[END] ยอดนายสนมกับวิถีชีวิตเยี่ยงคนเกียจคร้าน

ตอนที่ 75 : ตอนที่ 21 มุ่งสู่ความลับในแดนฝัน (1)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 307
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 24 ครั้ง
    20 พ.ย. 63

ภายในอุโมงค์มืดของอาคารลับชั้นใต้ดิน ปรากฏแสงเลือนรางของโคมตะเกียงเคลื่อนไหว

 

น้ำหยดกระทบดับแผ่วไหว กระจายเสียงก้องให้สะท้อนท่ามกลางเส้นทางอันซับซ้อน ไหนจะยังความอับชื้น ฉุนกลิ่นราและตะไคร่ที่สั่งสมระยะเวลาอันแสนยาวนานนี้อีก ทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นขับให้สถานที่แห่งนี้ช่างวังเวงและหลอนประสาทจับใจยิ่งนัก

 

คนผู้หนึ่งกำลังก้าวเดินอย่างเชื่องช้า โดยมีบางสิ่งบางอย่างที่ดูคุ้นเคยสถานที่เป็นผู้นำทางให้ ทว่ามันกลับหยุดเดิน หันมาส่งเสียงเรียก เมื่อเห็นว่าผู้เดินตามนั้นเอาแต่สนใจของข้างทาง

 

หูมันกระดิกเล็กน้อยคล้ายได้ยินถึงเสียงบางอย่าง ทว่ามนุษย์นั้นไม่อาจจะเข้าใจได้ มันจึงได้แอบอารมณ์เสีย และเร่งนำไปก่อนไม่รอรี


 

“ขอโทษ ขอโทษ” เขากล่าว มองร่างดำๆ ของผู้นำทางแล้วก็ได้แต่งหัวเราะหลัดๆ อย่างสำนึกผิด


 

ร่างสูงของชายผู้หนึ่งในอาภรณ์สีดำสนิทปักลวดลายด้วยดิ้นไหมสีแดงเข้ม เขาส่องไฟไปตามแนวกำแพงของสถานที่แห่งหนึ่ง ลวดลายบนนั้นเป็นตัวอักขระโบราณสลักฝังดูเก่าคร่ำคร่า เลือนรางจนแทบอ่านไม่ออก ต้องเพ่งพิจารณาสักพักจึงจะแกะได้แต่ละคำ


 

เขาไม่ใช่นักโบราณคดี แต่กระนั้นการตีความภาษาโบราณบนพนังเหล่านั้นยังอยู่ในขอบเขตความเข้าใจของเขา


 

“อา...ดูที...คงต้องใช้เวลาเสียหน่อยแล้ว”


 

เขากล่าวเช่นนั้นก่อนจะถอดถอนหายใจออกมา


 

“นายท่านเจ้าคะ...” แว่วเสียงหนึ่งดังขึ้นทำให้คนที่ถูกเรียกว่านายท่านเหลียวหลังไป เขาคลี่ยิ้มให้กับหญิงสาวผู้มีใบหน้างดงามเกลี้ยงเกลาคนหนึ่ง


 

หลิวเซี่ยนั่นเอง


 

มือบางหยิบม้วนกระดาษบันทึกบางอย่างส่งให้ชายตรงหน้าพร้อม ชวนพูดคุยสรุปสิ่งที่เพิ่งสืบค้นได้ให้กับชายที่บัดนี้มีสถานะเป็นหัวหน้าหรือนายจ้างของนาง เนื่องจากหลิวเซี่ยนั้นฉลาดและรู้หนังสือ และหัวไวต่อตำรับตำรา ตลอดระยะเวลาที่ถูกเนรเทศออกจากวัง จื่อเหยาได้รับสั่งให้มาช่วยงานขุดค้นข้อมูลเป็นการลดโทษให้นั่นเอง


 

พวกเขาสองคนคุยงานกันได้สักระยะใหญ่ๆ น่าจะราวเกือบสองถึงสามก้านธูปเห็นจะได้ จึงเพิ่งระลึกออกว่าได้ปล่อยเจ้าก้อนขนตัวจิ๋วให้ไปไหนก็ไม่รู้ หลิวเซี่ยถอนหายใจยาวๆ ด้วยเพราะก็เป็นเช่นนี้เสมอ เจ้านายคนปัจจุบันของนางนั้นช่างแสนเก่งทว่าขี้หลงขี้ลืมนัก


 

ทว่า...ดูนางจะคาดเดาอะไรผิดไปเล็กน้อย


 

เพราะยังไม่ทันได้ตามหา เจ้าก้อนขนก็เห่าเสียงดังจนลั่นถ้ำด้วยเสียงที่ใหญ่ก้องเกินกว่าเสียงลูกหมา ส่งผลให้คนทั้งสองรีบวิ่งไปยังต้นเสียงทันทีพร้อมกับเห็นว่าเจ้าตัวเล็กนั้นได้กลับคืนร่างเดิมกลายเป็นหมาป่าสีดำตัวยักษ์เทียบเท่าม้าโตเต็มวัย ตัวของมันเปียกโชก ชุ่มไปด้วยน้ำ ซึ่งคาดเดาได้ว่าช่วงที่คุยกันอยู่นั้นมันได้ลัดเลาะว่ายไปตามทางส่งน้ำ


 

มันส่งเสียงเห่าลั่นคล้ายเร่งให้มนุษย์รีบมา


 

ท่าทางช่างร้อนรนจนดูน่าสงสัย ทว่าสิ่งที่ทำให้คนทั้งสองตกใจนั้นหาใช่การที่เจ้าหมาตัวจิ๋วได้กลับร่างเดิมเป็นหมาป่าตัวเท่าม้า หรือแอบไปมุดทางส่งน้ำจนตัวเปียกโชก แต่เป็นคนสองคนที่สลบอยู่บนหลังของมันต่างหาก!!


 

“เหม่ยเหริน? ว่าที่สนมเฉิง?” หลิวเซี่ยหลุดอุทานทั้งตกใจและสับสนเมื่อเห็นว่าเจ้าหมาป่าพาใครมา...คนที่สมควรจะอยู่ในวังทำไมจึงได้มาอยู่ที่ตรงนี้ “เป็นไปได้อย่างไร ในเมื่อที่ตรงนี้...”


 

แต่ก่อนจะได้ตกใจอะไร ชายผู้เป็นเจ้านายก็รีบรุดตรงไปประคองร่างของอวี้เหวินเฉิงและต้วนมู่ชิง เร่งปราณรักษาสมดุลให้แก่ร่างกายที่หนาวน้ำ “แหล่งน้ำของที่นี่ย่อมเชื่อมต่อกับคลองส่งน้ำในวังอยู่แล้วแม่นางหลิว หากไหลตามกระแสมาเรื่อยๆ จะบรรจบกัน ข้าคิดว่าเสี่ยวอี้คงจับสัมผัสของเหวินเฉิงได้ เลยเร่งรุดไปช่วยมาก่อนพวกเขาจะขาดอากาศหรือจมน้ำตาย”


 

ดวงตาสีขลับนั้นจับจ้องลูกแก้วอาคมที่ห้อยอยู่บนคอมันอย่างรู้ดี เพราะเสี่ยวอี้นั้นไม่ได้มีความพิเศษแค่เพียงยืดหดร่างกายได้เพียงอย่างเดียวเสียเมื่อไร


 

ให้ตายสิ แม้แต่สัตว์เลี้ยงก็ยังมีนิสัยชอบห่วงชาวบ้านไปเรื่อย...เหมือนเจ้าของเลยจริงๆ


 

“อะ...”


 

นั่นคือเสียงแผ่วดังขึ้น ขัดจังหวะการพูดคุยของคนทั้งสอง อวี้เหวินเฉิงผู้ซึ่งเพิ่งได้สติเอ่ยด้วยน้ำเสียงอันแห้งผาก เขาสับสนว่าตนอยู่ที่ใด


 

...มันคือพระราชวังชั้นบาดาลงั้นหรือ...?


 

เขาไม่รู้ว่าตนไหลตามน้ำจนมาอยู่ในที่แห่งใด แต่หากวัดจากระยะเวลาคงไม่น่าจะไกลมากนัก (ไม่เช่นนั้นคงสำลักน้ำตายก่อน) โดยรวมคือ สถานที่ตรงนี้น่าจะห่างจากเขตวังไปไม่ใกล้ทว่าไม่ห่างมาก ที่ตรงนี้มีร่องรอยขุดค้น คล้ายสำรวจหาซากอารยธรรมโบราณที่มีลักษณะคล้ายวังใต้ดิน

 

เขากะพริบตาถี่ สับสน แต่ก็พยายามตั้งสติคิด แต่พอเห็นว่าใครช่วยตนไว้ก็นึกออกแล้วว่าตนมาอยู่ที่ใด เพราะชายคนนั้นมีเส้นผมสีดำยาวตรง เครื่องแต่งกายสีดำสนิทตั้งแต่หัวจรดเท้า ปักลวดลายดอกปี่อั้น แว่นตาทรงกลมกรอบเดียวเช่นนี้...มีเพียงคนเดียวเท่านั้น...


 

“อา...จารย์...”


 

“ใช่...ข้าเอง” เขาตอบระหว่างประคองร่างของอวี้เหวินเฉิงเข้าไปยังด้านในโบราณสถานชั้นใต้ดินนั้น


 

“หลานอันฮุ่ย อาจารย์ของเจ้าอย่างไรล่ะ”


 

ใช้เวลาฟื้นตัวไม่นานนัก ให้แค่พอมีสติและอาการสำลักน้ำดีขึ้น อวี้เหวินเฉิงจึงเร่งไปช่วยหลานอันฮุ่ย เขาตัดสินใจว่าจะโยนเรื่องใครทำอะไรที่ไหนอย่างไรไปก่อน เพราะมีเรื่องเร่งด่วนให้คิดมากกว่า


 

นั่นคือเรื่องของคนที่ยังไม่ฟื้นคืนสติ

 

อาการของต้วนมู่ชิงก็ยังทรงตัวจนน่าเป็นห่วง ต่อให้แผลไม่ได้ลึกและห้ามเลือดไปแล้ว แต่ไข้ก็ขึ้นสูงจัด อีกทั้งยังไม่มีวี่แววจะคืนสติ แม้คำสาปสลักวิญญาณคลายไปหลังจากจัดการวิญญาณด้านมืดของพระนางอวี้หยวนแล้วก็จริง ทว่าร่างกายก็ยังแสดงปฏิกิริยาต่อต้านจนเลือดลมในกายแปรปรวน

 

เขาหวาดกลัว...อวี้เหวินเฉิงยอมรับว่าตอนนี้ตนสูญเสียความมั่นใจไปจนหมดสิ้น ภาพที่ต้วนมู่ชิงช่วยเหลือและเสียสละทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อปกป้องเขานั้นผุดขึ้นมาในความทรงจำเป็นฉากๆ

 

ต่อให้เก่งขึ้นมากแค่ไหน ต่อให้โตมาขึ้นเท่าใด ไม่ว่าจะทั้งตอนนี้หรือเมื่อก่อนเขาถูกอีกคนปกป้องเช่นนี้เสมอ

 

...ยังเข้มแข็งไม่พอ...


 

...แค่จะปกป้องคนที่ตัวเองรักยังทำไม่ได้เลย...


 

อวี้เหวินเฉิงจับมือคนตรงหน้า กุมไว้แนบแก้มและพยายามถ่ายทอดปราณเพื่อทำการรักษาสมานบาดแผล สีหน้าของเขาดูอ่อนแอราวกับเด็กหลงทางที่พยายามกลั้นไม่ให้ตัวเองเสียน้ำตา โดยที่ทั้งการกระทำ ทั้งสีหน้าทุกอย่างอยู่ในสายตาหลานอันฮุ่ยทั้งหมด

 

“คนที่เจ็บ คนที่ที่ควรทรมานควรข้า ไม่ใช่เขา...” อวี้เหวินเฉิงพึมพำ

 

คนเป็นอาจารย์นั้นรู้ดี อวี้เหวินเฉิงมักแสดงตัวว่าโตกว่าวัย มั่นอกมั่นใจ มีแนวคิดที่แสนเจ้าเล่ห์เอาแต่ใจน่าหมั่นไส้ ทว่า...หากมองในแง่วุฒิภาวะ ศิษย์เขาก็เป็นเพียงเด็กน้อยที่มีประสบการณ์บนโลกไม่ถึงยี่สิบปีด้วยซ้ำ การหวาดกลัวจะสูญเสีย ยิ่งเป็นคนสำคัญด้วยแล้ว หลานอันฮุ่ยไม่แปลกใจกับสีหน้านั้นเลยแม้แต่น้อย

 

เหมือนกัน เหมือนกันจริงๆ เจ้าเด็กสองคนนี้


 

ฝ่ามือวางลงบนศีรษะคล้ายลูบปลอบโยน ทว่าแค่ครู่เดียวเท่านั้น มือที่แสนอบอุ่นกลับสับหลังคอ ดึงสติศิษย์เข้าอักใหญ่!

 

“โอย!!”

 

อวี้เหวินเฉิงมองตาเขียว เจ็บแทบจุกแต่ก็ได้สติรู้ทันทีว่าไม่ควรมัวซึมทื่อเช่นนี้ เรื่องช่วยชีวิตท่านพี่ของตนนั้นสำคัญกว่า

 

“มันก็เหมือนกับการรับสิ่งแสลงเข้าร่างกาย ต่อให้เป็นวิญญาณของคนดีแค่ไหน หากร่างกายเดิมยังมีจิตครบถ้วน ก็ย่อมจะขับไล่จิตแปลกหน้าออกไป” หลานอันฮุ่ยละความสนใจจากอวี้เหวินเฉิง เขาอธิบายระหว่างแตะร่างกายของต้วนมู่ชิง เพื่อพิจารณาอาการที่กำลังเป็นอย่างเคร่งเครียด

 

“เจ้าบอกว่ากริชนั่นมีวิญญาณของเสียนเฟยใช่หรือไม่ นั่นยิ่งน่าเป็นกังวลเพราะวิญญาณของเสียนเฟยมีคำสาปสลักวิญญณ หากให้เปรียบเทียบทางการแพทย์คงไม่ต่างจากรับเชื้อไข้ป่าขนาดแรงเข้ามา ถึงจะถอนออกไปแล้วแต่การปนเปื้อนก็ยังเข้มข้น ร่างกายจึงแสดงปฏิกิริยาต่อต้าน พยายามจะขับสิ่งแปลกปลอมออกไป ต้วนมู่ชิงจึงมีอาการเช่นนี้”

 

“เป็นเช่นนี้ไม่ดีแน่” อวี้เหวินเฉิงกล่าว ใจเขานั้นย่อมเป็นห่วงต้วนมู่ชิงที่ตนให้ความสำคัญยิ่ง ทว่ามันก็มีบางสิ่งที่เขารู้สึกเป็นกังวลเช่นกัน เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างจื่อเหยาและต้วนมู่ชิง “หากเสียนเฟยรู้ว่าวิญญาณตนทำให้ท่านพี่เป็นเช่นนี้เขาจะต้องเกลียดตัวเองแน่ๆ อา...ข้าไม่ได้ห่วงเขาขนาดนั้น ทว่า มันเป็นเรื่องแย่มากหากต้องมาทำร้ายคนสำคัญของตนโดยไม่ตั้งใจ”

 

หลานอันฮุ่ยส่ายหน้ากับท่าทางของลูกศิษย์ “เจ้าคงรู้ใช่ไหม ว่ามนุษย์เราหากวิญญาณไม่ครบจะไม่สามารถข้ามสะพานสู่ปรภพได้ เมื่อเป็นเช่นนั้น เพื่อรักษาชีวิตของชิง และนำวิญญาณกลับคืนสู่เจ้าของ เจ้าจำเป็นจะต้องดึงมันออกมา”

 

“ข้าเข้าใจ ทว่าจะทำเช่นไร” อวี้เหวินเฉิงถาม จับมือของต้วนมู่ชิงเอาไว้แน่นราวกับกลัวที่จะสูญเสียสิ่งสำคัญไปอีกครั้ง เขาเข้าใจดีในสิ่งที่คนเป็นอาจารย์จะสื่อ ทว่าไม่อาจเข้าใจในแง่วิธีการที่จะให้ทำ

 

“เจ้าจำที่ข้าเคยบอกได้หรือไม่ ว่าแดนฝันนั้นคือตัวเชื่อมโลกทุกโลกเข้าด้วยกัน และเมื่อเป็นเช่นนั้น หากเจ้าจะนำวิญญาณออกมา เจ้าจะต้องเข้าไปสู่แดนฝันเสียก่อน” หลานอันฮุ่ยอธิบายอย่างรวบรัดแต่กระชับในใจความ ส่วนอวี้เหวินเฉิงก็ทำหน้าราวกับเข้าใจได้ในทันทีสมเป็นศิษย์เอกของอาจารย์

 

“ข้าจะใช้วิชาเปิดเส้นทางฝันของต้วนมู่ชิง หลังจากนั้นเจ้าจงเข้าไปดึงวิญญาณของเสียนเฟยออกมา”

 

เมื่อคนทั้งสองตัดสินใจได้ว่าจะทำอะไร หลิวเซี่ยก็เดินเข้ามาพอดี

 

“ข้าออกไปส่งพยนต์แจ้งสานส์ถึงฮ่องเต้เรื่องคนทั้งสองตามที่นายท่านหลานสั่งแล้วเจ้าค่ะ—?” นางเอ่ยก่อนจะชะงักไป เมื่อเห็นสถานการณ์อันเคร่งเครียด หลิวเซี่ยเป็นคนฉลาดมากพอที่จะรู้ว่าตนควรจะทำอะไร หญิงสาวจึงได้เร่งรีบวาดมือไปด้านหน้า ค้อมหัวลงอย่างมาดมั่น

 

“หากต้องการสิ่งใด ข้าจะไปจัดเตรียมของให้ นายท่านทั้งสองโปรดสั่งการเจ้าค่ะ”

 

เพราะหากตัดเรื่องหน้าที่ไป อวี้เหวินเฉิงและต้วนมู่ชิงต่างก็เป็นผู้มีพระคุณของนางนั่นเอง

 

พวกเขาใช้เวลาไม่นานเท่าไรใจการจัดเตรียมสถานที่ทำพิธีกรรมเนื่องจากโบราณสถานใต้ดินแห่งนี้จัดสรรอย่างลงตัว มีโถงกลางขนาดใหญ่ แบ่งซอยห้องหับเตรียมพร้อมไว้มากมายนัก บางห้องมีเตียงและเครื่องเรือนทองเหลืองคุณภาพดีแม้เก่าคร่ำคร่า ทุกอย่างแทบไม่ต่างจากราชวังบนดิน

 

อวี้เหวินเฉิงพิจารณาก็เข้าใจในชั่วอึดใจว่าสถานที่แห่งนี้คือที่ใด ทว่าก็ไม่มีเวลาได้คิดต่อเนื่องจาก...

 

“ไปนอนที่เตียงเถิด”

 

ป้าบ!


 

นั่นคือเสียงของกระดาษยันต์แปะป้าบเข้ากลางหน้าผากของอวี้เหวินเฉิงทันทีที่พูดจบ ซึ่งแน่นอนมันเจ็บจนหน้าเกือบหงายเพราะแรงตีจากมือของหลานอันฮุ่ยนั้นไม่ใช่น้อยๆ ทว่าอวี้เหวินเฉิงก็ต่อว่าไม่ได้ เขาได้แต่ยืนขืนๆ หน้าทื่อๆ พร้อมคำสาปแช่งอยู่ในใจ

 

เตียงที่เขานอนอยู่นั้นเป็นเตียงสลักศิลาไร้ฟูกขนาดพอสำหรับสองคนนอน หน้าตาใกล้เคียงกับแทนวางศพจนอวี้เหวินเฉิงหรี่ตามองคนเป็นอาจารย์อีกครั้ง

 

“ไม่ใช่ที่วางศพใครหรอกน่า เจ้าก็รู้ สถานที่แบบนี้มันมีเพื่ออะไร เครื่องเรือนของใช้จะครบก็ไม่แปลก อย่างไรเสียสมัยนั้นก็มีความเชื่อเรื่องฝังของติดตัวโลกหน้านี่นา คิดซะว่านอนบ้านทวดก็ได้” หลานอันฮุ่ย

 

อวี้เหวินเฉิงทำหน้าถื่อใส่อาจารย์อีกรอบ นึกอยากจะเถียงแต่ก็เถียงไม่ได้ สุดท้ายเลยได้แต่ทำใจและนอนลงตามคำสั่งของหลานอันฮุ่ย

 

“ท่านเหวินเฉิงโปรดทำใจให้สงบนะเจ้าคะ” หลิวเซี่ยกล่าว พออวี้เหวินเฉิงขึ้นไปนอนข้างๆ ต้วนมู่ชิง นางก็เริ่มช่วยหลานอันฮุ่ยในการปักไม้ที่ด้านบนเป็นธงยันต์อาคม

 

“อืม” อวี้เหวินเฉิงตอบ เขาเหลือบตามองคนข้างกาย ต้วนมู่ชิงยังคงสลบเช่นนั้นไม่มีวี่แววที่จะฟื้น เขาจึงเอื้อมมือไป จับและกุมมือเอาไว้ราวกับกลัวพรากจาก

 

“จงจำเอาไว้ ว่าข้าส่งดวงจิตของเจ้าเพื่อไปตามหาดวงจิตที่แสนสับสนของต้วนมู่ชิงและดึงวิญญาณของเสียนเฟยออกมาเท่านั้น เมื่อเป็นแบบนี้หากเจ้าได้พบกับอดีต ปัจจุบัน และอนาคต จงระลึกว่านั่นเพียงแค่ความฝันและเจ้าเป็นดวงจิตที่ล่องลอย ต่อให้เจ้าพบเจอสิ่งไม่คาดคิด ทว่าตัวตนของเจ้าไม่ได้ย้อนเวลา เจ้าไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรมันได้”

 

หลานอันฮุ่ยยืนอยู่เหนือเตียง วางมือลงบนหน้าผากของคนทั้งสองก่อนละออกเพื่อไกวสายร้อยห้อยลูกตุ้มทั้งสองให้เคลื่อนไหวไปมาคล้ายการสะกดจิต

 

“หลับตาลงเสีย”

 

เสียงลูกตุ้มแกว่งไกวดังขึ้น

 

“เมื่อเข้าไปแล้วจงระลึกเอาไว้ว่าหน้าที่ของเจ้าคือการนำวิญญาณของเสียนเฟยและดวงจิตที่หลงทางของต้วนมู่ชิงกลับมาเท่านั้น เหวินเฉิง”

 

แกว่งไป แกว่งมา คลอเคล้ากับเสียงน้ำที่สะท้อนเป็นวงกว้าง

 

ดัง


 

เบา


 

ดังห่าง


 

ห่างออกไป


 

และเมื่อรู้สึกว่าลมหายใจของอวี้เหวินเฉิงสม่ำเสมอกัน หลานอันฮุ่ยจึงมั่นใจว่าได้ส่งศิษย์เข้าสู่ดินแดนแห่งนิทราเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

 

“ระหว่างนั้น เราคงต้องทำงานของพวกเรากันต่อ” หลานอันฮุ่ยกล่าว ละตัวออกจากศิษย์ทั้งสอง และวางเครื่องของจำเป็นเช่นยา เครื่องนุ่งห่ม และอื่นๆ ไว้เท่าที่จำเป็นให้แก่คนที่ต้องไปผจญภัยในแดนฝัน “น่าจะใช้เวลาสักสามวัน เพราะงั้น...เราควรทำงานของพวกเราระหว่างรอพวกเขาตื่น”

 

“เจ้าค่ะ นายท่านหลาน” หลิวเซี่ยรับคำ สีหน้าเริ่มประหวั่นประปนกับจริงจังขึ้นยามที่เงยหน้ามอง ‘งาน’ ที่ตัวเองกำลังทำอยู่ในตอนนี้

 

หลานอันฮุ่ยมองผนังจารึกแล้วได้แต่ถอนหายใจ

 

เพราะสถานที่ ที่พวกเขาอยู่นั้นหาใช่ที่ไหนไกลจากราชวังเลย...

 

เหนือหัวนั้นคืออาคารใหญ่ที่ตั้งแท่นบรมโกศไว้ให้กราบไว้คนสักการะบูชา ทว่าหารู้ไม่ เบื้องลึกลงไปกลับกลบฝังเส้นทางลับใต้ดินแสนซับซ้อนเอาไว้ราวกับซ่อนอะไรบางอย่าง...ที่แห่งนี้ซ่อนจารึกและห้องลับเอาไว้มากมายและกว้างขวาง ยิ่งใหญ่ เพียบพร้อมไปด้วยทรัพย์สมบัติ เครื่องเรือนของล้ำค่าราวกับราชวังอีกที่

 

...ที่ดำลึกลงไปยังใต้แผ่นดิน

 

ความเชื่อในยุคห้าร้อยปีก่อนนั้นคือการฝังทรัพย์สมบัติไปพร้อมกับศพ เพื่อให้นำไปใช้ในปรภพ ทว่าการสร้างพระราชวังใต้ดินเช่นนี้มันก็ดูเกินกว่าจะเอาไปใช้งานหลังสวรรคต

 

“เตรียมทุกอย่างไว้เหมือนรู้เลยนะ”

 

ชายหนุ่มเพ่งมองไปยังภาพวาดบนโบราณนั้น มันคือภาพวิหคสีชาดที่กำลังกางปีกผงาดบินบนท้องฟ้า โดยมีชายที่ยืนอยู่เบื้องล่าง ทำท่าราวกับพูดคุยบางอย่าง

 

ชายคนนั้นคือผู้เป็นดั่งต้นกำเนิดราชวงศ์ปักษาสวรรค์

 

หรือก็คือพระราชวังใต้ดินนี้เป็นสุสานแห่งปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์เฮ่อเหลียนนั่นเอง

 

**********

 

เมื่ออวี้เหวินเฉิงลืมตาตื่นขึ้นมาเขาก็พบว่าตนยืนอยู่กลางสี่แยกทางเดินบนถนนแสนคึกคัก

 

โคมสีแดงสว่างเจิดจ้า สองข้างทางที่เต็มไปด้วยคนสัญจร ตลอดเส้นทางนั้นเต็มไปด้วยสีเสียงที่ทำให้ยามราตรีดูคึกคักเสียยิ่งกว่าตอนกลางวัน

 

อวี้เหวินเฉิงรู้จักที่แห่งนี้แม้จะไม่เคยได้มาท่องเที่ยวเลยสักครั้งก็ตาม

 

ถนนนางโลม


 

เขารู้ดีว่าตนได้เข้ามาแดนฝันแล้ว ทว่าน่าแปลกใจที่คนอย่างต้วนมู่ชิงจะมีความทรงจำหรือชิ้นส่วนความฝันเกี่ยวข้องกับย่านโคมแดง แม้ไม่นานมานี้จะจับพลัดจับผลูโดนซื่อหมิงลากเข้าหอคณิกา แต่ก็ไม่น่าจะสลักสำคัญขนาดเก็บมาฝัน ซ้ำจากความเป็นอยู่ที่เห็น มันไม่ใช่ยุคปัจจุบันที่พวกเขาเคยอยู่ เป็นช่วงอดีตที่ผ่านมาอย่างต่ำก็เกินสิบเจ็ดปี

 

ตอนนั้นต้วนมู่ชิงน่าจะราวๆ สี่หรือห้าขวบปีด้วยซ้ำ มันไม่ใช่สถานที่ที่เด็กควรอยู่เลยสักนิด

 

และในระหว่างที่กำลังรู้สึกฉงนใจอยู่นั้นเอง --

 

“มาอีกแล้วหรือ นี่มันเวลาทำงาน ไม่มีที่ให้เด็กเล่นหรอกนะ ไว้มาอีกทีตอนเช้าเถอะ ชิ่วๆ” เสียงแหลมของหญิงสาวคนหนึ่งพูดพร้อมปัดมือไหวๆ ไล่ร่างน้อยๆ ของเด็กชายวัยในชุดผ้าหยาบสีเทาแสนซอมซ่อให้เดินออกห่างจากหน้าหอ

 

เด็กชายก็ทำหน้ายู่ ไม่รู้ว่าไม่พอใจหรือเศร้าใจ

 

“เข้าใจแล้ว...” เสียงเล็กกล่าว ท่าทางซึมๆ

 

เด็กน้อยมอซอเดินเตาะแตะคล้ายขายังไม่แข็งออกจากหน้าร้าน และนั่นทำให้อวี้เหวินเฉิงรีบเดินตามไป เพราะแม้จะผอมกะหร่อง ตัวเล็กกว่าวัยจนบอกว่าสองขวบก็ยังเชื่อ เสื้อผ้าเก่าเนื้อผ้าแย่ แต่ใบหน้าและดวงตากลมโตแสนน่าเอ็นดูนั้น มันยังคงเค้าโครงความงดงามไม่แตกต่างจากยามวัยสะพรั่งเช่นปัจจุบัน

 

เด็กน้อยคนนั้นน่ะ...ก็คือ...

“เสี่ยวชิง!!” เสียงเรียกดังมาจากอีกฟากก่อนร่างเล็กของเด็กสาวที่โตกว่าสักสองหรือสามปีเดินตรงมาหา

 

“พี่อี้!!” เด็กชายเดินเตาะแตะ เร่งฝีเท้าไปก่อนกอดเด็กหญิงที่ตนเรียกว่าพี่อี้เอาไว้

 

อวี้เหวินเฉิงเดาไม่ผิดจริงๆ

 

ใช่แล้วล่ะ...เด็กคนนั้น คือท่านพี่ของเขา คือต้วนมู่ชิงในวัยเด็กนั่นเอง

 

ในที่สุดก็เข้าสู่อดีต--- เราจะได้รู้ปมในวัยเด็กของอาชิงสักที เย้!

 และพรุ่งนี้ตอนเที่ยงคืน (15/8/2020) เป็นวันปิดพรีออเดอร์วันสุดท้ายนะคะ หนังสือสามารถ สั่งซื้อได้ที่ : https://forms.gle/SiuB2iE3mJAmegXq8  นะคะ

sds

โดย Box set และของแถมจะผลิตตามจำนวนสั่งในรอบพรีเท่านั้นนะคะ ส่วนหนังสือเล่ม 1-2 (ไม่มีกล่อง) คิดว่าจะมีเหลือ Stock อยู่ประมาณ 3-4 ชุดค่ะ กรณีสั่งไม่ทัน สามารถทักมาถามในเพจได้นะคะ ><

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 24 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

705 ความคิดเห็น