[END] ยอดนายสนมกับวิถีชีวิตเยี่ยงคนเกียจคร้าน

ตอนที่ 85 : (อ่านฟรีวันที่ 30/9/63) ตอนที่ 24 ความผิดพลาดของราชวงศ์ปักษา (2)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 394
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 22 ครั้ง
    19 ส.ค. 63

ถึงลูกหลานของข้า หรือผู้ใดก็ตามที่ได้ค้นพบสถานที่แห่งนี้และสามารถไขปริศนาของข้าออก


 

หากเจ้าต้องการสมบัติในนี้เจ้าจะนำไปเท่าใดหรือหมดสิ้นไปก็ย่อมได้ ทว่าโปรดอ่านสิ่งที่ข้าต้องการจะสื่อ นี่คือคำสารภาพจากคนที่ใกล้ตายเช่นข้า โปรดจงรับฟัง และหากเจ้าจะตัดสินในตัวข้าเช่นไร ข้าจะไม่เคือนแค้น เพราะถึงตอนนั้นข้าคงไม่มีโอกาสได้เคืองแค้นใคร


 

นี่เรื่องราวที่เกิดขึ้นกับข้าทั้งหมด เป็นความจริงหาใช่จากบทกวีหรือการสรรเสริญจากเหล่าขุนนาง ที่แต่งเติมทุกอย่างเพื่อยกย่องให้ชนชั้นกษัตริย์เช่นข้าเป็นดังวีรบุรุษ ทั้งที่ในความจริงแล้ว คนเช่นข้าหาได้ใกล้เคียงกับผู้กล้าเลยแม้แต่น้อย


 

เรื่องราวของข้านั้น เริ่มต้นจากตอนที่ถูกยัดเยียดให้รับภารกิจที่ไม่มีวันสำเร็จอย่างการตามหานกยูกทอง ฮ่องเต้พระองค์นั้นมิได้พึงพอใจในการมีอยู่ของตัวข้า ด้วยเพราะความสัมพันธ์ระหว่างข้ากับโอรสของเขา อันตัวข้านั้นจะว่าเป็นต้วนซิ่วก็คงไม่ผิด แต่กระนั้นข้าก็ยังชอบพอในเพศตรงข้าม จะกล่าวได้ว่าข้าสนแค่เพียงตัวตนของคนก็คงใช่ ทว่าน่าเศร้า แนวคิดนั้นเช่นข้าเป็นที่เดียดฉันท์ในสังคม


 

ผลจากเรื่องนี้ ทำให้ข้าต้องตามหา หา และหาจนกว่าจะเจอ หากหาไม่พบก็ไม่สามารถกลับบ้านเกิดเมืองนอนได้อีกเป็นครั้งที่สอง จนเรียกได้ว่า ภารกิจนั้นจะเรียกว่าเป็นโทษเนรเทศกลายๆ การเดินทางข้านั้นผ่านพ้นไปหลายลี้ จนกระทั้งได้พบเจอกับสหายที่เชื่อใจได้ เพราะมีเขาอยู่คนไม่ได้ความเช่นข้าจึงสามารถเอาตัวรอดจาภัยอันตรายที่เข้ามาได้ เพราะนกยูกสีทองตัวนั้น เป็นที่ต้องการจากทุกผู้ ข้าไม่มั่นใจนักว่าในยุคสมัยของพวกเจ้า ความเชื่อเรื่องสี่ดินแดน มนุษย์ เทพ มาร และวิญญาณ จะเป็นเช่นไร มันอาจจะกลายเป็นดั่งนิทานปรัมปรา ทว่าในยุคสมัยข้านั้น ทุกอย่างมีจริง และเกิดขึ้นจริง และข้าจะต้องฟันฝ่าสิ่งเหล่านั้น แม้จะต้องแลกชีวิต


 

แน่นอนว่าไม่ใช่เพื่อทำตามคำสั่ง ทว่าข้าทำเพื่อต้องการล้างแค้น ทั้งฮ่องเต้ใจทราม ทั้งคนรักที่ไม่เคยช่วยเหลือ จึงกล่าวได้ว่าข้าเป็นชายหน้าเนื้อใจเสือ อ้างความชอบธรรมให้ทั้งที่ในใจเต็มไปด้วยความชิงชังริษยาก็ไม่ผิดนัก


 

และแล้วหลังจากที่ผ่านมาหลายปี ข้าที่ต้องหนีตายหัวซุกหัวซุนกับการตามล่าจากหมู่เซียนและมาร ก็ได้รับข่าวว่าบ้านเมืองของข้าตอนนี้ระสับเป็นไฟ ฮ่องเต้โดนคนในทรยศ โค่นราชบัลลังก์จนตายตกไปทั้งราชวงศ์ ยอมรับด้วยใจว่าในตอนนั้นข้าปรีดาเป็นหนักหนาคิดแค่เพียงว่าในที่สุดพวกคนใจทรามทำลายกันเอง ตัวข้านั้นหาได้สนใจในบ้านเมืองเลยแม้แต่น้อย ทว่า สหายข้านั้นเป็นคนดี เขาไม่เคยคิดเช่นนั้นและเดินหน้ากลับไปเพื่อปกป้องบ้านเมือง


 

ทว่าแรงของคนสองคนนั้นไม่สามารถกอบกู้ความสงบกลับสู่แผ่นดินที่เต็มไปด้วยการแย่งชิงอำนาจ ตัวข้าที่เป็นดังตัวติดสอยห้อยท้ายสหายจึงต้องร่วมลงแรงในการหากำลังคนอย่างเสียไม่ได้


 

ข้าไม่ใช่คนดี ข้าไม่ได้มีแก่ใจจะช่วยเหลือปวงประชาด้วยใจ ทว่าวันหนึ่งใจของข้ากลับมีความรู้สึกบางอย่าง นับวันข้าปรารถนาที่จะมีอำนาจเพื่อที่จะได้ทำตามอย่างใจตน ความแค้นที่สุมในใจเป็นดั่งแรงพลักดัน เจตนาข้า ไม่ใช่เรื่องดีนับตั้งแต่แรก


 

และสุดท้ายการต่อสู้อย่างเห็นแก่ตัวของข้ากลับดึงดูดบางอย่างเข้าให้ ในวันนั้นณ.เขตแดนระหว่างแดนมนุษย์และแดนปริศนา...แดนที่เรียกว่าความฝัน


 

มันไม่ใช่นกยูงสีทองอันเป็นสัญลักษณ์มงคลแห่งสวรรค์ แต่เป็นปักษาสีทอง สีทองที่เกิดจากไฟร้อนแผดเผาร่างกายของมันนับชั่วกัลป์ อันเป็นโทษกักขังความชั่วร้าย ใช่แล้ว จิตใจอันแสนจองหองกระหายอำนาจนั้นเรียกหากัน และพาให้พวกเราได้มาพบกันในแดนฝัน


 

ข้า...ขอเรียกมันว่า ‘มารวิหค’


 

มารวิหคเอ่ยถามกับข้าว่า ‘ต้องการพลังปกป้องบ้านเมืองใช่ไหม’


 

และข้าจึงตอบว่า ‘ย่อมเป็นเช่นนั้น’


 

ทว่าไม่ใช่เพื่อปกป้องบ้านเมือง แต่เพื่อสนองความกระหายใคร่อำนาจที่อยู่เบื้องลึกในจิตใจของข้า ชายต้อยต่ำผู้ไม่อาเป็นที่ยอมรับเช่นข้านั้น ปรารถนาจะเป็นที่ยอมรับ หาใช่แค่เพียงรสนิยม แต่ตัวข้านั้นอ่อนแอนัก...มาจนถึงตอนนี้พวกเจ้าคงผิดหวังในตัวของข้าแล้วหรือไม่ ทว่า ข้ายังมีสิ่งที่น่าผิดหวังยิ่งกว่า


 

ข้าทำพันธสัญญากับมารวิหคตนนั้น


 

ข้าปลดปล่อยมันออกมาแลกกับพลังอำนาจที่แข็งกล้าที่จะขึ้นเป็นผู้มีอำนาจสูงสุด อำนาจที่จะทำให้เป็นที่ยอมรับของไพร่ฟ้า ไม่ว่าใครก็ต้องก้มหัวยกย่องเทิดทูนในตัวข้า มันจึงได้เปลี่ยนชะตาของข้าจากปุถุชนคนธรรมดาให้มีดวงชะตาแห่ง ‘บุญญาธิการ’ ข้าสามารถควบคุมวิหคได้ วรรณะวิญญาณของข้าได้กลายเป็นวรรณะกษัตริย์


 

และใช่ ข้าได้พรข้อนั้นมาโดยต้องเสีย สิ่งที่ข้าแลกเปลี่ยนนั้นคือวิญญาณของตัวข้า หลังจากข้าสิ้นชีวิตข้าจะกลายเป็นอาหารอันโอชาเพื่อเพิ่มพลังปราณแก่กล้า สร้างตบะให้แด่มารวิหคตนนั้น เพราะวิญญาณวรรณะกษัตริย์ มีพลังสูงกว่ามนุษย์ทั่วไป


 

และหากมันจบแค่ตัวข้า มันคงง่ายเกินไป ตัวข้าที่โง่งมกลับยอมแลกแม้กระทั่งวิญญาณของลูกหลาน ใช่แล้ว...สายโลหิตของข้าทั้งหมดที่จะกลายเป็นหนึ่งในวัตถุดิบเพิ่มตบะให้แก่มารวิหคตนนั้น ไม่อาจได้เวียนว่ายตายเกิด ต้องสูญสลายไปชั่วนิรันดร


 

กว่าตัวข้าจะรู้ตัวว่าทำเรื่องต่ำช้าก็ตอนที่ได้มีลูกเป็นของตัวเอง ข้ารู้ตัวแล้วความไม่คิดหน้าคิดหลังของข้าได้นำความทรมานอันยิ่งใหญ่มาสู่แก้วตาดวงใจของข้า ลูกข้าทุกคนไม่อาจเวียนกลับมาเกิดใหม่ได้เพราะความเห็นแก่ตัวของข้า ทว่าเรื่องมันลุกลามจนข้าไม่อาจแก้ไขอะไรได้อีก ทว่าในความสับสนยังมีทางออก หลังจากใช้เวลาชั่วชีวิตในการหาหนทางในการปลดปล่อย


 

ลูกหลานของข้าเอ๋ย บุตรธิดาของเจ้าจะต้องตายก่อนรัชทายาทได้ขึ้นครองราชย์ วิญญาณจึงจะเป็นอิสระ ไม่ได้ถูกมันกลืนกินยามสิ้นชีวีและเวียนว่ายในวัฏจักรดั่งเช่นวิญญาณทั่วไป ทว่าเมื่อรัชทายาทครองราชย์และผ่านพิธีบวงสรวงฟ้าดินเมื่อใด เด็กน้อยเหล่านั้นจะกลายเป็นเครื่องสังเวยแด่มารวิหคไปในทันที


 

ข้าไม่ได้บังคับให้เจ้าสังหารบุตรธิดาของเจ้า ทว่านั่นคือทางออกเดียวที่จะปกป้องพวกเขา จงสังหารสายเลือดแห่งเฮ่อเหลียนก่อนวงจรการบูชายัญวิญญาณจะเริ่มต้น ข้าได้แต่หวังว่าลูกหลานข้าสักคน จะมีผู้ตกฝากชะตาแห่งจักรพรรดิ์ ‘บุญญาธิการแห่งสวรรค์’ ที่แท้จริงกำเนิดขึ้น และยุติวงจรอันชั่วยร้ายที่ข้าก่อ


 

ดังนั้นแล้ว ใจความที่ข้าจะกล่าว แด่พวกเจ้าที่สามารถอ่านคำสารภาพของข้าได้ จะเก็บเอาไว้กับตัวตลอดกาล หรือจะประจานความขลาดเขลาของข้าแด่โลกาก็ย่อมได้ เพราะตัวข้านั้นหาใช่ผู้ที่สมควรสรรเสริญ ทว่าได้โปรด โปรดจงปลดปล่อยลูกหลานที่ข้ารักให้พ้นจากพันธสัญญาอันแสนเห็นแก่ตัวของข้า และอย่าได้ทำพลาด โง่งมหลงในอำนาจที่ไม่สมควรเป็นของตนดังเช่นข้า


 

ข้าหวังว่าพวกเจ้าจะค้นหาการตัดขาดสัญญาจากมารวิหคได้ และขออวยชัยให้พวกเจ้าทั้งหมด

 

 

เมื่อใจความทั้งหมดได้ปรากฏ พื้นที่ตรงนั้นก็ไร้ซึ่งสรรพเสียงใดๆ มันทั้งสับสน ราวกับของจากที่สูงร่วงลงสู่ที่ต่ำ ความเป็นจริงของประวัติศาสตร์นั้นหาได้สวยงามน่ายกย่องดังเช่นบทกวีสรรเสริญ

 

ปกติประวัติศาสตร์จะเขียนยกย่องฮ่องเต้ให้ดูงดงามเป็นวีรบุรุษเพื่อเป็นแม่แบบชีวิตแก่ประชาชนอยู่แล้ว และต้วนมู่ชิงเองก็แยกแยะได้ว่าฮ่องเต้ก็เป็นมนุษย์ มีความผิดพลาดเห็นแก่ตัวดังสัตว์โลกทั่วไป แต่หากทำงานดี นำพาความผาสุกให้แผ่นดิน วางตัวดีน่าเลื่อมใส ไม่เป็นคางคกขึ้นวอ นิสัยส่วนตัวจะเช่นไรก็ช่าง

 

แต่ก็นั่นแหละ ตำนานกับความจริงย่อมต่างกัน พอรู้ว่าต่างจากที่เคยจินตนาการเอาไว้ จะมากหรือน้อยก็ต้องมีความผิดหวังแอบซ่อนอยู่ในใจ

 

โดยเฉพาะกับสายเลือด คนที่เป็นลูกหลานของเขา...

 

ต้วนมู่ชิงคิดเช่นนั้นก่อนะจะหันไปหาอวี้เหวินเฉิง อย่างรู้ว่าน้องจะเป็นเช่นไร แต่ทว่าสีหน้าน้องนั้นกลับดูไม่ได้ให้ความสนใจกับ ‘คำสารภาพบาป’ ของต้นสกุล

 

อวี้เหวินเฉิงดูเคร่งเครียด เป็นสีหน้าที่เกิดขึ้นเฉพาะตอนที่ต้องประกอบชิ้นส่วนหลักฐาน และใช่ เขาแยกแยะเรื่องส่วนตัวกับเรื่องงานออกจากกันอย่างสิ้นเชิง ไม่มีเวลามานั่งเสียใจหรือผิดหวังกับคนที่ตายไปแล้ว เพราะในตอนนี้มีเรื่องสำคัญมากกว่าที่จะต้องทำ

 

“การสังหารสายเลือดเฮ่อเหลียน”

 

เสียงของเขาแผ่วจาง และนั่นทำให้ต้วนมู่ชิงสะดุ้งสุดตัวเมื่อนึกขึ้นได้ว่า...พี่น้องทั้งหมดของอวี้เหวินเฉิง องค์ชายและองค์หญิงกว่ายี่สิบพระองค์ ได้ถูกลอบปลงพระชนม์จนหมดในระยะเวลาอันสั้น ในตอนแรกเคยมีคนคาดเดาว่าเพราะผลพวงจากการหายสาบสูญของเฮ่อเหลียนเว่ยหลงจึงการสงครามแย่งบัลลังก์

 

ทว่าความจริงแล้วอาจไม่ใช่ การโดนลอบปลงพระชนม์รวดเดียวจนแทบไม่เหลือรอดเลยนั้น...มันเหมือนกับคนเร่งร้องทำเพื่ออะไรบางอย่าง!

 

“หากการสังหารทายาททั้งหมดเป็นการกระทำเพื่อปลดปล่อยจากวงจรบูชายัญวิญญาณก่อนรัชทายาทขึ้นครองราชย์แล้วล่ะก็” ต้วนมู่ชิงทอดเสียง มองคนทุกคนในที่แห่งนี้ ที่คล้ายจะเข้าใจความหมายโดยพร้อมเพรียงกัน “ข้าคิดว่าเหตุการณ์นั้นมันอาจจะไม่ได้มีแค่อวี้กุ้ยเฟยที่เป็นคนริเริ่ม”

 

“นายท่านเจ้าคะ” หลิวเซี่ยหันไปหาหลานอันฮุ่ยคล้ายอยากพูดอะไรบางอย่า ซึ่งอีกคนพอเห็นดังนั้นก็พยักหน้า อนุญาตให้พูดได้

 

“ในระยะแรกที่พวกข้าเข้ามาในนี้ ข้าค้นพบว่ามีใครบางคนได้พบที่นี่และเข้ามาสำรวจก่อนหน้า และที่สำคัญกว่านั้นคนผู้นั้นน่าจะเป็นคนที่ทำลายจิตรกรรมพนังนี้เจ้าค่ะ” หลิวเซี่ยกล่าวก่อนจะมองจิตรกรรม ที่พังทลายตรงนั้น “เพราะร่องรอยการพังทลายนั้นหาใช่เก่าแก่ตามสภาพเวลา ดูทีแล้วน่าจะช่วงหนึ่งแต่ไม่เกินสองทศวรรษผ่านมานี้เองเจ้าค่ะ”

 

“ข้าเห็นด้วย” ต้วนมู่ชิงสำทับก่อนจะมองเศษกระดาษเหล่านั้น “บันทึกที่อาเฉิงพบเอง เนื้อกระดาษก็ไมได้ดูเก่าแก่มากนัก ข้าให้มากสุดไม่เกินยี่สิบปี กระดาษเนื้อดีคุณภาพสูง ซึ่งราคาค่างวดย่อมสูงตามคุณภาพ บางทีผู้ที่นำไปซ่อน อาจจะเป็นคนในวังที่รู้จักกับอวี้กุ้ยเฟยมากพอจะเข้าไปยังตำหนักชั้นในได้ หรือไม่ก็อาจจะสมคบคิดและเปิดเผยให้ซ่อนเสียด้วยซ้ำ”

 

“เจ้ากำลังจะกล่าวว่า...คนที่ได้เข้ามาที่นี่ก่อนคือบิดาเจ้า และเขากำลังวางแผนทำอะไรบางอย่างงั้นหรือ?” หลานอันฮุ่ยถาม

 

“ขอรับ ทว่ามันก็เป็นไปได้สองแง่ นั่นคือการร่วมมือกัน กับ...เสด็จแม่แค่ฉวยโอกาสวุ่นวายในลอบสังหารพวกเสด็จพี่” แม้จะเป็นเช่นนี้แต่อวี้เหวินเฉิงก็ยังไม่รู้จะยืนยันความบริสุทธิ์ของมารดาอย่างไร เพราะมันยังมีบทสนทนาในแดนฝันมันที่กล่าวราวกับจงใจลงคำสาปให้เฮ่อเหลียนเว่ยหลงด้วยจุดประสงค์อื่นอีก

 

พวกคนรุ่นก่อนนั้นหนา ช่างสร้างเรื่องให้พวกเขาตามเก็บเสียจริงเชียว

 

“อีกทั้งความเป็นเช่นนี้แล้วข้าคิดว่าตัวข้าน่าจะพอเข้าใจการกระทำของคนพวกนั้นขึ้นมาเลาๆ แล้วขอรับ”

 

อวี้เหวินเฉิงตอบอย่างเด็ดขาด ทว่าต่อให้เริ่มมั่นใจถึงที่มาที่ไปและเหตุผลแล้วก็จริงแต่ ยังมีเรื่องที่น่ากังวลอยู่ นั่นคือเส้นตายก่อนคำสาปจะทำงาน

 

“...พิธีบวงสรวงฟ้าดิน” อวี้เหวินเฉิงพึมพำออกมา ก่อนจะหันไปหาต้วนมู่ชิง เนื่องจากพิธีบวงสรวงฟ้าดินนั้นจะจัดขึ้นตามรอบกฤษ์มงคล บ้างก็สิบปีครั้ง บ้างก็ห้าปีครั้ง ตามแต่โหราจารย์จะคำนวนตัวเลขดวงดาวให้เหมาะสมแก่ดวงของฮ่องเต้ บางพระองค์ครองราชย์ไปเกือบยี่สิบปีเพิ่งได้บวงสรวงก็ยังมี

 

“ต้องขอยอมรับว่าข้าตัดขาดจากวังหลวงไปฝึกวิชานานนับหลายปี จึงทำให้ไม่อาจรับรู้เรื่องพิธีกรรมในวัง ฉะนั้นแล้วท่านพี่พอจะทราบฤกษ์การบวงสรวงหรือไม่ขอรับ”

 

พอได้ยินคำถามนั้น ต้วนมู่ชิงก็ถึงกับสะดุ้งเฮือกด้วยความตกใจ ไม่ใช่เพราะไม่รู้ แต่เพราะรู้ต่างหากถึงได้ตกใจเช่นนี้ พวกเขาใช้เวลาหลายวันในการหลงในแดนฝัน โดนขังในห้องอีกสามวัน และใช้เวลาในการขุดค้นไปวันกว่า นับรวมๆ แล้วก็อยู่ในนี้เกือบสัปดาห์ หากชักช้าไปคงไม่ทันการ เขารีบดึงมือของอวี้เหวินเฉิง ปากบอกร้องเร่ง

 

“ทำไมรีบเช่นนั้น” หลานอันฮุ่ยกล่าว แม้จะพอคาดเดาได้ แต่ก็อยากถามเพื่อความมั่นใจ

 

“รัชศกนี้จะบวงสรวงฟ้าดินในฤดูกาลหน้าขอรับ และเมื่อผ่านพิธีการนั้นเมื่อใด วงจรของการบูชายัญสายเลือดจะเริ่มต้นทันที เราต้องรีบไปแจ้งกับฮ่องเต้โดยเร็ว!”

 

หลานอันฮุ่ยขมวดคิ้ว ก่อนจะกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงที่กังวล “ข้าคงจะตามไปในทันทีไม่ได้ อย่างน้อยที่สุด ก็ต้องหลังจากนี้ ข้าต้องกลับไปค้นคว้าข้อมูลบ้างอย่างที่หอสมุดของสำนัก”

 

 

“คงจะตามไปในทันทีไม่ได้ ข้าจำเป็นต้องกลับไปค้นคว้าข้อมูลบางอย่างที่สำนัก” พูดจบก็หยิบบางอย่างขึ้นมา และนั่นคือแหวนปริศนาที่อยู่รวมกับเศษกระดาษ


 

“เจ้าคิดว่ากลิ่นอายพลังมันแปลกประหลาดหรือไม่?” เขายื่นให้อวี้เหวินเฉิงและต้วนมู่ชิงดู ก่อนจะไหวมือเบาๆ หนึ่งครั้งโบกผ่านจนปรากฏแสงสว่างสีทองและสีฟ้า มันเป็นคลื่นปราณที่ซ่อนอยู่ในแหวน ทว่าด้วยผนึกอันแน่นหนา จึงทำให้เล็ดลอดออกมาได้แค่จางๆ เท่านั้น


 

ต้วนมู่ชิงครุ่นคิดจึงได้เข้าใจ เพราะตนอยู่ร่วมกับกลิ่นอายนั้นมาตลอด


 

“เหมือนสุ่ยเซียน...ไม่สิ เหมือนซู่จื่อเจิน แต่ก็เหมือนมีอะไรบางอย่างแปลกๆ ปะปนเช่นกัน เหมือน...อืม...”


 

“กลิ่นอายราชวงศ์” อวี้เหวินเฉิงแทรก ใคร่ฉงนสงสัยเพราะกลิ่นอายมันช่างแสนจาง หากหลานอันฮุ่ยไม่ทัก เขาคงไม่รู้ตัว “ท่านรู้ได้อย่างไรขอรับ?”


 

“อย่าลืมสิว่า หากหมิงคือศิษย์ข้านั่นเท่ากับว่าจื่อเจินเองก็เป็นศิษย์ข้าเช่นกัน ข้าย่อมจำคลื่นปราณของศิษย์ตัวเองได้” พูดแล้วก็นึกเสียดายความสามารถของซู่จื่อเจินไม่ใช่น้อย หากไม่เลือกหันหลังให้ยุทธภพคงเป็นยอดฝีมืออันดับหนึ่งในดินแดน “และหากแหวนวงนี้มีกลิ่นอายของเขาปะปนกับของราชวงศ์ นั่นอาจเกี่ยวข้องกับการที่เขาฆ่าตัวตาย”


 

เมื่อได้ยินเช่นนั้นอวี้เหวินเฉิงก็มีปฏิกิริยา เริ่มเข้าใจอะไรบางอย่างได้เลาๆ “บางที...ตอนที่ข้าปลดผนึกห้องลับ คลื่นปราณของข้าถูกส่งไปยังแหวนที่ถูกซ่อนในไป๋หู่ ไม่ใช่เสด็จแม่ แต่เพราะนางอยู่ที่นั่น นางจึงรับคลื่นปราณข้าไปด้วย? ”


 

หลานอันฮุ่ยพยักหน้า “คงเป็นเช่นนั้น ผนึกมีผลกระทบกับแหวน ไม่ใช่แม่เจ้า แม่เจ้าแค่ดันบังเอิญอยู่ที่นั่นเท่านั้น”


 

“สรุปแล้วที่ซู่จื่อเจินผนึกไม่ใช่วิญญาณด้านมืดของเสด็จแม่ แต่เป็นอย่างอื่นและอย่างอื่นที่ว่าอาจเกี่ยวข้องกับราชวงศ์ใช่ไหมขอรับอาจารย์” อวี้เหวินเฉิงเริ่มเข้าใจอะไรเลาๆ “ซู่จื่อเจินอาจกำลังพยายามหาทางคลายคำสาปของราชวงศ์อยู่”


 

“คิดว่าเป็นเช่นนั้น และแหวนวงนี้อาจเกี่ยวข้อง ข้าจึงตั้งใจจะนำมันไปค้นคว้า” หลานอันฮุ่ยกล่าว มองแหวนแล้วครุ่นคิดกับตัวเอง “หากได้คำตอบเมื่อใดแล้วข้าจะแจ้งให้เจ้าทราบ”


 

“เข้าใจแล้วขอรับ”


 

แต่จะให้เด็กไปกันเองแค่สองคนในสถานการณ์สุ่มเสี่ยงก็กระไร เขาจึงกระดิกนิ้วเรี้ยกเสี่ยวอี้ ส่งมันให้กับต้วนมู่ชิง

 

“พวกเจ้าพามันไปด้วย เว่ยหลงส่งข้อความมาว่าช่วงนี้เมืองหลวงมีแต่เรื่องวุ่นวาย อย่างน้อยหากมีสิ่งใด มันจะคอยช่วยคุ้มครองเจ้า”

 

“ขอบคุณขอรับ!” ต้วนมู่ชิงวาดมือคำนับขอบคุณอาจารย์ ก่อนรับเสี่ยวอี้มา และเอ่ยกับมันว่า “เจ้านำทางพวกข้าขึ้นไปด้านบนได้หรือไม่”

 

เสี่ยวอี้เห่ารับหนึ่งครั้ง เมื่อต้วนมู่ชิงวางมันลงกับพื้น สี่เท้าน้อยๆ จึงรีบตะกุยวิ่งอย่างรวดเร็ว

 

ระหว่างที่พวกเขากำลังเดินทางออกจากชั้นใต้ดินอยู่นั้น อวี้เหวินเฉิงเองก็คิดอะไรหลายต่อหลายตลบ ทั้งสิ่งที่เห็น ทั้งคำจากมารดา จากซู่จื่อเจิน หรือแม้แต่จากเฮ่อเหลียนจงอี้...อวี้เหวินเฉิงรู้สึกเหมือนมันมีอะไรบางอย่างที่น่าค้างคาใจ

 

โดยเฉพาะกับเรื่อง...บุคคลที่สาม

 

“ข้าคิดว่า...พี่น้องของข้า ไม่ได้เหลือแค่เพียงข้าหรือเสด็จพี่ แต่อาจจะยังมีหลงเหลืออยู่ที่ใดสักแห่ง” นั่นคือสิ่งที่เขาพูดกับต้วนมู่ชิง และทำให้ชายหนุ่มถึงกับชะงักขา หน้าเกือบทิ่มจนอวี้เหวินเฉิงต้องรีบคว้าคนตัวเล็กกว่าเอาไว้ แล้วจับอุ้มท่าเจ้าสาว แล้ววิ่งไปทั้งแบบนั้น

 

“อย่างไรนะ?!” ต้วนมู่ชิงกล่าวอย่างฉงงนปนตกใจ

 

“เสด็จพ่อก่อนพบกับซู่จื่อเจิน เป็นคนสำมะเลเทเมาขอรับ หากจะเขาพลั้งพลาดไปทำหญิงนอกวังตั้งครรภ์ ข้าก็ไม่แปลกใจ” อวี้เหวินเฉิงกล่าว และต้วนมู่ชิงก็เห็นด้วยกับความคิดนั้น เพราะเขาเองก็เป็นลูกนอกสมรสเช่นกัน

 

“ในแดนฝัน ซู่จื่อเจินเขาบอกกับข้าว่า ‘พวกเจ้าสามคน’ นั่นเท่ากับว่า ยังมีใครอีกคนที่ยังหลงเหลืออยู่ และบางที...” อวี้เหวินเฉิงเงียบลงเล็กน้อย ใคร่คิดแล้วก็รู้สึกน้ำเน่าราวกับนิยายโบราณ แต่คนตายดันทิ้งปมเช่นนี้มาให้ก็คงต้องบอกว่า...เอาก็เอาล่ะนะ

 

“ข้าคิดว่าพี่หรือน้องของข้าคนนี้อาจจะอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลขอรับ”

 

ออกจากสุสานกันแล้ววววว เข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้ายของเรื่องแล้วล่ะค่ะ >< 

แล้วก็ปิดพรีฯนิยายเป็นที่เรียบร้อยแล้วนะคะ ขอบคุณทุกคนมากๆ เลยค่ะ

ส่งไฟล์เข้าโรงพิมพ์เรียบร้อย และคิดว่าหนังสือน่าจะได้ประมาณต้นเดือนหน้าค่ะ และจะพยายามจัดส่งให้ไม่เกินวันที่ 13 กันยายนนะคะ 

ตัวหนังสือน่าจะมีสต็อกอยู่ค่ะ (ประมาณ 2 ชุด) สามารถทักได้ทางหลังไมค์นะคะ 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 22 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

705 ความคิดเห็น

  1. #691 SanjiMakiko (จากตอนที่ 85)
    วันที่ 10 กันยายน 2563 / 01:37
    อาเป่า????
    #691
    0
  2. #684 zenandzun (จากตอนที่ 85)
    วันที่ 19 สิงหาคม 2563 / 18:40
    อีกคนคือซื่อเปารึป่าวน๊า
    #684
    1
    • #684-1 White-Crystal(จากตอนที่ 85)
      22 สิงหาคม 2563 / 13:50
      เรื่องนั้น....จุ๊ๆ ไว้นะคะ
      #684-1