[END] ยอดนายสนมกับวิถีชีวิตเยี่ยงคนเกียจคร้าน

ตอนที่ 83 : (อ่านฟรีวันที่ 23/9/63) ตอนที่ 23 สายสัมพันธ์ที่จะไม่มีวันตัดขาด

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 250
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 24 ครั้ง
    14 ส.ค. 63

แม้จะออกจากแดนฝันมาได้ปรับความเข้าใจกันได้ ทุกอย่าอย่างจบลงด้วยดีมีความสุขระหว่างสองเราขนาดนี้ แต่ดันมีเรื่องน่าเศร้าเกิดขึ้นกับคู่ข้าวใหม่ปลามันเสียได้

 

นั่นคือหลานอันฮุ่ยลงกลอนประตูห้องพิธีกรรม! ขังพวกเขาไม่ให้ออกไปข้างนอกโดยทิ้งจดหมายเอาไว้!

 

ใจความในจดหมายนั้นกล่าวว่า...

 

‘จัดหาของจำเป็นวางไว้ให้แล้ว อยู่ในนี้ไปอีกสามวันแล้วจะมาไขประตูให้’

 

แน่นอนต่อให้ไม่เข้าใจการกระทำของอาจารย์ แต่คนที่รู้จักมานานก็พอเดาได้


 

หนึ่ง ต้วนมู่ชิงยังบาดเจ็บ ถึงแม้การหลงเข้าไปในแดนฝันหลายวันจะทำให้แผลดีขึ้นมากแถมหลานอันฮุ่ยก็กระตุ้นการรักษาจนแผลสมานตัวแล้ว แต่อย่างไรยังต้องการการพักผ่อนที่เพียงพอ

 

สอง พวกตนเพิ่งก่อเรื่องในตำหนักไป๋หู่มาสดๆ ร้อนๆ และซูเฟยไม่ลูกตาสีตาสาที่ปักกระบี่แทงแล้วก็เจ๊า แยกย้ายได้ง่ายเหมือนกินหมู แม่ทัพหวงขึ้นชื่อเรื่องความดื้อด้าน เกรงจะกัดไม่ปล่อยเอา

 

หลานอันฮุ่ยคงคำนวนกระบวนการไต่สวนไว้แล้ว ว่าเหมาะสมจะให้ซ่อนตัว ดีไม่ดีคงส่งสานส์แจ้งเรื่องพวกตนกับฮ่องเต้แล้วด้วยซ้ำ เมื่อเป็นเช่นนั้นอวี้เหวินเฉิงผู้โดนเปลี่ยนสถานะกลายเป็นคนร้ายหลบหนีอย่างจำเป็นก็ไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องซ่อนตัวอยู่ในนี้สักระยะจนกว่าเรื่องจะซาลง

 

แต่...

 

“ไม่เห็นจำเป็นจะต้องขังกันไว้แบบนี้เลยไม่ใช่หรือ” ต้วนมู่ชิงโอด เขางอแงระหว่างใช้ฟันหน้ากัดแทะขนมแป้งปั้นที่แสนจืดชืดด้วยท่าทางบูดบุ้ยตุ้ยนุ้ย

 

นั่นแหละ สงมาวกำลังโมโหหิว...

 

กับอวี้เหวินเฉิงที่เป็นผู้ฝึกวิชา การหนีของไม่อร่อยด้วยการอดอาหารสามวันเป็นอะไรที่สบายท้องมากเพราะเขาไม่จำเป็นต้องทานอาหารก็อยู่ได้หลายวัน แต่กับต้วนมู่ชิง ก็น่าสงสารเหลือใจ คงต้องอดทนแทะแป้งจืดๆ กับเนื้อตากแห้งไปสักระยะ

 

อวี้เหวินเฉิงถอนหายใจก่อนจะค่อยๆ ลูบผมอีกคนเบาๆ “อดทนหน่อยเถิดขอรับท่านพี่ ท่านบาดเจ็บ อย่างไรก็ต้องพักฟื้นร่างกาย ท่านอาหารให้อิ่มแล้วก็ทานยาเถอะขอรับ”

 

พูดจบเขาก็หยิบยาเม็ดขนาดหนึ่งข้อนิ้วก้อยให้ ซึ่งยานี้หลานอันฮุ่ยก็เตรียมไว้ให้พวกเขาแล้วเช่นกัน พร้อมไปซะทุกอย่างเลยไหมล่ะ

 

สงมาวหน้าเบ้ ก่อนจะหันไปหา เกาะๆ กอดๆ เอาหน้าซุกท้องอีกคนแล้วเงยหน้ามองเหมือนจะอ้อนขอไม่กินซึ่งแน่นอน...อวี้เหวินเฉิงไม่ใจอ่อน และต้วนมู่ชิงต้องกล้ำกลืนฝืนกินยาไปตามระเบียบ

 

ต้วนมู่ชิงเอามือปิดปากตนไว้ น้ำตาคลอเบ้า แต่ก็ยังดีที่ได้รับคำชมเชยเป็นการลูบหัวปลอบโยน

 

“บางทีอาจจะต้องหาอะไรฆ่าเวลาระหว่างนี้” อวี้เหวินเฉิงครุ่นคิดแล้วหันมองอีกคน ตบๆ ตักคล้ายอยากถามว่าอยากนอนหนุนไหม ซึ่งแน่นอนว่าต้วนมู่ชิงที่เพิ่งใจเจ็บจากการกินยา กระดื๊บไปหนุนอย่างว่าง่ายทันที

 

“ท่านพี่อยากถามอะไรข้าไหมขอรับ” ถามเพราะไหนๆ ก็ปรับความเข้าใจกันแล้ว ก็เอามันให้สุดไปเลยก็แล้วกัน

 

ต้วนมู่ชิงคิด แล้วจึงตอบไปว่า “แกนปราณเจ้าสมบูรณ์ดีแล้วใช่ไหม”

 

“ขอรับ ใช้ระยะเวลาฟื้นฟูราวห้าปีกว่า ซึ่งกว่าร่างกายข้าจะเข้าที่ ท่านพี่ก็เข้าวังไปแล้ว นั่นจึงเป็นเหตุให้ข้าตามหาท่านไม่เจอ” อวี้เหวินเฉิงตอบ วางมือลูบๆ หัวคนหนุนตัก ทอดสายตามองอย่างเอ็นดู

 

“ช่วยไม่ได้หรอก ทั้งเจ้าทั้งข้าต่างไม่เคยถามชื่อแซ่ที่แท้จริงกัน ตอนแยกย้ายต่างก็กระทันหันไม่ทำร่ำคำลา ตามหาไม่เจอ ก็ไม่แปลก” ต้วนมู่ชิงตอบ หันหน้าเข้าหาแล้วกอดซุกๆ คล้ายอ้อน “แต่ถึงข้าจะจำอะไรไม่ได้เลย แต่เจ้าก็ยังจำข้าได้ไม่ใช่หรือ...?”

 

“ตอนแรกก็จำไม่ได้หรอกขอรับ ท่านพี่ดู...” ตอบตามตรง หากไม่นับเรื่องการเติบโตตามวัย ต้วนมู่ชิงก็เปลี่ยนไปมากจริงๆ อวี้เหวินเฉิงเงียบไปช่วงอึดใจแล้วตอบอีกรอบ “เรียบร้อยกว่าเมื่อก่อน...?”

 

“จะบอกว่าเอื่อยเฉื่อย ข้าก็ไม่ว่าหรอกนะ เพราะเป็นเช่นนั้นจริงๆ” ตอบอย่างรู้ตัวเองดี เพราะหากเทียบกับเด็กห้าวเป้งท้าตีท้าต่อยฉอดได้ทุกเรื่องคนนั้นกับตอนนี้ เขาก็เหมือนถอดวิญญาณไปเป็นคนละคนจริงๆ

 

“ทำไมเป็นเช่นนั้นหรือขอรับ เพราะเท่าที่ดูเหมือนมีอะไรมากกว่านั้น

 

“...ว่าไงดีล่ะคงต้องย้อนความยาวๆ เลยล่ะนะ” พูดพลางหัวเราะอายๆ ก่อนอวี้เหวินเฉิงจะตอบกลับมาว่าเล่ามาเถอะ รอฟังอยู่

 

“ตอนสิบสามมันวัยต่อต้านใช่ไหมล่ะ แถมก่อนที่ข้าจะเห็นความทรงจำในแดนฝัน ข้านึกมาตลอดว่าข้าไร้ประโยชน์ครอบครัวเลยตัดหาง ทั้งที่จริงก็เพื่อไม่ให้สกุลลู่ของแม่ใหญ่ทำร้ายข้า แต่ก็นั่นแหละ ตอนนั้นข้าไม่รู้ แถมที่สำคัญ ท่านพ่อตั้งใจให้ข้าไปทำหน้าที่นายกำนัลรับใช้ทั่วไปไม่ใช่นายสนม” ต้วนมู่ชิงเอ่ยเสียงเบาหวิว แต่แล้วก็เผลอกำมือแน่นขึ้นอย่างหัวเสีย

 

“แต่แม่ใหญ่น่ะสิที่ทำให้ข้าฉุนขาด!! นางบอกว่าอะไรนะ อ๋อ!! ‘แม่ขายตัวเป็นอาชีพก็ไปนอนอ้าขาแลกเงินตามแม่ซะสิ’ เนี่ย!! ข้าเลยโมโห เลยใช้เวลาหนึ่งปีในการฝึกมารยาทแล้วคัดตัวเป็นสนมมันซะ! อยากให้นอนอ้านอนหงายนักใช่ไหม ไปเป็นสนมมันซะเลย เอายศใหญ่ๆ ด้วย ตบหน้าด้วยยศ เอาให้แม่หงายไปเลย---! นั่นแหละความงี่เง่าของข้าเมื่อก่อน”

 

อวี้เหวินเฉิงฟังแล้วก็แอบคิดถึงใครบางคน คนที่พอโดยไล่จากสกุลก็กลายเป็นเสียนเฟยแล้วเอายศเสียนเฟยไปตบหน้าพ่อแม่คนนันอย่างบอกไม่ถูก...เข้าใจแล้วว่าทำไมสองคนนั้นถึงได้เป็นพี่รักน้องรักกันเสียขนาดนี้

 

นิสัยเดียวกันเด๊ะๆ........

 

“พอเข้าวังมาได้ข้าก็ทำตัวนิสัยเสียสุดๆ แบบไม่เอานั่น ไม่เอานี่ ไม่เข้าสังคม จนกระทั่งเจอกับพี่เหยา เขาจับข้าไปอบรม สอนอะไรข้าหลายต่อหลายอย่าง ทั้งเรื่องการวางตัว ทั้งคอยปลอบสภาวะจิตใจในช่วงนั้น ทั้งเรื่องการช่วยเหลือเหล่าคนรับใช้ที่ถูกทำร้ายร่างกาย ข้าก็มีเขาคอยสนับสนุน เขาบอกกับข้าว่าเห็นแล้วคิดถึงตัวเขาสมัยเด็กๆ นะ”

 

พอย้อนนึกถึงเรื่องวันวานแล้วต้วนมู่ชิงก็อมยิ้มขึ้นมาน้อยๆ ทั้งเรื่องต้วนมู่ชิงจอมเกเรในวัยสิบสี่ ทั้งเรื่องที่จื่อเหยาคอยช่วยเหลือสนับสนุนเขาจนสภาวะจิตใจที่ย่ำแย่จากการถูกไล่ให้มาเป็นสนม

 

“จะว่าเป็นเหมือนผู้ปกครองก็คงใช่...ทว่าข้าคิดว่าเขาเป็นเหมือนคนที่ช่วยข้าในตอนที่ตัวเองสับสนจริงๆ นะ ข้าสามารถเล่าทุกอย่างให้เขาฟังได้ เขาคอยให้คำปรึกษา คอยปกป้อง คอยเอาใจใส่ สนับสนุนสิ่งที่ข้าอยากทำ อย่างตอนที่ต้องการช่วยเหลือเหล่าคนรับใช้ให้มาสังกัดสุ่ยเซียนเอง เขาก็คอยสนับสนุน เขาเหมือนพ่อข้าเลยล่ะ ฮ่ะๆ” ต้วนมู่ชิงเงียบเล็ก ๆ แล้วหัวเราะเบาๆ
 

 

“แล้วพอได้ใช้ชีวิตแบบละอคติไป ข้าก็เลยปลง แล้วก็เฉื่อย...อย่างที่เจ้าเห็น แต่ก็ไม่คิดว่าจะทำให้เฉื่อยได้ขนาดนี้”

 

“ส่วนหนึ่งที่ทำให้เป็นเช่นนี้ข้าคิดว่าเพราะท่านพี่โดนดึงแกนปราณไปขอรับ ร่างกายเลยต้องการการพักผ่อนที่มากกว่าปกติ” อวี้เหวินเฉิงได้โอกาสเลยอธิบาย “อย่างตัวข้า เพราะมีแกนปราณสองอันในร่าง ข้าเลยสำเร็จวิชาได้ไวกว่าคนทั่วไป แต่ก็มีข้อเสียนั่นคือร่างกายต้องกระตุ้นตัวเองอตลอดเวลาเพื่อรองรับการทำงานของแกนปราณ ข้าจึงอาจหมดสติได้ง่ายเพราะอวัยวะภายในทำงานหนักเกินไป”

 

มิน่าล่ะถึงได้สลบบ่อยนัก – ต้วนมู่ชิงคิด

 

“และเพื่อให้ร่างกายของท่านพี่กลับมาสมดุล ข้าเลย...เอ่อ...ต้องคืนแกนปราณให้ท่านขอรับ” เขาว่า ท่าทางและน้ำเสียงตะกุกตะกักไม่ใช่น้อยยามพูดคำว่า ‘คืน’ แกนปราณให้แก่อีกคน ประมาณว่ามีพิรุธ แต่คนบื้อกลับไม่เข้าใจในพิรุธนั้น ต้วนมู่ชิงซื่อบื้อเกินกว่าจะเข้าใจความนัยได้
 

 

“ไม่เป็นไรหรอก ไม่จำเป็นต้องคืน มันเจ็บออกนี่นา อีกอย่างข้าเองก็ชินกับชีวิตไม่มีแกนปราณมาเกือบสิบแล้วด้วย มันไม่ใช่ปัจจัยสำคัญในชีวิตของข้าแล้ว มีหรือไม่มีก็ไม่ต่าง” ต้วนมู่ชิงพยักหน้า เขาเข้าใจว่าการดึงแกนปราณออกมาจากร่างกายนั้นเจ็บและทรมานมากแค่ไหน เมื่อเป็นดังนั้นเจ้าตัวจึงไม่อยากให้น้องต้องเจอเหมือนกัน

 

“จริงอยู่ขอรับที่การดึงแกนปราณออกจากร่างมันเจ็บแต่...แต่มีวิธีที่ไม่ทำให้เจ็บอยู่ แต่อาจจะต้องใช้ความสม่ำเสมอแทน” อวี้เหวินเฉิงไม่รู้เหมือนกันว่าตัวเองทำหน้าอย่างไรอยู่ในตอนนี้ ทว่าเขาก็พยายามทำหน้าตัวเองให้นิ่งสงบปกติเท่าที่สุด เขาไม่รู้เหมือนกันว่านี่มันถึงเวลาที่เขาควรบอกหรือไม่

 

แต่...

 

“ประสานวิชาแบบคู่น่ะขอรับ”

 

“เอ่อะ...” ต้วนมู่ชิงชะงัก ต่อให้เขาบื้อแต่ก็ไม่ได้โง่ที่จะไม่เข้าใจคำว่าประสานวิชาแบบคู่ “หมายความว่า...แบบ...ข้า...กับเจ้า...?”

 

“...” อวี้เหวินเฉิงเงียบลงเล็กน้อยก่อนจะ เอานิ้วชี้ไปที่ตัวเอง ชี้ไปยังต้วนมู่ชิง ก่อนจะเอามือทั้งสองมาประกบกัน หรือก็คือ...ทำ ‘นั่น’ กันนั่นแหละ

 

เงียบ ไร้ซึ่งการตอบกลับ ต้วนมู่ชิงหน้าแดงจัดแล้วเด้งตัวขึ้น เอามือปิดหน้าปิดตาตัวเองสูดลมหายใจ ในหัวเผลอจินตนาการภาพอันไม่สมควรออกมาได้เป็นฉากๆ


 

“เพราะมีวิธีนี้คราแรกข้าจึงคิดหนัก เพราะความสัมพันธ์ของเราทั้งสองไม่เหมาะสมที่จะร่วมประสานวิชาคู่ได้...ท่านยังดำรงตำแหน่ง ซ้ำ...ข้าไม่แน่ใจว่าท่านจะยินดีร่วมกระทำเช่นนั้นกับข้าหรือไม่ขอรับ” อวี้เหวินเฉิงตอบ แน่นอนว่าเขาย่อมเขินพอเห็นคนอาการหนักกว่าเขาจึงต้องวางตัวนิ่ง หากอายม้วนต้วนด้วยกันทั้งสองคงไม่ต้องเป็นการเป็นงานกันพอดี


 

“เสด็จพี่ไม่มีปัญหาหากเราจะคบกันอย่างออกหน้าออกตาขอรับ ทว่า หากท่านพี่ยังเป็นกังวลกับมันอยู่ เอาไว้ถึงเวลาที่เหมาะสม ข้าจะให้เสด็จพี่ทำเรื่องพระราชทานท่านให้กับข้า หลังจากนั้นพวกเราค่อยเริ่มคืนแกนปราณกันดีไหมขอรับ”


 

“นะ...นั่นสินะ” ต้วนมู่ชิงเม้มปาก ข่มความร้อนที่เดือนผล่านในอกนี้ จริงอยู่ที่ว่าเขายังมีปัญหาคาราคาซัง เป็นถึงสนมยศเหม่ยเหรินก็ไม่ควรงามหน้า แต่อวี้เหวินเฉิงเองก็บอกเขาว่าฮ่องเต้ไม่มีปัญหากับเรื่องพวกเขา...นั่นเท่ากับว่าเขาทำตามใจตัวเองได้ใช่หรือไม่


 

แล้วอยู่ดีๆ ต้วนมู่ชิงก็โพล่งขึ้น


 

“เอาคืนมาเลยนะ เอาคืนมาเลย! เอ๊ย ไม่ใช่! ข้าหมายถึง...ทำ เอ๊ย! ไม่ๆ โอ้ยยย เป็นอะไรไปเนี่ยยย!!” คล้ายสมองรวนจากการเขินหนัก ต้วนมู่ชิงต้องเอามือกุมหัวเพราะอายที่เผลอพูดความคิดออกมาหมดเปลือก

 

“แต่เมื่อครู่ท่านพี่บอกว่าไม่อยากได้คืน”

 

“!!!”

 

“สรุปว่า...?”

 

“ข้าก็แค่อยากทำอย่างว่ากับเจ้า...ตอนนี้...” ตอบเสียงอ่อนๆ ไม่กล้ามองตรงอย่างที่สุด เขารู้ว่าตัวเองเป็นคนลามกประมาณหนึ่ง แต่ตอนนี้เขากลับรู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างในตัวมันแปลกไป แบบ...มันรู้สึกแปลกๆ

 

“ตอนนี้? ...เอ่อ...ท่านพี่ขอรับ ถึงตอนนี้พวกเราจะอยู่ในสถานะคนรักกันแล้วและแกนปราณมันก็สมควรคืนให้ท่านแล้วก็เถอะ แต่เราควรทำที่อื่นนะขอรับ...นี่มันสุสานบรรพชนนะ ท่านไม่คิดว่าเสด็จทวดของทวดข้าจะกริ้วเหรอที่มาทำอะไรแบบในนี้” อวี้เหวินเฉิงเองพอได้ยินก็ไปไม่เป็นสักเท่าไรนัก

 

“ไม่ได้เหรอ...ไม่ได้อยู่แล้วแหละเนอะ เฮ้อ...” คนโดนปฏิเสธก็เผลอทำเสียงอ่อนลง เขาไม่ค่อยเข้าใจนัก ทว่าบางอย่างในตัวของเขามันแปลกไป
 

 

“ข้าแค่..รู้สึกแปลกๆ...เอ๊ะ....ห...หรือว่า...”

 

พอได้ยินอวี้เหวินเฉิงก็ประมวลผลได้ทันที “อย่าบอกนะขอรับว่า...?”


 

และเหมือนต้วนมู่ชิงเองก็เอะใจได้เช่นกัน “ยาของอาจารย์แน่ๆ”

 

พอได้ยินอวี้เหวินเฉิงก็ประมวลผลได้ เมื่อครู่ต้วนมู่ชิงเพิ่งกินยาที่อาจารย์เขาให้มา และดูจากระยะเวลาน่าจะถึงช่วงออกฤทธิ์แล้ว หลานอันฮุ่ยนั้นเป็นคนเก่ง เป็นคนฉลาด แต่ติดตรงที่เป็นคนประหลาดมีงานอดิเรกอยู่อย่างนั่นคือการสรรหาอะไรแปลกๆ มาทำยา แล้วมักมีผลข้างเคียงพิลึกพิลั่น มีครั้งหนึ่งเคยดื่มชาหอมจากว่านที่มีฤทธิ์ประหลาดเข้าไป...อาการก็แบบนี้เลย นั่นคือโดนกระตุ้นความรู้สึกไปทั่วตัว

 

“...อาจารย์นี่มันอาจารย์จริงๆ ” อวี้เหวินเฉิงกล่าวแบบโคตรจะปลง ดึงต้วนมู่ชิงมากอดเอาไว้แล้วลูบๆ หลัง ทว่าไม่แน่ใจว่ายาที่หลานอันฮุ่ยมันขนานแรงขนาดไหน พอโดนกอดเข้า ก็สะดุ้งเฮือก หลับตาปี๋

 

 

“สติยังครบอยู่ไหมขอรับ?” เขาถาม น้ำเสียงใจเย็น

 

“ครบอยู่...ไม่ได้โดนกล่อมประสาท อยากจนไร้สติขนาดนั้น” ต้วนมู่ชิงตอบ เอาคางเกยไหล่คนตัวสูงกว่าพลางพ่นลมหายใจเข้าออกอย่างตั้งสติเพื่อคลายอาการวิงเวียน เขามีสติครบ แค่เพียงแต่...นั่นแหละ ความรู้สึกทั่วตัวมันไวไปหมด “ทำไม่ได้สินะ...”

 

“ถ้าที่อื่นก็คงได้...แต่ในสุสานมันก็ออกจะ...” พอดูได้ดังนั้นก็เหลือบเห็นบางอย่างที่กองไว้รวมกับเสบียงอาหารและผ้าเปลี่ยน

 

มันคือไม้ปวย [1] ขนาดพอดีมือวางรวมอยู่ตรงนั้นด้วย ซึ่งก็ไม่แปลกหรอกถ้าจะมีไม้ปวยในสุสานเพราะอาจเอาไว้ถามวิญญาณ แต่ถามหน่อยเถอะทำไมมีถูกจังหวะแบบนี้กันเล่า นี่เตรียมไว้พร้อมทุกอย่างขนาดนี้เนี่ย จงใจใช่ไหมอาจารย์ จงใจอย่างนั้นสินะ?!

 

อวี้เหวินเฉิงค่อยๆ ผละตัวออกมาจากต้วนมู่ชิง หยิบไม้ปวยขึ้นมา รู้สึกตลกปนกระดากใจแต่กระนั้นก็สงสารคนโดนวางยาอย่างเหลือใจ

 

ไม้ปวยนั้นหากโยนแล้วตกลงมาเป็นคว่ำคู่แปลว่าไม่ได้ หากหงายคู่แปลว่าไม่มีความเห็น และหากมีอันหนึ่งคว่ำอันหนึ่งหงายแปลว่าได้

 

ก็คงต้องเสี่ยงถามเสด็จทวดด้วยวิธีนี้แล้วกระมัง

 

“พวกกระหม่อมทำเรื่องแบบนั้นในที่แห่งนี้ได้หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”

 

พูดจบอวี้เหวินเฉิงก็โยนไม้ปวยลง

 

“ครั้งที่หนึ่ง”

 

ผล คว่ำหนึ่ง หงายหนึ่ง

 

“ครั้งที่สอง”

 

ผล คว่ำหนึ่ง หงายหนึ่ง

 

“ครั้งที่สาม”

 

ผล คว่ำหนึ่ง หงายหนึ่ง

 

“...”

 

แล้วคนทั้งสองก็ถึงกับกริบกับผลที่เห็น...หมายถึงการคว่ำหนึ่งหงานหนึ่งสามรอบรวดเช่นนั้น มันเท่ากับการเห็นด้วยอย่างถึงที่สุดเลยไม่ใช่รึ

 

“สรุปว่าได้เหรอพ่ะย่ะค่ะ” อวี้เหวินเฉิงหน้าทื่อ ถามฟ้าถามลมถามแผ่นหินจารึก คล้ายอยากจะส่งความให้อะไรสักอย่างที่ประทับในสุสานแห่งนี้ได้รู้ แน่นอนเขาไม่ได้เชื่อเรื่องการโยนเสี่ยงทายอะไรนี่ ทว่าผลดันออกมาตรงหมดเช่นนี้ จะให้เขาควรคิดเช่นไรดีเล่า เสด็จอยากได้คนนี้เป็นเหลนสะใภ้อย่างนั้นรึ? ประเดี๋ยวก่อนเถอะ เอาจริงหรือเสด็จทวด?

 

เอ้ย ไม่สิ มันก็ไม่ควรตั้งแต่เอาไม้ปวยมาเสี่ยงถามเรื่องที่จะ***กันในสุสานแล้วไหมเล่า!!

 

“ตกลงว่าได้ไหม...?”

 

“มาขนาดนี้แล้วขอรับ”

 

อวี้เหวินเฉิงถอนหายใจระหว่างปลดเสื้อตัวนอกของตัวเองออก เขาเหลือบหันไปจ้องคนที่อยู่ข้างกายตน

 

และจุมพิตอย่างแผ่วเบา

 

**********


 

“ดูเหมือนว่าจะเริ่มแล้วนะเจ้าคะ...” หลิวเซี่ยเอ่ยเบาๆ เพราะคล้ายจะได้ยินเสียงแว่วลอยมาตามลม และแน่นอนนางไม่ได้มีท่าทางเขินอายอะไรกับเสียงปริศนาเหล่านั้น จัดได้ว่าเป็นผู้หญิงจิตแข็งค่อนไปในทางปลงและเกือบจะตายด้าน
 

“แต่ที่วางยานั่นก็ใจร้ายเกินไปนะเจ้าคะ”
 

“ข้าคำนวนไว้แล้ว...เจ้าเด็กสองคนนั้นน่ะเป็นพวกขี้อาย ถ้าไม่ใช้ตัวช่วย คงผลัดวันไปเรื่อยๆ ชาติหน้าก็ไม่ได้เริ่มคืนแกนปราณกันสักที” หลานอันฮุ่ยตอบ ยังคงทำงานขุดค้นแผ่นจารึกต่อไป หยิบนั่นมาปัด หยิบนี่มาต่อ หยิบชิ้นส่วนแตกร้าวมาจัดเรียง ไม่ได้ได้สนใจเสียงแปลกปลอมเลยสักนิด

 

พวกเขาทั้งสองคนทำงานไปโดยปล่อยให้กิจกรรมในห้องนั้นดำเนินไปไม่คิดขัด
 

แล้ว...

 

มันก็เป็นเช่นนั้นไปจนครบกำหนด

...

..

 

เพราะอยู่ในชั้นใต้ดิน นั่นจึงเท่ากับว่าพวกเขาไม่รู้เลยว่าเวลาผ่านมานานแค่ไหนหรือทำอะไรต่อมิอะไรมานานเท่าใด ทว่ากิจวัตรในระยะที่ผ่านมาก็มีแค่นอน ตื่น และทำ ซ้ำไปซ้ำมาอยู่หลายรอบ อาจจะเป็นฤทธิ์ยาที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในร่างกายประกอบกับพิธีคืนแกนปราณที่เริ่มแล้วก็ยากจะหยุดด้วยกระมัง พวกเขาจึงสามารถทำติดต่อกันอย่างทรหดได้เช่นนี้น

 

ตลอดสามวันที่ผ่านมาอวี้เหวินเฉิงค่อนข้างดูแลอีกฝ่ายเป็นอย่างดีและตอบสนองในทุกอย่างตามที่ต้วนมู่ชิงต้องการเสมอ ท่าไหนที่เคยอ่านในตำราก็ลองมาทุกท่า ร่างกายของพวกเขาคุ้นเคยกันดี จนไม่เหลือซอกใดที่ไม่ได้สำรวจ สิ่งที่ต้วนมู่ชิงร่ำเรียนมาเพื่อถวายงานไม่เสียเปล่าในการ****ในครั้งนี้จริงๆ

 

และใช่...เพราะยอมทุกอย่าง เลยยอมให้ต้วนมู่ชิงลองมันมาแล้วทุกท่า ผลคือเจ้าคนขี้เกียจหักโหมเกินไป ต้าสงมาวเลยนอนผังผาบไม่ไหวติงใดๆ
 

“ข้ารุนแรงไปหรือขอรับ?” พอเห็นคนไม่ไหวติงเช่นนั้น เจ้าหมาน้อยก็จ๋อยสนิท ซึมจนราวกับถูกเจ้าของโบยตีขนาดแรง “ว่าแล้วเชียว คราหน้าให้ท่านเป็นฝ่าย...”

 

“ไม่คือ...คือมันดีมาก...แต่”

 

ต้วนมู่ชิงพูดไม่ได้เด็ดขาดว่าสารพัดท่ายากพวกนั้นมันทำให้กล้ามเนื้ออักเสบ หรือก็คือเขาปวดตัวเพราะเล่นท่ายาก ไม่ได้ปวดเพราะ***ใหญ่เกินไป!!

 

“ให้ข้า...พักสักประเดี๋ยวเถิด อะไรๆ ก็คงจะดีขึ้นเอง” ตอบเช่นนั้นก่อนจะขยับตัวเองไปซบอกคนตรงหน้า ร่างกายของเขาดีขึ้นมากแล้ว ไหนยังจะบาดแผลอีก การถ่ายคืนแกนปราณนั้นมันทำให้ร่างกายที่เคยม่อยระลอกกระปรี้กระเปร่าขึ้นอย่างไม่เคยเป็น

 

คิดได้เช่นนั้นระหว่างมองอวี้เหวินเฉิง หน้าพลันเฮ่อร้อนขึ้นมาอีกครั้งก่อนจะรีบซบลงบนแผ่นอก ทั้งที่สำรวจกันมาทุกมุมแล้ว แต่พอคิดถึงเรื่องที่ทำกันมาก็ย่อมเขินอายอยู่ดี

 

ได้ยินเสียงเพลงกล่อมเด็กดังขึ้นอย่างแผ่วเบาพร้อมกับอ้อมแขนที่กอดกระชับ ความอบอุ่นและสบายใจก่อเกิดขึ้นมาดวงตาจึงได้หนักอึ้ง

 

ต้วนมู่ชิงหลับลงไป

 

 

ตัดฉากเข้าโคมไฟเด้อค่ะเด้อ------------- แต่ก็นั่นแหละ ซีนต่อไปก็อย่างที่รู้ๆ กันเนอะ เอาเป็นว่าเขาก็ ********* แต่ฉบับออนไลน์คงลงแบบเด็กดี ขออนุญาตแพลนเข้าโคมไฟค่ะ

 

ส่วนฉบับเต็มๆ ฉาก NC สามารถอ่านได้ในเล่มหรือ E-books ค่ะ
 

 

 

[1] ไม้ปวย : หรือเซงปวย เป็นไม้ไว้โยนเสี่ยงทาย ลักษณะเป็นแท่งไม้สองแท่งมีรูปร่างคล้ายพระจันทร์ครึ่งเสี้ยว ด้านหน้าเรียบด้านหลังนูนโค้งคล้ายหลังเต่า สามารถนำมาประกบกันได้

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 24 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

705 ความคิดเห็น