[END] ยอดนายสนมกับวิถีชีวิตเยี่ยงคนเกียจคร้าน

ตอนที่ 76 : (อ่านฟรีวันที่ 19/8/63) ตอนที่ 21 มุ่งสู่ความลับในแดนฝัน (2)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 274
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 20 ครั้ง
    19 ส.ค. 63

“พี่สาว...เขาไม่ให้อาชิงเล่นด้วย” เสี่ยวชิงตัวน้อยพูดไม่เป็นภาษา นั่นจึงทำให้เขาต้องใช้ร่างกายอธิบาย ท่าทางของเขาคล้ายกำลังถันฉินหรือเครื่องสายที่มีลักษณะใกล้เคียงกัน

 

“ไปขอเขาเล่นฉินอีกแล้วหรือ พวกพี่สาวต้องใช้ทำงานนะจ๊ะ ยังเล่นตอนนี้ไม่หรอก ไว้พระอาทิตย์ขึ้นแล้วค่อยไปเล่นกับเขานะ” เด็กหญิงที่ถูกเรียกว่าพี่อี้...หรือหรูอี้อธิบาย ซึ่งต้วนมู่ชิงก็พยักหน้า ท่าทางดูเสียดายแต่ก็ไม่ได้งอแงแต่อย่างใด ก่อนที่เด็กทั้งสองจะจูงมือกันเดินลัดเลาะออกจากย่าน เพราะเวลานี้ไม่สมควรมีเด็กเดินอย่างออกหน้าออกตา

 

“ตอนนี้เสี่ยวชิงต้องไปนอนก่อนนะ ตอนเช้าท่านซือสือจะมารับ” หรูอี้กล่าว

 

“อื้อ” ต้วนมู่ชิงรับ

 

“น่าเสียดายที่ท่านซือสือขายฉินกับกูเจิ้งไป มิฉะนั้นเสี่ยวชิงคงได้แสดง ได้เล่นมากกว่านี้ แต่ก็ช่างเถิด ไว้พี่อี้จะสอนเสี่ยวชิงทำอย่างอื่นเอง ดีไหม?” หรูอี้บ่นกระปอดกระแปดไปเรื่อย ก่อนลัดเลาะออกจากตรอกหอคณิกาไปยังอีกฟากหนึ่ง ซึ่งสงบกว่าเพราะไม่ใช่แหล่งท่องเที่ยว

 

พวกเขามาหยุดที่หน้าร้านขายภาพวาดเล็กๆ ของคุณป้าแม่ม่ายแสนใจดี สถานที่ซึ่งท่านซือสือ หรือหวังซือสือมักนำเด็กทั้งสองมาฝากเอาไว้ยามนางต้อง ‘ทำงาน’


 

“กลับมาแล้วหรือ หรูอี้เอ๊ย พาน้องไปอาบน้ำอาบท่าเตรียมตัวนอนได้แล้ว”

 

พวกเขาไม่ใช่ครอบครัวเดียวกัน ทว่ายามนี้ต้องเกื้อหนุนน้ำใจซึ่งกันและกัน และมันไม่ใช่เรื่องเหนือบ่ากว่าแรงเลยหากหญิงแก่ไร้ลูกหลานผู้นี้จะรับเลี้ยงเด็กน้อยน่าเอ็นดูแทนแม่ที่ต้องไปทำงานยามราตรี

 

“เจ้าค่ะ ป้ามี่” หรูอี้ตอบ ก่อนจะอุ้มต้วนมู่ชิงที่เริ่มเดินสัปหงกขึ้นมา “ไปกันเถอะเสี่ยวชิง เดี๋ยวพี่อี้อาบน้ำให้นะ”

 

หรูอี้นั้นไม่ใช่พี่สาวแท้ๆ ของต้วนมู่ชิง แต่เป็นเด็กรับใช้ที่ถูกชายให้หอนางโลม ซึ่งแน่นอนว่าเด็กรับใช้ออกมาจากหอยามวิกาลนั้นค่อนข้างผิดกฎ แต่นางสนเสียที่ไหนล่ะ ถ้าแม่เล้าไม่ออกโรงต่อว่า ก็แอบทำต่อไปนั่นแหละ

 

ทว่าหรูอี้อุ้มน้องไปไม่ทันถึงสามก้าวด้วยซ้ำ ก็มีชายสองคนซึ่งดูทีแล้วคงเป็นนักท่องเที่ยวจากย่านนางโลมนั่นแหละเดินมาหยุดที่หน้าร้านของป้ามี่ เนื่องจากเป็นคนรู้จักกัน ดูจากทีท่าคงไม่ได้มาซื้อแต่แวะมาคุยฆ่าเวลา ป้ามี่จึงไม่ได้สนใจรับแขกอะไร

 

แต่แล้วเมื่อชายคนหนึ่งเงยหน้าขึ้นมาเจอต้วนมู่ชิงเขาก็ทำท่าครุ่นคิด

 

“เด็กนั่น ลูกชายของแม่นางหวังสินะ”

 

“อา ใช่ ใช่” ป้ามี่ตอบ ระหว่างนั้นก็ก๊อกๆ แก๊กๆ ม้วนยาเส้นสูบไปตามเรื่อง หน้าตาของต้วนมู่ชิงเหมือนหวังซือสืออยู่แล้ว จึงไม่ได้แปลกใจอะไร

 

“ว่าไปแล้วก็น่าเสียดาย ทั้งที่เมื่อไม่กี่ปีก่อนยังเป็นดาวจรัสแสงในย่านนางโลม เป็นอี้จีค่าตัวสูงที่แทบจะต้องขายบ้านเพื่อให้ได้พบปะแท้ๆ ไม่น่าเลย ไม่น่าเลย” ชายคนหนึ่งบีบเสียงสูง ท่าทางเมามายหนักแล้วจึงได้กล้าพูดเช่นนี้

 

“น่าเสียดายจริงๆ หากไม่ท้องไม่ไส้ ตัดไฟทำแท้งไปตั้งแต่ต้นลมไม่ปล่อยท้องโย้ แม่นางหวังคงไม่ต้องมากลายเป็นตกอับขายตัวเช่นนางโลมไร้การศึกษาเช่นนี้”

 

และนั่นทำให้หรูอี้ที่ยืนอยู่ตัวสั่นด้วยความโกรธ หัวเด็กหัวก็โด่อยู่ตำตา ใช่ว่าจะไม่ได้ยินเสียง เด็กหญิงหูดับตับไหม้ทว่าก็ไม่กล้าที่จะง้างปากด่าเจ้าคนเมาปากหมาน เนื่องจากกลัวสร้างเรื่องให้ป้ามี่

 

แต่คนที่หรูอี้เป็นห่วงนั้นกลับ...

 

“ยังจะนินทาอีก!! เด็กมันยังไม่หลับไม่นอนก็ปากดีให้มันได้ยิน แม่มันยังไม่เคยบ่น พวกเจ้าล่ะเป็นใครมาบ่นแทนเหย็งๆ แค่หาเรื่องนินทาสิไม่ว่า!!” ป้ามี่บ่นเสียงดังลั่นเรียกเพื่อนบ้านให้โผล่หน้า พร้อมเร่งมวนยาสูบพ่นควันอัดหน้าเจ้าพวกลูกช่างจ้อไปเสีย

 

“จะซื้อไม่ซื้อ ไม่ซื้อก็ไป เกะกะบังร้าน ชิ่ว!! เออ ใช่ เงินคราวก่อนที่ยืมไปน่ะคืนข้าหรือยัง หรือจะข้าให้ทวง!!”

 

“เดี๋ยวโตไปมันก็ขายตัวไม่ต่างจากแม่มันน่ะ ได้!! แล้วข้าจะรอใช้งานมัน!!”

 

เพราะความทวงเงินนี่แหละที่ทำให้เจ้าหนุ่มละอ่อนสองหน่อนั้นเปิดหนีแน่บ แต่ก็มิวายกร่นด่าปิดท้ายให้เจ็บแสบ

 

“เฮ้อ ต้องให้ข้าร้ายอยู่เรื่อย ไอ้เด็กพวกนี้”

 

ป้ามี่พ่นลมหายใจออกมาก่อนจะอัดควันเข้าปอดสักสองสามอึกให้หายเหนื่อย นางหันไปหาหรูอี้ ยิ้มแย้มใจดีต่างจากภาพนางมารช่างฉอดเมื่อครู่ลิบลับ

 

“ที่เขาบ่นฉอดๆ น่ะก็แค่เจ็บใจ ที่ไม่ได้แตะต้องแม่นางซือสือสักทีทั้งที่ไม่ได้เป็นอี้จีแล้วก็เท่านั้นแหละจ้ะ เรียกได้ว่าเป็นผู้ชายที่ไม่น่าเอาทำพันธุ์ อาอี้เอ้ย จำไว้นะลูกนะ ชายเช่นนั้นปล่อยให้แห้งตายไปได้ยิ่งดีเลยนะจ๊ะ”

 

หรูอี้ได้ยินก็ได้แต่ยิ้มแห้งๆ พยักหน้าให้ป้ามี่ก่อนจะอุ้มน้องไปอาบน้ำนอนแบบเคว้งๆ

 

น่ากลัวง่ะ...


 

เมื่อเวลาผ่านพ้น อาบน้ำเสร็จสักพักเด็กน้อยทั้งสองจึงได้เข้านอน โดยที่มีสายตาของอวี้เหวินเฉิงนั่งมองอยู่ ชายหนุ่มมองใบหน้าไร้เดียงสายามหลับใหล ฝ่ามือเขาลูบไล้เบาๆ ที่ศรีษะกลมๆ นั้นอย่างเอ็นดูแม้ว่าเขาไม่อาจสัมผัสภาพในอดีตได้ก็ตาม

 

ทว่าเขาก็เข้าใจอะไรได้ขึ้นมาเล็กน้อย แม้เขาไม่รู้เรื่องราวปัญหาของท่านพี่โดยละเอียด แต่ก็จำได้ว่าต้วนมู่ชิงนั้นไม่เป็นที่ชื่นชอบของฮูหยินเอกสกุลต้วนมู่

 

นั่นก็เพราะต้วนมู่ชิงหรือ ‘หวังชิง’ นั้นเป็นลูกของนางคณิกา

 

เวลาผ่านไปสักระยะใหญ่ในเลยป้านเยว่ (เที่ยงคืน) อวี้เหวินเฉิงจึงได้รับรู้ถึงฝีเท้าและเค้ารางของหญิงสาวรูปร่างอรชรจากเงาที่สองผ่านประตูกระดาษสา หวังซือสือคงกลับมาจากทำงานแล้วและกำลังนั่งคุยกับป้ามี่บนที่นั่งพักนอกชาน

 

เขาได้ยินเสียงบทสนทนาแว่วเข้ามาในห้อง

 

“เสี่ยวชิงก็โตขึ้นทุกวันๆ เจ้ายังไม่ติดต่อพ่อเขาไปอีกหรือ ซือสือ” ป้ามี่ถาม คล้ายว่าถ้อยคำแทงใจที่ชายสองคนนั้นกล่าวจะทำให้ป้าเก็บมาคิด และนึกสงสารอนาคตของเด็กขึ้นมา

 

“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะท่านป้า ข้าดูแลอาชิงไหว ไม่จำเป็นต้องให้พ่อเขารับรู้” หวังซือสือตอบเสียงเบาทว่าหนักแน่นในคำพูดเป็นอย่างยิ่ง

 

“ซือซือเอ๊ย สำหรับป้าน่ะหากจะช่วยเจ้าดูแลก็ไม่เป็นไรหรอกนะ แต่คนแก่เช่นป้าจะตายวันตายพรุ่งก็ไม่รู้ เมื่อเป็นเช่นนั้นที่ป้าห่วงน่ะคืออนาคตของเสี่ยวชิงต่างหาก ยิ่งสมัยนี่คณิกาชายกำลังเป็นที่นิยมด้วยแล้ว...หน้าตาเช่นเสี่ยวชิง ป้าเกรงว่าอนาคตคง...”

 

“เขาจะไม่เป็นเช่นนั้น ข้าสัญญาณว่าจะหาเงินให้มากกว่านี้เพื่อส่งเขาเรียน” หวังซือซือรีบพูดตัดบท แม้รู้แก่ใจดี ลูกนางโลมเช่นนี้ ปัญญาส่งเสียเรียนคงยากเย็น หน้าที่การงานในอนาคตมีไม่มากนักหากไม่ทำงานจิปาถะรับใช้ก็ไม่แคล้วจะได้ดำเนินรอยตามแม่

 

“ไม่ว่าใคร ข้าก็จะไม่ให้เขาพาไปจากข้า”

 

นางกล่าวเช่นนั้น และนั่นทำให้อวี้เหวินเฉิงถอนใจ สตรีคนนี้เป็นผู้หญิงดื้อดึงยึดเอาความคิดตนเป็นที่ตั้งทว่ารักลูกยิ่งนัก แต่ก็นั่นแหละ เขาเห็นด้วยกับป้ามี่ความเป็นอยู่เช่นนี้ไม่เหมาะสมกับเด็ก หน้าตาเช่นต้วนมู่ชิงนั้นหากเติบโตในที่แห่งนี้แล้วคงไม่แคล้วเป็นดังที่ชายคนนั้นกล่าวว่า

 

หวังซือสือคงรู้ตัวดี แม้เมื่อก่อนจะเป็นอี้จีระดับสูง ทว่าเมื่อตั้งครรภ์ก็ถูกลดอันดับจนร่วจากชั้นฟ้า กลายสภาพเป็นหญิงตกอับขายร่างกายในราคาย่อมเยาว์แลกกับเงินไปวันๆ นั่นแหละชะตากรรมของนางโลมที่มีลูก

 

เมื่อคิดได้เช่นนั้นกลับกลายเป็นว่าภาพทุกอย่างได้ตัดไป คล้ายความทรงจำถูกเร่งขึ้นแต่อวี้เหวินเฉิงก็เห็นได้ถึงความเป็นอยู่ในวัยเด็ก นั่นคือลำบากเพราะสถานที่ที่เติบโตมานั้นช่างไม่เหมาะแก่การเติมโตของเด็ก

 

หลายครั้งที่ต้วนมู่ชิงโดนดูถูก
 

 

หลายครั้งที่ถูกมองอย่างฉาบฉวย

 

หลายครั้งที่เกือบไม่รอดเพราะโดนหลอกล่อ

 

และมักเป็นเรื่องโชคดีที่รอดมาได้ทุกครั้งเพราะมารดาคอยก้มหัว เจ็บตัวปกป้องเสมอมา

 

หวังซือสือเป็นผู้หญิงหัวดื้อที่ไม่ยกลูกให้ใครแม้มีหลายที่หวังจะจ่ายเงินก้อนโตเพื่อซื้อตัวต้วนมู่ชิงไปฝึกฝนในหอเพราะเห็นแววหน้าตา แต่แม้ไม่อยากให้เจริญรอยตามเป็นคณิกา ก็ไม่คิดจะติดต่อคนเป็นบิดา...ท่านต้วนมู่เถียนที่สมัยนั้นดำรงตำแหน่งเป็นเสนาบดีเลยสักครั้งราวกับไม่อยากให้รับรู้ว่ามีตัวตน

 

ทั้งที่ปัจจุบันท่านต้วนมู่เถียนก็รับไปเลี้ยงโดยไม่เดียดฉันท์ ซ้ำยังห่วงใย ตลอดเวลาที่ถวายตัวเข้าวังในก็ยังคอยส่งคอยฝากของดีๆ เสื้อผ้าสวยๆ มาให้ถึงตำหนักสุ่ยเซียนเสมอ ดูรักลูกมากขนาดนี้ แต่ต้วนมู่ชิงยังมีอคติย่อมไม่ใช่ปัญหาอย่างครอบครัวรังเกียจผู้หญิงขายตัว หรือท้องแล้วพ่อไม่รับแน่ๆ
 

 

อดีตในตอนนี้มีแต่ข้อสงสัยขัดกับปัจจุบันเต็มไปหมด ทั้งที่หวังซือสือไม่ยอมส่งลูกให้บิดาขนาดนี้แต่ต้วนมู่ชิงกลับได้ใช้แซ่ต้วนมู่จนถึงปัจจุบัน แล้วไหนจะการถวายตัวของต้วนมู่ชิงที่ขัดแย้งกับปมวัยเด็กนั้นอีก อวี้เหวินเฉิงคิดว่าต้องมีสาเหตุบางอย่าง

แต่...อะไรล่ะ


 

และแล้วภาพอดีตก็ตัดไปอีกครั้ง

 

ในตอนนี้เป็นภาพของภายในหอคณิกาแห่งหนึ่งที่ดูมีระดับมากพอสมควร บรรยากาศดูคึกคักคึกครื้นในช่วงยามเย็นเนื่องจากบทสนทนาประเด็นร้อนฉ่าระหว่างแต่งหน้าแต่ตัวของบรรดาสาวๆ นางคณิกาทั้งหลาย โดยหัวข้อในคืนนี้คือข่าวลือข่าวใหญ่ที่กำลังเกิดขึ้น

 

“เจ้ารู้หรือไม่ มีข่าวลือว่าฮ่องเต้จะเสด็จมาที่นี่! คืนนี้!”

 

พออวี้เหวินเฉิงได้ยินก็หน้าเบ้ จะว่าไปแล้วช่วงนี้เวลามันเป็นน่าจะช่วงก่อนเขาเกิด เสด็จแม่ยังไม่ได้เป็นกุ้ยเฟย ดีไม่ดีคือยังไม่ได้พบซู่จื่อเจิน เสด็จพ่อของเขาจึงยังเป็นนักเที่ยวราตรีตัวยง นิยมเข้าซ่องไม่ซ้ำที่ เป็นฮ่องเต้ไม่เอาการเอางานตามคำนินทาทุกประการ

 

แต่เอาเป็นว่าน่าจะเป็นเรื่องสำคัญ แดนฝันจึงส่งเรื่องราวช่วงนี้มาให้เขารับรู้ อวี้เหวินเฉิงจึงยืนฟังพวกนางคุยกันอย่างเลี่ยงไม่ได้...เพราะอย่างที่เคยกล่าวไป มีวงนินทาเท่ากับมีข่าวให้เล่าเรื่อง และนักสืบที่ดีไม่ควรปล่อยข่าวให้หนีไปแม้จะเป็นคำนินทาก็ตาม

 

“บ้าหรือ คนระดับนั้นน่ะหรือจะมานี่?”

 

“เจ้าไม่รู้หรือว่าฝ่าบาททรงชอบปลอมตัวท่องเที่ยว ไปมาทั่วทุกย่านในแดนนี้ บางทีเราอาจดวงดี เป็นหอที่ได้เข้ารับใช้ก็ได้ ใครจะรู้”

 

“อา...ถ้าเป็นเช่นนั้น ผู้ติดตามคนนั้นจะมาด้วยหรือไม่นะ”

 

“ผู้ติดตาม ใครหรือ?”

 

“อ้าว...เจ้าไม่รู้หรือ ผู้ติดตามฮ่องเต้...ที่ว่ากันว่าเป็นคนที่ทำให้อดีตอี้จีคนดังของเราท้องโย้อย่างไรเล่า”

 

“อ๋อ...หวังเป็นฮูหยินสกุลขุนนางจนปล่อยท้อง แต่เขาก็ไม่มาไถ่ตัวเขาสักทีน่ะหรือ ว้าย...น่าสงสาร ฮ่า ฮ่า”

 

“ปากพวกเจ้านี่มัน! ไป ไป แต่งตัวได้แล้วอีกครึ่งชั่วยามร้านก็จะเปิดแล้ว”

 

แล้วเสียงเอ็ดดุก็ทำให้สาวๆ ทั้งหลายหยุดพูดไปให้ความสนใจกับการแต่งหน้าแต่งตัวต่อ เหมือนสิ่งที่คุยกันเมื่อครู่เป็นเพียงคำนินทา ไม่ได้สลักสำคัญทว่ากลับเป็นหรูอี้ตัวน้อยที่ได้ยิน เด็กหญิงรีบแอบย่องไปด้านหลังหวังจะคาบข่าวสำคัญนี้ไปบอกแก่หวังซือสือ

 

แต่ทว่า...

 

มันเป็นจังหวะต้วนมู่ชิงตัวน้อยกำลังป่วยอย่างหนัก ร่างเล็กพลิกตัวไปมาอย่างทรมานบนเตียง เหงื่อไหลพร่าชุ่มโชกที่นอน ตัวร้อนจัดและหายใจติดขัด จากท่าทีแล้วน่าจะเป็นไข้หวัดใหญ่ ซึ่งสมัยนั้นไม่อาจรักษาอาการได้ด้วยยาถูกๆ

 

หวังซือสือร้อนรนกับอาการของลูก ด้วยเงินเก็บที่มีตอนนี้คงไม่พอซื้อยาจึงได้พยายามคุ้ยหาของที่พอจะขายได้ในหีบเก็บ ก่อนจะเจอปิ่นหยกเนื้อดีดูราคาแพง หญิงสาวหันขวางไม่อยากปล่อยลูกอยู่บ้านคนเดียว โชคดีที่ประตูเปิดออกพร้อมหรูอี้ นางจึงรีบส่งปิ่นให้ทันที

 

“อาอี้จ๊ะ น้าต้องดูแลเสี่ยวชิง ฝากเจ้านำสิ่งนี้ไปขายที่ร้านของเก่า หน่อยได้หรือไม่ ข้าคิดว่ามันน่าจะพอซื้อยาให้เสี่ยวชิงได้”

 

“แต่ข้า...เห็นว่ามัน...” หรูอี้เงียบเมื่อเห็นปิ่นที่ยื่นมา เพราะเด็กหญิงเคยเห็นหวังซือสือดูแลปิ่นนี้เป็นอย่างดี ซ้ำพี่สาวในหอเคยเล่า (นินทา) เรื่องหวังซือสือให้นางบ่อยๆ จึงพอรู้ที่มาของปิ่นนี้

 

“ฝากด้วยนะจ๊ะ” หวังซือสือกำชับ นั่นจึงทำให้หรูอี้ไม่มีทางเลือก นางรับปิ่นนั้นมาแล้วรีบรุดออกไป

 

ทว่านางไม่ได้นำไปขายตามคำสั่งของหวังซือสือแต่อย่างใด ร่างเล็กวิ่งวนทั่วย่านแห่งนี้ เสาะสายตาคล้ายหาบางอย่างตามข่าวลือ

 

จวบจนกระทั่งนางวิ่งสวนกลุ่มคนกลุ่มหนึ่ง ที่ทำให้เด็กหญิงชะงักไปครัน

 

เป็นกลุ่มชายที่ดูแตกต่างจากนักท่องเที่ยวในย่านแห่งนี้โดยสิ้นเชิง แม้หรูอี้จะยังเด็กทว่าก็ประเมินคนได้ ถึงจะเคยเจอลูกค้าเป็นคนร่ำรวย เป็นขุนนางมากมายทว่าคนเหล่านี้ดูมีบรรยากาศแตกต่างกันออกไปต่างกันราวชั้นฟ้ากับเหวลึก ประมาณว่าแค่เดินผ่านกลิ่นหอมๆ ของผู้ดีก็ลอยผ่านแล้ว

 

อีกทั้งชายคนหนึ่งในกลุ่มนั้น ยังมีใบหน้าคล้ายเคียงกับเสี่ยวชิงของนาง ราวกับเป็นเสี่ยวชิงที่โตแล้ว

 

เด็กหญิงจึงหันหลังกลับไปหมายจะร้องหา ทว่ากลับเข้าไปใกล้ไม่ได้ หรูอี้ถูกกันกั้นเอาไว้ด้วยอ้อมแขนของชายคนหนึ่งที่มีรูปกายกำยำราวกับเป็นองครักษ์

 

“ท่านผู้นั้นไม่ใช่คนที่เด็กเช่นเจ้าจะมาทัก” เขากล่าว

 

“ปล่อยข้านะ!!” หรูอี้ร้องประท้วงดิ้นพรวดพราด และเพราะความวุ่นวายตรงนั้นนั่นแหละที่ทำให้ชายคนที่หน้าคล้ายต้วนมู่ชิงหันหน้าไปหา

 

และมันเป็นดังที่นางคาด นั่นคือเขาเป็นคนที่หน้าตาดีมาก นอกจากจะรูปงามแล้วยังแต่งกายหรูหราสมเป็นชนชั้นแนวหน้า แตกต่างจากสถานที่แห่งนี้ราวกับคนฟ้า

 

“ตรงนี้เข้าไม่ได้นะ คุณหนู ข้าคงต้องขอให้เจ้าไปเล่นที่อื่น” เขาหรือก็คือต้วนมู่เถียนในวัยหนุ่มได้กล่าวกับหรูอี้ น้ำเสียงสุภาพทว่าก็ตามมารยาทหาได้มีความเอ็นดูเด็กแต่อย่างใด “พาเด็กคนนี้ไปก่อนราชรถจะมาด้วย” กล่าวเช่นนั้นก่อนจะหันไปด้านหลัง

 

หรูอี้ฉุนจัดปาปิ่นใส่อย่างแรงจนมันกระเด็นกระทบร่างของต้วนมู่เถียน ริมฝีปากเล็กๆ จะร้องตะโกนก้องอย่างเต็มเสียง

 

“ลูกชายตัวเองจะตายอยู่แล้วยังไม่รู้ตัวอีก!!!”

 

และมันเป็นจังหวะเดียวกับที่ราชรถของเฮ่อเหลียนเทียนหลงเสด็จมาพอดี

 

ต้วนมู่เถียนชะงักกับคำพูดนั้น ยิ่งเมื่อไล่สายตาไปยังของที่เพิ่งถูกปาใส่ก็ยิ่งตกใจ หัวใจคล้ายหลุดวาบลงไปยังเบื้องล่าง เขาจำปิ่นนั้นได้ มันคือสิ่งที่เขาเคยให้แก่นางคณิกาผู้หนึ่งซึ่งตนเคยติดพัน

 

ท่าทางสับสน เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง แต่กระนั้นปิ่นนี้ก็เป็นปิ่นสั่งทำที่มีเพียงชิ้นเดียวในโลก

 

เชื่อไม่เชื่อ มันอาจจะเป็นการโกหกหลอกลวงหวังใช้สถานะเขาก็ได้ แต่หากไม่เชื่อเล่าเขาอาจจะต้องเสียใจตลอดชีวิตหรือไม่...เด็กนั่นบอกว่าลูกชายของเขาจะตายเชียวนะ

 

เสี่ยงไม่เสี่ยง...และคำตอบของเขาก็คือเสี่ยง

 

ต้วนมู่เถียนหยิบปิ่นขึ้นมาด้วยมืออันสั่นเทา ก่อนจะหันไปหาคนในรถม้าซึ่งไม่มั่นใจนักว่าคนเป็นฮ่องเต้จะได้ยินคำกู่ตะโกนของหรูอี้หรือไม่ทว่ากลับมีสุรเสียงเชิงให้อนุญาตดังออกมา นั่นจึงทำต้วนมู่เถียนก็เร่งรีบบอกให้หรูอี้นำทางไปหาเจ้าของปิ่นนั้นทันที

 

“อา...นั่นคือเหตุผลที่ทำให้พวกเขาเจอกันนี่เอง” อวี้เหวินเฉิงพูดออกมาระหว่างมองแผ่นหลังคนทั้งสองวิ่งไปยังทิศหนึ่ง เขาเงียบเล็กน้อยก่อนจะหันไปมองราชรถ สีหน้าครุ่นคิด ทว่าสุดท้ายก็ตัดใจที่จะวิ่งตามหรูอี้ไปก่อนที่เฮ่อเหลียนเทียนหลงจะเสด็จลงมาจากรถม้า

 

..

 

พลันที่ต้วนมู่เถียนไปถึงที่พักก็รีบเร่งตรงไปอุ้มร่างของต้วนมู่ชิงที่กำลังป่วยหนักขึ้นมาทันที หวังซือสือมีท่าทางตกใจเป็นยิ่งนักและร้องห้าม ทว่าต้วนมู่เถียนกับตีสีหน้าดุ

 

“ชีวิตลูกสำคัญกว่า ค่อยคุยกันทีหลัง”

 

เขากล่าวเช่นนั้น กอดร่างอุ่นๆ ของลูกชายเอาไว้คล้ายตรวจสอบอาการ ก่อนจะรีบเร่งอุ้มร่างของต้วนมู่ชิงไปรักษาทันที

 

เป็นโชคดีที่พาส่งโรงหมอทันก่อนไข้จะขึ้นหนักกว่านี้ อีกทั้งด้วยสถานะและกำลังเงินของต้วนมู่เถียน การรักษาจึงเป็นไปอย่างดีทั้งคุณภาพและตัวยา ต้วนมู่ชิงตัวน้อยจึงอาการดีเป็นปลิดทิ้ง

 

อาการของตัวเด็กดีขึ้นแล้วก็จริง ทว่าบรรยากาศของคนเป็นพ่อแม่นั้นไม่ใช่เลยแม้แต่น้อย หวังซือสือไม่คิดโทษหรูอี้ที่พาต้วนมู่เถียนมาก็จริงเพราะนางรู้ว่าเด็กหญิงเป็นห่วงน้องทว่าก็ยังเคืองใจ เพราะชายคนนั้นเป็นคนเดียวที่นางไม่อยากให้รู้เรื่องตัวตนของลูก

 

ในตอนนี้ต้วนมู่ชิงยังอยู่ที่โรงหมอ นั่นจึงทำให้พวกเขาทั้งสองคนสามารถพูดคุยปัญหากันได้โดยไม่ต้องกังวลว่าลูกจะได้ยิน

 

“หากเจ้าท้องไยจึงไม่ติดต่อข้า ช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมาเจ้าเลี้ยงดูลูกข้าในสภาพอดอยากเช่นนี้ได้อย่างไร”

 

“เขาอาจจะไม่ใช่ลูกท่านก็ได้เจ้าค่ะ ท่านเสนาบดี ข้าเป็นเพียงนางโลมหากินธรรมดา ไม่กล้าอาจเอื้อมหรอกมีบุตรให้คนระดับท่านหรอกเจ้าค่ะ ท่านเข้าใจผิดแล้ว” หวังซือสือเงียบลง ท่าทางนอบน้อมทว่าดวงตาแข็งกร้าวจัด “แม้สายตาของท่านสภาพพวกข้าอาจดูยากจนน่าสังเวช แต่ข้าก็ไม่ได้เลี้ยงเสี่ยวชิงอย่างอดอยาก โปรดทำความเข้าใจใหม่ด้วยเจ้าค่ะ”

 

“เสี่ยวชิง...นั่นคือชื่อของเด็กคนนั้นสินะ” ต้วนมู่เถียนกล่าว สีหน้าคล้ายดีใจ ทว่าชั่วครู่ก็แปรเปลี่ยนเป็นความกลัดกลุ้มเมื่อมองคนแม่ เขาเงียบเล็กน้อยก่อนจะกล่าวต่อ “ช่วงอายุของอาชิงก็เป็นคำตอบแล้ว ตลอดระยะเวลาที่เจ้าเป็นอี้จี คนที่เหมาตัวใช้บริการเจ้ามีแค่ข้า และคนที่เจ้านอนด้วยก็มีเพียงข้า”

 

หวังซือสือเงียบ จนด้วยถ้อยคำจะโกหก เนื่องจากเป็นไปดังว่าทุกประการ ช่วงระยะที่นางให้บริการต้วนมู่เถียน ตลอดจนคนที่ได้รับพรหมจรรย์ของอี้จี ล้วนเป็นชายคนนั้น อีกทั้งใบหน้าที่ระบุถึงกรรมพันธุ์ชัดแจ้ง บิดาของเสี่ยวชิงไม่สามารถเป็นใครอื่นไปได้

 

สุดท้ายหวังซือสือก็ยอมอ่อนลง

 

“ข้าต้องขอขอบพระคุณที่ท่านราชเสนาบดีมีเมตตาแก่พวกข้า ทว่าท่านโปรดอย่าได้ใส่ใจพวกข้าสองคนแม่ลูก ข้าจะเจียมตัวอยู่อย่างสงบ ไม่ทำให้ชื่อเสียงของท่านต้องกระทบกระเทือนว่าพลาดมีลูกกับนางโลมเจ้าค่ะ” หวังซือสือกล่าว น้ำเสียงเรียบร้อยเจือประชดในที เพราะเจตนาแรกเริ่มของนางนั้นก็ไม่มีวันเปลี่ยน

 

“อีกทั้งอย่าได้กังวลข้าไม่ต้องการเรียกร้องให้ท่านดูแลหรือเรียกร้องทรัพย์สมบัติใดๆ เจ้าค่ะ ข้าดูแลเขาได้”

 

“ไม่ใช่เรื่องนั้น ที่ข้าอยากถามเจ้าคือทำไมเมื่อรู้ว่าตั้งครรภ์จึงไม่บอกข้า ปล่อยให้ข้าไม่รู้ถึงตัวตนของเขามาหลายปี...เจ้าทำราวกับข้าเป็นบิดาที่แย่” ทันทีที่ได้ยินคำประชด ต้วนมู่เถียนก็ฉุนขาด เถียงกลับทันที “เจ้าประชดประชันข้า ข้ายอมได้ แต่การปกปิดตัวตนของลูก และเลี้ยงลูกมาอย่างอดอยาก ข้ายอมไม่ได้ ข้าทำอะไรให้เจ้างั้นหรือ ข้าทำให้เจ้าเกลียดมากเลยงั้นหรือ แม้กระทั่งลูกเจ้ายังไม่อยากให้เจอ”

 

“ข้าไม่คู่ควรกับท่าน ทุกอย่างมันก็แค่นั้น ข้าไม่ได้เกลียดท่าน ท่านไม่เคยทำร้ายจิตใจ หยามน้ำใจข้า ทว่าเราสองคนเป็นเพียงแค่ผู้ค้าบริการและลูกค้า ตัวตนของข้าหาใช่ภรรยาของท่าน หน้าที่ของข้าจบลงเมื่อข้าเลิกงาน ท่านไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบอะไรข้าเลย” นางยังโต้เถียงแม้สิ่งที่ต้วนมู่เถียนพูดมันจริงทุกอย่าง

 

“เจ้าคิดว่าข้าจะไร้ความรับผิดชอบปัดหน้าที่หรือ? เสี่ยวชิงควรมีชีวิตที่ดีกว่านี้ หรือเจ้าไม่คิดว่าเขาควรจะได้ทำอะไรที่อยากทำ ได้เล่นอะไรที่อยากเล่น หรือได้เรียนในสิ่งที่ต้องการ ตัวเจ้าในตอนนี้เจ้าให้เขาได้หรือ อย่างน้อยก็ให้ข้าได้ช่วยส่งเสียเขาเถิด”

 

ได้ยินความหวังซือสือก็กำมือแน่นเข้า ถ้อยคำแทงใจดำทำให้นางเจ็บใจยิ่ง เพราะมันเป็นดังที่ต้วนมู่เถียนว่า ความเป็นอยู่ในตอนนี้แม้แต่ของเล่นถูกๆ นางยังซื้อให้ลูกไม่ได้ หรือแม้แต่ฉินที่ลูกเคยชอบเล่นนางยังต้องตัดใจขาดเพื่อให้มีข้าวกินไปวันๆ

แต่นางก็ไม่ต้องการความสงสารจากใคร

 

“ข้าดูแลเขาได้”

 

มันจึงทำให้ตอบไปเช่นนั้น

 

และนั่นทำให้ต้วนมู่เถียนถึงกับฉุนขาด แต่เพราะต้องรักษามาดเขาจึงทำตัวสงบ และเจรจาต่อ เพราะตนรู้สึกว่าอีกฝ่ายน่าจะมีเหตุผลมากกว่าที่กล่าวอ้าง

 

“เจ้าบอกว่าเจ้าดูแลเขาได้ แต่นี่มันอะไร ป่วยเกือบตาย! นั่นน่ะหรือดูแลได้ ในตอนนี้ยังดีที่มีทรัพย์พอขายเลี้ยงแต่อนาคตเล่า การหยิ่งในศักดิ์ศรีไม่ใช่เรื่องผิด ทว่าทิฐิของเจ้ามันอาจทำให้เสียลูกไปตลอดกาล หากวันนี้ไม่เจอข้าคิดหรือว่าราคาปิ่นนั้นจะขายจนซื้อยารักษาจนลูกหายไข้ วางศักดิ์ศรีลงก่อนได้ไหม ช่วยคุยกับข้าดีๆ เพื่อหาทางออกเถิดแม่นางหวัง”

 

หวังซือสือสะอึก ขอบตาร้อนผ่าวน้ำตาแทบไหลพราก แต่ก็ต้องกลั้นเอาไว้ไม่ให้ตนอ่อนแอ อย่างน้อยก็ไม่ใช่ในตอนที่ต้องกางปีกปกป้องลูกชายเช่นนี้ นางหยิ่ง นางทิฐิสูง แถมยังมีลูกโดยไม่ได้ตั้งใจ การเลี้ยงดูเด็กโดยไม่ได้วางแผนอะไร มันส่งผลเสียในอนาคตให้ลูกแค่ไหนคิดว่านางไม่รู้เหรอ

 

ทว่าต่อให้ต้องกรีดเนื้อตัวเองขายกิน นางก็จะไม่มีวันยอมเสียเด็กคนนั้นไปเด็ดขาด

 

“คิดว่า...ฐานะท่านคืออะไร” นางเอ่ยออกมา ยามนี้ถูกไล่ต้อนก็มีแต่ต้องพูด

 

“ข้าไม่ได้รักท่าน และท่านไม่ได้รักข้า สิ่งที่เราทำกันนั่นก็เป็นเพียงแค่การปลดปล่อยอารมณ์ความต้องการและพลั้งพลาดตั้งครรภ์ก็เท่านั้น ท่านไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบใดๆ ไม่ต้องแต่งงาน ไม่ต้องสนใจข้า ไม่ต้องสนเสี่ยวชิง ใช้ชีวิตอย่างเลิศหรูในสังคมของท่านต่อไปเถิดเจ้าค่ะ โลกเช่นนั้นไม่สมควรกับพวกข้าเป็นแน่”

 

นางเงียบลงแล้วกล่าวต่อ

 

“ต่อให้ข้าเป็นหญิงต้อยต่ำทว่า...เรื่องที่ข้ารักลูกนั้น เป็นความจริงทุกอย่าง โปรดอย่านำเด็กคนนั้นไปจากข้าเลยเจ้าค่ะ”

 

“แล้วเจ้าคิดข้าจะไม่รักลูกงั้นหรือ แม่นางหวังซือสือ” ต้วนมู่เถียนกล่าว เจ็บปวดกับความคิดนั้น เขาหาใช่ขุนนางเจ้าสำราญที่ไร้ซึ่งความรับผิดชอบ เมื่อมีลูก นั่นย่อมเป็นเรื่องที่ยินดียิ่งกว่าสิ่งใดสำหรับคนเป็นพ่อ ต่อให้จะเกิดกับแม่ที่เป็นเช่นใดก็ตาม “อย่างน้อยก็ให้ข้าได้มาพบเขา ให้ข้าได้ทำหน้าที่บิดาส่งเสียเขา ได้ส่งเข้าเรียนที่ดีๆ แค่เพียงเท่านั้นก็ได้”

 

หวังซือสือถอนหายใจ

 

“ข้ายินดีที่ท่านยอมรับการมีตัวตนของเสี่ยวชิง ทว่าโลกของเราน่ะต่างกันมากนะเจ้าค่ะ หากเสี่ยวชิงเข้าสู่สังคมขุนนางเมื่อใด เขาจะไม่มีวันได้เป็นที่ยอมรับในสังคม และถูกถากถางดูถูกกดหัวเป็นแน่ ชนชั้นของท่านน่ะ ต่อให้ทำดีแค่ไหน หากผิดเพี้ยน หากแตกแยกก็ถือว่านอกคอกได้ ต่อให้ท่านรับในตัวเสี่ยวชิงได้...แต่บิดาของท่านล่ะ มารดาของท่านล่ะ แล้วไหนจะฮูหยินเอกของท่านอีก หากให้ลูกโตมาท่ามกลางการโดนดูถูกเดียดฉันท์ตลอดชีวิตว่าเป็นลูกนอกสมรส ว่าเกิดจากแม่ที่ขายตัว...ข้า...ข้า...ข้าไม่มีวันปล่อยให้เขาไปอยู่ที่แบบนั้นเป็นอันขาด!!”

 

หวังซือสือระบายสิ่งที่อยู่ในใจออกมาจนหมดสิ้น พร้อมกับหลั่งน้ำตาออกมาไม่หยุด

 

อวี้เหวินเฉิงที่อยู่ตรงนั้นรับฟังและคิดได้ตามที่อีกคนว่า มนุษย์น่ะเปราะบางและกลัวคำนินทา แค่เด็กที่ไร้แกนปราณก็โดนกัดแซะไปยันบรรพบุรุษแล้วนับประสาอะไรกับเด็กที่เกิดจากภรรยานอกสมรสล่ะ ไม่แคล้วโดนนินทากดขี่เสียยิ่งกว่าลูกทาสเสียอีก เขาเข้าใจดีว่าหวังซือสือคงไม่อยากให้ต้วนมู่ชิงโดนกระทำเช่นนั้น

 

สรุปแล้วมันคือการที่คนทั้งสองไม่ได้รักกัน ทว่ากลับพลาดพลั้งมีลูกด้วยกัน จะหวังซือสือที่ถือทิฐิจัดไม่ต้องการรับผิดชอบทั้งที่เอาตัวเองยังไม่รอดก็ดี ทั้งต้วนมู่เถียนที่รั้นจะพาลูกไปทั้งๆ ที่รู้แก่ใจว่าสังคมขุนนางไม่รับลูกนางโลมก็ดี ต่างฝ่ายต่างยึดเหตุผลของตนเป็นที่ตั้ง คิดว่าแบบนั้นดี แบบนี้ดี แต่สุดท้ายคนรับผลเสียจากการกระทำของคนทั้งคู่ก็คือเด็ก

 

ก็เอาแต่ใจกันทั้งคู่...อวี้เหวินเฉิงไม่เข้าใจคนพวกนี้เลยจริงๆ

 

ผลจากการโต้เถียงในวันนั้น นั่นคือต้วนมู่เถียนยอมแพ้และกลับไปโดยดี

 

แต่กระนั้นในช่วงระยะเวลาสองถึงสามวันที่ผ่านมาคล้ายต้วนมู่เถียนจะไม่ชอบกลับบ้านช่องเช่าโรงเตี๊ยมใกล้ย่านนั้น เวียนวนมาหาต้วนมู่ชิงไม่ขาดตก หาขนม หาของดีๆ มาให้ แม้แต่ฉินหรือเครื่องสายที่ต้วนมู่ชิงชอบเล่นเอง เขาก็หามาให้ได้อย่างรวดเร็วราวกับเสกได้

 

ทว่าต่อให้เอาใจลูกชายสักแค่ไหนคนเป็นแม่กลับใจแข็งและไม่ยอมโอนอ่อนเรื่องการนำเข้าสกุลต้วนมู่ และไล่ตะเพิดให้ไปราวกับรังเกียจเป็นหมูเป็นหมา ไม่เคยเปิดโอกาสให้คนเป็นพ่อได้เจอลูกดีๆ เลยสักนิด ทั้งที่ปัญหาที่ควรหันหน้าคุยได้ แต่กลับไม่มาคุย ทุกปัญหามีทางออกหากรวมหัวคุยกัน แต่ก็เลือกที่จะไม่ทำ น่าโบกหัวทั้งคู่จริงๆ

 

จวบจนกระทั่ง...

 

ภาพของอดีตได้ตัดไปอีกครั้ง

 

 

ตั้งแต่อาทิตย์หน้าเราจะลงติดเหรียญ 4 ตอนต่อสัปดาห์ (วันพุธ 2 วันศุกร์ 2) และปลดล็อคตอนฟรี 2 ตอน (วันพุธ 1 ตอน วันศุกร์ 1 ตอน) นะคะ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 20 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

705 ความคิดเห็น