อไป

 

“อย่างต่ำก็วันละครั้ง ถ้าวันไหนลืมก็กลับไปทบรอบใหม่ ง่ายๆ แค่นี้เอง”

 

ง่ายเรือนบิดาท่านสิอาจารย์...

 

แต่ก็นะ นั่นอาจารย์ ต้วนมู่ชิงจึงได้แต่เก็บงำความคิดไว้ในใจแล้วสูดลมหายใจเข้าลึกๆ “ท่านนี่แทบไม่เปลี่ยนไปเลยนะขอรับ”

 

“นิสัย? หรือหน้าตาล่ะ” หลานอันฮุ่ยไหวไหล่ ก่อนจะยื่นจารึกให้ต้วนมู่ชิง คล้ายจะบอกว่าอย่าอยู่ว่างๆ ช่วยทำงานด้วย

 

“ทั้งหมดแหละขอรับ” ต้วนมู่ชิงตอบหนุบหนิบ ก่อนจะมองจารึกที่ยื่นมาให้ มันเป็นภาษาแปลกประหลาดบางอย่าง จะบอกว่าเป็นภาษาจีนโบราณก็ไม่ใช่ จะภาษาต่างชาติก็ไม่เชิง มันคล้ายๆ ประสมปนเปจากหลายๆ ภาษาเข้าด้วยกันจนอ่านไม่รู้ความ

 

เขาจำได้ว่าหลานอันฮุ่ยนั้นมีความสามารถหลากหลายสมกับเป็นอาจารย์ของสำนักระดับแนวหน้า เรื่องโบราณคดีพิสูจน์อักษรเก่าก็เป็นหนึ่งในความสามารถนั้น ทว่า ต้วนมู่ชิงก็ไม่เข้าใจอยู่ดีว่างานที่กำลังทำตอนนี้...หารขุดค้นสุสานฮ่องเต้พระองค์แรกของราชวงศ์นี้ เขาทำไปเพื่ออะไร

 

“ก่อนหน้าจะเริ่มงาน ข้าขอถามเนื้อหางานสักหน่อยได้หรือไม่ขอรับ?”

 

ก็คือคงตามน้ำทำแบบไม่รู้เรื่องไม่รู้ราวไม่ได้แน่ๆ เล่นมุดเข้ามาขุดสุสานราชวงศ์แบบนี้ เกิดโดนจับเข้ามาโทษหนักสถานเดียว

 

“เจ้าคงรู้อยู่แล้วว่าข้ากับฮ่องเต้ติดต่อกันเป็นระยะ” หลานอันฮุ่ยตอบ ก่อนจะกวักมือเรียกให้อวี้เหวินเฉิงมาหา มาช่วยกันเรียงจารึก ซึ่งมันเป็นซากที่ร่วงหล่นจนแตกละเอียด มีจำนวนเล็ก ยิบย่อย และไม่ประติดประต่อจนลายตา “ข้าจึงได้รับการจ้างวานให้ช่วยขุดค้นในส่วนนี้ เพราะทางวังต้องการหาความจริงในบางอย่าง”

 

“ท่านพี่คงทราบแล้วว่าข้า...กำลังสืบค้นเหตุผลการสิ้นพระชนม์ของเสด็จพ่อ” กล่าวก่อนจะกระดิกนิ้ว เรียกเสี่ยวอี้มาหา ท่าทางดูสนิทสนมกับมันระดับหนึ่ง “นามของมันเสี่ยวอี้...เป็นสัตว์อสูรของท่านจื่อเจิน มันหายสาปสูญไปก่อนหน้าท่านจื่อเจินจะฆ่าตัวตาย มันเป็นเบาะแสแรกที่ข้าเจอก่อนเข้ามาในวังขอรับ ซึ่งมันทำให้พวกข้าได้ข้อมูลสุสานชั้นใต้ดินแห่งนี้มา”

 

“นั่นเท่ากับว่าซู่เหม่ยเหรินรู้อะไรจึงถ่ายทอดบางอย่างแก่เสี่ยวอี้ ให้มันหนีออกจากวังไป ก่อนที่เขาจะปลิดชีพตัวเองใช่หรือไม่” ต้วนมู่ชิงถาม ลองเอามือแตะๆ หัวของเสี่ยวอี้ ท่าทางมันไม่ต่างจากลูกสุนัข ตัวสีดำสนิทและมีขนที่ฟูฟ่องเอามากๆ

 

ต้วนมู่ชิงยกนิ้ว นับระยะเวลา “เท่ากับว่าท่านอยู่ที่นี่มาร่วมเดือนกว่า?”

 

“พวกข้าวางแผนนี้สักระยะ เริ่มแรกคือให้เหวินเฉิงเข้าวัง ส่วนข้าก็ตามรอยที่เสี่ยวอี้นำทาง ส่วนเข้ามาที่นี้เมื่อใดก็นับตั้งแต่แม่นางหลิวออกจากวังมา” เอ่ยพร้อมกับมองไปทางหลิวเซี่ย ซึ่งนางก็กำลังขยันขันแข็งขุดข้นตามหน้าที่ “เสียนเฟยส่งให้มาเป็นผู้ช่วยข้าในงานขุดค้น นางฉลาดและเรียนรู้ไว จัดเป็นผู้ช่วยที่ดี”

 

“พี่เหยาคงเล็งเห็นข้อนี้กระมัง จึงให้นางมาช่วยงาน” กล่าวพร้อมกับพยักหน้าจื่อเหยาคงหลอกเรื่องเนรเทศให้หน้าที่นี้มาแทนการลงโทษแน่ๆ เขาคิดเช่นนั้นระหว่างมองหลิวเซี่ยไปพลางด้วยความรู้สึกบางอย่าง ทว่าหากจะชวนพูดคุยตอนนี้คงไม่เหมาะ นั่นจึงทำให้เขาตัดสินใจทำงานก่อน

 

ค้นหา บันทึก เรียบเรียง แล้วก็แปล นั่นแหละคือสิ่งที่พวกเขากำลังทำ

 

เนื่องจากจารึกในสุสานนี้ล้วนภาษาประหลาด ไม่ว่าจะจากจิตกรรมฝาพนังก็ดี ศิลาก็ดี แม้กระทั้งบนเครื่องทองเองก็ด้วย ราวกับตัวต่อบางอย่างให้ประกอบไม่มีผิด

 

ทว่าน่าเศร้าชิ้นส่วนบางอันกลับอ่านไม่ได้เพราะแตกหักหรือสูญหายไป ดังเช่นตอนนี้ ที่พวกเขากำลังประกอบจิตรรมฝาพนังขนาดยาวหนึ่งจั้งสูงเจ็ดฉื่อ ที่เกือบครึ่งหนึ่งของภาพได้แตกกระจายไป เป็นก้อนใหญ่บ้าง ก้อนเล็กบ้าง ให้ประกอบกันอย่างยุ่งยากเพราะมันดันปะปนไปกับหินธรรมดาๆ ด้วยนี่น่ะสิ

 

“นายท่านเจ้าคะ ชิ้นส่วนที่หามาได้วันนี้ก็มีเท่านี้เจ้าค่ะ”

 

เมื่อทำงานกันไปสักพักหลิวเซี่ยและต้วนมู่ชิงก็ช่วยกันทยอยขนสิ่งชิ้นส่วนมากองรวมกัน และให้ฝ่ายแรงงาน รับหน้าที่ประกอบแผ่นหินให้สมบูรณ์

 

แสงไฟจากโคมตะเกียงสั่นไหวยามที่ถูกยกขึ้นมาส่อง สิ่งที่ปรากฏอยู่แก่สายตาตอนนี้ เป็นภาพเก่าโบราณเขียนขึ้นมาด้วยหมึกชนิดพิเศษไม่มีวันจางแม้ผ่านระยะเวลามามากกว่าห้าร้อยปีแล้วก็ตาม จุดเริ่มของภาพอยู่ที่มุมขวาไปซ้าย อ่านตัวหนังสือไล่จากบนลงล่าง บอกเล่าการเดินทางของชายปุถุชนคนธรรมดาผู้หนึ่ง ค่อยๆ เติบโตจนกลายเป็นจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่

 

และนี่คือเรื่องเล่าปรัมปราอันเป็นที่มาแห่งราชวงศ์ปักษาสวรรค์

 

เมื่อครั้นเนิ่นนาน สมัยที่พระเจ้าจงอี้เป็นเพียงขุนนางชั้นผู้น้อยอายุเพียงสิบเจ็ดชันษาเศษ ทว่าเขากลับต้องเดินทางหลายลี้ตามบัญชาของฮ่องเต้ราชวงศ์ก่อนเพื่อตามหานกยูงทองผู้เป็นดั่งสัตวเทวมงคล เมื่อเด็กหนุ่มได้เริ่มเดินทาง เขาพบกับสหายร่วมเดินทางเป็นดั่งกัลยาณมิตร คอยร่วมต้านฟันฝ่าอุปสรรคมากมาย ทั้งแผ่วพานทั้งชาวภพมารที่คอยตามล่าขัดขวางภารกิจ ไหนจะยังด่านจิตใจจากเทพเซียนทั้งหลายมอบมาให้ทดสอบ

 

จวบจนเฮ่อเหลียนจงอี้ฟันฝ่าข้ามทะเล ไปทั่วทุกดินแดนทั้งสี่ หลายปีจนเติบใหญ่ และพบกับนกยูงทอง ณ.ดินแดนลึกลับก้ำกึ่งระหว่างภพเทพและวิญญาณ

 

แต่ทว่าการเดินทางครั้งนั้นกลับเป็นช่วงรอยต่อสิ้นราชวงศ์ ฮ่องเต้ถูกวางแผนลอบโจมตีจากขุนนางชั่วจนสิ้นพระชนม์ แผ่นดินระสับร้อนเป็นไฟ บ้านเมืองเข้าสู่กาลียุคจากขุนนางชั่วช้าปรารถนาตั้งตนเป็นกษัตริย์ และคนที่สามารถกอบกู้สถานการณ์ได้ก็คือเฮ่อเหลียนจงอี้ ด้วยความเข้มแข็งและจงรักภักดีต่อชาติ เขาตั้งมั่นจะกอบกู้บ้านเมืองได้นำพาความร่มเย็นกลับคืนสู่ปวงประชาอีกครา

 

นกยูงทองกล่าวว่า “อยากปกป้องแผ่นดินหรือไม่”

 

เฮ่อเหลียนจงสือกล่าวตอบทันทีว่า “ต้องการยิ่งนัก”

 

และนกยูงทองตัวนั้นก็ได้มอบพลังแห่งปักษามาให้เขา เฮ่อเหลียนจงอี้ได้กอบกู้บ้านเมืองและแต่งตั้งราชวงศ์เฮ่อเหลียนที่แสนยิ่งใหญ่ และยาวนานจวบจนทุกวันนี้

 

“มันคือภาพจิตรกรรมเล่าประวัติศาสตร์ของราชวงศ์เฮ่อเหลียน” อวี้เหวินเฉิงกล่าว อธิบายสำทับกับภาพประกอบเล่านี้ “เพราะมีความเกี่ยวเนื่องกับนกตัวนั้น” ชี้ไปยังรูปนกสีเหลืองทองบนจิตรกรรม

 

“นั่นจึงเป็นที่มาของสัญลักษณ์ราชวงศ์และทำให้รุ่นลูกรุ่นหลานของเฮ่อเหลียนจงอี้มีพลังในการบัญชาเหล่าวิหคทุกชนิด”

 

ทุกคนพยักหน้าเข้าใจในข้อนี้เป็นอย่างดี

 

“ย่อมเป็นเช่นนั้นเจ้าค่ะ ทว่าข้าค้างใจสงสัย ไยเราจึงสืบค้นในสิ่งที่คนทั่วไปรู้เรื่องราวอยู่แล้ว เรื่องราวของพระเจ้าจงอี้นั้น ไม่ว่าใครก็รู้ทั้งนั้น แม้กระทั่งเด็กน้อย” หลิวเซี่ยเอ่ยอย่างคาใจ

 

ตำนานของราชวงศ์ถูกเล่าขานกันมากว่าห้าร้อยปี ไม่ว่าจะรู้หนังสือหรือไม่รู้หนังสือคนในแผ่นดินนี้ต่างรู้จัก เพราะไม่ว่าจะนิทานสอนใจก็ดี ศาลสักการะบูชาที่มีทั่วทุกแคว้นทั่วทุกมุมเมืองก็ดี เฮ่อเหลียนจงอี้ถูกยกย่องราวกับเทพเซียน ไม่สิ คนส่วนใหญ่เชื่อด้วยซ้ำ ว่าเฮ่อเหลียนจงอี้ได้ไปสถิตย์เป็นเซียนในแดนสวรรค์หลังสิ้นพระชนม์ เป็นดั่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้กราบไหว้

 

ทุกคนเว้นช่วงส่งเสียง ‘อืม--’ ครุ่นคิดกันอย่างพร้อมเพรียง

 

“ข้าคิดว่ามันมีบางอย่างที่เรารู้ ทว่ารู้ไม่หมดหรือไม่” ต้วนมู่ชิงเป็นฝ่ายเสนอความคิดตัวเองบ้าง เรียวนิ้วยาวชี้ไปตามจุดที่เป็นอักขระพิศดารตรงจุดหนึ่ง ไล่เรียงไปตามแต่ละตำแหน่ง “ตัวหนังสือในนี้บางตัวคืออักษรสามัญที่เราสามารถอ่านออก ซึ่งบอกเล่าตำนานราชวงศ์ดั่งที่คนทั่วไปรู้ ทว่าส่วนที่เป็นอักษรพิสดารที่ขั้นกลางระหว่างตัวอักษรปกตินั้น...ข้าคิดว่ามันกำลังบอกอะไรบางอย่างที่ซ่อนอยู่ในตำนานนั้น”

 

“ชิงกล่าวถูก บางตัวเป็นตัวหนังสือเก่าแก่สมัยรวบรวมดินแดน รากภาษาจึงประสมหลายๆ ที่ เช่นตรงนี้” พูดจบก็ชี้ไปตัวหนึ่งซึ่งเหมือนภาษาของเผ่าที่ตั้งรกรากอยู่บนเทือกเขาหิมะ “จึงกล่าวได้ว่าอาจจะต้องไล่แปลภาษาแต่ละชนเผ่าแล้วนำมาจัดวางอีก แต่ก็...ไม่ได้มีปัญหาเท่ากับภาษาที่เฮ่อเหลียนจงอี้คิดขึ้นมาเอง”

 

“อาจารย์กำลังบอกว่า อุปสรรคตอนนี้หาใช่การหาชิ้นส่วนตัวหนังสือ แต่เป็นตัวหนังสือที่สลับระหว่างยุคใหม่กับเก่าและมีภาษาที่คิดขึ้นเองปะปนใช่ไหมขอรับ” อวี้เหวินเฉิงกล่าวอย่างเข้าใจ อักษรโบราณเก่าแค่ไหนอาจารย์เขาอ่านได้แน่นอน แต่ปัญหาชวนปวดหัวคือการจัดเรียงอันแสนซับซ้อนตรงนี้เสียมากกว่า

 

“ย่อมถูก” หลานอันฮุ่ยตอบน้ำเสียงหนักใจ “หากมีคำแปลหรือตัวเปรียบเทียบภาษาให้คาดคะเนบ้างความหมายบ้างก็คงง่ายกว่านี้ ทว่าน่าหนักใจนัก ข้าตีความได้ไม่กี่ตัวอักษรเท่านั้น นั่นจึงทำให้ติดอยู่ที่ตรงนี้ ช่างปวดเสียเศียรยิ่งกว่าตอนผ่านด่านทดสอบเซียนจริงๆ”

 

อวี้เหวินเฉิงได้ยินดังนั้นก็เลิกคิ้ว น้อยนักที่จะได้เห็นหลานอันฮุ่ยทำสีหน้าหนักใจเช่นนี้ เสด็จทวดของเขาช่างเป็นจอมวางแผนที่แสนร้ายกาจอย่างเหลือเกิน

 

“อืม...” อวี้เหวินเฉิงส่งเสียงในลำคอตัวเองระหว่างเพ่งพิศไปยังตัวหนังสือ ยิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกแปลกประหลาด เพราะเขามั่นใจว่าไม่เคยอ่านไม่เคยพบ แต่กลับรู้สึกคลับคล้ายคลับคลาอย่างน่าประหลาด

 

เขานิ่ง พิจารณา ครุ่นคิด ทบทวนจนนึกกระจ่างใจว่าเคยเจอที่ใด

 

“มีอะไรหรืออาเฉิง?” ต้วนมู่ชิงถามเพราะเห็นท่าทางของคนข้างตัว

 

“ข้าคิดว่าข้าจำได้แล้วว่าเคยเห็นตัวอักษรของเสด็จทวดจากที่ใด...” พอพูดจบจึงหยิบของบางอย่างออกมาจากกระเป๋าลับในอกเสื้อ มันคือถุงหูรูดขนาดเท่าถุงหอมที่เคยหยิบฉวยเอาจากช่องลับตำหนักไป๋หู่นั่นเอง อวี้เหวินเฉิงนำเศษกระดาษเก่าทั้งหมดในนั้นมาเรียงต่อกันตามรอยแตกจนสามารถประติดประต่อรูปร่างได้ และสิ่งที่เขียนบนนั้นทั้งหมดคือเทียบอักษรของเฮ่อเหลียนจงอี้กับตัวอักษรในยุคปัจจุบัน!

 

แม้จะสงสัยว่ามาอยู่ในไป๋หู่ได้อย่างไร ทว่าอวี้เหวินเฉิงก็กระจ่างใจแล้วว่าทำไมมารดาถึงได้บอกว่ามันเป็นตัวใบ้สำคัญ!

 

“อาจารย์” อวี้เหวินเฉิงหันไปหา และหลานอันฮุ่ยตอบรับทันที ส่วนต้วนมู่ชิงและหลิวเซี่ยก็แสนรู้งานก็รีบช่วยกัน จดบันทึกเทียบตัวอักษรนั้นอย่างรวดเร็ว

 

ทุกคนรวมหัวถอดรหัสคำทุกอย่าง ทั้วตัวอักษรดั้งเดิม ทั้งตัวอักษรชนเผ่า ทั้งตัวอักษรที่เฮ่อเหลียนจงอี้ประดิษฐ์ขึ้นมาเอง หลังจากนั้นก็เรียบเรียงเป็นประโยค

 

“นี่มัน...”

 

ต้วนมู่ชิงพึมพำออกมาหลังจากได้อ่านบทความที่ถอดรหัสทั้งหมดเป็นที่เรียบร้อยแล้วสิ่งที่ปรากฏแก่สายตานี้ หากนับแค่ตรงภาษาปกติก็ไม่ต่างจากบันทึกคุณงามความดีของพระเจ้าจงอี้ ทว่าเมื่ออ่านรวมกับภาษาประดิษฐ์เมื่อใดแล้วมันก็ทำให้หนักใจ

 

จะเรียกว่าเข้าได้มารู้ความจริงที่ไม่ได้ถูกแต่งเติมจากตำราประวัติศาสตร์ดี หรือจะเรียกว่าคำสารถาพจากคนตายดี...ต้วนมู่ชิงเองก็ไม่แน่ใจสักเท่าไรนัก

...

..

 

 

พวกเขาค้นพบอะไรกันนะ ติดตามตอนต่อไปวันพุธหน้าค่ะ !

และพรุ่งนี้ตอนเที่ยงคืน (15/8/2020) เป็นวันปิดพรีออเดอร์วันสุดท้ายนะคะ หนังสือสามารถ สั่งซื้อได้ที่ : https://forms.gle/SiuB2iE3mJAmegXq8  นะคะ

sds

 

โดย Box set และของแถมจะผลิตตามจำนวนสั่งในรอบพรีเท่านั้นนะคะ ส่วนหนังสือเล่ม 1-2 (ไม่มีกล่อง) คิดว่าจะมีเหลือ Stock อยู่ประมาณ 3-4 ชุดค่ะ กรณีสั่งไม่ทัน สามารถทักมาถามในเพจได้นะคะ ><

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 24 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

705 ความคิดเห็น