[END] ยอดนายสนมกับวิถีชีวิตเยี่ยงคนเกียจคร้าน

ตอนที่ 74 : ตอนที่ 20 เรื่องเล่าจากแดนฝัน (3)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 302
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 29 ครั้ง
    20 พ.ย. 63

ย้อนกลับไปก่อนหน้าสักเล็กน้อย ในช่วงเวลาเดียวกันกับอวี้เหวินเฉิงหากแต่เกิดกับต้วนมู่ชิง ณ.อาคารอีกฝั่ง


 

ต้วนมู่ชิงคิดว่าตนน่าจะเคลื่อนย้ายข้ารับใช้ นางกำนัลประจำไป๋หู่ออกจากตำหนักหมดแล้ว ด้วยเพราะโชคดีที่ตนวิ่งจนมาเจอซ่งกงกงพอดี สองคนลงแรงการช่วยเหลือผู้รอดชีวิตจึงแล้วเสร็จไวกว่าที่คาด


 

“โชคดีนักที่ได้พบกงกง” ต้วนมู่ชิงว่า ปาดคราบเหงื่อที่ชุ่มโชกบนใบหน้าออก การเกณฑ์คนดับไฟได้ผล เพลิงส่วนใหญ่เริ่มควบคุมได้แล้ว เหลือแค่ต้องลุ้นว่าจะเกิดการปะทุอีกรอบหรือไม่ แต่อย่างน้อยตอนนี้โอกาสการโดนย่างสดก็น้อยลง


 

เมื่ออัคคีภัยเริ่มควบคุมได้ ต้วนมู่ชิงจึงเริ่มคิดว่าตนควรตามหากลุ่มคนที่กระจัดกระจายไปอีกครั้ง


 

“เช่นนั้น-- ...!!”


 

แต่ยังไม่ทันได้เริ่มตามหาก็ได้ยินเสียง ‘โคร้ม’ ดังลั่นมาจากอาคารอีกฟาก ต้วนมู่ชิงคิดว่าต้นเหตุของเสียงนั่นอาจเป็นบางอย่างที่ใกล้เคียงกับฝ้าเพดานระเบิดตัวร่วงใส่พื้น นั่นก็ทำให้ใจเขาพะวงหนักร่วงลงไปสู่ตาตุ่มแล้ว ไหนยังจะมีเสียงคล้ายการต่อสู้เป็นระยะๆ อีก


 

“ชุ่ยเวย..?”


 

ชายหนุ่มรีบหันมองซ่งอี้จุ้น กงกงเองก็มีทีท่าเป็นห่วงกังวลไม่ต่างกัน แม้จะสงสัยว่าเหตุใดจึงพึมพำหาหวงชุ่ยเวยแทนที่จะเป็นเพื่อนสนิท แต่ไม่เข้าใจก็เหมือนเข้าใจเพราะขันทีที่สนิทกับหวงชุ่ยเวยที่สุด สายข่าวเจ้าประจำของไฉเหรินก็คือซ่งอี้จุ้น


 

และเป็นดังคาดเมื่อต้วนมู่ชิงมาถึงก็ฉากการต่อสู้ก็เกิดขึ้นต่อหน้าต่อตา โดยตัวหลักในการต่อสู้ก็คืออวี้เหวินเฉิง!


 

เขากำลังวาดกระบี่สลับกับใช้วิชายันต์ในการตั้งรับการต่อสู้กับหวงหว่านอิ๋ง ซึ่งควบคุมวิญญาณพยาบาทเข้าโจมตี คลื่นพลังสีแดงคล้ำตัดกับคลื่นสีฟ้าสว่างสลับกันไปมา โดยที่อวี้เหวินเฉิงนั้นไม่รุกล้ำไปมากกว่าการปัดป้อง ราวกับตั้งใจไว้แล้วว่าจะไม่เป็นฝ่ายจู่โจม


 

ต้วนมู่ชิงวิเคราะห์สถานการณ์แล้วคิดว่าฝ่ายเราได้เปรียบเนื่องจากศักยภาพคนค่อนข้างสูง แต่ก็เสียเปรียบเช่นกันเพราะต่อให้มีจำนวนมากกว่าแต่ก็ใช่ว่าจะช่วยได้ วิญญาณพยาบาทนั้นเป็นร่างกึ่งอมตะ อีกทั้งยังมีจำนวนเยอะมากแทบเป็นกองทัพผีทารกทำให้ต้องเสียสละคนหนึ่งในการปกป้องจื่อเหยาและหวงชุ่ยเวย และนั่นก็คือเฮ่อเหลียนเว่ยหลง


 

ส่งผลให้คนออกหน้าตั้งรับกับหวงหว่านอิ๋งมีอวี้เหวินเฉิงเพียงคนเดียว


 

เมื่อเป็นเช่นนั้นต้วนมู่ชิงจึงคิดว่าตนไม่ควรเป็นตัวถ่วงด้วยการพลีพลามออกไปให้คนต่อสู้เสียสมาธิ ซ่อนตัวเองไว้ในมุมสังเกตการณ์และรอจังหวะเหมาะๆ ในการเข้าไปจะดีกว่า


 

“กงกงขอรับ ท่านช่วยออกไปสมทบกับท่านฉางหลินที่ด้านนอกได้หรือไม่ ข้าคิดว่าหากเป็นท่าน น่าจะพอช่วยเขาทำลายม่านเพลิงและนำกองกำลังช่วยเหลือมาได้” ในตอนแรกเขาตั้งใจว่าจะตามหาอวี้เหวินเฉิงเพื่อจัดการกับม่านเพลิงที่ครอบตำหนัก ทว่าเป้าหมายกับติดพันการต่อสู้ นั่นจึงทำให้ต้อนเปลี่ยนแผนกะทันหัน ให้ซ่งอี้จุ้นกับฉางหลินซึ่งน่าจะมีวิชามากพอในการจัดการ


 

อีกทั้งเขาคิดว่าเรื่องเกิดใหญ่เบิ้มขนาดนี้ เจ้าของบ้านคงรู้ตัวและกำลังมาแล้วแน่ๆ


 

“ข้าคิดว่าท่านน่าจะเป็นคนที่รับมือกับอารมณ์ของไทเฮาได้ดีที่สุดในตอนนี้” ต้วนมู่ชิงสำทับ ซึ่งนั่นทำให้ซ่งอี้จุ้นรู้ได้ทันทีว่าอีกคนต้องการให้ตนทำอะไรนอกจากทลายกำแพงเพลิง


 

ก็คือช่วยไปตามไทเฮามาทีเถอะ!! – นั่นล่ะนะ


 

ทว่าซ่งอี้จุ้นยังไม่ออกไปในทันที เขายังคงมองการต่อสู้ที่เกิดตรงหน้า เพื่อวิเคราะห์สถานการณ์และสำรวจคนที่อยู่ตรงนั้นด้วยความเป็นห่วง


 

“ข้าน้อมรับหน้าที่ขอรับ ทว่าเหม่ยเหรินโปรดระวังด้วย คู่ต่อสู้นั้นหาใช่ธรรมดาแต่เป็นคนที่รู้วิชามืดระดับสูง และมีฝีมือทัดเทียมกับฮ่องเต้และพระอนุชา”


 

เมื่อพูดจบเขาก็หยิบบางอย่างยื่นให้แก่ต้วนมู่ชิง นั่นก็คือกระบี่สั้นสีดำสนิทความยาวราวหนึ่งศอก เนื่องจากขันทีเช่นเขาไม่ได้เรียนวิชาต่อสู้เชิงลึกจึงไม่มีความจำเป็นต้องพกกระบี่เดินไปเดินมาเฉกเช่นทหาร กระบี่สั้นจึงเป็นสิ่งเหมาะมือเพื่อไว้ใช้ป้องกันตัวในยามมีภัย


 

แต่ตอนนี้คนที่มีความจำเป็นในการใช้ป้องกันตัวน่าจะเป็นอีกฝ่าย


 

“พกไว้ติดกายขอรับ มันอาจจำเป็นกับท่าน” ซ่งอี้จุ้นกว่าระหว่างยัด เอ่อ ยื่นกระบี่สั้นใส่มือต้วนมู่ชิง


 

“แล้วท่าน...”


 

“ข้ามีสำรองอีกด้ามขอรับ”


 

“ขอบคุณขอรับ” ต้วนมู่ชิงรับกระบี่สั้นนั้นไว้ และพยักหน้า ก่อนที่ซ่งอี้จุ้นจะรีบฉวยโอกาสออกไปสมทบกับฉางหลินที่ด้านนอก


 

ทว่าการเคลื่อนไหวของซ่งอี้จุ้นนั้นทำให้วิญญาณพยาบาทตนหนึ่งสังเกต มันพุ่งตรงไปทางเขาพร้อมกับเสียงกรีดร้องแสบแก้วหู แม้ชายหนุ่มจะชักกระบี่สั้นมาปัดป้องได้ทัน แต่เพราะการมาของมันชักชวนเพื่อนมาด้วย นั่นจึงเท่ากับว่ายังมีอีกเป็นสิบตนที่เขาต้องรับมือ


 

ในตอนแรกต้วนมู่ชิงคิดจะไปช่วย ทว่าซ่งอี้จุ้นกับส่งสายตาบอกให้ซ่อนไปเสีย ซึ่งต้วนมู่ชิงก็ตอบรับด้วยเพราะรู้ตัวดีว่าตนไม่มีอำนาจมากพอจะไปจัดการอะไรพลังมืดได้


 

จึงได้แต่ซ่อนตัวในซอกแคบและกำกระบี่สั้นเอาไว้ด้วยความเจ็บใจ


 

หวงชุ่ยเวยเป็นคนแรกที่เห็นถึงความวุ่นวายอีกฝั่ง เขาหันมองสิ่งที่เกิดขึ้น แล้วเม้มปาก ฮ่องเต้และจื่อเหยากำลังวุ่นอยู่กับการจัดการคลื่นวิญญาณพยาบาท ซึ่งบัดนี้มีจำนวนมากจนกลายเป็นกองทัพครอบบริเวณนี้ ปลดปล่อยไปเท่าไรก็ไม่หมดไม่สิ้น


 

หากวิญญาณอาฆาตทั้งหมดนี้คือวิญญาณเด็กทารก เขาก็สงสัยว่าพี่สาวตนสังหารเด็กทารกไปกี่คนกันแน่ ตัวอ่อนที่แข็งแรงพอมาทดลองก็ราวยี่สิบกว่าคน หากนับเด็กที่ตายก่อนได้นำมาทดลอง ผลการทดลองที่ผิดพลาดอีกล่ะ มันจะถึงร้อย ถึงพันคนไหม...หวงชุ่ยเวยไม่อยากคาดเดาเลยสักนิด


 

ชายหนุ่มครุ่นคิด ในหนึ่งก็ห่วงทางนี้ แต่อีกใจทางนั้นก็น่าเป็นห่วง อวี้เหวินเฉิงเองก็ต่อสู้กับร่างของท่านพี่ของเขา ซึ่งดูทีแล้วที่พยายามตั้งรับไม่จู่โจมก่อนนั้นก็เพื่อรักษาสภาพร่างกายเอาไว้เพื่อขับไล่วิญญาณที่สิงสู่ออกเป็นแน่


 

เขากำลังไร้ประโยชน์


 

แต่ทว่า เมื่อเห็นถึงความพลั้งพลาดที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีกฝั่ง ซ่งอี้จุ้นผู้ต่อสู้กับดวงวิญญาณนับสิบกำลังเสียท่าถูกทำร้ายในจุดอับ อยู่ดีๆ ร่างกายของหวงชุ่ยเวยก้าวไปข้างหน้า ออกแรงวิ่งโดยไม่รู้ตัว ร่างโปร่งพุ่งตรงไปผลักร่างคนตัวสูงกว่าออกจากวิถีโจมตี


 

และ--!!


 

ราวกับทุกอย่างช้าลงไปชั่วครู่ ร่างของหวงชุ่ยเวยล้มลงไปพร้อมกับเลือดที่เจิ่งนองกับพื้น ทุกคนที่เห็นล้วนตกอยู่ในความชะงักงัน ตกใจถึงที่สุด


 

ซ่งอี้จุ้นเห็นเช่นนั้นจึงรีบขจัดวิญญาณพยาบาทบริเวณนั้นให้หมด ก่อนพุ่งเข้าไปประคองร่างของหวงชุ่ยเวย


 

“ชุ่ยเวย!! ชุ่ยเวย!!” ซ่งอี้จุ้นร้อง พยายามห้ามเลือดให้แก่คนบาดเจ็บ


 

“แม่งเอ๊ย ไร้ประโยชน์โดยแท้...” หวงชุ่ยเวยบ่นอุบระหว่างที่ล้มลงไปในอ้อมแขนของซ่งอี้จุ้น บาดแผลที่ได้รับมันเจ็บจนจุก เลือดไหลอาบเสื้อและรินรดลงพื้น ทว่าคนปากดีก็ยังเป็นคนปากดี เขาเกลียดตัวเองที่ไร้ประโยชน์อย่างถึงที่สุด แต่สุดท้ายก็ดันเป็นตัวไร้ประโยชน์บาดเจ็บไม่เข้าท่า “ไม่ต้องมาทำหน้าแบบนั้น ตามบทแล้วเจ้าควรปกป้องข้าสิ”


 

แม้หวงชุ่ยเวยจะบาดเจ็บแต่ความวัวยังไม่ทันหาย ความควายก็เข้าแทรก ทันทีที่ได้กลิ่นคาวเลือดและเห็นหวงชุ่ยเวยที่บาดเจ็บล้มลง หวงหวานอิ๋งก็ถึงกับชะงัก หยุดการเคลื่อนไหวโจมตีและกรีดร้องออกมาอย่างบ้าคลั่ง


 

“ไม่นะ!! ”


 

ร่างเล็กทรุดลงเอามือกุมหัวตัวเองไว้ คล้ายอาการบาดเจ็บของผู้เป็นน้องชายจะดึงสติของนางให้หลุดออกจากการควบคุม ความเสียใจพุ่งพรวด ความตกใจความเจ็บปวดไหล่บ่าราวกับสายน้ำยามเห็นสิ่งล้ำค่าที่สุดในชีวิตได้รับบาดเจ็บโดยมีต้นเหตุมาจากตัวเอง


 

ภาพในอดีตผุดขึ้นมาในความทรงจำอันแสนสับสน วัยเด็กที่ได้อยู่ร่วมกับน้องชายกลายเป็นตัวเหนี่ยวรั้งให้หวงหว่านอิ๋งมีสติจากการควบคุมจากด้านมืดของอวี้หยวน


 

พอใกล้จะสูญเสียจึงได้ตระหนักใจรู้ งาสสุดท้ายต่อให้ทำไปเพื่อคนอื่นมากสักเท่าไร สิ่งที่สำคัญในชีวิตของตัวเองก็ยังคงเป็นน้องชายที่อุ้มชูมาตั้งแต่ยังเล็ก ทว่านางกลับยอมให้ด้านมืดควบคุมจิตใจและทำร้ายน้องชายไปด้วยมือของตัวเอง ทำลายสิ่งสำคัญด้วยมือตน


 

“ไม่นะ ไม่ ไม่ ไม่ ไม่!!!”


 

หญิงสาวกรีดร้องออกมาอย่างน่าสงสาร การเสียสมาธิทำให้คลื่นวิญญาณปั่นป่วน จิตใจทั้งสองไม่อาจสมานร่วมได้ แม้หวงชุ่ยเวยจะพยายามร้องเรียกสติ ทว่าคนที่สติไม่ครบสมประดีเนื่องจากโดนควบคุมนั้นก็ใช่ว่าจะฟัง


 

“ท่านพี่ใจเย็นไว้ก่อน ใจเย็นไว้--!!” หวงชุ่ยเวยพยายามเรียบสติ ทว่าอาการเจ็บปวดก็ทำให้ส่งเสียงได้ลำบากนั้น เขาถูกโจมตีด้วยวิญญาณอาฆาต ทำให้ร่างกายปั่นป่วนจนกระอั่กเลือดออกมา


 

ภาพที่เห็นทำให้หญิงสาวตกอยู่ในความตกใจ เจ็บปวดได้แต่โงนเงนพยายามต่อสู้กับจิตเบื้องลึก ทั้งตัวตนที่แท้จริง ทั้งวิญญาณที่สิงสู่ในร่าง ทุกอย่างตีกันจนสติแทบไม่หลงเหลือ


 

อวี้เหวินเฉิงกระชับกระบี่ หันด้านคมออกพร้อมขยับเท้าอย่างระวังภัย จากประสบการณ์ที่มี สถานการณ์เช่นนี้มั่นใจได้ว่าอีกไม่นานจะทำให้คลุ้มคลั่งได้


 

และเป็นดังคาด วิญญาณอาฆาตทั้งหลายแปรปรวน ทำร้ายคนอย่างมั่วซั่ว ส่งผลให้คนที่อยู่ตรงนั้นต้องตั้งรับมือและไม่อาจะผละออกไปจากจุดที่ยืนได้เลยแม้แต่น้อย ในระหว่างที่หวงหว่านอิ๋งตรงไปยังสถาที่หวงชุ่ยเวยอยู่นั้น อวี้เหวินเฉิงจึงต้องตัดสินใจฟาดกระบี่ออกไปเพื่อปกป้องความปลอดภัยของคนที่กำลังบาดเจ็บ!


 

การจู่โจมครั้งแรกทำให้หวงหว่านอิ๋งล่าถอย อวี้เหวินเฉิงพิจารณาจากอาการแล้วสีหน้าจึงพบว่าการมีสองจิตในร่างเดียวทำให้นางน่าจะมีสติอยู่ครึ่ง-ครึ่ง กึ่งนึงคือของตัวเองกึ่งนึงคือความชั่วร้าย และจิตมุ่งตรงไปยังร่างจมกองเลือดของน้องชาย


 

“สภาพไม่ต่างจากสัตว์ป่าที่ทำตามสัญชาตญาณเลยนะ” เขาพูดออกมาเบาๆ แล้วกระชับกระบี่ขึ้นอย่างเสียไม่ได้ ทั้งที่เลือกจะจับกุมโดยสันติวิธีเพื่อดึงวิญญาณของพระนางอวี้หยวนออกมาก แต่จากสภาพบ้าคลั่งตอนนี้แล้ว คงต้องทำให้เจ็บตัวหรือสลบเสียก่อนจึงจะสงบลงได้


 

เมือเห็นอวี้เหวินเฉิงหันคมกระบี่เข้าหา หญิงสาวผู้ตัวเปล่าจึงต้องการอาวุธป้องกันตน นิ่งอยู่นานพลันนึกออกตนคว้ากริชมาเก็บไว้ก่อนระเบิดห้องลับ นั่นจึงทำให้นางชักกริชออกมาเตรียมรับมือ


 

พอเห็นก็ทำให้เฮ่อเหลียนเว่ยหลงชะงัก หันไปหาจื่อเหยา เพราะกริชนั่นเก็บเสี้ยววิญญาณของจื่อเหยาเอาไว้


 

“แย่เสียแล้ว” จื่อเหยาพึมพำ หน้าซีดเผื่อนอย่างเห็นได้ชัด ไม่ใช่ว่าเขาหวงวิญญาณตนที่อยู่ในกริช แต่เพราะร่างกายของเขามีคำสาปสลักวิญญาณฝังไว้และมันยั่งรากถึงวิญญาณของเขา แม้เพียงนิดเดียวหากกวัดแกว่งไปบาดโดนใครเข้า ไม่แคล้วจะต้องมีคนรับผลกระทบจากคำสาปเพิ่มอีกคนแน่ๆ


 

หรือก็คือในตอนนี้สิ่งที่นางถืออยู่เป็นอาวุธร้ายไม่ต่างจากกริชเคลือบยาพิษ!!


 

“เหวินเฉิง อย่าให้กริชนั่นโดนตัวเจ้าเด็ดขาด!!” เฮ่อเหลียนเว่ยหลงตะโกนเตือน


 

ซึ่งแน่นอนว่าอวี้เหวินเฉิงพยายามระวังเท่าที่จะทำได้ เขาเอี้ยวตัวโดดหลบการโจมตีแบบสะเปะสะปะไร้ซึ่งท่าวรยุทธ์อย่างง่ายดาย และพยายามปัดป้องกริชนั้นออกจากวิถีจู่โจมทุกทาง


 

แต่ทว่า


 

เมื่อยามจวนตัวนั้นเอง บรรยากาศรอบกายของหวงหว่านอิ๋งกลับเปลี่ยนไป!


 

“ฝู่เฉิงของแม่...”


 

สิ่งที่ปรากฏตรงหน้านั่นคือหวงหว่านอิ๋ง ทว่ากลับมีเสียงของพระนางอวี้หยวน ทั้งรอยยิ้มนั้นทั้งสายตานั้นมันทำเกิดภาพซ้อนทับของมารดา คำว่าความผูกพันและความคิดถึงแม่แท้ๆ ทำให้เกิดช่องว่างในใจ ชายหนุ่มตกอยู่ในห้วงมนต์สะกด และนั่นเองก็ทำให้อวี้เหวินเฉิงพลั้งเผลอลืมระวังตัว


 

“อาเฉิง!!”


 

เสียงร้องเรียงสติเพราะกับการปัดป้อง ต้วนมู่ชิงวิ่งลัดเลาะรีบออกจากที่ซ่อนพุ่งเข้ามาพลัก ไม่สิ อีกนิดคงเรียกว่ากระแทกไหล่ของอวี้เหวินเฉิงออกจากวิถีโจมตีของกริช!


 

ฉึก!!


 

กริชปักเข้าที่สีข้างของต้วนมู่ชิงอย่างแรงจนเลือดนองลงกับพื้น ความลึกของมันนั้นมากพอที่จะทำให้ให้ต้วนมู่ชิงหายใจติดขัด ความเจ็บปวดแล่นแปลบเข้ามาในความรู้สึก ทั้งความทรมานทั้งจิตวิญญาณหลั่งไหลเข้ามาในร่างกายของชายหนุ่มอย่างเชื่องช้า


 

เชื่องช้าแต่ทรมาน


 

สิ่งสุดท้ายที่ต้วนมู่ชิงเห็น คือสีหน้าของอวี้เหวินเฉิง มันช่างแสนเจ็บปวดราวกับสูญเสียโลกทั้งใบ ความตกใจ ประหวั่น และหวาดกลัวทุกๆ อย่างปะปนจนสับสน ต้วนมู่ชิงไม่อาจเข้าใจเลยว่าภายในใจของอีกคนนั้น...จะเสียใจมากแค่ใน


 

“อย่าร้องไห้สิ...”


 

และ...ช่วงเวลาคาบเกี่ยวระหว่างตื่นและหมดสติ ต้วนมู่ชิงก็อยู่ในอ้อมแขนของอวี้เหวินเฉิงและเห็นถึงแสงกระบี่ได้เสียบทะลุร่างของหวงหว่านอิ๋งไปเสียแล้ว!


 

ทุกอย่างตกอยู่ในความเงียบงัน ท่าทางหมาหยอกแมวของอวี้เหวินเฉิงหายไปทันทีที่เห็นเลือดของต้วนมู่ชิง ความยับยั้งชั่งใจไม่เหลือ ไม่สนใจแผนการที่เคยตั้งใจจะทำ ทุกอย่างทิ้งออกไปหมด ทั้งที่รู้แก่ใจดีว่าสิ่งที่ตนทำจะเป็นการปลิดชีพใครสักคนต่อหน้าคนในครอบครัว…แต่ช่างมันปะไร


 

อวี้เหวินเฉิงในยามนี้ ช่างแสนใจดำอย่างเหลือเกิน...เพราะใครก็ตามที่ทำร้ายคนสำคัญของเขา ตอบแทนด้วยความตายยังไม่สาสม!!!


 

ความเงียบกลืนกินทั่วบริเวณด้วยความตกใจ


 

จวบจนเสียงกรีดร้องของหวงชุ่ยเวยดังขึ้นนั่นแหละ ความเงียบจากความตกใจนั้นจึงได้หายไป


 

ดวงตาของหวงหว่านอิ๋งกำลังจะหรี่ลง และภาพสุดท้ายที่เห็นนั่นคือภาพของน้องชายตัวเองกำลังกระเสือกกระสนตรงเข้ามาหา


 

“ท่านพี่!!!”


 

...

..


 

ตั้งแต่เกิดมาหวงหว่านอิ๋งก็ถูกลงเป้าหมายให้ถวายตัวเข้าวัง


 

เนื่องจากเกิดมาเป็นลูกสาวคนโตในสกุลทหาร ต่อให้ได้รับการดูแลอย่างดีสักแค่ไหนนางก็รู้ดีว่าคนเป็นพ่อผิดหวังมากที่ลูกคนแรกไม่ได้เกิดมาเป็นผู้ชาย


 

ทำดีแค่ไหนสุดท้ายก็เสมอตัว คำชมไม่เคยได้ แต่เมื่อทำผิดพลาดเมื่อใดถ้อยคำว่าร้ายกระแหนะกระแหนจากบิดาก็จะกลายเป็นหนามยอกในใจทุกครั้งไป ทั้งที่นางนั้นพยายามพิสูจน์ตัวเองแทบตายว่าตนนั้นก็มีความสามารถในเชิงการแพทย์ไม่แพ้ใคร


 

แต่ผู้หญิงน่ะไม่ได้รับการสนับสนุนให้เรียนวิชาการ ต่อให้บางครอบครัวจะทำได้ แต่มันใช้ไม่ได้กับครอบครัวนาง ท่านพ่อ...ท่านแม่ทัพหวงน่ะถือคติลูกสาวต้องเป็นแม่ศรีเรือนเพื่อหาสามีดีๆ เท่านั้น ความรู้ความสามารถน่ะเป็นหน้าที่ของผู้ชายก็พอแล้ว


 

เมื่อพ่อเป็นเช่นนั้น คนที่พอจะเข้าใจและสนับสนุนนางได้ก็มีแค่ผู้เป็นแม่ ทำให้สถานที่พักพิงใจเพียงอย่างเดียวของนางก็คือเรือนของมารดา ได้อ่านหนังสือ ได้เรียนรู้เรื่องชา เรื่องสมุนไพรในยามที่บิดาไปทำงาน


 

แต่สุดท้ายสถานที่ปลอดภัยของนางก็ถูกทำลายในวันที่หวงชุ่ยเวยเกิดขึ้นมา


 

แม่ที่ร่างกายอ่อนแอได้เสียชีวิตในวันคลอดนน้อง และเด็กที่เกิดมาคือผู้ชายสมดังใจของท่านพ่อ หวงหว่านอิ๋งรู้สึกราวกับพื้นที่ยืนของตนเองถูกทำลายลงไปในคืนเดียว


 

เสียใจไหมก็ต้องตอบว่าใช่ แต่...จะให้นางเกลียดน้องชายน่ะ นางทำไม่ลงหรอก เพราะหวงชุ่ยเวยนั้นคือสิ่งล้ำค่าที่ท่านแม่หลงเหลือไว้ให้ และหวงหว่านอิ๋งจะรักษาเอาไว้ ดูแลน้องอย่างดีเท่าที่เด็กคนหนึ่งจะทำได้


 

แต่น่าเศร้า น้องชายของนางนั้นร่างกายอ่อนแอจากการคลอดก่อนกำหนด หมอเล็งเห็นกันถ้วนหน้าว่าต่อให้มีแกนปราณก็ไม่ใช่แกนที่แข็งแรง ผลคือทำให้คนเป็นพ่อผิดหวังอีกครั้ง และเป้าหมายทุกอย่างถึงตกมาอยู่ที่นางอีกครา หวงหว่านอิ๋งถูกบิดาเข้มงวดเรื่องการฝึกศาสตร์และศิลป์เพื่อถวายตัวเข้าวัง


 

ไม่อาจได้ทำในสิ่งที่ชอบ แบกรับความต้องการของบิดา ทดแทนบุญคุณด้วยการไม่เป็นตัวของตัวเอง และสุดท้ายก็รู้สึกราวกับบ้านไม่ได้เป็นบ้าน เป็นเพียงสถานที่ที่มีห้อง มีหลังคา ทว่าไม่มีความสุข


 

กดดัน เก็บกด แต่อย่างน้อยความสุขเพียงหนึ่งเดียวก็คือน้องชายตัวน้อยๆ ของนาง ชุ่ยเหวยทั้งน่ารัก น่าเอ็นดู เป็นที่พึ่งให้ใจอันแสนเจ็บปวดได้ผ่อนคลายทุกครั้ง


 

ทว่า เมื่อถึงวัยที่ต้องถวายตัวนางถูกแยกจากกับความสุขของตัวเองอีกครั้ง แม้นางไม่อาจสอบผ่านเป็นสนม ทว่าก็ยังต้องเป็นนางกำนัลที่ไม่รู้ว่าจะได้ออกจะวัฏจักรนี้เมื่อใด


 

เจ็บปวดซ้ำแล้วซ้ำเล่า ถูกพรากจากความสุขซ้ำไปซ้ำมาด้วยคำว่าหน้าที่ของลูกคนโต หวงหว่านอิ๋งจึงกลัวการตั้งครรภ์ ทว่าความกลัวนั้นหาใช่รักตัวกลัวตายเพียงอย่างเดียว ลึกๆ ในใจหญิงสาวกลัวที่จะทำให้ลูกเกิดมาผจญชีวิตที่ต้องแบกคำว่ากตัญญูไว้เหนือหัว หรือกลัวว่าสักวันตนจะกลายเป็นคนเช่นบิดา ที่เอาความคาดหวังไปโยนใส่บุตรธิดา


 

แต่แม้จะเป็นเช่นนั้นชีวิตของนางในรั้ววังก็ยังคงดำเนินต่อไปอยู่ดี จวบจนกระทั่งได้รับความเมตตาจากพระนางอวี้หยวน ทำให้นางได้เรียนรู้ในสิ่งที่นางสนใจอีกครั้ง ในคือเรื่องสมุนไพรศาสตร์ ได้ความรู้ใหม่ๆ ได้วิชามามากมาย ความทรงเก่าๆ เมื่อคราแม่ยังมีชีวิตอยู่จึงเหมือนกลับคืนมา หวงหว่านอิ๋งจึงได้ชื่นชมในตัวกุ้ยเฟยของนางเป็นยิ่งนัก


 

และในวันที่พระนางอวี้หยวนได้ตายลง นั่นจึงเหมือนกับความทรงจำครั้งที่สูญเสียมารดากลับมา หวงหว่านอิ๋งจึงได้ตกอยู่ในด้านอ่อนแอ ยอมให้ความืดครอบงำจิตใจจนได้ใช้วิชาต้องห้ามดึงวิญญาณของสตรีที่ตนชื่นชมให้กลับมา


 

แต่น่าเศร้า สิ่งที่นางได้รับกลับเป็นจิตด้านมุ่งร้าย หาใช่จิตด้านดีของพระนางอวี้หยวน ไม่ใช่ด้านที่นางรู้จัก แต่นางก็ต้องจำยอมอยู่ร่วมกับวิญญาณดวงนั้น ให้มันพักพิงในกาย


 

วิญญาณต้องการมีชีวิตต่อเพื่อตามหาบางสิ่ง


 

ส่วนนางต้องการเคล็ดวิชาและความรู้


 

และสุดท้ายด้วยความสามารถของวิญญาณอดีตกุ้ยเฟย รู้ตัวอีกทีนางก็มีความสามารถด้านการฉอเฉาะจนได้ขึ้นมาเป็นถึงซูเฟย ชีวิตของนางสุขสบายขึ้นมาก และท่านพ่อเองก็ดูจะภูมิใจในตัวของนางขึ้นมานิดหนึ่งแล้ว


 

ในช่วงแรกมันคือการแลกเปลี่ยนแค่นั้น จนกระทั่งนางได้รับรู้ความลับของโจวซินเจี๋ยเข้าให้


 

หากว่ากันตามตรงแล้วชีวิตในวังของนางหลังจากอวี้หยวนกุ้ยเฟยสิ้นพระชนม์เป็นอะไรที่เลวร้ายมากนัก ทว่าคนแรกที่เข้ามาทักและให้ความมิตรก็คือโจวซินเจี๋ย ทั้งที่ตอนนั้นนางเองก็บาดเจ็บจากการล้มบรรลังก์พระเจ้าเทียนหลง นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ทำให้พวกนางทั้งสองเริ่มสนิทสนมกัน


 

มันคือการที่ต่างฝ่ายต่างเยียวยาความรู้สึกให้กันและกัน


 

และเมื่อเห็นคนที่เป็นดั่งพี่สาวร้องไห้ปิ่มจะขาดใจเพราะตนเองไม่อาจตั้งครรภ์ได้อีกนั้น มันกระตุกความรู้สึกให้หวงหว่านอิ๋งต้องทำอะไรสักอย่าง


 

และยิ่งพอได้กลายมาเป็นซูเฟย หวงหว่านอิ๋งเองก็ได้ใกล้ชิดกับจื่อเหยา ได้รับการสั่งสอน ได้รับการดูแลอย่างเข้มงวดในการเป็นพระชายา เมื่อทำไม่ดีก็จะสอนอย่างใจเย็น เมื่อทำได้ดีก็จะได้รับคำชม มันเป็นความรู้สึกที่นางไม่เคยได้รับจากบิดามาก่อน จื่อเหยานั้นเป็นดั่งบิดาในอุดมคติของนางเลยก็ว่าได้


 

นั่นจึงทำให้หวงหว่านอิ๋งเป็นกังวลทุกครั้งกับบรรยากาศอันแสนเย็นชาระหว่างไทเฮากับจื่อเหยา นั่นเป็นเพราะจื่อเหยานั้นไม่อาจตั้งครรภ์ได้ดั่งสตรี


 

หากทุกคนมีปัญหาด้านการตั้งครรภ์แล้วล่ะก็ นางจึงได้หาทางออกด้วยการสร้างครรภ์เทียมให้แก่พวกเขา


 

นางอยากจะทำอะไรสักอย่าง อยากทำเพื่อตอบแทน อยากทำให้ทุกคนมีความสุข นางต้องการให้คนมีความสุข


 

แม้ว่านางจะไม่ได้ใช้ความรักในการทำหน้าที่ในการเป็นพระชายา แม้จะรู้ว่าทุกอย่างเกิดขึ้นเพราะอำนาจทางการเมือง ทว่าพื้นที่ตรงนี้ทำให้นางมีความสุข เพราะการได้อยู่ด้วยกันตรงนี้ ไม่ต้องรับผิดชอบหน้าที่อันแสนหนักอึ้งของลูกคนโตที่ต้องตอบสนองความต้องการขของท่านพ่อ


 

นางสามารถเป็นเด็กหญิงตัวน้อยๆ ที่ออดอ้อนใครก็ได้ ได้ทดแทนในสิ่งที่ตัวตนสมัยเด็กไม่อาจทำได้


 

หลังจากที่เริ่มทดลองได้ไม่นาน หวงชุ่ยเวยเข้ามา การที่น้องชายผู้เป็นที่รักได้เข้ามาอยู่ด้วย มีความสุขอย่างแท้จริง ได้เป็นพี่สาวที่ดูแลน้องชาย ได้เป็นน้องสาวที่มีพี่ๆ ดูแล ทุกคนล้วนทำให้นางอบอุ่นใจ นางรักรอยยิ้มเหล่านั้น และปรารถนาที่จะเก็บช่วงเวลานี้ดังสิ่งล้ำค่าที่สุดในชีวิต


 

ข้า...ข้า...


 

ข้าแค่ปรารถนาที่จะทำให้ทุกๆ คนมีความสุข...


 

แต่ก็รู้ดีว่าสิ่งที่ตัวเองทำนั่นน่ะเป็นความสุขที่อุปโลกน์เอาเอง นางทำโดยไม่ได้ถามความเห็นใครเลยทั้งนั้น ต่อให้นางมีความสุข แต่คนอื่นเล่า จะมีความสุขกับนางหรือ


 

คงหมดเวลาที่จะหลอกตัวเองแล้วใช่หรือไม่...


 

มือของนางเอื้อมคว้าไปมาบนอากาศ พยายามตามหาบางสิ่ง บางสิ่งนั้นที่สำคัญของนาง จวบจนกระทั่งพบ หวงชุ่ยเวยจับมือของนางเอาไว้ และเอนแก้มซบจนมือแสนเย็นเยียบนั้นอุ่นไปหมด


 

“ขอโทษนะอาเวย พี่สาวคนนี้ทำให้เจ้าเจ็บปวดเสียแล้ว...ได้โปรดอย่าชิงชัง อย่าโกรธใคร...พี่สาวเป็นคนทำผิด...เป็นคนไม่ดีนะ รู้ไหม...”


 

“ข้ารู้...ท่านพี่...แต่ข้าก็รักท่านพี่มากอยู่ดี...ต่อให้ท่านจะ...จะเป็นเช่นไร...” น้ำตาไหลริน ความอบอุ่นจากมันนั้นทำให้หวงหว่านอิ๋งได้แต่หลับตาลง ซึมซับทุกอย่างเป็นครั้งสุดท้าย ทั้งความเสียใจ ทั้งความอบอุ่น


 

ทั้งที่ความสุขอยู่ใกล้ตัวเท่านี้ แต่นางกลับยังไขว่คว้าอย่างอื่นอีกงั้นหรือ?


 

“มีความสุข...แทนพี่สาวด้วยนะ...สัญญาได้ไหม”


 

หวงหว่านอิ๋งนั้นไม่ได้รู้สึกเจ็บในบาดแผล ทั้งที่ถูกแทงจนเลือดไหลทะลัก ทว่าความคมกริบของกระบี่ที่เสียดแทงเข้ามานั้นมันราวละมุนราวกับกลีบของดอกบัว


 

แม้จะต้องตาย แต่การตายอย่างอ่อนโยนเช่นนี้ ก็นับว่าไม่เลว


 

นั่นคือสิ่งที่คิด ก่อนสติของนางจะดับไป


 

...


 

แต่!!!


 

การเสียบเสวี่ยเหลียนทะลุร่างนั้นเป็นการดึงวิญญาณออกไป เมื่อหวงหว่านอิ๋งสิ้นสติไปแล้ว จิตมืดที่สิงสู่จึงได้ถูกกระชากออกมา เงาร่างสีดำทมิฬลอยวนอย่างบ้าคลั่งคล้ายหาจิตสิงสู่


 

และคนที่จิตอ่อนแอที่สุดในตอนนี้ก็คือคนที่เพิ่งได้รับวิญญาณที่ติดสถานะคำสาปไป และนั่นก็คือต้วนมู่ชิง!!


 

ในจัวหวะรวดเร็วเท่าความคิด มันพุ่งตรงเข้าปะทะร่างของต้วนมู่ชิงทันทีพร้อมดันให้ลอยขึ้นสูง จนอวี้เหวินเฉิงต้องรีบโดดไปคว้ากอดเอาไว้ เนื่องจากในตอนนี้ฤทธิ์ของคำสาปที่แผงมากับกริชได้เริ่มแพร่กระจายแล้ว ต้วนมู่ชิงบัดนี้ไร้สติสลบลงไปแล้ว!!


 

“เสด็จแม่!!” อวี้เหวินเฉิงเรียกคล้ายบอกให้หยุด ทว่าจิตด้านมืดนั้นก็บ้าคลั่งเกินกว่าจะได้ยิน มันพยายามเข้ามาทำร้ายด้วยเพราะต้องการหาที่สิงสถิต


 

ถ้าหากกลิ่นอายพลังเหมือนเดิมมันจะไม่ยากเช่นนี้หรือเปล่านะ?


 

อวี้เหวินเฉิงได้แต่คิดเช่นนั้นระหว่างมองไปรอบๆ ทุกคนตกอยู่ในสภาวะตกใจและมีเพียงเฮ่อเหลียนเว่ยหลงที่พุ่งเข้ามาหมายจะช่วยเหลือ


 

เมื่อประเมินสถานการณ์ได้ว่าหากร่วงลงตรงนี้จะต้องเจ็บหนัก เมื่อเป็นเช่นนั้นจึงได้ขยับกายล่อไปยังจุดใกล้ท่าน้ำเท่าที่สุด อวี้เหวินเฉิงจึงร้องตะโกนออกไป


 

“เสด็จพี่ ลงกระบี่ส่งวิญญาณของเสด็จแม่ ท่านต้องรีบแก้คำสาปก่อนมันจะลุกลาม!!” อวี้เหวินเฉิงร้องออกมา เมื่อเห็นว่าอำนาจของคำสาปสลักวิญญาณเริ่มลุกลามร่างกายของต้วนมูชิงแล้ว


 

เมื่อได้ยินเช่นนั้นเฮ่อเหลียนเว่ยหลงก็พยักหน้ารับรู้ วาดกระบี่ในบทส่งวิญญาณอย่างรวดเร็วทันที!!


 

เมื่อได้อาบรัศมีสีทองแห่งกระบี่วิญญาณสีดำนั้นสลายลอยขึ้นสู่ที่สูง โดยที่ชั่วขณะนั้น อวี้เหวินเฉิงคล้ายได้ยินเสียงคล้ายบทเพลงกล่อมเด็กของมารดาดังแว่วเข้ามาในหู


 

เมื่อวิญญาณทั้งหมดกลับคืนสู่ที่เดินแล้ว...คงข้ามสะพานสู่ปรภพได้แล้วใช่ไหมนะ?


 

“ขอบคุณนะ ฝู่เฉิง เว่ยหลง...”


 

นั่นคือสิ่งสุดท้ายที่พวกเขาได้ยิน


 

ก่อนที่ร่างของอวี้เหวินเฉิงและต้วนมู่ชิงจะร่วงลงไปสู่คลองส่งน้ำด้านหลังตำหนักไป๋หู่!!


 

ดำดิ่งลึกลงไป


 

ลงไปเรื่อยๆ


 

อากาศเองก็เริ่มจะหายไปเรื่อยๆ เช่นกัน ทว่าในชั่วขณะที่กำลังจะหมดสติอยู่นั้น เขากลับเห็นแสงสว่างรางๆ จากวัตถุทรงกลมคล้ายจี้ห้อยคอสิ่งมีชีวิตบางอย่าง และไม่นานนักเขาก็รู้สึกอบอุ่น สามารถหายใจได้อย่างน่าประหลาดนัก


 

พร้อมกับมีบางสิ่งบางอย่างได้ดึงร่างของคนทั้งสองไปยังสถานที่แห่งใดแห่งหนึ่ง!!


 

...

..


 



 

กำลังคิดอยู่ว่าจะอัพเป็นทุกสองตอนต่อสัปดาห์ (อัพวันศุกร์) หรือสี่ตอนต่อสัปดาห์ (พุธ+ศุกร์ วันละสองตอน) ดีคะ 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 29 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

705 ความคิดเห็น

  1. #625 nitthann (จากตอนที่ 74)
    วันที่ 24 กรกฎาคม 2563 / 19:54
    ยังไงก็ได้ค่ะ แต่ พุธ+ศุกร์ จะดีมาก(ก.ไก่ล้านตัว)555
    #625
    1
    • #625-1 White-Crystal(จากตอนที่ 74)
      25 กรกฎาคม 2563 / 10:50

      สี่ตอนต่อสัปดาห์สินะคะะ
      #625-1