[END] ยอดนายสนมกับวิถีชีวิตเยี่ยงคนเกียจคร้าน

ตอนที่ 43 : ตอนที่ 11 เข้าใจนะว่ารีบ แต่รอกันก่อนสิ (1)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,317
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 137 ครั้ง
    6 ม.ค. 63

ผลั่ก!

โคร้ม!!


 

เสียงกำปั้นซัดเข้าหน้าของใครบางคนตามด้วยเสียงของการเซถลาถอยชนเข้ากับบางสิ่ง ที่ทำให้ต้วนมู่ชิงซึ่งถูกไป๋อวี้เรียกตัวให้ตามมาทีหลังถึงกับหน้าเหรอหรา


 

ในซอยแคบหนึ่งในหมู่เขตสลัมอันไร้ซึ่งผู้คน บุคคลที่กำลังถูกชกหน้าอย่างแรงจะเซล้มใส่ลังผักคือเฮ่อเหลียนเว่ยหลง


 

และ...


 

คนที่กำลังออกกำปั้นชกนั้นก็คือซื่อหมิง...


 

นั่นเป็นภาพที่ชวนฉงนใจจนถึงขั้นทำให้เหงือไหลแตกพราก เขาไม่รู้ว่าต้นสายที่ทำให้ภาพอันน่าเหลือเชื่อชวนเบิกแท่นประหารหัวสุนัขนี้เริ่มจากอะไรหรอกนะ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็เกิดขึ้นไปแล้ว แถมเกิดขึ้นแบบคาหนังคาเขา เห็นชัดเจนจนเกือบยกมือขยี้ตาเพราะนึกว่าตาฝาด


 

เพราะสุดท้ายแล้วสิ่งที่ต้วนมู่ชิงและอวี้เหวินเฉิงทำหลังจากตั้งตัวทัน คือการรีบไปแยกคนทั้งสองออกจากกัน


 

“ทำอะไรของท่านน่ะ” อวี้เหวินเฉิงดุเฮ่อเหลียนเว่ยหลงทันทีอย่างลืมตัว ชายหนุ่มประคองคนพี่ให้ลุกขึ้น “ท่านเป็นคนออกความคิดให้มาหาเขาเพื่อเรื่องเช่นนี้รึ?”


 

เฮ่อเหลียนเว่ยหลงยกหลังมือขึ้นแตะแก้ม รับรู้ถึงความปวดแปลบและรสเลือดที่เอ่อเข้ามาในสัมผัส ชายหนุ่มหลับตาลง สะกดกลั้นอารมณ์ตนเอาไว้อย่างใจเย็น พร้อมกับยกมือไม่ให้องค์รักษ์ทั้งหลายเข้ามามีส่วนร่วมกับเรื่องที่เกิดขึ้นตรงนี้


 

“ข้ารู้...แต่จะให้ทำอย่างไรได้ คนผู้นั้นไม่มีแก่ใจจะฟังคำอธิบายของข้าเลยแม้แต่น้อย”


 

“ยังต้องฟังอะไรอีก!!”


 

ซื่อหมิงฉุนเฉียวโพล่งออกมากระแทกเสียงจนน่ากลัว ต้วนมู่ชิงจึงต้องรีบรั้งแขนหิ้วปีกเอาไว้ ป้องกันไม่ให้อีกคนพุ่งตัวไปชกหน้าเฮ่อเหลียนเว่ยหลงอีกรอบ


 

“ข้าเคยคิดว่าเจ้าจะดีกว่าพ่อของเจ้า ใช่ อย่างน้อยก็เคย แต่ตอนนี้ดูสิ! เพื่อเรื่องของตัวเองเจ้ากลับไม่เลือก...ไม่ต่างจากพ่อเจ้า...ไม่สิ เหมือนกันไม่มีผิด!! นึกจะทำอะไรก็ทำ สร้างความเดือดร้อนชิบหายมามากมายตั้งเท่าไรเพราะความเอาแต่ใจตัวเอง สำนึกบ้างไหม!” ซื่อหมิงร่ายยาว รำลึกถึงเรื่องในอดีตของจักรพรรดิ์องค์ก่อนอย่างรู้ดี รู้ราวกับอยู่ทันในรุ่นนั้น


 

“ซือฟู [1] ...ข้ารู้ว่าเสด็จพ่อทำเรื่องหยามน้ำใจท่านไว้มากเมื่อครั้งท่านเคยทำงานให้เขา ทว่าครานี้ข้ามิได้จะกระทำซ้ำเสด็จพ่อแต่อย่างใด” เฮ่อเหลียนเว่ยหลงตอบกลับ ลมหายใจผ่อนลงจนแทบแผ่วจางอย่างเหนื่อยใจและเหนื่อยล้ากับเรื่องของพระบิดา “ข้าเพียงแค่ต้องการความช่วยเหลือ และเรื่องอื่นนั้น ข้าไม่ได้เป็นผู้บงการให้เกิดแต่อย่างใด บุตรชายท่านเป็นคนของข้า และข้าไม่ได้ต้องการให้มีเรื่องอันตรายแก่คนของตัวเอง”


 

(ซือฟู = ท่านอาจารย์)


 

ต้วนมู่ชิงมุ่นคิ้วกับถ้อยคำปริศนาที่เหมือนจะรู้กันแค่ในวงใน แต่ในขณะเดียวกัน...ใจความสำคัญของมันก็ง่ายดาย ต่อให้คนซื่อบื้อแบบเขาก็จับต้นชนปลายถูก


 

...


 

หากว่ากันเรื่องความสัมพันธ์ของจ้าวกับบ่าววัง ต้วนมู่ชิงคิดว่าเฮ่อเหลียนเว่ยหลงค่อนข้างมีมนุุษย์สัมพันธ์ที่ดีต่อเพื่อนร่วมงานและข้าราชบริพารในสถานะของฮ่องเต้พอสมควร ยิ่งเปรียบเทียบกับคนที่อยู่รุ่นก่อนเขา...หมายถึงรุ่นพ่อรุ่นแม่นั่นแหละ ก็คือความแตกต่างระดับชั้นฟ้ากับเหวลึก


 

ถึง ‘รุ่นก่อน’ นั้นจะขยันออกงานเลี้ยง ไปมาหาสู่กับต่างเมืองมากสักแค่ไหน แต่สุดท้ายสิ่งที่คว้ากลับก็ได้มาแค่เพื่อนกิน ข้าราชการช่วงนั้นก็โกงกินให้สนุกปาก ส่วนคนที่จงรักภักดีกับแผ่นดินก็ถูกคนกลุ่มแรกนั่นใส่ร้ายจนโดนถอดจากตำแหน่ง ทีนี้แหละพอถึงช่วงลำบากก็ไม่มีใครช่วยเหลือ ตรงตำราเพื่อนกินหาง่ายเพื่อนตายหายาก ยามเดือดร้อนก็มีคนเคียงข้างน้อยเท่าข้าวปลายมือ นั่นจึงเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้การปฏิวัติบัลลังก์ครั้งนั้นง่ายดายประหนึ่งดีดหินใส่ลูกข่าง


 

ต้วนมู่ชิงไม่ได้อยากจะมายืนฟื้นฝอยหาตะเข็บถึงเรื่องราวในวันวานนักหรอกนะ อันที่จริงสถานการณ์คนชกกันแบบนี้เขายิ่งไม่สมควรระลึกถึงตอนนี้ด้วยซ้ำ เพราะเรื่องในอดีตนั่นมันดูไม่เกี่ยวข้องกันเลย


 

แต่...มันดันเกี่ยวว่ะ...


 

เพราะไอ้สิ่งที่เกิดอยู่ตรงหน้าตรงนี้ ต้วนมู่ชิงมั่นใจแบบเจ็ดสิบต่อร้อยส่วนว่ามันต้องเป็นผลพวงจากนิสัยขยันไล่คนออกของฮ่องเต้รุ่นก่อนแน่ๆ การที่ถูกเรียกว่าซือฟูได้นั้น ซื่อหมิงก็น่าจะเคยทำงานเฉพาะทางบางอย่างดีไม่ดีอาจจะเคยสอนเฮ่อเหลียนเว่ยหลงมาก่อนด้วยซ้ำ


 

“ท่านลุง...หรือว่าท่านเคยทำงานกับฮ่องเต้รุ่นก่อนอย่างนั้นหรือ?” ต้วนมู่ชิงเขาเงยหน้าขึ้นมองซื่อหมิง เอ่ยถามทันทีเพื่อขจัดความคาใจ


 

ทางซื่อหมิงเหมือนเพิ่งรู้ตัวว่าคนที่เข้ามาหิ้วปีกแยกมวยคือใคร เขาชะงักเล็กน้อย ท่าทางใจร้อนผ่อนปรนลงไปพอควร แม้จะยังกรุ่นอยู่ก็ตาม


 

มิน่าล่ะ...


 

“ก็ว่าแล้ว...ดูมีการศึกษาเกิดกว่าจะเป็นคุณชายธรรมดา เฮ้อ...ขว้างงูไม่พ้นคอ เจอคนในวังอีกจนได้” ซื่อหมิงว่าระหว่างผละตัวออกห่างอย่างรวดเร็วจนตั้งตัวไม่ทัน ต้วนมู่ชิงก็ทำได้แต่หัวเราะเอื่อย ๆ ปากพร่ำบอกขอโทษ


 

“เอาเป็นว่า...ท่านผ่อนอารมณ์ลงก่อนดีหรือไม่ขอรับ หากใช้กำลังพูดคุย ฟ้าสว่างเราก็คงยังไม่ได้คำตอบ” อวี้เหวินเฉิงละตัวออกจากเฮ่อเหลียนเว่ยหลง แม้เขาจะพอรู้ว่าซื่อหมิงเป็นใคร ทว่าก็ยังคาใจทว่าหน้าตาของซื่อหมิงกลับไม่ค่อยคุ้นหน้านัก นั่นอาจจะเป็นเพราะเรื่องราวระหว่างคนเหล่านั้น มันคงเป็นเรื่องราวที่นานเกินกว่าความทรงจำวัยเด็กจะจดจำได้


 

“คุณชาย…ลูกหายทั้งคน ข้าควรจะใจเย็นหรือ?” ซื่อหมิงตอบ น้ำเสียงเย็นชา


 

และนั่นเองก็พาให้ต้วนมู่ชิงชาวาบไปทั้งตัว


 

แรกเริ่มเดิมทีพวกเขามาที่นี่โดยมีจุดประสงค์เพื่อกลับบ้านเกิดของจื่อเหยาและหาบุคคลผู้หนึ่งซึ่งมีส่วนสำคัญเกี่ยวกับคำสาปสลักวิญญาณ


 

แต่เรื่องนั้นน่ะช่างมันก่อน! เหวี่ยงลงเกวียนไปได้เลย! ใจความสำคัญตอนนี้อยู่ที่ซื่อหมิงบอกว่าลูกหายต่างหาก!!


 

ผู้ติดตามของต้วนมู่ชิงได้ติดสอยห้อยตามพวกเขามาทั้งที่แทบไม่ได้เกี่ยวข้องกันเลยนั้นก็เพราะจื่อเหยาคงจะรู้มาก่อนแล้วว่าเด็กคนนั้นเป็นลูกเลี้ยงของใคร และน่าจะเป็นไม้ตายสุดท้ายที่จะเอามาใช้เพื่อให้ต่อรองกับซื่อหมิง...ซึ่งในตอนนี้ เด็กคนนั้น ซื่อเป่านั้น...


 

“อาเป่า...หายตัว”


 

น้ำเสียงนั้นพูดออกมาแผ่วจาง ใจหายทว่าก็สามารถตั้งสติได้อย่างทันท่วงที ต้วนมู่ชิงรีบกระหวัดหันไปมองด้านหลังสำรวจสถานที่โดยรอบ สิ่งที่เขาพบเจอในตอนนี้คือเขตสลัมซึ่งมีบ้านเดี่ยวเก่าแก่ตั้ง ประตูบ้านเปิดกว้างจนเห็นข้างในที่ระเกะระกะ ไม่มีร่องรอยเลือดแต่ก็มีการต่อสู้ง ราวกับผ่านเหตุวุ่นวายมาหมาด ๆ


 

“ที่พวกเราตกลงกันไว้ก่อนหน้านี้ มีการแกล้งให้อาเป่าสวมบทเป็นตัวประกันหรือขอรับ” แน่นอนว่าไม่มีแต่ต้วนมู่ชิงถามไปเช่นนั้นเพื่อย้ำความมั่นใจไม่ให้ตัวเองหงุดหงิด


 

เพราะสิ่งที่ตกลงก่อนร่วมงาน คือการจะให้ซื่อเป่าล่วงหน้าไปติดต่อกับพ่อเลี้ยง...อา หมายถึงซื่อหมิงนั่นแหละ เพื่อเป็นใบเบิกทางประมาณว่าใช้สายสัมพันธ์พ่อลูกกับวาจาแม่น้ำทั้งห้าให้อีกฝ่ายใจอ่อนและยอมมาเข้าพบ อีกทั้งการที่ให้คนธรรมดาที่ไม่มีใครจับตามองเป็นพิเศษเคลื่อนไหวย่อมดีกว่า เพราะจื่อเหยาบอกว่าพอจะตามหาทีไร อีกฝ่ายจะไหวตัวจนตามตัวไม่เจอ หรือปฏิเสธอย่าง 'รุนแรง' ทุกครั้ง


 

ทว่าการที่ปล่อยซื่อเป่ามาคนเดียวนั้นกลับเกิดเรื่องราวไม่คาดคิดขึ้นเสียได้ ผิดแผนไปไกลมากเลยทีเดียว


 

“ไม่ใช่ทว่าเราให้องครักษ์เงาคอยคุ้มกันแล้ว?” อวี้เหวินเฉิงถามอย่างคาใจ เพราะปกติแล้วพี่ชายไม่น่าจะสะเพร่าขนาดไม่ส่งใครไปสอดส่อง


 

จื่อเหยาพ่นลมหายใจออกมา “หน่วยรายงานว่าเด็กนั่นมีทักษะในการหลบหนีที่ดีเกินไป”


 

"หลบหนี?" อวี้เหวินเฉิงย้ำอีกครั้ง


 

พอได้ยินแบบนั้นต้วนมู่ชิงก็สะกิดใจอะไรได้ แต่ซื่อหมิงกับแทรกเสียก่อน


 

“อยู่แต่ในสลัมตั้งแต่ตัวเท่าเมี่ยง ถ้าไม่สอนทักษะในการหนีสิ่งแปลกปลอมเอาไว้ มีหวังก็เอาตัวไม่รอด” ซื่อหมิงแค่นหัวเราะ “แล้วพวกเจ้าจะรับผิดชอบเยี่ยงไร ทำอะไรโง่ ๆ แล้วก็มาทำให้ลูกคนอื่นหาย หรือเจ้าอยากจะโดนฟาดหน้าอีกรอบกัน...เออ...หยุดก็หยุด”


 

ท่อนหลังนั้นซื่อหมิงพูดด้วยความจนใจเพราะต้วนมู่ชิงส่งสายตาปราม ซึ่งต้วนมู่ชิงก็ไม่รู้หรอกนะว่าตอนนั้นเผลอทำหน้าแบบไหนใส่กันแน่ถึงได้กริบกันระนาวขนาดนี้


 

ลมหายใจสูดเข้าปอด ก่อนคนขี้เกียจจะเริ่มร่ายบทพูดบ้าง


 

“เอาล่ะ พวกท่านจะทะเลาะกันมาก่อนหน้าอะไรข้าไม่สนแล้ว ตอนนี้จะมาทำตัวเงอะงะก็ใช่เรื่อง ฮ่องเต้ท่านเป็นอะไรไป ทำไมตัดสินใจอะไรได้แย่มากขนาดนี้ขอรับ? ถึงข้าจะรู้ว่าท่านห่วงเมียแต่ทำอะไรควรรัดกุมกว่านี้ไม่ได้เลยเหรอ...ส่วนท่าน!!" หันขวับไปทางซื่อหมิง "ไม่รู้สถานการณ์จริง ๆ เลยด้วยซ้ำ! ใครลักพาตัวอาเป่าไปหรือ? อาเป่าเต็มใจไปกับเขาไหม? ทั้ง ๆ ที่ไม่มีใครหยั่งได้แท้ ๆ ตีโพยตีพายตอนนี้ก็รังแต่เสียเวลาตามหา เรื่องอื่นค่อยว่า ตามตัวคนของข้าให้เจอก่อนจะดีที่สุด”


 

ต้วนมู่ชิงผู้ไม่ค่อยได้มีบทพูดยาว ๆ ขนาดนี้มานานร่ายจบก็หอบกินไปพักหนึ่ง ความโมโหเป็นเหตุให้หน้ามืดของแท้ มืดขนาดที่ลืมตัวด่าฮ่องเต้ไปแล้วด้วย


 

...แต่ด่าไปแล้ว จะโดนลากลงตะแลงแกงก็ช่างมัน!! ไว้ถึงตอนนั้นค่อยไปกอดขาเมียฮ่องเต้ให้เขาช่วยก็ได้!!


 

“แต่...” เฮ่อเหลียนเว่ยหลงแย้ง เขารู้ว่าตัวเองควรทำยังไงทว่าไม่อาจจะเลือกทางได้ ความอึกอักไม่อาจเอ่ยปากพูดทางเลือกในวินาทีสำคัญเป็นสิ่งที่ไม่อาจแก้ไขสำหรับตัวเขา จนแม้แต่อวี้เหวินเฉิงยังปวดหัวแทน


 

เฮ่อเหลียนเว่ยหลงนั้นยามที่ต้องตัดสินใจเรื่องสำคัญโดยไร้ซึ่งมารดา จะเป็นเช่นนี้เสมอ


 

อาการเดิมไม่เปลี่ยน คงมีแต่ตายกันไปข้างเท่านั้นสินะถึงจะแก้อาการนี้ได้...


 

จื่อเหยาถอนหายใจออกมา ก่อนจะเดินไปหาเฮ่อเหลียนเว่ยหลง ประคองร่างสูงให้ยืนดี ๆ


 

“...พี่หลง...”


 

จื่อเหยาเอ่ยเรียกอีกฝ่ายด้วยชื่อที่ไม่ได้เรียกมานานคล้ายคำอ้อนขอให้ใจอ่อนเพราะโดยส่วนตัวแล้ว...เขาเองก็เห็นด้วยกับต้วนมู่ชิง


 

“เรื่องผิดพลาดแบบนี้ไม่มีใครอยากให้เกิด ข้ารู้สถานการณ์ของท่านดี ท่านพี่ควรสงบใจลงเถิดหลังจากนี้ข้าจะช่วยท่านคิดเองอย่าได้กังวลไป" มือเล็กลูบต้นแขนแผ่วเบา พร้อมรอยยิ้มที่คล้ายจะกำชับให้คนเบื้องหน้ามั่นใจ "ตอนนี้คือควรเร่งมือแกะรอยหา เพราะข้าไม่รู้ว่าสิ่งที่จะเกิดมันจะเป็นอันตรายต่อซื่อเป่าสักแค่ไหน”


 

"แบ่งกำลังคนในการแกะรอย ท่านพี่กับอาเฉิงเจ้าใช้วิธีถนัดของเจ้าไปเสีย ข้ากับองค์รักษ์ที่เหลือจะเป็นฝ่ายอยู่ทางนี้เผื่อเด็กคนนั้นหรือใครวนกลับมา"เมื่อพูดจบจื่อเหยาก็หันมองซื่อหมิง คิ้วงามยกหยักคล้ายล้อเลียน "ส่วนนอกเหนือจากนี้ท่านอยากทำอะไรก็ทำไป...งานถนัดท่านนี่"


 

"คุณชายซู่ก็กล่าวเกินไป"


 

"น่าเสียดายที่ข้าไม่ใช่คนของที่นั่นแล้วน่ะสิ" จื่อเหยาหัวเราะ มองซื่อหมิงที่ผละตัวออกจากตรงนั้นแล้ววิ่งหายเข้าไปในมุมมือย่างรวดเร็ว


 

เมื่อหมดห่วงทางหนึ่งร่างบางจึงหันไปทางสองพี่น้อง


 

คนทั้งนิ่งสงบไม่ไหวติงต่อสิ่งรอบกาย ตั้งสมาธิบางอย่างที่ทำให้คนรู้งานอย่างจื่อเหยายกมือขึ้นกันไม่ให้ต้วนมู่ชิงก้าวล้ำเข้าไปในอาณาเขตนั้น ชายหนุ่มนับเลขในใจ ให้เวลาราวหลังจากนี้เป็นเลขหนึ่งถึงสาม


 

หนึ่ง


 

สอง


 

สาม


 

พลันนั้นเองที่ไป๋อวี้กางปีกสยายพร้อมบินขึ้น เสียงหวีดแหลมของปักษาก็แผดขานตามมาด้วยการกระพือปีกนับร้อยดังก้อง นกกลางคืน นกกลางวันต่างโพบินออกจากรังนอนว่อนละล่อฃไปทั่วท้องฟ้าอย่างผิดวิสัย พวกมันทั้งหลายต่างบินสอดส่องตรงนั้นทีตรงนี้ทีโดยมีไป๋อวี้เป็นผู้นำ


 

นกเหล่านั้นล้วนตอบสนองต่อคำสั่งการเป็นอย่างดีจนน่ากลัว ซึ่งจื่อเหยาเองก็เข้าใจได้ ลำพังแค่คำสั่งจากคนสกุลเฮ่อเหลียนคนเดียวก็ศักดิ์สิทธิ์มากแล้ว แต่นี่มีถึงสอง...


 

รบกวนพวกเจ้าแล้ว -- จื่อเหยาคิดระหว่างสั่นหน้า พักหนึ่งจึงหันไปทางอวี้เหวินเฉิง


 

"สุดท้ายก็ อาชิง..."


 

"ไปกับข้า..." อวี้เหวินเฉิงตอบทันที ส่วนจื่อเหยาก็หัวเราะออกมา ปากบอกประมาณว่าตนคาดไว้แล้วไม่มีผิด


 

ต้วนมู่ชิงเดินตามอวี้เหวินเฉิงไปอย่างรู้งานทันที เพราะเขาเข้าใจแล้วว่าอีกฝ่ายคงไม่ยอมให้ตนห่างกายไปไหนแน่ ๆ อย่างน้อยก็ต้องอยู่ในระยะสายตาเห็น


 

ชายหนุ่มถอนหายใจยาวด้วยความรู้สึกเหนื่อยใจประมาณหนึ่ง...จากนี้คงได้แต่ภาวนาเสียแล้วว่าจะจบทุกอย่างด้วยดี


 


 

***********


 


 

ห้องที่มืดมิดชนิดที่แสงจันทร์ยังไม่อาจส่องถึงพบกับร่างของคน ๆ หนึ่งซึ่งเดินวนไปวนมาอย่างไม่รู้จบสิ้น เสียงขบเขี้ยวเค้นฟันคล้ายอาการคนหงุดหงิดอย่างห้ามใจไม่อยู่ เบื้องล่าง ใกล้เท้านั้น คับคล้ายกับมีแก้วเจียระไนแตกกระจายจนของเหลวสีคล้ำด้านในไหลเลอะไปตามพื้น


 

“ทำไมถึงใช้การไม่ได้” เอ่ยกล่าวอย่างโมโห ยิ่งครุ่นคิด ยิ่งสับสน คลื่นพลังอันดำมืดแผ่ซ่านโอบล้อมกาย ประคำ เครื่องราง ตลอดจนบางสิ่งบางอย่างที่คล้ายต้องอาถรรพ์ล้วนตอบสนองรับซึ่งกันและกัน มันสั่นไหวอย่างน่าพรั่นพรึงจนดูราวกับห้องแคบ ๆ นั้นกำลังสั่นตาม


 

แม้พยายามห้ามใจเพื่อไม่ให้พลังครอบครองร่าง แต่ความอึดอัดไม่พึงใจมันสะสมมาเนิ่นนาน นับตั้งแต่วันที่ปะทะเข้ากับพลังปริศนา จวบจนกระทั้งตอนนี้ ที่นอกจากแผนการณ์ที่จะใช้งานลูกคนใหม่ของลี่ย่าหลีล้มเหลวแล้ว ยังสูญเสียภูติผีในอาณัติไปอีกหนึ่งตน


 

ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันผู้นั้นเป็นใครเพราะตนมั่นใจว่าตนคุ้นเคยกับกลิ่นอายปราณทองคนในวังทุกคนดี อีกทั้งช่วงนี้ยังไม่ใช่ช่วงรับบัณฑิตเข้า ไม่มีทางที่จะมีคนใหม่ ๆ เข้ามาในวังได้


 

นอกเสียจากเมื่อไม่นานนี้...


 

“หรือมันจะ...” พลันเอะใจได้ก็ชะงักไป ด้วยเพราะเดิมทีแล้ว ตำแหน่งเหล่านั้น ล้วนมีแต่คนไร้ซึ่งปราณทอง


 

“แฝงมาเป็นสนมเข้าใหม่งั้นรึ?”


 

==================


 

สวัสดีปีใหม่ย้อนหลังค่า!! ขอโทษนะคะที่หายไปนาน ไรท์ไปเที่ยวยาววันปีใหม่มาล่ะค่ะ แงงงงง และในวาระดีขึ้นปีใหม่นี้ ขอให้ผู้อ่านทุกท่านประสบพบเจอแต่ความสุข ร่ำรวยเงินทองนะคะะ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 137 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

705 ความคิดเห็น

  1. #667 sakura17 (จากตอนที่ 43)
    วันที่ 7 สิงหาคม 2563 / 00:55
    ซื่อเป่าโดนลักพาตัว อาชิงโมโหจนดุฮ่องเต้ แต่ไม่กลัวเพราะจะให้จื่อเหยาช่วย5555 ถ้าเจอตัวซื่อเป่าต้องโดนอาชิงดุแน่ๆ
    #667
    0
  2. #509 miNAMizu (จากตอนที่ 43)
    วันที่ 8 มกราคม 2563 / 00:15
    มาแล้วๆ
    #509
    0
  3. #508 Sun D A Y S (จากตอนที่ 43)
    วันที่ 6 มกราคม 2563 / 18:05
    ยินดีต้อนรับกลับจ้า
    #508
    0