[END] ยอดนายสนมกับวิถีชีวิตเยี่ยงคนเกียจคร้าน

ตอนที่ 77 : (อ่านฟรีวันที่ 21/8/63) ตอนที่ 21 มุ่งสู่ความลับในแดนฝัน (3)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 273
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 24 ครั้ง
    21 ส.ค. 63

สิ่งที่อวี้เหวินเฉิงเห็นในตอนนี้เป็นภาพของความวุ่นวายและเสียงอึกทึก คลื่นความร้อนของเปลวเพลิงระอุ เหล่านักท่องเที่ยวเหล่านางโลมหนีตายกันจ้าละหวั่น ย่านโคมแดงแห่งนี้กลายเป็นทะเลเพลิง

 

อวี้เหวินเฉิงเคยอ่านบันทึกข่าวเก่ามาบ้าง เมื่อหลายสิบปีก่อนเคยมีเหตุอัคคีภัยครั้งยิ่งใหญ่ที่เปลี่ยนแปลงรากฐานการป้องกันไฟของยุคสมัย นั่นคือเหตุเพลิงไหม้ในย่านหอนางโลมใจกลางเมือง ได้ยินว่าต้นเพลิงมาจากโคมที่ลอยขึ้นไปติดบนหลังคาร้าน ทำให้ย่านนั้นราบเป็นหน้ากลองเหลือเพียงเถ้าถ่าน ทั้งนางโลมทั้งแขกเครือ เสียชีวิตล้มตายไปมาก

 

...แท้จริงแล้วมันคือย่านที่ต้วนมู่ชิงเกิดมานั่นเอง

 

อวี้เหวินเฉิงที่เป็นเพียงผู้เข้าชมความฝันจึงไม่สามารถรับรู้ไอร้อนได้ นั่นจึงทำให้เขาทำได้แค่มองความวุ่นวายเหล่านั้นความรู้สึกที่ไม่รู้ว่าจะบรรยายออกมาเช่นไร

 

คนที่ล้มตาย คนที่บาดเจ็บจากแผลไฟคลอก เด็กน้อยที่วิ่งจ้าละหวั่นด้วยความกลัว หรือแม้แต่เหล่าคนที่โดนลูกหลงจนเสียที่อยู่อาศัย

 

น่าสงสาร น่าสังเวช เวทนาใจ

 

แต่แล้วอวี้เหวินเฉิงก็ชะงักไปเล็กน้อยเมื่อใจกลางของความวุ่นวายนั้นเขาเห็นแผ่นหลังของคนคุ้นเคย ต้วนมู่ชิงในยุคปัจจุบัน...ไม่สิน่าจะเรียกว่าเป็นดวงจิตของต้วนมู่ชิงต่างหากอยู่ที่ตรงนั้น มองความสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างเหม่อลอย ใบหน้าด้านข้างที่อวี้เหวินเฉิงเห็นจากระยะไกลๆ นั้น...ยังเห็นได้ชัดว่าเจ็บปวดเสียใจสักแค่ไหน

 

คล้ายเป็นการซ้อนทับระหว่างดวงจิตของพวกเขา หลานอันฮุ่ยเองก็กล่าวเอาไว้ว่านี่คือแดนฝันของต้วนมู่ชิง มันอาจจะมีบางครั้งที่พวกเขาพบปะกันโดนบังเอิญ

 

อวี้เหวินเฉิงจึงวิ่งตาม ทว่าอีกคนกลับเหมือนล่องลอยกับช่วงเวลาในอดีตจนมองไม่เห็นเขา ต้วนมู่ชิงกำลังจะเดินไปจากที่แห่งนั้นแล้ว หากแต่พอจะร้องหา ภาพทุกอย่างก็แปรเปลี่ยน ตัดไปอีกครั้ง และดวงจิตของต้วนมู่ชิงก็หายไปเช่นกัน

...

..

 

ในตอนนี้อวี้เหวินเฉิงกลับยืนอยู่ในบ้านสกุลต้วนมู่เสียแล้ว

 

คาดเดาเอาว่าเพลิงไหม้ในครั้งนั้นกระมังที่ทำให้ต้วนมู่เถียนได้รับสิทธิในการดูแลลูก เขาไม่รู้ว่าชะตากรรมของหวังซือสือเป็นเช่นไร แต่ทว่า...บันทึกกล่าวเอาไว้ว่านางโลมนับร้อยได้ตายลงที่นั่น...บางทีหนึ่งในร้อยนั้นอาจเป็นสตรีผู้นั้น

 

“หากนับด้วยช่วงเวลาที่ข้าได้พบนางแล้วก็คงจะเป็นหวังซือสือคงเป็นภรรยาคนที่สองขอรับ” ต้วนมู่เถียนเอ่ยกล่าว ก้มหน้าโค้งลงต่ำ ท่าคุกเข่านั้นไม่แน่ใจเลยว่าเพื่อความเรียบร้อยหรือโดนทำโทษให้นนั่งสำนึกผิด เพราะเบื้องหน้าของเขานั้นท่านเจ้าบ้าน บิดาของเขา ปู่ของต้วนมู่ชิง “ได้โปรดยอมให้ข้ารับรองเสี่ยวชิงเป็นลูก รับเข้าเขามาสกุลต้วนมู่ด้วยขอรับ”

 

ท่านปู่ลูบหนวดเครายาวขาวแล้วทำหน้าเครียด “การไถตัวตบแต่งอี้จีมาเป็นอนุภรรยานั่นไม่ใช่เรื่องผิดแปลกสำหรับสกุลเราก็จริง ทว่าสตรีคนนั้นกลายเป็นนางโลมค่าตัวต่ำไปแล้ว ซ้ำลูกนอกสมรสของเจ้าก็โตขนาดนี้นั้นเข้าสกุล ย่อมทำให้เราเสื่อมเสีย โตจนป่านนี้แล้ว เจ้าก็น่าจะรู้ไม่ใช่รึ”

 

“ข้ารู้ ทว่าข้าไม่อาจทอดทิ้งเลือดเนื้อเชื้อไขได้หรอกขอรับ” ต้วนมู่เถียนยังยืนกราน “หรือท่านจะปล่อยให้หลานชายของท่านตกระกรำลำบาก เช่นนั้นยิ่งพอข้อครหานินทามากกว่ารับลูกนอกสมรสเข้าสกุลอีกนะขอรับ”

 

ความเงียบงันกลายเป็นคำตอบที่น่าอึดอัด หากเป็นเช่นนี้คงไม่อาจนำต้วนมู่ชิงเข้าสกุลได้ หรือดีหน่อยอาจรับเข้ามาอยู่ในบ้านสกุลรอง ซึ่งแน่นอน มันไม่ใช่ความต้องการของคนเป็นพ่อ 

 

การคลุกคลีกับลูกชายทำให้ตนรู้ถึงความสามารถและความฉลาด ต้วนมู่เถียนไม่อยากทำเช่นนี้เพราะเหมือนอวดอ้างสรรพคุณเพื่อให้ลูกเป็นที่ยอมรับ ทว่านี่ก็เหลือเพียงทางเลือกสุดท้าย

 

“อาหลิว เจ้าไปพาน้องมาที่นี่”

 

เมื่อได้ยินเสียงเรียก ต้วนมู่หลิวในวัยรุ่นก็สะดุ้งขึ้น เขาเลิ่กลั่กเล็กน้อยก่อนจะรีบเร่งไปตามน้องชายมาตามคำสั่งของผู้เป็นบิดา

 

พวกเขาทำการทดสอบอะไรบางอย่างในตัวต้วนมู่ชิง และนั่นเอง เป็นเหตุผลที่ทำให้เด็กชายคนนั้นถูกรับรองให้เป็นบุตรชายคนที่สามของต้วนมู่เถียนโดยสมบูรณ์

 

และ...เมื่อเข้ามาอยู่ในสกุลต้วนมู่นั้น มันก็เป็นดังที่อวี้เหวินเฉิงคาด

 

“ไอ้ลูกไม่มีแม่!”

 

“มีแม่แต่ก็ขายตัว”

 

“ลูกเมียน้อย โตไปก็เป็นเมียน้อย!!”

 

ภาพความทรงจำที่เห็นตอนนี้เป็นต้วนมู่ชิงที่โตกว่าเมื่อแรกเริ่มขึ้นมาสักหน่อย น่าจะสักสิบสองหรือสิบสาม

 

ชีวิตในสถานะลูกขุนนาง มันเป็นดังคำที่หวังซือสือว่าทุกประการ เมื่อต้วนมู่ชิงถูกนำมาเลี้ยงที่สกุลต้วนมู่ก็กลายเป็นที่รังเกียจจากบรรดาพี่น้อง โดนพร่ำล้อทุกเมื่อเชื่อวันและไม่มีใครคิดห้ามแม้กระทั่งบ่าวไพร่ ทว่าน่าเศร้ากว่าการกลั่นแกล้งระหว่างพี่น้อง นั่นก็คือเด็กไม่มีทางรู้จักคำเช่นนั้นได้ด้วยตัวเอง

 

คงจำจากแม่แล้วเอามาล้อน่ะสิ

 

ต้วนมู่ชิงนั้นอยู่ตรงกลางวงล้อม ท่ามกลางเด็กวัยไล่เลี่ยกันทั้งชายหญิง จะเป็นน้องต่างมารดาก็ดี ลูกคนรับใช้ก็ดีต่างล้อเลียนปมลูกนางโลมและแม่ที่เสียไปแล้วอย่างสนุกสนานจนต้วนมู่ชิงตัวสั่นเทา

 

“ร้องไห้แล้ว ร้องไห้ แล้ว ร้องอีกสิ!!” เสียงของเด็กหัวโจกคล้ายสะใจที่เห็นคนตัวสั่น

 

ทว่า...มันไม่ใช่การร้องไห้!!

 

ผลั่ก!!

 

หมัดหลุนลงใส่อย่างหนักมือจนร่างของเด็กหัวโจกตัวโตกระเด็นริ้วไปไกล ต้วนมู่ชิงยืนจังก้า เท้าเอวโดยมีมืออีกข้างยกกำปั้นอย่างมาดมั่นพร้อมชกอีกรอบ ตัวสั่นเทาที่ว่านั้นหาใช่เสียใจจนร้องไห้ แต่เป็นโกรธจนควันออกหูต่างหาก!!

 

“ไม่มีแม่ ก็ยังดีกว่ามีแม่แล้วแม่ไม่สอน! แล้วก็พวกเจ้าตรงนั้น ถ้ามีเวลาไปนินทาชาวบ้าน เอาเวลามาสอนลูกด้วย!” เด็กชายตอบด้วยเสียงอันดังก้อง มาดมั่นราวกับว่าไม่กลัวเกรงอะไร เรียวนิ้วเล็กชี้กลุ่มคนรับใช้ที่จับกลุ่มนินทาไม่ยอมห้ามปรามตรงนั้น อาจหาญช่างกล้า และปากร้ายอย่างเหลือเกิน

 

“เจ้า!!!” เด็กตัวโตที่ล้อเลียนนั้นแหกปาก ทว่าพอเห็นต้วนมู่ชิงหักข้อนิ้วพร้อมต่อยอีกรอบ ก็ถอดกรูดแล้วไห้จ้าวิ่งเตลิดไปเลย

 

“ข้าจะไปฟ้องท่านแม่!!!”

 

แล้วกลุ่มก้อนการกลั่นแกล้งตรงนั้นก็สลายตัวอย่างรวดเร็ว ต้วนมู่ชิงนั้นนั้นโตมาในย่านเริงรมย์หาใช่สังคมขุนนาง ได้รับการอบรมจากป้ามี่และหรูอี้ นั่นจึงทำให้กลายเป็นคนไม่ยอมใคร แรงมาแรงกลับ ปากคอเราะราย มือไวมือหนัก กล่าวร้ายแม่มาเมื่อใดก็ซัดหมัดใส่อย่างไม่กริ่งเกรงใดๆ

 

นั่นเป็นนิสัยเก่าก่อนของต้วนมู่ชิง ก่อนที่จะถอดเขี้ยวเข้าวังเป็นเหม่ยเหริน

 

แต่ต่อให้ใจกล้ามือไวแค่ไหนแต่เด็กก็คือเด็กที่ไร้ทางสู้ เมื่อความแดงเรื่องชกหน้าลูกของฮูหยินรองถึงหูฮูหยินเอก นางก็ทำโทษต้วนมู่ชิงทันที

 

เดิมทีฮูหยินเอกของบ้านสกุลต้วนมู่ก็ไม่ชอบหน้าเนื่องจากไม่ได้เป็นลูกที่ถูกรับรองและเกิดจากคนชั้นต่ำ นางทำราวกับต้วนมู่ชิงเป็นเด็กรับใช้ที่นึกอยากจะใช้งานก็ใช้ นึกอยากจะทำร้ายก็ทำ ดังเช่นตอนนี้

 

การทำโทษด้วยการเฆี่ยนตีนั้นเป็นอะไรที่ทำไม่ได้ หากต้วนมู่เถียนกลับมาเมื่อใดเรื่องที่รังแกลูกชายหัวแก้วหัวแหวนย่อมแดงออกได้ เมื่อเป็นเช่นนั้น การทำโทษจึงเป็นอะไรที่ต้องไร้รอยแผล ดังเช่นการสั่งอดอาหารหรือให้ไปแช่ตัวอยู่ในน้ำเย็นจัดทั้งวัน

 

“แม่น่ะรักเจ้าหรอกนะเสี่ยวชิงจึงได้อบรมเช่นนี้” เอ่ยพูดด้วยรอยยิ้มที่แสนเยือกเย็น กดใบหน้าเล็กๆ ของเด็กชายลงกับน้ำเย็นจัดด้วยสายตาที่สะใจและอำมหิตยิ่งนัก “หากเจ้าไม่อดทนต่อคำว่าร้าย เจ้าจะโตไปยิ่งใหญ่ได้อย่างไรล่ะ จริงหรือไม่ หรือการเป็นลูกคนชั้นต่ำมันฝังเข้าไปในร่างเจ้าไปแล้ว เช่นนั้นข้าจะล้างออกให้หมดเองดีหรือไม่”

 

เอ่ยชั้นนั้นไปเรื่อยๆ กดหน้าเด็กลงกับน้ำไปเรื่อยๆ เมื่อสลบก็ถูกน้ำเย็นจัดสาดซ้ำไปซ้ำมา หัวเราะคิกคักกับสาวใช้อย่างสะใจ นางขยุ้มเส้นผมของเด็กน้อยขึ้นมาก่อนจะยิ้มหวานให้

 

“เอ้า...ไหน ขอโทษท่านแม่สิจ๊ะ เด็กดี...”

 

อวี้เหวินเฉิงกำมือแน่นอย่างเคืองแค้นกับสิ่งที่เห็น เสียงหัวเราะสะใจและการทรมารเด็กไม่มีทางสู้ย่อมไม่ใช่เรื่องที่น่ามองและหดหู่จนอยากจะทำอะไรสักอย่างกับผู้หญิงคนนั้นให้สาสม คำว่าแม่ที่เรียกแทนตัวของผู้หญิงคนนั้นช่างแสนน่าสะอิดสะเอียน ดีไม่ดีการออกตัวลงโทษต้วนมู่ชิงนั้นใช่ทำเพื่อฮูหยินรองแต่หาข้ออ้างให้ตนได้รังแกเด็กเสียมากกว่า

 

หากนี่ไม่ใช่ภาพอดีตที่จับต้องไม่ได้แล้วล่ะก เขาล่ะ...อยากเอาคืนผู้หญิงคนนั้นให้สาสมกับที่รังแกต้วนมู่ชิง!

 

มิน่าเล่า...ต้วนมู่ชิงจึงได้บอกกับเขาว่าถูกท่านแม่ชิงชังเมื่อรู้ว่าไร้แกนปราณทอง นั่นก็เพราะเดิมทีก็เดียดฉันท์ลูกเลี้ยงเยี่ยงเดรัจฉานอยู่แล้ว

 

“ท่านแม่ พอได้แล้ว”

 

และคนที่มาช่วยต้วนมู่ชิงนั้นหาใช่ใครเลย ต้วนมู่หลิวนั่นเอง ทันทีที่มีคนมาบอกเรื่องนี้ เขาก็วิ่งมาห้ามมารดาตัวเองทันที ซึ่งในทีแรกฮูหยินเอกทำท่าจะไม่ยอม จนกระทั่งข่มขู่ว่าจะนำความทั้งหมดไปบอกต้วนมู่เถียนนั่นแหละจึงทำให้นางยอมรามืออย่างไม่ใครพอใจนัก

แต่ก็มิวายตบหน้าลูกชายคนโตไปหนึ่งฉาด

 

"ข้าเป็นแม่เจ้านะ!!"

 

นางสะบัดร่างปั้นปึ่งเดินไปทางอื่นพร้อมกับนางรับใช้ ช่างใจร้ายไม่ต่างจากนางมารในร่างโฉมสะคราญจริงๆ

 

“พี่หลิวอย่าบอกท่านพ่อได้ไหมขอรับ” ต้วนมู่ชิงเอ่ยก่อนจะยันร่างลุกขึ้น รับผ้าเช็ดหน้าจากคนเป็นพี่มาเช็ดหน้าตาตัวเอง “ถ้าท่านพ่อรู้ท่านพ่อจะลำบากใจ”

 

“แต่หากเป็นเช่นนี้เจ้าก็จะถูกท่านแม่รังแกเรื่อยๆ ไม่ใช่หรือ” ต้วนมู่หลิวว่า อุ้มน้องขึ้นมานั่งตักแล้วเช็ดหัวเช็ดหน้าให้ ทั้งรัก ทั้งเอ็นดู ทั้งสงสาร “อีกไม่นานพี่ก็ต้องสอบเข้าเป็นขุนนางแล้ว พี่ปกป้องเจ้าตลอดไม่ได้หรอกนะ อย่างน้อยหากท่านพ่อรู้ ท่านแม่จะได้หยุด”

 

“แต่ท่านแม่ก็ไม่ได้ใจร้ายกับคนอื่น เขาดีกับพี่หลิว เขาดีกับทุกคนยกเว้นข้าเพราะเขาไม่ชอบข้ามันก็แค่นั้นขอรับ” ต้วนมู่ชิงส่ายหน้าหลัดๆ ไม่ได้ยิ้ม ไม่ได้โกรธ คล้ายเข้าใจสภาพของตัวเองดี “อีกอย่างข้าก็ไม่ได้ยอมตลอดด้วย วันนี้ข้าแค่โชคร้ายไปเริ่มชกคนก่อน ก็เลยโดน”

 

“โดนใช้งานวิ่งวนเป็นคนรับใช้ให้ของนั่นนี่ทั้งที่มีศักดิ์เป็นลูกขุนนางน่ะหรือ?”

 

“แต่ก็...ไม่ได้เหลือบ่ากว่าแรงขอรับ พี่หลิวอย่าได้กังวล ท่านพ่อน่ะงานยุ่งมากแล้วเพราะฉะนั้นหากข้าบอกเขา เขาจะลำบากใจลำพังงานในวังก็เยอะพออยู่แล้ว ถ้าต้องจัดการปัญหาในบ้านอีก ข้าคิดว่าไม่สมควร” ต้วนมู่ชิงส่ายหัวลัดๆ

 

“แค่ให้ข้ามีข้าวกิน มีบ้านอยู่ เท่านั้นก็เกรงใจจะแย่แล้ว คิดมากไปก็เท่านั้นขอรับ คนที่ดีกับข้าก็มี คนที่ไม่ดีก็มี เช่นนั้นแค่ไม่เอาคนไม่ดีมาใส่ใจ และใส่ใจแค่คนที่ดีกับข้าเช่นท่านพ่อ พี่หลิว แล้วก็ท่านปู่เล็กก็พอแล้ว”

 

ต้วนมู่หลิวถอนหายใจยาว ทำอะไรไม่ได้นอกจากกอดคนเป็นน้องชายเอาไว้

 

ไม่ว่าจะผ่านมากี่ปี ต้วนมู่ชิงก็คิดเพียงเป็นคนอยู่อาศัย ไม่เคยคิดว่าตนเป็นลูกบ้านนี้ ทั้งที่เขา ทั้งที่ท่านพ่อเองต่างก็มอบความรักให้อย่างเต็มที่ขนาดนี้แล้ว

 

ภาพทุกอย่างที่อวี้เหวินเฉิงในตอนนี้ช่างอธิบายได้ยากเหลือจะกล่าวจริงๆ เขาไม่เคยรับรู้ถึงเรื่องราวในวัยเด็กของต้วนมู่ชิง แม้กระทั่งยามที่เจอกันใน ‘ตอนนั้น’ เขาก็ไม่เคยรู้ว่าอีกคนพบเจอกับเรื่องที่น่าหนักใจ น่าอึดอัดตั้งแต่เด็กได้มากมายขนาดนี้

 

ชายคนนั้นเก็บทุกอย่างไว้ ไม่ปริปากเอ่ยใดๆ ไม่เปิดเผยและเลือกที่ปัดทุกอย่างทิ้งเพื่อเดินหน้า เหตุผลที่พยายามมองโลกในแง่ดีและไม่คิดมากนั้น เป็นเพราะอย่างนี้อย่างนั้นหรือ เพราะหากเก็บมาคิดทุกเรื่องเมื่อใด ก็รังแต่จะทำให้ใจเจ็บปวดอย่างนั้นใช่หรือไม่

 

มันไม่ใช่ความขี้เกียจจะคิดเยอะ แต่เป็นการปกป้องหัวใจตัวเอง

 

เอาล่ะ ในตอนนี้อวี้เหวินเฉิงก็เข้าใจอดีตของต้วนมู่ชิงมาพอสมควรแล้ว แต่ทว่าเมื่อคิดว่าตนเข้าใจ ก็กลายเป็นว่าว่าบรรยากาศในห้วงอดีตได้เปลี่ยนไปอีกแล้ว ตัดสับไปสับมาราวกับเร่งเวลาเพื่อให้เขาขุดค้นเข้าไปยังจุดที่ลึกที่สุดในใจของอีกฝ่าย

 

ความสับสนหลังไหลจนปวดหัวภาพที่ตัดสับไปสับมานั้นเป็นภาพของชายแก่ผู้หนึ่ง เขาได้ส่งจดหมายหาต้วนมู่ชิง เพื่อนัดพบคุยกันบางอย่าง

 

ภาพตัดที่สองนั่นคือการพบพานของคนทั้งสอง สารภาพถึงความผิดบาปที่ชายแก่ผู้นั้นได้กระทำลงไป คล้ายคำให้การก่อนตายที่ทำให้ต้วนมู่ชิงนั้นถึงกับหน้าถอดสี

 

และภาพตัดถัดมานั้นกลับกลายเป็นสีดำทะมึน ปาดป้ายทับราวกับความทรงจำที่เลยร้าย

 

บัดนั้นอวี้เหวินเฉิงจึงได้เห็นดวงจิตของต้วนมู่ชิงอีกครั้ง ร่างบางนั้นจมลงกับสีดำไปเรื่อยๆ อย่างหมดแรงและเหม่อลอย อวี้เหวินเฉิงจึงได้พยายามคว้าเอาไว้ ห่วงใยและเจ็บปวดกับสิ่งที่ได้รับรู้เป็นยิ่งนัก เขาเร่งร้องเรียกหา มือเอื้อมไปด้านหน้า ภาวนาอย่าให้คนสำคัญของเขาจมลงไปกับความเศร้า

 

และเมื่อคว้าได้ กลับได้รับเสียงตะโกนก้องและน้ำตากลับมาแทน

 

“อย่าดูมันนะ--!”

 

ช่วงนี้อาจจะอยู่กับบทย้อนอดีตกันสักระยะนะคะ แออออ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 24 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

705 ความคิดเห็น